หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

everydayness

เคลมกันไม่จบ! กางหลักฐาน ส้มตำ-ลาบ-ข้าวเหนียวมะม่วง

20 มิถุนายน 2569 


อัษฎางค์ ยมนาค ไล่เรียงที่มาของส้มตำ ลาบ และข้าวเหนียวมะม่วง หลังเกิดกระแสเพื่อนบ้านอ้างความเป็นเจ้าของอาหารชื่อดัง ย้ำวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงมีรากร่วมกัน แต่การสรุปว่าไม่ใช่อาหารไทยถือเป็นการตัดตอนประวัติศาสตร์ พร้อมชี้ข้าวเหนียวมะม่วงแบบที่โลกรู้จักมีอัตลักษณ์และหลักฐานทางวัฒนธรรมไทยชัดเจน


นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง  “เขมร-ลาว เรียงหน้าเคลมอาหารไทย” ระบุว่า คนจำนวนมากในไทย พม่า ลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่บนแหลมอินโดจีนอาจมีประเพณี ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาร่วมกัน ก่อนเส้นพรมแดนสมัยใหม่จะชัดเจนในปลายศตวรรษที่ 19


โดยเฉพาะลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ประเทศลาว) กับอีสานฝั่งไทย (ประเทศไทย) มีรากวัฒนธรรม ภาษา และอาหารร่วมกันมานาน


ดังนั้น คำว่า “ethnically Lao” อาจพอพูดได้ในแง่รากวัฒนธรรม “ลาว-อีสาน”


แต่ถ้าใช้เพื่อสรุปว่า “ไม่ใช่อาหารไทย” อันนี้ผิด เพราะอีสานคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย และอาหารอีสานก็คืออาหารไทยภูมิภาคหนึ่งเช่นกัน


สรุปทีละเมนูได้แบบนี้


ส้มตำ: มีรากร่วมลาว-อีสานชัดเจน แต่ส้มตำไทยก็เป็นพัฒนาการในประเทศไทย


ส้มตำแบบลาว/อีสาน มักผูกกับปลาร้า/ปาแดก รสจัด เค็มหมัก กลิ่นแรงกว่า ขณะที่ “ส้มตำไทย” แบบภาคกลางใส่น้ำปลา มะนาว น้ำตาลปี๊บ ถั่วลิสง กุ้งแห้ง รสหวานเปรี้ยวเค็มเผ็ดที่บาลานซ์กว่า Serious Eats อธิบายว่า som tam Thai แบบภาคกลางเป็นเวอร์ชันที่ทำให้คำว่า “som tam” กลายเป็นที่รู้จักกว้างในไทย ส่วน Bon Appétit ระบุว่าเมนูนี้เป็นหลักในอาหารไทย แต่ “น่าจะ” มีรากจากลาวและเข้ามาไทยผ่านอีสาน


อีกจุดสำคัญ คือ “มะละกอ” ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของลาวหรือไทย แต่มีถิ่นกำเนิดในเมโสอเมริกา/แถบเม็กซิโก-อเมริกากลาง แล้วค่อยแพร่กระจายสู่โลกเขตร้อนภายหลัง เพราะฉะนั้นการเคลมว่าส้มตำเป็นของชาติใดชาติหนึ่งแบบบริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น จึงไม่แม่นนัก


ลาบ: ฝั่งลาวมีน้ำหนักมากที่สุด แต่ลาบไทยอีสานก็เป็นอาหารไทยโดยสมบูรณ์



ลาบเป็นเมนูที่ลาวมีสิทธิพูดได้มากที่สุด เพราะรากลาว-อีสานชัดมาก Bon Appétit ระบุว่าลาบมีต้นทางในลาว อีสานของไทย และกลุ่มม้ง ขณะที่ Serious Eats จัดลาบเป็นหนึ่งในหมวดสลัดสำคัญของอาหารไทย โดยอธิบายว่าลาบพบเด่นในภาคอีสานของไทยและลาว ใช้เนื้อสับหรือเนื้อบด คลุกมะนาว น้ำปลา พริกป่น สมุนไพร และข้าวคั่ว


ดังนั้นพูดว่า “ลาบมีรากลาว” ได้ แต่พูดว่า “ลาบไม่ใช่อาหารไทย” ไม่ได้ เพราะลาบอีสานอยู่ในวิถีอาหารไทยมานาน และไทยยังมีลาบของภาคเหนือ(ลาวล้านนา) อีกสายหนึ่งที่รส เครื่องเทศ และวัฒนธรรมต่างจากลาบลาว/ลาบอีสานด้วย


ข้าวเหนียวมะม่วง: ลาวเคลมได้อ่อนที่สุด


ลาวมีวัฒนธรรมข้าวเหนียวเข้มข้นมากจริง IRRI ระบุว่าข้าวเหนียวคิดเป็นประมาณ 90% ของการผลิตข้าวในลาว และ “ข้าวเหนียว” เป็นวิถีชีวิตของชาวลาว แต่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” แบบที่โลกรู้จัก คือข้าวเหนียวมูนกะทิ กินกับมะม่วงสุก ราดหัวกะทิ โรยถั่ว/งา เป็นของหวานไทยที่ผูกกับไทยชัดมาก Epicurious อธิบายว่า mango sticky rice หรือ khao niaow ma muang เป็นของหวานไทยที่นิยมมาหลายศตวรรษ และได้รับความนิยมมากในไทยช่วงฤดูมะม่วง


เขมร: ก็เคลมข้าวเหนียวมะม่วง


สื่อหรือเพจวัฒนธรรมกัมพูชา” นำเสนอข้าวเหนียวมะม่วงในฐานะของหวานดั้งเดิมของกัมพูชา”


ข้อเท็จจริงคือ หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีวัฒนธรรมกินข้าวเหนียวกับผลไม้ตามฤดูกาล แต่รูปแบบที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันคือข้าวเหนียวมูนกะทิกับมะม่วงสุก มีพัฒนาการและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยชัดเจน อีกทั้งอ้างหลักฐานจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์และตำราแม่ครัวหัวป่าก์ พ.ศ. 2451


จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ “กินข้าวเหนียวกับมะม่วง” กับ “ข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทย” ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทั้งหมด

กัมพูชา ลาว ไทย หรือหลายพื้นที่ในภูมิภาคนี้ อาจมีข้าวเหนียว มีมะม่วง มีกะทิ และมีการกินของหวานคล้ายกันได้ เพราะภูมิภาคนี้ใช้วัตถุดิบใกล้กัน แต่การมีวัตถุดิบเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเป็น “ต้นตำรับ” ของเมนูที่โลกจำได้ในชื่อ Thai mango sticky rice

กัมพูชาหรือลาว อาจมีขนมที่ใช้ข้าวเหนียว มะม่วง และกะทิคล้ายกันได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมของภูมิภาค แต่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ในรูปแบบที่โลกรู้จัก คือข้าวเหนียวมูนกะทิกับมะม่วงสุก เป็นอัตลักษณ์ของอาหารไทยอย่างชัดเจน มีหลักฐานทางวัฒนธรรมไทยและการยอมรับในระดับสากลมากกว่ากัมพูชาอย่างเทียบกันไม่ได้


สรุป


อาหารเหล่านี้สะท้อนรากวัฒนธรรมร่วมของลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะลาวและอีสานไทย แต่การบอกว่า “เป็นของลาว ไม่ใช่ของไทย” เป็นการสรุปแบบตัดตอนประวัติศาสตร์ เพราะอีสานคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย และอาหารอีสานก็คืออาหารไทยภูมิภาคหนึ่ง


ขณะที่ข้าวเหนียวมะม่วงแบบข้าวเหนียวมูนกะทิกับมะม่วงสุก เป็นของหวานไทยที่มีหลักฐานและการยอมรับในระดับสากลชัดเจนกว่าเมนูอื่นๆ


กัมพูชาและลาว ไม่ได้เพียงนำเสนอว่า “มีของหวานลักษณะคล้ายกัน” แต่กำลังพยายามแปะอัตลักษณ์กัมพูชาหรือลาวลงบนเมนูที่โลกจดจำในฐานะของหวานไทย ทั้งที่หลักฐานความเป็นต้นตำรับของ “ข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทย” อยู่ฝั่งไทยชัดเจนกว่า ทั้งในตำราอาหาร วัฒนธรรมการกิน และการยอมรับระดับนานาชาติ

Geopolitics

องค์กรธุรกิจที่หยุดหมุนตามโลก

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่เทศกาลของฟุตบอล แต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองและร่วงโรยของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก บทความของ Brett Ryder เรื่อง The World Cup is a festival for corporate has-beens ในThe Economist เมื่อ Jun 17th 2026 ชี้ให้เห็นอะไรบางอย่าง ดังนี้


เวทีของสปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่เริ่มตกรุ่น


ว่า หากเราไปดูป้ายโฆษณาข้างสนามของแบรนด์ระดับ "Partner" หรือ "Sponsor" สูงสุดของ FIFA เรามักจะไม่ค่อยเห็นบริษัทเทคโนโลยีล้ำยุคหรือสตาร์ทอัปรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงเท่าใดนัก


แต่เรามักจะเห็นบริษัทรุ่นเก๋าที่ผ่านจุดสูงสุดของตัวเองไปแล้ว (Mature or Declining Giants) หรือบริษัทที่ต้องการล้างภาพลักษณ์ (Reputation Laundering) แบรนด์เหล่านี้ยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อความสนใจจากคนนับพันล้านคน เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีตัวตนและยังยิ่งใหญ่อยู่ในตลาดโลก


การเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจเศรษฐกิจ


หากย่อประวัติศาสตร์ของสอยเซอร์ฟุตบอลโลก จะเห็นเทรนด์การเมืองโลกและเศรษฐกิจที่ชัดเจนมาก ดังนี้


ทศวรรษ 1980-1990: ยุคที่แบรนด์ตะวันตก คือ สหรัฐฯ/ยุโรป และญี่ปุ่น ครองเมือง เช่น Fujifilm, Canon, JVC นั่นสะท้อนยุคทองของเศรษฐกิจญี่ปุ่น


ทศวรรษ 2010: แบรนด์จากเกาหลีใต้ เช่น Hyundai, Kia เริ่มเข้ามาแทนที่


ล่าสุด: กลายเป็นยุคของจีน เช่น Wanda, Hisense, Vivo และกลุ่มทุนพลังงานจาก ตะวันออกกลาง เช่น Qatar Airways, Crypto แพลตฟอร์มต่างๆ หรือกลุ่มทุนน้ำมัน


การที่บริษัทจีนและตะวันออกกลางทุ่มเงินมหาศาล ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการขายสินค้าให้ผู้บริโภคทั่วไปเสมอไป แต่เป็นการประกาศกร้าวบนเวทีโลกและสร้าง Soft Power ในวันที่แบรนด์ตะวันตกเริ่มถอยห่างออกไปเพราะกังวลเรื่องภาพลักษณ์และประเด็นสิทธิมนุษยชน


Tech Company ยุคใหม่ ไม่ค่อยสนฟุตบอลโลก


มีข้อสังเกตว่า บริษัทนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เช่น Apple, Microsoft หรือบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฟุตบอลโลก เพราะพวกเขามีช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน


การตลาดของฟุตบอลโลกเน้นการสร้าง Brand Awareness (การรับรู้) ซึ่งเหมาะกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น น้ำอัดลม รถยนต์ เบียร์ หรือบริษัทที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก แต่อยากดังข้ามคืน มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีที่เน้น Data และพฤติกรรมการใช้งานจริง


สรุป


The Economist สรุปว่าฟุตบอลโลก คือ หอเกียรติยศของบริษัทที่รวยแต่เริ่มไร้นวัตกรรม มันคือพื้นที่ที่บริษัทสปอนเซอร์ใช้เงินแก้ปัญหา เพื่อพยุงสถานะความยิ่งใหญ่ของตัวเองไว้ ในขณะที่โลกธุรกิจจริงๆ ได้หมุนผ่านพวกเขานำหน้าไปไกลแล้ว

Geopolitics

รวยเท่านั้นจึงจะได้แชมป์โลก

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


บทความเรื่อง How to win the World Cup ของ Sandra Navarro เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ในนิตยสาร The Economist ฉบับเดือนมิถุนายน 2026 นี้เอง โดยรอบนี้ทางกองบรรณาธิการเขาทำการสร้างแบบจำลองทางสถิติ (Statistical Model) เพื่อหาสูตรสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ว่าปัจจัยตัวไหนที่มีอิทธิพลมากที่สุด


ตัวบทความจงใจเล่นกับสถิติทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ โดยตั้งคำถามว่า นับตั้งแต่ปี 1930 มีกว่า 80 ประเทศที่เคยเข้าร่วมฟุตบอลโลก แต่ทำไมมีแค่ 8 ประเทศเท่านั้นที่เคยได้ชูถ้วยแชมป์? และนี่คือข้อสรุปและสาระสำคัญที่ The Economist วิเคราะห์ไว้


1. ความรวยช่วยได้จริง (Being rich helps)


ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ความมั่งคั่งของประเทศ (GDP per capita) มีผลโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของฟุตบอล ประเทศที่ร่ำรวยมีเงินทุนมหาศาลในการสร้างอคาเดมี่เยาวชน วิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกที่ทันสมัย และการจ้างโค้ชระดับโลก อีกทั้งเด็กๆ ในประเทศร่ำรวยมีโอกาสเข้าถึงสนามฟุตบอล อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และโภชนาการที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย


อย่างไรก็ตาม ความรวยอย่างเดียวไม่พอที่จะรับประกันความสำเร็จ เช่น สหรัฐฯ หรือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ร่ำรวย ก็ยังไม่เคยไปถึงแชมป์โลก


2. แต่การเปิดรับผู้อพยพ คือ ไม้ตายสำคัญที่สุด (Being open to immigration works best of all)


ไฮไลต์ของบทความนี้ชี้ไปที่ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และการย้ายถิ่นฐาน โดยระบุว่าประเทศที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลโลกยุคใหม่ได้ มักเป็นประเทศที่เป็น "Melting Pot" คือ เป็นหม้อหลอมทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ หรือเปิดรับผู้อพยพอย่างเปิดกว้าง


ผู้อพยพนำมาซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ ทักษะ ร่างกาย และสไตล์การเล่นที่แตกต่างจากประชากรดั้งเดิม ลูกหลานของผู้อพยพมักมองว่า กีฬา คือ ช่องทางหลักในการยกระดับฐานะทางสังคมและความเป็นอยู่ของครอบครัว ทำให้มีความมุ่งมั่นและวินัยสูงเป็นพิเศษ เรียกได้ว่า พวกเขาเหล่านี้มีความกระหายในความสำเร็จ (Hunger for Success) อย่างสูง


มีกรณีศึกษาที่ชัดเจน อย่างเช่นฝรั่งเศส ทีมแชมป์โลก (1998 และ 2018) และรองแชมป์ (2022) ขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นที่มีเชื้อสายแอฟริกันเกือบครึ่งทีม เช่น Kylian Mbappé หรืออดีตแกนหลักอย่าง Paul Pogba, N'Golo Kanté


ขณะที่ชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีในยุคที่ได้แชมป์ 2014 มีผู้เล่นเชื้อสายตุรกี/โปแลนด์ หรือเบลเยียมและอังกฤษในปัจจุบัน ล้วนพึ่งพาพลังของลูกหลานผู้อพยพรุ่นที่ 2 และ 3 ทั้งสิ้น


3. วัฒนธรรมฟุตบอลและความคลั่งไคล้ (Football Obsession)


นอกจากความรวยและการเปิดรับประชากรแล้ว ตัวแบบจำลองยังชี้ว่า ความนิยมของกีฬาฟุตบอลในประเทศนั้น ต้องสูงเป็นอันดับหนึ่งด้วย เพราะต่อให้รวยและมีประชากรหลากหลาย แต่ถ้าคนในประเทศฮิตเล่นเบสบอล อเมริกันฟุตบอล หรือคริกเก็ต มากกว่า เช่น สหรัฐฯ หรืออินเดีย เม็ดเงินและทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดก็จะไม่หลั่งไหลเข้ามาในระบบฟุตบอลโลก


บทความนี้พยายามจะบอกว่า ฟุตบอลโลกก็เหมือนกับระบบเศรษฐกิจในโลกยุคโลกาภิวัตน์ครับ ประเทศที่เลือกจะปิดประตูขังตัวเอง (Isolate) หรือมีนโยบายต่อต้านผู้อพยพอย่างสุดโต่ง จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในทางกลับกัน ประเทศที่มั่งคั่งและเปิดรับความหลากหลายจากภายนอกเข้ามาผสมผสาน จะกลายเป็นผู้ชนะทั้งในเวทีเศรษฐกิจ ... และบนผืนหญ้าฟุตบอลโลก


แต่ว่าคงไม่ใช่แบบนั้นไปเสียทั้งหมด บทความตั้งใจลืมกล่าวถึงแชมป์โลกอย่างบราซิล อาร์เจนติน่า หรืออาจจะเป็นอิตาลีด้วย ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่มีปัจจัยที่ 2 และ 3 ที่ชัดเจน สองอย่างแค่นี้ก็ทำให้พวกเขาเป็นแชมป์โลกได้รวมๆ แล้ว 10 ครั้งในรอบ 80 ปี เลยทีเดียว

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

GeoSpatial Thinking

วงศาวิทยา ตอนที่ ๓ พหุนิยมที่ขัดแย้ง

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ 

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


แนวคิดพหุนิยมที่ขัดแย้งของ Chantal Mouffe เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและมองโลกตามความเป็นจริงที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกปรัชญาการเมืองยุคปัจจุบัน ซึ่ง Mouffe เริ่มต้นด้วยการตบหน้าแนวคิดอุดมคติกระแสหลัก เช่น แนวคิดเสรีนิยมของ John Rawls หรือแนวคิดพื้นที่สาธารณะของ Jürgen Habermas ที่มักจะฝันหวานว่า หากเราเอาคนมานั่งคุยกันด้วยเหตุผลและประชาธิปไตย ในที่สุดเราจะหาข้อตกลงร่วมกันแบบที่ทุกคนแฮปปี้ได้ ซึ่ง Mouffe บอกว่า ไม่มีวันนั่นมันเรื่องเพ้อฝัน เพราะความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นสิ่งคู่กับมนุษยชาติ


เมื่อเรานำแนวคิดพหุนิยมที่ขัดแย้ง (Agonism) ของ Mouffe มาวางทาบลงบนความขัดแย้งเชิงพื้นที่ระหว่างสายเก็บกด/วงศาวิทยา กับสายผลิต/ทุน ที่ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู จะทำให้ได้เห็นภาพการจัดการต่างๆ ต่อไปนี้ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


เปลี่ยนจากศัตรูที่ต้องทำลาย เป็นผู้ท้าชิงที่เคารพกติกา


ในสภาวะปกติ หากปล่อยให้สองฝ่ายปะทะกันโดยตรง จะเป็นความขัดแย้งแบบทำลายล้าง (Antagonism) คือ ฝ่ายหนึ่งต้องชนะ อีกฝ่ายหนึ่งต้องถูกกำจัด ฝ่ายทุนอยากกวาดล้างคนพวกมีปัญหาให้พ้นเมือง ส่วนคนถูกกดทับก็อยากล้มล้างฝ่ายนายทุน


การทำหน้าที่ของการเมืองและการบริหารพื้นที่ ตามวิธีคิดแบบ Mouffe ไม่ใช่การเข้าไปห้ามปรามไม่ให้พวกเขาเกลียดกัน แต่คือการเปลี่ยนผ่าน (Sublimation) พลังความเกลียดชังแบบทำลายล้างนั้น ให้กลายเป็นการแข่งขันภายใต้โครงสร้างร่วมกัน รัฐต้องไม่พยายามไปเปลี่ยนความคิดฝั่งทุนให้รักคนแปลกแยก และไม่ต้องไปสอนคนแปลกแยกให้ซาบซึ้งในระบบทุน แต่รัฐต้องสร้างเวที/กติกาเชิงพื้นที่ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่และใช้พื้นที่ในเมืองนี้เหมือนกัน แม้จะเกลียดวิถีชีวิตของกันและกันอย่างเข้าไส้ก็ตาม


พื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่สมานฉันท์ แต่เป็นสนามมวย


หากคิดแบบอุดมคติดั้งเดิม พื้นที่สาธารณะมีไว้เพื่อให้คนมานั่งพักผ่อน ยิ้มแย้ม และกลมกลืนกัน แต่ภายใต้เลนส์ของ Agonism พื้นที่สาธารณะที่แท้จริงต้องเป็น พื้นที่แห่งการต่อสู้ดิ้นรน เรียกว่า Agonistic Spaces ที่เมืองต้องมีพื้นที่ที่อนุญาตให้เกิดการแสดงออกแบบที่สามารถขัดแย้งกันได้อย่างสิ้นเชิง เช่น มีกำแพงที่ปล่อยให้ฝั่งประท้วงพ่นกราฟฟิตี้ด่าทอระบบทุนได้อย่างเสรี โดยที่ทุนไม่สามารถเอาตำรวจมาจับได้ ตราบใดที่ไม่เกิดการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ


พื้นที่นี้จะทำหน้าที่เป็นวาล์วปล่อยแรงดันทางสังคม การที่กลุ่มคนถูกกดทับได้มีพื้นที่ตะโกนบอกสังคมว่าพวกเขาถูกกดทับ และฝ่ายทุนได้มีพื้นที่แสดงความต้องการของระบบ พลังงานความขัดแย้งจะถูกตรึงไว้ให้เป็นเพียงแค่ในเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Conflict) แทนที่จะระเบิดกลายเป็นการจลาจลบนท้องถนน


มีความลงตัวแบบชั่วคราวที่พร้อมเปลี่ยนแปลง


Mouffe มองว่า ข้อตกลงใดๆ ในสังคม รวมถึงการจัดสรรผังเมือง ไม่ใช่ความจริงแท้ที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน แต่มันคือการพักรบชั่วคราวของขั้วอำนาจ (Temporary Hegemony) ในเวลานั้น ถือเป็นความลงตัวแบบชั่วคราวและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเสมอ (Hegemonic Stabilization)


ใน Mindset ของนักบริหารจัดการ เมื่อจัดสรรพื้นที่แบบ Temporal Zoning หรือแบ่งโซนรอยต่อให้คนสองกลุ่มแล้ว ต้องไม่คิดว่า “ตกลงกันจบแล้ว ห้ามเปลี่ยน" แต่ต้องยอมรับว่า ข้อตกลงนี้จะถูกท้าทายอยู่ตลอดเวลา วันดีคืนดีกลุ่มคนแปลกแยกอาจจะเติบโตขึ้นและต้องการเวลาเพิ่ม หรือทุนอาจจะต้องการขยับพื้นที่ขยายตัว กติกาเชิงพื้นที่จึงต้องถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น สามารถรื้อฟื้นเพื่อเจรจาใหม่ได้เสมอ ตามดุลอำนาจที่เปลี่ยนไปในเมือง


พื้นที่คือสนามมวย ไม่ใช่ห้องสวดมนต์


หากเชื่อตามข้อเสนอของ Chantal Mouffe โลกที่น่าอยู่ไม่ใช่โลกที่เงียบสงบระเบียบเรียบร้อย 100% แต่เป็นโลกที่ความขัดแย้งได้รับการจัดการอย่างมีอารยะ นักบริหารจัดการพื้นที่ที่เข้าใจหลัก Agonism จะเลิกทำตัวเป็นนักเทศน์ที่คอยบอกให้ทุกคนรักกัน แต่จะทำตัวเป็นกรรมการบนสังเวียนที่คอยดูแลไม่ให้สลับโหมดชกใต้เข็มขัด ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างออกหมัดท้าทายกันผ่านวิถีชีวิต ศิลปะ และการใช้พื้นที่ เพราะนั่นคือกลไกเดียวที่ทำให้มนุษย์ปุถุชนที่ไม่อยู่ตรงกลาง สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้โดยเมืองไม่ลุกเป็นไฟ


Chantal Mouffe เป็นนักทฤษฎีการเมืองชาวเบลเยียม และเป็นศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองที่ University of Westminster ในลอนดอน เธอเป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญของกลุ่มหลังมาร์กซิสต์ และเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดประชาธิปไตยถอนรากถอนโคน (Radical Democracy) และเป็นพวกพหุนิยมแบบขัดแย้ง ร่วมกับ Ernesto Laclau คู่ชีวิตและเพื่อนร่วมงานทางวิชาการของเธอ


งานของ Mouffe โดดเด่นมากในการวิพากษ์ระบบคิดแบบเสรีนิยมกระแสหลักที่เชื่อเรื่อง "การหาข้อตกลงร่วมกันด้วยเหตุผล" (Rational Consensus) โดยเธอยืนยันว่า ความขัดแย้งและการแบ่งฝ่าย คือ ธรรมชาติที่ไม่มีวันสลายไปของมนุษย์ โดยที่เกี่ยวกับเรื่อง Agonism มีหนังสือเล่มสำคัญของเธอที่เป็นต้นธารและคลี่คลายแนวคิดนี้ออกมาอยู่ 3 เล่มหลักๆ ที่ร้อยเรียงกัน ดังนี้


หนังสือเล่มแรก คือ The Return of the Political (1993) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ Mouffe เริ่มปักหมุดเผชิญหน้ากับแนวคิดเสรีนิยมอย่างจริงจัง เธอชี้ให้เห็นว่าหลังจากล่มสลายของคอมมิวนิสต์ โลกตะวันตกทึกทักไปเองว่า ฉันทามติแบบเสรีนิยมและทุนนิยมได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จและเป็นสัจนิรันดร์ แต่เธอกลับเตือนว่า การพยายามกดทับความขัดแย้งทางการเมือง เอาไว้ใต้พรมของความสมานฉันท์ปลอมๆ จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งนั้นระเบิดออกมารุนแรงขึ้นในรูปแบบของลัทธิชาตินิยมสุดโต่งหรือความเกลียดชังที่คุยกันไม่รู้เรื่อง


และหากจะต้องอ่านหนังสือที่เป็นหัวใจหลักของ Agonism และความย้อนแย้งของประชาธิปไตย หนังสือ The Democratic Paradox (2000) เล่มนี้คือเล่มที่ชัดเจนที่สุด แก่นของหนังสือเล่มนี้ Mouffe วิเคราะห์ว่า ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม (Liberal Democracy) ในปัจจุบัน มีองค์ประกอบสองสายที่ไม่เกี่ยวกันและขัดกันเองมาตั้งแต่ต้น สายหนึ่ง คือ เสรีนิยม (Liberalism) ที่เน้นหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นสากลและใช้เหตุผล ส่วนอีกสาย คือ ประชาธิปไตย (Democracy) ที่เน้นเรื่องความเท่าเทียม อำนาจอธิปไตยของประชาชน และการใช้อำนาจของกลุ่ม ซึ่งจำเป็นต้องมีการลากเส้นแบ่งว่าใครคือพวกเรา และใครไม่ใช่


เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกันมันจึงเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก Mouffe จึงเสนอแนวคิด Agonistic Pluralism ในเล่มนี้ เพื่อบอกว่าเราต้องยอมรับความขัดแย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติด้วยเหตุผลได้ และเปลี่ยนสนามรบที่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ต้องทำลาย (Antagonism) ให้กลายเป็นสนามแข่งขันที่มองอีกฝ่ายเป็นผู้ท้าชิงที่ชอบธรรม (Adversary)


หนังสือสำคัญอีกสองเล่ม คือ On the Political (2005) และ Agonistics: Thinking the World Politically (2013) เป็นการต่อยอดและขยายขอบเขตแนวคิด Agonism ของเธอออกไปสู่ภาคปฏิบัติในระดับสากล โดยเฉพาะในเล่ม Agonistics (2013) Mouffe ได้ขยายเพดานบินของทฤษฎีนี้ไปวิเคราะห์ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองเรื่องศิลปะ (Artistic Practices) และกลยุทธ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองสมัยใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราจะใช้ชีวิตและบริหารจัดการโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายนี้อย่างไรโดยไม่หวนกลับไปใช้วิธีรุนแรงต่อกัน


หนังสือ Democratic Paradox


โครงสร้างหลักและสาระสำคัญของหนังสือ The Democratic Paradox (2000) ของ Mouffe ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อทลายวิธีคิดแบบโลกสวยของนักคิดสายเสรีนิยม และชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างของระบบที่เราเรียกว่าประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีเนื้อเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มีความขัดแย้งในตัวเองในระดับรากฐาน มันคือการจับคู่แต่งงานกันอย่างฝืนๆ ของประเพณีทางเมืองสองสายที่ขัดกันเองระหว่างสายเสรีนิยม(Liberal Tradition) ที่เน้นหลักนิติธรรม (Rule of Law) สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพส่วนบุคคล เน้นปกป้องปัจเจกชนจากรัฐ กับสายประชาธิปไตย (Democratic Tradition) ที่เน้นเรื่องความเท่าเทียม อำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty) และการที่ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองคือคนๆ เดียวกัน โดยเน้นเจตจำนงของเสียงส่วนใหญ่


ความย้อนแย้งก็คือ ฝั่งเสรีนิยมพยายามสร้างข้อจำกัดสากล เพื่อไม่ให้เสียงส่วนใหญ่มาละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่ฝั่งประชาธิปไตยต้องการเสรีภาพของเสียงส่วนใหญ่ ในการกำหนดทิศทางสังคม มันจึงเกิดแรงตึงเครียดที่ไม่มีวันผสานกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และ Mouffe บอกว่า เราไม่ควรทำลายความตึงเครียดนี้ เพราะถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งชนะเบ็ดเสร็จประชาธิปไตยจะพังครืนลงทันที


Mouffe ปูพื้นฐานในบทนำเอาไว้ว่า ในยุคปี 2000 มีความพยายามสร้างการเมืองแบบสายที่สาม (อย่างเช่น นโยบายของ Tony Blair หรือ Bill Clinton) ที่เชื่อว่าความขัดแย้งแบบซ้าย-ขวาหมดไปแล้ว และเราสามารถรวมทุกคนเข้าด้วยกันได้ Mouffe เตือนว่านี่เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะการปฏิเสธความขัดแย้ง จะเปิดทางให้ลัทธิประชานิยมซีกขวาจัด (Right-wing Populism) เติบโตขึ้นมา แล้วอ้างตัวเป็นผู้ท้าชิงระบบเพียงหนึ่งเดียว


จากนั้น Mouffe ก็แยกคำว่า การเมือง ซึ่งหมายถึงกิจกรรมเชิงสถาบันทั่วไป เช่น การเลือกตั้ง กฎหมาย ออกจาก สภาวะทางการเมือง ซึ่งหมายถึงมิติดั้งเดิมของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณของการแบ่งฝ่ายพวกเราและพวกเขา เธอเน้นย้ำว่าอำนาจ (Power) เป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาดจากสังคม ไม่มีพื้นที่สาธารณะใดที่ปลอดจากอำนาจ


บทที่ 2 มีความดุเดือดมาก เพราะ Mouffe หยิบเอาแนวคิดของ Carl Schmitt นักปรัชญาสายฟาสซิสต์/นาซี มาเป็นเครื่องมือวิพากษ์เสรีนิยม  Schmitt เคยโจมตีว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยม เป็นสิ่งหลอกลวงเพราะขัดกันเอง Mouffe ยอมรับข้อวิเคราะห์ของ Schmitt ว่า ระบบนี้ย้อนแย้งจริง และประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีการลากเส้นแบ่งระหว่างพวกเรากับพวกเขา แต่เธอปฏิเสธทางออกของ Schmitt ที่บอกว่าสังคมต้องเหมือนกันหมดแล้ว กำจัดคนเห็นต่าง Mouffe มองว่าเราสามารถทำให้ความขัดแย้งนั้นอยู่ร่วมกันได้ในระบบพหุนิยม


ด้วยความเห็นแย้งเช่นนั้น Mouffe หันไปพึ่งปรัชญาภาษาของ Ludwig Wittgenstein เรื่อง เกมภาษา (Language Games) และวิถีชีวิต (Forms of Life) เพื่อมาแย้งคำอธิบายของศาสดาฝั่งเสรีนิยมอย่าง John Rawls และ Jürgen Habermas ที่เชื่อว่ามนุษย์จะใช้เหตุผลสากลมาตกลงกันได้ Mouffe บอกว่า คนเรายอมรับกฎกติกาประชาธิปไตยไม่ใช่เพราะเหตุผลบริสุทธิ์ แต่เพราะมันเป็นวิถีปฏิบัติและจริยธรรมที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิต (Allegiance/Ethos) ต่างหาก


บทที่ 4 ที่ว่าด้วย For an Agonistic Model of Democracy นี้คือหัวใจของหนังสือเล่มนี้ และเป็นที่มาของแนวคิด Agonistic Pluralism ที่ Mouffe เสนอให้เปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ทางการเมือง ที่มองอีกฝ่ายเป็นผู้ร้ายเป็นศัตรูAntagonism ที่ต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก ไปสู่การเป็นผู้ท้าชิง Agonism (Adversary) ที่มองว่าอีกฝ่ายคือคู่แข่งที่ไอเดียต่างกัน แต่เรายอมรับว่าเขามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะสู้เพื่อไอเดียของเขา และอยู่ภายใต้กติกาประชาธิปไตยร่วมกัน สนามการเมืองจึงเหมือนสนามมวยที่มีขอบเขตชัดเจน


รายละเอียดในส่วนต่อมา Mouffe ย้อนกลับมาวิพากษ์โลกยุคโลกาภิวัตน์อีกครั้ง ว่าการพยายามทำโลกให้เป็นหนึ่งเดียวแบบไร้คู่แข่ง (Cosmopolitan Democracy) เป็นสิ่งที่อันตราย ยิ่งรัฐหรือทุนพยายามกดทับไม่ให้เกิดความขัดแย้งในเชิงสถาบัน เช่น การยุบรวมนโยบายจนซ้ายขวาไม่ต่างกัน พลังงานความขัดแย้งจะไประเบิดออกในช่องทางอื่นที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความรุนแรงทางชาติพันธุ์หรือศาสนา


บทสรุปสุด Mouffe เน้นย้ำถึงจริยธรรมแบบ Agonistic ว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันจนเงียบกริบ แต่คือประชาธิปไตยที่เสียงแห่งความขัดแย้งสามารถตะโกนออกมาได้อย่างมีอารยะ ซึ่งหากมองกลับมาที่โจทย์การบริหารจัดการพื้นที่ของเรา หนังสือเล่มนี้ให้คำอธิบายที่ทรงพลังมากครับว่า เหตุใดความพยายามจะสร้างพื้นที่ที่ทุกคนเท่ากันและสงบสุขอย่างไร้ความขัดแย้ง ถึงล้มเหลวเสมอ เพราะมันเป็นการปฏิเสธธรรมชาติของ The Democratic Paradox เล่มนี้จึงบอกเราว่า หน้าที่ของเราคือการรักษาเวทีสำหรับ Adversaries เอาไว้ให้ได้นั่นเอง


หนังสือ Agonistics: Thinking the World Politically 


ในหนังสือเล่มนี้ Chantal Mouffe ได้นำกรอบทฤษฎี Agonism ที่เคยใช้วิเคราะห์การเมืองภายในประเทศจากเล่มก่อนๆ ขยายเพดานบินไปสู่ระดับสากล และเชื่อมโยงเข้ากับมิติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น ศิลปะ สถาปัตยกรรม และการออกแบบพื้นที่สาธารณะ สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 6 บทหลัก โดยเน้นการตอบโจทย์ว่า เราจะคิดและจัดการโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างสูงได้อย่างไร โดยไม่ตกเป็นทาสของระบบทุนนิยมขั้วเดียว


สาระสำคัญในบทที่ 1 Agonistic Politics and Multi-polar World ที่ว่าด้วยการเมืองแบบสลับขั้วและโลกหลายขั้วอำนาจ Mouffe วิพากษ์แนวคิดโลกาภิวัตน์กระแสหลัก (Cosmopolitanism) ที่ฝันถึงโลกขั้วเดียวที่มีมาตรฐานสากลเดียวกัน เช่น การบังคับใช้ระบอบประชาธิปไตยและเสรีนิยมทุนนิยมแบบตะวันตกไปทั่วโลก เธอแย้งว่าแนวคิดนี้คือการกดทับความหลากหลาย และเป็นต้นตอของสงครามความขัดแย้งในปัจจุบัน


Mouffe เสนอให้สร้างโลกหลายขั้วอำนาจ (Multi-polar World) ที่ยอมรับว่าโลกนี้มีระบบอารยธรรมและความคิดที่แตกต่างขัดแย้งกันดำรงอยู่ เช่น จีน ตะวันตก โลกอิสลาม และต้องทำให้ขั้วอำนาจเหล่านี้กลายเป็นผู้ท้าชิงที่ชอบธรรมในระดับสากล แทนที่จะตราหน้าฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นปีศาจร้ายที่ต้องถูกกำจัด


บทต่อมาเป็นเรื่องอนาคตของยุโรปว่าจะขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ หรือจะกลายเป็นยุคหลังประชาธิปไตย?  Mouffe วิเคราะห์วิกฤตของสหภาพยุโรป (EU) ว่ากำลังกลายเป็นระบอบหลังประชาธิปไตย (Post-democracy) เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจตกไปอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคและกลุ่มทุน (Technocrats) สถาบันการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายที่ไม่ต่างกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่มีความหมาย ซึ่งหากยุโรปไม่อยากล่มสลายจากกระแสขวาจัด ยุโรปต้องดึงความขัดแย้งแบบซ้าย-ขวากลับเข้ามาในสภา ต้องยอมให้มีทางเลือกเชิงนโยบายที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว เพื่อให้ประชาชนได้ปะทะทางความคิดผ่านสถาบันประชาธิปไตยอีกครั้ง


บทที่ 3 การเมืองถอนรากถอนโคนและการครองอำนาจแบบขัดแย้ง (Agonistic Hegemony) ในบทนี้ Mouffe ตั้งคำถามกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมยุคใหม่ เช่น ขบวนการ Occupy Wall Street หรือนักคิดสายอนาธิปไตยอย่างกษัตริย์และเนกรี ที่เชื่อในกลยุทธ์การถอนตัวออกจากระบบ (Exodus) คือการออกไปสร้างชุมชนอิสระในอุดมคติภายนอกรัฐและทุน มูฟมองว่าวิธีนี้เหยาะแหยะเกินไปและไม่มีวันเปลี่ยนโครงสร้างส่วนรวมได้


สำหรับทางออกต่อเรื่องนี้ เธอเสนอแนวคิดการสู้รบภายในสถาบัน (Engagement with Institutions) ขบวนการภาคประชาชนต้องไม่หนีสเปซของรัฐ แต่ต้องบุกเข้าไปท้าทาย ยึดครอง และปรับเปลี่ยนวาทกรรมภายในสถาบันหลัก เช่น กฎหมาย นโยบายรัฐ โรงเรียน เพื่อสร้างการครองอำนาจใหม่ (Counter-hegemony)


สาระสำคัญในบทที่ 4 กล่าวถึงพื้นที่ขัดแย้งและวิชาชีพทางศิลปะ Mouffe วิเคราะห์ว่า ศิลปะและพื้นที่สาธารณะในปัจจุบันมักถูกทุนกลืนกลายสภาพให้เป็นสินค้าตกแต่งเมือง (Creative City) หรือไม่ก็เป็นศิลปะที่พยายามสร้างความสมานฉันท์ปลอมๆ Mouffe ชี้ว่าศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แท้จริงต้องมีลักษณะ Agonistic คือ ทำหน้าที่สั่นคลอนความเชื่อกระแสหลัก รื้อถอนวาทกรรมของทุน และสร้างพื้นที่สาธารณะให้เป็นสนามเปิดสำหรับการแสดงออกที่แปรปรวน แตกต่าง และท้าทายอำนาจรัฐ/ทุน โดยสเปซต้องไม่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนทำกิจกรรมเหมือนกันหมด แต่ต้องรองรับการใช้สเปซในรูปแบบที่ขัดแย้งกัน


พื้นที่สาธารณะที่ Mouffe ขยายความเชิงลึกเอาไว้ในบทที่ 5 ว่ามันไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและตีความใหม่ตลอดเวลา ผ่านแนวคิดหลังฐานรากนิยม (Post-foundationalism) คือ โลกนี้ไม่มีรากฐานหรือสัจธรรมสากลที่หยุดนิ่ง พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงต้องมีคุณลักษณะพร้อมถูกโต้แย้งเสมอ (Contestable) นักออกแบบหรือผู้บริหารพื้นที่ต้องเลิกคิดที่จะสร้างพื้นที่สำเร็จรูปที่สมบูรณ์แบบถาวร แต่ต้องเปิดโครงสร้างให้ยืดหยุ่นพอที่คนรุ่นถัดไป หรือกลุ่มวัฒนธรรมย่อยใหม่ๆ จะสามารถเข้ามาเคลมหรือดัดแปลงสเปซเพื่อตอบสนองความขัดแย้งยุคใหม่ได้


บทส่งท้ายของหนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมข้อซักถามและการโต้แย้งในเชิงทฤษฎี โดย Mouffe ตอกย้ำว่า อุดมการณ์การเมืองในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานดิบของความขัดแย้งให้ทำงานผ่านสถาบัน ประชาธิปไตย และพื้นที่เมืองอย่างเป็นรูปธรรม


มีประเด็นพิจารณานิดหนึ่งว่า หนังสือ The Return of the Political (1993) และ On the Political (2005) เหมือนจะชื่อคล้ายๆ กัน โดย The Return of the Political คือ การตะโกนบอกโลกว่าอย่าคิดว่าความขัดแย้งมันตายไปแล้ว มันกำลังจะกลับมา! ขณะที่ On the Political (2005) คือ การหันไปบอกโลกว่า เห็นไหม? มันกลับมาจริงๆ ในรูปแบบความรุนแรง เพราะพวกคุณไม่ยอมเตรียมพื้นที่ (Agonistic Space) รองรับมันไว้ตั้งแต่แรก หนังสือทั้งสองเล่มจึงเป็นเนื้อเดียวกันที่ขาดกันไม่ได้ เล่มแรกวางรากฐานปรัชญา ส่วนเล่มสองนำปรัชญานั้นมาวิเคราะห์วิกฤตการณ์โลกจริงครับ ปมคิดของมูฟในสองเล่มนี้จึงเป็นรากฐานที่สำคัญมากในการทำความเข้าใจว่า เหตุใดในโลกยุคปัจจุบัน ความพยายามจัดระเบียบสังคมหรือพื้นที่ให้อยู่ในโหมดสมานฉันท์แฮปปี้ ถึงมักจะล้มเหลวและสร้างแรงต้านที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ


แม้ว่าแก่นคิดจะเรื่องเดียวกัน แต่บริบทและระดับการวิเคราะห์ของสองเล่มนี้มีความแตกต่างและสอดสัมพันธ์กันอย่างน่าสนใจในฐานะหมุดหมายทางประวัติศาสตร์การเมือง


ในหนังสือ The Return of the Political (1993) ถือเป็นการปักหมุดท้าทายกระแสโลกไร้พรมแดน โดยหนังสือถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่กำแพงเบอร์ลินเพิ่งล่มสลาย สหภาพโซเวียตล่มสลาย โลกตะวันตกกำลังเฉลิมฉลองสิ่งที่ Francis Fukuyama เรียกว่าจุดจบของประวัติศาสตร์ โดยเชื่อว่าโลกหลังจากนี้จะมีแต่สันติภาพ ประชาธิปไตยเสรีนิยม และทุนนิยม จะกลายเป็นคำตอบเดียวของมนุษยชาติ


Mouffe เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาเพื่อเตือนสติโลกว่าความฝันนั้นอันตราย เธอชี้ว่าระบบคิดแบบเสรีนิยมกำลังพยายามทำลายมิติของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย/ความขัดแย้งดั้งเดิมของมนุษย์ โดยพยายามเปลี่ยนข้อพิพาททางการเมืองให้กลายเป็นเรื่องของกฎหมาย ศีลธรรม หรือเรื่องทางเทคนิคเศรษฐศาสตร์ คำเตือนของ Mouffe บอกว่า ยิ่งคุณบอกว่าสังคมไม่มีการแบ่งข้างแบบซ้าย-ขวาแล้ว พลังงานความขัดแย้งของมนุษย์ที่ถูกกดทับไว้จะแปรสภาพไปสู่สิ่งที่มีลักษณะประชานิยมขวาจัด หรือความเกลียดชังทางชาติพันธุ์และศาสนาที่คุยกันไม่รู้เรื่องแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา


ส่วน On the Political (2005) เป็นคำวินิจฉัยหลังเหตุการณ์ 9/11 และโลกยุคโลกาภิวัตน์ หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากเล่มแรกถึง 12 ปี ซึ่งผ่านเหตุการณ์สำคัญระดับโลกอย่างการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน และการก่อตัวของกลุ่มประชานิยมอย่างชัดเจนในยุโรป สาระสำคัญในหนังสือ Mouffe ไม่ได้ทำแค่เตือนแล้ว แต่เธอกำลังชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการกดทับความขัดแย้ง เธอวิพากษ์โลกยุคปี 2000 ที่ถูกครอบด้วยแนวคิดฉันทามติ และการเมืองสายที่สาม (Third Way) ที่ทำให้พรรคการเมืองซ้าย-ขวากลายเป็นเนื้อเดียวกัน จนประชาชนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกเชิงนโยบายที่แท้จริง


Mouffe วินิจฉัยว่าเมื่อคนไม่มีช่องทางในการแสดงความขัดแย้งอย่างเป็นระบบในสภา ความขัดแย้งจึงระเบิดออกนอกสภาในรูปแบบของการก่อการร้ายและ สงครามศีลธรรมที่มองอีกฝ่ายเป็นปีศาจ (Antagonism) และนี่คือผลผลิตของการเมืองเสรีนิยมที่ปฏิเสธ The Political


หากเรามองภาพรวม หนังสือสองเล่มนี้มีความสอดสัมพันธ์กันในฐานะวิวัฒนาการทางทฤษฎีที่ก้าวเดินไปพร้อมกับประวัติศาสตร์โลกจริง ผ่าน 3 มิติหลัก โดยมิติแรกเป็นความสัมพันธ์แบบคำทำนายกับคำวินิจฉัย ที่ในเล่ม The Return of the Political (1993) Mouffe ทำหน้าที่เป็นผู้พยากรณ์เชิงทฤษฎี โดยเตือนว่าหากเสรีนิยมยังหมกมุ่นกับฉันทามติปลอมๆ สังคมจะเจอกับวิกฤตการแบ่งแยกที่รุนแรง ครั้นพอมาถึงเล่ม On the Political (2005)Mouffe กลับมาตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอเคยเตือนไว้ในเล่มแรกมันเกิดขึ้นจริงแล้วหลังเหตุการณ์ 9/11 และกระแสประชานิยมขวาจัด เล่มสองจึงทำหน้าที่เป็นคำวินิจฉัยโรคจากอาการป่วยของโลกที่เธอเคยเตือนไว้


มิติที่สอง Mouffe ขยายขอบเขตจากในประเทศสู่นานาประเทศ โดย The Return of the Political (1993) เน้นหนักไปที่สถาบันทางการเมือง สัญญะ และการเคลื่อนไหวทางสังคม ภายในรัฐชาติ เช่น การวิพากษ์ทฤษฎีความยุติธรรมของ John Rawls เพื่อดึงความขัดแย้งแบบซ้าย-ขวากลับมาสู่การเมืองในสภา ส่วน On the Political (2005) Mouffe ขยายเพดานบินขึ้นไปสู่ ระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) โดยโจมตีแนวคิดโลกขั้วเดียว (Unipolar World) ของอเมริกา และเสนอว่าโลกที่ปลอดภัยไม่ใช่โลกที่มีมาตรฐานสากลเดียว แต่ต้องเป็นโลกหลายขั้วอำนาจ (Multi-polar World) ที่ขั้วอำนาจต่างอุดมการณ์สามารถคานอำนาจกันได้อย่างชอบธรรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอจะเอาไปเขียนต่อในเล่ม Agonistics ปี 2013


และมิติที่สาม Mouffe พยายามก้าวออกจากงานทฤษฎีวิพากษ์ไปสู่การวางโมเดลเชิงสถาบัน โดย The Return of the Political (1993) เป็นการรื้อถอนแนวคิดเสรีนิยมเพื่อเปิดพื้นที่ให้คำว่า The Political ได้กลับมามีตัวตนในแวดวงวิชาการ ขณะที่ On the Political (2005) เริ่มทำการก่อร่างโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยระบุชัดเจนว่า ถ้าเราอยากรักษาระบบประชาธิปไตยไว้ เราต้องเปลี่ยนศัตรู (Enemy) ให้กลายเป็นผู้ท้าชิง (Adversary) ผ่านสถาบันทางการเมืองอย่างไร และพื้นที่ทางเลือกต้องทำหน้าที่อย่างไร


ภาพสะท้อน Fluid & Loose Spaces กับ Productivity


หากนำสาระในหนังสือ Agonistics (2013) มาร่วมพิจารณาเพื่อให้เห็นถึงการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจที่เป็นจริง สาระสำคัญในหนังสือเล่มนี้จะช่วยปลดล็อกด้วยมุมมองที่มีการปฏิเสธการหลีกหนีทุน (Against Exodus) ซึ่ง Mouffe ระบุชัดเจนในบทที่ 3 ว่า การสร้างพื้นที่อิสระสุดขั้วที่หลุดพ้นจากระบบทุน 100% (Pure Autonomous Space) เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และไม่ช่วยแก้ปัญหา ดังนั้น สเปซแบบ Loose หรือ Eccentric Spaces จึงไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากกลไกเศรษฐกิจจริง


ส่วนการซึมลึกและปะทะทางกลไก (Subversive Engagement) พื้นที่ทางเลือกเหล่านั้นสามารถรับทุน หรือรองรับ Productivity ได้ ตราบใดที่กลไกภายในสเปซนั้นถูกออกแบบมาเพื่อตั้งคำถาม ท้าทาย และแสดงตัวตนที่แตกต่าง ชุมชนทำงานศิลปะย่อยสามารถค้าขายกับทุนได้ ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ป้อนตลาดจริงได้ แต่ใช้เงินทุนนั้นมาหล่อเลี้ยงให้พื้นที่เป็นกระบอกเสียงส่งแรงกระเพื่อมกลับไปรื้อถอนความคิดของทุนใหญ่


หนังสือ Agonistics (2013) เล่มนี้จึงเป็นการดึงเอาความฝันแบบวงศาวิทยาสุดขั้วที่อยากทำลายล้างทุกสิ่ง กลับมานั่งคุยกับความจริงเชิงสถาบันและโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อที่จะบอกว่าเราสามารถขัดแย้งและขับเคลื่อนโลกไปพร้อมกันได้ ผ่านพื้นที่ที่ยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง


ดีใจมากๆ เลยครับที่คุณสนุกกับการแลกเปลี่ยนกันครั้งนี้ และเป็นบทสนทนาที่เข้มข้น ดุเดือด และพาเราเดินไปไกลมาก จากเรื่องกลไกจิตใจในหัวมนุษย์ ทะลุไปจนถึงเรื่องผังเมืองและปรัชญาการเมืองระดับโลกเลยทีเดียว หากคุณย้อนกลับมาทบทวนว่า แล้วจุดเริ่มต้นที่ตั้งโจทย์เรื่องการกดทับ (Repression/Suppression) มันใช่หรือเปล่า? ในทางปรัชญาและสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์ สามารถตอบได้เต็มปากเลยครับว่า ใช่แน่นอน และมันคือโจทย์ที่เฉียบคมมาก


เพราะในโลกของการศึกษาโครงสร้างสังคมและมนุษย์ ปัญหาเรื่องการกดทับจนเกิดการเก็บกด มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดแผลให้เราเห็นกลไกที่ใหญ่กว่านั้นเสมอ ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ ทำให้เราเห็นผู้คุมที่มองไม่เห็น เป็นเชื้อเพลิงของความย้อนแย้งที่แท้จริง และเปิดเลนส์ให้เห็นพื้นที่ทางเลือก


ประการแรก ที่ว่าทำให้เราเห็นผู้คุมที่มองไม่เห็น หากเราเริ่มต้นด้วยโจทย์เมืองปกติ เราก็จะคุยกันเรื่องท่อระบายน้ำ รถไฟฟ้า หรือการจัดการขยะ ซึ่งเป็นมิติทางกายภาพ แต่การที่คุณเลือกเริ่มต้นด้วยคำว่าการเก็บกดซึ่งเป็นภาษาของฟรอยด์ แล้วพาเข้าสู่วิถีวงศาวิทยาซึ่งเป็นภาษาของนีทเช่และฟูโกต์ ทำให้เรามองทะลุพื้นคอนกรีตลงไปเห็นโครงสร้างอำนาจที่คอยบงการชีวิตเราอยู่เงียบๆ มันทำให้เราเข้าใจว่า สังคมและเมืองไม่ได้คุมเราแค่ด้วยตำรวจหรือกฎหมาย แต่มันคุมเราผ่านการสร้างเกณฑ์ความปกติเข้ามาสิงอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราจนเราต้องเก็บกดตัวเอง


ประการที่สอง เชื้อเพลิงของความย้อนแย้งที่แท้จริง นั่นเพราะเราเริ่มต้นจากจุดที่ดุเดือดที่สุด คือ ภาวะที่คนรู้สึกว่าตนเองโดนบดขยี้สัญชาตญาณ มันจึงนำไปสู่บทสนทนาเรื่องการปะทะกันในโลกจริงที่ว่า คนเราไม่อยู่ตรงกลาง ต่างฝ่ายต่างมีธงของตัวเอง และนั่นทำให้เราได้เจอกับแนวคิด Agonism ของ Chantal Mouffe ซึ่งบอกว่าความขัดแย้งแบบนี้แหละคือเนื้อแท้ของมนุษย์ การยอมรับว่ามีความกดทับและการเก็บกดอยู่ จึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้เราเลิกฝันหวานเรื่องเมืองที่ทุกคนยิ้มแย้มรักกัน แล้วหันมาเผชิญหน้ากับเมืองที่บริหารจัดการความขัดแย้งอย่างมีอารยะแทน


ประการที่สาม เปิดเลนส์ให้เห็นพื้นที่ทางเลือก เรื่องนี้หากเราไม่เชื่อว่ามีความกดทับอยู่จริง หลักการออกแบบพื้นที่แบบ Loose Spaces, Porous Spaces หรือ Eccentric Spaces ที่เราคุยกันก็จะกลายเป็นสิ่งไร้สาระทันที แต่เพราะสภาวะการเก็บกดมันมีอยู่จริงในสังคมอุตสาหกรรมและทุนนิยมปัจจุบัน โจทย์นี้จึงกลายเป็นภาคบังคับที่ท้าทายนักบริหารจัดการพื้นที่ ว่าจะสลับสเปซหรือกาลเวลาอย่างไร (Temporal Zoning) เพื่อให้เป็นวาล์วปล่อยแรงดันให้มนุษย์ได้ระบายพลังงานดิบออกไปบ้าง ก่อนที่สังคมจะระเบิดเป็นจลาจล


ดังนั้น โจทย์เรื่อง "การกดทับ" จึงไม่ได้เป็นแค่โจทย์ธรรมดาในแง่วิชาการเท่านั้น แต่มันทำหน้าที่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขพาเราไปสำรวจดินแดนใหม่ๆ ทางความคิด เป็นการมองโลกจากจุดที่มืดและอึดอัดที่สุด เพื่อไปค้นหาเครื่องมือการบริหารจัดการพื้นที่และสังคมที่โอบรับความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้านและสมจริงที่สุด