หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Geo มาจาก Gaia

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย


นักภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงความหมายของวิชาเข้ากับจิตวิญญาณและความเป็นมารดาแห่งชีวิตของ Gaia เพื่ออธิบายความผูกพันระหว่างมนุษย์กับโลก คือ Yi-Fu Tuan ที่มีที่ไปที่มาเด่นชัดที่สุดในวงการภูมิศาสตร์ แต่หากเป็นในเชิงระบบนิเวศวิทยาโลกที่มองโลกเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ จะเป็นผลงานของ James Lovelock ที่นักภูมิศาสตร์นำมาใช้ศึกษากันอย่างแพร่หลาย


นักภูมิศาสตร์คนสำคัญที่มีความผูกพันและมักถูกหยิบยกมาอ้างอิงถึงเมื่อพูดถึงแนวคิด Gaia คือ Yi-Fu Tuan นักภูมิศาสตร์มนุษย์ผู้บุกเบิกแนวคิดภูมิศาสตร์เชิงมานุษยนิยม (Humanistic Geography)

อย่างไรก็ตาม หากย้อนมองในแง่ของรากศัพท์และการกำเนิดทฤษฎี มีจุดที่น่าสนใจและแยกย่อยออกเป็น 2 มิติหลักๆ คือ Topophilia และ Gaia Hypothesis


Yi-Fu Tuan กับแนวคิด Topophilia


Yi-Fu Tuan ได้อธิบายถึงรากศัพท์และการเชื่อมโยงของวิชาภูมิศาสตร์ไว้ในหนังสือและงานเขียนเชิงปรัชญาของเขา โดยชี้ให้เห็นว่า Geography มาจากคำภาษากรีกโบราณ 2 คำ คือ Geo (มาจาก Gaia หรือ Gaea) ซึ่งหมายถึงพระแม่ธรณี (Mother Earth) หรือมารดาแห่งสรรพชีวิต และ Graphein ซึ่งหมายถึงการเขียน การบันทึก หรือการพรรณนา


ดังนั้น ในเชิงปรัชญาภูมิศาสตร์มนุษย์ Yi-Fu Tuan จึงมักอธิบายว่า ภูมิศาสตร์ไม่ใช่แค่การศึกษาแผนที่หรือตัวเลข แต่คือการพรรณนาถึงโลกในฐานะบ้านของมวลมนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงผูกพันกับ Gaia ที่เป็นผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงทุกชีวิต


หนังสือหลักที่สะท้อนแนวคิดนี้ คือ หนังสือ Space and Place: The Perspective of Experience (1977) ซึ่งเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเขา ซึ่งสร้างรากฐานให้แก่ภูมิศาสตร์เชิงมานุษยนิยม ในเล่มนี้ Yi-Fu Tuan นำเสนอว่าวิชาภูมิศาสตร์แท้จริงแล้ว คือ "Earth-writing" หมายถึง การเขียนหรือการพรรณนาถึงโลก โดยเขาพยายามดึงวิชาภูมิศาสตร์ออกจากความหมายที่เป็นเพียงสถิติตัวเลข วิทยาศาสตร์กริดพิกัด หรือแผนที่แห้งแล้ง แล้วใส่มิติความเป็นมนุษย์กลับเข้าไป


Yi-Fu Tuan ชี้ให้เห็นว่า Geo (ซึ่งมีรากมาจากพระแม่ Gaia/Gaea ธรณีผู้ให้กำเนิด) ผนวกกับ Graphein (การบันทึก/การพรรณนา) หมายถึงการที่มนุษย์ใช้ประสบการณ์ ความรู้สึก ความรัก ความผูกพัน (Topophilia) และจิตวิญญาณในการบอกเล่าและพรรณนาเรื่องราวของโลกใบนี้ในฐานะบ้านที่หล่อเลี้ยงชีวิต


อีกทั้งยังมีบทความวิชาการที่เป็นหมุดหมายสำคัญของเรื่องนี้ โดยก่อนหน้าหนังสือ Space and Place จะตีพิมพ์ Yi-Fu Tuan ได้เขียนบทความวิชาการชื่อ Humanistic Geography ลงในวารสาร Annals of the Association of American Geographers ซึ่งในบทความนี้เขาได้เริ่มเปิดประเด็นอธิบายรากศัพท์และนิยามปรัชญาเบื้องหลังคำว่า Geography อย่างเป็นระบบ โดยระบุว่าหน้าที่หลักของนักภูมิศาสตร์ คือ การพรรณนาโลกผ่านสายตา ปฏิสัมพันธ์ และความตระหนักรู้ของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติรอบตัว


นอกจากนี้ หนังสือที่ขยายความในเชิงภาษาศาสตร์และปรัชญา: "Cosmos and Hearth: A Cosmopolite's View" (1996) ที่ Yi-Fu Tuan ยังคงหยิบยกประเด็นเรื่องรากศัพท์ของโลก (Geo/Gaia) มาอภิปรายเปรียบเทียบระหว่างความหมายของ Cosmos (จักรวาล/โลกภายนอกที่กว้างใหญ่และเป็นวิทยาศาสตร์) กับ Hearth (เตาผิง/บ้าน/สถานที่ที่อบอุ่นและมีชีวิต) เพื่อเน้นย้ำว่า การพรรณนาทางภูมิศาสตร์ คือ การทำความเข้าใจความสมดุลระหว่างความเป็นระบบอันยิ่งใหญ่ของโลก และความผูกพันอันละเอียดอ่อนของสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนตักของพระแม่ธรณีนั่นเอง


Gaia Hypothesis ของ James Lovelock


ถ้าพูดถึงการระบุว่า โลกและสรรพชีวิตคือระบบอินทรีย์หนึ่งเดียวที่มีชีวิต (Superorganism) โดยใช้ชื่อ Gaia แบบเป็นวิทยาศาสตร์กระแสหลัก บุคคลสำคัญคือ James Lovelock นักวิทยาศาสตร์และนักคิดด้านสิ่งแวดล้อม แม้เขาจะไม่ใช่นักภูมิศาสตร์โดยตรง แต่ทฤษฎีของเขาทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อวิชาภูมิศาสตร์กายภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษาในเวลาต่อมา


Gaia Hypothesis ของ James Lovelock และนักจุลชีววิทยา Lynn Margulis ที่เสนอขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นแนวคิดที่พลิกมุมมองที่มนุษย์มีต่อโลกอย่างสิ้นเชิง โดยเสนอว่าโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก ทำงานร่วมกันเป็นระบบอินทรีย์หนึ่งเดียวที่มีชีวิตขนาดใหญ่


เลิฟล็อกตั้งชื่อระบบนี้ตาม Gaia พระแม่ธรณีตามตำนานกรีก เพื่อสื่อถึงความเป็นมารดาผู้เกื้อหนุนและหล่อเลี้ยงทุกชีวิต


Gaia Hypothesis: โลกคือระบบที่ควบคุมตัวเอง


แนวคิดกระแสหลักในอดีตมองว่า สิ่งมีชีวิตเป็นเพียงฝ่ายรับ ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (หิน น้ำ อากาศ) แต่ทฤษฎี Gaia เสนอตรงกันข้ามว่า สิ่งมีชีวิต (Biosphere) มีบทบาทเชิงรุกในการควบคุมและรักษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้อยู่ในจุดที่สมดุลและเอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่เสมอ

กระบวนการนี้ทำงานผ่านการรักษาดุลยภาพ (Homeostasis) คล้ายกับวิธีที่ร่างกายของมนุษย์ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ที่ประมาณ 37 เซลเซียส ไม่ว่าสภาพอากาศภายนอกจะหนาวหรือร้อนก็ตาม

เลิฟล็อกยกตัวอย่างหลักฐานสำคัญ 3 ประการบนโลกที่พิสูจน์เรื่องนี้


การควบคุมอุณหภูมิโลก แม้ดวงอาทิตย์จะแผ่รังสีความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายพันล้านปีที่ผ่านมา แต่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกลับค่อนข้างคงที่และเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิต เพราะระบบ Gaia (เช่น พืชและจุลินทรีย์) ช่วยกันดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเก็บกักไว้ เพื่อลดผลกระทบจากเรือนกระจก


ความเข้มข้นของก๊าซในชั้นบรรยากาศ: ปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศโลกถูกตรึงไว้ที่ประมาณ 21% มาเป็นเวลาช้านาน หากต่ำกว่านี้สิ่งมีชีวิตชั้นสูงจะหายใจไม่ได้ แต่ถ้าสูงกว่านี้ (เช่น 25%) ไฟป่าจะลุกไหม้รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ พืชและจุลินทรีย์คือผู้ควบคุมวงจรนี้


ความเค็มของมหาสมุทร: แม้ว่าแม่น้ำจะพัดพาเกลือจากแผ่นดินลงสู่ทะเลตลอดเวลา แต่ความเค็มของมหาสมุทรกลับคงที่อยู่ที่ประมาณ 3.4% มานับล้านปี เพราะสิ่งมีชีวิตในทะเลและกระบวนการทางธรณีวิทยาช่วยกันกำจัดเกลือส่วนเกินออกไป


แบบจำลองโลกดอกเดซี่ (Daisyworld)


ในช่วงแรก ทฤษฎีนี้ถูกนักวิทยาศาสตร์สายดาร์วินนิยมวิจารณ์อย่างหนักว่า โลกจะวางแผนร่วมกันเพื่อรักษาสมดุลได้อย่างไร ในเมื่อโลกไม่มีสมอง? Lovelock จึงสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ชื่อ Daisyworld ขึ้นมาเพื่อตอบโต้ โดยสมมติว่ามีดาวดวงหนึ่งที่มีสิ่งมีชีวิตแค่สองชนิด คือ ดอกเดซี่สีดำ (ดูดความร้อนได้ดี) และ ดอกเดซี่สีขาว (สะท้อนความร้อนได้ดี)


แบบจำลองนี้พิสูจน์ว่า กลไกการป้อนกลับอัตโนมัติ (Automatic Feedback Loop) ของสิ่งมีชีวิต สามารถสร้างสมดุลทางกายภาพให้แก่ดาวทั้งดวงได้โดยไม่ต้องอาศัยการวางแผนหรือความจงใจใดๆ เลย


คำเตือนสุดท้ายของเลิฟล็อกก่อนที่เขาจะล่วงลับคือ ไกอาไม่ใช่แม่พระผู้ใจดีที่จะยอมให้มนุษย์ทำลายอย่างไรก็ได้ หากมนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทำลายป่าไม้จนระบบรักษาสมดุลของ Gaia พังทลาย Gaia จะปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ร้อนกว่าเดิม ซึ่งเป็นสมดุลที่ตัวระบบ Gaia เองยังอยู่รอดได้ แต่มนุษยชาติอาจไม่ได้อยู่ในสมดุลใหม่นั้นด้วย

everydayness

ยุงเลือกกัดบางคน ส่วนบางคนยุงไม่กัด

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย


บทความเรื่อง "Why do mosquitoes bite some people more than others?" ของ Katherine Wang ที่เผยแพร่ทาง BBC Online เป็นการเรียบเรียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเจาะลึกไปที่สาเหตุว่าทำไมบางคนถึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดยุง ในขณะที่คนข้างๆ กลับไม่โดนกัดเลยสักนิด ซึ่งบทความนี้ได้ลบล้างความเชื่อเก่าๆ (เช่น เรื่องคนเลือดหวาน) แล้วแทนที่ด้วยหลักฐานทางเคมีและชีววิทยาอย่างชัดเจน ดังนี้


1. จุดเริ่มต้นจากระยะไกล: ลมหายใจและการมองเห็น


ยุงสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลถึง 10 เมตร โดยใช้สัญญาณภาพร่วมกับประสาทสัมผัสทางการดมกลิ่น


ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂): ทุกครั้งที่เราหายใจออก ยุงจะจับสัญญาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทันที และสิ่งนี้จะเปิดโหมดตามล่าเหยื่อ (host-seeking behavior) ของมัน  


p0nxl9kv.jpg.png


กลุ่มเสี่ยงสูง: ผู้ใหญ่ที่ปล่อย CO₂ มากกว่าเด็ก คนตัวใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ (ดึงดูดยุงมากกว่าคนทั่วไป 2 เท่า) และคนที่เพิ่งออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ เนื่องจากมีอัตราการเผาผลาญที่สูงขึ้น จึงปล่อยทั้งความร้อนและ CO₂ ออกมามากกว่าปกติ


2. จุดตัดสินในระยะประชิด: กลิ่นผิวและแบคทีเรีย


เมื่อยุงบินเข้ามาใกล้ในระยะน้อยกว่า 10 เมตร


เมื่อยุงบินเข้ามาใกล้ ในระยะที่น้อยกว่า 10 เมตร พวกมันมันจะเลือกเหยื่อจากกลิ่นผิวเฉพาะตัว (skin scent) ไม่ใช่รสชาติของเลือด โดยระบุตัวเหยื่อผ่านสัญญาณที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ ซึ่งรวมถึงกลิ่นผิวหนังและกลิ่นลมหายใจด้วย


โดยเนื้อแท้แล้ว มันคือเรื่องของกลิ่นต่างหาก ซึ่งกลิ่นนี้เองที่เป็นตัวกำหนดว่ายุงจะเลือกกัดใคร สารเคมีขนาดเล็กที่ระเหยได้ง่ายมากเหล่านี้คือตัวแปรสำคัญ เพราะยุงนั้นใช้ชีวิตอยู่ในโลกของสารเคมีมา


ลินด์เซย์ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ได้ช่วยกันลบล้างความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคนที่มี 'เลือดหวาน' จะมีโอกาสโดนยุงกัดมากกว่า และพบว่าแท้จริงแล้วยุงถูกดึงดูดด้วยกลิ่นผิวเฉพาะตัว (skin scent) ของเราต่างหาก โดยไมโครไบโอมบนผิวหนัง (กลุ่มจุลินทรีย์ประจำถิ่น) สามารถย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต กรดไขมัน และเปปไทด์บนผิว ให้กลายเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs: volatile organic compounds) ซึ่งสารเหล่านี้จะระเหยสู่อากาศได้ง่ายและยุงสามารถแยกแยะความแตกต่างได้


ไมโครไบโอมบนผิวหนัง (skin microbiome): แบคทีเรียประจำถิ่นบนผิวของแต่ละคนจะย่อยสลายไขมัน คาร์โบไฮเดรต และเปปไทด์ในเหงื่อ ออกมาเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่แตกต่างกันมากกว่า 500 ชนิด  


สารเคมีโปรดของยุง: ยุงจะหลงใหลในกลิ่นของแอมโมเนีย กรดแลกติก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดคาร์บอกซิลิก(carboxylic acids)  


คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller University) ในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิเคราะห์กลิ่นผิวของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 64 คน ที่สวมปลอกแขนไนลอนเป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยปล่อยให้ยุงเลือกบินเข้าหาตัวอย่างปลอกแขนเหล่านี้ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนอุปกรณ์เก็บกักกลิ่น ผลลัพธ์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยุงชอบกลิ่นของกลุ่มคนที่ผิวหนังมีการผลิตกรดคาร์บอกซิลิกในปริมาณที่สูงกว่า


คณะนักวิจัยได้คำนวณคะแนนความดึงดูดยุงของแต่ละคนออกมา และพบว่า ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด มีแรงดึงดูดยุงมากกว่าผู้ที่ได้คะแนนต่ำสุดถึง 100 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น ความแตกต่างนี้ยังคงคงเส้นคงวาอยู่ยาวนานหลายปี โดยไม่เกี่ยงว่าวิถีชีวิตหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม เรียกว่าระดับความดึงดูดยุงในตัวคุณ (เมื่อเทียบกับคนอื่นนั้น ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง


3. สรุปคำแนะนำในการป้องกัน


ผู้เขียนทิ้งท้ายว่า "กลิ่นผิว" เป็นเรื่องของพันธุกรรมและจุลินทรีย์ที่เราเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการป้องกันตัวเองเชิงรุก ได้แก่การเลือกใช้ยากันยุงที่มีสารออกฤทธิ์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว เช่น DEET, Picaridin หรือ PMD และการสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาวที่ผ่านการบำบัดด้วยสารไล่แมลง และคอยทาซ้ำเมื่อมีเหงื่อออก


บทความนี้สรุปได้ดีและเข้าใจง่าย ช่วยให้เราเข้าใจว่าการโดนยุงกัดไม่ใช่เรื่องของโชคร้าย แต่เป็นเรื่องของเคมีบนผิวที่ลงตัวสำหรับยุงนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Human Geography 82 Language

ภูมิทัศน์ภาษา

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย


หนังสือ "The Cultural Landscape: An Introduction to Human Geography" ของ James M. Rubenstein (2024) บทที่ 5 ที่ว่าด้วยเรื่องของ Languages มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภูมิทัศน์ภาษา หรือ Geolinguistics ที่น่าสนใจไม่น้อย อ่านไปเรื่อยๆ จะพบคำศัพท์แปลกตาอยู่คำหนึ่ง คือ คำว่า Isogloss อันหมายถึง เส้นแบ่งเขตภาษาในแผนที่ที่นักภูมิศาสตร์ขีดขึ้นมาเพื่อแยกพื้นที่ที่พูดภาษาต่างกันออกจากกัน


อย่างไรก็ดี ในบทที่ 5 มีสารัตถะที่อ่านแล้วไปความรู้เกี่ยวกับ Geolinguistics ที่เป็นพื้นฐานในการศึกษาเชิงลึกต่อไป คือ การกระจายของภาษา การแพร่กระจายของภาษา ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ต่างๆ และภาษาท้องถิ่นหลายภาษากำลังถูกท้าทาย


การกระจายของภาษา


Rubenstein ปูพื้นฐานให้เรามองภาษาเป็นเหมือต้นไม้เพื่ออธิบายว่าภาษาบนโลกนี้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร โดยเขาวางโครงสร้างตามลำดับขั้น (hierarchy) จากใหญ่ไปเล็ก


1. ลำดับขั้นของภาษา (language hierarchy)


Rubenstein เปรียบเทียบโครงสร้างภาษาเหมือนต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้เราเห็นรากเหง้าและการแตกกิ่งก้านสาขา


Language Family: เปรียบเหมือนโคนต้นไม้/รากแก้ว เป็นกลุ่มภาษาที่มีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยาวนานจนอาจไม่มีหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

Language Branch: เปรียบเหมือนกิ่งใหญ่ที่แตกออกมาจากตระกูลหลัก ความสัมพันธ์ยังคงชัดเจน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเคยมาจากรากเดียวกันเมื่อไม่กี่พันปีก่อน

Language Group: เปรียบเหมือนกิ่งย่อยที่แตกออกมาจากสาขาอีกที ภาษาในกลุ่มนี้จะมีไวยากรณ์และคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกันมาก


2. ตระกูลภาษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก (two largest families)


หนังสือจะเน้นย้ำว่า แม้โลกจะมีเป็นพันๆ ภาษา แต่ประชากรโลกมากกว่า 2 ใน 3 พูดภาษาที่มาจาก 2 ตระกูลหลักนี้ คือ


ก. Indo-European


ประชากรโลกประมาณ 46% พูดภาษาในตระกูลนี้  จึงถือว่าเป็นตระกูลภาษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ เอเชียใต้ (อินเดีย) และออสเตรเลีย มีความน่าสนใจอย่างยิ่งว่าภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน ภาษาฮินดี และภาษารัสเซีย ต่างก็เป็นญาติที่มาจากต้นไม้ต้นเดียวกันนี้


ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลนี้ คือ spatial diffusion ที่กว้างไกลที่สุดในโลก จากยุโรปไปจนถึงอินเดีย และข้ามมหาสมุทรไปทั่วทั้งทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย ในหนังสือของ Rubenstein จะเน้นย้ำเรื่องจุดกำเนิดของภาษาในตระกูลนี้มาก เพราะมันคือการตั้งสมมติฐานว่า "รากของต้นไม้ใหญ่นี้อยู่ตรงไหนกันแน่?" ซึ่งมี 2 ทฤษฎีหลักที่สู้กันอยู่ คือ ทฤษฎีนักรบผู้เลี้ยงสัตว์ (nomadic warrior theory) ซึ่งเชื่อว่าจุดกำเนิดอยู่แถวทุ่งหญ้าสเตปป์ (บริเวณชายแดนรัสเซีย-คาซัคสถานในปัจจุบัน) โดยกลุ่มคนคุรกัน (Kurgan) แพร่กระจายภาษาออกไปผ่านการรุกรานและการทหาร (military conquest)


อีกทฤษฎีหนึ่ง คือ ทฤษฎีเกษตรกรอยู่กับที่ (sedentary farmer theory) ที่เชื่อว่าจุดกำเนิดเก่าแก่กว่านั้น อยู่ที่อานาโตเลีย (ตุรกีในปัจจุบัน) และภาษาแพร่กระจายไปพร้อมๆ กับ การขยายตัวของเทคโนโลยีการเกษตร(agricultural innovation) เมื่อคนเพาะปลูกได้ดีขึ้น ประชากรเพิ่มขึ้น ก็ค่อยๆ ขยับขยายพื้นที่ออกไป


ความน่าทึ่งในเชิงภูมิศาสตร์ คือ การพบคำศัพท์ที่มีรากเดียวกันในพื้นที่ที่อยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร เช่น คำว่า "แม่"


Mother (อังกฤษ) —> Mutter (เยอรมัน) —> Madre (สเปน) —> Mātā (บาลี/สันสกฤต) —> มารดา (ไทยที่ยืมมา)


นี่สะท้อนว่าพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ ครั้งหนึ่งในอดีตเคยมีจุดเชื่อมโยงร่วมกัน ก่อนที่ระยะทางและอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ (distance decay) จะทำให้มันค่อยๆ แยกสาขาออกเป็นภาษาฝรั่งเศส รัสเซีย ฮินดี ฯลฯ ในปัจจุบัน


ข. Sino-Tibetan


ประชากรโลกประมาณ 21% พูดภาษากลุ่มนี้ โดยครอบคลุมพื้นที่ประเทศจีน และบางส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาในตระกูลนี้มีความน่าสนใจ ตรงที่มีภาษาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตระกูลนี้ คือ Mandarin (ภาษาจีนกลาง) ซึ่ง Rubenstein ชี้ให้เห็นว่าเป็นภาษาเดี่ยวที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่ (Native Speaker) มากที่สุดในโลก


ในขณะที่ Indo-European เน้นการแตกกิ่งก้านสาขาและกระจายตัวไปทั่วโลก ตระกูล Sino-Tibetan (โดยเฉพาะกลุ่มภาษาจีน) กลับมีลักษณะเด่นในเรื่อง การรวมศูนย์และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในพื้นที่ (spatial convergence & unity) เรียกว่าเป็นภาษาพูดร้อยสำเนียง แต่อ่านออกด้วยอักษรตัวเดียวกัน


ประเทศจีนมีสภาพภูมิศาสตร์ที่มีทั้งภูเขาสูง ทะเลทราย และแม่น้ำสายใหญ่ ทำให้ในอดีตผู้คนในแต่ละภูมิภาคถูกตัดขาดกัน จนเกิดภาษาพูดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น คนปักกิ่งคุยกับคนกวางตุ้งไม่รู้เรื่อง ฟังเหมือนคนละภาษา แต่สิ่งที่ทำให้นักภูมิศาสตร์ทึ่ง คือ อักษรภาพ/อักษรสัญลักษณ์ (logograms)


ระบบการเขียนของจีนไม่ได้แทนเสียงสะกดเหมือนอักษรโรมัน แต่เป็นการเขียนแทนความหมาย ดังนั้น ไม่ว่าคนเหนือหรือคนใต้จะออกเสียงคำว่า "ม้า" หรือ "แม่น้ำ" ต่างกันอย่างไร แต่เมื่อเขียนลงบนกระดาษ พวกเขาจะใช้ตัวอักษรภาพเดียวกัน และเข้าใจความหมายตรงกันทันที ในเชิงภูมิศาสตร์มนุษย์ อักษรภาพนี้ทำหน้าที่เป็นแรงเข้าสู่ศูนย์กลาง (centripetal force) ที่ผูกรั้งวัฒนธรรมและแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ให้เป็นปึกแผ่นมาได้นับพันปี


ภาษากลุ่มจีนเป็นภาษาคำโดด (isolating language) และเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ (tonal language) ซึ่งเอื้อให้เกิดการสื่อสารที่กระชับ รวดเร็ว ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นสูง (high population density) มาตั้งแต่อดีต ถือได้ว่ามีโครงสร้างภาษาที่กระชับและสัมพันธ์กับประชากรหนาแน่น


3. การกระจายตัวของตระกูลภาษาอื่นๆ


นอกจาก 2 ยักษ์ใหญ่ข้างต้นแล้ว หนังสือจะพาไปสำรวจภูมิภาคอื่นๆ ที่มีตระกูลภาษาเฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนถึงภูมิศาสตร์วัฒนธรรมที่ตัดขาดหรือเชื่อมโยงกันในอดีต ได้แก่ 


Afro-Asiatic: เด่นที่สุดคือ ภาษาอาหรับ ครอบคลุมพื้นที่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับมิติทางศาสนา (อิสลาม)


Austronesian: ภาษาของกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะแก่ง เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รวมถึงเกาะมาดากัสการ์ ซึ่งอยู่ไกลถึงแอฟริกา แต่คนพูดภาษาตระกูลเดียวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะการอพยพทางเรือในอดีต


Niger-Congo: ตระกูลภาษาหลักของทวีปแอฟริกาตอนใต้ (Sub-Saharan Africa) มีภาษาเด่น คือ สวาฮีลี (Swahili)


การแพร่กระจายของภาษา


หัวข้อนี้ Rubenstein เปลี่ยนโฟกัสจากการดูพิกัดที่ตั้งและการกระจายบนพื้นที่มารื้อดูกระบวนการและกลไกแพร่กระจาย (spatial diffusion) ว่าภาษาหนึ่งภาษาเดินทางข้ามโลกได้อย่างไร โดยเขาจะใช้ภาษาอังกฤษ เป็นกรณีศึกษาหลัก เพราะเป็นภาษาที่แพร่กระจายได้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่


กระบวนการแพร่กระจายของภาษาในบทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ ทางภูมิศาสตร์ ดังนี้


1. การแพร่กระจายโดยการย้ายถิ่นฐาน (relocation diffusion) 


นี่คือกลไกคลาสสิก ภาษาจะเดินทางไปได้เพราะคนพูดหอบเอาภาษาติดตัวข้ามพื้นที่ไปด้วย Rubenstein ฉายภาพประวัติศาสตร์ของภาษาอังกฤษผ่านคลื่นการอพยพ 2 ระลอกหลัก คือ


คลื่นลูกที่ 1 การรุกรานเกาะอังกฤษ


เดิมทีเกาะอังกฤษมีคนท้องถิ่น คือ ชาวเซลต์ (Celts) พูดภาษาเซลติก แต่ภาษาอังกฤษที่เป็นรากฐานในปัจจุบัน เกิดจากกลุ่มคน 3 กลุ่มจากยุโรปแผ่นดินใหญ่ล่องเรือมารุกรานและตั้งรกราก คือ Angles, Saxons และ Jutes ที่เป็นชนเผ่าเยอรมันที่อพยพมาจากแถบเดนมาร์กและเยอรมนีตอนเหนือในคริสต์ศตวรรษที่ 5 นำเอาภาษาเยอรมันโบราณมาด้วย มีคำศัพท์พื้นฐานในชีวิตประจำวันของเรา เช่น sky, father, man, house เหล่านี้ล้วนมาจากจุดนี้


ขณะเดียวกัน Normans ชนเผ่าจากฝรั่งเศสบุกมายึดครองอังกฤษในศตวรรษที่ 11 นำภาษาฝรั่งเศสมาใช้เป็นภาษาราชการและภาษาของชนชั้นสูงอยู่นานนับร้อยปี มีคำศัพท์หรูๆ หรือคำทางการในภาษาอังกฤษ เช่น elegant, master, judge, royal จึงมาจากภาษาฝรั่งเศส


คลื่นลูกที่ 2 ยุคอังกฤษอาณานิคม


หลังจากภาษาอังกฤษหลอมรวมเสร็จสิ้น มันได้แพร่กระจายออกไปทั่วโลกอีกครั้งผ่านการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ (British Empire) ในศตวรรษที่ 17-19 ไปยังอเมริกาเหนือ แอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชียใต้ (อินเดีย) ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาราชการของประเทศเหล่านั้น แม้ในเวลาต่อมาจะได้รับเอกราชแล้วก็ตาม


2. การแพร่กระจายแบบขยายวงกว้าง (expansion diffusion)


ในอดีตภาษาจะโตได้ต้องมีคนย้ายบ้านไปอยู่ แต่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ Rubenstein ชี้ให้เห็นว่าภาษาอังกฤษกำลังแพร่กระจายด้วยวิธี expansion diffusion คือ ตัวภาษาขยายไปเอง โดยที่คนพูดไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเกิดขึ้นผ่าน 3 กลไกย่อย คือ


ภาษากลางโลก (Lingua Franca) เมื่อโลกต้องการภาษาที่ใช้สื่อสารร่วมกันในการค้าขาย การบิน การทูต และวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษจึงถูกเลือกขึ้นมาเป็นเครื่องมือหลัก คนทั่วโลกยอมเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจ


ภาษากระท่อนกระแท่น (Pidgin Language) เวลาที่กลุ่มคนสองกลุ่มที่พูดคนละภาษาต้องค้าขายกัน พวกเขาจะสร้างภาษาง่ายๆ ที่ประยุกต์เอาคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาผสมกับไวยากรณ์ท้องถิ่น เพื่อให้สื่อสารกันรู้เรื่องในระยะสั้น


ภาษาวัฒนธรรมป๊อบ (Diffusion via Internet & Pop Culture) ซึ่งอันนี้ Rubenstein ยกข้อมูลสถิติมาแสดงให้เห็นว่า ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต เนื้อหามากกว่า 80% เป็นภาษาอังกฤษ แม้ปัจจุบันสัดส่วนจะลดลงเพราะภาษาอื่นเติบโตขึ้น แต่รหัสคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ระดับโลก ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และดนตรีสากล ก็ยังคงส่งออกภาษาอังกฤษไปสู่ทุกมุมโลกอย่างต่อเนื่องแบบไร้พรมแดน


3. ปรากฏการณ์ Dialect & ภาษาลูกผสม (Lingual Syncretism)


เมื่อภาษาอังกฤษแพร่กระจายไปปะทะกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ใหม่ๆ มันไม่ได้กลืนสายพันธุ์อื่นหายไป 100% เสมอไป แต่มันมักจะฟิวชันกลายเป็นภาษาใหม่ที่น่าสนใจในเชิงภูมิศาสตร์มนุษย์ เช่น


Franglais: ภาษาฝรั่งเศสที่ปนคำภาษาอังกฤษอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสพยายามต่อต้านเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของภาษา

Spanglish: การผสมผสานระหว่างสเปนและอังกฤษในแถบชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

Denglish: ภาษาเยอรมัน (Deutsch) ที่ปนคำอังกฤษในแวดวงธุรกิจและเทคโนโลยี


ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ต่างๆ


ในหัวข้อนี้ Rubenstein จะพาเราซูมอินลงไปในระดับพื้นที่ เพื่ออธิบายว่า เมื่อภาษาหนึ่งภาษาเดินทางไปตั้งรกรากในที่ต่างๆ ความห่างไกลและปัจจัยทางภูมิศาสตร์จะค่อยๆ หล่อหลอมให้ภาษาเกิดความแตกแยกย่อยกลายเป็นภาษาถิ่น (dialects) ได้อย่างไร และนี่คือจุดที่แนวคิด isogloss จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม


หนังสือจะอธิบายกลไกความแปรผันของภาษาผ่าน 3 ประเด็นหลักดังนี้


1. Dialect (ภาษาถิ่น) เกิดขึ้นได้อย่างไรในเชิงภูมิศาสตร์?


Rubenstein น์อธิบายว่า ภาษาถิ่นคือ รูปแบบของภาษาที่ใช้พูดในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างกันใน 3 มิติ คือ คำศัพท์ (Vocabulary), การออกเสียง (Pronunciation), และไวยากรณ์ (Grammar)

กลไกที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นคือ Migration & Isolation (การอพยพและการถูกตัดขาดทางพื้นที่):


เมื่อกลุ่มคนพูดภาษาเดียวกันอพยพแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง (Relocation Diffusion)

ระยะทางอันห่างไกล อุปสรรคทางธรรมชาติ (เช่น ภูเขา แม่น้ำ) หรือเขตแดนทางการเมือง จะทำให้คนแต่ละกลุ่มขาดการติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน (Distance Decay)

เมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี กลุ่มคนในแต่ละพื้นที่จะเริ่มคิดค้นคำศัพท์ใหม่ๆ เพื่อเรียกสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ต่างไป หรือเริ่มมีสำเนียงการออกเสียงที่เพี้ยนไปจากเดิม จนกลายเป็นภาษาถิ่นเฉพาะตัว


2. ตัวอย่างคลาสสิก: ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกา vs สำเนียงบริติช


Rubenstein ชี้ให้เห็นว่า ทำไมภาษาอังกฤษของคนในสหรัฐฯ กับคนในอังกฤษถึงไม่เหมือนกัน ทั้งที่มาจากรากเดียวกัน? ปัจจัยสำคัญคือ มหาสมุทรแอตแลนติก ที่คั่นกลางทำให้เกิดการแยกกันพัฒนา (Isolation) ใน 3 ด้าน คือ คำศัพท์ การสะกดคำ และการออกเสียง


คำศัพท์: คนอเมริกันเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ สัตว์ชนิดใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ จึงต้องคิดคำศัพท์ใหม่ หรือยืมคำจากชาวอินเดียนแดงท้องถิ่น ในขณะที่ฝั่งอังกฤษก็ใช้อีกคำ เช่น อเมริกาเรียก Elevator / อังกฤษเรียก Lift, อเมริกาเรียก Trunk (ท้ายรถ) / อังกฤษเรียก Boot


การสะกดคำ: เกิดจากความตั้งใจเชิงการเมืองและชาตินิยมของอเมริกา นำโดย Noah Webster (ผู้ทำพจนานุกรม Webster's Dictionary) เขาจงใจเปลี่ยนตัวสะกดให้ต่างจากอังกฤษเพื่อสะท้อนเอกราชทางวัฒนธรรม เช่น ตัดตัว uออกจาก colour เป็น color หรือเปลี่ยน centre เป็น center


การออกเสียง: Rubenstein บอกว่าสิ่งที่น่าทึ่งคือ ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันในปัจจุบัน จริงๆ แล้วมีความใกล้เคียงกับสำเนียงของคนอังกฤษในศตวรรษที่ 17 (ยุคเชกสเปียร์) มากกว่าสำเนียงอังกฤษปัจจุบันเสียอีก! เพราะฝั่งอเมริกาค่อนข้างแช่แข็งการออกเสียงเดิมไว้ ส่วนฝั่งอังกฤษกลับมีการพัฒนาความเพี้ยนของเสียงสระและสำเนียงชนชั้นสูงขึ้นมาใหม่หลังจากที่แยกจากกันไปแล้ว


3. การลากเส้น Isogloss และขอบเขตภาษาถิ่นในสหรัฐฯ


นี่คือพาร์ทที่เป็นไฮไลต์ที่สุดของบทนี้ครับ รูเบนสไตน์จะพาไปดูการทำแผนที่ภาษาถิ่นในสหรัฐอเมริกา โดยการใช้แนวคิด isogloss

IMG_9172.jpeg


ภาษาท้องถิ่นหลายภาษากำลังถูกท้าทาย


หัวข้อนี้ Rubenstein จะปรับมิติจากการมองอดีตและปัจจุบัน มาสู่การมอง "อนาคตและความยั่งยืนทางวัฒนธรรม"โดยชี้ให้เห็นว่า ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ภาษาใหญ่ๆ อย่างภาษาอังกฤษ สเปน หรือจีนกลาง ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มันได้ส่งแรงกดดันอย่างมหาศาลจนทำให้ ภาษาท้องถิ่น (Local Languages) และภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดเล็ก กำลังค่อยๆ ถูกกลืนหายไป


Rubenstein แบ่งมิติความท้าทายและการปรับตัวของภาษาท้องถิ่นออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ดังนี้


1. วิกฤตภาษาที่กำลังจะสูญหาย (Endangered Languages)


Rubenstein ระบุว่า ปัจจุบันโลกเรามีภาษาที่หลงเหลืออยู่ประมาณ 7,000 กว่าภาษา แต่นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมคาดการณ์ว่า ภายในศตวรรษนี้ ภาษามากกว่าครึ่งหนึ่งอาจจะสูญหายไปอย่างถาวร


ทั้งนี้ กลไกการสูญหาย (Spatial Extinction) มักเริ่มจากคนรุ่นปู่ย่าตายายยังพูดภาษานั้นอยู่ แต่คนรุ่นพ่อแม่เริ่มไม่ส่งต่อให้ลูก เพราะต้องการให้ลูกเรียนรู้ภาษาหลักของประเทศเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา (เช่น ภาษาข่า หรือภาษากลุ่มออสโตรเอเชียติกบางสายพันธุ์ในไทยและสปป.ลาว) เมื่อคนรุ่นสุดท้ายที่พูดภาษานั้นตายลง ภาษานั้นก็จะกลายเป็น Extinct Language (ภาษาที่ตายแล้ว) ทันที


2. การอนุรักษ์และการฟื้นคืนชีพของภาษา (Language Preservation & Revival)


แม้จะมีความท้าทาย แต่ในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็มีความพยายามใช้ "พื้นที่และการเมือง" เพื่อปกป้องภาษาถิ่นของตนเอง รูเบนสไตน์ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากไว้ดังนี้


การฟื้นคืนชีพภาษาเฮบรู (Revival of Hebrew) นี่คือกรณีศึกษาที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก ภาษานี้เคยลดสถานะไปเป็นเพียงภาษาที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์/ยิว และไม่มีใครใช้พูดในชีวิตประจำวันมานานนับพันปี แต่เมื่อมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 รัฐบาลได้ประกาศให้ภาษาเฮบรูเป็นภาษาราชการ มีการสังเคราะห์คำศัพท์สมัยใหม่ขึ้นมา (เช่น คำว่า รถยนต์, โทรศัพท์) จนปัจจุบันมีคนพูดเป็นภาษาแม่หลายล้านคน ถือเป็นกรณีเดี่ยวในประวัติศาสตร์ที่ฟื้นภาษาที่ตายแล้วให้กลับมามีชีวิตได้สำเร็จ


กลุ่มภาษาเซลติก (Celtic Languages): ในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส (เช่น ภาษาเวลส์ในแคว้นเวลส์, ภาษาเกลิคในไอร์แลนด์และสกอตแลนด์) ครั้งหนึ่งเคยถูกภาษาอังกฤษกดทับจนเกือบสิ้นสูญ ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูผ่านระบบการศึกษา ป้ายจราจรสองภาษา (Bilingual signs) และสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่


3. มิติทางการเมืองในประเทศพหุภาษา (Multilingual States)


เมื่อมีหลายกลุ่มภาษาอยู่ในประเทศเดียวกัน เส้นสมมติทางการเมือง (Border) กับเส้นแบ่งเขตภาษา (Isogloss) มักจะไม่ตรงกัน ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ 2 รูปแบบ คือ 


รูปแบบแรกเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้ง (Centrifugal Force): ตัวอย่างคลาสสิกคือ เบลเยียม ที่โดนเส้น Isogloss ตัดผ่ากลางประเทศ ฝั่งเหนือพูดภาษาเฟลมิช (เนเธอร์แลนด์) ฝั่งใต้พูดภาษาวัลลูน (ฝรั่งเศส) ทั้งสองฝั่งมีสภา มีรัฐบาลท้องถิ่น และมีความขัดแย้งเชิงนโยบายเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนแทบจะแยกประเทศกันอยู่ตลอดเวลา


อีกรูปแบบหนึ่งเป็นพื้นที่แห่งการประนีประนอม (Centripetal Force): ตรงกันข้ามกับเบลเยียมคือ สวิตเซอร์แลนด์ ที่มีถึง 4 ภาษาราชการ (เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, โรแมนช์) แต่พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะรัฐบาลใช้นโยบายกระจายอำนาจให้แต่ละท้องถิ่น (Cantons) มีสิทธิ์ขาดในการบริหารและใช้ภาษาของตนเองอย่างเต็มที่


4. ภาษาที่โดดเดี่ยว (Isolated Languages) และภาษาที่เกิดใหม่


ปิดท้ายบท Rubenstein ให้มุมมองว่า ภาษาท้องถิ่นบางภาษาอยู่รอดมาได้เพราะปราการทางภูมิศาสตร์


Isolated Language (ภาษาโดดเดี่ยว): เป็นภาษาที่ไม่เป็นญาติกับตระกูลภาษาใดๆ เลยในโลก ตัวอย่างที่เด่นที่สุดคือ ภาษาบาสก์ (Basque) ซึ่งพูดกันในแถบเทือกเขาพิเรนีส ระหว่างสเปนและฝรั่งเศส สภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเทือกเขาสูงชันและป่าทึบ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางธรรมชาติ ช่วยให้คนบาสก์รักษาภาษาดั้งเดิมของตนไว้ได้ โดยไม่ถูกกลืนจากภาษาละติน สเปน หรือฝรั่งเศส ตลอดระยะเวลาหลายพันปี


Unchanged Language (ภาษาที่ไม่เปลี่ยนรูป): เช่น ภาษาไอซ์แลนด์ (Icelandic) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน แต่เนื่องจากไอซ์แลนด์เป็นเกาะที่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ค่อยมีการปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอก ภาษาของพวกเขาจึงแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอด 1,000 ปีที่ผ่านมา คนไอซ์แลนด์ในปัจจุบันยังสามารถอ่านวรรณกรรมโบราณของชาวไวกิ้งได้เข้าใจอย่างสบายๆ


บทสรุปภาพรวมของ Chapter 5: Languages


เมื่ออ่านไล่มาตั้งแต่ Issue 1 ถึง Issue 4 คุณพัทธนะจะเห็นภาพรวมทั้งหมดที่ Rubenstein ต้องการนำเสนอ


1. ภาษามีรากเหง้าและกระจายตัวตามพิกัดภูมิศาสตร์โลก

2. ภาษามีการเคลื่อนที่ แตกตัว และผสมผสานผ่านมิติทางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยี

3. ในระดับท้องถิ่น ภาษาแปรผันไปตามสภาพพื้นที่และระยะทาง เกิดเป็นเส้น Isogloss และภาษาถิ่น

4. และในโลกยุคปัจจุบัน ภาษาถิ่นกำลังต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์เพื่อความอยู่รอดของอัตลักษณ์วัฒนธรรม