หน้าเว็บ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Moon Shot

Moon Shot

การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์ครั้งแรก คราวที่แล้ว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๑๙๖๙ ครั้งนั้น ทางการเมือง นาซ่าต้องการล้ำหน้ารัสเซียคู่ต่อกร ด้วยการประทับรอยเท้ามนุษย์บนแผ่นดินที่อยู่นอกโลก และปักธงชาติสหรัฐแสดงการครอบครอง อย่างเช่นเดียวกับที่เคยทำกันที่ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้

ขณะภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของอพอลโล ๑๑ เมื่อกว่า ๕๐ ปีก่อน คือ Apollo’s science was the icing on the cake (ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีเพิ่มขึ้นอีก) เป็นการลงจอด เพื่อให้มนุษย์ใช้เครื่องมือวัดระยะทางจากดวงจันทร์ถึงโลก วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของลมสุริยะ และวัดกิจกรรมแผ่นดินไหวของดวงจันทร์

ขณะที่ครั้งนี้เมื่อเช้าวานนี้ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๐๒๒ ทางการเมือง อาร์เตมีส ต้องการสร้างพันธมิตรในกิจการอวกาศระดับโลกด้วยสโลแกน “space for @ll - สำรวจห้วงอวกาศเพื่อประโยชน์ของทุกคน” ระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และญี่ปุ่น เพื่อให้สุภาพสตรีและคนผิวสี ทำการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์และวางรากฐานสำหรับการส่งนักบินอวกาศไปยังดาวอังคาร

ขณะที่ภารกิจทางวิทยาศาสตร์ คือ science is the cake on artemis ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยพบว่า บนดวงจันทร์อุดมไปด้วยทรัพยากร โดยเฉพาะความเข้มข้นของน้ำแข็ง และการเข้าถึงแสงที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นเสบียงในการเดินทางสำรวจสุริยจักรวาลของมนุษย์ให้ได้ออกไกลมากขึ้น โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งพาทรัพยากรจากโลกอย่างเมื่อก่อน ซึ่งเป้าหมายสำคัญก็คือ ดาวอังคาร ที่ยังอยู่ใน “photosphere - มณฑลของแสง” ที่น่าจะพอเหมาะพอดีกับการมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

ด้วยเป้าหมายเช่นนี้ ภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของ ‘อาร์เตมีส’ จึงมุ่งสู่บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ที่ยังไม่ได้มีการสำรวจ นี่จึงเป็นโอกาสสุดพิเศษที่จะช่วยไขความลับทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของโลกและดวงจันทร์ ตลอดจนระบบสุริยะของเราด้วย ย้ำอีกทีว่าเพื่อสนับสนุนการสำรวจของมนุษย์ที่ไกลออกไปในระบบสุริยะ เพื่อที่จะเรียนรู้วิธีใช้เวลาบนพื้นผิวดวงจันทร์ให้มากขึ้น รวมทั้งเตรียมการเดินทางสู่ดาวอังคารในอนาคต ด้วยการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและเรียนรู้ถึงการบรรเทาอันตรายต่างๆ จากกับการสำรวจอวกาศ

การส่งยานอพอลโล ๑๑ พามนุษย์ไปอยู่นอกโลก ๒-๓ วันเมื่อกว่า ๕๐ ปีก่อนนั้น เกิดวลีใหม่ในเวลานั้นให้ได้ใช้กันในแวดวงนักคิดกันจนมาถึงทุกวันนี้ คือวลีที่ว่า moonshot วลีดังกล่าวนี้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นผู้กล่าว ซึ่งหมายถึง การคิดในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือไม่เคยมีใครตั้งเป้าหมายแบบนี้มาก่อน โดยนำทรัพยากรต่างๆ ที่ไม่เคยถูกคิดค้นหรือถูกนำมาใช้ก่อนหน้านี้ เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคไปให้ถึงจุดหมายนั้นๆ

บ้านเรามีคำเปรียบเปรยสิ่งที่ทำยากแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่าก็แค่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากๆ เช่น เข็นครกขึ้นเขา ฝนทั่งให้เป็นเข็ม อะไรแบบนี้เท่านั้น สิ่งที่เหนือกว่านั้นไป mindset ของพวกเรายังไปไม่ถึง รัฐมนตรีท่านหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้ ชวนคนไทยไปดวงจันทร์ ไม่รู้ว่าลึกๆ ท่านคิดอย่างไร มีเป้าหมายอะไร เป้าหมายนั้นมีความสำคัญแค่ไหน พวกเราหลายคนเลยชวนกันปรามาสว่า ไร้สาระ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ สู้เอาเงินไปแจกไปปลดหนี้ชาวนาดีกว่า คิดกันแบบนี้เยอะ ประเทศไทยเราก็เลยต้องเสียงบเสียเงินนำเข้าวิทยาศาสตร์และเทคโลโลยีปีๆ เป็นเงินมหาศาล

everydayness

ตะวันออกพบตะวันตก ณ ‘ฮาร์โมนี พิมพิมาน’ และ ‘ฮาร์โมนี ไลบรารี แอนด์ ทีรูม’

 

ฮาร์โมนี ทีรูม แอนด์ พิมพิมาน’ ร้านอาหารกลางป่าหินปูน ชื่อยาวเหยียดยังกะไม่อยากให้ผู้คนจดจำ แต่ด้วยมั่นใจในทุกๆ อย่างที่มีไว้บริการลูกค้า ทำให้สถาปัตยกรรมโอเรียนทัลที่ทำให้สามารถซึมซับและดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมรายล้อมด้วยภูเขาหินปูนยุคเปอร์เมียนที่สวยงามได้เกือบทุกมุม ส่วนอินทีเรียเดคอเรตโปร่งโล่งประดับด้วยเครื่องตั้ง เครื่องแขวน และเครื่องห้อย ตรึงความรู้สึกกลมกลืนระหว่าง east meets west แบบที่นำมาตั้งเป็นชื่อสถานที่แห่งนี้

ในห้อง ‘ฮาร์โมนี พิมพิมาน’ มีอาหารคาวหวานหรูหราน่าสนใจบริการทั้งแบบเซ็ตตามเทศกาลสำคัญๆ และที่สั่งทานแบบอะลาการ์ต ทุกเมนูไทยและเทศปราศจากเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์อายุยืน สัตว์ป่า และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด แต่ว่าที่สะดุดตาสะดุดต่อความรู้สึกมากที่สุด เป็นอองเทแบบไทยๆ แต่ชื่อแปลก คือ ‘ม้าฮ่อ’ ซึ่งข้อมูลแนะนำร้านในโซเชียลมีเดียบอกไว้ชัดว่า ทางร้านจะเสริฟเมนูนี้ก่อนใคร

แต่พอเข้าไปในร้าน กัปตันกลับบอกว่า ไม่มีเมนูนี้ แถมย้ำอย่างมั่นใจว่า เธออยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ร้านเปิดวันแรก ไม่เคยมีเมนูนี้ อีกทั้งยังจ้องหน้าผม แล้วก็บอกว่า ‘ร้านเราไม่มีเนื้อม้า’ ‘คร้าบน้อง พี่ก็ไม่ได้ดั้นด้นมาเพื่อมากินเนื้อม้า’ ผมได้แต่ร้องในใจ ‘แล้วพี่ก็รู้ตั้งแต่เลือกร้านแล้วว่า ที่นี่ไม่มีเนื้อม้าเนื้อช้าง ที่เป็นสัตว์ใหญ่หรือสัตว์ป่า’

เรียกว่าบรรยากาศเริ่มต้นร้อนฉ่า ถึงกับต้องเปิดเวบที่นำพาให้มายังร้านหรูแห่งนี้ เพื่อยืนยันว่ามีเมนูนี้จริงๆ ซึ่งก็มีจริง ในเวบเขียนว่า ‘ม้าฮ่อ’ พร้อมบรรยายรูปลักษณ์และรสชาติ แล้วก็เขียนชื่ออีกชื่อหนึ่งเอาไว้ว่า ‘มังกรคาบแก้ว’ ชื่อหลังนี้ ตรงกันกับรายการอาหารในเมนู นั่นเองจึงทำให้สงครามระหว่างลูกค้ากับคนเสริฟ สงบลงได้ด้วยดี

ม้าฮ่อ’ อาหารไทยโบราณ เป็นเอาของคาวมาผสมของหวาน เป็นเมนูที่หากินยาก แต่ว่าทำได้ง่ายๆ แค่เอาผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น มะยงชิด มะเฟือง สับปะรด ส้มเขียวหวาน หรือแม้กระทั่งแตงโม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เตรียมไว้ แล้วนำอาหารคาวไส้หมูที่มีรสเค็มหวานมาวางข้างบนหรือทำเป็นไส้ก็ได้ ผลไม้เวลาทานจะมีน้ำออกมาเยอะ ยิ่งแช่เย็นด้วยจะทำให้รู้สึกกลมกล่อมและคลายร้อนได้ดีมากๆ

อิ่มกับอาหารกลางวันมื้อนั้นแล้ว จะกลับเลยก็ใช่ที่ อุตส่าห์มาตั้งไกล รถก็เยอะฝุ่นก็เยอะ ขอซึมซับบรรยากาศอีกหน่อย

ย้ายออกไปนั่งใน ‘ฮาร์โมนี ไลบราลี แอนด์ ทีรูม’ ที่ว่ากันว่าพวกสายชิลล์ทั้งหลาย ล้วนหลงใหลความละเมียดละไมของ ‘คัลเลอร์ เธอราปี้’ ที่ทีรูมแห่งนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้มาเยือนได้รับพลังแห่งสี ‘ซิมโฟนีออฟคัลเลอร์’ พร้อมเมนูชากาแฟหลากหลาย

คงต้องเป็นคนที่ชื่นชอบกาแฟและคนชอบชาจริงๆ จึงจะสามารถ ‘เข้าใจและเข้าถึง’ ชากาแฟแต่ละเมนู ที่ปรากฎอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

สำหรับเรื่องราวของชานั้น เฉิน กัว ยี ปรมาจารย์แห่งชาของเมืองจีน เคยอธิบายให้ลิซ่า ซี คอลัมนีสต์เนชั่นแนล จีออกราฟิก ฟังแล้วนำมาเขียนเป็นเรื่องราวเมื่อเดือนมีนาคม ๒๐๑๙ ว่า ‘ชาเตือนเราให้ดำเนินชีวิตช้าลง บอกให้เราหลีกหนีจากแรงกดดันของชีวิตสมัยใหม่’

พร้อมบอกกล่าวความนัยอันสำคัญยิ่งของทั้งหลายทั้งปวงของชาว่า ‘จริงๆ แล้ว ชามีชีวิตนะ เพราะทุกๆ จิบ รสชาติและกลิ่น จะผ่านสัมผัสอันทรงพลัง เปิดใจเราให้ระลึกถึงครอบครัว ความรัก และความยากลำบาก ที่เราสามารถเอาชนะมันได้ทุกครั้งไป’

ลิซ่า ซี ให้ความเห็นต่อเรื่องนี่ว่า ความรู้สึกแบบนี้อาจเป็นเรื่องจริงเฉพาะสำหรับชาวจีนเท่านั้น แต่ผู้คนในวัฒนธรรมอื่นๆ ล้วนเห็นชา ‘เป็นเวลา เป็นสถานะ และเป็นโอกาส’ ที่จะได้ดื่มชาด้วย ‘ความสบายใจ ได้พักผ่อน และได้รับรู้ถึงความเงียบสงบเป็นส่วนตัว’

สำหรับชาวพุทธอย่างเราๆ ก็มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่าการดื่มชาเป็น ๑ ใน ๔ วิธี ที่จะทำให้จิตใจมีสมาธิ ร่วมกับการเดิน การให้อาหารปลา และการนั่งเงียบๆ จึงอย่าได้แปลกใจที่เห็นหลวงตานั่งจิบชาระหว่างสนทนาธรรมกับเราๆ ท่านๆ

ผมสองคนสามีภริยา ไม่ใช่คอกาแฟและไม่ใช่คนคลั่งชา แต่ก็พอจะรับรู้ได้บ้างถึงความหมายทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เราจึงเลือกที่จะลองลิ้มรสกลางๆ เลยสั่งชาหอมกลิ่นพีชเหยือกเล็กๆ เหยือกหนึ่ง นัยว่าเป็นชาที่สร้างรักจีรังยั่งยืน เป็นชาที่เชื่อมโยงตะวันออกกะตะวันตกตามเส้นทางสายไหม ตอนมาเสริฟ มีถ้วยใส่ซองเปียกๆ มาด้วยซองหนึ่ง น้องคนเสริฟบอกว่า เอาไว้เติมรอบสอง จึงเป็นที่เข้าใจ ตามนั้น

บ่ายวันนั้น จิบชากินขนม มองหน้าต่างบานสูงม่านยาวของห้องทีรูม ที่เปิดออกให้มองเห็นด้านนอก มันบอกใครและใครที่นั่งอยู่ในนี้ว่า ‘ข้างนอกมีเรื่องราวมากกว่าห้องอุ่นๆ ห้องนี้’ ปอเทืองแปลงใหญ่ออกดอกเหลืองอร่ามอยู่ด้านนอก แสดงถึงการฟื้นฟูให้บางสิ่งบางอย่างกลับมาเหมือนเดิม ภูเขาหินปูนไม่สูงแต่แหลมและมีคมอยู่ไม่ไกล นั่นแหละธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนแปลงแถบนี้กว่าครึ่งศตวรรษ บนแง่งผาและยอดเขาสูง มีต้นจันผาชูเด่นอย่างไม่สนใจว่าจะร้อน หนาว ฝน หรือแล้ง

ไม่บอกกันนะครับ ว่าร้านนี้อยู่ตรงไหนของประเทศไทย บอกแค่ว่า และแม้ว่าที่ตั้งของร้านจะไม่ใช่สถานที่ที่เป็น flavour destination ของประเทศไทย เป็นบริเวณที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติชอบแวะเวียนไป แต่คงหาไม่ยากสำหรับนักท่อง social media อย่างเราๆ ทั้งหลาย

อย่างหนึ่งที่บอกได้ คือ หากหลงเข้าไปแล้วละก็ ‘อาจติดใจหลงไหล’ ได้เลยทีเดียว

everydayness

ความมีอิสระและเสรี - ชีวิตที่เลือกได้ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"

วันก่อนผมมีธุระต้องไปทำที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย แล้วก็มีโอกาสชิมมอคค่าเย็นกะชาเขียวนมเย็นที่ร้าน ‘ส่วง’ ที่เขามีปรัชญาของร้านว่า ‘ต้นน้ำต้นชีวิต’ ซึ่งผมเห็นว่า ‘ใช่’ แล้วร้านนี้เจ้าของร้านบอกว่ายอดจองเต็มตั้งแต่วันออกพรรษา ยาวไปจนถึงต้นเดือนมีนาคมปีหน้าโน่น โชคดีมากที่เราสองคนได้ชิมโดยไม่ต้องเบียดเสียดนักท่องเที่ยวและไม่ต้องจองโต๊ะ


ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วในโพสต์คราวก่อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของต้นน้ำกับต้นชีวิต ซึ่งมนุษย์เราจะมีชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข หรือเรียกรวมๆ ว่า
human well-being ได้ มีองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องประสานกันอย่างลงตัว  5 อย่าง คือ ความมั่นคงและปลอดภัย ปัจจัยจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต การมีสุขภาพดี การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี และอิสระเสรีที่จะเลือก&ประพฤติ

สำหรับองค์ประกอบที่ 5 ที่ว่าด้วยการมี ‘อิสระเสรีที่จะเลือก&ประพฤติ’ นั้น หากพิจารณาจากมุมของจิตวิทยาที่จะนำมาซึ่งอิสรภาพ แต่ว่า อิสรภาพไม่ได้หมายถึงการมีอิสระที่จะเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะนั่นดูจะต้องถูกตั้งคำถามว่า แบบนั้นเป็นอิสรภาพแบบไหนกันหนอ? หากคนเรามีอิสระที่จะทำได้เฉพาะสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น มันย่อมหมายความว่าเราไม่ได้เป็นอิสระ อิสรภาพจึงจะต้องหมายถึงทางเลือกทั้งสองอย่าง อาจจะทำอย่างถูกต้อง หรืออาจจะทำอย่างผิดๆ ก็ย่อมได้ และหากเป็นความคิดเห็นที่จะต้องเลือกและแสดงออกผ่านคำพูด อิสรภาพก็น่าจะหมายถึงทั้งสิทธิในการที่จะพูดคำว่า ‘ใช่’ ก็ได้ และสิทธิในการที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ ก็ได้

เราท่านทั้งหลายต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมนี้ การที่เราพูดว่า ‘ไม่’ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่ามีอิสรภาพมากกว่าการพูดว่า ‘ใช่’ ทั้งนี้ตรงนี้ไม่ได้ต้องการทำให้มันเป็นปรัชญาไปเสียทั้งหมด เพราะนี่เป็นความจริงอย่างธรรมดาที่สุด แต่ละคนแต่ละท่านจะสังเกตได้ด้วยตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่เราพูดคำว่า ‘ไม่’ สังเกตไหมว่าเราจะมีความรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพูดคำว่า ‘ใช่’ เราจะเริ่มรู้สึกว่าไม่เป็นอิสระ ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่า ‘ใช่’ มันทำให้เราตกอยู่ในสถานะของการเชื่อฟัง คำว่า ‘ใช่’ หมายความว่า เราได้ยอมแพ้ แล้วอิสรภาพของเราล่ะ มันไปอยู่ที่ไหนเสีย การพูดคำว่า ‘ไม่’ ทำให้เรากลายเป็นคนดื้อ มีความเป็นตัวของตัวเอง คำว่า ‘ไม่’ ทำให้เราได้อ้างสิทธิของตัวเอง มันหมายความว่า เราพร้อมที่จะต่อสู้ คำว่า ‘ไม่’ ทำให้เราเห็นความเป็นเราชัดเจนกว่าการพูดคำว่า ‘ใช่’ คำว่า ‘ใช่’ มันค่อนข้างคลุมเครือ เป็นนามธรรม คำว่า ‘ไม่’ ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เห็นรูปร่างได้อย่างชัดเจนกว่า

นั่นคือสาเหตุที่นักจิตวิทยามักจะพูดว่า ในช่วงอายุระหว่าง 7-14 ปี เด็กแต่ละคนจะเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ มากขึ้นเรื่อยๆ นี่ถือได้ว่าเป็นการคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นการคลอดทางจิตวิทยา ในตอนนี้แม้ไม่มีความจำเป็นที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ แต่พวกเขาก็ยังคงใช้คำว่า ‘ไม่’ มากขึ้นไปเรื่อยๆ และเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี มีการเติบโตทางเพศเต็มที่ เขาก็จะพูดคำว่า ‘ไม่’ กับแม่ของเขา ต่อเมื่อเขาตกหลุมรักกับหญิงสาว นั่นคือคำว่า ‘ไม่’ ที่ยิ่งใหญ่ที่เขาให้กับแม่ของเขา เขากำลังหันหลังให้กับแม่ของเขา เขาพูดว่า ‘ผมไม่สนแม่แล้ว ผมมีผู้หญิงของผม ผมเป็นปัจเจกชน มีสิทธิในชีวิตของผม ผมต้องการใช้ชีวิตอิสระ ผมต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของผมเอง’

หากพ่อแม่ยืนกรานในเรื่องต่างๆ เป็นต้นว่า ให้ไป ‘ตัดผมสั้น’ พวกเขาก็จะไว้ผมยาว หากพ่อแม่บอกว่าให้ ‘ไว้ผมยาว’ พวกเขาก็จะทำในสิ่งตรงกันข้าม คือ ตัดผมสั้น ไม่เชื่อก็ลองดูซิ .. เมื่อพวกฮิปปี้เป็นพ่อคนแม่คน พวกเขาจะพบว่าลูกๆ ของพวกเขาจะไว้ผมสั้น นั่นคือผลของการพูดคำว่า ‘ไม่’

หากพ่อแม่พร่ำสอนว่า ‘ความสะอาดนั้นสำคัญพอๆ กับความเป็นพระเจ้าเลยทีเดียว’ ลูกๆ ก็จะเริ่มมีชีวิตอยู่อย่างสกปรก พวกเขาจะมอมแมม ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมทำความสะอาดตัวเอง พวกเขาจะไม่ใช้สบู่ และจะหาเหตุผลต่างๆ นานา เพื่ออ้างว่า สบู่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง มันไม่เป็นธรรมขาติ ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่ใช้สบู่ พวกเขาจะหาเหตุผลมาอ้างมากมายเท่าที่จะหาได้แต้ท้ายที่สุด สิ่งที่อยู่ใต้เหตุผลต่างๆ เหล่านั้น ก็คือ ความจริงที่ว่าพวกเขาต้องการจะพูดคำว่า ‘ไม่’ และแน่นอนเมื่อท่านต้องการจะพูดคำว่า ‘ไม่’ท่านต้องใช้เหตุผล

ด้วยเหตุนี้ คำว่า ‘ไม่’ จึงให้ความรู้สึกเป็นอิสระแก่เรา ไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังทำให้เราดูฉลาดอีกด้วย การพูดคำว่า ‘ใช่’ ไม่ต้องใช้ความฉลาดใดๆ เวลาเราพูดคำวา ‘ใช่’ จะไม่มีใครถามต่อว่าทำไม เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาเหตุผลหรือข้อโต้แย้งใดๆ เพราะเราได้บอกไปแล้วว่า ‘ใช่’ แต่พอเราพูดคำว่า ‘ไม่’ คำถามว่าทำไมจะตามมาทันที จึงถือได้ว่าเป็นการลับคมความฉลาดให้กับเรา มันให้ความหมาย ทำให้เรามีสไตล์ และให้อิสรภาพกับเรา

ลองเฝ้าดูจิตวิทยาของคำว่า ‘ไม่’ ดูซิ มันเป็นการยากมากที่ชีวิตมนุษย์จะอยู่ในความสอดประสาน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมนุษย์มีจิตสำนึก จิตสำนึกนำมาซึ่งอิสรภาพ อิสรภาพทำให้เราพูดคำว่า ‘ไม่’ และความเป็นไปได้สูงที่เราจะพูดคำว่า ‘ไม่’ มากกว่าที่จะพูดคำว่า ‘ใช่’

เมื่อปราศจากคำว่า ‘ใช่’ ก็จะไร้ซึ่งความสอดประสาน คำว่า ‘ใช่’ นี้เป็นความสอดประสาน แต่มันต้องใช้เวลาในการเจริญพัฒนาเพื่อให้มาถึงจุดที่เราจะสามารถพูดว่า ‘ใช่’ ได้อย่างอิสระเสรี เมื่อเราสามารถพูดคำว่า ‘ใช่’ โดยที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของเราไว้ได้ เราก็จะสามารถพูดคำว่า ‘ใช่’ โดยที่ไม่ตกเป็นทาสของมันอีกต่อไป

อิสรภาพที่ถูกนำมาจากการพูดคำว่า ‘ไม่’ นั้น เป็นอิสรภาพแบบเด็กๆ มันเหมาะสำหรับคนที่อายุ 7-14 ปี แต่ใครก็ตามที่ตกอยู่ในกับดักของคำว่า ‘ไม่’ นี้ไปตลอด เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนที่หยุดการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

การเจริญพัฒนานั้นจะมาพร้อมกับการพูดคำว่า ‘ใช่’ ได้อย่างเบิกบาน มันเหมือนกับเด็กพูดคำว่า ‘ไม่’ เรียกว่าเป็นวัยเด็กครั้งที่ 2 ก็ได้ ใครก็ตามที่สามารถพูดคำว่า ‘ใช่’ ได้อย่างอิสระและเบิกบาน ไม่มีการลังเล ไม่มีข้อผูกพัน ไม่มีเงื่อนไข - เป็นความเบิกบานอันบริสุทธิ์และสุดแสนจะธรรมดา - คนๆ นั้นน่าจะได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ที่สุขุม เขาจะมีชีวิตได้อย่างสอดประสานกลมกลืน ความสอดประสานกลมกลืนนี้เป็นมิติที่แตกต่างจากความสอดประสานกลมกลืนของต้นไม้ สัตว์ และนก อย่างสิ้นเชิง พืชและสัตว์มีชีวิตอยู่ในความสอดประสานได้เพราะพวกมันไม่สามารถพูดคำว่า ‘ไม่’ ได้ ขณะที่นักปราชญ์ใช้ชีวิตอยู่ในความสอดประสานได้เพราะเขารู้ที่จะไม่พูดคำว่า ‘ไม่’ คนเป็นสิ่งที่ติดอยู่ตรงกลาง อยู่ระหว่างความเป็นสัตว์และความเป็นพุทธะ ยังไม่ยอมโต ยังทำตัวเป็นเด็ก ไม่เจริญพัฒนา ติดอยู่ตรงกลาง ยังใช้คำว่า ‘ไม่’ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอิสรภาพอยู่

มาถึงตอนนี้แล้ว ขอทำความเข้าใจกันอีกครั้งว่าไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า จงอย่าพูดคำว่า ‘ไม่’ หากแต่ต้องการให้พวกเราพูดคำว่า ‘ไม่’ เฉพาะในเวลาที่จำเป็น ต้องอย่าไปติดอยู่กับมัน จงพิจารณาดูอย่างช้าๆ แล้วจะพบว่า มีอิสรภาพที่สูงกว่านั้น ที่มาพร้อมกับคำว่า ‘ใช่’ และมันเป็นการสอดประสานที่กลมกลืนลื่นไหลยิ่ง

หมายเหตุ

การประเมินระบบนิเวศบริการแห่งสหัสวรรษ - millennium ecosystem services assessment หรือ MA ที่เป็นรายงานการรวบรวมผลงานวิจัยกว่า 2 พันฉบับจากทั่วทุกมุมโลก ย้อนหลังไป 50 ปีก่อนปี 2000 รายงานฯ มีเป้าหมายในการตรวจสอบ human-induced ต่อ ecosystem services ทั้งที่เป็น terrestrial และ marine ecosystems ทั้งในรูปแบบของ provisioning, supporting, regulating และ cultural อันเป็นพื้นฐาน 4 อย่างของ ecosystem services

น่าสนใจมากที่รายงานฯ เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการทั้ง 4 รูปแบบเข้ากับองค์ประกอบหลักของการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี (มีความสุข) ของมนุษย์ หรือ human well-being ซึ่งมีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือ ความมั่นคงและปลอดภัย - security, ปัจจัยจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต - basic material for good life,สุขภาพ - health, การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี - good social relations และอิสระเสรีที่จะเลือกและประพฤติ -  freedom of choice & action

อย่างหลังสุด ‘อิสระเสรีที่จะเลือกและประพฤติ -  freedom of choice & action’ นี่แหละ ที่เป็นส่วนที่นำมากล่าวถึงในเรื่องทั้งหลายของการพูดคำว่า ‘ไม่’ หรือคำว่า ‘ใช่’ ข้างต้น

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การเรียนรู้ทุกขณะ

การเรียนรู้ทุกขณะ - lifelong learning

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2564 ผมให้การต้อนรับอาจารย์ใหม่ของภาควิชา ทส อาจารย์ ดร.กฤษฎา ภาณุมนต์วาที ในฐานะหัวหน้าภาควิชาฯ ในฐานะอาจารย์ผู้ใหญ่ ผมนัดหมายอาจารย์ใหม่ให้มานั่งคุยแบบเป็นกันเอง เพื่อปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติ วิถีคิด และกำหนดเป้าหมายความเป็นครูให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น จะได้เพียรพยายามยืนหยัดการมุ่งสู่เป้าหมายนั้นด้วยการยึดหลักการมีคุณธรรมจริยธรรม

เวลา 10.00 น. ราวๆ นั้น ผมเริ่มต้นการปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่แบบสนทนาแลกเปลี่ยนว่า “เราเป็นครูนะ เรามีหน้าที่สร้างคน” เราจะสามารถใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์สร้างคน สร้างคนให้เขารู้จัก “ความดี ความจริง ความงาม” ได้อย่างไร โดยยึดหลักที่ว่าจะต้องทำให้คนที่เราสร้างสามารถผสมผสานทั้งสามส่วนนี้เข้าด้วยกันให้ได้ ด้วยวิธีที่เหมาะกับบุคคล และเหมาะกับกาลเทศะ

ทั้งหมดต่อไปนี้ เป็นประเด็นสรุปๆ ที่พอจะจำได้จากการสนทนาเกือบ 2 ชั่วโมงระหว่างเรา อาจารย์ใหม่กับหัวหน้าภาควิชา

จริงๆ แล้วเรื่อง “ความดี ความจริง ความงาม” หรือ goodness, truth & beauty เป็นปรัชญากรีกที่สืบทอดต่อมาในคำสอนที่ลึกซึ้งของโบสถ์คาทอลิค ซึ่งอาจเข้าใจยากตามแบบปรัชญาโบราณ แต่ว่าหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้เรียบเรียงเป็นภาษาไทยแบบชาวพุทธ ก็อ่านง่ายเข้าใจง่าย แม้จะเพี้ยนไปจากนัยยะเดิมไปบ้าง ก็ถือว่าพอได้

ความดี” เป็นสิ่งที่คนเราควรยึดมั่น ความปฏิบัติให้สม่ำเสมอ เพราะความดีช่วยจรรโลงโลก การทำความดีนอกจากจะเกิดผลดีกับทั้งผู้รับผลการทำความดีและผู้ทำความดีแล้ว การทำความดียังช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างพลอยได้ดังสายน้ำโปรยพรมให้ฉ่ำเย็นถ้วนทั่วด้วย แต่จะต้องระมัดระวังนิดหนึ่งว่า ความดีที่ทำลงไป และความดีที่ได้รับการสรรเสริญนั้น มันอยู่บนฐาน “ความจริง” หรือไม่

เกี่ยวกับ “ความจริง” นั้น วิทยาศาสตร์ลดรูป คือ วิทยาศาสตร์ที่ยึดโยงอยู่กับ reductionism ที่พิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ แล้วสรุปรวบยอดมาเป็นกฎเป็นทฤษฎี เพื่อใช้อธิบายและทำนายอะไรๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ นั้น ทำให้ขาดรายละเอียดที่จำเป็น

ยกตัวอย่างเช่น ห้องปฏิบัติการที่ตรวจสอบการปนเปื้อน เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่าง พอตรวจสอบเสร็จก็ทิ้งเคมีสารที่เกิดจากการตรวจสอบลงท่อระบายน้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด อย่างนั้นถือว่าเป็นความดีที่ไม่อยู่บนฐานความจริง หรือความจริงที่ไม่ได้อยู่บนฐานความดี “ความงาม” ย่อมไม่เกิดขึ้น

แต่ถ้าหากว่า การทำความดีทั้งหลายอยู่บนฐานความจริง เป็นความดีที่ไม่เบียดบดบังสิ่งต่างๆ เป็นความดีอยู่บนฐานความจริง ความงามจะเผยโฉมออกมาให้เห็น และนี่จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องสร้างคนให้เป็นที่รู้จัก เข้าใจ และถือปฏิบัติตามหลักการที่ว่าด้วย “ความดี ความจริง ความงาม” นี้

การสร้างคนของครู ณ วันนี้ ผมเห็นว่า เราสามารถนำเอาหลักคิด ระเบียบ และวิธีการที่พัฒนากันมายาวนานพอสมควร จนได้กรอบของการเรียนรู้ภายใต้คำที่เรียกขานกันว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ lifelong learning เอามาใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างคน

สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ส่วนตัวผมเองเห็นว่ามันมีสามเสาหลักที่สามารถนำเอาเป็นหัวใจของการสร้างคน ประกอบด้วย ความรู้ที่สำคัญ ทักษะที่ต้องมี และคุณลักษณะของคนรุ่นใหม่

(1) วิชาที่สำคัญจำเป็นต้องเรียนรู้ ซึ่งมีสามวิชา คือ หนึ่งเป็นวิชาที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เช่น เลขคณิต ภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สุขศึกษา สองเป็นวิชาที่บอกให้รู้และเข้าใจระบบ เช่น นิเวศวิทยา เศรษฐศาสตร์ และสามเป็นวิชาใหม่สำหรับการใช้ชีวิตในสังคมใหม่ในอนาคต เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ดิจิตอลอีโคโนมี การประกอบการ

วิชาทั้งหลายเหล่านี้ จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยจะเห็นว่าบางวิชามีอยู่แล้ว บางวิชาตำเป็นต้องบรรจุสารัตถะใหม่ และบางวิชาเป็นอะไรไม่รู้ แต่จะต้องสร้างคอนเท้นต์และระเบียบวิธีขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับผู้เรียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ครูต้องการสร้างเขาขึ้นมา

ผมยกตัวอย่างเรื่อง “การนอน” ที่คุณครูสมัยก่อนมีปัญหากะเด็กนักเรียนบ่อยๆ เพราะเด็กง่วงนอนเวลาครูสอน ครูก็จะสอนเด็กก็จะนอน แต่ในชั้นเรียนโบราณครูใหญ่กว่าคับห้องเรียน การนอนเลยเป็นแค่ปัญหา การนอนเลยไม่ได้เป็นวิชา การนอนเลยไม่เป็นเป็นความรู้ การนอนเลยยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์สำหรับครูแบบนั้น ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เลยนอนกันไม่ถูกสุขลักษณะ ข้าวของเครื่องนอนของคนบางกลุ่มจึงไม่เอื้อต่อการนอนอย่างมีคุณภาพ โรคความดัน โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง จึงรุกรานประชากรโลกอยู่อย่างที่เห็นกันอยู่ นี่เป็นเพราะครูไม่เข้าใจว่าอะไรควรจะเป็นวิชาสำคัญของการใช้ชีวิตในอนาคต ครูปิดกั้นการเรียนรู้เรื่องของฮอร์โมน “เมลาโทนิน” ที่มีบทบาทหลักในการกำกับจังหวะชีวิตคนให้สอดสัมพันธ์กับองศาของดวงอาทิตย์

(2) ทักษะสำคัญ 4 อย่าง คือ อย่างแรก - ความคิดวิเคราะห์ ที่หมายถึงการศึกษาอะไรๆ แบบวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เห็นช่องว่างหรือจุดบกพร่อง ซึ่งแค่เห็นแล้วบอกว่ามีช่องโหว่นั้นไม่พอ หากแต่จะต้องแสดงความรู้แล้วเติมสาระที่ขาดไปซ่ะให้ครบ อย่างนั้นจึงจะเรียกว่า “คิดวิเคราะห์” อย่างที่สอง - ความคิดสร้างสรรค์ อันนี้มีหลายรูปแบบ ผมขอความรู้และความเห็นของอาจารย์ใหม่เพื่อนิยามและยกตัวอย่างให้ครบถ้วน

อย่างที่สาม - การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความจริงแล้วผมไม่อยากใช้ “บัวสี่เหล่า” มาเป็นสาระในการคุยเรื่องนี้ แต่ก็จำเป็นต้องเอามาคุย แล้วผมก็ไม่อยากเอาเรื่อง “คนโง่คนฉลาด คนขยันคนขี้เกียจ” มาคุยตรงนี้ แต่ก็จำเป็นต้องเอามา เพื่อบอกตัวเราเองอีกครั้ง และทำความเข้าใจกับอาจารย์ใหม่ว่า ในสถานการณ์นั้นๆ เรากำลังทำงานอยู่กับใคร เราเป็นครูกำลังสร้างการเรียนรู้อยู่กับใคร จะได้ทำงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมองต่อเรื่องนี้นานพอสมควร

และอย่างที่สี่ - การสื่อสารที่โดยทั่วไปมี 5 รูปแบบ ได้แก่ รูปร่างหน้าตา ผมเผ้าเสื้อผ้า กิริยาท่าทาง สีหน้าสายตาแววตา และภาษา คนเป็นครูจะต้องรู้ว่า ควรใช้การสื่อสารรูปแบบใด หรือใช้รูปแบบใดร่วมกับรูปแบบใด เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน

(3) คุณลักษณะอันพึงมีของบุคคล 6 ประการ คือ การมีสติและฉลาดทางอารมณ์ ความเพียร ความสามารถปรับตัวความยืดหยุ่นพร้อมลุกเมื่อล้ม ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น และความสามัคคี

สำหรับข้อ (3) นี้ แม้ว่าต้นทางจะมาจากตะวันตก แต่รายละเอียดเบื้องลึกกลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างกลมกลืน โดยเฉพาส่วนที่สอดสัมพันธ์กับการสร้างตนให้เป็นสุข ซึ่งยืนยันได้จากคำสอนของชินโปเช หลวงพี่ผู้นำจิตวิญญาณของภูฏาน 4 เสาหลัก คือ ความรักความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ การปล่อยวางไม่ยึดติด และความเชื่อในเรื่องกรรม

ผมยกเอาการ “มีสติ” ที่เราคุ้นเคยจากคำเตือนที่ได้รับอยู่บ่อยๆ มาคุย ด้วยการถามอาจารย์ใหม่ว่า “คำเตือนว่าให้มีสติมีความหมายว่าอย่างไร” แน่นอนคำตอบมักจะมาในทาง “จะทำอะไรก็ให้มุ่งมั่นตรงนั้น” ซึ่งไม่ผิด เพียงแต่ไม่ครบ เพราะหลักธรรมของพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ว่า “ให้อยู่กับปัจจุบัน” หมายความว่า จะทำอะไรก็ให้รู้ตัวเองด้วยว่า ณ ปัจจุบันนั้น เราเป็นอะไร เรามีอะไร และพร้อมไหม

ต่อเรื่องนี้มันเชื่อมโยงไปถึงการมุ่งสู่ความก้าวหน้าของวิชาชีพครูอย่างเรา ซึ่งความก้าวหน้าของครูระดับอุดมศึกษานั้นน่าจะหมายถึง “ความเป็นเลิศ” ในวิชาที่เรารับผิดชอบ เราจึงต้องเพียรให้มากเพื่อ explore และ re+search ให้ได้ knowledge, intelligence และ wisdom มา เมื่อได้มาแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ที่ก้าวหน้าก็จะตามมา ค่าตอบแทนที่คุ้มกับภารกิจก็จะตามมา แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องไม่ลืมว่ามีคนข้างหลังเรา คนที่เราเอาหลังพิงทุกครั้งทุกโอกาส ชีวิตใช่ว่าจะเดินหน้าไปด้วยความเป็นนักวิชาการที่ฉลาดเลิศล้ำเพียงอย่างเดียว ครอบครัวญาติมิตรคือคนที่เราต้องแคร์ในทุกๆ เรื่องทุกเวลา

ผมมีสิ่งเตือนสติให้อาจารย์ใหม่นิดหนึ่ง แต่เป็นนิดหนึ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ความเป็นเลิศทางวิชาการของพวกเรา มันควรจะต้องเป็นสิ่งที่ข้ามพ้นหลักการที่มีอยู่ทั่วไป ข้ามพ้นนโยบายของชาติ และข้ามพ้นออกไปจากกระแสที่สังคมกำลังเห่อกัน มันควรเป็นอะไรที่แปลกใหม่ข้ามวาระแห่งชาติข้ามวาระของสังคมโลก เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรม” จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ของใหม่สำหรับพื้นที่นี้ แต่เป็นของเก่าที่ที่อื่นเคยมีมาแล้ว อะไรแบบนั้น ไม่น่าจะถือว่ามีความเป็นเลิศ

แน่นอนว่า ความเป็นเลิศนี้ มีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างคนของครู เพราะเป็นความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ วิธีคิดใหม่ ที่คนเข้ามาเรียนรู้กะเราควรได้จากเราไป แต่ว่าความเป็นเลิศทางวิชาการไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน หากแต่จะต้องเผยแพร่ออกไปนอกชั้นเรียนด้วย

หมายความว่า เมื่อเกิดความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว การจะเป็น influencer เพื่อให้สังคมรับรู้ ยอมรับ และนำเอาสิ่งที่เรามีไปใช้ประโยชน์ได้นั้น นอกจากงานบริการวิชาการตามภารกิจอาจไม่พอ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่วันข้างหน้าอาจจะต้องก้าวสู่ตำแหน่งบริหาร ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าสาขาวิชา หัวหน้าภาควิชา คณบดี อธิการบดี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งหากคิดไว้ซ่ะตั้งแต่ตอนนี้ การเตรียมความพร้อมก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน ส่วนจะไปได้ถึงไหนก็เป็นอีกเรื่อง

ด้วยเห็นว่า ได้ให้มุมมองต่างๆ ที่เป็นประโยชน์พอควรแล้ว ขืนพูดไปมากกว่านี้ คู่สนทนาจะพาลเบื่อ และไม่อยากสนทนากับผมอีกในอนาคต เวลา 11.58 น. ผมจึงจบการปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่

แต่สุดท้ายผมก็นำข้อคิดเกี่ยวกับ “การวางตัวท่ามกลางลูกศิษย์ที่เป็นรุ่นน้องของเรา ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่เป็นครู” ให้อาจารย์ใหม่ไปพิจารณาเพื่อเลือก place position ที่เหมาะสมบนบรรทัดฐานความเป็นครู

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ซอยจัสแม็ก

ทำไมจึงเรียกว่า ‘ซอยจัสแม็ก ถนนสนามบิน ซอย 12 เมืองพิษณุโลก

วันนี้เดินผ่านซอยจัสแม็ก ชวนให้นึกถึงภาพเก่าๆ สมัยเป็นนิสิตเรียนอยู่ มศว.พิษณุโลก ทั้งเคยไปอาศัยห้องหอของเพื่อนๆ พักอาศัยระหว่างรอเวลาเรียกไปรับน้องใหม่ ไปสังสันท์ยามเย็นยามดึก ไปตัดชุดกีฬาร้านอาเซียน ไปกินข้าวหมูทอดร้านตรงปลายซอย หรือแม้กระทั่งไปซื้อบุหรี่ฝรั่งซองแดงร้านแป๊ะตรงปากซอย

เคยสงสัย เคยถาม เคยค้น ว่าทำไม ‘ถนนสนามบิน ซอย 12’ เส้นนี้จึงถูกเรียกขานชื่อว่า ‘ซอยจัสแม็ก’ แต่ก็ไม่เคยมีใครให้ความกระจ่างได้เลยสักครั้ง วันนี้พอมีเวลาอยู่บ้างตรงหน้าปากซอยจัสแม็กนั้น ก็เลยลองสืบค้นและสร้างความเชื่อมโยงของข้อมูลดู

สงครามเวียดนาม’ ที่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม แล้วลุกลามไปสู่ประเทศลาว และกัมพูชา เรื่มประทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 1955 กินเวลาแห่งความเลวร้ายยาวนาน จนกระทั่งถึงวันล่มสลายของกรุงไซง่อน ในเวียดนามใต้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 และถือเป็นครั้งที่สองของสงครามอินโดจีน

ระหว่างสงครามมีการสู้รบอย่างเป็นทางการระหว่างกองกำลังทหารและประชาชนของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยฝ่ายเวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต จีน และพันธมิตรคอมมิวนิสต์อื่นๆ  ขณะที่ฝ่ายเวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์อื่นๆ

สงครามครั้งนั้นได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็น ‘สงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็น’ นานเกือบ 20 ปี ทั้งนี้การมีส่วนร่วมโดยตรงของสหรัฐฯ กับสงครามจมโคลนครั้งนี้ ได้สิ้นสุดในปี 1973 แต่ว่าความขัดแย้งกลับขยายลุกลามออกไปสู่รัฐเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศลาวและกัมพูชา และทำให้เกิดความหวาดกลัวและการตอบสนองความหวาดกลัวรูปแบตบต่างๆ ในประเทศไทย และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทั้งสามประเทศได้กลายสภาพเป็นรัฐคอมมิวนิสต์เรียบร้อย ตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ยกเว้นประเทศไทยที่หัวโด่อยู่ท่ามกลางเคียวกะค้อน



ก่อนสงครามเวียดนาม หน่วยงานจัสแม็กไทย  (JUSMAG THAI: The Joint United States Military Advisory Group, Thailand) ที่เป็นองค์กรช่วยเหลือด้านความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐในประเทศไทย ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 1953 โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดของจัสแม็กไทย ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันอาวุโสและผู้ช่วยทูตฝ่ายกลาโหมสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ช่วงเวลาที่เป็นจุดพีคของสงครามเวียดนาม ผู้เชี่ยวชาญการทหารอเมริกันจำนวนมาก ได้รับมอบหมายให้ทำงานในจัสแม็กไทยที่กรุงเทพฯ โดยทหารสหรัฐฯ จำนวน 4 หมื่น 5 พันนาย ประจำการอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ในช่วงศตวรรษที่ 21 จัสแม็กไทยทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจที่หลากหลาย รวมถึงโครงการฝึกร่วมทวิภาคี ซึ่งมีการฝึกเฉลี่ยมากกว่า 60 ครั้งต่อปี การจำหน่ายยุทโธปกรณ์ของสหรัฐให้รัฐบาลต่างประเทศ (foreign military sales) และภารกิจการทำลายล้างเพื่อมนุษยธรรม (humanitarian demining) สำนักงานใหญ่ของจัสแม็กไทยตั้งอยู่บนพื้นที่ของกองทัพไทย บนถนนสาทรใต้ ห่างจากสถานฑูตอเมริกันประมาณ 2 กิโลเมตร

เข้าใจว่า ในส่วนภูมิภาคที่กองกำลังทหารสหรัฐไปปฏิบัติการสนับสนุนการรบในสงครามเวียดนาม ก็จะมีหน่วยงานจัสแมกไทยตั้งอยู่ รวมถึงพิษณุโลกที่เป็นเมืองที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3 จัสแม็กไทยเลือกที่ตั้งหน่วยงานบนถนนสนามบิน ใกล้ๆ กับสนามบินของกองทัพอากาศ

วันที่ 4 มกราคม 2540 พลเอกเชษฐา ฐานะจาโรฐานะผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ได้กําหนดนโยบายให้จัดตั้ง ‘กิจการสวัสดิการพีเอ็กซกองทัพบกไทย’ (PX- Post Exchange) ขึ้นมา ตามแบบอย่างที่กองทัพอเมริกันจัดตั้งขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1941 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อจําหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้ราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างน้อย ร้อยละ 20 โดยจัดให้มีการดำเนินการนําร่อง 5 พื้นที่ ประกอบด้วย

1. กองทัพภาคที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์

2. กองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารี นครราชสีมา

3. กองทัพภาคที่ ๓ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ พิษณุโลก

4. กองทัพภาคที่ ๔ ค่ายวชิราวุธ นครศรีธรรมราช และ

5. หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก และมณฑลทหารบกที่ ๑๓ จังหวัดลพบุรี

โดยกำหนดให้ใช้สถานที่ภายในค่ายนั้นๆ เป็นสถานประกอบ กิจการสวัสดิการพีเอ็กซและคอมมิสซารี ซึ่งตามข้อมูลนี้ อาคารและพื้นที่ตรงปากซอยจัสแม็กถนนสนามบิน ที่เข้าใจว่าเคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานจัสแม็กไทยส่วนที่ต้องประสานงานกับกองทัพภาคที่ 3 ก็ถูกปรับภารกิจให้มาสนับสนุนนโยบายส่งเสริมสวัสดิการกำลังพล โดยจัดให้เป็นอาคารกิจการสวัสดิการพีเอ็กซของกองทัพภาคที่ 3

อาคารกิจการสวัสดิการพีเอ็กซของกองทัพภาคที่ 3 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์กองทัพภาคที่ 3 จำกัด

เรื่องราวของจัสแม็กไทยยังน่าสนใจ ชวนค้นหาอะไรหลายอย่างที่เป็นความสัมพันธ์ของกิจการพาณิชย์การทหาร (commercial military) ของสหรัฐอเมริกาที่ครองตนเป็น hegemony ยาวนานกว่า 70 ปี มีบทบาทหลายอย่างต่อกิจการด้านความมั่นคงของประเทศไทย แม้ว่าจะกลายเป็นผู้แพ้อย่างราบคาบในสงครามเวียดนามก็ตาม

รวมถึงเรื่องราวของคนเคยเรียนที่ มศว.พิษณุโลก ย่อมต้องมีอะไรต่อมิอะไรให้ได้ทบทวนกันมากมาย ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ จริงไหมครับพวกเรา

ของขวัญ ของฝาก

ของขวัญ ของฝาก

เริ่มเข้าสู่เทศกาลส่งมอบของขวัญกันแล้ว ด้วยความคึกคักของเทศกาลคริสต์มาส ต่อด้วยขึ้นปีใหม่ และวันวาเลนไทน์ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีวันแม่กับวันพ่อ แต่วันดังกล่าวคนไทยเราเน้นไปที่ไปกราบไปไหว้ไปขอพอพรแล้วก็พาท่านไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันซ่ะมากกว่า

การมอบของขวัญจริงๆ จังๆ ดูจะเป็นช่วงปลายปีถึงต้นปีกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะนอกจากเทศกาลทั้งสามที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีโอกาสที่หลายคนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่จะมอบของขวัญกัน

มาร์เกล์ มาอูส (๑๙๒๕) เขียนหนังสือ essai sur le don หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า the gift ในหนังสือกล่าวถึง การมอบให้และการรับมอบของขวัญ บ่อยครั้งเป็นอะไรที่มีการคาดหวังในลักษณะ rembourser (repaying) หรือ ‘ต่างตอบแทน’ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นไปเสียทั้งหมด ผู้ส่งมอบของขวัญจำนวนมากไม่ได้ต้องการอะไรย้อนกลับมาตอบแทน

หนังสือของมาอูสผนวกกับการอธิบายปรากฏการณ์วงแหวนแลกเปลี่ยนของขวัญของชาวเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ที่เรียกว่า the kula ring ในรายงานเหตุการณ์ เรื่อง argonuats of the western pacific ของบรอนิสลอว์ มาลิโนว์สกี (๑๙๒๒) ทำให้สรุปเรื่องราวของของขวัญเอาไว้ ๓ ประการ คือ

๑. การมอบของขวัญให้แก่กันและกันเป็น un phénomène social หรือที่เรียกว่า ‘ปรากฏการณ์ทางสังคม’ ที่มีระบบสื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่างผู้มอบและผู้รับของขวัญ ที่สำคัญเป็นการสร้างความเป็นพันธมิตรให้เกิดขึ้น

๒. การมอบของขวัญเป็นการสร้างพันธะสัญญา fiançailles matuel ที่ผู้รับมอบของขวัญจะต้องรักษาเอาไว้ตามคุณค่าของของขวัญ ซึ่งผู้รับมอบของขวัญจะต้องประเมินคุณค่าให้สอดคล้องกับการให้คุณค่าของของขวัญชิ้นนั้นๆ ที่ผู้มอบกำหนดมา

๓. การมอบและรับมอบของขวัญเป็นการแลกเปลี่ยนในลักษณะต่างตอบแทน อันนี้เรียกว่า échange réciproque ที่หากยังไม่ได้หลุดพ้นไปจาก selfish ไปสู่ altruism ก็จะเป็นไปตามนี้ กล่าวคือ ‘มอบอะไรให้ใครไว้ สุดท้ายก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมา’ อันเป็นหลักคิดและคำสอนที่มีอยู่ในทุกชาติพันธุ์ทุกวัฒนธรรม

ของขวัญ ของฝาก’ แต่ละชิ้นแต่ละอย่าง สร้างความกังวลใจไม่น้อยในการตัดสินใจเลือก (prendre une décision) เพื่อให้เหมาะกับโอกาส เหมาะกับมูลค่าที่จะต้องควักออกจากกระเป๋าสตางค์ และที่สำคัญเหมาะกับคนรับมอบ พร้อมๆ กับให้คนรับมอบพึงใจมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของวิชามานุษยวิทยา วิชาภูมิศาสตร์ และวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีหลักฐานแสดงเหตุให้ได้ประจักษ์ชัด แม้ว่าในชีวิตจริงๆ ของเราไม่ได้คิดว่าจะต้อง échange réciproque หรือ ‘มอบสิ่งใดให้ใครแล้ว ไม่นานสิ่งนั้นก็จะย้อนกลับมาเรา’ แบบนั้นทุกครั้งไป เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่แล้ววางอยู่บนหลักการ ‘เต็มใจมอบให้ด้วยความยินดี’ แต่ว่าก็ต้องมีสักน้อยสักนิดละที่ยังคงไว้ซึ่งหลักการ fiançailles matuel เพราะอย่างไรเสียทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังคงเป็น un phénomène social อยู่ดี

เตรียมทรัพย์ให้พอ เตรียมข้อมูลให้พร้อม เตรียมร้านที่ต้องไปหาซื้อให้ดี เตรียมสถานที่มอบให้เหมาะ และเตรียมคำกล่าวอวยพรดีๆ มีมงคลก่อนมอบของขวัญ วันคริสต์มาสกำลังจะมาถึง ปีใหม่ก็ใกล้เข้ามาแล้ว หลังนั้นไม่นานก็วันวาเลนไทน์

ขอให้ทุกคนโชคดีมีความสุข ทั้งในฐานะผู้มอบและผู้รับมอบของขวัญและของฝากนะครับ

แผนที่สุนทรียภาพ

แผนที่สุนทรียภาพ

เคยทำแผนที่จังหวัดสุโขทัยหลายฉบับ ด้วยเกี่ยวเนื่องทำงานศึกษาทริปท่องเที่ยว ทั้งระดับแหล่งท่องเที่ยว ระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค และงานศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เฉพาะที่จำเป็นต้องทำแผนที่ลงในชีตมาตราส่วนเล็กเพื่อประกอบรายงาน แผนที่เส้นทางน้ำมาตราส่วนปานกลาง แผนที่แขวนมาตราส่วนพอประมาณ และแผนที่ผังการใช้ที่ดินมาตราส่วนใหญ่ แต่ว่าที่ทำมาล้วนเป็นแผนที่แบบวิทยาศาสตร์ที่เน้น precision & accuracy มันเลยหาความสวยงามที่เรียกว่า ‘สุนทรียภาพ’ ไม่ค่อยได้

ว่ากันด้วยหลักวิชาการแล้ว ‘แผนที่ที่เป็นวิทยาศาสตร์’ ไม่ได้เน้นแค่ precision & accuracy อย่างที่เข้าใจกัน  แต่ยังเกี่ยวข้องอย่างมากกับการทำความเข้าใจโลกของคนสองกลุ่ม คือ คนสร้างแผนที่กับคนอ่านแผนที่ ที่จะต้องเข้าใจให้ตรงกัน การค้นหาความเป็นจริงเกี่ยวกับโลก การแสดงองค์ประกอบของแผนที่ และการนำเอาแบบจำลองทางจิตของบุคคลที่อยู่ตรงกลางระหว่างสิ่งที่เป็นความจริงกับสิ่งที่ปรากฎอยู่บนแผนที่มาแสดง นั่นจึงจะทำให้การสื่อสารด้วยแผนที่สามารถตอบนัยยะทางวิทยาศาสตร์ได้

แน่นอนละ ‘ศิลปะในการทำแผนที่’ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละทิ้งได้ เรียกว่าการทำแผนที่ขาดงานศิลปะไม่ได้ คนสร้างแผนที่จะต้องเลือกใช้สื่อสัญลักษณ์หรือไอคอน เลือกใช้สีแสดงความหมาย เลือกแบบตัวอักษรอธิบาย ใช้สไตล์การนำเสนอที่เหมาะกับสารัตถะสำคัญที่ต้องการสื่อสาร ดำเนิการจัดวางภาพด้านหน้าและพื้นหลังให้เด่นขัดและ/หรือลางเลือน และจัดวางเค้าโครงองค์ประกอบของแผนที่ งานทั้งหมดเหล่านี้อาจเรียกว่า ‘การออกแบบแผนที่สุนทรียภาพ’ ซึ่งสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือเล่มใหม่ของสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย

สิ่งสำคัญที่นักทำแผนที่ต้องใส่ใจอีกอย่างหนึ่ง คือ แผนที่ถูกทำมาให้คนใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนทำแผนที่ชื่นชมผลงานของตัวเอง แผนที่ที่ทำจะดีจะสวยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้แผนที่ ซึ่งวัดง่ายๆ ด้วยจิตวิทยาการรับรู้ทางใบหน้า (psychology of face perception) ที่บ่งบอกความรู้สึกต่างๆ ที่มีต่อแผนที่ได้อย่างไม่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นยิ้มที่มุมปาก คิ้วขมวด ตาลุกวาว หรือว่าเบะปาก

สุนทรียภาพต้องอาศัยจินตนาการ’ หากจังหวัดสุโขทัยต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรัก จึงหยิบเอารูปหัวใจมาแต้มแต่งทะเลหลวง เพื่อให้เป็นไอคอนของเมือง นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะว่า หากมองรูปร่างของแผนที่จังหวัดสุโขทัยที่อยู่ข้างหลังของผมดีๆ มองแบบพินิจ หารูปร่างแบบรวม ลดรูปรายละเอียด และสร้างอิมเมจในใจ จะเห็นได้ว่า จังหวัดสุโขทัย ‘รุ่งอรุณแห่งความสุข’ มีรูปร่างเป็นรูปหัวใจ

ขอขอบคุณ

ดร.มนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เจ้าของสถานที่และแผนที่สวยงาม ที่อุตส่าห์ deep listening งานของเราจนจบ ก่อนที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็น และข้อเสนอแนะ อีกมากมาย

เอกสารอ้างอิง

Griffin, A. (2021). ‘Cartography and Science.’ The Geographic Information Science & Technology Body of Knowledge (1st Quarter 2021 Edition), John P. Wilson (Ed.). DOI: 10.22224/gistbok/2021.1.9 (link is external).

Nestel, C. (2019). ‘Aesthetics and Design.’ The Geographic Information Science & Technology Body of Knowledge (1st Quarter 2019 Edition), John P. Wilson (Ed.). DOI: 10.22224/gistbok/2019.4.14

Ribeiro, D. M, & Caquard, S. (2018). ‘Cartography and Art.’ The Geographic Information Science & Technology Body of Knowledge (1st Quarter 2018 Edition), John P. Wilson (ed). DOI: 10.22224/gistbok/2018.1.4