หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Geopolitics

เกมยาวของท่านสี จิ้นผิง

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ขณะที่ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยต้องคิดเกมระยะสั้นเพื่อการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่ ปธน.สี จิ้นผิง มีอำนาจเบ็ดเสร็จและไม่มีข้อจำกัดด้านวาระการดำรงตำแหน่ง "Xi's Long Game" จึงเป็นการพิสูจน์ว่า ระบอบการปกครองที่นิ่งและมองเกมระยะยาวกว่า จะสามารถเป็นผู้ชนะในการจัดระเบียบโลกใหม่ได้ในท้ายที่สุด


เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง คือ ยุทธศาสตร์ระดับชาติระยะยาวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่มุ่งเน้นการพาจีนก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แทนที่สหรัฐอเมริกา โดยยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นแบบปีต่อปี แต่เป็นการวางหมากที่มองข้ามช็อตไปอีกหลายทศวรรษ (เป้าหมายสูงสุดถูกปักหมุดไว้ที่ปี 2049 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน)


เพื่อเข้าใจเกมยาวนี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังสมองระดับโลก อย่าง CFR (Council on Foreign Relations), PIIE (Peterson Institute for International Economics) และ ISS (European Union Institute for Security Studies) ได้สรุปแกนหลักของยุทธศาสตร์ออกเป็น 4 เสาหลัก ดังนี้


1. ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ


เมื่อเผชิญกับสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ปธน.สี จิ้นผิง ได้ปรับโมเดลเศรษฐกิจจีนใหม่ วงจรภายใน (Domestic Circulation) ด้วยการเน้นการกระตุ้นให้ประชากร 1,400 ล้านคนในจีนบริโภคและใช้จ่ายกันเองภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจจีนขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังตะวันตกเป็นหลัก ขณะที่วงจรภายนอก (International Circulation) Chad Bown จากสถาบัน PIIE ชี้ว่าจีนยังคงค้าขายกับโลกภายนอก แต่เปลี่ยนเป้าหมายจากสหรัฐฯ และยุโรป ไปยังตลาดที่ไม่ใช่สหรัฐฯ (Non-US Markets) เพื่อชดเชยการสูญเสียตลาดอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้แทน


2. การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี (Tech Self-Reliance)


คณะนักวิเคราะห์จาก CFR และ Foreign Policy Research Institute (FPRI) ชี้ว่าจีนรู้ดีว่าจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด คือ การพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง ตอบโต้ข้อจำกัดนี้ คือ การทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและสร้างพิมพ์เขียวเทคโนโลยีของตนเอง เร่งพัฒนาเอไอ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายคือการทำให้จีนหลุดพ้นจากการถูกสหรัฐฯ บีบหัวใจ ด้วยการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี และสร้างอำนาจต่อรองที่ยั่งยืนในระยะยาว


3. ยุทธศาสตร์ล่อด้วยผลประโยชน์ (The Venus Flytrap)


ในทางการทูต Zongyuan Zoe Liu จาก CFR และนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISS ของยุโรป ให้ความเห็นว่า ปธน.สี จิ้นผิง ใช้ความอดทนสูงมากในการรับมือกับผู้นำสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนหน้าและนโยบายไปมาทุกๆ 4 ปี เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ หรือโจ ไบเดน รัฐบาลจีนใช้ยุทธศาสตร์การทูตแบบ Tactical Stabilization หรือการยอมประนอมในประเด็นเล็กๆ เช่น การยอมซื้อสินค้าเกษตร หรือยอมปรับโครงสร้างธุรกิจอย่าง TikTok Model เพื่อซื้อเวลาให้ตนเองพร้อม ขณะเดียวกันก็วางกับดักล่อให้ผู้นำสหรัฐฯ ยอมแลกผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระยะยาว เช่น การลดการสนับสนุนไต้หวัน กับตัวเลขกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น


TikTok Model เป็นกรณีศึกษาและแนวทางการทูตเชิงพาณิชย์ (Commercial Diplomacy) ในยุคใหม่ ซึ่งเพิ่งได้ข้อสรุปและจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โมเดลนี้เป็นทางออกที่นักวิเคราะห์เรียกว่าการพึ่งพาอาศัยกันแบบควบคุมได้ (Managed Interdependence) แทนที่จะใช้การตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยใช้สูตร "ยอมให้จีนถือหุ้นส่วนน้อยและแชร์ลิขสิทธิ์เทคโนโลยี แต่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมข้อมูลและรันระบบทั้งหมด"


4. ความเชื่อที่ว่าตะวันตกกำลังขาลง (The East is Rising, the West is Declining)


หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเกมยาวนี้ คือ มุมมองของผู้นำจีนที่มองว่า ระบบการเมืองและสังคมของสหรัฐฯ และตะวันตกกำลังเผชิญกับความแตกแยกและถดถอยอย่างถาวร คณะบรรณาธิการของ Semafor และบทวิเคราะห์จาก CFR ชี้ว่า ปักกิ่งกำลังใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนและความไม่น่าเชื่อถือของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในการดึงพันธมิตรของสหรัฐฯ เข้ามาหาจีน ข้อมูลจนถึงปี 2026 พบว่า ผู้นำประเทศพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ รวมถึงยุโรป สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ต่างก็แห่กันเดินทางเยือนปักกิ่ง คิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของการต้อนรับทูตต่างประเทศของจีน สิ่งนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง ในการพิสูจน์ว่าระเบียบโลกเก่ากำลังเสื่อมถอยและการเปิดรับโมเดลความร่วมมือแบบจีนกำลังสัมฤทธิ์ผลอย่างช้าๆ


ปธน.สี จิ้นผิง จึงเลือกที่จะไม่รีบร้อนเปิดฉากสงคราม แต่เน้นการบริหารจัดการความขัดแย้งไม่ให้ระเบิด เพื่อรอเวลาให้ระเบียบโลกเดิมที่นำโดยสหรัฐฯ ค่อยๆ อ่อนแอและสลายตัวไปเองตามกาลเวลา


เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง ถือเป็นหัวข้อหลักที่หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกของตะวันตกนำมาวิเคราะห์อย่างดุเดือด โดยเฉพาะในช่วงกลางปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง


หนังสือพิมพ์แต่ละเล่มมีมุมมองและน้ำเสียงในการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ


1. WSJ: The Wall Street Journal - มุมมองสายเหยี่ยวและคำเตือนเรื่องกับดัก


WSJ Editorial Board ได้วิเคราะห์ไว้อย่างเผ็ดร้อนและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับนิยามคำว่าเสถียรภาพ (Stability) ที่ทั้งสองฝ่ายใช้เจรจากัน โดยสรุปสาระสำคัญว่า "ภายใต้หน้ากากของความปรารถนาดีในปักกิ่ง ความจริงข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยน: นายสี กำลังเล่นเกมยาวเพื่อโค่นล้มสหรัฐฯ จากการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก"


คำเตือนเรื่องไต้หวันนั้น WSJ เป็นผู้ชี้ประเด็นเรื่องกับดักกาบหอยแครง (The Venus Flytrap) โดยเตือนว่า สี จิ้นผิง กำลังล่อให้ทรัมป์ยอมอ่อนข้อในประเด็นไต้หวัน เช่น บีบให้สหรัฐฯ เปลี่ยนถ้อยคำทางการทูตจากไม่สนับสนุน เป็นคัดค้านการแยกตัวของไต้หวัน เพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้าชั่วคราว ซึ่งหากทรัมป์ยอมแลก จะเท่ากับเป็นการเดินเข้ากับดักทางยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีน


2. Financial Times - วิเคราะห์ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและห่วงโซ่อุปทาน


หนังสือพิมพ์สายเศรษฐกิจและการทูตระดับโลกอย่าง Financial Times มองว่าในเกมยาวนี้ ปธน.สี จิ้นผิง คือผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า (Holds the cards) ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นตอบโต้กำแพงภาษีที่มีความแม่นยำดั่งมีดโกน (Scalpel-like precision) Financial Times วิเคราะห์ว่า จีนไม่ได้ตอบโต้เรื่องที่หนักหน่วงของทรัมป์ครั้งนี้ด้วยความมุทะลุ แต่ใช้กลยุทธ์ที่แม่นยำสูง ด้วยการสั่งระงับการส่งออกแร่หายาก และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจของโรงงานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ จนบีบให้สหรัฐฯ ต้องยอมถอยมาเจรจาสงบศึก (Trade Truce)


อีกทั้งยังมองข้ามช็อตการเมือง โดย Financial Times ระบุว่า ปธน.สี จิ้นผิง มองความสัมพันธ์นี้ผ่านความแยบยลเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ต้องแคร์ปฏิทินการเลือกตั้งเหมือนผู้นำสหรัฐฯ จีนยินดีจะให้ของขวัญระยะสั้นแก่ทรัมป์ เช่น การยอมเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบิน Boeing หรือถั่วเหลืองล็อตใหญ่ เพื่อส่งบทให้ทรัมป์เอาไปเคลมเป็นชัยชนะทางการเมือง แต่ในระหว่างนั้น จีนจะเร่งสร้างเครือข่ายพึ่งพาตนเองอย่างเงียบๆ


3. The Economist - การแยกมิติทางเทคโนโลยี และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


The Economist มักเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกองบรรณาธิการเศรษฐกิจประจำภูมิภาคกับนักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาชื่อดังระดับโลก ผ่านคอลัมน์พิเศษอย่าง By Invitation และบทความวิเคราะห์ประจำสัปดาห์ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลักๆ ที่มีบทบาทสูงในการร่วมวิเคราะห์และให้มุมมองในประเด็นนี้ ประกอบด้วย


Keyu Jin


ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics และผู้เขียนหนังสือ The New China Playbook ถือเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดที่ The Economist มักเชิญมาร่วมอภิปรายและอ้างอิงบ่อยครั้ง


มุมมองต่อเกมยาว Jin มองว่าชาติตะวันตกมักเข้าใจกลยุทธ์ของจีนผิดไป โดยมองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ที่แข็งทื่อ แต่แท้จริงแล้ว สี จิ้นผิง กำลังขับเคลื่อนระบบที่เรียกว่าเศรษฐกิจแบบขยายตัวจากท้องถิ่น (Mayor Economy) และการสร้างนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่


เธอวิเคราะห์ระบบคู่ขนาน (Parallel Systems) ว่ายุทธศาสตร์พึ่งพาตนเองของจีนคือการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดแรงกระแทกจากกำแพงภาษีและการจำกัดชิปของสหรัฐฯ โดยเน้นตลาดในประเทศและการเติบโตของเทคโนโลยีสีเขียว (เช่น EV และแบตเตอรี่) เป็นหลัก


Zanny Minton Beddoes


ในฐานะบรรณาธิการบริหารของ The Economist เธอคือนักเศรษฐศาสตร์ผู้ควบคุมทิศทางบทวิเคราะห์ใหญ่ๆ และรายงานพิเศษประจำปีอย่าง The World Ahead เธอวิเคราะห์ว่า นโยบาย America First ของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเหมือนของขวัญทางยุทธศาสตร์ที่ยื่นให้กับเกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง เพราะการที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าและตั้งแง่กับพันธมิตรตะวันตก ได้เปิดโอกาสให้จีนเข้าแทรกซึมและขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ง่ายขึ้น


Simon Rabinovitch


นักเศรษฐศาสตร์และผู้สื่อข่าวอาวุโส บรรณาธิการบริหารด้านเศรษฐกิจเอเชียของ The Economist ที่ติดตามโครงสร้างการเงินและนโยบายมหภาคของจีนมาอย่างยาวนาน Rabinovitch ให้มุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยชี้ให้เห็นว่า เกมยาวของสี จิ้นผิง ในการพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเผชิญกับภาวะย้อนแย้ง (The Paradox of Tech) เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ แม้จะเติบโตดี แต่ในเชิงโครงสร้างแล้วยังมีขนาดเล็กเกินกว่าจะมาทดแทนความเสียหายมหาศาลจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์และปัญหาเงินฝืดในประเทศจีนได้ทั้งหมด


ในเกมยาวนี้ จีนยอมรับความจริงแล้วว่า ในเชิงเทคโนโลยีระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นเอไอ ควอนตัม หรือเซมิคอนดักเตอร์ โดยสหรัฐฯ และจีนจะต้องแยกทางกันเดินและสร้างระบบคู่ขนาน (Parallel Systems) ที่ตัดขาดจากกันอย่างถาวร นอกจากนี้  The Economist ยังชี้ให้เห็นจุดบอดในเกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง แม้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง EV, Robotics, AI ของจีนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบไร้แรงต้านจากสังคมภายใน แต่ภาคเทคโนโลยีนี้ยังมีสัดส่วนที่เล็กเกินกว่าจะมาทดแทนวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนได้ทั้งหมด ซึ่งนี่คือความท้าทายในบ้าน ที่ ปธน.สี จิ้นผิง ต้องประคองให้รอดในระหว่างเดินเกมยาว


4. กระแสโต้กลับว่าจีนไม่ได้เล่นเกมยาวเสมอไป


นอกจากนี้ ยังเริ่มมีบทความและคลังสมองบางส่วนที่ออกมา หักล้างวาทกรรม "Xi's Long Game" โดยมองว่าชาติตะวันตกชอบมอง ปธน.สี จิ้นผิง น่ากลัวเกินจริงเหมือนเป็นซุนวูยุคใหม่


สถาบันและนักวิเคราะห์กลุ่มหลังนี้สรุปตรงกันว่า ชาติตะวันตกชอบมองจีนผ่านเลนส์ของซุนวู หรือคิดว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีแผนการลับ 100 ปีที่ไร้รอยต่อ แต่ในความเป็นจริง ผู้นำจีนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับความกดดันทางการเมือง วิกฤตหนี้สิน และความผิดพลาดเชิงนโยบายไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ดังนั้น มาตรการของสี จิ้นผิง หลายครั้งจึงเป็นเพียงการหกล้มขยับขยายไปตามสถานการณ์ มากกว่าการเดินตามพิมพ์เขียวระยะยาว


Hal Brands และ Michael Beckley จาก AEI: American Enterprise Institute


เป็นสองนักวิเคราะห์ชื่อดังเจ้าของทฤษฎี "Peak China" (จีนผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว) เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ทรงอิทธิพลในการคัดค้านเรื่องเกมยาว พวกเขามองว่า จีนกำลังเผชิญกับภาวะดิ่งเหวทางประชากรศาสตร์ (ระเบิดเวลาสังคมสูงวัย) และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน


ด้วยเหตุนี้ ปธน.สี จิ้นผิง จึง ไม่ได้กำลังเล่นเกมยาว แต่กำลังวิ่งแข่งกับเวลา (Running out of time) ความก้าวร้าวทางการทูตและการทหารในระยะหลัง เช่น ประเด็นไต้หวัน หรือการรีบปิดดีลการค้า ไม่ใช่เพราะความใจเย็น แต่เป็นเพราะปักกิ่งรู้ดีว่าหน้าต่างแห่งโอกาส (Window of Opportunity) ของจีนกำลังจะปิดลงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าเนื่องจากปัจจัยภายในประเทศ


คอลัมน์วิเคราะห์เชิงโต้แย้งในนิตยสาร Foreign Affairs


ในหลายบทความของ Foreign Affairs มีการชี้ให้เห็นว่า ระบบการทูตและเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยลัทธิแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Opportunistic Realism) มากกว่ายุทธศาสตร์ระยะยาว นักวิเคราะห์ในสำนักนี้มองว่า นโยบายอย่าง Dual Circulation (วงจรคู่ขนาน) หรือการจำกัดชิป/แร่หายาก ไม่ได้อยู่ในแผนการดั้งเดิมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่เป็นเพียงการตอบสนองแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน (Reactive Measures) ต่อมาตรการคว่ำบาตรอันรุนแรงของโดนัลด์ ทรัมป์ จีนไม่ได้วางหมากนิ่งๆ เพื่อรอให้สหรัฐฯ ถดถอย แต่จีนกำลังแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปกับความผันผวนของนโยบายวอชิงตันวันต่อวัน


สำนักข่าวเศรษฐกิจ Bloomberg และคลังสมองด้านเศรษฐศาสตร์


นักเศรษฐศาสตร์สายมหภาคหลายคนมองว่า วิกฤตภายในประเทศของจีน เช่น วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และภาวะเงินฝืด บีบให้ ปธน.สี จิ้นผิง ต้องยอมทิ้งแผนระยะยาวเพื่อหันมาพยุงชีพจรเศรษฐกิจระยะสั้น การที่จีนยอมตกลงในข้อตกลง Tactical Stabilization หรือการยอมประนีประนอมในโครงสร้างธุรกิจอย่าง TikTok Modelเมื่อต้นปี 2026 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ปักกิ่งไม่สามารถลากเกมยาวต่อได้ไหว ในสภาวะที่ตลาดทุนในบ้านตึงเครียด จีนจำเป็นต้องยอมแลกผลประโยชน์บางส่วนเพื่อเอาเงินทุนและเสถียรภาพระยะสั้นกลับคืนมาหล่อเลี้ยงประเทศก่อน


ยุทธศาสตร์ระดับท้องถิ่น: กรณีศึกษา "Yunnan Agriculture" (2026)


จากข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกของกลุ่มอุตสาหกรรมและ commodities ตลาดโลก เช่น บทวิเคราะห์ในเครือ Hacker News และ Trade Journals เดือนพฤษภาคม 2026 ชี้ให้เห็นรูปแบบการบุกตลาดของจีนที่เน้นความเร็วมากกว่าความอดทน ยุทธศาสตร์การผลักดันมณฑลยูนหนานให้ขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรและเทคโนโลยีทดแทนแบบกะทันหัน สะท้อนว่าหน่วยงานท้องถิ่นของจีนเน้นการอุดหนุนเงินมหาศาลเพื่อทุบตลาดและชิงส่วนแบ่งการตลาดในระยะอันสั้น มากกว่าจะเป็นแผนอุตสาหกรรมที่ค่อยเป็นค่อยไปแบบดั้งเดิม มันคือสไตล์การทำธุรกิจที่เน้นความดุดันและรวดเร็วเพื่อสร้างความสำเร็จที่จับต้องได้ทันที


บทวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ว่า หลายครั้งนโยบายของจีนไม่ได้เกิดจากแผนยุทธศาสตร์ 100 ปีอันแยบยล แต่เกิดจากความจำเป็นระยะสั้นเพื่อเอาตัวรอด เช่น วิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลางปี 2026 หรือปัญหาเงินฝืดในประเทศ ซึ่งบีบให้ปักกิ่งต้องยอมทิ้งไพ่ตายบางใบ เช่น ยอมระงับการแบนแร่หายากเพื่อแลกกับการลดภาษี เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก


สรุป


เกมยาวของสี จิ้นผิง) คือยุทธศาสตร์การพาจีนขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแทนที่สหรัฐฯ โดยเน้นความอดทนและวางหมากข้ามทศวรรษผ่าน 4 เสาหลัก คือ การพึ่งพาเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ (Dual Circulation) การเร่งสร้างเอกราชทางเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และชิปเซมิคอนดักเตอร์ การใช้กลยุทธ์ "กับดักกาบหอยแครง" (The Venus Flytrap) ล่อซื้อผลประโยชน์ระยะสั้นจากผู้นำสหรัฐฯ เพื่อแลกกับข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว และความเชื่อมั่นว่าระเบียบโลกเดิมที่นำโดยตะวันตกกำลังเสื่อมถอยถาวร ซึ่งจีนได้กำหนด "4 เส้นแดงหลัก" ที่สหรัฐฯ ห้ามก้าวข้ามเด็ดขาด โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือไต้หวัน เพื่อหลีกเลี่ยง "กับดักทูซิดิดีส" (Thucydides’s Trap) หรือสงครามระหว่างมหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจใหม่ที่อาจปะทุขึ้นจากความหวาดระแวงและการคำนวณพลาด


เพื่อรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการปิดล้อมทางทหารจากพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่าง AUKUS และ Quad ทั้งสองมหาอำนาจจึงหันมาดำเนินนโยบาย "Tactical Stabilization" หรือการสร้างเสถียรภาพชั่วคราวเพื่อ "พักยกและซื้อเวลา" ประคองเศรษฐกิจของตน โดยมีกรณีศึกษาสำคัญคือ "TikTok Model" แผนประนีประนอมทางพาณิชย์ที่บังคับปรับโครงสร้างให้กลุ่มทุนอเมริกันเข้ามาควบคุมข้อมูลทั้งหมดบนระบบ Cloud ของ Oracle แต่จีนยังคงสามารถรักษาลิขสิทธิ์และตัวอัลกอริทึมหลักไว้ได้ ซึ่งนับเป็นพิมพ์เขียวใหม่ของการพึ่งพาอาศัยกันแบบควบคุมได้ (Managed Interdependence) ที่อาจถูกนำไปใช้กับบริษัทเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนในอนาคต


อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์และคลังสมองยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง The Economist, The Wall Street Journal และสถาบัน AEI ได้ออกมาหักล้างแนวคิดเรื่องเกมยาวนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าชาติตะวันตกมักประเมินความสามารถของจีนสูงเกินจริงเหมือนเป็น "ซุนวู" ยุคใหม่ แต่แท้จริงแล้วจีนกำลังเผชิญวิกฤตภายในประเทศที่สาหัส ทั้งปัญหาประชากรศาสตร์ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ และภาวะเงินฝืด จนบีบให้ปักกิ่งต้อง "วิ่งแข่งกับเวลา" นโยบายส่วนใหญ่รวมถึงการยอมประนีประนอมในโครงสร้างธุรกิจ จึงไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ 100 ปีอันแยบยล แต่เป็นเพียง "ลัทธิแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเอาตัวรอดระยะสั้น" ท่ามกลางความผันผวนของเสถียรภาพโลกและข้อจำกัดในบ้านตัวเอง


สำหรับประเทศเล็กๆ ในอาเซียน ยุคภูมิรัฐศาสตร์สองขั้วครองโลก เพราะในขณะที่สหรัฐฯ และจีนกำลังเล่นเกมยาว เพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่ง อาเซียนซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของจุดยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก จึงกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องการดึงเข้าพวก


ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของอาเซียนในระยะยาว ไม่ใช่การนั่งรอว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ แต่คือการทำตัวเองให้ มีคุณค่าและแข็งแกร่งจนมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายขาดไม่ได้ การเป็นพันธมิตรที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย (Friend to all, enemy to none) จะเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดที่ช่วยให้อาเซียนรอดพ้นจากมรสุมภูมิรัฐศาสตร์


ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนควรปฏิบัติตนผ่านยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ดังนี้


1. ยึดมั่นในความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือ อาเซียนต้องไม่ยอมให้มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแบ่งแยกและปกครอง (Divide and Rule)


2. ดำเนินกลยุทธ์การทูตแบบไผ่ลู่ลม (Hedging Strategy) อาเซียนต้องไม่เลือกข้างอย่างเด็ดขาด แต่ต้องใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ในการสร้างความสมดุล (Balancing)


3. กระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของภูมิภาคพังทลายหากเกิดการตัดขาดกันอย่างถาวร (Decoupling) ของสองมหาอำนาจ อาเซียนต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน


4. หันไปสร้างพันธมิตรกับมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) อาเซียนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่สหรัฐฯ หรือจีนเท่านั้น แต่ควรขยายความร่วมมืออย่างลึกซึ้งกับมหาอำนาจระดับกลางที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาความสงบและเสรีภาพของโลก เช่น ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ในด้านการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และการพัฒนาทุนมนุษย์ สหภาพยุโรป (EU) ในด้านมาตรฐานการค้ายุคใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และอินเดีย และ ออสเตรเลีย ในด้านความมั่นคงทางทะเลและการรักษาสมดุลในมหาสมุทรอินเดีย

Geopolitics

กับดักทูซิดิดีส

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


"สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเติบโตของอำนาจเอเธนส์ และความกลัวที่สิ่งนี้สร้างขึ้นในใจของสปาร์ตา“


กับดักทูซิดิดีส (Thucydides’s Trap) เป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Graham Allison ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่ออธิบายความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่อาจนำไปสู่สงครามระหว่างมหาอำนาจเดิม (Ruling Power) และมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมา (Rising Power) คำๆ นี้มีที่มาจากบันทึกประวัติศาสตร์ของทูซิดิดีส นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณเกี่ยวกับสงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) ตามข้อความที่เขียนเอาไว้ด้านบน


13trump-xi-thucydides-trap-topart-mobileMasterAt3x.png

A statue of Thucydides, the Athenian general and historian, outside the parliament building in Vienna. (Credit... Eye Ubiquitous/Universal Images Group, via Getty Images)


เมื่อเปรียบเทียบกับโลกยุคปัจจุบัน - มหาอำนาจเดิม (Ruling Power) คือ สหรัฐอเมริกา (เปรียบได้กับสปาร์ตาในอดีต) และมหาอำนาจใหม่ (Rising Power) คือ จีน (เปรียบได้กับเอเธนส์ในอดีต)


ตามประวัติศาสตร์ย้อนหลังไป 500 ปี Graham Allison พบว่า มีมหาอำนาจใหม่ผุดขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม 16 ครั้ง และในจำนวนนั้น มีถึง 12 ครั้งที่จบลงด้วย "สงคราม" นี่คือเหตุผลว่าทำไม ปธน. สี จิ้นผิง ถึงกังวลกับดักนี้เป็นอย่างมาก และมักจะพูดออกสื่อต่างประเทศบ่อยครั้งว่า “เราต้องร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักทูซิดิดีส”


จากการติดตามและวิเคราะห์ของสำนักข่าว The New York Times เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีมุมมองสะท้อนความคิดของผผิงู้นำสูงสุดของจีน และยุทธศาสตร์ของจีนที่น่าสนใจดังนี้


1. กลัวการสกัดกั้นอย่างถาวร (Containment)


NYT ระบุว่า ในสายตาของสี จิ้นผิง สหรัฐฯ กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้จีนขึ้นแซงหน้า ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การคว่ำบาตรชิปเทคโนโลยีขั้นสูง หรือการสร้างพันธมิตรทางทหารล้อมรอบจีน เช่น พันธมิตรด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีทางการทหารระดั (AUKUS: ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐ) และความร่วมมือสี่เหลี่ยมความมั่นคง (Quad: Quadrilateral Security Dialogue) ระหว่างสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยปักกิ่งมองว่า AUKUS คือการฟื้นคืนชีพของแนวคิดสงครามเย็น และเป็นการจงใจสร้างพันธมิตรทางทหารเพื่อปิดล้อมจีนโดยเ


รัฐบาลปักกิ่งมองว่า พฤติกรรมของวอชิงตันคืออาการของความกลัวว่าตนเองจะสูญเสียความเป็นที่หนึ่ง ซึ่งตรงตามทฤษฎีของกับดักทูซิดิดีสเป๊ะ


2. สงครามที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ (Accidental War)


นักวิเคราะห์ของ NYT ชี้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในกับดักนี้ไม่ใช่การที่วันหนึ่ง ปธน.สี จิ้นผิง หรือ ปธน.สหรัฐฯ จะตื่นมาแล้วสั่งเปิดฉากยิงนิวเคลียร์ใส่กันดื้อๆ หากแต่เป็นชนวนเหตุเล็กๆ ที่บานปลายควบคุมไม่ได้ (Miscalculation) เช่น การเฉี่ยวชนกันของเครื่องบินรบในทะเลจีนใต้ หรือการกระทบกระทั่งในช่องแคบไต้หวัน ในสภาวะที่ทั้งสองประเทศเต็มไปด้วยความหวาดระแวง (Paranoia) เหตุการณ์เล็กๆ สามารถจุดชนวนให้เกิดสงครามใหญ่ได้ง่ายมาก


3. วาทกรรมเพื่อแสดงความชอบธรรม (Rhetorical Weapon)


NYT มองลึกไปอีกมิติหนึ่งว่า ปธน.สี จิ้นผิง ใช้คำว่า "Thucydides’s Trap" เป็นเครื่องมือทางการทูตด้วย


การที่ ปธน. สี จิ้นผิง บอกว่าโลกบ่อยๆ ว่าต้องช่วยกันเลี่ยงกับดักนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงชาติตะวันตกและอาเซียนด้วยว่า หากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดกดดันจีน สหรัฐฯ นั่นแหละที่จะเป็นคนลากโลกไปสู่สงคราม แบบนี้เป็นการโยนแรงกดดันกลับไปให้วอชิงตันในฐานะฝ่ายที่กุมอำนาจเดิม


4. ทางออกในสายตาของปักกิ่ง คือ ระเบียบโลกแบบหลายขั้ว (Multipolarity)


บทวิเคราะห์ใน NYT เผยว่า ปธน.สี จิ้นผิง พยายามเสนอทางออกที่เรียกว่า ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างมหาอำนาจ (New Type of Major-Power Relations) ซึ่งหมายถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยอมรับว่าจีนมีฐานะเท่าเทียมกัน และเคารพ "เส้นแดง" ของกันและกัน (โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและระบบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์) แต่สหรัฐฯ มักมองว่านี่คือการบีบให้ยอมสละความเป็นผู้นำโลก


คำว่า "Red Line" ที่จีนกังวลและเน้นย้ำกับสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพบปะกันระหว่าง ปธน.สี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ กลางเดือนพฤษภาคม 2026 รวมถึงเวทีระดับโลกในช่วงปี 2025–2026 ถูกจำแนกออกเป็น 4 เส้นแดงหลัก ซึ่งจีนประกาศชัดเจนว่าห้ามล่วงละเมิดเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารหรือความพังทลายของความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง


Absolute Red Line เส้นแดงแรกที่สำคัญที่สุดและละเมิดไม่ได้มากที่สุดในสายตาของ ปธน.สี จิ้นผิง เพราะจีนกลัวว่าสหรัฐฯ จะให้การรับรองสถานะทางการทูต หรือสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันอย่างเป็นทางการ รวมถึงการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูงให้ไต้หวันเพิ่มขึ้น จึงได้ส่งสัญญาณเตือนแรงขึ้นเรื่อยๆ ว่าหากมีการข้ามเส้นนี้ ความสัมพันธ์จะดิ่งลงสู่สถานการณ์ที่อันตรายมาก และอาจนำไปสู่การใช้กำลังทหารทันที ในเกมยาวนี้จีนพยายามกดดันให้สหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีจากไม่สนับสนุน เป็นคัดค้านการแยกตัวของไต้หวันอย่างสิ้นเชิง


เส้นแดงที่สอง จีนย้ำว่าระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่จะถูกสั่นคลอนไม่ได้ เส้นแดงที่สาม จีนปฏิเสธการที่ชาติตะวันตกใช้มาตรฐาน "สิทธิมนุษยชน" มาเป็นเครื่องมือในการกดดันทางการเมือง และเส้นแดงที่สี่ จีนมองว่าการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีน เช่น ควบคุมชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เอไอ หรือการแบนแอปพลิเคชัน คือการจงใจสกัดกั้นไม่ให้คนจีนลืมตาอ้าปากได้ หรือขัดขวางไม่ให้จีนพัฒนาเป็นประเทศรายได้สู


สรุปสั้นๆ: ปธน.สี จิ้นผิง กังวลว่าความหวาดกลัวของสหรัฐฯ จะนำไปสู่สงครามจริง และบทวิเคราะห์จาก NYT ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังเดินเข้าหากับดักนี้เรื่อยๆ ผ่านสงครามเทคโนโลยีและการทหาร แม้ว่าต่างฝ่ายต่างจะบอกว่าอยากหลีกเลี่ยงมันก็ตาม