หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

genealogy

วงศาวิทยาของกาลเทศะ

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


วงศาวิทยา (genealogy) ในเชิงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงแค่การไล่เรียงลำดับเครือญาติหรือแผนภูมิครอบครัวเท่านั้น แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงในบริบทของปรัชญาและประวัติศาสตร์


แนวคิดนี้ถูกทำให้อดมการณ์ชัดเจนขึ้นโดยนักปรัชญาอย่าง Friedrich Nietzsche และถูกนำมาขยายความจนเป็นที่นิยมในวงกว้างโดย Michel Foucault ทั้งนี่ วงศาวิทยาในเชิงประวัติศาสตร์ความคิด (Foucault’s genealogy) แทนที่จะมองประวัติศาสตร์เป็นเส้นตรงที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่แน่นอน วงศาวิทยาแบบ Foucault จะตั้งคำถามว่า "สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความจริงหรือเป็นธรรมชาติในวันนี้ มีที่มาอย่างไร?"


• การขุดค้นรากเหง้า - มุ่งดูว่าแนวคิดเรื่องอำนาจ ความรู้ หรือบรรทัดฐานทางสังคม (เช่น นิยามของความบ้า, อาชญากรรม, หรือเพศสภาพ) ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไรในอดีต


• ความบังเอิญและความขัดแย้ง - วงศาวิทยาเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความก้าวหน้าเสมอไป แต่เกิดจากการปะทะกันของอำนาจ การเมือง และเหตุการณ์บังเอิญในประวัติศาสตร์


• การรื้อฟื้นสิ่งที่ถูกลืม - พยายามเปิดเผยให้เห็นว่า ความจริงที่เรายอมรับกันอยู่นั้น จริงๆ แล้วเคยมีทางเลือกอื่น หรือเคยถูกต่อต้านมาก่อน


2. วงศาวิทยาในแง่มานุษยวิทยาและสังคมวิทยา ซึ่งในส่วนนี้จะใกล้เคียงกับความหมายทั่วไปมากขึ้น คือการศึกษา โครงสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ผ่านสายเลือดหรือการสืบทอด การศึกษาว่าตระกูลหนึ่งๆ ส่งต่อทรัพย์สิน สถานะ หรืออำนาจผ่านระบบเครือญาติอย่างไร ส่วนในทางภูมิศาสตร์มนุษย์ วงศาวิทยายังช่วยให้เข้าใจการตั้งถิ่นฐานและการเคลื่อนย้ายของกลุ่มประชากรที่ผูกพันกันด้วยเชื้อสาย


เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์กับ วงศาวิทยาได้ชัดเจนขึ้น ลองดูตารางเปรียบเทียบข้างล่างนี้



ประวัติศาสตร์

วงศาวิทยา

เป้าหมาย

ค้นหาต้นกำเนิดที่แท้จริงและจุดหมาย

ค้นหาจุดเปลี่ยนและการปะทะกันของอำนาจ

มุมมอง

มองความเป็นเหตุเป็นผลที่ต่อเนื่อง

มองความบังเอิญและการแตกหัก

ทัศนคติ

มักมองหาความก้าวหน้าของมนุษย์

วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่สังคมมองว่าเป็น "เรื่องปกติ"


วงศาวิทยาของจริยศาสตร์


สำหรับ Friedrich Nietzsche แล้ว วงศาวิทยาไม่ใช่การค้นหาต้นกำเนิดที่สง่างาม แต่เป็นการกระชากหน้ากากของคุณค่าทางศีลธรรมที่มนุษย์ยึดถือ โดยรากเหง้าสำคัญของความคิดนี้ปรากฏชัดที่สุดในงานเขียนชื่อ On the Genealogy of Morals (1887) ที่ Nietzsche วางรากฐานไว้ดังต่อไปนี้


1. ปฏิเสธต้นกำเนิดอันบริสุทธิ์


Nietzsche เชื่อว่าคุณค่าที่เรามองว่า "ดี" (good) หรือ "ชั่ว" (evil) ในปัจจุบัน ไม่ได้มีมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้มาจากพระเจ้าหรือธรรมชาติที่ถาวร แต่มันถูกสร้างขึ้นผ่านความบังเอิญและความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ เขาจึงเลือกใช้คำว่า genealogy เพื่อขุดค้นว่าความจริงเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร


2. ศีลธรรมของนาย vs. ศีลธรรมของทาส


Nietzsche วิเคราะห์ว่าในอดีตมีระบบคุณค่า 2 แบบที่ปะทะกัน คือ ศีลธรรมของนายกับศีลธรรมของทาส โดยศีลธรรมของนาย (master morality) เกิดจากกลุ่มผู้เข้มแข็ง นิยามคำว่า "ดี" จากสิ่งที่ตนเป็น เช่น ความกล้าหาญ ความแข็งแรง และความภาคภูมิใจ ส่วนสิ่งที่ "เลว" (bad) คือ ความอ่อนแอและขี้ขลาด ขณะที่ศีลธรรมของทาส (slave morality) เกิดจากกลุ่มผู้อ่อนแอที่ตกอยู่ใต้อำนาจ ความรู้สึกที่ขับเคลื่อน คือ ความเคียดแค้นริษยา (ressentiment) พวกเขาจึงพลิกกลับคุณค่า โดยบอกว่าความอ่อนแอคือ "ความดี" เช่น ความถ่อมตัว ความสงสาร และสิ่งที่เคย "ดี" ของพวกนาย กลายเป็น "ความชั่วร้าย"


3. พลังอำนาจ (will to power)


รากเหง้าของทุกสิ่งสำหรับ Nietzsche คือ "เจตจำนงแห่งอำนาจ" แม้แต่การสร้างศีลธรรมขึ้นมา ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้อำนาจเพื่อควบคุมผู้อื่นหรือเพื่อเอาตัวรอด วงศาวิทยาจึงเป็นการเข้าไปดูว่า ใครเป็นคนกำหนดความหมาย? และเขากำหนดเพื่อประโยชน์ของใคร?


Nietzsche ไม่ได้สนใจแค่ว่าประวัติศาสตร์เกิดอะไรขึ้น แต่เขาสนใจว่า "ประวัติศาสตร์ถูกเขียนเพื่อรับใช้ใคร" แนวคิดนี้จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับการศึกษาในหลายด้าน ได้แก่ การรื้อถอนโครงสร้าง (deconstruction) ด้วยการตั้งคำถามกับขั้วตรงข้าม เช่น ขาว-ดำ หรือ ดี-เลว การวิพากษ์อำนาจที่ต่อมา Foucault นำไปขยายความต่อในเรื่องของสถาบันทางสังคม (คุก โรงพยาบาลโรงเรียน) และการสร้างคุณค่าใหม่ เมื่อเรารู้ว่าศีลธรรมเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง เราก็มีอิสระที่จะตั้งคำถามและสร้างความหมายใหม่ให้กับชีวิตตนเอง


หากมองผ่านแว่นของ Nietzsche ความรู้หรือความเชื่อที่เราใช้อยู่อาจไม่ใช่ความจริงสูงสุด แต่เป็นเพียงผลผลิตของการต่อสู้ทางอำนาจในอดีตที่ตกทอดมาถึงเรา


"การพลิกกลับคุณค่า" (revaluation of all values หรือ umwertung aller werte) คือ หัวใจสำคัญและเป็นเป้าหมายสูงสุดของวิธีการแบบวงศาวิทยาของ Nietzsche และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถแบ่งการอธิบายออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ


1. จุดเริ่มต้น เมื่อความอ่อนแอกลายเป็นบุญกุศล Nietzsche มองว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยเฉพาะในช่วงการก่อตัวของศาสนาแบบเทวนิยม เกิดเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่า "การปฏิวัติของทาสในทางศีลธรรม" โดยในอดีตความดี หมายถึง ความสูงส่ง ความแข็งแกร่ง และการประสบความสำเร็จ (master morality) แต่กลุ่มคนที่พ่ายแพ้หรือผู้อ่อนแอ เกิดความริษยาอาฆาต (ressentiment) ต่อผู้ที่เหนือกว่า พวกเขาจึงพลิกคำนิยามใหม่ โดยชี้ว่าใครก็ตามที่แข็งแกร่ง = ชั่วร้าย ขณะที่ใครก็ตามที่อ่อนแอ/ยากจน/ถ่อมตัว = คนดีของพระเจ้า


2. กระบวนการพลิกกลับ (mechanism) การพลิกกลับนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำเรียก แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างความคิดของมนุษย์ทั้งโลก โดยความอดกลั้นถูกทำให้กลายเป็นความเมตตา ความขี้ขลาดถูกทำให้กลายเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตัว และการจำยอมต่อผู้มีอำนาจถูกทำให้กลายเป็นความเชื่อฟัง


3. เป้าหมายเพื่อก้าวข้ามความเสื่อมถอย (decadence) Nietzsche ไม่ได้ต้องการให้เรากลับไปป่าเถื่อนเหมือนเดิม แต่เขามองว่าศีลธรรมแบบเดิม (ศีลธรรมทาส) ทำให้มนุษย์ปฏิเสธชีวิตและกลายเป็นคนอ่อนแอที่เอาแต่รอคอยโลกหน้า (Nihilism)


การพลิกกลับคุณค่าในความหมายของ Nietzsche ที่เสนอให้เราทำในปัจจุบัน คือ การตระหนักรู้ การรื้อถอน และการสร้างคุณค่าใหม่ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ จึงใช้วงศาวิทยาขุดหาว่าคุณค่าที่เรายึดถืออยู่ มันเกิดจากความเคียดแค้นในอดีตหรือไม่ หากว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว จะต้องรื้อถอนมันออกไป ด้วยความกล้าที่จะปฏิเสธคุณค่าที่คอยกดทับศักยภาพของมนุษย์ แล้วลงมือสร้างคุณค่าใหม่ที่ตอบรับต่อชีวิต (life-affirming) ขึ้นมาเอง โดยไม่อิงกับบรรทัดฐานเก่าที่เสื่อมสลายไปแล้ว นี่คือทางไปสู่สภาวะที่เรียกว่า "Übermensch" (overman)


พูดง่ายๆ วงศาวิทยาเป็นเครื่องมือในการ "วินิจฉัยโรค" ส่วนการพลิกกลับคุณค่าเป็น "การผ่าตัด" เพื่อสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นมาใหม่


อำนาจกับความรู้ของสังคมสมัยใหม่


การจะเข้าใจวงศาวิทยาของ Michel Foucault เราต้องมองว่าเขานำเครื่องมือของ Nietzsche มาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อใช้เจาะลึกเข้าไปในกลไกของ อำนาจ (power) และ ความรู้ (knowledge) ในสังคมสมัยใหม่


สรุปให้เห็นภาพชัดเจน จะพบว่าต่อไปนี้คือจุดเชื่อมโยงและจุดที่ Foucault ขยายความออกมา


1. จากศีลธรรมสู่สถาบันทางสังคม


ในขณะที่ Nietzsche ใช้วงศาวิทยาในการขุดรากถอนโคน ศีลธรรม (morality) เพื่อชี้ให้เห็นว่าค่าความดี/ความชั่ว ไม่ได้มาจากพระเจ้าแต่มาจาก "เจตจำนงแห่งอำนาจ" (will to power)


Foucault ขยายขอบเขตนี้ออกไปสู่ ประวัติศาสตร์ของระบบคิด เขาไม่ได้สนใจแค่เรื่องถูกผิด แต่สนใจว่า "ความจริง" (truth) ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรในโรงพยาบาลบ้า คุก หรือโรงเรียน


2. การปฏิเสธต้นกำเนิดที่บริสุทธิ์


Nietzsche สอนว่าถ้าเราขุดหาต้นกำเนิดของสิ่งต่างๆ เราจะไม่เจอความจริงอันสูงส่ง แต่จะเจอความบังเอิญหรือความขัดแย้ง Foucault ยอมรับแนวคิดนี้มาเต็มๆ โดยเขาเสนอว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เส้นตรง ประวัติศาสตร์ไม่ได้พัฒนาจากสิ่งที่ "แย่" ไปหา "ดี" หรือจาก "โง่" ไปหา "ฉลาด" อีกทั้งยังมีความบังเอิญทางประวัติศาสตร์ โดยสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นธรรมชาติ (เช่น นิยามของความบ้าหรือเพศสภาพ) จริงๆ แล้วเกิดจากการประจวบเหมาะของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ตั้งใจ


รูปภาพ.png


3. อำนาจและความรู้ (power/knowledge)


เรื่องอำนาจและความรู้นี้คือส่วนที่ Foucault ขยายความจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง เขาแสดงให้เห็นว่าอำนาจที่สร้างสรรค์ เป็นอำนาจที่ไม่ได้มีไว้แค่กดขี่ (แบบที่ Nietzsche มองผ่าน master-slave morality) แต่อำนาจนั้นจะช่วยสร้างความรู้ขึ้นมา และเมื่อความรู้ถูกสร้างขึ้น (เช่น จิตเวชศาสตร์) มันจะย้อนกลับมาทำหน้าที่เป็นอำนาจในการจัดระเบียบและควบคุมผู้คน แบบนี้จึงเรียกว่า ระบอบแห่งความจริง (regime of truth)


ตารางเปรียบเทียบ: Nietzsche vs. Foucault


Nietzsche (Genealogy of Morals)

Foucault (Genealogy of Power)

เป้าหมายหลัก

การวิพากษ์ศีลธรรมคริสเตียน

การวิพากษ์สถาบันและวาทกรรมสมัยใหม่

กลไกขับเคลื่อน

เจตจำนงแห่งอำนาจ (Will to Power)

เครือข่ายอำนาจและความรู้ (Power/Knowledge)

มุมมองต่อมนุษย์

การปลดแอกสู่ Superhuman (Übermensch)

การถูกทำให้เป็น "กรรมวัต" (Subjectivity) ของอำนาจ

วิธีการ

ขุดหาเบื้องหลังของ "ความดี/ความชั่ว"

ขุดหาเบื้องหลังของ "ความปกติ/ความผิดปกติ"

วงศาวิทยาแบบ Foucault คือ การเขียนประวัติศาสตร์ของปัจจุบัน (history of the present) เพื่อให้เราเห็นว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติในวันนี้ แท้จริงแล้วมีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งและการใช้อำนาจในอดีต เขาเปลี่ยนจากการถามหาแก่นแท้แบบเพลโตว่า "สิ่งนี้คืออะไร?" มาเป็นการถามแบบ genealogy ว่า "สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร และมันรับใช้อำนาจของใคร?"


การขยายความบทความ "Nietzsche, Genealogy, History" (1971) จะทำให้เห็นว่า Foucault รื้อวิธีการมองประวัติศาสตร์แบบเดิมทิ้ง แล้วสร้างใหม่ด้วยสายตาแบบนักวงศาวิทยาอย่างไร ทั้งนี้ Foucault ได้แยกแยะคำศัพท์ที่ Nietzsche ใช้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของความต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องของ "รอยแยก" และ "การปะทะ"


1. การปฏิเสธ "ต้นกำเนิด" (Ursprung vs. Herkunft)

Foucault ชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมมักตามหา Ursprung หรือ "จุดกำเนิดอันบริสุทธิ์" ที่เชื่อว่าสิ่งต่างๆ มีแก่นแท้มาตั้งแต่ต้น แต่เขาเสนอให้ใช้ Herkunft (สายเลือด/วงศ์ตระกูล) โดยชี้ให้เห็นว่าการสืบสาวราวเรื่องที่แสดงสิ่งที่เราเป็นอยู่ในวันนี้ไม่ได้มาจากรากเหง้าที่สวยงาม แต่เกิดจากความขัดแย้ง ความต่ำต้อย และความบังเอิญ และให้ใช้ Entstehung (การอุบัติขึ้น) โดยมองดูช่วงเวลาที่ "กฎเกณฑ์" หนึ่งๆ โผล่ขึ้นมา ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างพลังอำนาจที่ต่างกัน (เช่น กฎหมายไม่ได้เกิดจากความยุติธรรม แต่เกิดจากความพ่ายแพ้ของฝ่ายหนึ่งต่ออีกฝ่ายหนึ่ง)


2. ร่างกายในฐานะ "พื้นที่ของประวัติศาสตร์" ซึ่งตรงนี้คือจุดที่ Foucault พลิกโลกวิชาการ โดยเขาบอกว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกจารึกไว้แค่ในสมุดบันทึก แต่ถูกจารึกไว้ที่ "ร่างกาย" ของเรา วงศาวิทยาทำหน้าที่เปิดเผยว่า อำนาจในแต่ละยุคสมัยเข้าไป "จัดระเบียบ" ร่างกายอย่างไร (เช่น ท่าทางการเดิน การกิน การควบคุมอารมณ์) ขณะที่ร่างกายไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ 100% แต่เป็นสิ่งที่ถูก "หล่อหลอม" โดยวาทกรรมและวินัยในแต่ละยุค


3. ประวัติศาสตร์ที่ไม่มี "เป้าหมาย" (Non-Teleological History) หากประวัติศาสตร์แบบเดิมเชื่อว่ามนุษยชาติกำลังพัฒนาไปสู่ "ความก้าวหน้า" (Progress) Foucault จะบอกว่านั่นคือเรื่องโกหก เพราะความบังเอิญ (Chance): สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพราะเหตุบังเอิญที่อำนาจชุดหนึ่งชนะอีกชุดหนึ่ง ไม่ใช่เพราะโชคชะตาหรือแผนการของพระเจ้า และการยึดครอง (Seizure): ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่ค่อยๆ สะสมจนฉลาดขึ้น แต่คือการที่คนกลุ่มหนึ่ง "ยึดครอง" ความหมายของคำ แล้วนิยามใหม่เพื่อรับใช้อำนาจของตนเอง


ความดีในวงศาวิทยา


ธรรมชาติของวงศาวิทยาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรื้อถอน (deconstruct) มากกว่าเพื่อค้นหาค่าความดีในเชิงบวก (positive value) แบบที่จริยศาสตร์ดั้งเดิมทำ

อย่างไรก็ตาม หากจะตอบว่าคำถามที่ถามว่า "มีใครใช้ค้นหาความดีไหม" เราต้องมองผ่าน 3 มุมมองหลักนี้


1. Nietzsche ค้นหา "ความดีที่แท้จริง" ผ่านการทำลาย "ความดีที่จอมปลอม" โดยในหนังสือ On the Genealogy of Morals Nietzsche ไม่ได้แค่ทำลายศีลธรรม แต่เขาพยายามค้นหา "คุณค่าที่ส่งเสริมชีวิต" (life-affirming values) * เขาเห็นว่า "ความดี" ในแบบศาสนาหรือศีลธรรมทาส (slave morality) คือสิ่งที่กดทับมนุษย์ การใช้วงศาวิทยาของ Nietzsche คือ การลอกคราบความดีที่เกิดจากความริษยา (ressentiment) ออกไป เพื่อเปิดทางให้มนุษย์สร้าง "ความดี" ชุดใหม่ที่มาจากพลังอำนาจที่สร้างสรรค์ของตนเอง (noble morality) 


Nietzsche ใช้เพื่อหาความดีในฐานะความเข้มแข็งและการยอมรับโลกตามจริง


2. ความดีของ Foucault คือ การดูแลตนเอง (care of the self) ในช่วงท้ายของชีวิต Foucault เริ่มขยับจากการวิจารณ์อำนาจที่กดขี่ ไปสู่การศึกษาเรื่อง "จริยศาสตร์" (ethics) ในชุดหนังสือ The History of Sexuality (เล่ม 2 และ 3) โดยเขาย้อนกลับไปใช้วงศาวิทยาศึกษาชาวกรีกและโรมันโบราณ ทั้งนี้ เขาไม่ได้มองหา "ความดี" ที่เป็นกฎสากล แต่เขามองหา "ศิลปะแห่งการใช้ชีวิต" (Ars Erotica / Aesthetics of Existence) และการใช้วงศาวิทยาของเขา คือ การดูว่ามนุษย์ในอดีตสร้าง "ความสัมพันธ์กับตนเอง" อย่างไร เพื่อให้เป็นอิสระจากอำนาจภายนอก 


Foucault ใช้เพื่อหา "ความดี" ในฐานะ "อิสรภาพและการปกครองตนเอง"


3. นักคิดสายวิพากษ์ (Critical Theorists) และนักสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันมีผู้นำวงศาวิทยามาใช้ในเชิง "ปลดแอก" เป็นการค้นหาความยุติธรรมโดยการขุดให้เห็นว่า "ความอยุติธรรม" ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติได้อย่างไร  เมื่อเราใช้วงศาวิทยาเปิดโปงว่า กฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนดีแท้จริงแล้วแฝงไปด้วยการเหยียดผิวหรือเหยียดเพศ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการพยายามสร้าง "ความดีที่เป็นธรรมจริงๆ" ขึ้นมาแทนที่


ตารางสรุป: เป้าหมายของการใช้วงศาวิทยา

นักคิด

ความดีที่เขาค้นหา/มุ่งหมาย

วิธีการใช้

Nietzsche

ความเข้มแข็ง และการสร้างคุณค่าใหม่

ทำลายศีลธรรมที่เกิดจากความอ่อนแอ

Foucault

อิสรภาพ และการออกแบบชีวิตตนเอง

ศึกษาว่าเรา "สร้างตัวตนขึ้นมาอย่างไร

นักเคลื่อนไหว

ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม

เปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่ในกฎหมาย

คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วงศาวิทยาเพื่อหานิยามของความดีว่าคืออะไร แบบที่ Socrates ทำ แต่ใช้เพื่อกำจัดขยะทางความคิดที่ขวางกั้นไม่ให้เราเข้าถึงชีวิตที่อิสระและยุติธรรม


วงศาวิทยาของพื้นที่และเวลา


แม้ David Harvey จะเป็นนักมาร์กซิสต์ แต่ในหนังสือ "The Condition of Postmodernity" ของเขาก็มีการปะทะสังสรรค์กับแนวคิดวงศาวิทยาของ Foucault อย่างมีนัยสำคัญ แม้ Harvey จะไม่ได้ใช้วิธีวิทยาแบบวงศาวิทยาเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง แต่เขาก็ใช้มันเป็นเป้าวิพากษ์และเครื่องมือในการอธิบายความสัมพันธ์ของอำนาจในพื้นที่ครับ โดยสามารถสรุปความเชื่อมโยงได้เป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้:


1. การปะทะระหว่างโครงสร้างกับวงศาวิทยา


Harvey วิจารณ์ว่าแนวคิดวงศาวิทยาของ Foucault (ที่มองว่าประวัติศาสตร์คือการสถาปนาระเบียบชุดหนึ่งขึ้นมาผ่านอำนาจ/ความรู้) มักจะละเลย "กลไกของทุน" (logic of capital) เขาโต้แย้งว่าเราไม่สามารถเข้าใจ "สายสัมพันธ์ของอำนาจ" ที่ Foucault พูดถึงได้เลย หากเราไม่ดูว่าอำนาจเหล่านั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบเศรษฐกิจแบบสะสมทุนอย่างไร


2. วงศาวิทยาของพื้นที่และเวลา (Genealogy of Space and Time)


ในส่วนที่ 3 ของหนังสือ Harvey พยายามทำสิ่งที่คล้ายกับวงศาวิทยา คือการย้อนกลับไปดูว่า "การรับรู้เรื่องเวลาและพื้นที่" ของมนุษย์เราเปลี่ยนไปอย่างไรตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์จนถึงปัจจุบัน


Harvey ชี้ให้เห็นว่า "การทำแผนที่" หรือ "การกั้นอาณาเขต" ไม่ใช่แค่เรื่องภูมิศาสตร์ แต่มันคือการสร้างวาทกรรมเพื่อควบคุมประชากร ซึ่งจุดนี้ Harvey ดึงเอาแนวคิดเรื่อง "Disciplinary Power" (อำนาจในการจัดระเบียบวินัย) ของ Foucault มาอธิบายว่า พื้นที่ในโรงงานหรือเมือง ถูกออกแบบมาเพื่อ "ผลิต" ร่างกายที่เชื่องต่อระบบทุนนิยม


3. การวิพากษ์ "ความกระจัดกระจาย"


นักคิดสายวงศาวิทยามักเน้นการศึกษา "ความแตกแยก" (rupture) และ "ความเฉพาะเจาะจง" (local/specific) โดยปฏิเสธเรื่องราวหลัก (grand narratives) แต่ Harvey เตือนว่าการเน้นแต่เรื่องวงศาวิทยาที่กระจัดกระจายแบบนี้ จะทำให้เรามองไม่เห็นว่าจริงๆ แล้ว "การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม Postmodern" ทั้งหมดนั้นมีรากเหง้าร่วมกันอยู่ที่การปรับตัวของระบบทุนนิยมโลกนั่นเอง


Harvey ใช้หนังสือเล่มนี้เพื่อเสนอว่า "วงศาวิทยาที่สมบูรณ์" จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรานำเรื่อง Historical-Geographical Materialism (วัตถุนิยมวิพากษ์ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์) เข้าไปจับด้วย เพื่อให้เห็นว่า "อำนาจ" และ "ความรู้" ที่ Foucault พูดถึงนั้น มันถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเศรษฐกิจการเมืองในพื้นที่จริงอย่างไร


ในส่วนของ The Passage from Modernity to Postmodernity นั้น David Harvey ได้ทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของสังคมโลกอย่างเป็นระบบ โดยเขามองว่านี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยน "รสนิยม" ทางศิลปะ แต่เป็นการเปลี่ยน "โครงสร้าง" ของโลกครับ

ประเด็นหลักที่ Harvey อธิบายในส่วนนี้สามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้นตอนสำคัญ คือ


1. จากความเชื่อมั่นในเหตุผลสู่ความแตกสลาย


Harvey เริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปดูยุค Modernity ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เชื่อมั่นใน "ความก้าวหน้า" (progress) "เหตุผล" (rationality) และ "สัจจะชุดเดียว" (universal truth) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น แต่ครั้นมาถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเชื่อเหล่านี้เริ่มถูกสั่นคลอน แนวคิดแบบ Postmodernism จึงก่อตัวขึ้นมาเพื่อปฏิเสธ "เรื่องเล่าหลัก" (grand narratives) และหันไปให้ความสำคัญกับ ความแตกต่าง (difference) ความกระจัดกระจาย (fragmentation) และความไม่แน่นอน (indeterminacy)


2. การเปลี่ยนผ่านจาก Fordism ไปสู่ Flexible Accumulation


นี่คือหัวใจสำคัญที่ Harvey วิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจการเมือง เขาชี้ให้เห็นว่า Fordism ที่แพร่หลายจนถึงช่วงปี 1970 คือ ระบบการผลิตจำนวนมาก (mass production) ในโรงงาน มีสหภาพแรงงานเข้มแข็ง รัฐสวัสดิการดี แต่มีความแข็งตัว (rigidity) สูง ขณะที่ Flexible Accumulation ที่เกิดขึ้นหลังปี 1973 เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันและเศรษฐกิจถดถอย ทุนนิยมต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งการจ้างงานแบบชั่วคราว การย้ายฐานการผลิตไปที่ค่าแรงถูก และการใช้เทคโนโลยีสื่อสารเพื่อทำกำไรให้เร็วที่สุด


3. การผงาดขึ้นของ "วัฒนธรรมภาพลักษณ์"


ในยุค Postmodern Harvey สังเกตว่าสินค้าไม่ได้ถูกขายที่ตัวประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขายที่ภาพลักษณ์ (image) และสัญลักษณ์ (sign) ความรวดเร็วในการเปลี่ยนแฟชั่น รสนิยม และข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้คนจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว (ephemerality) โดยสิ่งนี้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจที่ต้องการให้คนบริโภคและละทิ้งอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทุนหมุนเวียนได้ทัน


4. บทบาทของพื้นที่และกาลเวลาในความเปลี่ยนแปลง


ในช่วงท้ายของส่วนนี้ Harvey ปูพื้นไปสู่เรื่อง time-space compression โดยอธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลต่อวิธีที่เรามองโลกอย่างไร โดยพื้นที่ (space) กลายเป็นสิ่งที่ถูกจัดการเพื่อการเก็งกำไร เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือเมืองท่องเที่ยว ส่วนเวลา (time) ถูกบีบให้สั้นลงจนเหลือแต่ "ปัจจุบันขณะ"


Harvey ต้องการบอกเราว่า Postmodernity ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นหรือสถาปัตยกรรมแปลกๆ แต่แท้จริงแล้ว คือ การปรับโฉมหน้าใหม่ของทุนนิยม เพื่อเอาตัวรอดจากภาวะชะงักงันในอดีต โดยใช้ความยืดหยุ่น ความเร็ว และการสร้างภาพลักษณ์มาเป็นเครื่องมือหลัก


สรุป


ความเชื่อมโยงระหว่าง time-space compression ของ Harvey เข้าด้วยกันกับ Genealogy of Morals ของ Nietzsche และ care of the self ของ Foucault ถือเป็นสิ่งน่าสนใจ เพราะเป็นการนำเอา "ภูมิศาสตร์โครงสร้าง" มาปะทะกับ "ปรัชญาจริยศาสตร์" หัวใจของการเชื่อมโยง คือ การมองว่า "ความเร็วและพื้นที่" ส่งผลอย่างไรต่อ "มโนธรรมและการสร้างตัวตน"


1. การบีบอัดกาลเทศะกับการสร้างมโนธรรม ใน On the Genealogy of Morals Nietzsche อธิบายว่ามนุษย์ถูกทำให้เป็นสัตว์ที่รักษาสัญญาได้ ผ่านกระบวนการที่เจ็บปวด เพื่อให้มีความจำและสำนึกทางเวลาที่ยาวไกล


Harvey เสนอว่า time-space compression ทำลาย "ความต่อเนื่องของเวลา" (continuity) และทำให้โลกเหลือแต่ "ปัจจุบันขณะ" (ephemerality) ครั้นเมื่อเวลาถูกบีบให้สั้นและเร็วขึ้นตามตรรกะของทุน มนุษย์อาจสูญเสียความสามารถในการรับผิดชอบต่ออดีตหรืออนาคต ซึ่ง Nietzsche เรียกว่าภาวะลืมเลือน การรักษาสัญญาในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในพริบตาจึงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ จริยธรรมแบบ Nietzschean อาจถูกท้าทายด้วยความเร็วที่ทำให้เราไม่มีเวลาพอจะบ่มเพาะมโนธรรมที่ลึกซึ้ง


2. วัฒนธรรมฉาบฉวยกับวงศาวิทยาของความรู้สึกผิด โดย Nietzsche มองว่า "ความรู้สึกผิด" (guilt/bad conscience) เกิดจากการที่สัญชาตญาณถูกกักขังและหันกลับมาทำร้ายตัวเองภายในโครงสร้างสังคมที่นิ่งสนิท


ในยุค Postmodernity ของ Harvey พื้นที่ไม่ได้ถูกกักขังแบบเดิม แต่ถูกทำให้ไหลลื่นและกระจัดกระจา ที่เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกผิดจากเดิมที่ยึดโยงกับศาสนาหรือจารีต (Nietzsche) มาสู่ความรู้สึกผิดที่เกิดจากการตามโลกไม่ทัน หรือการไม่สามารถบริโภคได้เท่าคนอื่น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการบีบอัดของเวลาและพื้นที่ในระบบทุนนิยม


3. การบีบอัดกาลเทศะ กับ care of the self  ในงานยุคหลัง Foucault สนใจเรื่อง care of the self (การดูแลตนเอง) ซึ่งต้องใช้เวลาและพื้นที่ส่วนตัวในการพิจารณาตนเอง เพื่อไม่ให้ถูกอำนาจภายนอกครอบงำ


Harvey ชี้ให้เห็นว่าทุนนิยมยุคใหม่พยายามทำลายพื้นที่ส่วนตัวและแย่งชิงเวลาของเราไปเพื่อการผลิตและการบริโภคตลอด 24 ชั่วโมง การจะ "care of the self" ในความหมายของ Foucault กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในภาวะ time-space compression เพราะเราถูกเร่งรัดด้วยข้อมูลและภาพลักษณ์ตลอดเวลา การสร้างตัวตน จึงมักจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ภายนอก เพื่อตอบสนองตลาด มากกว่าการขัดเกลาโลกภายในอย่างที่ Foucault เสนอไว้


ตารางสรุปการเชื่อมโยงเชิงมโนทัศน์


David Harvey (Time-Space Compression)

Nietzsche (Genealogy of Morals)

Foucault (Care of the Self)

มุมมองต่อเวลา

ถูกบีบอัดจนเหลือแต่ปัจจุบัน(Speed)

เป็นเส้นตรงที่ต้องมี "ความจำ" (Memory)

เป็นจังหวะของการฝึกฝนตนเอง (Practice)

ผลกระทบต่อมนุษย์

เกิดความแปลกแยกและไร้ราก

เกิดมโนธรรมและความรู้สึกผิด

เกิดการสร้างอธิปไตยเหนือตนเอง

ปัญหาที่พบ

ทุนนิยมแย่งชิงเวลาและพื้นที่ไป

สังคมบังคับให้เราเชื่อง

เราไม่มี "เวลาเพียงพอจะพิจารณาตนเอง


อาจสรุปได้ว่า "time-space compression ของ Harvey คือ 'สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์' ที่ทำให้โครงการของ Nietzsche และ Foucault เป็นไปได้ยากขึ้น หรือต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไป" ในโลกที่หมุนเร็วเกินไป การจะมี "มโนธรรม" ของ Nietzsche หรือการ "ดูแลตนเอง" ของ Foucault อาจต้องการการสร้าง "พื้นที่ต่อต้าน" (space of resistance) เพื่อหยุดเวลาของทุนนิยมให้ช้าลง