การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิศาสตร์ที่สำคัญ
พัฒนา
ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
มีรายงานและการสำรวจเชิงวิเคราะห์จากองค์กรวิชาการระดับนานาชาติต่างๆ ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างเป็นสากล ผลิตออกมาเป็นช่วงๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม เอาไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งทั้ง iGeo และ TGeo มักเอามาอ้างอิงออกข้อสอบเป็นประจำ ในห้วงปี 2024-2025 มีประเด็นที่น่าสนใจ ควรที่จะต้องเข้าไปศึกษาเพื่อเป็นต้นทุนในสิ่งที่ต้องมองให้เห็น ดูให้รู้ชัด วิเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจ และสังเคราะห์ให้กระจ่างถึงความเชื่อมโยงไปสู่การแสดงและขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้น การสร้างโอกาส และการให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำ planet ของเราก้าวเข้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
1. World Economic Forum (WEF)
รายงาน Global Risks Report 2025 ชี้ให้เห็นว่า "ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม" (Environmental Risks) ได้เปลี่ยนจากความกังวลระยะยาวมาเป็น ความเป็นจริงที่เร่งด่วน ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการแตกแยกทางสังคม (Societal Fragmentation) และรายงาน Global Cooperation Barometer 2025 ระบุว่าแม้จะมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ความร่วมมือในด้าน "การจัดการธรรมชาติ" และ "สุขภาพ" ยังคงเป็นเสาหลักที่โลกต้องรักษาร่วมกัน
Global
Risks Report 2025: ความเสี่ยงที่ประสานงากัน เป็นรายงานฉบับครบรอบ
20 ปีนี้มักจะมาพร้อมกับกราฟ "Risk
Interconnection 2025" ที่โด่งดัง แสดงให้เห็นว่าในระยะสั้น (2 ปี) ความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัฐ
(State-based armed conflict) พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วย
เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และการบิดเบือนข้อมูล (Misinformation/Disinformation) และระยะยาว (10 ปี: ภาพจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเกือบทั้งหมด เพราะความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
(ภูมิอากาศ, ความหลากหลายทางชีวภาพ) จะกลายเป็นความเสี่ยงถาวรที่รุนแรงที่สุด
นอกจากนี้ ยังนำเสนอแผนภาพ "Global Risks
Interconnections Map" ที่เป็น "ใยแมงมุม" ของปัญหา
รายงานจะแสดงให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เชื่อมโยงกับการบิดเบือนข้อมูลอย่างไร
และส่งผลไปถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างไร ภาพนี้ช่วยให้เราเห็นว่า "วิกฤตหนึ่งไม่ได้มาเดี่ยวๆ"
สำหรับรายงาน
Global
Cooperation Barometer 2025 ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum (WEF) ร่วมกับ McKinsey
& Company นั้น มีภาพและกราฟิกที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า "ความร่วมมือโลกไม่ได้หายไป
แต่กำลังเปลี่ยนรูปร่าง" (Changing Shape of Cooperation) ดังนี้
1. กราฟ "The Five Pillars of Global Cooperation" (หัวใจหลักของรายงาน) เป็นจุดที่สำคัญที่สุดของรายงาน โดยแสดงให้เห็นดัชนีความร่วมมือใน 5 ด้าน ตั้งแต่ปี 2012 จนถึง 2024-2025 ประกอบด้วย 1) Climate and Natural Capital: กราฟเส้นนี้ พุ่งสูงขึ้นชัดเจน แสดงให้เห็นว่าแม้โลกจะมีความขัดแย้ง แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมและการลงทุนในพลังงานสะอาด (Green Capital Flows) ยังเป็นจุดที่ทุกประเทศร่วมมือกันได้ดีที่สุด 2) Trade and Capital: กราฟมีลักษณะ Flat (คงที่) สะท้อนว่าแม้การค้าสินค้าจะเริ่มติดขัดจากมาตรการกีดกัน แต่การค้าภาคบริการ (Services) และการไหลเวียนของข้อมูล (Data Flows) ยังคงเติบโต 3) Innovation and Technology: กราฟ เชิดหัวขึ้น จากการขยายตัวของ AI และความร่วมมือด้านงานวิจัยข้ามพรมแดน และ 4) Peace and Security: กราฟเส้นนี้ ดิ่งลงอย่างน่ากังวล สะท้อนสถิติจำนวนความขัดแย้งและการสูญเสียจากสงครามที่สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
2. แผนภาพ "Global Trade Reconfiguration" (การจัดระเบียบการค้าใหม่) สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ แทนที่จะเป็นแผนที่แสดงเส้นการค้าที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกแบบใยแมงมุมเหมือนในอดีต รายงานปี 2025 จะแสดงให้เห็นการแบ่งกลุ่ม (Fragmentation) ภาพจะแสดงให้เห็นว่าการค้ากำลังย้ายจาก "Global" ไปสู่ "Aligned Partners" (ประเทศที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกัน) หรือที่เรียกว่า Friend-shoring มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง
3. ตาราง "The Compliance Gap & New Standards" แสดงการเปรียบเทียบมาตรฐานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2025 เช่น มาตรฐาน AI และ มาตรฐานภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) * ตารางนี้จะชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเพียงใดเพื่อให้ผ่านมาตรฐานเหล่านี้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ "ความร่วมมือที่มีเงื่อนไข"
4. กราฟ "Intangible Flows vs. Physical Goods" เป็นกราฟเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจนมากว่า ในขณะที่การขนส่งสินค้าทางเรืออาจจะชะลอตัวลง แต่ International Bandwidth และการไหลเวียนของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) พุ่งสูงขึ้นเป็น 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19
2. World Bank (ธนาคารโลก)
รายงาน WDR 2024: The Middle-Income Trap เน้นย้ำว่าประเทศรายได้ปานกลาง (รวมถึงไทย) ต้องก้าวข้าม "กับดัก" ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่การรอการลงทุนจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว และรายงาน WDR 2025: Standards for Development ที่เป็นรายงานฉบับใหม่ล่าสุด ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ "มาตรฐาน" (Standards) เป็นเครื่องมือในการเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจและการเข้าถึงตลาดโลกในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อน
รายงาน WDR 2024: The Middle-Income Trap ฉบับนี้ เน้นไปที่ความท้าทายของประเทศรายได้ปานกลาง (รวมถึงไทย) ที่ติดกับดัก
ไม่สามารถก้าวไปเป็นประเทศรายได้สูงได้เสียที
1. กราฟ "The 5% Scoreboard" - กราฟนี้แสดงให้เห็นสถิติที่น่าตกใจว่า มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1990 ที่มีเพียงประมาณ 34 ประเทศเท่านั้นที่ขยับจากระดับรายได้ปานกลางขึ้นสู่รายได้สูงได้สำเร็จ ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันออก (ที่เข้า EU) และเอเชียตะวันออก (เช่น เกาหลีใต้) นอกจากนี้ กราฟจะเปรียบเทียบ GDP per capita ของประเทศต่างๆ กับสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่องว่างนั้นกว้างขึ้นหรือแคบลง
2. แผนภาพ "The 3i Strategy" (Investment, Infusion, Innovation) - นี่คือโมเดลหัวใจหลักของเล่มนี้ที่อธิบายขั้นตอนการเติบโต: Low-income: เน้น Investment (การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน); Lower-middle income: ต้องเพิ่ม Infusion (การรับเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาปรับใช้); และ Upper-middle income: ต้องไปให้ถึง Innovation (การสร้างนวัตกรรมเอง)
3. กราฟเปรียบเทียบ "Creative Destruction" ตารางหรือกราฟที่แสดงอัตราการเกิด-ดับของธุรกิจ ในประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง มักจะมีบริษัทขนาดใหญ่ที่ครองตลาดมานาน (Incumbents) ขัดขวางไม่ให้บริษัทใหม่ที่มีนวัตกรรมเกิดขึ้นได้
ขณะที่ WDR 2025: Standards for Development ให้ความสำคัญกับ "มาตรฐาน" (Standards) ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสินค้า สิ่งแวดล้อม หรือแรงงาน ว่าส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างไรนั้น มีการสื่อสารให้เห็นผ่านภาพ แผนที่ และข้อมูลที่น่าสนใจ คือ
1. แผนที่ "The Compliance Gap" - แผนที่โลกที่แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลเพียงใดเพื่อให้ผ่านมาตรฐานของประเทศรายได้สูง (เช่น EU Green Deal หรือมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร) มีสิ่งที่น่าสนใจ คือ การแสดงพื้นที่ที่มี "ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ" (Compliance Costs) สูงที่สุด ซึ่งมักจะเป็นอุปสรรคต่อ SME ในประเทศยากจน
2. กราฟ "Standards as Catalysts vs. Barriers" - กราฟนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นสองด้านของมาตรฐานด้านที่เป็นโอกาส: มาตรฐานช่วยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) ได้ง่ายขึ้น และด้านที่เป็นอุปสรรค: มาตรฐานที่ซับซ้อนเกินไปกลายเป็นกำแพงภาษีในรูปแบบใหม่ (Non-tariff barriers)
3. ตารางเปรียบเทียบ "Digital & Green Standards" - ตารางที่สรุปมาตรฐานใหม่ๆ ในเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการค้าโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า
3. Statista
รายงาน Global
Tourism Records (2025) ระบุว่าในปี
2025 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.52 พันล้านคน โดยเฉพาะภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลางที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นกว่าช่วงก่อนโควิด
และรายงานเรื่อง Digital Economy Geography ได้ให้ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center ระดับโลก โดยรายงาน Global Tourism Records (2025) จาก Statista ได้ให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ UN
Tourism ในปี 2025 มีการแสดงสถิติที่น่าสนใจซึ่งบ่งบอกถึงการทำลายสถิติใหม่ในยุคหลังแพนเดมิก
ดังนี้
1. กราฟ "International Tourist Arrivals Worldwide (1990–2025)" เป็นภาพที่ชัดเจนที่สุดเพื่อแสดงการฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กราฟจะแสดงเส้นที่ดิ่งเหวในปี 2020 แล้วค่อยๆ ไต่ระดับกลับมาจน ทะลุระดับปี 2019 ได้สำเร็จในปี 2025 อีกทั้งยังมีตัวเลขสำคัญที่เป็นการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูงถึง 1.52 - 1.55 พันล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high)
2. อินโฟกราฟิก
"Top Cities for International Visitors in 2025" Statista ได้รวบรวมรายชื่อเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุด
โดยมีอันดับที่น่าสนใจ คือ
·
Bangkok, Thailand: 30.3 - 32.4 ล้านคน (ยังคงครองอันดับ 1 แม้จะมีการชะลอตัวเล็กน้อย)
·
Hong Kong: 23.2
ล้านคน (ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง)
·
London, UK: 22.7 ล้านคน (อันดับ 1 ในยุโรป)
นอกจากนี้แผนภูมิจะแสดงให้เห็นว่าจุดศูนย์ถ่วงของการท่องเที่ยวโลกกำลังเทมาทาง เอเชียและตะวันออกกลาง มากขึ้นเรื่อยๆ
3. กราฟ "Travel & Tourism Revenue by Segment (2025)" แสดงการกระจายตัวของรายได้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ: Hotels ยังคงเป็นส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด (ประมาณ 4.55 แสนล้านดอลลาร์); Cruises กลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด คาดการณ์รายได้กว่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (เกินระดับปี 2019 แล้ว); และ Package Holidays ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความสะดวก
4. แผนที่ "Regional Growth Momentum" แสดงการเติบโตรายภูมิภาค: Africa เป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2025 (+12% YoY); Middle East เติบโตได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับก่อนโควิด (+39% สูงกว่าปี 2019) โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นตัวขับเคลื่อนหลักจากโครงการ Vision 2030
ส่วนรายงานเรื่อง Digital Economy Geography ที่มักจะนำเสนอผ่านภาพและสถิติที่เน้นให้เห็นว่า "พรมแดนดิจิทัล" นั้นแตกต่างจาก "พรมแดนกายภาพ" อย่างไร นี่คือตัวอย่างประเด็นและกราฟิกที่น่าสนใจ
1. แผนที่ "The Global Internet Backbone" (เส้นเลือดใหญ่ของโลกดิจิทัล) นี่คือแผนที่ที่แสดงเส้นทางของ สายเคเบิลใต้ทะเล (Submarine Cables) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจดิจิทัล แผนที่นี้จะแสดงให้เห็นว่าข้อมูลส่วนใหญ่ของโลกไหลผ่านจุดยุทธศาสตร์ใดบ้าง เช่น ช่องแคบมะละกา, ทะเลแดง และมหาสมุทรแอตแลนติก ในทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อเหล่านี้ (Digital Hubs) เช่น สิงคโปร์ หรือ เนเธอร์แลนด์ จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Computing
2. กราฟ "Digital Value Added by Region" (มูลค่าเพิ่มดิจิทัลรายภูมิภาค) กราฟแท่งที่แสดงการกระจายตัวของรายได้จากเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก ทำให้ได้เห็นภาพชัดเจนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลโลกถูกครองโดยสองขั้วอำนาจใหญ่คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 75% ของมูลค่าตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลก โดยจะเห็นได้ว่ากราฟเส้นของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และ แอฟริกา ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงการก้าวกระโดด (Leapfrogging) ของเศรษฐกิจเกิดใหม่
3. ตาราง
"The Top 10 Digital Nations Index" เป็นตารางสรุปการจัดอันดับประเทศตามดัชนีความพร้อมทางดิจิทัล (Digital
Readiness) โดยแบ่งตามเสาหลัก: ด้าน Infrastructure คือ ความเร็วอินเทอร์เน็ตและความครอบคลุมของ 5G/6G; ด้าน
Human Capital: ทักษะทางดิจิทัลของประชากร; และด้าน Policy เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูล (เช่น GDPR หรือ PDPA) และการสนับสนุนสตาร์ทอัพ
4. แผนภูมิวงกลม "Global Data Flows: From Services to AI" แสดงสัดส่วนของข้อมูลที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ต โดยสัดส่วนของ Video Streaming ยังคงครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด (กว่า 60%) ขณะที่ New Frontier อันหมายถึงสัดส่วนข้อมูลที่เกิดจาก Generative AI และ IoT (Internet of Things) ที่เริ่มมีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2025-2026
4. McKinsey & Company
รายงาน Sustainable and Inclusive Growth 2024 ของ McKinsey วิเคราะห์เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Decarbonization) ว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก และการสร้างงานในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทักษะด้านความยั่งยืน และรายงาน The Global Cooperation Barometer ชวนเรามองว่า "ภูมิศาสตร์ของนวัตกรรม" กำลังเปลี่ยนไป โดยนวัตกรรมไม่ได้กระจุกตัวแค่ในชาติตะวันตก แต่กระจายตัวไปยังคลัสเตอร์ใหม่ ๆ ในเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งกล่าวไปแล้วร่วมกับ WEF ข้างต้น ทั้งนี้ในรายงาน Sustainable and Inclusive Growth 2024 ของ McKinsey (และชุดข้อมูลจาก McKinsey Global Institute: 2024 in charts) มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่าง "การเติบโต" "ความยั่งยืน" และ "ความครอบคลุม" โดยมีภาพและกราฟที่น่าสนใจ ดังนี้
1. แผนภูมิ
"The Geometry of Global Trade" (การปรับทิศทางการค้าโลก) เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของปี 2024 คือการแสดงให้เห็นว่าเส้นทางการค้าโลกไม่ได้หายไป
แต่ "เปลี่ยนทิศ" โดยแผนที่นี้จะแสดง Geopolitical Distance (ระยะห่างทางภูมิรัฐศาสตร์) ของการค้า โดยจะเห็นว่าสหรัฐฯ เยอรมนี และจีน เริ่มลดสัดส่วนการค้ากับประเทศที่อยู่
"คนละขั้ว" ลงประมาณ 4-10% กราฟจะแสดงว่าแม้โลกจะแบ่งขั้ว แต่เกือบ 40% ของสินค้าที่
"กระจุกตัว" (Concentrated Products เช่น แร่ธาตุสำคัญ)
ยังต้องพึ่งพาการค้าระหว่างขั้วที่ห่างกันอยู่ เพราะหาแหล่งอื่นทดแทนได้ยากในระยะสั้น
2. กราฟ "The Productivity Gap: MSMEs vs. Large Firms" McKinsey ให้ความสำคัญกับความครอบคลุม (Inclusion) ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจขนาดเล็ก (MSMEs) ด้วยการแสดงกราฟแท่งที่เปรียบเทียบ Value added per worker ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ในประเทศต่างๆ ซึ่งในประเทศกำลังพัฒนา ช่องว่างนี้กว้างมาก หากสามารถลดช่องว่างนี้ได้ (Closing the gap) จะเป็นการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมที่สุด เพราะ SME จ้างงานคนถึง 2/3 ในประเทศพัฒนาแล้ว และ 4/5 ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
3. แผนภาพ "The Energy Transition Reality Check" ภาพนี้แสดงถึงความท้าทายทางกายภาพของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Net Zero) ความน่าสนใจของแผนภาพ คือ การเป็นตารางเปรียบเทียบ Annual Investment Needed (เงินลงทุนต่อปีที่ต้องใช้) เพื่อไปให้ถึง Net Zero เทียบกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งรายงานชี้ให้เห็น "ช่องว่างการลงทุน" ในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า "ความยั่งยืน" ยังต้องการเงินทุนมหาศาลและการสนับสนุนจากภาคเอกชน
4. กราฟ "AI and the Next Workforce Frontier" ในมิติของ Inclusion รายงานแสดงให้เห็นว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานอย่างไร สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ กราฟเส้นแสดงอัตราการนำ AI มาใช้ในฟังก์ชันต่างๆ (เช่น การตลาด, ไอที, การดำเนินงาน) ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจาก 17% เป็นกว่า 50% ในช่วงปี 2021-2025 เป็นการเน้นย้ำถึงเรื่องการ Upskilling ว่าหากเราไม่เตรียมคนให้พร้อม AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความเหลื่อมล้ำแทนที่จะสร้างโอกาส
5. International Energy Agency (IEA)
รายงาน World Energy Outlook 2024 น่าสนใจมาก ที่ระบุว่าระบบพลังงานโลกกำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคแห่งไฟฟ้า" (Electricity Era) โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่เทียบเท่ากับการใช้ไฟของ 10 เมืองใหญ่ที่สุดในโลกรวมกันในทุกๆ ปี ขณะที่มีรายงานที่น่าสนใจอีกฉบับหนึ่ง คือ WEO 2025 Key Shifts ที่ชี้ชัดย้ำอีกว่า 80% ของความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ใน "ภูมิภาคที่มีแสงแดดจัด" (High-solar regions) และจีนยังคงเป็นผู้นำด้านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของโลก (45-60% ของทั้งหมด)
รายงาน World Energy Outlook 2024 (WEO 2024) ของ IEA เป็นฉบับที่โลกให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สถิติชี้ว่า "ยุคของเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะสิ้นสุดลง" ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างภาพ แผนที่ และกราฟ ที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานฉบับนี้
1. กราฟ
"The Peak of Fossil Fuels" (จุดสูงสุดของฟอสซิล)
นี่คือไฮไลต์สำคัญที่สุดของเล่มปี 2024 เป็นกราฟเส้นที่แสดงความต้องการถ่านหิน น้ำมัน
และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตามสถาณการณ์นโยบายปัจจุบัน (STEPS) ทั้งสามอย่างจะแตะจุดสูงสุด
(Peak) ก่อนปี 2030 ที่เป็นการยืนยันผ่านข้อมูลว่า แม้จะไม่มีนโยบายใหม่เพิ่มเติม
กลไกตลาดและเทคโนโลยีปัจจุบันก็กำลังพาเราออกจากยุคฟอสซิลแล้ว
2. แผนภาพ "The Surge of Electricity Demand" (คลื่นยักษ์แห่งความต้องการไฟฟ้า) รายงานปีนี้เน้นเรื่อง "ความหิวโหยไฟฟ้า" ของโลกยุคใหม่ สิ่งที่น่าสนใจ คือ กราฟแสดงความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมหาศาล โดยเทียบเคียงว่า โลกต้องเพิ่มไฟฟ้าให้เท่ากับปริมาณการใช้ของ 10 เมืองใหญ่ที่สุดในโลกรวมกันในทุกๆ ปี ทั้งนี้ กราฟจะแยกส่วนแบ่งความต้องการที่มาจาก Data Centers (โดยเฉพาะจากกระแส AI) และเครื่องปรับอากาศจากภาวะโลกร้อน (Heatwaves)
3. ตาราง "Clean Energy Investment: The Great Divide" ตารางเปรียบเทียบเม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดระหว่างปี 2019 กับ 2024 มีตัวเลขที่น่าทึ่งในตารางนี้ ที่ระบุว่าปัจจุบันโลกลงทุนในพลังงานสะอาด เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างไรก็ดี รายงานจะใช้แผนที่ความร้อน (Heat Map) แสดงให้เห็นว่า 15% เท่านั้น ของการลงทุนนี้ที่กระจายไปยังประเทศกำลังพัฒนา (EMDE) นอกเหนือจากจีน ซึ่งเป็นช่องว่างที่น่ากังวลสำหรับความยุติธรรมทางพลังงาน
4. กราฟ "Solar PV vs. Other Power Sources" กราฟเปรียบเทียบกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ (Capacity Additions) โดยที่ Solar PV (โซลาร์เซลล์) พุ่งสูงจนกลืนทุกเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าอื่นๆ รวมกัน ที่น่าสนใจมากๆ ตรงนี้ ก็คือ ในปี 2024 เพียงปีเดียว โลกติดตั้งแผงโซลาร์ในปริมาณที่มากกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของเยอรมนีและสเปนรวมกัน
สำหรับรายงาน World Energy Outlook 2025 (WEO 2025) ของ IEA ฉบับล่าสุดนี้ (ข้อมูล ณ เมษายน 2026) มีการนำเสนอภาพและข้อมูลที่ "ปรับน้ำหนัก" ใหม่ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงนโยบายในประเทศมหาอำนาจ และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
1. กราฟ "The Resilient Clean Energy Momentum" (แม้เปลี่ยนนโยบาย แต่พลังงานสะอาดยังโต) นี่เป็นภาพที่สำคัญที่สุดของปี 2025 หลังจากมีความกังวลเรื่องการปรับลดงบประมาณสนับสนุนพลังงานสะอาดในบางประเทศ (เช่น สหรัฐฯ) มีสิ่งที่น่าสนใจมาก คือ กราฟเส้นแสดงการติดตั้ง Solar PV และ Wind ที่ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ (Record-breaking) ในปี 2025 โดยรายงานระบุว่า "กลไกตลาดและต้นทุนที่ต่ำลง" ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งกว่านโยบายภาครัฐไปแล้ว ซึ่งในสถานการณ์ CPS (Current Policies) การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์และลมในปี 2025 สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในปี 2019 ถึง 112% และ 297% ตามลำดับ
2. แผนภาพ "Electricity: The New Center of Energy Security" รายงานฉบับนี้ย้ายจุดโฟกัสจาก "น้ำมัน" มาที่ "ความมั่นคงทางไฟฟ้า" อย่างเต็มตัว กราฟแท่งนำมาแสดงสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของ Data Centers และ AI ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความต้องการไฟฟ้าโลกโตเร็วกว่าความต้องการพลังงานโดยรวมถึง 2 เท่า พร้อมมีแผนที่แสดงตำแหน่งของ Mega Data Centers ทั่วโลกที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการไหลของพลังงาน (Power flows) ในระดับภูมิภาค
3. ตาราง "The LNG Wave and Gas Market Sea Change" ปี 2025-2026 คือจุดเริ่มต้นของ "คลื่นยักษ์ LNG" ลูกใหม่ ตารางนี้แสดงกำลังการผลิต LNG (Liquefied Natural Gas) ใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด นำโดยสหรัฐอเมริกาและกาตาร์ ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซโลกมีแนวโน้มลดลงและตลาดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อแผนการใช้ถ่านหินในเอเชีย (รวมถึงไทย) เนื่องจากก๊าซจะมีราคาถูกลงและดึงดูดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินมาเป็นก๊าซได้ง่ายขึ้น
4. กราฟเปรียบเทียบ "Fossil Fuel Peaks: 2025 Edition" มีการปรับปรุงเส้นกราฟการแตะจุดสูงสุดของฟอสซิล (Peak Fossil Fuels) โดยในส่วนของ Coal: ยืนยันจุดสูงสุดก่อนปี 2030 แม้ความต้องการในบางประเทศจะยังเพิ่มขึ้นในระยะสั้น และในส่วนของ Oil & Gas: กราฟแสดงบทบาทที่ลดลงในระยะยาว (Long-term role) เมื่อเทียบกับรายงานช่วงปี 2010s เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการเข้ามาของ EV ที่มีความเสถียรมากขึ้นในตลาดโลก
6. The Economist
รายงานเรื่อง
The World Ahead 2025 (ฉบับครบรอบ
40 ปี) วิเคราะห์ว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเปลี่ยนไปสู่ "Multi-polar
World" ที่ชัดเจนขึ้น โดยมหาอำนาจกลาง (Middle Powers) จะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม และรายงานเรื่อง Global
Innovation Index 2025 รายงานสถิติที่ชี้ว่า
"คลัสเตอร์นวัตกรรม" (Innovation Clusters) ในเอเชียตะวันออก
ที่เริ่มมีคะแนนแซงหน้ากลุ่มยุโรปในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งรายงานเหล่านี้สะท้อนว่าโลกในปี
2024-2025
กำลังเปลี่ยนจากศูนย์กลางเดิมในตะวันตกไปสู่ Global South มากขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนประชากร
การใช้พลังงานสะอาด และการเป็นฐานนวัตกรรมใหม่
รายงานเรื่อง The World Ahead 2025 มีการนำเสนอข้อมูลผ่านกราฟและแผนภาพที่เน้นความ "ผันผวน" และ "จุดเปลี่ยน" ของโลกอย่างน่าสนใจ ดังนี้
1. กราฟ "The Trump Effect 2.0" (จุดศูนย์กลางของโลกปี 2025) ภาพปกและแผนภูมิในเล่มปี 2025 วาง Donald Trump ไว้เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย "America First" กับเศรษฐกิจโลก โดยมีเส้นกราฟที่พุ่งขึ้น (Upward Trend) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่สวนทางกับดัชนีความร่วมมือพหุภาคีที่ลดลง รายงานใช้ภาพ จรวด (SpaceX) และ รถยนต์ไฟฟ้า (Tesla) เพื่อสื่อถึงอิทธิพลของ Elon Musk ที่เข้ามามีบทบาทในรัฐบาลสหรัฐฯ (ผ่านกระทรวง DOGE) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเชิงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่สำคัญ
2. แผนภาพ "Geopolitical Drift" (พรมแดนที่พร่าเลือน) The Economist ใช้แผนที่เพื่อแสดงโซนความขัดแย้งที่ไม่ได้จำกัดแค่ในสนามรบ สิ่งที่น่าสนใจ คือ แผนที่แสดง "Grey Zone Provocations" ในพื้นที่อาร์กติก (Arctic), ทะเลจีนใต้ และไซเบอร์สเปซ โดยภาพนี้ชี้ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง "ภาวะสงคราม" กับ "ภาวะสันติภาพ" ในปี 2025 กำลังเลือนหายไป (Blurred lines) ซึ่งกระทบต่อเส้นทางการค้าโลกโดยตรง
3. กราฟ "Peak Combustion: The EV Inflection Point" นี่คือหนึ่งใน "Data Insight" ที่น่าสนใจที่สุดของปี 2025 สิ่งที่น่าสนใจ คือ กราฟเส้นที่ยืนยันว่า ยอดขายรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทั่วโลกได้ผ่านจุดสูงสุด (Peak) ไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างถาวร โดยระบุได้ว่าขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตแบบ Exponential กราฟนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่งที่ย้อนกลับไม่ได้แล้ว
4. ตาราง "The Aging Crisis vs. AI Productivity" ตารางเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่มีประชากรสูงวัย (Aging Society) กับอัตราการนำ AI มาใช้ในภาคการผลิต รายงานแสดงให้เห็นว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นและบางประเทศในยุโรป กำลังเร่งใช้ AI เพื่อแก้ปัญหา "การขาดแคลนแรงงาน" ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก "Labour-intensive" ไปสู่ "AI-driven economy" ซึ่งเป็นทางรอดเดียวของประเทศที่มีโครงสร้างประชากรแบบปิรามิดกลับด้าน
ส่วนรายงานเรื่อง Global Innovation Index 2025 มักจะถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างเข้มข้นใน The Economist นั้น มีการนำเสนอภาพและข้อมูลที่สะท้อนถึง "ทางแยกของนวัตกรรมโลก" (Innovation at a Crossroads) ดังนี้
1. ตาราง "The Global Innovation Leaders 2025" ตารางนี้คือสรุปอันดับประเทศที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก โดยสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 15 จุดที่น่าสนใจ คือ สิงคโปร์ (อันดับ 5) เป็นประเทศที่มีตัวชี้วัดนวัตกรรมรั้งอันดับ 1 ของโลกมากที่สุดถึง 10 รายการ และจีน (อันดับ 10) ยังคงเป็นประเทศรายได้ปานกลางเพียงประเทศเดียวที่เบียดเข้ามาอยู่ใน Top 10 ได้อย่างเหนียวแน่น
2. กราฟ "The Science and Innovation Tracker" The Economist มักจะให้ความสนใจกับกราฟที่แสดง "การปรับตัวลง" (Slowing growth) ของการลงทุน สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ กราฟเส้นแสดงการเติบโตของงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่เติบโตเพียง 3% ในปี 2024-2025 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษที่ผ่านมา (8%) และแม้จะมีกระแส AI ที่ร้อนแรง แต่การลงทุนในภาคส่วนอื่น เช่น ยานยนต์และสินค้าอุปโภคบริโภค กลับชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
3. แผนภูมิ "Venture Capital (VC) Concentration" แสดงการกระจุกตัวของเงินทุนที่หมุนเวียนในโลกนวัตกรรม โดยมีภาพที่เปลี่ยนไปเป็นกราฟวงกลมจะแสดงให้เห็นว่าเงินทุน VC เริ่มกลับไปกระจุกตัวอยู่ที่ สหรัฐอเมริกา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI และ IT มากขึ้น (Reversal of internationalization) หลังจากที่เคยกระจายไปสู่แอฟริกาและอเมริกาใต้ในช่วงปี 2021-2022
4. แผนที่ "The Top 100 Innovation Clusters 2025" แผนที่นี้ไม่ได้ดูเป็นรายประเทศ แต่ดูเป็นราย "กลุ่มก้อนเมืองนวัตกรรม" (Clusters) อันดับ 1: Shenzhen–Hong Kong–Guangzhou (จีน); อันดับ 2: Tokyo–Yokohama (ญี่ปุ่น); และ อันดับ 3: San Jose–San Francisco (สหรัฐฯ) แผนที่นี้ชี้ให้เห็นว่าหัวใจของนวัตกรรมโลกตั้งอยู่ใน เอเชียตะวันออก มากที่สุด โดยเฉพาะจีนที่มีกลุ่มคลัสเตอร์ติด Top 100 ถึง 24 แห่ง แซงหน้าสหรัฐฯ ที่มี 22 แห่ง
7. Nation Geographic
National Geographic เน้นไปที่การสำรวจ มานุษยวิทยา และวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงลึก ในช่วงปี 2024 และ 2025 มีประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อวิชาภูมิศาสตร์อย่างมากอยู่ 2 เรื่องหลัก Anthropocene และ The Great Migration & Habitability
ยุคสมัยแห่งมนุษย์ The State of the "Anthropocene"
แม้ว่าในทางธรณีวิทยาจะยังมีการถกเถียงเรื่องการประกาศชื่อยุคนี้อย่างเป็นทางการ
แต่ National Geographic ได้นำเสนอรายงานเชิงลึกที่ชี้ให้เห็นว่า
"ภูมิศาสตร์กายภาพของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างถาวรโดยน้ำมือมนุษย์" รายงานในปี
2024 เรื่อง The
New Map of Coastlines แสดงให้เห็นว่าการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกไม่ได้แค่ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น
แต่กำลังเปลี่ยน "รูปร่าง" ของชายฝั่งทะเลทั่วโลก (Coastline
reshaping) ซึ่งส่งผลต่อเขตอธิปไตยทางทะเลและพื้นที่เศรษฐกิจชายฝั่งอย่างมหาศาล
และรายงานเรื่อง Plastic as a Geologic Stratum แสดงให้เห็นถึงการค้นพบว่า พลาสติกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นดินและแนวปะการัง
(Plastiglomerates) ซึ่ง National
Geographic ชี้ว่าเป็นหลักฐานเชิงภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดว่ากิจกรรมของมนุษย์ได้สร้าง
"ชั้นหินใหม่" ขึ้นมาในประวัติศาสตร์โลก
เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ The New Map of Coastlines (หรือ "The New World Map" ในมิติของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น) จาก National Geographic นั้น มักจะเป็นการนำเสนอภาพจำลองที่ทรงพลังที่สุดในวงการภูมิศาสตร์ เพื่อให้เห็นว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรหากน้ำแข็งขั้วโลกละลายทั้งหมด นี่คือตัวอย่างภาพและแผนที่ที่น่าสนใจ
1. แผนที่ "If All the Ice Melted" (โลกที่ไม่มีน้ำแข็ง) เป็นแผนที่ชุดที่เป็นตำนานและถูกปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอ
โดยจำลองสถานการณ์หากน้ำแข็งบนโลกประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ไมล์ละลายลงสู่มหาสมุทร ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ
216 ฟุต (66 เมตร)
·
เอเชีย: แผนที่นี้จะแสดงให้เห็นว่า กรุงเทพมหานครและพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคกลางของไทยจะจมอยู่ใต้บาดาล
รวมถึงกัมพูชา (เหลือเพียงเกาะเล็กๆ) และพื้นที่ส่วนใหญ่ของเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง
·
ยุโรป: ลอนดอน เวนิส และประเทศเนเธอร์แลนด์จะหายไปจากแผนที่โลกอย่างสมบูรณ์
· อเมริกา: ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงฟลอริดาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร
2. อินโฟกราฟิก "The Rising Tide" (การรุกคืบของน้ำทะเล) National Geographic มักใช้กราฟเส้นเปรียบเทียบระดับน้ำทะเลในอดีตจนถึงอนาคต (1880–2100+) ในภาพมีกราฟแสดงจุดหักเหที่ความเร็วในการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Rate of Rise) นั้นเร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภาพนี้ช่วยยืนยันว่าระดับน้ำทะเลไม่ได้ขึ้นแบบเส้นตรง แต่มีความเร่งจากปรากฏการณ์ Feedback Loop ที่ขั้วโลก
3. ภาพเปรียบเทียบ "Coastal Cities: Then and Now" การใช้ภาพวาดแบบ Watercolor หรือ Digital Illustration เพื่อจำลองภาพจำของเมืองใหญ่ในอนาคต เช่น อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ – ภาพจำลองที่มีน้ำท่วมถึงช่วงเอวหรืออกของเทพีเสรีภาพ และลอนดอน – ภาพหอนาฬิกาบิ๊กเบนที่มีน้ำล้อมรอบเหมือนเกาะกลางทะเล ภาพต่างๆ เหล่านี้มักถูกนำไปใช้ในงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อกระตุ้นให้คนเห็น "ความรู้สึก" ของการสูญเสียพื้นที่ทางวัฒนธรรม
4. ตาราง "Population at Risk by 2050" ตารางสรุปจำนวนประชากรในเมืองชายฝั่งที่จะได้รับผลกระทบจากการรุกคืบของน้ำทะเล อันดับต้นๆ มักจะเป็นเมืองในเอเชีย เช่น กวางโจว มุมไบ จาการ์ตา และกรุงเทพฯ ทั้งนี้ รายงานชี้ว่าประชากรกว่า 150-300 ล้านคน ทั่วโลกอาจต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยภายในปี 2050 หากไม่มีการสร้างคันกั้นน้ำที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับเนื้อหาในหัวข้อ Plastic as a Geologic Stratum (พลาสติกในฐานะชั้นหินทางธรณีวิทยา) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ National Geographic นำเสนอเพื่ออธิบายยุค Anthropocene (มานุษยสมัย) มีภาพและข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพ "ร่องรอยของมนุษย์" ที่จะคงอยู่ไปอีกนับล้านปี มีดังนี้
1. ภาพถ่าย "Plastiglomerate" เป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของหัวข้อนี้ เป็นหินชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นจากการที่ขยะพลาสติกถูกความร้อน (เช่น จากการเผาขยะบนชายหาดหรือการไหลของลาวา) จนละลายแล้วรวมตัวกับหินธรรมชาติ ทราย เปลือกหอย และปะการัง สิ่งที่น่าสนใจในภาพเป็นการแสดงให้เห็นเนื้อพลาสติกสีสันต่างๆ แทรกซึมอยู่ในเนื้อหิน กลายเป็น "ฟอสซิลยุคใหม่" National Geographic ใช้ภาพนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าพลาสติกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรณีวิทยาโลกไปแล้ว ไม่ใช่แค่ขยะที่ลอยไปมา
2. อินโฟกราฟิก "The Plastic Cycle" แผนภาพนี้จะคล้ายกับวัฏจักรน้ำหรือวัฏจักรคาร์บอน แต่แสดงการเดินทางของพลาสติกจากพื้นดินสู่ชั้นดินและมหาสมุทร ภาพจะแสดงให้เห็นว่า Microplastics (ไมโครพลาสติก) จมลงสู่ก้นมหาสมุทรและถูกทับถมรวมกับโคลนและซากสิ่งมีชีวิต จนกลายเป็นชั้นตะกอนที่จะกลายเป็นหินดินดานในอนาคต แผนภาพแสดงให้เห็นว่าพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วถูกพัดพาไปกับฝนและหิมะ สะสมอยู่ในชั้นน้ำแข็งที่ขั้วโลกและยอดเขาสูง เรียกว่าเป็น Atmospheric Plastic
3. ตาราง "The Longevity of Human Footprints"
(อายุขัยของร่องรอยมนุษย์) ตารางเปรียบเทียบระยะเวลาการสลายตัวของวัสดุต่างๆ
ในชั้นหินทางธรณีวิทยา:
·
เหล็ก/โลหะ: อาจเกิดสนิมและผุพังไปในเวลาไม่กี่พันปี
·
คอนกรีต: อาจคงรูปได้นานกว่า แต่จะสลายตัวไปตามการขยับของเปลือกโลก
· พลาสติก (PET, HDPE): มีความเสถียรทางเคมีสูงมาก หากถูกฝังอยู่ในสภาพที่ไม่มีแสงแดด (เช่น ใต้ชั้นตะกอนก้นทะเล) รอยพิมพ์ทางเคมีของพลาสติกอาจคงอยู่ได้นานหลายแสนถึงล้านปี
4. แผนที่ "The Plastic Horizon" (ขอบเขตการสะสมของพลาสติกโลก) แผนที่โลกที่แสดงจุดที่มีการสะสมของพลาสติกในชั้นตะกอนหนาแน่นที่สุด มี Hotspots สำคัฯ อยู่ในพื้นที่ปากแม่น้ำสายสำคัญ (เช่น แม่น้ำโขง, แม่น้ำแยงซี) และบริเวณก้นเหวมหาสมุทร (เช่น ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา) แผนที่นี้แสดงให้เห็นว่าในอนาคต นักธรณีวิทยาจะสามารถระบุจุดเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรมได้จากการเจาะชั้นดินแล้วเจอ "ชั้นพลาสติก" ที่กระจายอยู่ทั่วโลกพร้อมกัน (Global Synchronous Signal)
การย้ายถิ่นฐานและความสามารถในการอยู่อาศัย The Great Migration & Habitability
National Geographic ให้ความสำคัญกับ "ภูมิศาสตร์ของความอยู่รอด" โดยวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดในโลกที่จะยังคง "อยู่อาศัยได้" ในอนาคต รายงานเรื่อง Extreme Heat Belts ในปี 2025 ระบุถึงการขยายตัวของ "แถบความร้อนรุนแรง" (Extreme Heat Belts) ในภูมิภาคเอเชียใต้และแอฟริกาตอนเหนือ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่เหล่านี้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้เกิดการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ (Mass Climate Migration) ที่จะเปลี่ยนแผนที่ประชากรโลกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกัน รายงานเรื่อง Rewilding the Map มีโครงการระดับโลกที่ National Geographic สนับสนุนคือการทำ "Rewilding" หรือการคืนพื้นที่ธรรมชาติขนานใหญ่ เพื่อสร้างแนวฉนวนป้องกันทางชีวภาพ (Biological Corridors) ซึ่งเป็นการพยายาม "เขียนแผนที่ธรรมชาติ" ใหม่เพื่อเชื่อมต่อระบบนิเวศที่ขาดตอนเข้าด้วยกัน
สำหรับรายงานที่เกี่ยวข้องกับ Extreme Heat Belts ของ National Geographic ซึ่งอ้างอิงข้อมูลสำคัญจากงานวิจัยของ First Street Foundation และสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง The Anthropocene (มานุษยสมัย) มีภาพและข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
1. แผนที่ "The Emerging Extreme Heat Belt" คือ ภาพที่โดดเด่นที่สุดในรายงาน โดยแสดงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่สูงกว่า 125°F (52°C) อย่างน้อยปีละ 1 วัน โดยพื้นที่ในสหรัฐฯ จะเห็นแนวแถบสีแดงเข้มที่พาดผ่านพื้นที่ตอนกลางของอเมริกา ตั้งแต่รัฐลุยเซียนาขึ้นไปถึงอิลลินอยส์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 100 ล้านคนภายในปี 2050 ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก รายงานจะแสดงแนวแถบความร้อนที่ขยายตัวกว้างขึ้นรอบเส้นศูนย์สูตร ครอบคลุมภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงประเทศไทย), ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ทั้งนี้ แผนที่นี้แสดงให้เห็นว่า "ความร้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต" (Danger Zone) จะไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในทะเลทรายอีกต่อไป แต่จะรุกคืบเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและเมืองใหญ่
2. กราฟ "The Rise of Off-the-Charts Days" (จำนวนวันที่ร้อนทะลุปรอท) กราฟแท่งที่เปรียบเทียบจำนวนวันในหนึ่งปีที่อุณหภูมิจะสูงถึงระดับที่เป็นอันตราย กราฟจะแสดงการพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดจากอดีต (1990) มายังปัจจุบัน และคาดการณ์ไปถึงปี 2050 และกราฟจะแยกส่วนแบ่งของระดับความร้อน เช่น "Caution", "Extreme Caution", "Danger" และ "Extreme Danger" (ระดับที่มนุษย์ไม่สามารถระบายความร้อนได้เองตามธรรมชาติ)
3. แผนภาพ "The Humidity Factor: Wet-Bulb Temperature" National Geographic มักใช้ภาพประกอบเชิงวิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายเรื่อง "อุณหภูมิกระเปาะเปียก" (Wet-Bulb Temperature) เป็นภาพจำลองที่แสดงกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ท่ามกลางความร้อนและความชื้นสูง (ซึ่งพบมากในภูมิภาคอาเซียน) ซึ่งเมื่อความชื้นในอากาศสูงเกินไป เหงื่อจะไม่ระเหย และร่างกายจะล้มเหลว ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไม "Heat Belt" ในเขตมรสุมจึงอันตรายกว่าในเขตแห้งแล้ง
4. ตาราง "Economic and Health Costs of Heat Exposure" ตารางสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแถบความร้อน โดยชี้ให้เห็น Productivity Loss ด้วยการแสดงค่าร้อยละของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงในแรงงานกลางแจ้ง (ภาคเกษตรและก่อสร้าง) และ Energy Demand ที่กราฟเปรียบเทียบความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไฟดับ (Blackouts) ในช่วงคลื่นความร้อน
ขณะที่รายงาน Rewilding the Map ของ National Geographic เป็นเนื้อหาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง (Geography of Hope) โดยเน้นไปที่การคืนพื้นที่ให้ธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและกักเก็บคาร์บอน ได้นำเสนอตัวอย่างที่เป็นภาพ แผนที่ กราฟ หรือตาราง ที่น่าสนใจเอาไว้ ดังนี้
1. แผนที่ "The Global Safety Net" (โครงข่ายความปลอดภัยของโลก) นี่คือแผนที่ชิ้นสำคัญที่ National Geographic นำเสนอเพื่อแสดงพื้นที่ที่ควรได้รับการ "Rewilding" หรืออนุรักษ์อย่างเร่งด่วน โดยมีสิ่งที่น่าสนใจมาก คือ แผนที่นี้ไม่ได้มองแค่ป่าเดิมที่มีอยู่ แต่ระบุพื้นที่ "Connectivity Corridors" (แนวเชื่อมต่อทางนิเวศ) ที่จะเชื่อมป่าที่แตกแยกให้กลับมาเป็นผืนเดียวกัน อีกทั้งแผนที่ยังได้แสดงให้เห็นว่าหากเราปกป้องพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกเพียง 20% จากพื้นที่เดิมที่มีการอนุรักษ์อยู่แล้ว เราจะสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้
2. อินโฟกราฟิก "Trophic Cascades" (การฟื้นคืนของห่วงโซ่อาหาร) เป็นแผนภาพที่อธิบายว่าการนำ "สัตว์ผู้ล่า" กลับคืนสู่พื้นที่ (เช่น การนำหมาป่ากลับคืนสู่เยลโลว์สโตน) ส่งผลดีต่อภูมิศาสตร์กายภาพอย่างไร ภาพจะแสดงเป็นลำดับขั้น (Flowchart) เช่น หมาป่าคุมจำนวนกวาง → พืชริมตลิ่งเริ่มขึ้น → รากพืชช่วยยึดเกาะหน้าดิน → รูปร่างของแม่น้ำเปลี่ยนไป (River Morphology) ซึ่งนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า "สิ่งมีชีวิต" สามารถเปลี่ยน "ธรณีสัณฐาน" ได้ ซึ่งตรงกับแนวคิดเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในยุค Anthropocene
3. กราฟเปรียบเทียบ "Carbon Sequestration: Wild vs. Managed" กราฟที่แสดงศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนระหว่างพื้นที่ที่ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ (Rewilding) กับพื้นที่ปลูกป่าเชิงเดี่ยว (Monoculture Plantation) โดยพื้นที่ Rewilding มักกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าถึง 40 เท่า ในระยะยาว เนื่องจากมีความซับซ้อนของชั้นดินและพรรณไม้ที่หลากหลายกว่า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยยืนยันว่าการปล่อยให้ธรรมชาติจัดการตัวเองเป็นวิธีการแก้ปัญหา Climate Change ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างหนึ่ง
4. ตาราง "The Rewilding Species Checklist" ตารางสรุปสัตว์สายพันธุ์สำคัญ (Keystone Species) ที่เป็นหัวหอกในการฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละภูมิภาค เช่น ยุโรป: Bison (ไบซัน)
ช่วยสร้างพื้นที่ทุ่งหญ้า; เอเชีย/ไทย: เสือโคร่ง (Apex Predator) หรือ ช้าง (Landscape Engineers); มหาสมุทร: วาฬ (ผู้กระจายสารอาหารในทะเล)