หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

น้ำท่วมเป็นเรื่องของเทพเทวดา ความเสียหายหลังจากนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์

ข้อความข้างบน ผม (พัฒนา ราชวงศ์ นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย) ปรับแปลงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษอเมริกันให้เป็นภาษาไทยที่คิดว่าพอเข้าใจได้สำหรับเราๆ ท่านๆ แล้วนำมาใช้นำมากล่าวนำมาพูดบ่อย ด้วยต้องการสอนลูกศิษย์ ต้องการใช้เสริมความเห็นบนหลักการเพื่อการจัดการ ต้องการเชิดชูศาสตร์ที่ผมยึดถือมาตลอดชีวิต รวมถึงต้องการเตือนใครต่อใครที่โอหังท้าทายธรรมชาติ 

ผมคำนี้พูดบ่อยๆ จนวันหนึ่งมันไปเกี่ยวพันกับผู้ใหญ่บางคนบางท่านอย่างตั้งใจ แต่ไม่มีเจตนาในทางไม่ได้ไม่ดี เพียงต้องการ discuss แบบวิชาการๆ ซึ่งมันทำให้ผู้ใหญ่ท่านมองว่าผมเป็นก้าวร้าว ด้วยไม่รู้จัก “กาลเทศะ” พาลกล่าวโทษถึงความเนรคุณผู้ให้กำเนิดที่อุตส่าห์ตั้งชื่อให้ว่า “พัฒนา” ผมกลับไม่ “วัฒนา” เอาเสียเลย 

นั่นมันทำให้ผมงุนงงกับตัวเองเป็นอย่างมาก งงตัวเองพร้อมๆ กับงงท่าทีการแสดงออกแบบนั้นของผู้ใหญ่บางท่านบางคนที่ว่า

ก็ในเมื่อชีวิตผมที่ผ่านมาทั้งชีวิตในฐานะนักภูมิศาสตร์และฐานะนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย มีความผูกพันเชิงวิชาการอย่างมากกับคำว่า spatio-temporal aspect เพราะเรียนมา อ่านมา สอนลูกศิษย์มา ทำวิจัยมา นำเสนองานมา และให้ข้อเสนอเชิงหลักการและนโยบายมามากมาย สำคัญกว่านั้น ผมเป็นคนที่ยึดมั่นในหลัก “กาลเทศะ” ที่เป็นพื้นฐานทางศีลธรรมจริยธรรมของสังคมไทยเรามาโดยตลอด 

ก็เลยไม่รู้ว่าคำพูดที่ผมยกมาจากวาทะของกิลเบอร์ต ไวท์ ศาสตราจารย์สาขาภูมิศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ที่ได้รับยกย่องให้เป็น “บิดาของการจัดการที่ราบน้ำท่วมถึง” (father of floodplain management) นั้น มันไปกระเทือนความรู้และความรู้สึกของท่านที่ยกตัวเองว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนั้น ตรงไหน

หนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยพิบัติ” ที่อาจารย์ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งกรุณาส่งมาให้ผมเมื่อวันสองวันก่อน “ครบรอบ 20 ปี สึนามิถล่มอันดามัน” หลังจากที่ได้มีโอกาสสนทนาทั้งเรื่องภูมิศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ของสังคม เรื่องภูมิศาสตร์กายภาพกับภูมิศาสตร์มนุษย์ที่เอาเข้าจริงแล้ว ลงร่องเดินตามรอยเดียวกันยากเข้าไปทุกที เรื่องความเป็นมาเป็นไปของวงการภูมิศาสตร์ไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องวัตรปฏิบัติที่ถูกที่ควรของครูสอนภูมิศาสตร์ทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา

ก่อนส่งหนังสือมาให้ผม อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพเลื่อมใสอย่างมากท่านนี้ ท่านเล่าที่มาที่ไปของการเขียนหนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยพิบัติ” เล่มนี้ให้ฟังว่า เป็นการเขียนเพื่อใช้หนี้ค่าพิมพ์หนังสือเล่มก่อน ที่ท่านไม่ได้มีส่วนก่อหนี้เข้าไว้ใดๆ เป็นแต่เพียงความกตัญญูและความไม่ดูดาย ทำให้ต้องก้าวเข้าไปแสดงความรับผิดชอบ

ช่างเป็นโชคดีของผมไม่น้อย ที่มีโอกาสได้เปิดหนังสือเล่มนี้อ่านทีละพารากราฟ ทีละพารากราฟ ทำให้ได้เห็นคุณประโยชน์มากมายที่ปรากฎแทรกซ่อนอยู่ตามอักขระที่อาจารย์ท่านบรรจงรจนา

คนเขียนหนังสือให้คนอื่นอ่านนะครับ เชื่อว่าทุกคน หลังจากที่ได้ตัดสินใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรแล้ว สิ่งสำคัญมากๆ จะต้องเริ่มต้นด้วยการกำหนด theme เป็นสิ่งแรก ซึ่งอันนี้ค่อนข้างยาก เพราะมันหมายถึงปรัชญาที่วางอยู่เป็นแท่นเป็นฐานของเรื่องราวทั้งหมดที่จะกล่าวถึงในนั้น ต่อจากนั้นก็จัดทำ content ที่จำเป็นจะต้องนำมาเขียนเป็นเรื่องๆ ที่สอดคล้องและเรียบเรียงให้เป็นลำดับ ตามฐานความรู้ความคิดของการทำ story telling เพื่อบอกจุดเน้นจุดเสริมและสาระแทรกเติม

information ที่เป็นประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งเยอะมากมาย กับ information ที่เป็นงานวิจัยที่ทบทวนมา ซึ่งก็เยอะมากมายเช่นกัน ทั้งหมดนี้ยากแก่การคัดกรองนำมาแสดง เพื่อให้อยู่ใน content และอยู่ใน theme ที่กำหนดเอาไว้ ขนาดของหนังสือจึงเป็นกรอบควบคุม information เหล่านี้ โดยมีหลักการง่ายๆ ว่า จำนวนหน้าของแต่ละ content ควรมีเท่าๆ กัน ไม่ควรให้ปรากฎ content ใด content หนึ่ง สั้นหรือยาวเกินกว่า content อื่นๆ

หนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยพิบัติ” ถือเป็นความพยายามสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ด้วยการชี้เป้าตรงๆ ลงมีที่ชีวิตคนเลยว่า ”ภัยธรรมชาติมันร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิตเราได้เลยนะ“ ฉะนั้น ”จงหาความรู้ที่เป็นทางรอดหากต้องเผชิญภัยพิบัติ“ นั่นคือ theme ที่อาจารย์ที่เป็นผู้เขียนท่านวางกรอบเอาไว้ และทำให้ detail ต่างๆ ในแต่ละ content เป็นไปเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจภัยพิบัติแบบ scientific inquiry บนกาลเทศะ

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 2549 นานพอสมควร แต่คุณค่าที่มากมายเหลือเกินของหนังสือ คือ การได้ทบทวนเหตุการณ์ที่เป็นภัยพิบัติที่เป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทย คือ สึนามิอันดามัน กับโคลนถล่มที่ลับแล เสียดายนิดตรงที่หนังสือไม่ได้จัดให้วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นภัยพิบัติด้วย

กรณีภัยพิบัติใหญ่ “กาละเทศะของสึนามิอันดามัน” ที่เล่ากันตรงนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์สองปี อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาขณะนั้น ออกมาเตือนว่า ฝั่งอันดามันมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนเป็นเหตุให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มแถบชายฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ตามความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คำเตือนดังกล่าวเป็นอุปสรรคลบเลือนศักยภาพของเมืองท่องเที่ยว นั้นทำให้ท่านอธิบดีฯ ถูกหาว่าเป็นผู้ขัดขวางความเจริญของประเทศจากทุกฝ่าย

แล้วเช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นงัยล่ะ แผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ตรงเหนือขอบเกาะสุมาตราชายฝั่งอันดามัน ดินแดนแถบมหาสมุทรอินเดีย ไม่เคยมีใครรับรู้และเคยเห็นสึนามิมาก่อน

พลังงานของแผ่นดินไหวเทียบเท่าระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา จำนวน 23,000 ลูก ก่อให้เกิดการสั่นไหวที่รุนแรงของแผ่นดิน และเกิดสึนามิในมหาสมุทรอินเดียในห้วงเวลาอีกราวๆ 2 ชั่วโมงต่อมา โดยเข้าซัดถล่มชายฝั่งประเทศต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ ทั้งอินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดีย ไทย โซมาเลีย มัลดีฟส์ เมียนมา แทนซาเนีย บังกลาเทศ และเคนยา มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2.3 แสนราย และสูญหายอีกหลายหมื่นคน จุดที่เสียหายหนักอย่างมาก คือ เมืองบันดาอาเจะห์ ของประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.5 แสนราย

สำหรับประเทศไทยมี 6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามันที่ได้รับผลกระทบ คือ ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งคนไทย และต่างชาติ 5,395 ราย สูญหายมากกว่า 2 พันราย และบาดเจ็บราว 8 พันคน

ต่อเรื่องนี้ หนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยพิบัติ” เขียนเตือนทุกคนให้รักษาชีวิตรอดเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ”แม้ชนรุ่นเราจะไม่มีโอกาสเผชิญภัยสึนามิ แต่ชนรุ่นถัดจากเราอีกหลายๆ รุ่น อาจต้องประสบภัยพิบัติจากสึนามิ ซึ่งการให้ความรู้เรื่องสึนามิแก่คนรุ่นหลังมากขึ้น พิบัติภัยของมนุษยชาติน่าจะน้อยลง“

อีกกรณีที่น่าสนใจเป็น “ภัยพิบัติโคลนถล่มที่ลับแล” เป็นปรากฎการณ์ที่มีกาลเทศะที่มีผู้คนเข้าไปเกี่ยวพันอย่างซ้ำซาก เหตุเกิดเพราะฝนตกหนักกว่า 200 มิลลิเมตรเมื่อคืนวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2549 ต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน 2 วันเต็มๆ น้ำที่ซึมแทรกเข้าไปในดินร่วนปนทรายบนที่สูง สโลปสูงกว่า 45 องศา ทำให้รากไม้ไม่สามารถยึดหน้าดินเอาไว้ได้ แรงโน้มถ่วงของโลกดึงหน้าดินไหลคืบลงมา โชคร้ายเหลือเกินที่หลายหมู่บ้านในตำบลแม่พูล นานกกก และฝายหลวง อยู่กลางหุบเขา จึงได้รับผลกระทบโดยตรง มีผู้คนต้องเสียชีวิตมากถึง 128 ราย และสูญหาย 25 ราย

ในหนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยพิบัติ” ท่านผู้เขียนซึ่งเดินทางเข้าพื้นที่หลังเกิดเหตุการณ์ ได้พบพูดคุยกับผู้ประสบภัยหลายคน จนได้พบเห็นเหตุปัจจัย กระบวนการ และที่สำคัญกาลเวลาที่เหมาะแก่การเกิดเหตุ พร้อมนี้ ยังเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งปวงว่า “อุบัติภัยเช่นนี้จะยังเกิดในประเทศไทยต่อไป หากคนไทยยังดำรงชีพด้วยการรุกรานธรรมชาติอย่างมากมายเช่นปัจจุบัน ภัยพิบัติลักษณะเช่นนี้จะลดลงได้ หากคนไทยทั้งในเมืองและชนบทดำรงชีพด้วยการให้ความเคารพธรรมชาติ ไม่บริโภค .. เกินศักยภาพที่ธรรมชาติได้จัดเตรียมไว้ให้ .. วิบัติภัยย่อมเกิดน้อยลง”

จริงๆ แล้วมีอีกหลายภัยพิบัติที่หนังสือเล่มนี้ยกมาให้เรียนรู้เพื่อความปลอดภัยของชีวิต มีผมชอบมากๆ คือ เรื่องธรณีสูบ เคยได้ยินแต่ธรรมะสอนใจ ดังที่เทวทัตผู้บังอาจกระทำให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้อเลือด ต้องโทษถูกธรณีสูบ ชีวิตจริงไม่น่ามีไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็มีให้เห็นให้เป็นจากกรณีหลุมยุบที่อันตรายมากๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องหยุดทำอย่างอื่น ให้หันมาสนใจเรื่องฟ้าผ่า เพราะผมลองเก็บตัวเลขดู ปีๆ หนึ่งมีคนไทยถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต 12-20 คนเลยทีเดียว

ผมอ่านหนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยพิบัติ” ที่ได้รับมาจากตอนต้นจนถึงหน้าสุดท้าย ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ มีความรู้เป็นตัวนำเรื่อง มีบทวิเคราะห์เป็นเครื่องชูรส มีวิธีการเพื่อเอาชีวิตให้รอดปลอดภัยเป็นเป้าหมาย สรุปรวมว่า “ชอบหนังสือเล่มนี้” เห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มากๆ และยังคงเป็นประโยชน์ไม่เสื่อมคลาย

ผู้สนใจอาจหาซื้อไม่ได้แล้ว เพราะตีพิมพ์เมื่อปี 2549 นานมากแล้ว หรือไม่แน่นะ อาจจะยังคงมีอยู่ก็ได้ ลองติดต่อศูนย์สร้างสรรค์ครูมืออาชีพ (02-222-4543) ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด (02-222-9394) หรืออาจติดต่อผ่านมายังสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย (อันนี้ต้องรอแป๊บนึ๊งครับ หากมีผู้สนใจมากพอ จะได้ดำเนินการขออนุญาตอาจารย์เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อนำมาเผยแพร่ต่อไป)

สุดท้ายนะครับ ท้ายที่สุดแล้วเราจะได้พบได้เห็นได้ยินกันบ่อยครั้งที่สังคมไทยปรามาสกันเป็นภาพรวมๆ เวลาเกิดภัยพิบัติ ในทำนองว่า “ไม่ค่อยได้เรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์เบื้องต้นกัน” ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายและความเสียหายจากภัยพิบัติที่ถาโถมเข้าหาทุกซอกทุกมุมทุกพื้นที่ที่เปราะบางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้ประเด็นนี้ เมื่อมองดูปีที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ก็จะเห็นได้ว่า วงการภูมิศาสตร์พยายามหาความรู้มาให้เพื่อความอยู่รอดหลายครั้งและบ่อยครั้ง ซึ่ง “ถือได้ว่าทำหน้าที่ไม่บกพร่อง” เพียงแต่แต่ว่า .. เราจะก้าวข้ามคำปรามาสและข้อเท็จจริงที่ว่า “สังคมไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด” ได้อย่างไร

กิลเบอร์ต ไวต์ กล่าวเอาไว้ให้ชวนตรึกตรองให้ดีๆ ว่า ”น้ำท่วมเป็นเรื่องของเทพเทวดา ความเสียหายหลังจากนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์“ ผมเห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง ผมเห็นว่าเป็นวิธีคิดที่จะนำไปสู่การจัดการได้อย่างเหมาะสมบนกาลเทศะ ผมไม่ได้ยกคำกล่าวนี้มาบลัฟมาทำมาด้อยค่าใคร หนังสือ “การป้องกันชีวิตจากภัยธรรมชาติ” ของ “อาจารย์น้อม งามนิสัย” ที่ท่านกรุณาส่งมาให้ผมได้ซึมซับเป็นความรู้ ให้ผมได้ตรึกตรองกระตุ้นต่อมแห่งปัญญา และให้ผมได้กระจ่างในเหตุปัจจัยจนรู้ทางเอาตัวให้รอดจากภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ของผู้คนที่ต้องอยู่กับธรรมชาติแบบนี้อีกนานแสนนาน


ปัจฉิมลิขิต: ขอขอบพระคุณอาจารย์น้อม งามนิสัย ครูสอนวิชาสถิติภูมิศาสตร์ ที่ทำให้ผมสนุกกับการใช้ quantitative techniques เพื่อศึกษาค้นหาอะไร อะไร ที่ซุกซ่อนอยู่ในแง่มุมต่างๆ ของปรากฎการณ์

Spatial Analysis and Synthesis

การจัดการปัญหา Multicollinearity และ Temporal Mismatch ในการทำนายผลลัพธ์จุดเดียวด้วยข้อมูลหลายช่วงเวลา

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ในการวิเคราะห์ทางสถิติและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) การนำข้อมูลอนุกรมเวลาที่มีหลายช่วงเวลา (High-Dimensional Time Series) มาเป็นตัวแปรทำนายเพื่อหาความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่เป็นค่าเดี่ยว ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Scalar Output) นับเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ การป้อนข้อมูลตัวแปรทำนายดิบแบบจุดต่อจุด (Point-wise Evaluation) เข้าสู่แบบจำลองโดยตรง มักนำไปสู่ปัญหาการจับคู่มิติข้อมูลผิดพลาด (Temporal Mismatch) และปัญหาความสัมพันธ์กันเองสูงระหว่างช่วงเวลา (Severe Multicollinearity) ซึ่งส่งผลให้แบบจำลองเกิดการจับรูปแบบขยะชั่วคราว (Overfitting) และมีความผันผวนสูง (High Variance) ตลอดจนทำให้การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติเพี้ยนไปจากความเป็นจริง 


ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นสาขา Functional Data Analysis (FDA) เศรษฐมิติ (Econometrics) หรือวิทยาการข้อมูล (Data Science) ต่างมุ่งเน้นไปที่การลดมิติข้อมูลและแปลงโครงสร้างเวลาดิบให้อยู่ในรูปของรูปแบบพฤติกรรมรวม (Pattern & Feature Extraction) เช่น การทำ Functional Principal Component Analysis (FPCA) การใช้ Distributed Lag Models หรือการลดมิติด้วยเทคนิค Regularization เพื่อให้แบบจำลองมีความเสถียร สะท้อนความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่แท้จริง และให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือทางสถิติ


1. จุดเริ่มต้นของปัญหา (The Core Dilemma)


เมื่อเรามีข้อมูลฝั่งผลลัพธ์ (Y) แค่จุดเดียว แต่มีข้อมูลฝั่งเหตุ (X) เคลื่อนไหวต่อเนื่องกันมาหลายช่วงเวลา ความผิดพลาดแรกที่เรามักจะทำคือ การหั่นข้อมูลอนุกรมเวลาออกมาเป็นชิ้นๆ (Columns) แล้วจับโยนใส่โมเดลตรงๆ


ในมุมสถิติ สิ่งนี้คือการปฏิบัติกับข้อมูลเวลาประหนึ่งว่าเป็นตัวแปรอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง พฤติกรรมของข้อมูลในอดีตมักจะ "มีเงาของตัวเอง" ตามมาเสมอ (อุณหภูมิวันนี้ย่อมใกล้เคียงกับเมื่อวาน ยอดขายเดือนนี้ย่อมผูกกับเดือนที่แล้ว) การทลายมิติของเวลาให้กลายเป็นจุดดิบๆ จึงทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


2. ผลกระทบที่เกิดขึ้นในโมเดล ( The Consequences)


เมื่อเราฝืนใส่ข้อมูลดิบหลายช่วงเวลาลงไปพร้อมกัน โมเดลสถิติและ Machine Learning จะเกิดอาการเอ๋อ ใน 2 รูปแบบหลัก คือ 


หลง Noise คิดว่าเป็น Pattern (Overfitting & High Variance): โมเดลจะพยายามหาเส้นความสัมพันธ์แบบยิบย่อยเพื่อจับคู่ X ของทุกๆ เดือนเข้ากับ Y จุดนั้นให้ได้ ซึ่งสิ่งที่มันจับได้ไม่ใช่เหตุและผลที่แท้จริง แต่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือขยะทางสถิติ (Noise) ในช่วงเวลานั้นๆ


เครื่องมือวัดค่าเพี้ยน (Severe Multicollinearity): เนื่องจาก X แต่ละช่วงเวลามันตีกันเองและมีความสัมพันธ์กันสูงมาก อัลกอริทึมจะเริ่มสับสนว่า สรุปแล้วผลลัพธ์ Y ที่เปลี่ยนไป มันเกิดจาก X ของเดือนไหนกันแน่? ส่งผลให้ค่าความน่าเชื่อถือ (p-value) เพี้ยน ตัวแปรสำคัญจริงๆ อาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ และโมเดลขาดความเสถียรอย่างรุนแรง


3. ทางออกที่ทั้ง 3 สาขาเห็นตรงกัน ( The Consensus Solution)


แม้วิธีการเรียกชื่อเทคนิคจะต่างกัน แต่ทั้ง 3 สาขามีปรัชญาในการแก้ปัญหาเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือ ห้ามใช้ข้อมูลดิบ point-by-point แต่ต้อง 'บีบอัดหรือ 'แปลงมิติของเวลาก่อนเสมอ


มุมมองแบบเส้นโค้ง (FDA): มองว่าอนุกรมเวลาคือ เส้นโค้งต่อเนื่องเส้นเดียวไม่ใช่จุดแยกกัน ให้แปลงเส้นโค้งนั้นให้อยู่ในรูปฟังก์ชันคลื่นหรือรูปทรงพื้นฐาน (Basis Functions) ก่อน


มุมมองแบบเศรษฐมิติ (Econometrics): มองว่าผลกระทบของอดีตต้องมีโครงสร้างการถดถอยที่เป็นเหตุเป็นผล จึงใช้สมการทางคณิตศาสตร์สั้นๆ (เช่น Polynomial Lag) มาบีบน้ำหนักของแต่ละช่วงเวลาให้ค่อยๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ


มุมมองแบบ Data Science & Machine Learning: มองเป็นเรื่องการจัดการมิติข้อมูล (Dimensionality Reduction) ด้วยการรวบกลุ่มตัวแปรที่ซ้ำซ้อนกัน (PCR/PLS) บีบน้ำหนักตัวแปรขยะให้เป็นศูนย์ (Ridge/Elastic Net) หรือดึงค่าสรุปเชิงสถิติ (Mean, Trend, Volatility) ออกมาเป็นตัวแทน


สรุปได้ว่า ช่วงเวลาไม่ใช่แค่ Column แยกกัน การทำนายผลลัพธ์จุดเดียวจากข้อมูลหลายช่วงเวลา จะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนข้อมูลอนุกรมเวลาดิบ ให้กลายเป็น พฤติกรรม/รูปแบบรวม (Pattern & Features) ก่อนนำไปวิเคราะห์เท่านั้น


บรรณานุกรม


Almon, S. (1965). The distributed lag between capital appropriations and expenditures. Econometrica33(1), 178–196. https://doi.org/10.2307/1911894

Greene, W. H. (2018). Econometric analysis (8th ed.). Pearson.

Gujarati, D. N., & Porter, D. C. (2009). Basic econometrics (5th ed.). McGraw-Hill/Irwin.

Hastie, T., Tibshirani, R., & Friedman, J. (2009). The elements of statistical learning: Data mining, inference, and prediction (2nd ed.). Springer. https://doi.org/10.1007/978-0-387-84858-7

Ramsay, J. O., & Silverman, B. W. (2005). Functional data analysis (2nd ed.). Springer. https://doi.org/10.1007/b98888

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Philosophy of Geography

กฎหมายเรื่องแดนแห่งกรรมสิทธิ์จากสวรรค์ถึงนรก


นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “แดนแห่งกรรมสิทธิ์กับเมืองยุคใหม่: เมื่อ “จากสวรรค์ถึงนรก” ถึงเวลาต้องผ่าตัดกฎหมายไทย” ระบุว่า เคยสงสัยกันไหมครับว่า... “หากเราเป็นเจ้าของที่ดินผืนหนึ่ง สิทธิของเราจะยื่นสูงขึ้นไปบนฟ้าได้ไกลแค่ไหน และจะลึกลงไปใต้แผ่นดินได้เท่าใด?”


ในยุคที่เมืองโตขึ้นในแนวตั้ง ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้า โดรนบินว่อนข้ามหัว และรถไฟฟ้าใต้ดินแล่นฉิวอยู่ลึกลงไปใต้เท้า ประเด็นเรื่อง “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” (Spatial Extent of Ownership) ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ทางนิติศาสตร์ที่ชวนถกเถียงอย่างยิ่ง! วันนี้เราจะมาเจาะลึก ตั้งแต่รากเหง้ากฎหมายโรมัน คำพิพากษาศาลฎีกา บันทึกประวัติศาสตร์กฤษฎีกา จนถึงแนวคิดการปฏิรูปกฎหมายให้ทันโลกยุคใหม่กัน


1. เปิดคัมภีร์: “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” ตามกฎหมายไทยคืออะไร?


คำว่า แดนแห่งกรรมสิทธิ์ หมายถึง ขอบเขตตามกฎหมายที่กำหนดว่า อำนาจของผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แผ่ไปถึงมิติใดบ้าง ไม่ใช่แค่เรื่อง “ผิวดินราบ” แต่รวมถึง “เหนือพื้นดิน” (Air Rights) และ “ใต้พื้นดิน” (Subsurface Rights)


สำหรับประเทศไทย หัวใจสำคัญสลักอยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1335 ซึ่งบัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น แดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย”


เมื่อนำไปประกอบกับ มาตรา 1336 (สิทธิใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามเอาคืน และขัดขวางการสอดเข้าเกี่ยวข้อง) และ มาตรา 144 (ส่วนควบ) จึงแปลความได้ว่า เจ้าของที่ดินมีสิทธิเหนือผิวดิน ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนดินและหินที่อยู่ลึกลงไปนั่นเอง


2. ส่องแนวคำพิพากษาศาลฎีกา: น่านฟ้า สายไฟ และการรุกล้ำ


ศาลไทยตีความเรื่องการรุกล้ำแดนแห่งกรรมสิทธิ์ในระดับที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของเจ้าของที่ดินอย่างเคร่งครัดเพียงใด? ลองมาดูตัวอย่างคดีจริงผ่าน 4 ฎีกาไฮไลต์กัน


ฎีกาที่ 7467/2543 (คอมเพรสเซอร์แอร์ยื่นล้ำ)

จำเลยติดแอร์ยื่นเข้ามาในน่านฟ้าที่ดินโจทก์นานเกิน 10 ปี พอโจทก์ฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีหมดอายุความแล้ว! ศาลฎีกาวนินิจฉัยว่า การที่แอร์ยื่นล้ำอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นการ ทำละเมิดอย่างต่อเนื่อง (Continuing Tort) เจ้าของที่ดินมีสิทธิติดตามเอาคืนและฟ้องให้รื้อถอนได้เสมอ ไม่มีหมดอายุความ!


ฎีกาที่ 2207/2524 (รางน้ำรุกล้ำกับการรื้อถอน)

โจทก์ทำรางน้ำยื่นเข้ามาในน่านฟ้าที่ดินจำเลย จำเลยจึงรื้อรางน้ำนั้นออกเพื่อสร้างตึกแถว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทำไปเพื่อป้องกันสิทธิในแดนกรรมสิทธิ์ของตนตามสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์! (แต่เตือนไว้ก่อนนะครับว่า ทางที่ดีควรฟ้องศาลให้สั่งรื้อจะปลอดภัยที่สุด)


ฎีกาที่ 4799/2552 vs ฎีกาที่ 796/2552 (ศึกสร้างคร่อม/กันสาดรุกล้ำ)


ทั้งสองคดีมีจุดเริ่มต้นเหมือนกันคือ “เจ้าของเดิมปลูกสร้างอาคารบนที่ดินตนเองโดยชอบ แต่ต่อมาที่ดินถูกแยกโอนหรือขายทอดตลาดจนทำให้สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินอีกแปลง”


• ฎีกา 4799/2552: ศาลใช้นิติวิธีอุดช่องว่างกฎหมายตาม มาตรา 4 โดยนำ มาตรา 1312 วรรคแรก (สร้างรุกล้ำโดยสุจริต) มาปรับเทียบ! สั่งให้ผู้ซื้อตึกแถวใช้สิทธิใต้แนวกันสาดได้ต่อไป โดยไม่ต้องรื้อ แต่ต้องจ่ายค่าใช้ที่ดินและทำภาระจำยอมให้เจ้าของที่ดิน เพื่อรักษาคุณค่าทางเศรษฐกิจของอาคารไว้


• ฎีกา 796/2552: ในคดีบ้านสร้างคร่อมที่ดิน ศาลกลับปฏิเสธการเทียบบทใกล้เคียงอย่างยิ่ง! โดยชี้ว่าผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้กรรมสิทธิ์เด็ดขาดตาม มาตรา 1330 + 1336 เมื่อเจ้าของใหม่ไม่ยอมให้อยู่ เจ้าของบ้านจึงกลายเป็นผู้ละเมิดและ ต้องรื้อถอนบ้านออกทันที!


บทวิเคราะห์: จะเห็นได้ว่าศาลไทยคุมเข้มเรื่องน่านฟ้าและใต้ดินเป็นอย่างมาก แต่ยังมีความย้อนแย้งเชิงนิติวิธีระหว่างการ “รักษาอาคารไว้โดยให้จ่ายค่าเช่า” กับ “การให้ความสำคัญแก่กรรมสิทธิ์เด็ดขาดของเจ้าของใหม่”


3. วิพากษ์มิตินิติศาสตร์สมัยใหม่: จุดอ่อนของมาตรา 1335


หากมองผ่านแว่นตานิติศาสตร์ยุคใหม่ มาตรา 1335 ของไทยกำลังเผชิญข้อวิจารณ์หนักใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ


1. ยึดติดหลักโรมันโบราณ “จากสวรรค์ถึงนรก”

มาตรา 1335 สืบทอดมาจากภาษิตกฎหมายโรมันแปลได้ว่า “เป็นเจ้าของที่ดิน ย่อมเป็นเจ้าของตั้งแต่สวรรค์จนถึงนรก” (Cuius est solum, eius est usque ad coelum et ad inferos”) ซึ่งเกิดในยุคเกษตรกรรมที่คนทำได้แค่อยู่บนผิวดิน พอมาถึงยุคโดรนขนส่ง ดาวเทียม และอุโมงค์ลึกๆ การคิดแบบไร้ขอบเขตเช่นนี้เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง!


2. ไร้การกำหนด “เพดานความสูง” และ “ความลึก”

กฎหมายไทยไม่ได้ปักป้ายบอกเลยว่า สูงกี่เมตร หรือลึกกี่เมตร ถึงจะพ้นแดนกรรมสิทธิ์? ทำให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมาย และทำให้ประชาชนเกิด “มายาคติแห่งกรรมสิทธิ์เด็ดขาด” คิดว่าตนเป็นเจ้าของทุกสิ่งเหนือและใต้หัว ทั้งที่สิทธิถูกจำกัดด้วยกฎหมายมหาชนหลายฉบับ


3. ความไม่ชัดเจนของน่านฟ้าระดับต่ำ (Low-Altitude Airspace)


ปัญหาใหญ่อย่าง “โดรนบินถ่ายภาพบ้าน” หรือโดรนขนส่งสินค้า บินสูงแค่ไหนถึงเรียกว่ารบกวนแดนกรรมสิทธิ์? ปัจจุบันไทยยังต้องโหนกฎหมายละเมิด (ป.พ.พ. ม. 420) หรือกฎหมายความเป็นส่วนตัว (PDPA) แบบกระท่อนกระแท่น


4. สิทธิใต้ดินที่ถูก “ตัดทอน” ด้วยกฎหมายมหาชน

มาตรา 1335 ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมายอื่น...” หมายความว่า แม้คุณจะเห็นว่าใต้ดินเป็นของคุณ แต่ พ.ร.บ. แร่ และ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ก็บอกว่าแร่/น้ำมันเป็นของรัฐ! ส่วน พ.ร.บ. น้ำบาดาล ก็บอกว่าต้องขออนุญาต สิทธิของเอกชนจึงถูก “ยกเว้น” จนแทบไม่เหลือหลัก


4. ส่องโลกกว้าง: ต่างประเทศจัดการ “น่านฟ้าและใต้ดิน” อย่างไร?


เมื่อกฎหมายโรมันโบราณใช้ไม่ได้ผล ในต่างประเทศจึงปรับตัวอย่างน่าสนใจมาก


• สหรัฐอเมริกา (US Law): ศาลสูงสหรัฐฯ ลาขาดจากหลัก “สวรรค์ถึงนรก” ตั้งแต่คดีประวัติศาสตร์ United States v. Causby (1946) โดยวางหลักว่า เจ้าของที่ดินมีสิทธิเฉพาะ “Immediate Reaches” หรือ ระยะอากาศที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์บนพื้นดินเท่านั้น เครื่องบินบินผ่านสูงๆ ไม่ถือว่าละเมิด!


• เยอรมนี (BGB § 905): เขียนกฎหมายไว้คมกริบที่สุด! โดยระบุว่า “เจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิห้ามการกระทำในความสูงหรือความลึกที่ตนไม่มีประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายที่จะห้าม”


• สวิตเซอร์แลนด์: ใช้โมเดลเดียวกับเยอรมนี คือจำกัดขอบเขตสิทธิไว้เฉพาะ “ขอบเขตที่มีประโยชน์อันสมควร”


•แนวคิด Bundle of Rights (ชุดแห่งสิทธิ): ยุคใหม่มองว่ากรรมสิทธิ์ไม่ใช่พลังเด็ดขาดอันเดียว แต่เป็น “มัดของสิทธิ” ที่แยกขายได้ เช่น ในสหรัฐฯ สามารถตัดขายเฉพาะ Air Rights (สิทธิน่านฟ้า) หรือ Mineral Rights (สิทธิทำเหมืองใต้ดิน) ให้คนอื่นไปทำประโยชน์แยกต่างหากได้!


5. บันทึกประวัติศาสตร์กฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 308/2536): จุดเปลี่ยนรถไฟฟ้าใต้ดินไทย!


พูดถึงเรื่องใต้ดิน จะไม่พูดถึง บันทึกกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 308/2536 ไม่ได้เลยครับ! นี่คือเอกสารระดับ “ขึ้นหิ้ง” ที่เกิดขึ้นในปี 2536 เมื่อรัฐบาลไทยเตรียมสร้าง รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรก (MRT สายสีน้ำเงิน) แล้วเกิดคำถามว่า “ขุดอุโมงค์ลึกลงไปเกิน 20 เมตร ต้องเวนคืนที่ดินผิวดินของประชาชนหรือไม่?”


คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบหารือไว้อย่างน่าทึ่งและกลายเป็นรากฐานกฎหมายมหาชนในปัจจุบัน:


1. สิทธิเกิดโดยกฎหมายกำหนด (Severance of Subsurface Rights): กฤษฎีกาชี้ว่า รัฐไม่จำเป็นต้องซื้อขาดที่ดินผิวดินทั้งหมด! รัฐสามารถตรากฎหมายเพื่อ “เวนคืนเฉพาะสิทธิใต้พื้นดิน” หรือ “กำหนดภาระใต้ดิน” โดยเจ้าของเดิมยังถือสิทธิบนผิวดินได้ วิธีนี้ประหยัดงบเวนคืนของประเทศไปมหาศาล!


2. ใช้นิติเศรษฐศาสตร์ + ตารางประเมินปารีส (Paris Table): กฤษฎีกาเสนอว่า ยิ่งขุดลึก ความเสียหายยิ่งลดลง พร้อมเปิดตารางประเมินมูลค่าใต้ดินของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ให้ดูว่า:


• ลึก 0–3 เมตร = คิดมูลค่า 30% ของราคาที่ดิน
• ลึก 15–18 เมตร = คิดมูลค่า 5%
• ลึกกว่า 30 เมตรขึ้นไป = มูลค่าเป็น 0% (เพราะลึกเกินกว่าที่เจ้าของผิวดินจะใช้ประโยชน์ได้แล้ว!)


บทวิจารณ์บันทีกกฤษฎีกาฉบับนี้:


กฤษฎีกาไม่ได้ตีความมาตรา 1335 โดยตรง แต่เป็นการเสนอหลักนโยบาย เพื่อรองรับการตรากฎหมายเวนคืนและรถไฟฟ้าใต้ดิน


• จุดเด่น: เป็นสปริงบอร์ดให้เกิด พ.ร.บ. รฟม. พ.ศ. 2543 และ พ.ร.บ. เวนคืนฯ พ.ศ. 2562 ที่อนุญาตให้เวนคืนเฉพาะมิติใต้อิฐหรือน่านฟ้าได้


• ข้อจำกัดในปัจจุบัน: ตารางปารีสปี 2536 มองว่าลึกเกิน 30 เมตรความเสียหายเป็น 0% แต่ในยุคปัจจุบัน ตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ มีการเจาะเสาเข็ม (Bored Pile) ลึกลงไปถึง 50–60 เมตร! การมีอุโมงค์รถไฟฟ้าขวางอยู่ระดับลึก 20-25 เมตร จึงกลายเป็น “อุปสรรค” ที่ขวางไม่ให้เจ้าของผิวดินสร้างตึกสูงได้จริง ค่าเสียหายจึงอาจไม่เป็นศูนย์อีกต่อไป!


6. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ร่างมาตรา 1335 ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร?


หากประเทศไทยต้องการปฏิรูปกฎหมายทรัพย์สิน (ที่ดิน) ให้ทันสมัย สมดุลระหว่างสิทธิเอกชนกับประโยชน์สาธารณะ ทางออกที่ดีที่สุดคือการนำ โมเดลเยอรมนี (BGB § 905) มาผ่าตัด ป.พ.พ. มาตรา 1335 โดยเสนอให้เติม วรรคสอง เข้าไปดังนี้


(ข้อความเดิมมีวรรคเดียว) “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น แดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย”


(วรรคสองที่เสนอเพิ่ม) “เจ้าของที่ดินจะห้ามการกระทำเหนือพื้นดินหรือใต้พื้นดินในความสูงหรือความลึก ซึ่งตนไม่มีประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายในการใช้สิทธิในที่ดินนั้น มิได้”


สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากแก้กฎหมายตามนี้:


1. จบปัญหากฎหมายรายกระจาย: ไม่ต้องมานั่งเถียงเป็นรายคดีว่า โดรนบินสูงเท่าไหร่ รถไฟฟ้าใต้ดินลึกเท่าไหร่ ถึงจะละเมิด

2. รัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วขึ้น: รัฐสามารถสร้างอุโมงค์น้ำ อุโมงค์รถไฟฟ้า หรือวางสายส่งพลังงานในระดับลึกมากได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเวนคืนซ้ำซ้อน

3. คุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่แท้จริง: หากโดรนบินต่ำในระดับที่รบกวนบ้านเรือน (ซึ่งเป็นระดับที่เจ้าของยังมีประโยชน์ในการใช้สิทธิ) จะถือว่า ละเมิดแดนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ทันที!


สรุปส่งท้าย “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” ไม่ใช่เรื่องของก้อนดินหรือแนวเขตบนกระดาษอีกต่อไป แต่เป็นมิติทางสเปซ (Spatial Dimension) ที่สะท้อนการปะทะกันระหว่าง สิทธิส่วนบุคคล กับ การพัฒนาเมืองในยุคใหม่
การก้าวข้ามค่านิยมโรมันโบราณ “จากสวรรค์ถึงนรก” แล้วหันมารับรองหลัก “สิทธิเท่าที่จำเป็นต่อการใช้ประโยชน์” จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กฎหมายไทยก้าวทันโลกอนาคตได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรมที่สุด


ที่มา - วัส ติงสมิตร “อดีตผู้พิพากษาแนะถึงเวลาผ่าตัดกฎหมายเรื่องแดนแห่งกรรมสิทธิ์จากสวรรค์ถึงนรก!“ ไทยโพสต์ออนไลน์ 6 สิงหาคม 2569

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 121 Violence

ความรุนแรงอันเกิดจากเยาวชน

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


วิกฤตความรุนแรงจากผู้ก่อเหตุเยาวชน ทั้งเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าและโรงเรียน ไม่ใช่อุบัติเหตุทางความคิดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากกลไกทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายใต้ฐานรากของสมองส่วนหน้า (PFC: prefrontal cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ยับยั้งชั่งใจ และประเมินผลกระทบระยะยาว ที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ช่วง 25 ปี ในขณะที่สมองส่วนอารมณ์อย่าง amygdala กลับพัฒนาไปไกลกว่า เมื่อเยาวชนต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจซ้ำๆ (developmental trauma) จากการถูกบูลลี่หรือแรงกดดันรอบตัว กลไกทางจิตวิทยาจะค่อยๆ สั่งสมสภาวะสิ้นหวังจนเกิดเป็นแรงแค้น และเมื่อมีจุดระเบิด (trigger event) เข้ามากระทบ สมองส่วนอารมณ์จะเข้าควบคุมการตัดสินใจทันทีโดยไร้การกรอง ทำให้การตอบสนองต่อภัยคุกคามสวิตช์ไปสู่การใช้ความรุนแรงสุดขั้วอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ


ทว่า สภาพจิตใจที่เปราะบางนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นในสุญญากาศ แต่ถูกหล่อหลอมและขยายผลโดยสภาวะทางสังคมวิทยาเมืองที่โดดเดี่ยว การเติบโตในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเหินห่างและการไร้ตัวตน (anomie & anonymity) กอปรกับครอบครัวยุคใหม่ที่ขาดเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ได้เปลี่ยนโรงเรียนและห้างสรรพสินค้าให้กลายเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะที่ไร้ความสัมพันธ์เชิงลึก เด็กที่ไม่สามารถสร้างจุดยึดเหนี่ยวกับครอบครัวหรือชุมชนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกแปลกแยก (alienation) และเริ่มแสวงหาพื้นที่ตัวตนในโลกขนานผ่านโลกาภิวัตน์และวัฒนธรรมย่อยออนไลน์ ไร้พรมแดน ที่ซึ่งชุมชนสายมืด (เช่น global incel หรือกลุ่มหลงใหลเหตุกราดยิง) คอยหยิบยื่น สคริปต์การแก้แค้น (action script) เชิดชูความรุนแรงให้เป็นสัญลักษณ์ของพลัง และเปลี่ยนความรู้สึกไร้ค่าให้กลายเป็นความปรารถนาที่จะถูกจดจำในฐานะตำนาน


เมื่อแรงจูงใจภายในและสคริปต์จากวัฒนธรรมย่อยออนไลน์พร้อมทำงาน วงจรความรุนแรงจะเข้าสู่ขั้นลงมือผ่านช่องทางและโอกาสทางภูมิศาสตร์อาชญากรรม ตามทฤษฎี routine activity และ CPTED พื้นที่อย่างโรงเรียนหรือศูนย์การค้าถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ (soft targets) ที่มีการเฝ้าระวังต่ำและเข้าออกได้ง่าย ขณะเดียวกัน จุดคอขวดที่สำคัญที่สุด คือ ความล้มเหลวในการควบคุมห่วงโซ่อาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็นปืนครอบครองในบ้านที่ขาดการจัดเก็บอย่างปลอดภัย ปืนหลุดจำนำ หรือปืนแบลงค์กันดัดแปลงที่หาได้ง่ายในตลาดมืด โอกาสเชิงพื้นที่และการเข้าถึงปัจจัย (means) เหล่านี้ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมให้ความแค้นทางจิตวิทยาสามารถเปลี่ยนเป็นความสูญเสียในโลกจริงได้อย่างสมบูรณ์


ห่วงโซ่แห่งความรุนแรงนี้ถูกเติมเชื้อไฟและส่งต่ออย่างไม่สิ้นสุดด้วยบทบาทของสื่อสารมวลชนและระบบโซเชียลมีเดีย การนำเสนอข่าวแบบตื่นเต้นหวือหวา (sensationalism) ที่เจาะลึกประวัติส่วนตัว รายละเอียดแผนการ การฉายภาพข้อความแชต หรือการเจาะลึกชีวิตของผู้ก่อเหตุจนคล้ายกับการทำสารคดีชีวประวัติ ได้ทำหน้าที่เป็นสปอตไลต์ชนิดพิเศษโดยไม่ตั้งใจ ปรากฏการณ์อุปทานหมู่และการเลียนแบบ (contagion effect) จึงทำงานทันทีเมื่อเด็กคนต่อไปที่กำลังรู้สึกแปลกแยกและสิ้นหวัง ได้เห็นว่าความรุนแรงคือช่องทางเดียวที่จะฉุดพวกเขารวมถึงความเจ็บปวดของตนเองขึ้นมาอยู่บนหน้าหนึ่งของสังคม


การแก้ไขปัญหากราดยิงโดยเยาวชนจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงการเยียวยาจิตแพทย์หรือการเพิ่มโทษทางกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องเป็นการตัดวงจรแบบครบห่วงโซ่ (end-to-end chain) ตั้งแต่การสร้างระบบคัดกรองบาดแผลทางจิตใจและการเติบโตในสถานศึกษา การสร้างพื้นที่ยึดเหนี่ยวในชุมชนเมือง การปราบปรามและอุดรูรั่วในห่วงโซ่อุปทานอาชญากรรมและอาวุธปืน ตลอดจนการสถาปนายึดมั่นในจริยธรรมสื่อมวลชนที่ไม่สร้างเวทีฮีโร่ให้แก่ผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดย้างการส่งต่อสคริปต์ความรุนแรงนี้อย่างยั่งยืน


กรอบการวิเคราะห์ความรุนแรงของเยาวชนเชิงระบบที่ทรงพลังที่สุด โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับบุคคลทางด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาทำการวิเคราะห์กลไกสมองและบาดแผลทางใจ ระดับแวดล้อมใกล้ชิดทางด้านสังคมวิทยาครอบครัวและเมืองร่วมกับภูมิศาสตร์อาชญากรรมเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมเมืองที่จะก่อให้เกิดโอกาสก่อเกิดอาชญากรรม ระดับตัวเร่งโครงสร้างที่มีประเด็นทางด้านโลกาภิวัตน์ มานุษยวิทยา สื่อสารมวลชน เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มาเป็นกรอบวิเคราะห์วัฒนธรรมย่อย อัลกอริทึม สื่อ และแรงจูงใจ และสุดท้ายเป็นระดับการตอบสนองเชิงระบบ ที่ใช้เนื้อหาสาระทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์กระบวนการยุติธรรม และการบริหารจัดการวิกฤต เพื่อให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายเด็ก และการรับมือเหตุ


ระดับที่ 1 ระดับบุคคล (micro level) – กลไกภายในและนิเวศวิทยาทางจิต


เป็นการวิเคราะห์ตัวตนของผู้ก่อเหตุผ่านการทำงานของสมอง ประสบการณ์ชีวิต และโครงสร้างทางอารมณ์ โดยใช้ประเด็นสาระทางด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยา


ประสาทวิทยา (neuroscience) – สมองที่ขาดการยับยั้ง: สมองส่วน pefrontal cortex (PFC) ที่รับผิดชอบการตรรกะ เหตุผล และการยับยั้งชั่งใจ จะพัฒนาสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุราว 25 ปี ขณะที่สมองส่วน amygdala ซึ่งตอบสนองต่ออารมณ์ ความกลัว และความก้าวร้าว พัฒนาไปล่วงหน้าแล้ว เมื่อเยาวชนเผชิญความเครียดรุนแรง สมองส่วนอารมณ์จะเข้าสั่งการโดยขาดตัวกรองเชิงเหตุผล


จิตวิทยาพัฒนาการและบาดแผลทางใจ (psychology & trauma) – การสะสมความกดดัน: พฤติกรรมก้าวร้าวร้ายแรงไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่มักเริ่มจากการสั่งสมบาดแผลทางใจ (developmental trauma) การถูกบูลลี่ หรือการถูกทอดทิ้ง จนเกิดสภาวะ learned helplessness (สิ้นหวังในการปกป้องตนเอง) หรือสร้างกลไกป้องกันตัวด้วยความรุนแรง (defensive aggression) เพื่อทวงคืนความรู้สึกมีอำนาจ (sense of control)


ระดับที่ 2 ระดับแวดล้อมใกล้ชิด (meso level) – โครงสร้างสัมพันธ์และภูมิศาสตร์กายภาพ


ระดับนี้เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทั้งในบ้าน โรงเรียน พื้นที่เมือง และโอกาสในการเข้าถึงอาวุธ โดยอาศัยความรู้ความเข้าในสาขาวิชาสังคมวิทยาและภูมิศาสตร์อาชญากรรม 


สังคมวิทยาครอบครัวและมานุษยวิทยา (family sociology & anthropology) ระบุถึงสภาวะเปราะบางในบ้าน ความเครียดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจทำให้เกิด "ครอบครัวแหว่งกลาง" หรือสภาวะที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาให้เด็ก เกิดการละเลยทางอารมณ์ (emotional neglect) รวมถึงค่านิยมสังคมไทยที่มักมองความรุนแรงในบ้านหรือการรังแกกันในโรงเรียนว่าเป็นเพียงเรื่องเด็กเล่นกัน ทำให้สัญญาณเตือนแรกๆ ถูกมองข้าม


สังคมวิทยาเมือง (urban sociology) อธิบายถึงสภาวะแปลกแยกในเมืองใหญ่ โครงสร้างเมืองโตเดี่ยวสร้างสภาวะไร้บรรทัดฐาน (anomie) และการไร้ตัวตน (anonymity) ห้างสรรพสินค้าหรือโรงเรียนกลายเป็น พื้นที่สาธารณะที่ไร้ความสัมพันธ์เชิงลึก เด็กที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือชุมชนจะเกิดสภาวะถูกแปลกแยก (alienation)


ภูมิศาสตร์อาชญากรรม (crime geography / CPTED) เป็นศาสตร์ที่อธิบายถึงการเปิดช่องทางและพื้นที่โอกาส หากอ้างอิงตาม routine activity theory อาชญากรรมจะเกิดขึ้นเมื่อ แรงจูงใจ + เหยื่อ/เป้าหมาย + การขาดผู้เฝ้าระวัง (capable guardian) มาบรรจบกัน

  • การเข้าถึงอาวุธ (gun supply chain) ช่องโหว่ของห่วงโซ่อาวุธ เช่น ปืนแบลงค์กันดัดแปลง ปืนหลุดจำนำ หรือปืนของครอบครัวที่ขาดการจัดเก็บอย่างปลอดภัย
  • จุดอ่อนเชิงพื้นที่ (soft targets) โรงเรียนและห้างสรรพสินค้าถูกออกแบบมาให้เข้าออกง่ายแต่ควบคุมยาก ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่เกิดความสูญเสียได้สูง


ระดับที่ 3 ระดับตัวเร่งโครงสร้าง (macro level) – เครือข่าย วัฒนธรรมย่อย และแรงจูงใจ


วิเคราะห์ปัจจัยระดับมหภาคที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหล่อเลี้ยงและชี้นำพฤติกรรม ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์และมานุษยวิทยาไซเบอร์ เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และสื่อสารมวลชน


ความรู้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์และมานุษยวิทยาไซเบอร์ (globalization & cyberanthropology) ทำให้มองเห็นสคริปต์ความรุนแรงข้ามแดน ซึ่งอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญทำให้เด็กเข้าถึง global incel / mass shooter subcultures หรือกลุ่มออนไลน์ที่ยกย่องผู้ก่อเหตุกราดยิง มีการสร้างอัตลักษณ์ แฟนอาร์ต และแจกสคริปต์การกระทำ (action script) เปลี่ยนความแค้นส่วนตัวให้กลายเป็นพันธกิจเพื่อสร้างตัวตนให้เป็นตำนาน


ขณะที่เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (algorithms & behavioral economics) จะทำให้ได้เห็นวงจรป้อนซ้ำ ทั้งที่เป็น filter bubble & echo chamber อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มป้อนเนื้อหาความรุนแรงหรือเนื้อหาซึมเศร้าก้าวร้าวให้เด็กซ้ำๆ เมื่อเริ่มคลิกดู ยิ่งตอกย้ำให้มองโลกบิดเบี้ยว ขณะเดียวกัน cost-benefit ในตลาดมืด จะทำให้เห็นได้เลยว่าต้นทุนและความเสี่ยงในการหาซื้ออาวุธผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัส เช่น telegram, discord ต่ำมากเมื่อเทียบกับแรงจูงใจที่ได้รับ


สำหรับสาขาวิชาสื่อสารมวลชน (mass communication) สามารถบอกกล่าวถึงปรากฏการณ์แพร่กระจาย (contagion effect) ที่เกิดขึ้นจริง การเสนอข่าวแบบดราม่า (sensationalism) ที่ลงรายละเอียดประวัติ ข้อความแชต หรือชีวประวัติผู้ก่อเหตุอย่างเจาะลึก ทำหน้าที่เหมือนสปอตไลต์ชวนเชื่อให้เด็กคนต่อไปที่กำลังสิ้นหวังเห็นช่องทางในการทำให้สังคมหันมาสนใจตนเอง


ระดับที่ 4 ระดับการตอบสนองเชิงระบบ (systemic response level) – ความล้มเหลวเชิงนโยบาย


การวิเคราะห์ช่องโหว่ของภาครัฐ กฎหมาย และการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ต้องอาศัยความรู้และทักษะจากวิชารัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ (public administration & policy implementation) จะทำให้ได้เห็นภาวะที่เรียกว่า silo effect หน่วยงานภาครัฐทำงานแบบแยกส่วน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล้วนไม่มีเอกภาพและขาดฐานข้อมูลกลางในการเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง ทำให้เกิด policy implementation gap นโยบายและมาตรการความปลอดภัยส่วนใหญ่มีลักษณะปฏิกิริยาตอบสนอง ออกมาตรการเข้มงวดเป็นพักๆ หลังเกิดเหตุ แล้วแผ่วลงเมื่อเรื่องเงียบ


ขณะที่วิชานิติศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (jurisprudence & criminal justice) จะช่วยให้เห็นความย้อนแย้งทางกฎหมาย ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างการคุ้มครองสิทธิเด็กกับความปลอดภัยของสาธารณะ รวมถึงอายุรับผิดทางอาญา (age of criminal responsibility) ที่อาจไม่สอดรับกับบริบทเด็กยุคดิจิทัล รวมถึงประเด็นที่จะต้องสร้างความชัดเจนในการลงโทษหรือรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาของผู้ปกครอง (parental liability) ที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กเข้าถึงอาวุธปืน


อีกทั้งการบริหารจัดการวิกฤตและความปลอดภัยเชิงวิศวกรรม (crisis management & safety engineering) ที่จะต้องมีโปรโตคอลการเผชิญเหตุ มีความพร้อมในการซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต เช่น run-hide-fight ในโรงเรียนและพื้นที่สาธารณะยังไม่ครอบคลุม รวมถึงระบบเตือนภัยและการจำกัดความเสียหาย ซึ่งยังคงขาดการออกแบบสถาปัตยกรรมความปลอดภัยและการกักกันพื้นที่ (compartmentalization) เพื่อลดอัตราความสูญเสียในนาทีแรกๆ ของการเกิดเหตุ


บรรณานุกรม


Cohen, L. E., & Felson, M. (1979). Social change and crime rate trends: A routine activity approach. American Sociological Review44(4), 588–608. https://doi.org/10.2307/2094589

Dodge, K. A. (2006). Translational science in action: Hostile attributional style and the development of aggressive behavior problems. Development and Psychopathology18(3), 791–814. https://doi.org/10.1017/S0954579406060391

Follman, M. (2022). Trigger points: Inside the mission to stop mass shootings in America. Harper Wave.

Lankford, A. (2016). Public mass shooters and suicide bombers: Among the most mimicable attackers. Journal of Aggression, Conflict and Peace Research8(1), 4–14. https://doi.org/10.1108/JACPR-05-2015-0172

Lipsky, M. (2010). Street-level bureaucracy: Dilemmas of the individual in public services (30th anniversary ed.). Russell Sage Foundation.

Merton, R. K. (1938). Social structure and anomie. American Sociological Review3(5), 672–682. https://doi.org/10.2307/2084686

Newman, O. (1972). Defensible space: Crime prevention through urban design. Macmillan.

Oldenburg, R. (1989). The great good place: Cafes, coffee shops, community centers, beauty parlors, general stores, bars, hangouts, and how they get you through the day. Paragon House.

Steinberg, L. (2008). A social neuroscience perspective on adolescent risk-taking. Developmental Review28(1), 78–106. https://doi.org/10.1016/j.dr.2007.08.002

Towers, S., Gomez-Lievano, A., Khan, M., Secundino, A., & Castillo-Chavez, C. (2015). Contagion in mass killings and school shootings. PLOS ONE10(7), e0117259. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0117259

Van der Kolk, B. A. (2014). The body keeps the score: Brain, mind, and body in the healing of trauma. Viking.

Zimring, F. E. (1998). American youth violence. Oxford University Press.