หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

new economic geography

ทฤษฎีโลกาภิวัตน์

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

โลกาภิวัตน์ ดูเป็นวาทกรรมที่มีการกล่าวถึงกันมากมาย นับจากปี 1984 เป็นต้นมา นักวิชาการจำนวนมากได้กล่าวถึงและเขียนถึง แต่ว่าที่ดูเหมือนคำกล่าวของเฮลด์ และคณะ (Held, et al., 1999) จะดูเข้าใจง่ายกว่าคนอื่นๆ โดยพวกเขากล่าวว่า “เป็นการทำให้เกิดความกว้างขวางขึ้น ทำให้เป็นประเด็นที่ลึกซึ้งเข้า และเกิดความรวดเร็วขึ้น ในการเชื่อมโยงกันไปทั่วทั้งโลกของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต”

 โลกาภิวัตน์ในมุมมองที่เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การผลิต การแลกเปลี่ยน การกระจาย และการบริโภค โดยถูกเน้นไปที่ความเป็นเสรีนิยมสมัยใหม่ ตลาดโลกเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อน และมีการส่งผ่านเชื่อมโยงอยู่เหนือรัฐชาติ ขณะเดียวกันยังมองโลกาภิวัตน์ให้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง ที่ให้ความสำคัญต่อการแสดงอำนาจ การบังคับ การตรวจสอบอำนาจ และกำกับเหนือประชาชนและเหนือเขตแดน และมองโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการทางวัฒนธรรม ที่ให้ความสนใจการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ผ่านพิธีกรรม แบบปฏิบัติประจำวัน สื่อสารมวลชน การสนทนาซึ่งหน้า และการแสดงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน โดยโลกาภิวัตน์นี้มุ่งเน้นถึงการสร้างความเข้มข้นในความตระหนักของคนทั้งโลก การสร้างความยืดหยุ่น การยอมรับความเสี่ยง การต่อสู้เพื่อคงอัตลักษณ์ และการเอาชนะสิ่งแปลกปลอมเข้าในชุมชน

นักภูมิศาสตร์มองโลกาภิวัตน์ในมิติทางด้านกาลเทศะ (spatio-temporal dimensions) ของชีวิตที่อยู่ในสังคมต่างๆ บางคนเสนอแนะว่า เวลาและพื้นที่ทุกวันนี้ถูกบีบอัดให้ย่อขนาดลง สำหรับพื้นที่นั้นจากที่เคยเป็นและมีอุปสรรคต่างๆ มากมาย อุปสรรคกลับสลายลง และยังมีการสร้างเขตแดนใหม่ เพื่อให้สามารถส่งผ่านส่างต่างๆ ข้ามไปให้ทั่วทั้งโลกได้อย่างกว้างขวาง เข้มข้น และรวดเร็ว

 



อาร์จัน แอปปาดูไร (Arjun Appadurai, 1997)

 

 

นิยาม - โลกาภิวัตน์ถูกกำหนดด้วยแรงขับเคลื่อนสองอย่าง คือ การอพยพเคลื่อนย้ายขนาดมหึมา และสื่ออิเลคทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์วัฒนธรรม การอพยพ การพัฒนาความเป็นเมือง และอัตลักษณ์

เหตุผลสนับสนุน

มีเหตผลสนับสนุนการเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ในมุมของอาร์จัน แอปปาดูไร 5 ประการ คือ 1) ความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลก เป็นสิ่งสำคัญที่มใช้ในการแยกความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง ที่เราสามารถทำความเข้าใจได้ผ่านการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม 2) การสลายเขตแดน (deterritorialization) เป็นแรงผลักสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ 3) จิตนาการเป็นแรงขับทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดทรัพยากรใหม่ในการสร้างอัตลักษณ์ และเป็นพลังสร้างสรรค์สังคมทางเลือกใหม่ๆ 4) ประสบการณ์ที่ผ่านมาของความไม่เท่าเทียมกัน สามารถนำมาใช้โต้แย้งการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่มักจะอยู่เหนือเขตแดนดั้งเดิม และ 5) ภาพลักษณ์ของวิถีชีวิต วัฒนธรรม  และการแสดงออกของตัวตน สามารถเลื่อนไหลหมุนเวียนไปได้ทั่วโลกผ่านสื่อสารมวลชน และมีบ่อยครั้งที่ถูกหยิบยืมไปโดยไม่ได้บอกล่าวล่วงหน้า

โครงสร้างของทฤษฎี

มิติทั้งห้าของการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมโลก 1) สภาพที่เห็นทางชาติพันธุ์ (ethnoscapes) 2) สภาพที่เห็นทางด้านสื่อ (mediascapes) 3) สภาพที่เห็นทางด้านเทคโนโลยี (technoscapes) 4) สภาพที่เห็นทางด้านธนกิจ (finanscapes) และ 5) สภาพที่เห็นทางด้านความรู้สึกนึกคิด (ideaoscapes)

การแลกเปลี่ยนอัตลักษณ์ท้องถิ่น (translocalities)

การแลกเปลี่ยนบริบทระหว่างกัน (intercontextuality)

พื้นที่สาธารณะพลัดถิ่น (diaspordic public space)

อัตลักษณ์หลังการยึดติดความเป็นชาติ (post-national identity)

โลกในจินตนาการ (imagined worlds)

 



อูลริช เบค (Ulrich Beck, 1992)

นิยาม - โลกาภิวัตน์เป็นการสร้างความเข้มข้นระดับนานาชาติของพื้นที่ เหตุการณ์ ปัญหา ความขัดแย้ง และชีวประวัติ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นผ่านอธิปไตยของชาติที่มีเจตนารมณ์และการบ่อนทำลายของผู้ดำเนินการข้ามชาติที่มีการจัดระบบอำนาจ การวางโครงสร้าง คุณลักษณะ และโครงข่าย เอาไว้เป็นอย่างดี เราไม่อาจเข้าใจส่วนหนึ่งส่วนใดแบบเส้นตรงหรือทั้งหมดทั้งมวลได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผูกพันกันและเป็นภาษาที่ต้องเข้าใจร่วมกันของคนทั้งโลก

ประเด็นสำคัญ

โลกาภิวัตน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

เหตุผลสนับสนุน

มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง จากการกระจายความมั่งคั่งของสังคมหนึ่งที่กำลังขาดแคลน ไปสู่การกระจายความเสี่ยงของสังคมสมัยใหม่ตอนปลาย โดยสังคมกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง ทำให้สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารจัดการ ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างความเสี่ยงเหล่านั้นขึ้นมาเท่านั้น หากแต่ยังทำให้เกิดความเสี่ยงจากผลลัพธ์ที่เกิดจากความเสี่ยงที่ยังไม่ปรากฏด้วย เช่น  เชื้อวัวบ้า ที่เกิดจากการที่องค์กรภาครัฐอนุญาตให้มีการเลี้ยงวัวโดยไม่มีการตรวจสอบโอกาสการติดเชื้อโรคจากอาหารสัตว์ให้ดีเสียก่อน

โครงสร้างของทฤษฎี

สังคมมีความเสี่ยง (risikogesellschaft) บนฐานสามมิติ ประกอบด้วย การขยายพื้นที่ออกไป การสร้างความมั่นคงด้านเวลา และความหนาแน่นทางสังคมนานาชาติที่เกิดโครงข่าย ความสัมพันธ์ และการไหลเลื่อน

 



มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells, 1996, 1997)

นิยาม - การเกิดขึ้นของยุคสารสนเทศนิยม (informationalism) ที่เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานแบบใหม่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจัดการทางสังคม และมีกระบวนการพึ่งพิงกันสามอย่างของโครงข่ายทางสังคม ประกอบด้วย การปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใต้ลัทธิทุนนิยมและความเชื่อมั่นในความมั่นคง และการผุดขึ้นของพลังการเคลื่อนไหวทางสังคม ขณะเดียวกันก็มีการเป็นปรปักษ์กันระหว่างสองขั้วที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายกับฝ่ายที่เชื่อมั่นในอัตลักษณ์แห่งตน

ประเด็นสำคัญ

โลกาภิวัตน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

เหตุผลสนับสนุน

โลกของเรากำลังมีการเปลี่ยนผ่านจากสังคมหลังอุตสาหกรรมเป็นสังคมยุคสารสนเทศนิยม ซึ่งการแบ่งแยกระหว่างสังคมสารสนเทศที่เน้นบทบาทสารสนเทศต่อสังคม และมีส่วนสำคัญต่อทุกส่วนของสังคม และมีส่วนสร้าง จัดการ และส่งผ่านสารสนเทศ จนกลายเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตและสร้างพลังอำนาจ เนื่องจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ขณะที่โครงข่ายเป็นตัวสร้างรูปลักษณ์ใหม่ทางสังคมของเราออกมา และที่สำคัญ กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของเครือข่ายสังคม หมายความรวมถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและทางเทคนิคในการผลิต วัฒนธรรม และพลังอำนาจ ซึ่งอันหลังนี้เชื่อได้เลยว่า “อำนาจไม่มีวันอยู่อย่างยืนยาว”

โครงสร้างของทฤษฎี

โครงข่ายทางสังคม สังคมสารสนเทศ พลังของอัตลักษณ์ ความเป็นเสมือนจริง ระบบใหม่ของการสื่อสารคมนาคมบนฐานโครงข่ายดิจิตอล การบูรณาการแบบจำลองการสื่อสารหลายทางที่ครอบคลุมทุกรายละเอียดทางด้านวัฒนธรรม ประเด็นด้านการใช้เวลาให้สั้นที่สุด (timeless time) เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากตามทฤษฎีโลกภิวัตน์ของคาสเทลส์ รวมไปถึงประเด็นเกี่ยวกับเวลาที่แน่นอนในโครงข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งตรงกับเวลาของนาฬิกา พื้นที่ของการเลื่อนไหล และพื้นที่เสมือนจริง (cyberspace) และสถานที่ที่มีอยู่จริงในท้องถิ่นด้วย

 



แอนโทนี กิดเดนส์ (Anthony Giddens, 1990, 1999)

 

นิยาม - การเพิ่มขึ้นของความสัมพันธ์ที่เข้มข้นมากทั่วโลก เป็นการเชื่อมโยงเอาท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข ที่ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่กันคนละที่ห่างไกลกัน กระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้การสื่อสารมให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

ประเด็นสำคัญ

โลกาภิวัตน์ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

เหตุผลสนับสนุน

กระบวนการความเป็นสมัยใหม่ (modernization) ทำให้สังคมมีการปรับและสร้างระยะแห่งกาลเทศะขึ้นมา มีการปล่อยวางตัวตน และสร้างความยืดหยุ่น ที่ทำให้สังคมมีความสัมพันธ์กันรอบด้านไปทั่วทั้งโลก ดังนั้น โลกาภิวัตน์จึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันและกัน

โครงสร้างของทฤษฎี

การสร้างระยะแห่งกาลเทศะ (time-space distanciation) การละตัวตนที่มี  (disembedding) ความยืดหยุ่น (reflexivity) และมิติความเป็นสมัยใหม่ (modernity) 4 อย่าง ประกอบด้วย ทุนนิยม การตรวจตราด้วยความระแวดระวัง ความต้องการของกองทัพ และอุตสาหกรรมนิยม

 



เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey, 1989)

 

 

นิยาม - การเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดแบบฟอร์ด (Fordism) ไปสู่การสะสมตัวแบบยืดหยุ่นผ่านการสื่อสารที่เหมาะสมตามกาลเทศะ

ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ และปรัชญาหลังสมัยใหม่

เหตุผลสนับสนุน

ประสบการณ์ในการบีบอัดกาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะมาช่วยในการเปลี่ยนแปลงสังคม

ขณะที่การแยกส่วน พหุนิยม และความถูกต้องของเสียงของผู้อื่นและโลก ก่อให้เกิดปัญหาเฉียบพลันต่อการสื่อสารและวิธีการใช้อำนาจควบคุม

โครงสร้างของทฤษฎี

การบีบอัดของกาลเทศะ เราสามารถจัดการเวลาใหม่ได้ด้วยการลดเงื่อนไขของพื้นที่ลง

 





เดวิด เฮลด์ แอนโทนี แมคกรอว์ เดวิด โกลด์แบลต และโจนาธาน เปอร์ราตั(David Held, Anthony McGraw, David Goldblatt, Jonathan Perraton, 1999)

นิยาม

ความกว้างขวางขึ้น ความลึกซึ้งมากขึ้น และความรวดเร็วขึ้น ของการติดต่อเชื่อมโยงระดับโลกในทุกสาระของชีวิตสังคมร่วมสมัย

ประเด็นสำคัญ

โลกาภิวัตน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

เหตุผลสนับสนุน

รายละเอียดต่างๆ ของกาลเทศะและการจัดการความเชื่อมโยงสัมพันธ์ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ก้าวกระโดดข้ามไป และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ 4 ประการ คือ การตัดสินใจ การเป็นสถาบัน รูปแบบการกระจาย และการกำหนดโครงสร้าง

โครงสร้างของทฤษฎี

มิติด้านโกลาภิวัตน์ของกาลเทศะ การขยายโครงข่ายโลก ความเข้มข้นของความเชื่อมโยงกันบนโลก ความเร็วของการเลื่อนไหลบนโลก และผลกระทบจากความชื่นชอบในความเชื่อมสัมพันธ์ระดับโลก

 



ซามาเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington, 1993)

 

 

 

นิยาม - การล่มสลายของอารยธรรม

ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ทางการเมือง

เหตุผลสนับสนุน

การมีอำนาจอยู่เหนือความขัดแย้งในโลกใหม่ เป็นประเด็นทางวัฒนธรรม ไม่ใช่อุดมการณ์และเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คุณลักษณะทางวัฒนธรรมเปลี่ยนรูปได้น้อยกว่าลักษระทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ

โครงสร้างของทฤษฎี

อัตลักษณ์ของอารยธรรม

อารยธรรม – การจัดกลุ่มวัฒนธรรมของมนุษย์ที่วางเอาในจุดสูงสุด และระดับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แผ่กระจายกว้างออกไปที่สุด อย่างที่มีที่เห็นอยู่นี้ เป็นการตัดขาดและอยู่เหนือจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ บนโลก

 



โรแลนด์ โรเบอร์ตสัน (Roland Robertson, 1990, 1992, 1997)

 

นิยาม - แรงบีบอัดของโลก (compression) และความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น (intensification) ของจิตสำนึกที่รับรู้กันว่าโลกเป็นทั้งหมดทั้งมวล ความเป็นสากล (universalization) ของสิ่งที่แสดงลักษณะออกมาเฉพาะ และความเป็นลักษณะเฉพาะ (specialization) ของสิ่งที่ต้องแสดงออกให้เห็นเป็นสากล

ประเด็นสำคัญ

โลกาภิวัตน์ทางด้านวัฒนธรรม

เหตุผลสนับสนุน

ประชาชนจะเรียนรู้โลกาภิวัตน์ให้เป็นประสบการณ์ได้อย่างไร

การสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม สังคม และปรากฏการณ์ ระหว่างตนเอง สังคมชาติ ระบบนานาชาติของสังคม และมนุษยชาติ

โครงสร้างของทฤษฎี

1) การสร้างความสัมพันธ์ – แต่ละหน่วยในโลกที่ประสานกัน ก่อรูปสัมพันธ์กับสิ่งอื่นโดยรอบ และท้าทายกับความมั่นคงในแง่มุมต่างๆ 2) การชิงดีชิงเด่น – ภายใต้สถานการณ์อันหนึ่งอันใดเพียงอันเดียว ผู้ดำเนินการทุกส่วนมีเป้าหมายที่จะเป็นอิสระออกไปจากส่วนอื่น และ 3) โลกาภิวัตน์ – ความคิดที่เป็นสากลและกระบวนการโลกาภิวัตน์ จะถูกแปลความหมายและซึมซับแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์และประวัติศาสตร์ของแต่กลุ่มคน

 



เจมส์ โรเซนู (James Rosenau, 2003)

 

นิยาม - ความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใต้เหตุการณ์ปัจจุบันและที่กำลังพัฒนาให้มีมากขึ้น จะมีส่วนที่สถาบันเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยลง

ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ทางการเมือง

เหตุผลสนับสนุน

การทำความเข้าใจต่อภาวะพลวัตรต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้โลกาภิวัตน์และแรงขับเคลื่อนของท้องถิ่น การค้นหาว่าบุคคลวางตัวอย่างไรทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นของการวางตัวกับสิ่งสำคัญๆ ระดับโลก อย่างเช่น สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจโลก และธรรมาภิบาลระดับโลก

โครงสร้างของทฤษฎี

1) ระยะทาง 2) ความใกล้ชิดกัน 3) การแบ่งแยก – เป็นปฏิสัมพันธ์ที่แพร่หลายระหว่างพลวัตภายใต้การแบ่งแยกและบูรณาการที่เกิดขึ้นในทุกระดับของชุมชน 4) โลกของท้องถิ่น – มีสิ่งต่างๆ ที่จะต้องให้ความสำคัญ คือ ภาวะโดดเดี่ยว การต่อต้าน การแสดงวรรณะ และการยืนยันตัวตน และ 5) โลกกว้าง – มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณา คือ การยืนยันตัวตน การต่อต้าน การแสดงลักษณะเฉพาะ และการกำหนดขอบเขตของดินแดน

 



ซาสเกีย ซาสเซน (Saskia Sassen, 1993)

 

นิยาม - โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจทำให้เกิดสิ่งสำคัญของการเชื่อมโยงทางสังคมและบทบาทของศูนย์กลาง การเชื่อมโยงและเกิดพันธมิตรข้ามเขตแดน และการคลี่คลายเงื่อนไขของความมั่งคั่งและวาระสำคัญบางอย่างระหว่างชาติลง

ประเด็นสำคัญ

โลกาภิวัตน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

เหตุผลสนับสนุน

1) การปรับปรุงโครงสร้างของเมืองระดับโลกใหม่ ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและเกิดการแบ่งขั้วขึ้น 2) การเติบโตขึ้นของภาคบริการการผลิต (producer service sector) เป็นลักษณะสำคัญของการปรับแปลงสภาพไปสู่อนาคตของเมืองระดับโลก 3) สถานที่ที่เป็นศูนย์กลาง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ และ 4) บทบาทของชายหญิงมีผลอย่างมากต่อการย้ายถิ่น การผลิตข้ามชาติ และเกิดรูปแบบใหม่ของความไม่เท่าเทียมกัน

โครงสร้างของทฤษฎี

ภูมิศาสตร์ใหม่เกี่ยวกับการสร้างความเป็นศูนย์กลาง (centrality) และการเป็นชายขอบ (marginality) และยุคแห่งดิจิตอลโลก (global digital era)

 



อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (Immanuel Wallerstien, )

 

 

นิยาม - ระบบทุนนิยมโลก (capitalist world system) แพร่กระจายผ่านไปทั่วทั้งโลก โดยระบบโลกเป็นหน่วยเดียวกันของการแบ่งงานกันทำ แต่ว่ามีระบบวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ทางด้านเศรษฐกิจ

เหตุผลสนับสนุน

สถานะของพื้นที่แกนกลาง กึ่งกลาง และชายขอบของเศรษฐกิจโลก จะมีความสัมพันธ์กันอย่างมั่นคงด้วยความเข้มแข็งทางการทหาร ความมุ่งมั่นทางอุดมการณ์ที่มีต่อระบบในฐานะที่เป็นองค์รวม และการแบ่งกลุ่มมหาชนให้ไปอยู่เป็นคนกลุ่มล่าง ขณะที่คนกลุ่มน้อยขยับขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง สำหรับพื้นที่ชายขอบจะต้องมีการคุ้มครองไม่ให้เกิดการแบ่งขั้วและความขัดแย้ง

โครงสร้างของทฤษฎี

ระบบโลก แกนกลาง เขตกึ่งกลาง และชายขอบ

 



มัลคอล์ม วอเตอร์ส (Malcolm Waters, 1995)

 

นิยาม - กระบวนการทางสังคมที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ สำหรับลดการจัดการทางสังคมและวัฒนธรรมลง และการเพิ่มความตระหนักของประชาชนให้มากขึ้นในขณะที่พวกเขามีความเป็นตัวตนลดลง

ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

เหตุผลสนับสนุน

ติดตามโลกาภิวัตน์ผ่านการดำเนินชีวิตในสังคม 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม

โครงสร้างของทฤษฎี

การแลกเปลี่ยนวัตถุที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนทางการเมืองนานาชาติ และการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ในระดับโลก

 

แม้ว่าทฤษฎีโลกาภิวัตน์แสดงเอาไว้ในหลากหลายสาขาวิชา แต่ว่ามีการยอมรับหลักการเบื้องต้นร่วมกันว่า ก) เป็นประเด็นของการเปลี่ยนผ่านในรากลึกของเนื้อหาและประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ข) เป็นการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างกาลเทศะ และ ค) เป็นการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น โดยขอบเขตแห่งดินแดนและระยะทางมีบทบาทต่อการกำหนดรูปลักษณ์ของสังคม องค์กร และบุคคล น้อยลงกว่าอดีที่ผ่านมา (Holm, 2003) ทั้งนี้โดยมีพลวัตและกระบวนการพึ่งพิงของโลกาภิวัตน์ที่ปรากฎอยู่ในทุกทฤษฎี 6 ประเด็นด้วยกัน คือ

1. การเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อของการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ (economic interdependence) ทั่วโลก

2. การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นและความลึกซึ้งในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ การเมือง และวัฒนธรรม

3. การแพร่กระจายของความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกและรวดเร็วมาก ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่ที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก

4. การบีบอัดของกาลเทศะ (compression of time and space)

5. การไม่ยึดติดกับเหตุการณ์และสถาบันที่เอื้อให้เกิดการปรับปรุงแนวทางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมข้ามกาลเทศะ

6. การเพิ่มขึ้นของจิตสำนึกระดับโลก (global consciousness) ผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ (processes of reflexivity)

ทั้งนี้โดยมีการสื่อสารคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการพลวัตทั้งหกประการดังกล่าวข้างบน ซึ่งอูลริช เบค (Ulrich Beck, 2000) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันได้ชี้ให้เห็นว่า โลกาภิวัตน์ถูกสร้างและฟูมฟักให้อยู่ในกิจกรรมการสื่อสาร โดยกล่าวว่า “กระบวนการเกิดโลกาภิวัตน์ตั้งอยู่บนฐานที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ โดยที่ความหนาแน่นและความมั่นคงของโครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคกับโลกและการนิยามตัวตนผ่านสื่อสารมวลชน รวมไปถึงความหนาแน่นและความมั่นคงของพื้นที่ทางสังคมและของภาพลักษณ์การไหลเวียน .. ความสัมพันธ์ของโลกในแนวระนาบจะถูกกำหนดคุณลักษณะด้วยปัจจัยหลายอย่างและการไม่บูรณาการที่เปิดออกไปเมื่อถูกสร้างและรักษาเอาไว้ในการสื่อสารและกิจกรรม

การเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อของการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจทั่วโลก

พลวัตอย่างแรกเป็นการสร้างและถูกสร้างขึ้นมาด้วยการจัดองค์กรรูปแบบใหม่และกระบวนการสื่อสาร การพึ่งพิงกันจะมีได้จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือที่ยืดหยุ่นทั้งภายในและระหว่างโครงสร้างการจัดการทั้งแบบเดิมและที่เกิดขึ้นมาใหม่ในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ ระดับภูมิภาค และระดับโลก ความตกลงร่วมมือกันแบบใหม่ถูกปรับแปลงข้ามอาณาเขต ด้วยการพิจารณารายละเอียดต่างๆ ที่สัมพันธ์กับการดำเนินการและการสื่อสารที่มีความรับผิดชอบภายในและภายนอกของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การทำงานกับเพื่อนร่วมงานเพื่อวิเคราะห์ความพยายามของอุตสาหกรรมยานยนต์ของต่างประเทศที่จะเชื่อมโยงกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อที่จะอำนวยให้ท้องถิ่นมีทุนทางสังคมรูปแบบใหม่ๆ เข้ามา นั่นยังจะเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงสื่อสารระหว่างองค์กรเอกชนที่ทำงานข้ามประเทศกับหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานเพื่อคนว่างงานด้วย

ความสับสนวุ่นวาย ความไม่จีรัง และความไม่แน่นอน ที่เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ล้วนจำเป็นต้องใช้ความรับผิดชอบ การปรับตัว และประสิทธิภาพในการสื่อสารขององค์กร ซึ่งจะไม่พบเลยในการจัดองค์กรแบบดั้งเดิมที่เน้นการมีลำดับศักย์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบที่ว่านี้จะต้องมีอะไรหลายอย่างเพื่อให้มีการอบรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของทั้งคนงานและผู้จัดการ นักวิชาการส่วนมากเห็นด้วยว่า รูปแบบระดับโลกหลายอย่างคล้ายคลึงกับระบบชั่วคราวและความร่วมมือแบบเฉพาะเจาะจงและจะมีขอบเขตเหนือขอบเขตพื้นที่ และ/หรือเขตอำนาจ การจัดการเสมือนจริงกลายเป็นสิ่งปรกติ ขณะที่การเจรจาซึ่งหน้า (face to face interactions) กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ การรักษาสัมพันธภาพ หรือการตัดสัมพันธ์ระหว่างกัน องค์กรที่มีโครงข่ายระดับโลกตามความหมายของมองจ์และฟูล์ก (Monge and Fulk, 1999) จะมีลักษณะ ก) ถูกขึ้นมาบนโครงข่ายการสื่อสารที่ยืดหยุ่นมากกว่าที่จะเกิดขึ้นบนโครงสร้างลำดับศักย์แบบเดิม ข) พัฒนาความเชื่อมโยงที่มีความยืดหยุ่นมาก ทำให้สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับการเปลี่ยนแปลง พลวัตของโครงข่ายองค์กรอื่น ข้ามเครือข่ายที่ถูกผูกติดไว้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง และ ค) ประกอบด้วยโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความซับซ้อนสู งที่สนับสนุนระบบการสื่อสารที่มีความยืดหยุ่นสูง ในมุมมองเหล่านี้ องค์กรระดับโลกจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการสื่อสารที่ข้ามระดับองค์กรและข้ามเขตแดนออกไป และความยืดหยุ่นที่มีจะทำให้ความก้าวหน้าหรือเสื่อมถอยขององค์กรได้ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารและการจัดการเพื่อโน้มน้าวแบบใหม่ เป็นหัวใจของวิธีการร่วมสมัยในการจัดการเพื่อปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกกันว่า “ยุคหลังฟอร์ด” (post-Fordism) สังคมสารสนเทศ (informational society) หรือสังคมหลังสมัยใหม่ (postmodern condition)

การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นและความลึกซึ้งในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ทางการเมือง และวัฒนธรรม

การเสื่อมสลายลงของเขตแดนทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม องค์กร พรมแดน และวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นที่โจทย์จรรกันอย่างกว้างขวางว่า นั่นมันเรื่องอะไรกัน พวกเขากล่าวถึงเรื่องนั้นว่าอย่างไร มีการสื่อสารแก่กันและกันบ่อยไหม มีความเชื่อมโยงอันไหนที่เคลื่อนไหวต่อ ประชาชนอาศัยอยู่ตรงไหนและจะอพยพไปไหน วิธีการที่ใช้ในการสื่อสารแบบเก่าแบบใหม่เป็นอย่างไร และพวกเขาจัดการสิ่งต่างๆ เหล่านั้นอย่างไร ซึ่งนักทฤษฎีบางคนเห็นว่า ความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเหตุและเกิดจากเหตุที่มีการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบต่างๆ ที่ทำเลที่ตั้งสามารถแสดงบทบาทแปรเปลี่ยนไปได้ทั่วโลก เทคโนโลยีการสื่อสารอาจจะทำให้ความสำคัญของระยะทางหมดลง แต่ทำเลที่ตั้งก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญอยู่มาก การแพร่กระจายออกไปอย่างมากของระบบโลก ทำให้จำเป็นต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางการเงิน ระบบการจัดการ และกำลังแรงงาน เพิ่มมากขึ้น ซาสเซน (Sassen, 2000) ได้อธิบายเอาไว้เป็นตัวอย่างเกี่ยวกับ “เขตแดนใหม่” (new frontier zone) ว่าเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีรูปแบบองค์กรแบบใหม่ และได้มีการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นแบบเดิมแบบเก่าบางอย่างแล้ว เมืองระดับโลก (global cities) จึงเป็นเมืองรูปแบบใหม่ที่เป็นจุดเชื่อมและเป็นขั้วของวงจรโลก ยิ่งไปกว่านั้น เมืองระดับโลกและรูปแบบใหม่ของศูนย์กลางเขตแดน (new form of territorial centralization) จึงกลายเป็นสถานที่ที่ไม่เพียงแค่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการสื่อสารคมนาคมออกไปอย่างกว้างขวาง เป็นสถานที่ที่มีการบริการพิเศษเฉพาะอย่าง (new form of territorial centralization) เป็นศูนย์รวมของอุตสาหกรรมการผลิต เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีผู้อพยพเข้ามามากมาย มีวัฒนธรรมการทำงานที่หลากหลาย และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก ซึ่งซาสเซนและอีกหลายคนเห็นว่า สถานการณ์ระดับโลกแบบนี้อาจทำให้ผู้ที่ไม่สนใจสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้ และยังทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับกลุ่มคนชั้นล่างและการพัฒนาสังคมเมืองระดับโลกขึ้นมาได้

ความเข้มข้นที่เกิดขึ้นของการเชื่อมโยงข้ามแบบแผนเดิมของสังคม ยังคงก่อให้เกิดการเติบโตทวีคูณในการดำเนินกิจการภาครัฐและองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ ทำให้สหภาพแรงงาน ธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม จำนวนมากที่วางสถานะของตนอยู่ในระดับโลกมากกว่าที่อยู่แค่ระดับท้องถิ่น มิติการจัดการของการเปลี่ยนแปลงสู่ระดับโลกและการสร้างวัฒนธรรมระดับโลกนี่ก็ดูเป็นสิ่งปรกติที่มีการดำเนินการกัน จะเห็นได้จากปัจจุบันนี้มีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และองค์กรระหว่างประเทศ (IGOs) มากกว่า 3 หมื่นแห่ง ที่ทำงานด้านนิเวศววิทยาและการพัฒนา ความเป็นหุ้นส่วน ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านต่างๆ ระหว่างกัน เกิดขึ้นทุกวันอย่างไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นปริมาณได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน โรคระบาด ความปปลอดภัยสาธารณะ และการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเห็นได้ว่าบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ลองเข้าไปดูในเสิร์ชเอนจิน yahoo หรืออย่างอื่นดูก็ได้ จะเห็นกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เพื่อจูงใจให้ประชาชนทั่วโลกเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมขององค์กร ผ่านการหาเพื่อน การถกแถลงประเด็น การบริจาค การเล่นเกมส์ ฯลฯ

การแพร่กระจายของความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกและรวดเร็วมาก ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่ที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก

พลวัตอย่างที่สามที่ก่อให้เกิดคุณลักษณะโครงสร้างการจัดการที่สำคัญของยุคโลกาภิวัตน์ คือ โครงข่าย (network) โดยโครงข่ายองค์กร โครงข่ายผู้สนับสนุน โครงข่ายผู้ก่อการร้าย โครงข่ายอาชญากร โครงข่ายกีฬา โครงข่ายการท่องเที่ยว โครงข่ายที่มีความสนใจเฉพาะเรื่อง ทั้งหลายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบโลก “รูปแบบหลายอย่างขององค์กรและสังคมทั้งหลายเหล่านี้ ที่อยู่ภายใต้ระบบตลาดแบบเดิมหรือที่จัดลำดับศักย์แบบที่เคยเป็น หรือเป็นทั้งสองอย่าง ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการหมุนเวียนของวัตถุและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงประชาชนและวัตถุหลายๆ อย่างเข้าด้วยกันในระดับท้องถิ่นกับระดับโลก โดยปราศจากการยึดติดขอบเขตของประเทศ สถาบัน หรือองค์กรแบบเดิม .. แต่ว่าถูกสร้างขึ้นมาจากหลักการของความยืดหยุ่น เป็นพลวัต มีความสัมพันธ์ที่ไม่จีรัง ทำให้เกิดกิจกรรมขององค์กรขึ้นมาจำนวนมาก ดังนั้น การจัดการขององค์กรระดับโลกจึงเป็นกระบวนการที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดหรือพึ่งพิงสถานที่แต่อย่างใด (Monge and Contractor, 2003)

คาสเทลส์ (Castells, 1996) มองเห็นการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและการจัดการของความสัมพันธ์การผลิตกับกระบวนการทำงานในสังคมทุกวันนี้ ที่เป็นแกนกลางของโครงสร้างสังคมแบบใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในการทำงานและวิธีการสำหรับกระจาย บริโภค และสะสมสินค้าต่างๆ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เกิดจากกระบวนทัศน์สารสนเทศ (informational paradigm) และกระบวนการที่เป็นผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมในภาพกว้าง

การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสารสนเทศไปทั่วโลกมีนัยยะหลายอย่างมาก แบบจำลองในการสร้าง ส่งผ่าน ใช้ประโยชน์ จัดการ เรียนรู้ และสร้างความรู้สึกรู้ต่อความรู้แบบเดิมๆ ยังไม่เพียงพอ การจัดการเปลี่ยนแปลงสังคมของโลกจำเป็นจะต้องพัฒนารูปแบบการจัดการแบบใหม่ ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและดำเนินการด้วยการสร้างความรู้สึกรู้แบบใหม่ เนื่องจากความรู้จะถูกนำมาบริโภคและสร้างสรรค์อย่างเป็นพุทธิวิสัย ไม่มีความสมบูรณ์ และเป็นนัยยะตามวัฒนธรรม การจัดการความรู้เพื่อการจัดการระดับโลกต่อการการปรับปรุงบริบทใหม่

การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดความเป็นไปได้หลายอย่างที่ต่อเนื่องไปสู่การแสดงอัตลักษณ์ ศักยภาพ การพัฒนา และกลยุทธ์ขององค์กร กลุ่ม และเทคโนโลยี ขณะที่กลุ่มผู้สนใจที่มีขนาดปานกลางจนถึงขนาดใหญ่มาก ค่อยๆ เข้าถึงสื่อส่วนกลางที่ยังมีการควบคุมอยู่บางส่วน นั่นแสดงว่า ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่กำลังเข้าใกล้จุดที่เป็นส่วนขาดของการสื่อสาร ด้วยการเพิ่มขึ้นของสื่อขนาดเล็ก เช่น อีเมล แชตรูม และโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสื่อขนาดกลาง เช่น เวบไซต์  เวบไซนส์ การรณรงค์ของชุมชนผ่านอินเตอร์เนต องค์กรต่างๆ มีศักยภาพในการเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับสมาชิกในลักษณะนี้ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ไม่ได้เป็นไปได้ กลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่และกลุ่มที่มีเป้าหมายเฉพาะจึงได้รับความสนใจจากกลุ่มต่างๆ ทั้งองค์กรภาครัฐในประเทศและต่างประเทศ แบบจำลองแบบเดิมเกี่ยวกับอำนาจ ความเป็นส่วนตัว และการตรวจตราเฝ้าระวัง ยังคงถูกท้าทายจากศักยภาพที่ยังคงฝังตรึงอยู่ในเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่

การบีบอัดของกาลเทศะ

กระบวนการที่สี่เป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทและสิ่งอำนวยความสะดวกทางกายภาพและจิตวิทยาในโครงข่ายการสื่อสารคมนาคมทั้งในองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก วอเตอร์ส (Waters, 1995) กล่าวว่า การบีบอัดของกาลเทศะเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาอันสั้น และฝังพื้นที่ที่ให้จมลงจนหมดความสำคัญอย่างที่เคยมี การเติบโตขึ้นอย่างพลุพุ่งของความเชื่อมโยงและการบีบอัดกาลเทศะที่เกิดขึ้นตามมา ส่งผลให้มีการส่งผ่านสารสนเทศกันระหว่างโครงข่าย มีค่าใช้จ่ายลดลง มีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการเข้าถึงได้มากขึ้น และลดระยะทางลงมาก นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในหลายอย่างที่สามารถเรียนรู้และแปลความหมายได้จากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ความเข้มข้นและความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และประชาชนต่างๆ ที่แต่ก่อนไม่ค่อยมี กลับเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยการมีเป้าหมายบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน หรือด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือเหตุผลส่วนตัว

การหายไปของพื้นที่และระยะทางจะเกิดขึ้น เมื่อประชาชนที่อยู่ต่างที่กันแต่ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมแบบง่ายๆ เช่น โทรทัศน์ อินเตอร์เนต ทำให้พวกเขามีประสบการณ์พร้อมๆ กันจากเหตุการณ์เดียวกัน เช่น เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ การระเบิดตึกเวิร์ลด์เทรด เซนเตอร์ หรือการก่อการร้ายองค์การการค้าโลกที่ซีแอตเติล ทฤษฎีโลกาภิวัตน์แยกแยะเหตุการณ์แรกออกจากอีกสองเหตุการณ์หลัง ด้วยการชี้ให้เห็นว่าในเหตุการณ์หลังนั้น  เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญช่วยให้คนทั่วโลกมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน มีประสบการณ์ และมีการจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดจิตสำนึกระดับโลกผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ จึงจะเห็นได้ว่าโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงความคิดความเข้าใจต่อสิ่งที่มีอยู่และสิ่งที่ยังไม่มีให้ได้เห็นหลายอย่าง อย่างที่สโคลเต (Scholte, 2000) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “โลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิดการบ่งชี้และการสื่อสารเกี่ยวกับขอบเขตและสิ่งที่มีความหมายเกี่ยวข้องของที่นี่และที่นั่น ที่ห่างไกลและที่อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ภายนอกและที่อยู่ภายใน ที่บ้านและนอกบ้าน พวกเขาและพวกเรา และปัญหามากขึ้นกว่าที่เคย

แต่ว่าใช่แต่ความสัมพันธ์และการบ่งชี้องค์กรเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey, 1989) นักภูมิศาสตร์ร่วมสมัยได้แสดงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งให้ได้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของโลกาภิวัตน์กับความเป็นหลังสมัยใหม่ (postmodernism) ด้วยการเขียนถึงการบีบอัดกาลเทศะเอาไว้ว่า “มีการเน้นถึงความผันผวนและความไม่จีรังของแฟชั่น ผลิตภัณฑ์ เทคนิคการผลิต กระบวนการแรงงาน ความคิดและอุดมการณ์ ค่านิยม และแบบแผนการปฏิบัติ ที่จัดตั้งขึ้น . . มีคำถามลึกๆ หลายคำถามที่เกี่ยวกับความหมายและการตีความยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งความไม่แน่นอนเกิดขึ้นมากเท่าไร ความรีบเร่งในการค้นหาหรือการผลิตความจริงให้เป็นนิรันดร์บางอย่าง ก็จำเป็นจะต้องดำเนินการ

การไม่ยึดติดกับเหตุการณ์และสถาบันที่เอื้อให้เกิดการปรับปรุงแนวทางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมข้ามกาลเทศะ

การไม่ผูกติดของปฏิสัมพันธ์มนุษย์ที่อยู่บนบริบทของท้องถิ่นไปสู่บริบทที่กระจายออกไป มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการบีบอัดของกาละเทศะ และได้รับการอำนวยความสะดวกและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อทุกประเภทของหน่วยงาน ซึ่งกิดเดนส์ (Giddens, 1990) กล่าวเอาไว้ว่า “ภายใต้สถานการณ์ของสังคมสมัยใหม่ ประชาชนจำนวนมากต่อมากที่อาศัยอยู่ภายใต้สภาวะที่ไม่ได้ยึดติดกับสถาบัน แต่มีแบบแผนชีวิตในท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับสังคมโลกในการจัดการสาระต่างๆ ของชีวิตประจำวัน” ส่วนเมลุชชี (Melucci, 1996) ได้ยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการยกระดับปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ขึ้นอย่างไร จากเงื่อนไขของกาลเทศะในท้องถิ่นสู่ระดับโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสังคมอย่างรุนแรงมาก ขณะที่องค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมยังคงมีปฏิสัมพันธ์กันแบบสนทนาซึ่งหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นทำให้สมาชิกของกลุ่มสามารถวิเคราะห์ผู้อื่นและพิจารณาความเป็นไปขององค์กรแบบเดียวกันได้ดีพอสมควร แต่ว่าทุกวันนี้ ความสามารถที่จะยกระดับปฏิสัมพันธ์ออกจากจุดนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการมองกิจกรรมรวมให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ทรงพลัง (atomized behavior) ที่จะนำมาผนวกให้กลุ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

สิ่งสำคัญก็คือ การไม่ยึดติดกับสถาบันและองค์กรทางสังคม ที่เป็นการยกตัวเองขึ้นจากบริบทท้องถิ่นและปรับโครงสร้างใหม่นั้น เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของอะไรหลายอย่างที่น่ากลัวมากในทุกวันนี้ เช่น การยกระดับของกลุ่มก่อการร้าย แก๊งค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ สำหรับโครงข่ายก่อการร้ายทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่ถูกมองเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่มีการแบ่งแยกออกได้เพียงไม่กี่กลุ่ม แต่ว่ากลุ่มเหล่านี้ประกอบเข้ากันด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นข้ามผ่านความสำคัญของบุคคล วัฒนธรรม และอุดมการณ์ กลายเป็นศูนย์กลางที่ทรงพลังกระจายตัวอยู่ทั่วโลก

การเพิ่มขึ้นของจิตสำนึกระดับโลกผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ

การเปลี่ยนแปลงแบบยืดหยุ่นในอัตลักษณ์ต่างๆ ของตัวประชาชนและกลุ่มประชาชนนั้น เคลื่อนออกไปจากท้องถิ่นที่เคยเป็นศูนย์กลาง ไปสู่ความเป็นสากล ซึ่งทำให้เกิดสารสนเทศใหม่และความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นมา การวางตัวของประชาชนบนเวทีใหม่ระดับโลกจะถูกพิจารณาเป็นแบบองค์รวม อุปสรรคทางจิตวิทยาที่เคยมีต่อการระบุตัวตนของกลุ่มประชาชนกลุ่มย่อยๆ และสถานที่ส่วนหนึ่งเล็กๆ ของโลก กำลังได้รับการพิจารณาใหม่ ซึ่งอาจมีการแบ่งกลุ่มใหม่และกำหนดค่าขึ้นมาใหม่ แม้ว่าบุคคลและกลุ่มบุคคลจะเห็นว่าตัวเองนั้น แบ่งแยกออกมาแล้วหรือมีความแตกต่างจากส่วนที่อื่นๆ ของโลก แต่ทฤษฎีโลกาภิวัตน์เสนอแนะให้พวกเขาสร้างสถานะของตนขึ้นอย่างสอดสัมพันธ์กับระบบโลก ทั้งนี้โรเบอร์ตสัน (Robertson, 1990) เรียกมันว่า “การสร้างความสัมพันธ์” (relativization) ขึ้นมาใหม่

กระบวนการนี้สนับสนุนการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ความร่วมมือกัน และโครงสร้างองค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่บุคคลต่างๆ มีการรับรู้ว่าเป็นเขตแดนของประเทศหรือของหน่วยงานท้องถิ่นที่จะต้องก้าวข้ามไป ซึ่งทุนทางสังคมระดับโลกจะถูกสร้างขึ้นมา เก็บรักษาเอาไว้ แล้วก็เสื่อมสลายลงไปด้วยความผูกพันองค์กรแบบใหม่ ขณะเดียวกันพื้นที่สาธารณะและโครงข่ายหมุนเวียนเป็นคู่ก็จะถูกสร้างและนำเสนอตัวตนแบบพหุลักษณ์ขึ้นมาด้วย รวมถึงแบบจำลองใหม่ของการจัดการ การแสดงภาวะผู้นำ การเสนอช่องทางสื่อสาร และเทคโนโลยีใหม่ จะกลายเป็นสถาบันที่สำคัญในโครงข่ายความสัมพันธ์นั้น

การเพิ่มระดับขึ้นของจิตสำนึกระดับโลก ดูเหมือนจะมาจากกระบวนการของความยืดหยุ่นและการสื่อสาร ซึ่งดูขัดกันพอสมควร แต่ว่ายังสอดสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับขึ้นของการเมืองท้องถิ่น ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนมากขึ้น กลุ่มเคลื่อนไหว ทางสังคมออกแบบงานเพื่อก้าวไปเข้าสู่การจัดระเบียบโลกใหม่เพิ่มขึ้น และการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอกลักษณ์ของบุคคล ทฤษฎีโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่ตระหนักดีว่า การค้นหาเอกลักษณ์กลายเป็นรากฐานที่สำคัญของความหมายทางสังคมในยุคปัจจุบันของการคลายความเป็นศูนย์กลางและการทำลายโครงสร้างทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจแบบสากลลง ในระดับหนึ่งการระบุตัวตนขององค์กร จะใช้แทนข้อมูลประจำชาติ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ประชาชนทั่วไปจะกลายเป็นพลเมืองของโลก และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพลเมืองที่กำลังพัฒนาทั่วโลก ทางตรงกันข้าม มีคนจำนวนมากจัดระเบียบอัตลักษณ์ของชุมชนที่สื่อสารภายใน และแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลุ่มเข้าและออก และต่อต้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่มีต่อเรา ในหนังสือเล่มที่สอง The Power of Identity ของคาสเทลส์ (Castells, 1997) กล่าวถึงโลกาภิวัตน์ไตรลักษณ์ เขาได้สำรวจฝ่ายตรงข้ามสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ว่า “สำหรับนักเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านั้น ที่ถูกกีดกันออกไป หรือต่อต้านตัวตนของตัวตนที่ติดอยู่กับชีวิตในโครงข่ายอำนาจ และความมั่งคั่งทั่วโลก สังคม วัฒนธรรม ของศาสนา ประเทศ หรือดินแดน อาจเป็นทางเลือกหลักในการสร้างความหมายในสังคมของเรา

 

ปรับปรุงจาก Cynthia Stohl (2005) “Globalization Theoryin Engaging Organizational Communication Theory & Research: Multiple Perspectives. pp.232-241. Edited by Steve May & Dennis K. Mumby., SAGE Publications, Inc.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น