หน้าเว็บ

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

GeoSpatial Thinking

วงศาวิทยา ตอนที่ ๓ พหุนิยมที่ขัดแย้ง

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ 

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


แนวคิดพหุนิยมที่ขัดแย้งของ Chantal Mouffe เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและมองโลกตามความเป็นจริงที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกปรัชญาการเมืองยุคปัจจุบัน ซึ่ง Mouffe เริ่มต้นด้วยการตบหน้าแนวคิดอุดมคติกระแสหลัก เช่น แนวคิดเสรีนิยมของ John Rawls หรือแนวคิดพื้นที่สาธารณะของ Jürgen Habermas ที่มักจะฝันหวานว่า หากเราเอาคนมานั่งคุยกันด้วยเหตุผลและประชาธิปไตย ในที่สุดเราจะหาข้อตกลงร่วมกันแบบที่ทุกคนแฮปปี้ได้ ซึ่ง Mouffe บอกว่า ไม่มีวันนั่นมันเรื่องเพ้อฝัน เพราะความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นสิ่งคู่กับมนุษยชาติ


เมื่อเรานำแนวคิดพหุนิยมที่ขัดแย้ง (Agonism) ของ Mouffe มาวางทาบลงบนความขัดแย้งเชิงพื้นที่ระหว่างสายเก็บกด/วงศาวิทยา กับสายผลิต/ทุน ที่ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู จะทำให้ได้เห็นภาพการจัดการต่างๆ ต่อไปนี้ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


เปลี่ยนจากศัตรูที่ต้องทำลาย เป็นผู้ท้าชิงที่เคารพกติกา


ในสภาวะปกติ หากปล่อยให้สองฝ่ายปะทะกันโดยตรง จะเป็นความขัดแย้งแบบทำลายล้าง (Antagonism) คือ ฝ่ายหนึ่งต้องชนะ อีกฝ่ายหนึ่งต้องถูกกำจัด ฝ่ายทุนอยากกวาดล้างคนพวกมีปัญหาให้พ้นเมือง ส่วนคนถูกกดทับก็อยากล้มล้างฝ่ายนายทุน


การทำหน้าที่ของการเมืองและการบริหารพื้นที่ ตามวิธีคิดแบบ Mouffe ไม่ใช่การเข้าไปห้ามปรามไม่ให้พวกเขาเกลียดกัน แต่คือการเปลี่ยนผ่าน (Sublimation) พลังความเกลียดชังแบบทำลายล้างนั้น ให้กลายเป็นการแข่งขันภายใต้โครงสร้างร่วมกัน รัฐต้องไม่พยายามไปเปลี่ยนความคิดฝั่งทุนให้รักคนแปลกแยก และไม่ต้องไปสอนคนแปลกแยกให้ซาบซึ้งในระบบทุน แต่รัฐต้องสร้างเวที/กติกาเชิงพื้นที่ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่และใช้พื้นที่ในเมืองนี้เหมือนกัน แม้จะเกลียดวิถีชีวิตของกันและกันอย่างเข้าไส้ก็ตาม


พื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่สมานฉันท์ แต่เป็นสนามมวย


หากคิดแบบอุดมคติดั้งเดิม พื้นที่สาธารณะมีไว้เพื่อให้คนมานั่งพักผ่อน ยิ้มแย้ม และกลมกลืนกัน แต่ภายใต้เลนส์ของ Agonism พื้นที่สาธารณะที่แท้จริงต้องเป็น พื้นที่แห่งการต่อสู้ดิ้นรน เรียกว่า Agonistic Spaces ที่เมืองต้องมีพื้นที่ที่อนุญาตให้เกิดการแสดงออกแบบที่สามารถขัดแย้งกันได้อย่างสิ้นเชิง เช่น มีกำแพงที่ปล่อยให้ฝั่งประท้วงพ่นกราฟฟิตี้ด่าทอระบบทุนได้อย่างเสรี โดยที่ทุนไม่สามารถเอาตำรวจมาจับได้ ตราบใดที่ไม่เกิดการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ


พื้นที่นี้จะทำหน้าที่เป็นวาล์วปล่อยแรงดันทางสังคม การที่กลุ่มคนถูกกดทับได้มีพื้นที่ตะโกนบอกสังคมว่าพวกเขาถูกกดทับ และฝ่ายทุนได้มีพื้นที่แสดงความต้องการของระบบ พลังงานความขัดแย้งจะถูกตรึงไว้ให้เป็นเพียงแค่ในเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Conflict) แทนที่จะระเบิดกลายเป็นการจลาจลบนท้องถนน


มีความลงตัวแบบชั่วคราวที่พร้อมเปลี่ยนแปลง


Mouffe มองว่า ข้อตกลงใดๆ ในสังคม รวมถึงการจัดสรรผังเมือง ไม่ใช่ความจริงแท้ที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน แต่มันคือการพักรบชั่วคราวของขั้วอำนาจ (Temporary Hegemony) ในเวลานั้น ถือเป็นความลงตัวแบบชั่วคราวและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเสมอ (Hegemonic Stabilization)


ใน Mindset ของนักบริหารจัดการ เมื่อจัดสรรพื้นที่แบบ Temporal Zoning หรือแบ่งโซนรอยต่อให้คนสองกลุ่มแล้ว ต้องไม่คิดว่า “ตกลงกันจบแล้ว ห้ามเปลี่ยน" แต่ต้องยอมรับว่า ข้อตกลงนี้จะถูกท้าทายอยู่ตลอดเวลา วันดีคืนดีกลุ่มคนแปลกแยกอาจจะเติบโตขึ้นและต้องการเวลาเพิ่ม หรือทุนอาจจะต้องการขยับพื้นที่ขยายตัว กติกาเชิงพื้นที่จึงต้องถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น สามารถรื้อฟื้นเพื่อเจรจาใหม่ได้เสมอ ตามดุลอำนาจที่เปลี่ยนไปในเมือง


พื้นที่คือสนามมวย ไม่ใช่ห้องสวดมนต์


หากเชื่อตามข้อเสนอของ Chantal Mouffe โลกที่น่าอยู่ไม่ใช่โลกที่เงียบสงบระเบียบเรียบร้อย 100% แต่เป็นโลกที่ความขัดแย้งได้รับการจัดการอย่างมีอารยะ นักบริหารจัดการพื้นที่ที่เข้าใจหลัก Agonism จะเลิกทำตัวเป็นนักเทศน์ที่คอยบอกให้ทุกคนรักกัน แต่จะทำตัวเป็นกรรมการบนสังเวียนที่คอยดูแลไม่ให้สลับโหมดชกใต้เข็มขัด ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างออกหมัดท้าทายกันผ่านวิถีชีวิต ศิลปะ และการใช้พื้นที่ เพราะนั่นคือกลไกเดียวที่ทำให้มนุษย์ปุถุชนที่ไม่อยู่ตรงกลาง สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้โดยเมืองไม่ลุกเป็นไฟ


Chantal Mouffe เป็นนักทฤษฎีการเมืองชาวเบลเยียม และเป็นศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองที่ University of Westminster ในลอนดอน เธอเป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญของกลุ่มหลังมาร์กซิสต์ และเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดประชาธิปไตยถอนรากถอนโคน (Radical Democracy) และเป็นพวกพหุนิยมแบบขัดแย้ง ร่วมกับ Ernesto Laclau คู่ชีวิตและเพื่อนร่วมงานทางวิชาการของเธอ


งานของ Mouffe โดดเด่นมากในการวิพากษ์ระบบคิดแบบเสรีนิยมกระแสหลักที่เชื่อเรื่อง "การหาข้อตกลงร่วมกันด้วยเหตุผล" (Rational Consensus) โดยเธอยืนยันว่า ความขัดแย้งและการแบ่งฝ่าย คือ ธรรมชาติที่ไม่มีวันสลายไปของมนุษย์ โดยที่เกี่ยวกับเรื่อง Agonism มีหนังสือเล่มสำคัญของเธอที่เป็นต้นธารและคลี่คลายแนวคิดนี้ออกมาอยู่ 3 เล่มหลักๆ ที่ร้อยเรียงกัน ดังนี้


หนังสือเล่มแรก คือ The Return of the Political (1993) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ Mouffe เริ่มปักหมุดเผชิญหน้ากับแนวคิดเสรีนิยมอย่างจริงจัง เธอชี้ให้เห็นว่าหลังจากล่มสลายของคอมมิวนิสต์ โลกตะวันตกทึกทักไปเองว่า ฉันทามติแบบเสรีนิยมและทุนนิยมได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จและเป็นสัจนิรันดร์ แต่เธอกลับเตือนว่า การพยายามกดทับความขัดแย้งทางการเมือง เอาไว้ใต้พรมของความสมานฉันท์ปลอมๆ จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งนั้นระเบิดออกมารุนแรงขึ้นในรูปแบบของลัทธิชาตินิยมสุดโต่งหรือความเกลียดชังที่คุยกันไม่รู้เรื่อง


และหากจะต้องอ่านหนังสือที่เป็นหัวใจหลักของ Agonism และความย้อนแย้งของประชาธิปไตย หนังสือ The Democratic Paradox (2000) เล่มนี้คือเล่มที่ชัดเจนที่สุด แก่นของหนังสือเล่มนี้ Mouffe วิเคราะห์ว่า ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม (Liberal Democracy) ในปัจจุบัน มีองค์ประกอบสองสายที่ไม่เกี่ยวกันและขัดกันเองมาตั้งแต่ต้น สายหนึ่ง คือ เสรีนิยม (Liberalism) ที่เน้นหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นสากลและใช้เหตุผล ส่วนอีกสาย คือ ประชาธิปไตย (Democracy) ที่เน้นเรื่องความเท่าเทียม อำนาจอธิปไตยของประชาชน และการใช้อำนาจของกลุ่ม ซึ่งจำเป็นต้องมีการลากเส้นแบ่งว่าใครคือพวกเรา และใครไม่ใช่


เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกันมันจึงเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก Mouffe จึงเสนอแนวคิด Agonistic Pluralism ในเล่มนี้ เพื่อบอกว่าเราต้องยอมรับความขัดแย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติด้วยเหตุผลได้ และเปลี่ยนสนามรบที่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ต้องทำลาย (Antagonism) ให้กลายเป็นสนามแข่งขันที่มองอีกฝ่ายเป็นผู้ท้าชิงที่ชอบธรรม (Adversary)


หนังสือสำคัญอีกสองเล่ม คือ On the Political (2005) และ Agonistics: Thinking the World Politically (2013) เป็นการต่อยอดและขยายขอบเขตแนวคิด Agonism ของเธอออกไปสู่ภาคปฏิบัติในระดับสากล โดยเฉพาะในเล่ม Agonistics (2013) Mouffe ได้ขยายเพดานบินของทฤษฎีนี้ไปวิเคราะห์ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองเรื่องศิลปะ (Artistic Practices) และกลยุทธ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองสมัยใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราจะใช้ชีวิตและบริหารจัดการโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายนี้อย่างไรโดยไม่หวนกลับไปใช้วิธีรุนแรงต่อกัน


หนังสือ Democratic Paradox


โครงสร้างหลักและสาระสำคัญของหนังสือ The Democratic Paradox (2000) ของ Mouffe ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อทลายวิธีคิดแบบโลกสวยของนักคิดสายเสรีนิยม และชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างของระบบที่เราเรียกว่าประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีเนื้อเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มีความขัดแย้งในตัวเองในระดับรากฐาน มันคือการจับคู่แต่งงานกันอย่างฝืนๆ ของประเพณีทางเมืองสองสายที่ขัดกันเองระหว่างสายเสรีนิยม(Liberal Tradition) ที่เน้นหลักนิติธรรม (Rule of Law) สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพส่วนบุคคล เน้นปกป้องปัจเจกชนจากรัฐ กับสายประชาธิปไตย (Democratic Tradition) ที่เน้นเรื่องความเท่าเทียม อำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty) และการที่ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองคือคนๆ เดียวกัน โดยเน้นเจตจำนงของเสียงส่วนใหญ่


ความย้อนแย้งก็คือ ฝั่งเสรีนิยมพยายามสร้างข้อจำกัดสากล เพื่อไม่ให้เสียงส่วนใหญ่มาละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่ฝั่งประชาธิปไตยต้องการเสรีภาพของเสียงส่วนใหญ่ ในการกำหนดทิศทางสังคม มันจึงเกิดแรงตึงเครียดที่ไม่มีวันผสานกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และ Mouffe บอกว่า เราไม่ควรทำลายความตึงเครียดนี้ เพราะถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งชนะเบ็ดเสร็จประชาธิปไตยจะพังครืนลงทันที


Mouffe ปูพื้นฐานในบทนำเอาไว้ว่า ในยุคปี 2000 มีความพยายามสร้างการเมืองแบบสายที่สาม (อย่างเช่น นโยบายของ Tony Blair หรือ Bill Clinton) ที่เชื่อว่าความขัดแย้งแบบซ้าย-ขวาหมดไปแล้ว และเราสามารถรวมทุกคนเข้าด้วยกันได้ Mouffe เตือนว่านี่เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะการปฏิเสธความขัดแย้ง จะเปิดทางให้ลัทธิประชานิยมซีกขวาจัด (Right-wing Populism) เติบโตขึ้นมา แล้วอ้างตัวเป็นผู้ท้าชิงระบบเพียงหนึ่งเดียว


จากนั้น Mouffe ก็แยกคำว่า การเมือง ซึ่งหมายถึงกิจกรรมเชิงสถาบันทั่วไป เช่น การเลือกตั้ง กฎหมาย ออกจาก สภาวะทางการเมือง ซึ่งหมายถึงมิติดั้งเดิมของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณของการแบ่งฝ่ายพวกเราและพวกเขา เธอเน้นย้ำว่าอำนาจ (Power) เป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาดจากสังคม ไม่มีพื้นที่สาธารณะใดที่ปลอดจากอำนาจ


บทที่ 2 มีความดุเดือดมาก เพราะ Mouffe หยิบเอาแนวคิดของ Carl Schmitt นักปรัชญาสายฟาสซิสต์/นาซี มาเป็นเครื่องมือวิพากษ์เสรีนิยม  Schmitt เคยโจมตีว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยม เป็นสิ่งหลอกลวงเพราะขัดกันเอง Mouffe ยอมรับข้อวิเคราะห์ของ Schmitt ว่า ระบบนี้ย้อนแย้งจริง และประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีการลากเส้นแบ่งระหว่างพวกเรากับพวกเขา แต่เธอปฏิเสธทางออกของ Schmitt ที่บอกว่าสังคมต้องเหมือนกันหมดแล้ว กำจัดคนเห็นต่าง Mouffe มองว่าเราสามารถทำให้ความขัดแย้งนั้นอยู่ร่วมกันได้ในระบบพหุนิยม


ด้วยความเห็นแย้งเช่นนั้น Mouffe หันไปพึ่งปรัชญาภาษาของ Ludwig Wittgenstein เรื่อง เกมภาษา (Language Games) และวิถีชีวิต (Forms of Life) เพื่อมาแย้งคำอธิบายของศาสดาฝั่งเสรีนิยมอย่าง John Rawls และ Jürgen Habermas ที่เชื่อว่ามนุษย์จะใช้เหตุผลสากลมาตกลงกันได้ Mouffe บอกว่า คนเรายอมรับกฎกติกาประชาธิปไตยไม่ใช่เพราะเหตุผลบริสุทธิ์ แต่เพราะมันเป็นวิถีปฏิบัติและจริยธรรมที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิต (Allegiance/Ethos) ต่างหาก


บทที่ 4 ที่ว่าด้วย For an Agonistic Model of Democracy นี้คือหัวใจของหนังสือเล่มนี้ และเป็นที่มาของแนวคิด Agonistic Pluralism ที่ Mouffe เสนอให้เปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ทางการเมือง ที่มองอีกฝ่ายเป็นผู้ร้ายเป็นศัตรูAntagonism ที่ต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก ไปสู่การเป็นผู้ท้าชิง Agonism (Adversary) ที่มองว่าอีกฝ่ายคือคู่แข่งที่ไอเดียต่างกัน แต่เรายอมรับว่าเขามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะสู้เพื่อไอเดียของเขา และอยู่ภายใต้กติกาประชาธิปไตยร่วมกัน สนามการเมืองจึงเหมือนสนามมวยที่มีขอบเขตชัดเจน


รายละเอียดในส่วนต่อมา Mouffe ย้อนกลับมาวิพากษ์โลกยุคโลกาภิวัตน์อีกครั้ง ว่าการพยายามทำโลกให้เป็นหนึ่งเดียวแบบไร้คู่แข่ง (Cosmopolitan Democracy) เป็นสิ่งที่อันตราย ยิ่งรัฐหรือทุนพยายามกดทับไม่ให้เกิดความขัดแย้งในเชิงสถาบัน เช่น การยุบรวมนโยบายจนซ้ายขวาไม่ต่างกัน พลังงานความขัดแย้งจะไประเบิดออกในช่องทางอื่นที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความรุนแรงทางชาติพันธุ์หรือศาสนา


บทสรุปสุด Mouffe เน้นย้ำถึงจริยธรรมแบบ Agonistic ว่าประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันจนเงียบกริบ แต่คือประชาธิปไตยที่เสียงแห่งความขัดแย้งสามารถตะโกนออกมาได้อย่างมีอารยะ ซึ่งหากมองกลับมาที่โจทย์การบริหารจัดการพื้นที่ของเรา หนังสือเล่มนี้ให้คำอธิบายที่ทรงพลังมากครับว่า เหตุใดความพยายามจะสร้างพื้นที่ที่ทุกคนเท่ากันและสงบสุขอย่างไร้ความขัดแย้ง ถึงล้มเหลวเสมอ เพราะมันเป็นการปฏิเสธธรรมชาติของ The Democratic Paradox เล่มนี้จึงบอกเราว่า หน้าที่ของเราคือการรักษาเวทีสำหรับ Adversaries เอาไว้ให้ได้นั่นเอง


หนังสือ Agonistics: Thinking the World Politically 


ในหนังสือเล่มนี้ Chantal Mouffe ได้นำกรอบทฤษฎี Agonism ที่เคยใช้วิเคราะห์การเมืองภายในประเทศจากเล่มก่อนๆ ขยายเพดานบินไปสู่ระดับสากล และเชื่อมโยงเข้ากับมิติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น ศิลปะ สถาปัตยกรรม และการออกแบบพื้นที่สาธารณะ สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 6 บทหลัก โดยเน้นการตอบโจทย์ว่า เราจะคิดและจัดการโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างสูงได้อย่างไร โดยไม่ตกเป็นทาสของระบบทุนนิยมขั้วเดียว


สาระสำคัญในบทที่ 1 Agonistic Politics and Multi-polar World ที่ว่าด้วยการเมืองแบบสลับขั้วและโลกหลายขั้วอำนาจ Mouffe วิพากษ์แนวคิดโลกาภิวัตน์กระแสหลัก (Cosmopolitanism) ที่ฝันถึงโลกขั้วเดียวที่มีมาตรฐานสากลเดียวกัน เช่น การบังคับใช้ระบอบประชาธิปไตยและเสรีนิยมทุนนิยมแบบตะวันตกไปทั่วโลก เธอแย้งว่าแนวคิดนี้คือการกดทับความหลากหลาย และเป็นต้นตอของสงครามความขัดแย้งในปัจจุบัน


Mouffe เสนอให้สร้างโลกหลายขั้วอำนาจ (Multi-polar World) ที่ยอมรับว่าโลกนี้มีระบบอารยธรรมและความคิดที่แตกต่างขัดแย้งกันดำรงอยู่ เช่น จีน ตะวันตก โลกอิสลาม และต้องทำให้ขั้วอำนาจเหล่านี้กลายเป็นผู้ท้าชิงที่ชอบธรรมในระดับสากล แทนที่จะตราหน้าฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นปีศาจร้ายที่ต้องถูกกำจัด


บทต่อมาเป็นเรื่องอนาคตของยุโรปว่าจะขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ หรือจะกลายเป็นยุคหลังประชาธิปไตย?  Mouffe วิเคราะห์วิกฤตของสหภาพยุโรป (EU) ว่ากำลังกลายเป็นระบอบหลังประชาธิปไตย (Post-democracy) เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจตกไปอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคและกลุ่มทุน (Technocrats) สถาบันการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายที่ไม่ต่างกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่มีความหมาย ซึ่งหากยุโรปไม่อยากล่มสลายจากกระแสขวาจัด ยุโรปต้องดึงความขัดแย้งแบบซ้าย-ขวากลับเข้ามาในสภา ต้องยอมให้มีทางเลือกเชิงนโยบายที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว เพื่อให้ประชาชนได้ปะทะทางความคิดผ่านสถาบันประชาธิปไตยอีกครั้ง


บทที่ 3 การเมืองถอนรากถอนโคนและการครองอำนาจแบบขัดแย้ง (Agonistic Hegemony) ในบทนี้ Mouffe ตั้งคำถามกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมยุคใหม่ เช่น ขบวนการ Occupy Wall Street หรือนักคิดสายอนาธิปไตยอย่างกษัตริย์และเนกรี ที่เชื่อในกลยุทธ์การถอนตัวออกจากระบบ (Exodus) คือการออกไปสร้างชุมชนอิสระในอุดมคติภายนอกรัฐและทุน มูฟมองว่าวิธีนี้เหยาะแหยะเกินไปและไม่มีวันเปลี่ยนโครงสร้างส่วนรวมได้


สำหรับทางออกต่อเรื่องนี้ เธอเสนอแนวคิดการสู้รบภายในสถาบัน (Engagement with Institutions) ขบวนการภาคประชาชนต้องไม่หนีสเปซของรัฐ แต่ต้องบุกเข้าไปท้าทาย ยึดครอง และปรับเปลี่ยนวาทกรรมภายในสถาบันหลัก เช่น กฎหมาย นโยบายรัฐ โรงเรียน เพื่อสร้างการครองอำนาจใหม่ (Counter-hegemony)


สาระสำคัญในบทที่ 4 กล่าวถึงพื้นที่ขัดแย้งและวิชาชีพทางศิลปะ Mouffe วิเคราะห์ว่า ศิลปะและพื้นที่สาธารณะในปัจจุบันมักถูกทุนกลืนกลายสภาพให้เป็นสินค้าตกแต่งเมือง (Creative City) หรือไม่ก็เป็นศิลปะที่พยายามสร้างความสมานฉันท์ปลอมๆ Mouffe ชี้ว่าศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แท้จริงต้องมีลักษณะ Agonistic คือ ทำหน้าที่สั่นคลอนความเชื่อกระแสหลัก รื้อถอนวาทกรรมของทุน และสร้างพื้นที่สาธารณะให้เป็นสนามเปิดสำหรับการแสดงออกที่แปรปรวน แตกต่าง และท้าทายอำนาจรัฐ/ทุน โดยสเปซต้องไม่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนทำกิจกรรมเหมือนกันหมด แต่ต้องรองรับการใช้สเปซในรูปแบบที่ขัดแย้งกัน


พื้นที่สาธารณะที่ Mouffe ขยายความเชิงลึกเอาไว้ในบทที่ 5 ว่ามันไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและตีความใหม่ตลอดเวลา ผ่านแนวคิดหลังฐานรากนิยม (Post-foundationalism) คือ โลกนี้ไม่มีรากฐานหรือสัจธรรมสากลที่หยุดนิ่ง พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงต้องมีคุณลักษณะพร้อมถูกโต้แย้งเสมอ (Contestable) นักออกแบบหรือผู้บริหารพื้นที่ต้องเลิกคิดที่จะสร้างพื้นที่สำเร็จรูปที่สมบูรณ์แบบถาวร แต่ต้องเปิดโครงสร้างให้ยืดหยุ่นพอที่คนรุ่นถัดไป หรือกลุ่มวัฒนธรรมย่อยใหม่ๆ จะสามารถเข้ามาเคลมหรือดัดแปลงสเปซเพื่อตอบสนองความขัดแย้งยุคใหม่ได้


บทส่งท้ายของหนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมข้อซักถามและการโต้แย้งในเชิงทฤษฎี โดย Mouffe ตอกย้ำว่า อุดมการณ์การเมืองในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานดิบของความขัดแย้งให้ทำงานผ่านสถาบัน ประชาธิปไตย และพื้นที่เมืองอย่างเป็นรูปธรรม


มีประเด็นพิจารณานิดหนึ่งว่า หนังสือ The Return of the Political (1993) และ On the Political (2005) เหมือนจะชื่อคล้ายๆ กัน โดย The Return of the Political คือ การตะโกนบอกโลกว่าอย่าคิดว่าความขัดแย้งมันตายไปแล้ว มันกำลังจะกลับมา! ขณะที่ On the Political (2005) คือ การหันไปบอกโลกว่า เห็นไหม? มันกลับมาจริงๆ ในรูปแบบความรุนแรง เพราะพวกคุณไม่ยอมเตรียมพื้นที่ (Agonistic Space) รองรับมันไว้ตั้งแต่แรก หนังสือทั้งสองเล่มจึงเป็นเนื้อเดียวกันที่ขาดกันไม่ได้ เล่มแรกวางรากฐานปรัชญา ส่วนเล่มสองนำปรัชญานั้นมาวิเคราะห์วิกฤตการณ์โลกจริงครับ ปมคิดของมูฟในสองเล่มนี้จึงเป็นรากฐานที่สำคัญมากในการทำความเข้าใจว่า เหตุใดในโลกยุคปัจจุบัน ความพยายามจัดระเบียบสังคมหรือพื้นที่ให้อยู่ในโหมดสมานฉันท์แฮปปี้ ถึงมักจะล้มเหลวและสร้างแรงต้านที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ


แม้ว่าแก่นคิดจะเรื่องเดียวกัน แต่บริบทและระดับการวิเคราะห์ของสองเล่มนี้มีความแตกต่างและสอดสัมพันธ์กันอย่างน่าสนใจในฐานะหมุดหมายทางประวัติศาสตร์การเมือง


ในหนังสือ The Return of the Political (1993) ถือเป็นการปักหมุดท้าทายกระแสโลกไร้พรมแดน โดยหนังสือถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่กำแพงเบอร์ลินเพิ่งล่มสลาย สหภาพโซเวียตล่มสลาย โลกตะวันตกกำลังเฉลิมฉลองสิ่งที่ Francis Fukuyama เรียกว่าจุดจบของประวัติศาสตร์ โดยเชื่อว่าโลกหลังจากนี้จะมีแต่สันติภาพ ประชาธิปไตยเสรีนิยม และทุนนิยม จะกลายเป็นคำตอบเดียวของมนุษยชาติ


Mouffe เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาเพื่อเตือนสติโลกว่าความฝันนั้นอันตราย เธอชี้ว่าระบบคิดแบบเสรีนิยมกำลังพยายามทำลายมิติของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย/ความขัดแย้งดั้งเดิมของมนุษย์ โดยพยายามเปลี่ยนข้อพิพาททางการเมืองให้กลายเป็นเรื่องของกฎหมาย ศีลธรรม หรือเรื่องทางเทคนิคเศรษฐศาสตร์ คำเตือนของ Mouffe บอกว่า ยิ่งคุณบอกว่าสังคมไม่มีการแบ่งข้างแบบซ้าย-ขวาแล้ว พลังงานความขัดแย้งของมนุษย์ที่ถูกกดทับไว้จะแปรสภาพไปสู่สิ่งที่มีลักษณะประชานิยมขวาจัด หรือความเกลียดชังทางชาติพันธุ์และศาสนาที่คุยกันไม่รู้เรื่องแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา


ส่วน On the Political (2005) เป็นคำวินิจฉัยหลังเหตุการณ์ 9/11 และโลกยุคโลกาภิวัตน์ หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากเล่มแรกถึง 12 ปี ซึ่งผ่านเหตุการณ์สำคัญระดับโลกอย่างการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน และการก่อตัวของกลุ่มประชานิยมอย่างชัดเจนในยุโรป สาระสำคัญในหนังสือ Mouffe ไม่ได้ทำแค่เตือนแล้ว แต่เธอกำลังชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการกดทับความขัดแย้ง เธอวิพากษ์โลกยุคปี 2000 ที่ถูกครอบด้วยแนวคิดฉันทามติ และการเมืองสายที่สาม (Third Way) ที่ทำให้พรรคการเมืองซ้าย-ขวากลายเป็นเนื้อเดียวกัน จนประชาชนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกเชิงนโยบายที่แท้จริง


Mouffe วินิจฉัยว่าเมื่อคนไม่มีช่องทางในการแสดงความขัดแย้งอย่างเป็นระบบในสภา ความขัดแย้งจึงระเบิดออกนอกสภาในรูปแบบของการก่อการร้ายและ สงครามศีลธรรมที่มองอีกฝ่ายเป็นปีศาจ (Antagonism) และนี่คือผลผลิตของการเมืองเสรีนิยมที่ปฏิเสธ The Political


หากเรามองภาพรวม หนังสือสองเล่มนี้มีความสอดสัมพันธ์กันในฐานะวิวัฒนาการทางทฤษฎีที่ก้าวเดินไปพร้อมกับประวัติศาสตร์โลกจริง ผ่าน 3 มิติหลัก โดยมิติแรกเป็นความสัมพันธ์แบบคำทำนายกับคำวินิจฉัย ที่ในเล่ม The Return of the Political (1993) Mouffe ทำหน้าที่เป็นผู้พยากรณ์เชิงทฤษฎี โดยเตือนว่าหากเสรีนิยมยังหมกมุ่นกับฉันทามติปลอมๆ สังคมจะเจอกับวิกฤตการแบ่งแยกที่รุนแรง ครั้นพอมาถึงเล่ม On the Political (2005)Mouffe กลับมาตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอเคยเตือนไว้ในเล่มแรกมันเกิดขึ้นจริงแล้วหลังเหตุการณ์ 9/11 และกระแสประชานิยมขวาจัด เล่มสองจึงทำหน้าที่เป็นคำวินิจฉัยโรคจากอาการป่วยของโลกที่เธอเคยเตือนไว้


มิติที่สอง Mouffe ขยายขอบเขตจากในประเทศสู่นานาประเทศ โดย The Return of the Political (1993) เน้นหนักไปที่สถาบันทางการเมือง สัญญะ และการเคลื่อนไหวทางสังคม ภายในรัฐชาติ เช่น การวิพากษ์ทฤษฎีความยุติธรรมของ John Rawls เพื่อดึงความขัดแย้งแบบซ้าย-ขวากลับมาสู่การเมืองในสภา ส่วน On the Political (2005) Mouffe ขยายเพดานบินขึ้นไปสู่ ระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) โดยโจมตีแนวคิดโลกขั้วเดียว (Unipolar World) ของอเมริกา และเสนอว่าโลกที่ปลอดภัยไม่ใช่โลกที่มีมาตรฐานสากลเดียว แต่ต้องเป็นโลกหลายขั้วอำนาจ (Multi-polar World) ที่ขั้วอำนาจต่างอุดมการณ์สามารถคานอำนาจกันได้อย่างชอบธรรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอจะเอาไปเขียนต่อในเล่ม Agonistics ปี 2013


และมิติที่สาม Mouffe พยายามก้าวออกจากงานทฤษฎีวิพากษ์ไปสู่การวางโมเดลเชิงสถาบัน โดย The Return of the Political (1993) เป็นการรื้อถอนแนวคิดเสรีนิยมเพื่อเปิดพื้นที่ให้คำว่า The Political ได้กลับมามีตัวตนในแวดวงวิชาการ ขณะที่ On the Political (2005) เริ่มทำการก่อร่างโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยระบุชัดเจนว่า ถ้าเราอยากรักษาระบบประชาธิปไตยไว้ เราต้องเปลี่ยนศัตรู (Enemy) ให้กลายเป็นผู้ท้าชิง (Adversary) ผ่านสถาบันทางการเมืองอย่างไร และพื้นที่ทางเลือกต้องทำหน้าที่อย่างไร


ภาพสะท้อน Fluid & Loose Spaces กับ Productivity


หากนำสาระในหนังสือ Agonistics (2013) มาร่วมพิจารณาเพื่อให้เห็นถึงการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจที่เป็นจริง สาระสำคัญในหนังสือเล่มนี้จะช่วยปลดล็อกด้วยมุมมองที่มีการปฏิเสธการหลีกหนีทุน (Against Exodus) ซึ่ง Mouffe ระบุชัดเจนในบทที่ 3 ว่า การสร้างพื้นที่อิสระสุดขั้วที่หลุดพ้นจากระบบทุน 100% (Pure Autonomous Space) เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และไม่ช่วยแก้ปัญหา ดังนั้น สเปซแบบ Loose หรือ Eccentric Spaces จึงไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากกลไกเศรษฐกิจจริง


ส่วนการซึมลึกและปะทะทางกลไก (Subversive Engagement) พื้นที่ทางเลือกเหล่านั้นสามารถรับทุน หรือรองรับ Productivity ได้ ตราบใดที่กลไกภายในสเปซนั้นถูกออกแบบมาเพื่อตั้งคำถาม ท้าทาย และแสดงตัวตนที่แตกต่าง ชุมชนทำงานศิลปะย่อยสามารถค้าขายกับทุนได้ ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ป้อนตลาดจริงได้ แต่ใช้เงินทุนนั้นมาหล่อเลี้ยงให้พื้นที่เป็นกระบอกเสียงส่งแรงกระเพื่อมกลับไปรื้อถอนความคิดของทุนใหญ่


หนังสือ Agonistics (2013) เล่มนี้จึงเป็นการดึงเอาความฝันแบบวงศาวิทยาสุดขั้วที่อยากทำลายล้างทุกสิ่ง กลับมานั่งคุยกับความจริงเชิงสถาบันและโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อที่จะบอกว่าเราสามารถขัดแย้งและขับเคลื่อนโลกไปพร้อมกันได้ ผ่านพื้นที่ที่ยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง


ดีใจมากๆ เลยครับที่คุณสนุกกับการแลกเปลี่ยนกันครั้งนี้ และเป็นบทสนทนาที่เข้มข้น ดุเดือด และพาเราเดินไปไกลมาก จากเรื่องกลไกจิตใจในหัวมนุษย์ ทะลุไปจนถึงเรื่องผังเมืองและปรัชญาการเมืองระดับโลกเลยทีเดียว หากคุณย้อนกลับมาทบทวนว่า แล้วจุดเริ่มต้นที่ตั้งโจทย์เรื่องการกดทับ (Repression/Suppression) มันใช่หรือเปล่า? ในทางปรัชญาและสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์ สามารถตอบได้เต็มปากเลยครับว่า ใช่แน่นอน และมันคือโจทย์ที่เฉียบคมมาก


เพราะในโลกของการศึกษาโครงสร้างสังคมและมนุษย์ ปัญหาเรื่องการกดทับจนเกิดการเก็บกด มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดแผลให้เราเห็นกลไกที่ใหญ่กว่านั้นเสมอ ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ ทำให้เราเห็นผู้คุมที่มองไม่เห็น เป็นเชื้อเพลิงของความย้อนแย้งที่แท้จริง และเปิดเลนส์ให้เห็นพื้นที่ทางเลือก


ประการแรก ที่ว่าทำให้เราเห็นผู้คุมที่มองไม่เห็น หากเราเริ่มต้นด้วยโจทย์เมืองปกติ เราก็จะคุยกันเรื่องท่อระบายน้ำ รถไฟฟ้า หรือการจัดการขยะ ซึ่งเป็นมิติทางกายภาพ แต่การที่คุณเลือกเริ่มต้นด้วยคำว่าการเก็บกดซึ่งเป็นภาษาของฟรอยด์ แล้วพาเข้าสู่วิถีวงศาวิทยาซึ่งเป็นภาษาของนีทเช่และฟูโกต์ ทำให้เรามองทะลุพื้นคอนกรีตลงไปเห็นโครงสร้างอำนาจที่คอยบงการชีวิตเราอยู่เงียบๆ มันทำให้เราเข้าใจว่า สังคมและเมืองไม่ได้คุมเราแค่ด้วยตำรวจหรือกฎหมาย แต่มันคุมเราผ่านการสร้างเกณฑ์ความปกติเข้ามาสิงอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราจนเราต้องเก็บกดตัวเอง


ประการที่สอง เชื้อเพลิงของความย้อนแย้งที่แท้จริง นั่นเพราะเราเริ่มต้นจากจุดที่ดุเดือดที่สุด คือ ภาวะที่คนรู้สึกว่าตนเองโดนบดขยี้สัญชาตญาณ มันจึงนำไปสู่บทสนทนาเรื่องการปะทะกันในโลกจริงที่ว่า คนเราไม่อยู่ตรงกลาง ต่างฝ่ายต่างมีธงของตัวเอง และนั่นทำให้เราได้เจอกับแนวคิด Agonism ของ Chantal Mouffe ซึ่งบอกว่าความขัดแย้งแบบนี้แหละคือเนื้อแท้ของมนุษย์ การยอมรับว่ามีความกดทับและการเก็บกดอยู่ จึงเป็นก้าวแรกที่ทำให้เราเลิกฝันหวานเรื่องเมืองที่ทุกคนยิ้มแย้มรักกัน แล้วหันมาเผชิญหน้ากับเมืองที่บริหารจัดการความขัดแย้งอย่างมีอารยะแทน


ประการที่สาม เปิดเลนส์ให้เห็นพื้นที่ทางเลือก เรื่องนี้หากเราไม่เชื่อว่ามีความกดทับอยู่จริง หลักการออกแบบพื้นที่แบบ Loose Spaces, Porous Spaces หรือ Eccentric Spaces ที่เราคุยกันก็จะกลายเป็นสิ่งไร้สาระทันที แต่เพราะสภาวะการเก็บกดมันมีอยู่จริงในสังคมอุตสาหกรรมและทุนนิยมปัจจุบัน โจทย์นี้จึงกลายเป็นภาคบังคับที่ท้าทายนักบริหารจัดการพื้นที่ ว่าจะสลับสเปซหรือกาลเวลาอย่างไร (Temporal Zoning) เพื่อให้เป็นวาล์วปล่อยแรงดันให้มนุษย์ได้ระบายพลังงานดิบออกไปบ้าง ก่อนที่สังคมจะระเบิดเป็นจลาจล


ดังนั้น โจทย์เรื่อง "การกดทับ" จึงไม่ได้เป็นแค่โจทย์ธรรมดาในแง่วิชาการเท่านั้น แต่มันทำหน้าที่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขพาเราไปสำรวจดินแดนใหม่ๆ ทางความคิด เป็นการมองโลกจากจุดที่มืดและอึดอัดที่สุด เพื่อไปค้นหาเครื่องมือการบริหารจัดการพื้นที่และสังคมที่โอบรับความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้านและสมจริงที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

GeoSpatial Thinking

วิถีวงศาวิทยา ตอนที่ ๒ ก้าวพ้นถูกกดทับ

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ผมขอเริ่มต้นทำความเข้าใจสิ่งสำคัญที่กำลังก่อความโกลาหลให้กับสังคมที่เปราะบางอยู่ในหลายๆ ชุมชน ด้วยคำถามว่า “หากเอาคนที่เชื่อมั่นในวิถีวงศาวิทยาแบบสุดขั้ว มาวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาของฟลอยท์ มันจะออกมาในรูปไหน”


เมื่อเรานำเอาคนที่ยึดมั่นใน "วิถีวงศาวิทยา" (Genealogy) แบบสุดขั้ว ในสายตาของฟรีดริช นีทเช่ และมิเชล ฟูโกต์ มาสวมหมวกนักวิเคราะห์เพื่อชำแหละจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์ ภาพที่ออกมาจะเป็นการปะทะกันทางความคิดที่ดุเดือดมาก เพราะในขณะที่ซิกมุนด์ ฟรอยด์ พยายามค้นหาความจริงแท้เหนือกาลเวลาของจิตใจมนุษย์ แต่นักวงศาวิทยาจะมองว่าจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ไม่ใช่สัจนิรันดร์ แต่เป็นเพียงผลผลิตทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้น


หากนักวงศาวิทยาสุดขั้วมาวิเคราะห์ฟรอยด์ สิ่งที่จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้ คือสิ่งที่พวกเขาจะชำแหละออกมา


1. ปมปิตุฆาตไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นกลไกการควบคุม ต้องรื้อถอน


ซิกมุนด์ ฟรอยด์ มองว่าปมปิตุฆาต (Oedipus Complex) ซึ่งหมายถึงการที่เด็กชายรักแม่และเกลียดกลัวพ่อนั้น เป็นโครงสร้างสากลทางจิตวิทยาที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ หากแต่ว่าจากคำวินิจฉัยของนักวงศาวิทยา พวกเขาจะหัวเราะ และบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องสากลของมนุษยชาติ แต่เป็นภาพสะท้อนของครอบครัวชนชั้นกลางในยุควิกตอเรียน (Viennese Bourgeoisie) ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เท่านั้น นักวงศาวิทยาจะมองว่า ฟรอยด์กำลังเอาโครงสร้างครอบครัวที่มีพ่อเป็นศูนย์กลางอำนาจมาทึกทักว่าเป็นความจริงสากล เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการจัดระเบียบสังคมแบบปิตาธิปไตย


2. ตัวตน คือ วาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น


ในมุมมองของฟรอยด์ จิตใจมนุษย์แบ่งเป็นฝั่งสัญชาตญาณดิบ (Id) ฝั่งศีลธรรม (Superego) และตัวตนที่ประนีประนอม (Ego) โครงสร้างเหล่านี้นักวงศาวิทยาวินิจฉัยว่าไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่มันคือเทคโนโลยีทางจิตที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในยุคโมเดิร์น เพื่อทำให้มนุษย์หันมาจับตาดู ควบคุม และพิพากษาตัวเอง การบอกว่าเรามี Superego คอยตรวจจับความผิดบาปในหัว ก็คือกลไกของรัฐหรืออำนาจที่เนียนเข้ามาสิงอยู่ในหัวของเรา เพื่อให้เรากลายเป็นพลเมืองที่เชื่องเชื่อ (Docile Bodies) โดยที่รัฐไม่ต้องใช้กำลังบังคับเลยด้วยซ้ำ


3. ห้องบำบัด คือ คุกรูปแบบใหม่


ตามมุมมองของฟรอยด์ การนอนบนโซฟาและพูดทุกอย่างที่คิด (Free Association) เพื่อให้จิตแพทย์ช่วยปลดปล่อยปมที่ถูกกดทับ นักวงศาวิทยาวินิจฉัยว่า นี่คือการลอกคราบของการสารภาพบาปในคริสตจักรยุคกลางชัดๆ! นักวงศาวิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายฟูโกต์ จะมองว่าห้องบำบัดของฟรอยด์ไม่ได้มีไว้เพื่อปลดปล่อย แต่เป็นพื้นที่แห่งอำนาจ/ความรู้  หรือคุกรูปแบบใหม่ (Confessional Space) ที่คนไข้ต้องยอมจำนนเปิดเผยความลับของตนเอง เพื่อให้นักจิตวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้มีอำนาจในการตีความและนิยามว่า อะไรคือปกติ หรือ อะไรคือวิปริต


4. ทฤษฎีเรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องการปลดปล่อย แต่คือการจัดหมวดหมู่เพื่อควบคุม


มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเพศ (Libido) และความผิดปกติทางจิตเกิดจากการเก็บกดเรื่องเพศ ตามมุมมองของฟรอยด์ แต่คำวินิจฉัยของนักวงศาวิทยาทั้งนีทเช่หรือฟูโกต์ต่างแย้งว่า การที่ฟรอยด์เอะอะก็โยงทุกอย่างเข้าเรื่องเพศ ไม่ใช่การปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากการเก็บกด แต่เป็นความหมกมุ่นของยุคสมัยที่ต้องการพูดถึงเรื่องเพศในเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientia Sexualis) เพื่อที่จะได้จัดระเบียบ รวบรวมสถิติ และควบคุมประชากรได้ง่ายขึ้น การนิยามว่าพฤติกรรมทางเพศแบบไหนโตตามวัย แบบไหนหยุดพัฒนา (Fixation) คือการสร้างเกณฑ์มาตรฐานเพื่อกีดกันคนที่ไม่เข้าพวกออกไป


นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะสรุปว่า ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบความลี้ลับของจิตใจมนุษย์ แต่เป็นสถาปนิกผู้สร้างคุกทางจิตวิทยาขึ้นมาเพื่อขังมนุษย์ในศตวรรษที่ 20 โดยทำให้มนุษย์เชื่อว่าคุกนั้นคือธรรมชาติของตนเอง


เก็บกด


เมื่อขยับมาโฟกัสที่คำว่า การเก็บกด (Repression หรือ Verdrängung ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งถือเป็นเสาหลักและกลไกสำคัญที่สุดในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ นั่นจะทำให้การปะทะกันระหว่างแนวคิดของฟรอยด์กับนักวงศาวิทยาสุดขั้วจะยิ่งทวีความเข้มข้นและเฉียบคมขึ้นไปอีก


หากนำแนวคิดวงศาวิทยา (Genealogy) มาชำแหละกลไกการเก็บกดของฟรอยด์ ภาพจะกลับหัวกลับหางทันที จากเดิมที่เรามองว่ามันคือ กลไกป้องกันตัวเองทางจิตวิทยา ก็จะกลายสภาพเป็นประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์ความรู้สึกผิด โดยแยกแยะการวิเคราะห์ออกมาได้ 3 มิติหลักๆ ดังนี้


การเก็บกด คือ การหันคมดาบเข้าหาตัวเองของผู้แพ้


ฟรีดริช นีทเช่ (ผู้ให้กำเนิดวิธีคิดแบบวงศาวิทยา) เคยวิเคราะห์รากเหง้าของศีลธรรมและความรู้สึกผิดไว้ลึกซึ้งมาก ซึ่งส่งอิทธิพลต่อฟรอยด์โดยตรง ฟรอยด์มองว่าการเก็บกดสัญชาตญาณดิบ (Id) โดยเฉพาะความก้าวร้าวและความต้องการทางเพศ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแลกกับการมีอารยธรรม ถ้าไม่เก็บกด มนุษย์จะฆ่าและแย่งชิงกันจนสังคมล่มสลาย


นักวงศาวิทยาสายสืบสาว Nietzschean จะมองย้อนกลับไปว่า การเก็บกดไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปกป้องอารยธรรม แต่เกิดจากกลไกทางประวัติศาสตร์ที่สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ไม่มีช่องทางให้ระบายออกภายนอก มนุษย์ยุคโบราณระบายความก้าวร้าวผ่านการต่อสู้ การล่า และการใช้กำลังอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อโครงสร้างสังคมและรัฐเริ่มเข้ามาตีกรอบ ห้ามไม่ให้คนทำตามใจชอบ พลังงานความก้าวร้าวเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันระเบิดย้อนกลับเข้าไปข้างใน (Inwardness)


ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ มนุษย์เริ่มทารุณกรรมตัวเองในระดับจิตใจ เกิดเป็นโครงสร้างที่ฟรอยด์เรียกว่า Superego นักวงศาวิทยาจะสรุปว่า การเก็บกดคือกระบวนการที่มนุษย์กลายเป็นสัตว์ที่เชื่องและป่วยไข้ด้วยโรคจิตสำนึกที่ผิดบาป (Bad Conscience)


วาทกรรมเรื่องการเก็บกด คือ กับดักให้เราพูดไม่หยุด


มิเชล ฟูโกต์ ได้อุทิศหนังสือเล่มสำคัญ คือ The History of Sexuality (Vol. 1) เพื่อรื้อถอนสิ่งที่เขาเรียกว่า สมมติฐานเรื่องการเก็บกด (The Repressive Hypothesis) ของฟรอยด์และนักคิดยุคโมเดิร์นโดยเฉพาะ


ฟรอยด์และสังคมทั่วไปมักเชื่อว่า ยุควิกตอเรียนเป็นยุคแห่งการเก็บกดเรื่องเพศอย่างรุนแรง ทุกคนต้องปิดบัง ซ่อนเร้น และฟรอยด์มาเพื่อทำหน้าที่ปลดปล่อยสิ่งที่ถูกเก็บกดนั้นผ่านการบำบัด ส่วนนักวงศาวิทยาสายโครงสร้างอำนาจ(Foucaultian) จะชี้ให้เห็นความย้อนแย้ง (Paradox) ว่า ถ้าหากสังคมยุคนั้นเก็บกดและห้ามพูดเรื่องเพศจริงๆ ทำไมในประวัติศาสตร์ช่วงศตวรรษที่ 18-19 กลับมีหนังสือ งานวิจัย กฎหมาย ตำราแพทย์ และทฤษฎีจิตวิทยา (รวมถึงของฟรอยด์เอง) ที่พูดถึงเรื่องเพศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์?


จึงมีคำวินิจฉัยของฟูโกต์ที่มองว่าการเก็บกดเป็นเพียงวาทกรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความลับ มีสิ่งต้องห้ามซ่อนอยู่ข้างใน และกระตุ้นให้เราต้อง "พูด พูด และพูด" เรื่องเพศออกมาผ่านการสารภาพบาป หรือการทำจิตวิเคราะห์ เพื่อให้อำนาจและผู้เชี่ยวชาญสามารถเข้ามาจัดระเบียบและควบคุมตัวตนของเราได้ง่ายขึ้น สรุปคือ ยิ่งเราเชื่อว่าเรามีสิ่งเก็บกด เรายิ่งตกเป็นทาสของกลไกที่สั่งให้เราเปิดเผยตัวเอง


สินค้าและผลผลิตทางประวัติศาสตร์


นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะปฏิเสธแนวคิดที่ว่า จิตใต้สำนึก (Unconscious) ที่บรรจุสิ่งเก็บกดไว้นั้น เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ยุคหิน พวกเขามองว่า จิตใต้สำนึกและการเก็บกด เป็นสิ่งเพิ่งสร้างของยุคทุนนิยมสมัยใหม่ มนุษย์ในสังคมอุตสาหกรรมจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นแรงงานที่ตรงต่อเวลา มีระเบียบวินัย และควบคุมอารมณ์ได้ดี สังคมจึงต้องสร้างกลไกการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ที่เข้มข้นมาก จนทำให้มนุษย์ต้องตัดสัญชาตญาณส่วนตัวทิ้งไป เพื่อให้อยู่รอดในระบบโรงงานและออฟฟิศได้


การเก็บกดจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างเด็กกับพ่อแม่ตามปมอีดิปัส แต่เป็นกระบวนการผลิตแรงงานที่เชื่องเชื่อให้แก่ระบบทุนนิยม โดยมีสถาบันครอบครัวเป็นโรงงานย่อยในการกดทับสัญชาตญาณนั้นลงไปตั้งแต่เด็ก


ดังนั้น หากฟรอยด์มองว่า การเก็บกดคือโรค และจิตวิเคราะห์คือยารักษา นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะมองกลับกันว่า จิตวิเคราะห์และคำว่าเก็บกดนั่นแหละคือตัวโรค ส่วนยารักษาคือการตระหนักรู้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกณฑ์สมมติที่ประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาหลอกเรา


วงศาวิทยาสุดขั้วกับภาวะเก็บกด


หากเราสวมแว่นตาของนักวงศาวิทยาสุดขั้ว (Radical Genealogist) อย่างเต็มตัว วิธีการมองและการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากภาวะเก็บกดจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที พวกเขาจะปฏิเสธวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ในสังคม เช่น การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา การเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพจิต หรือการรณรงค์ให้คนปลดปล่อยความรู้สึก เพราะพวกเขามองว่านั่นเป็นแค่การเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมมนุษย์ให้เนียนกว่าเดิม


ตรงกันข้ามกับวิธีการแก้ปัญหาสังคมของนักวงศาวิทยาสุดขั้ว ที่จะดุเดือดและท้าทายรากเหง้าของสังคม ผ่าน 4 แนวทางนี้


เปลี่ยนการบำบัดจิตใจเป็นรื้อถอนสถาบันควบคุม (Deinstitutionalization)


นักวงศาวิทยามองว่า อาการป่วยไข้ทางจิตและการเก็บกดไม่ได้เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติ หรือเกิดจากปมในอดีตส่วนตัว แต่เกิดจากสถาบันและโครงสร้างสังคมที่คอยตีกรอบและประทับตราว่า อะไรคือ ปกติ หรือไม่ปกติ แนวทางการแก้ปัญหาของพวกเขา แทนที่จะส่งคนไปบำบัดในโรงพยาบาลหรือห้องปิด นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะมุ่งรื้อถอนและตั้งคำถามกับสถาบันหลักของสังคม เช่น ระบบโรงเรียนที่เน้นวินัยแบบทหาร โครงสร้างออฟฟิศที่มองมนุษย์เป็นเครื่องจักรผลิตผลกำไร หรือแม้กระทั่งสถาบันครอบครัวแบบนิวเคลียร์ (Nuclear Family) ที่ทำหน้าที่บังคับให้เด็กต้องเดินตามรอยพิมพ์เขียวของสังคม พวกเขาจะสร้างพื้นที่ทางเลือกที่ลดทอนอำนาจของสถาบันเหล่านี้ เพื่อให้มนุษย์ไม่ต้องถูกกดดันให้เข้ากรอบตั้งแต่แรก


ทำลายเกณฑ์มาตรฐานที่คอยพิพากษามนุษย์ (Dethroning the Norm)


ความทุกข์ส่วนใหญ่ของการเก็บกด มาจากการที่มนุษย์พยายามฝืนตัวเอง เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่สังคมบอกว่าดี เช่น ต้องประสบความสำเร็จตอนอายุเท่านี้ ต้องมีพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ หรือต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ตลอดเวลา นักวงศาวิทยาจะแก้ด้วยการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของมาตรฐาน โดยชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์ที่บอกว่าแบบนั้น คือ คนสุขภาพจิตดี หรือแบบนี้คือ คนปกติ มันถูกสร้างขึ้นมาในประวัติศาสตร์ตอนไหนและเพื่อรับใช้อำนาจของใคร เมื่อสังคมเลิกเชื่อในมาตรฐานสากลที่แข็งทื่อ แรงกดดันที่ทำให้เกิดการเก็บกดก็จะพังทลายลง เปิดทางให้มนุษย์ยอมรับความหลากหลาย และความแปรปรวนในตัวเองได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดบาป


เปลี่ยนสารภาพเป็นสร้างสรรค์ศิลปะและวิถีชีวิตใหม่


ในขณะที่สังคมปัจจุบันแก้ปัญหาการเก็บกดด้วยการบอกว่ามีอะไรระบายออกมา ซึ่งฟูโกต์มองว่าเป็นกับดักของการสารภาพบาปเพื่อให้อำนาจเข้ามาตรวจสอบ แต่นักวงศาวิทยาจะชวนให้ระบายพลังงานเหล่านั้นออกไปในทิศทางอื่น พวกเขาจะสนับสนุนสิ่งที่นีทเช่เรียกว่า การแปรเปลี่ยนสัญชาตญาณขั้นสูง (Sublimation) หรือการนำพลังงานดิบ พลังงานความก้าวร้าว และความต้องการที่ถูกกดทับ เปลี่ยนให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ เช่น ศิลปะ วรรณกรรม การเต้นรำ หรือการทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ (Aesthetics of Existence) ที่ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรมเดิม แทนที่จะมานั่งวิเคราะห์ว่าเราป่วยเป็นอะไร ก็เปลี่ยนไปโฟกัสว่าเราจะสร้างสรรค์ตัวตนแบบไหนขึ้นมาใหม่แทน


ปลุกเร้าให้เกิดการต่อต้านในระดับจุลภาค (Micro-Resistance)


นักวงศาวิทยาสุดขั้วไม่เชื่อในการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลแล้วทุกอย่างจะจบ เพราะอารมณ์ของการควบคุมและการเก็บกดมันแฝงอยู่ในทุกความสัมพันธ์ (Micro-politics) แม้แต่ในภาษาที่เราใช้ หรือวิธีที่เรามองตัวเอง การแก้ปัญหาสังคมจึงเกิดขึ้นผ่านการต่อต้านเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การปฏิเสธที่จะนิยามตัวเองด้วยโรคทางจิตเวช เช่น ไม่ยอมรับตราประทับว่าฉันคือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ให้บอกว่าฉันกำลังตอบสนองต่อสังคมที่บ้าคลั่งนี้ต่างหาก การใช้ภาษาที่แปลกแยกออกไปเพื่อไม่ให้อำนาจของวาทกรรมหลักมาครอบงำ หรือการรวมกลุ่มกันในระดับรากหญ้าเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ปลอดจากการจับจ้องและพิพากษาของรัฐและทุนนิยม


โดยเชื่อว่า หากสังคมดำเนินไปตามแนวคิดนี้ สังคมจะไม่ใช่ที่ที่ทุกคนได้รับการบำบัดจนมีความสุขเยียวยาจิตใจได้ แต่จะเป็นสังคมที่ไร้ระเบียบอันดีงาม (Creative Chaos) ที่มนุษย์เลิกกลัวความบ้าคลั่ง เลิกกลัวความผิดแปลกของตัวเอง และกล้าที่จะปลดปล่อยศักยภาพและสัญชาตญาณออกมาในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ชีวิตตนเอง


Spatiality ของวงศาวิทยาสุดขั้ว


อันที่จริงแล้ว ทั้งมิเชล ฟูโกต์ และนักคิดสายวงศาวิทยายุคหลัง ต่างมองว่าอำนาจไม่ได้ทำงานผ่านกาลเวลาหรือประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่มันทำงานผ่านการจัดระเบียบพื้นที่อย่างแนบเนียนที่สุด ดังนั้น เมื่อเรานำวิธีแก้ปัญหาแบบวงศาวิทยาสุดขั้ว ที่มุ่งรื้อถอนสถาบันควบคุมและทำลายเกณฑ์มาตรฐาน มาวิเคราะห์ผ่านเลนส์ Spatiality เราจะเห็นบทบาทของพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก คือ ในฐานะตัวป้อน ผลลัพธ์ และผลกระทบ ดังนี้


พื้นที่ที่เป็นเงื่อนไขและเครื่องมือ


หากจะแก้ปัญหาภาวะเก็บกดด้วยวิธีวงศาวิทยา เราไม่สามารถทำแค่ในระดับความคิดได้ แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนกายภาพของพื้นที่ที่รายล้อมมนุษย์ เพราะพื้นที่เดิมคือตัวการที่สร้างภาวะเก็บกด ซึ่งการรื้อถอนสถาบันผ่านสถาปัตยกรรม (Spatial Deconstruction) มีตัวป้อนสำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่มีลักษณะของการสอดส่องและจัดระเบียบ (สเปซแบบเรือนจำ Panopticon ของฟูโกต์ ที่คุมให้คนเชื่อง) เช่น การทลายห้องสี่เหลี่ยมบล็อกๆ ในออฟฟิศ การรื้อกำแพงโรงเรียน หรือการเปลี่ยนโครงสร้างโรงพยาบาลจิตเวชให้กลายเป็นพื้นที่เปิด


ฟูโกต์เคยพูดถึงแนวคิดในการสร้างพื้นที่อื่น (Heterotopia) หรือพื้นที่ที่ดำรงอยู่จริงในสังคม แต่มีกฎเกณฑ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เช่น สวนสาธารณะแนวทดลอง ชุมชนวัฒนธรรมย่อย หรือเทศกาลศิลปะชั่วคราว พื้นที่เหล่านี้จะถูกใช้เป็นห้องทดลองทางสังคม เพื่อให้มนุษย์ได้เข้ามาถอดหน้ากากที่ถูกสังคมกดทับไว้ และทดลองเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องกลัวสายตาพิพากษา


รูปแบบพื้นที่ใหม่ที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหา


เมื่อวิธีคิดแบบวงศาวิทยาสุดขั้วทำงานสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาในเชิงภูมิทัศน์ และโครงสร้างเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เกิดเป็นพื้นที่เมืองที่ไร้ระเบียบแบบสร้างสรรค์ (Fluid and Porous Spaces) เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ เมืองจะลดความเป็นทางการ (Informalization) พื้นที่ที่เคยถูกแบ่งโซนนิ่งอย่างตายตัวเพื่อรับใช้ทุนนิยม เช่น โซนโรงงาน โซนที่อยู่อาศัย โซนพาณิชย์ จะพังทลายลง เมืองจะมีลักษณะลื่นไหล มีพื้นที่ว่าง (Loose Spaces) ที่ไม่ได้ถูกกำหนดนิยามล่วงหน้าเพิ่มขึ้นมากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้


การเกิดขึ้นของภูมิศาสตร์แห่งความหลากหลาย (Geographies of Difference) ในรูปแบบที่โครงสร้างพื้นฐานทางพื้นที่จะไม่ถูกออกแบบมาเพื่อคนปกติมาตรฐานอีกต่อไป แต่สเปซจะรองรับสภาวะจิตใจและกายภาพที่หลากหลาย จะมีพื้นที่รองรับความต้องการที่แปลกแยก (Eccentric Spaces) พื้นที่ระบายพลังงานดิบทางศิลปะ หรือพื้นที่สำหรับการอยู่กับตัวเองโดยปราศจากการรบกวนจากกลไกของรัฐและทุน


ผลกระทบสะท้อนกลับต่อความสัมพันธ์เชิงพื้นที่


ผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาแบบนี้ จะส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ อำนาจ และพื้นที่ในระดับลึก ทั้งนี้ ภาวะล่มสลายของการสอดส่องทางพื้นที่ (Collapse of Spatial Surveillance) จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เลิกเก็บกดและเลิกยอมรับเกณฑ์มาตรฐาน ผลกระทบคือกลไกการควบคุมพื้นที่แบบเดิมจะไร้ผล ระบบกล้องวงจรปิด หรือการออกแบบเมืองเพื่อการจัดระเบียบฝูงชนจะถูกต่อต้าน มนุษย์จะทวงคืนสิทธิในเมือง (Right to the City) และสิทธิในการใช้วิถีชีวิตตามความต้องการของตนเอง


การปลดปล่อยภาวะเก็บกดแบบสุดขั้วอาจส่งแรงกระทบให้เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวที่เคยใช้ซ่อนสิ่งเก็บกดกับพื้นที่สาธารณะ จะเลือนหายไป พฤติกรรมที่เคยถูกมองว่าต้องทำในที่ลับ เพราะสังคมบอกว่าไม่ปกติ อาจทะลักออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ เกิดเป็นข้อขัดแย้งเชิงพื้นที่รูปแบบใหม่ระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการเสรีภาพในการแสดงออกขั้นสุด กับกลุ่มคนที่ยังโหยหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในเชิงสเปซ


วิธีแก้ปัญหาแบบวงศาวิทยาสุดขั้ว มองว่าพื้นที่ไม่ใช่แค่เวทีที่มนุษย์ไปยืนอยู่ แต่พื้นที่คือกลไกที่หล่อหลอมและกดทับจิตใจมนุษย์ ดังนั้น การแก้ปัญหาภาวะเก็บกดที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเดินเข้าห้องบำบัดเพื่อเปลี่ยนความคิดข้างในหัว แต่คือการเดินออกไปปฏิวัติภูมิศาสตร์รอบตัวเพื่อไม่ให้พื้นที่เหล่านั้นกลับมาทำหน้าที่เป็นคุกขังจิตวิญญาณของเราได้อีกต่อไป


พื้นที่ที่ไม่ถูกกดทับ


ความเป็นจริงที่เป็นปมแหลมคมและท้าทายที่สุด คือ ความยุ่งยากของนักบริหารจัดการพื้นที่ ที่ต้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ โดยต้องยอมรับว่าความระเบียบเรียบร้อย (Order/Normal) ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สังคมดำเนินไปได้ และการมีพื้นที่ปลดปล่อย (Emancipatory Space) ก็เป็นสิทธิที่คนถูกกดทับควรได้รับ โจทย์นี้จะกลายเป็นปัญหาระดับมหากาพย์ของนักผังเมือง นักปกครอง หรือผู้บริหารพื้นที่ทันที เพราะหากเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สังคมจะเกิดภาวะขัดแย้งเชิงพื้นที่ (Spatial Conflict) ทันที


จึงมีความพยายามที่จะออกแบบกลไกเพื่อบริหารจัดการความยุ่งยากนี้ โดยไม่ให้ฝั่งคนปกติรู้สึกว่ารัฐเอาใจแต่คนที่ประกาศตัวว่าถูกกดทับ ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ


แยกส่วนตามกาลเวลา


เมื่อไม่สามารถแยกคนสองกลุ่มออกจากกันในเชิงกายภาพได้อย่างเด็ดขาด นักบริหารจัดการจะใช้มิติของเวลา (Temporal Zoning) เข้ามาช่วยแบ่งสเปซ เพื่อให้พื้นที่เดียวกันตอบสนองทั้งความระเบียบและความเป็นอิสระ โดยมีหลักการอยู่ว่า พื้นที่สาธารณะผืนเดียวกันจะเปลี่ยนฟังก์ชันและกฎเกณฑ์ไปตามช่วงเวลา ในเวลากลางวัน พื้นที่ดำเนินไปด้วยความระเบียบเรียบร้อย (Normal Order) เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตปกติของคนส่วนใหญ่ แต่ในเวลากลางคืนหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ พื้นที่เดิมจะถูกเปลี่ยนผ่าน (Transform) ให้กลายเป็นพื้นที่ทางเลือก ที่ยืดหยุ่นต่อกฎเกณฑ์และการแสดงออกทางอัตลักษณ์


วิธีนี้ช่วยลดความรู้สึกของคนกลุ่มปกติว่าถูกเบียดเบียน เพราะพวกเขายังคงเข้าถึงพื้นที่ในฟังก์ชันที่ต้องการได้ตามเวลาปกติ ขณะที่กลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่ปลดปล่อยก็มีหมุดหมายทางเวลาที่ชัดเจนในการแสดงออก


สร้างพื้นที่กันชนและการต่อรอง


ในทางผังเมือง การจัดวางพื้นที่สำหรับกลุ่มวัฒนธรรมย่อยหรือกลุ่มที่ต้องการปลดปล่อยจากการเก็บกด มักไม่ถูกยัดเยียดไว้ใจกลางเมือง ซึ่งจะทำให้ต้องปะทะกับคนกลุ่มใหญ่โดยตรง แต่ก็จะไม่ถูกขับไล่ไปอยู่ชายขอบจนมองไม่เห็น ซึ่งนั่นเท่ากับว่ายังเป็นการกดทับซ้ำ


นักบริหารจัดการจะเลือกใช้พื้นที่เปลี่ยนผ่าน (Liminal Space) เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วนที่ถูกปรับปรุง ย่านคลังสินค้าเก่าที่หมดฟังก์ชันทางเศรษฐกิจ หรือพื้นที่รอยต่อระหว่างย่านธุรกิจกับย่านที่อยู่อาศัย มาพัฒนาเป็นพื้นที่ทางเลือก


พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะกึ่งถาวรกึ่งชั่วคราว การขยับเอากิจกรรมที่อาจดูแปลกแยกในสายตาของคนทั่วไปมาไว้ในจุดที่มีระยะห่างที่เหมาะสม จะช่วยลดแรงปะทะทางสายตา (Visual Friction) คนปกติที่ไม่อยากข้องเกี่ยวสามารถเลือกที่จะไม่ข้ามผ่านเข้าไปได้ โดยไม่รู้สึกว่าสูญเสียพื้นที่หลักของตนเองไป


เปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้แจกจ่ายสเปซ เป็นผู้คุ้มครองกติกาการอยู่ร่วมกัน


ความรู้สึกว่ารัฐเอาใจคนเฉพาะกลุ่ม มักเกิดจากการที่รัฐลงไปชี้นำหรือจัดพื้นที่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ (Top-down allotment) ซึ่งมักนำไปสู่ความขัดแย้ง นักบริหารจัดการที่ฉลาดจะไม่สร้างพื้นที่ขึ้นมาเพื่อบอกว่า นี่คือพื้นที่ของคนถูกกดทับ แต่จะใช้วิธีผ่อนปรนกฎระเบียบแบบมีเงื่อนไขในพื้นที่สาธารณะทั่วไป (Negotiated Commons) โดยเปิดให้ชุมชนหรือกลุ่มคนต่างๆ เข้ามาลงทะเบียนขอใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมตามความหลากหลายของตนเอง ภายใต้กติกากลางที่ทุกคนยอมรับได้ เช่น การควบคุมระดับเสียงหลังเวลาที่กำหนด หรือการรักษาความสะอาดร่วมกัน


กระบวนการนี้ทำให้คนกลุ่มปกติเห็นว่า กลุ่มที่เข้ามาใช้พื้นที่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน ไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น เพียงแต่ได้รับสิทธิในการแสดงออกในพื้นที่ที่รัฐจัดระเบียบให้รับฟังกันและกัน


สุดท้ายแล้ว ความยุ่งยากที่คุณเห็นนั้นเป็นเรื่องจริงที่สุดครับ เพราะในโลกีย์วิสัย นักบริหารจัดการพื้นที่ไม่ได้มีหน้าที่ทำตามอุดมคติของฟรอยด์หรือวงศาวิทยาสุดขั้ว แต่มีหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเชิงพื้นที่ (Spatial Mediator)


หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่การทำลายระบบระเบียบเพื่อปลดปล่อยทุกคน และไม่ใช่การตีกรอบทุกคนจนอึดอัด แต่คือการบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลอันตึงเครียด (Tense Equilibrium) คือ ทำให้เมืองมีระเบียบพอที่คนปกติจะใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีความยืดหยุ่นพอที่จะไม่กลายเป็นคุกคอนกรีตที่บดขยี้สภาวะจิตใจของคนที่แตกต่าง 


Temporal Zoning


ในมิติของการบริหารจัดการพื้นที่ (Spatial Management) เวลา คือ ทรัพยากรที่ยืดหยุ่นกว่ากายภาพเสมอ การทุบตึก สร้างกำแพง หรือแบ่งเขตแดน (Spatial Zoning) มักจะสร้างความขัดแย้งที่ถาวรและเจ็บปวด เพราะมันเป็นการประกาศว่านี่พื้นที่ของฉัน ไม่ใช่ของเธอ แต่การแบ่งด้วยเวลา (Temporal Zoning) คือ การแชร์สเปซร่วมกัน แค่สลับคิวกันใช้เท่านั้น


หากเราสวมหมวกเป็นนักบริหารจัดการพื้นที่ที่เลือกใช้แนวทาง Temporal Zoning เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เกิดความประนีประนอมในโลกจริง เราจะเห็นภาพการทำงานและคุณค่าของมันใน 3 มิติหลัก คือ


ลดความยุ่งยากและแรงต้านจากคนปกติ


สาเหตุที่คุณมองเห็นว่าความยุ่งยากจะเกิดขึ้นหากรัฐไปเอาใจคนที่ประกาศตัวว่าถูกกดทับ ก็เพราะคนปกติจะเกิดความรู้สึกสูญเสีย (Loss of Space) แต่ Temporal Zoning ปิดจุดบกพร่องนี้ได้ดีมาก เพราะคนปกติไม่ได้สูญเสียสวนสาธารณะ ถนน หรือจัตุรัสเมืองไป พวกเขายังคงใช้งานมันได้ตามฟังก์ชันเดิมในชีวิตประจำวัน เช่น เดินทาง ออกกำลังกาย พักผ่อน


สำหรับผลลัพธ์เชิงจิตวิทยา แรงต้านจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะกลุ่มคนปกติจะไม่รู้สึกว่ารัฐแย่งพื้นที่ของตนเองไปประเคนให้กลุ่มอื่นอย่างถาวร แต่เป็นการแบ่งปันในช่วงเวลาที่พวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องใช้งานหลักแล้ว เช่น ช่วงค่ำ หรือวันหยุดพิเศษ


มันคือพื้นที่ Carnivalesque ที่ปลอดภัยสำหรับคนที่ถูกกดทับ


สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้ความเก็บกดจากกรอบมาตรฐานของสังคมมาตลอด 24 ชั่วโมง การมี Temporal Zoning ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกจำกัด แต่กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นอิสระมากกว่า ซึ่งในทางสังคมวิทยา มีแนวคิดเรื่อง Carnivalesque (สภาวะแบบงานคาร์นิวาล) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาพิเศษชั่วคราวที่สังคมอนุญาตให้คนเปลี่ยนอัตลักษณ์ ล้อเลียนอำนาจ และทำลายกฎเกณฑ์ปกติได้


การรู้ว่าเมื่อถึงเวลานี้ พื้นที่นี้จะปลอดภัยจากการจับจ้อง พิพากษา หรือการตีตราจากสังคมปกติ จะช่วยให้ผู้ที่เผชิญภาวะเก็บกดสามารถระบายพลังงานดิบ พลังงานสร้างสรรค์ หรือตัวตนที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องระแวงสายตาของคนกลุ่มอื่น


ความท้าทายในทางปฏิบัติ


แม้ Temporal Zoning จะเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด แต่สำหรับนักบริหารจัดการพื้นที่ มันก็ยังมีความยุ่งยากในการสลับโหมด (Mode Transition) ที่ต้องบริหารให้ดูการบริหารการเปลี่ยนผ่าน (Transition Management) จะนำความยุ่งยากจะย้ายจากเรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ มาเป็นเรื่องการจัดการหน้างาน เช่น รัฐจะทำอย่างไรให้พื้นที่เปลี่ยนผ่านจากโหมดเป็นระเบียบเรียบร้อย ไปสู่โหมดปลดปล่อย ได้อย่างราบรื่น? และที่สำคัญคือ กระบวนการล้างพื้นที่ (Resetting the Space) เพื่อให้กลับมาอยู่ในโหมดระเบียบปกติในเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างทันท่วงที โดยไม่ทิ้งร่องรอยที่จะทำให้คนกลุ่มปกติมาตำหนิได้ในภายหลัง


การเลือก Temporal Zoning คือ การยอมรับว่า เราไม่จำเป็นต้องสร้างโลกอุดมคติที่ทุกคนเข้าใจกัน 100% แต่เราสามารถสร้างพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เดินชนกัน


หลักการ Fluid & Porous Spaces ที่มีลักษณะเป็น Loose Spaces และ Eccentric Spaces รองรับความต้องการที่แปลกแยก พื้นที่ระบายพลังงานดิบทางศิลปะ หรือพื้นที่สำหรับการอยู่กับตัวเองโดยปราศจากการรบกวนจากกลไกของรัฐและทุน แบบนี้น่าสนใจ เพียงแต่ดูเป็นอุดมคติไปหน่อย หากจะให้ยึดเป็นสรณะจะเอา Productivity รองรับ Real Economy ได้อย่างไร


เป็นจุดตัดสำคัญที่สุดระหว่างทฤษฎีวิพากษ์ถอนรากถอนโคน (Radical Critical Theory) กับความจริงทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Realism) ถ้าหากปล่อยให้พื้นที่ลื่นไหล ไร้นิยาม และตัดขาดจากรัฐ/ทุนโดยสิ้นเชิง (Autonomous Zones) ตัวเมืองจะสูญเสียระบบไหลเวียนโลหิตที่เรียกว่า Real Economy ที่เป็นเศรษฐกิจจริงที่จับต้องได้และมีผลผลิต ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตคนในเมือง ท้ายที่สุดพื้นที่เหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงดินแดนในอุดมคติที่ล่มสลาย เพราะไม่มีฐานรากทางเศรษฐกิจมารองรับ


แต่หากเราต้องการยึดหลักการ Fluid, Porous, Loose, และ Eccentric Spaces เป็นสาระสำคัญในการออกแบบเมืองจริงๆ โดยไม่ทิ้ง Productivity ต้องไม่มองว่าสองสิ่งนี้เป็นศัตรูกัน แต่ต้องเปลี่ยนความแปลกแยกและพลังงานดิบให้กลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านกลไกเชิงโครงสร้าง 3 รูปแบบ คือ


เปลี่ยนพลังงานดิบเป็นนวัตกรรมต้นน้ำ


ในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม (Knowledge & Creative Economy) สิ่งที่ทุนและรัฐกลัวที่สุด คือ ภาวะทางตันของความคิด (Creative Stagnation) ซึ่งมักเกิดในพื้นที่ออฟฟิศที่เป็นระเบียบเกินไป ความคิดสร้างสรรค์ระดับเปลี่ยนโลกมักเกิดในพื้นที่ที่ไร้ระเบียบ (Loose Spaces)


เป็นกลไกเชิงพื้นที่ที่รัฐและทุนสามารถเข้ามาอุดหนุนแบบไม่แทรกแซง (Arm’s-length Funding) โดยมองว่าพื้นที่ Eccentric Spaces คือ ห้องแล็บทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ปล่อยของที่ยอมให้เกิดความล้มเหลว ความแปลกแยก และการทดลองที่ไม่มีกรอบ ดำเนินการสร้าง Productivity โดยส่งเสริมให้พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นตัวกำเนิดไอเดียดิบ (Raw Ideas) เมื่อไอเดียหรือนวัตกรรมเหล่านั้นเริ่มตกผลึก มันจะถูกขยับขยาย (Scale up) ออกไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจจริงรอบนอกเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ ทุนได้นวัตกรรมใหม่ คนทำงานศิลปะ/นวัตกรรมได้ระบายพลังงานดิบและได้รายได้กลับมาหล่อเลี้ยงสเปซ


ทฤษฎีความพรุนทางเศรษฐกิจ


ความพรุน (Porous) ไม่ได้หมายถึงการยอมให้คนทำอะไรก็ได้ตามใจชอบเท่านั้น แต่ในเชิงเศรษฐกิจ มันหมายถึง การไหลเวียนระหว่างเศรษฐกิจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ (Economic Porosity & Spillover Effect) ด้วยการออกแบบให้พื้นที่ลื่นไหลเหล่านี้มีลักษณะเป็นข้อต่อที่เชื่อมอยู่กับย่านเศรษฐกิจหลัก ไม่ใช่เกาะร้างที่แยกตัวโดดเดี่ยว ตัวอย่างเช่น ย่านศิลปะใต้ดินที่ตั้งอยู่ติดกับย่านการค้าหลัก


สร้าง Productivity ให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis) กลุ่มคนในพื้นที่อิสระผลิตงานศิลปะ งานออกแบบ ดนตรี หรือแนวคิดทางเลือก ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสินค้าที่มีมูลค่าสูง ในปัจจุบัน เมืองสามารถเก็บเกี่ยว Productivity จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทางเลือก (Alternative Tourism) หรือการขายทรัพย์สินทางปัญญา ขณะเดียวกัน ทุนในย่านหลักก็ทำหน้าที่เป็นตลาดรองรับและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สเปซนั้นไม่มี


สร้างระบบสัมปทานพื้นที่ว่างชั่วคราว 


ถ้าจะเอา Productivity รองรับ Real Economy เราต้องแก้โจทย์เรื่องต้นทุนค่าเสียโอกาสของที่ดิน (Opportunity Cost of Land) รัฐและทุนจะไม่ยอมปล่อยให้ที่ดินมูลค่าสูงใจกลางเมืองกลายเป็น Loose Space เฉยๆ โดยไม่มีผลตอบแทน เป็นการสร้างระบบสัมปทานพื้นที่ว่างชั่วคราว (Adaptive Reuse & Temporary Urbanism) โดยใช้โมเดลพื้นที่รอการพัฒนา (Stalled/Underutilized Spaces) เช่น ที่ดินรถไฟ คลังสินค้าเก่า หรือพื้นที่เอกชนที่ยังไม่เริ่มโครงการ นำมาทำข้อตกลงปล่อยเช่าระยะสั้นในราคาต่ำหรือฟรี เพื่อให้เกิด Fluid & Loose Spaces ชั่วคราว


ด้วยโมเดลนี้ Productivity จะถูกสร้างขึ้นมา กล่าวคือ แทนที่ที่ดินจะถูกปล่อยทิ้งร้างให้เมืองเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นการลด Productivity ของเมืองในภาพรวม การเปิดให้เกิดพื้นที่กิจกรรม ศิลปะ หรือพื้นที่อยู่กับตัวเองชั่วคราว จะช่วยสร้างมูลค่าทางอ้อม (Place-making) ทำให้ย่านรอบข้างคึกคักขึ้น มูลค่าอสังหาริมทรัพย์โดยรวมสูงขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่ทุนพร้อมจะพัฒนาเศรษฐกิจจริงในพื้นที่นั้น สเปซลื่นไหลนี้ก็ขยับย้ายไปสู่พื้นที่ร้างจุดถัดไป เกิดเป็นวัฏจักรที่เมืองได้ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพื้นที่ปลดปล่อยทางจิตใจไปพร้อมกัน


“ต้องไม่มองว่าสองสิ่งนี้เป็นศัตรูกัน” ซึ่งก็ยังเป็นอุดมคติอยู่อีก เพราะต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู ฝ่ายหนึ่งก็พร่ำอยู่ตลอดว่าตัวเองถูกกดทับ อีกฝ่ายก็ห่วงระบบเดิมที่ต่อ productivity หากเราคิดแบบอยู่ตรงกลางก็พอได้อยู่ แต่คนเรามันไม่อยู่ตรงกลางซ่ะทีเดียวหรอก


อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงของสังคม มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความเชื่อ และผลประโยชน์ คนเราไม่ได้อยู่ตรงกลาง และต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ประนีประนอมไม่ได้ ฝั่งวงศาวิทยาสุดขั้วที่รู้สึกว่าถูกกดทับ จะมองว่าทุนและรัฐคือปีศาจที่คอยจ้องจะกลืนกินและหลอกใช้พวกเขา การที่ทุนจะเข้ามาอุดหนุนหรือเอาศิลปะของพวกเขาไปสร้าง Productivity จะถูกตีความทันทีว่าเป็นการชุบเปิปหรือขูดรีดทางวัฒนธรรม (Co-optation / Capitalist Recuperation) เพื่อเอาไปทำกำไร พวกเขาจึงเลือกที่จะตั้งป้อมปฏิเสธและกรีดร้องว่าถูกกดทับต่อไปเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของอุดมการณ์


ฝั่งรัฐและทุนที่คุมระบบก็จะมองคนกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกรกโลก ไร้ระเบียบ ไม่สร้างมูลค่า และเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงดูคนส่วนใหญ่ในเมือง พวกเขาจึงมักเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้กฎหมาย กวาดล้าง หรือตีกรอบให้สยบยอม


เมื่อมนุษย์สองฝั่งเลือกที่จะไม่ยอมอยู่ตรงกลางและกอดอุดมการณ์ของตัวเองไว้แน่น ความยุ่งยากของการบริหารจัดการพื้นที่ในโลกจริงจึงไม่ใช่การหาจุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ การบริหารจัดการสงครามตัวแทนเชิงพื้นที่(Spatial Proxy War)

ถ้าเรายอมรับความจริงข้อนี้ว่า คนเราไม่อยู่ตรงกลางแน่ๆ นักบริหารจัดการพื้นที่ที่เข้าใจโลก จะเลิกทำตัวเป็นนักประนีประนอมผู้อ่อนโยน แต่จะเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่าการทูตเชิงพื้นที่ (Spatial Diplomacy) ซึ่งไม่ได้ขยับให้คนย้ายมาอยู่ตรงกลาง แต่ใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้แทน


ล่อซื้อด้วยความอยู่รอด


นักบริหารจัดการรู้ดีว่าอุดมการณ์กินไม่ได้ แม้คนถูกกดทับจะเกลียดทุนแค่ไหน แต่พวกเขาก็ต้องการพื้นที่ ข้าวสาร และทุนรอนในการดำรงชีวิต ในขณะเดียวกัน ทุนก็ต้องการพื้นที่ใหม่ๆ ในการขยายตัว


กลยุทธ์ล่อซื้อเพื่อความอยู่รอด (Material Pragmatism) รัฐจะทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางที่เข้าไปเจรจาแยกกัน โดยไม่จับสองฝ่ายมานั่งเผชิญหน้ากัน เพราะพวกเขาจะทะเลาะกันทันที รัฐจะไปบอกฝ่ายทุนว่าจ่ายเงินมาเดี๋ยวจัดการพื้นที่ให้ และไปบอกกลุ่มคนทำงานทางเลือกว่า มีพื้นที่ฟรีและเงินทุนให้ทำงาน โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด คือ ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างเกลียดกันต่อไป แต่ระบบมันเดินหน้าได้เพราะผลประโยชน์ลงตัว


สร้างพื้นที่ไม่ต้องสบตา


ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า Agonism ของ Chantal Mouffe ซึ่งบอกว่า เราไม่ต้องเปลี่ยนศัตรูที่ต้องทำลายกัน ให้กลายเป็นเพื่อนรัก แต่เปลี่ยนให้เป็นคู่แข่งที่เคารพกติกากลาง (Adversaries) เป็นกลยุทธ์เชิงพื้นที่ที่ไม่ต้องพยายามสร้างพื้นที่สาธารณะที่จับคนสองกลุ่มนี้มารวมกันเพื่อทำความเข้าใจกัน เพราะนั่นคือชนวนระเบิด แต่ให้สร้างระบบผังเมืองที่ต่างคนต่างมีสเปซของตัวเองอย่างชัดเจน มีอาณาเขตที่รู้กันโดยนัย เป็นการอยู่ร่วมกันแบบ ต่างคนต่างอยู่แต่ไม่ก้าวล่วงกัน (Peaceful Co-existence)


ยอมรับว่าเมืองต้องมีบาดแผลและความตึงเครียด


เมืองที่สงบราบเรียบ ไม่มีกลุ่มคนประท้วง ไม่มีกลุ่มคนแปลกแยก คือ เมืองที่ตายแล้วในเชิงความคิดสร้างสรรค์ ส่วนเมืองที่มีแต่ความโกลาหลก็อยู่ไม่ได้เพราะยากจน นักบริหารจัดการพื้นที่ยุคใหม่ต้องเปลี่ยน Mindset จากการพยายามเคลียร์ปัญหาให้จบ เป็นการเลี้ยงไข้ความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ยอมให้มีความตึงเครียด มีการด่าทอ มีการพ่นกราฟฟิตี้ประท้วงทุน มีการปะทะกันทางวาทกรรมในพื้นที่เมืองบ้าง เพราะนั่นคือสัญญาณว่าเมืองยังมีชีวิต และพลังงานความขัดแย้งนั่นแหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เมืองขยับขยายไปข้างหน้า


สุดท้ายแล้ว บทสรุปที่จริงแท้ที่สุดก็คือสิ่งที่กล่าว คือ คนเรามันไม่อยู่ตรงกลางซะทีเดียวหรอก คนกลุ่มหนึ่งจะพร่ำบ่นว่าถูกกดทับไปตลอดชีวิต เพราะนั่นคืออัตลักษณ์และคุณค่าของพวกเขา ส่วนอีกกลุ่มก็จะบ้าคลั่ง Productivity ไปตลอดชีวิตเพราะมันคือความมั่นคง การบริหารพื้นที่ในโลกจริงจึงไม่ใช่เรื่องของการจัดฉากให้ทุกคนมาร้องเพลงสามัคคีชุมนุม แต่เป็นเรื่องของศิลปะในการจัดวางคนใจแคบสองกลุ่ม ให้อยู่ในเมืองเดียวกันได้โดยไม่ฆ่ากันตายไปซะก่อน