แผนที่ธรณีวิทยา
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การทำแผนที่ธรณีวิทยา (Geological Mapping) คือกระบวนการสำรวจ บันทึก และถ่ายทอดข้อมูลลักษณะทางกายภาพของเปลือกโลก
ลงบนแผนผังย่อส่วนที่มีระบบพิกัดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์
หลักการสำคัญไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกตำแหน่งหินที่พบบนผิวดิน
แต่เป็นการรวบรวมหลักฐานเพื่อตีความโครงสร้างสามมิติใต้ผิวโลกและวิวัฒนาการทางเวลากว่าหลายร้อยล้านปี
กระบวนการทำแผนที่ธรณีวิทยาอาศัยหลักการและขั้นตอนพื้นฐาน ดังนี้
· การสำรวจโผล่หิน (Outcrop Mapping) เป็นการเดินสำรวจภาคสนามเพื่อบันทึกพิกัด
ชนิดหิน (Lithology) เนื้อหิน และองค์ประกอบทางแร่
บริเวณที่หินแข็งโผล่พ้นดินตามลำน้ำ หน้าผา หรือการขุดเจาะ
· การวัดทิศทางเชิงโครงสร้าง (Structural Measurements) ด้วยการใช้เข็มทิศธรณี (Brunton Compass) หรืออุปกรณ์ดิจิทัล
วัดค่าทิศทางแนวรอยชั้น (Strike) และมุมเอียงเท (Dip) ของชั้นหิน รวมถึงแนวรอยแตก (Joints) และรอยเลื่อน (Faults)
· การจัดลำดับชั้นหิน (Stratigraphic Succession) ตามการใช้กฎการสืบชั้น
(Law of Superposition) และซากดึกดำบรรพ์ดรรชนี
(Index Fossils) เพื่อจัดลำดับอายุของหินจากแก่ที่สุดไปหาอ่อนที่สุด
· การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transition) ปัจจุบันการทำแผนที่ภาคสนามพัฒนาไปสู่การใช้แท็บเล็ตภาคสนาม (Digital Field
Mapping) ภาพถ่ายโดรนความละเอียดสูง (UAV Photogrammetry) และการสแกนด้วยเลเซอร์ (LiDAR) เพื่อสกัดข้อมูลเชิงโครงสร้างในพื้นที่เข้าถึงยากได้อย่างแม่นยำ
แผนที่ธรณีวิทยา
แผนที่ธรณีวิทยา คือ แผนที่แสดงการกระจายตัวของชนิดหิน หมวดหิน และวัตถุปกคลุมผิวดิน
พร้อมทั้งแสดงเส้นโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ตัดผ่านพื้นที่นั้นๆ
องค์ประกอบมาตรฐานบนแผ่นระวาง
1. ส่วนรายละเอียดเชิงพื้นที่ (Map Face) แสดงขอบเขตการปรากฏของกลุ่มหิน/หมวดหินด้วยรหัสสีสากล
พร้อมสัญลักษณ์กำกับโครงสร้าง เช่น เส้นทึบแสดงรอยเลื่อนที่ชัดเจน
เส้นประแสดงรอยเลื่อนคาดคะเน และสัญลักษณ์แกนรอยคดโค้ง (Anticline/Syncline)
2. แท่งลำดับชั้นหินและคำอธิบายสัญลักษณ์ (Stratigraphic Column & Legend) จัดเรียงหมวดหินตามอายุกาลวิทยา โดยให้หินที่มีอายุแก่ที่สุดอยู่ด้านล่างสุด
และหินอ่อนที่สุดอยู่ด้านบนสุด พร้อมระบุชนิดหินหลักและสภาพแวดล้อมการสะสมตัว
3. รูปตัดขวางทางธรณีวิทยา (Geological Cross-section) ภาพจำลองชั้นหินใต้ผิวดินตามแนวตัดเฉพาะ (Cross-section Line) ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นความหนา มุมเอียงเท
และรูปแบบการถูกตัดขาดของชั้นหินใต้ดิน
4. แผนผังตำแหน่งระวาง (Index Map) และพิกัด (Coordination) เป็นการระบุระบบพิกัด (เช่น UTM) ทิศเหนือจริง/ทิศเหนือแม่เหล็ก และมาตราส่วนแผนที่
กรณีศึกษา: แผนที่ธรณีวิทยาระวาง NE 47-14 (เมาะลำเลิง / Moulmein) ระวาง NE 47-14 หรือ ระวางเมาะลำเลิง เป็นหนึ่งในระวางที่มีความซับซ้อนทางธรณีวิทยาและโครงสร้างเทกโทนิกส์สูงที่สุดในประเทศไทย
ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณจังหวัดตาก (อำเภอแม่สอด พบพระ แม่ระมาด) อำเภออมก๋อย
จังหวัดเชียงใหม่ และรอยต่อลุ่มน้ำปิง
แผนที่จำลองโครงสร้างทางธรณีวิทยาของระวาง NE 47-14 แสดงแนว กลุ่มรอยเลื่อนเมย / แม่สอด (Moei / Mae Ping Fault Zone) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนตามแนวระดับขนาดใหญ่ (Strike-slip Fault) วางตัวในทิศNW-SE โครงสร้างนี้ตัดผ่านมวลหินแปรเกรดสูงยุคก่อนแคมเบรียน
(Precambrian) และกลุ่มหินตะกอนยุคพาลีโอโซอิก-เมโซโซอิก
เกิดเป็นแอ่งเทอร์เชียรีแม่สอด (Mae Sot Tertiary Basin) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมตัวของหินดินดานน้ำมัน (Oil Shale) และหินตะกอนยุคใหม่
ลักษณะทางธรณีวิทยาและทรัพยากรในระวาง NE 47-14 แสดงกลุ่มหินตะกอนและหินแปร พบหินปูน หินดินดาน และหินทราย ยุคคาร์บอนิเฟอรัส–เพอร์เมียน
รวมถึงหินแปรเกรดสูง (Gneiss/Schist) บริเวณเทือกเขาถนนธงชัย มวลหินอัคนีแทรกซอน
แนวหินแกรนิต (Granite Plutons) วางตัวในทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดแหล่งแร่โลหะ
(เช่น สังกะสี ดีบุก วุลแฟรม) และความสำคัญเชิงภัยพิบัติ การเป็นที่ตั้งของกลุ่มรอยเลื่อนมีชีวิตเมย
ทำให้ระวางนี้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังภัยพิบัติแผ่นดินไหวและดินถล่มระดับภูมิภาค
สำหรับการสังเคราะห์วรรณกรรมวิชาการระดับสากลจากวารสารชั้นนำ
เช่น Journal of Structural Geology, Geomorphology, Ore Geology
Reviews, และ Earth-Science Reviews สามารถแบ่งประเภทแผนที่ตามแนวทางการวิจัยของนักธรณีวิทยาได้เป็น 4 กลุ่มหลัก
แผนที่ธรณีวิทยาเชิงโครงสร้างและดิจิทัล
งานวิจัยของ Cawood et al. (2017) และ Tavani et al. (2020) เน้นการวิเคราะห์เรขาคณิตของมวลหิน
แรงเทกโทนิกส์ และสถาปัตยกรรมรอยเลื่อน โดยได้พัฒนากระบวนการทำแผนที่จากแบบจำลองหินดิจิทัล
(Digital Outcrop Models: DOMs) โดยใช้โดรน
เพื่อเก็บข้อมูล Strike/Dip อัตโนมัติ ส่วน Sylvester (1988) กำหนดกรอบการทำแผนที่กลุ่มรอยเลื่อนตามแนวระดับ (Strike-slip Fault
Zones)
แผนที่ธรณีสัณฐานวิทยาและภูมิประเทศรายละเอียดสูง
งานวิจัยของ Tarolli (2014) เป็นการศึกษารูปร่างภูมิประเทศ กระบวนการเปลี่ยนแปลงผิวดิน และระบบทางน้ำ สรุปการใช้ข้อมูล
High-Resolution Topography (LiDAR) สกัดแผนที่ธรณีสัณฐานระดับเล็ก
Brierley & Fryirs (2000) นำเสนอกรอบ River Styles
Framework เพื่อจำแนกประเภทแม่น้ำระดับลุ่มน้ำจากโครงสร้างธรณีวิทยา
และ Bishop et al. (2012) นำเสนอการทำแผนที่สี่มิติ
(4D Spatiotemporal Mapping)
แผนที่สำรวจแร่ด้วยการรีโมตเซนซิง
งานวิจัยของ van der Meer et al. (2012) และ Cudahy & Ramanaidou (1997) ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม
Multispectral/Hyperspectral (เช่น ASTER) เน้นการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจจับโซนการแปรสภาพของหินเพื่อตีกรอบพื้นที่เป้าหมาย
ทำแผนที่กลุ่มแร่แปรสภาพทางน้ำร้อน (Hydrothermal Alteration Minerals) เช่น Alunite และ White Micas
แผนที่และแบบจำลองธรณีวิทยา
3 มิติ/4 มิติ
งานวิจัยของ Wu et al. (2005) เน้นการเปลี่ยนผ่านจากการนำเสนอภาพ 2 มิติไปสู่ปริมาตรมวลหิน 3 มิติใต้ผิวดิน สรุปเป็นโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่แบบ
Voxel, Wireframe และ B-Rep เพื่อสร้าง 3D Geological Model ส่วน Scotese (2004) สังเคราะห์ แผนที่ธรณีวิทยาบรรพกาล (Paleogeographic
Maps) แสดงการเคลื่อนตัวของแผ่นทวีปตั้งแต่มหาทวีปพันเจีย (Pangea)
แผนที่เฉพาะเรื่องทางธรณีวิทยา
แผนที่เฉพาะเรื่อง (Thematic Geological Maps) คือ การนำข้อมูลธรณีวิทยาพื้นฐานมาซ้อนทับและประมวลผลร่วมกับปัจจัยทางกายภาพอื่นๆ
บนระบบ GIS เพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน
|
ประเภทแผนที่เฉพาะเรื่อง |
ข้อมูลนำเข้าหลัก |
การนำไปประยุกต์ใช้ |
งานวิจัยอ้างอิง |
|
แผนที่รอยเลื่อนมีชีวิต (Active Fault Map) |
แนวรอยเลื่อน, ร่องสำรวจ (Trenching), อัตราการเลื่อนตัว (Slip Rate) |
ประเมินพิบัติภัยแผ่นดินไหว
และกำหนดเขตพื้นที่เสี่ยง |
Yeats & Prentice (1996); El Hamdouni et al. (2008) |
|
แผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (Landslide Susceptibility Map) |
ชนิดหิน, รอยเลื่อน, ความชัน, ปริมาณน้ำฝน, การใช้ประโยชน์ที่ดิน |
วางผังเมือง, จัดทำระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า |
Guzzetti et al. (1999); Reichenbach et al. (2018) |
|
แผนที่ศักยภาพแหล่งแร่ (Mineral Prospectivity Map: MPM) |
แผนที่หิน, รอยเลื่อน, ข้อมูลเคมีธรณี, โซน Alteration |
ตีกรอบพื้นที่สำรวจแร่เศรษฐกิจด้วย Machine Learning |
Hronsky & Groves (2008); Zuo & Xiong (2018) |
|
แผนที่ธรณีวิศวกรรม (Engineering/Geotechnical Map) |
กำลังรับน้ำหนักของหิน/ดิน, คุณสมบัติทางกลศาสตร์, ระดับน้ำบาดาล |
วางแผนฐานรากอาคาร อุโมงค์ สะพาน และเขื่อน |
- |
แผนธรณีวิทยาประเทศไทย
การทำแผนที่ธรณีวิทยาของประเทศไทยอยู่ในความรับผิดชอบหลักของ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แผนที่ธรณีวิทยา
มาตราส่วน 1:250,000
กรมทรัพยากรธรณีได้จัดทำแผนที่ธรณีวิทยาครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 47 ระวาง โดยใช้อ้างอิงระบบพิกัด UTM
- ระดับรายละเอียด: จัดเป็นแผนที่ระดับภูมิภาค (Regional Scale)
หรือการสำรวจสังเขป เน้นการจัดกลุ่มหินออกเป็น หมวดหิน (Formation) หรือ กลุ่มหิน (Group)
- การนำไปใช้: เหมาะสำหรับการวางแผนเชิงนโยบายระดับประเทศ
การบริหารจัดการลุ่มน้ำ และการประเมินศักยภาพทรัพยากรธรรมชาติ
กรณีศึกษา ระวาง NE 47-14 (เมาะลำเลิง / Moulmein)
เป็นระวางทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สอด พบพระ แม่ระมาด (จังหวัดตาก) อำเภออมก๋อย
(จังหวัดเชียงใหม่) และรอยต่อประเทศเมียนมา
- ลักษณะเด่น: มี แนวรอยเลื่อนเมย / แม่สอด (Moei / Mae Ping Fault Zone) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนตามแนวระดับขนาดใหญ่
ตัดผ่านมวลหินแปรเกรดสูงยุคก่อนแคมเบรียน และทำให้เกิด แอ่งเทอร์เชียรีแม่สอด ซึ่งเป็นแหล่งสะสมตัวของหินดินดานน้ำมัน (Oil Shale)
ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลแผนที่
- ไฟล์ระวาง PDF: ดาวน์โหลดผ่านระบบบริการแผนที่ของกรมทรัพยากรธรณี
- ระบบ GIS & Web Mapping: เข้าใช้งานผ่าน DMR GIS Portal และคลังข้อมูลเปิดภาครัฐ (Data.go.th /
Data.dmr.go.th) ซึ่งให้บริการในรูปแบบ
Shapefile และ ArcGIS REST
Service API
แผนที่ธรณีวิทยาสามมิติ
แผนที่และแบบจำลองธรณีวิทยา
3 มิติ (3-D Geological Maps & Models) เป็นการพัฒนาก้าวสำคัญจากการนำเสนอภาพ 2
มิติบนระวางกระดาษ ไปสู่การสร้าง "แบบจำลองปริมาตรมวลหินใต้ผิวดิน (Volume Modeling)" ในสามมิติจริง (X, Y, Z) ซึ่งช่วยให้เห็นโครงสร้าง ความหนา
และการต่อเนื่องของชั้นหินใต้พื้นผิวโลกได้อย่างแม่นยำ
หลักการของ 3-D
Geological Maps
หลักการสำคัญของการทำแผนที่ธรณีวิทยา 3 มิติ คือการนำข้อมูลจากต่างที่มาและต่างมิติ มาเชื่อมโยงและคำนวณผ่านอัลกอริทึมเชิงพื้นที่ (Spatial Interpolation & Geostatistics) โดยมีหลักการพื้นฐานดังนี้
·
Boundary
Representation (B-Rep) & Surface Modeling: การสร้างพื้นผิวรอยต่อระหว่างหมวดหิน (Geological Interfaces) และระนาบรอยเลื่อน (Fault Planes) ให้เป็นระนาบ 3 มิติในรูปแบบตาข่ายสามเหลี่ยม (TIN - Triangulated Irregular Network) หรือพื้นผิวโค้งระดับสูง (NURBS)
·
Volumetric
Modeling (Voxel / Mesh): การแบ่งปริมาตรมวลหินใต้ดินออกเป็นลูกบาศก์เล็กๆ (Voxels) หรือตาข่ายองค์ประกอบย่อย (3D
Unstructured Grids/Mesh) เพื่อให้สามารถบรรจุคุณสมบัติทางกายภาพของหิน เช่น ความพรุน
(Porosity), ความหนาแน่น (Density), หรือความเร็วคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Velocity) ลงไปในทุกๆ จุดของปริมาตรได้
· Geological Logic Rules: การกำหนดกฎเกณฑ์ทางธรณีวิทยาบังคับกระบวนการประมาณค่า
เช่น กฎการสืบชั้น (Stratigraphic Age Rules), ความสัมพันธ์การตัดขวางของรอยเลื่อน (Fault Cross-cutting Relationships), และมุมเอียงเท (Strike/Dip) เพื่อไม่ให้โมเดลขัดแย้งกับความเป็นจริงทางธรรมชาติ
ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำ (Workflow)
1. การรวบรวมและเตรียมข้อมูล (Data Integration)
รวบรวมข้อมูลหลากมิติเข้าสู่ระบบ GIS/Modelingข้อมูลผิวดิน: แบบจำลองความสูงเชิงเลข (DEM/LiDAR), แผนที่ธรณีวิทยา 2D, แนวรอยเลื่อน, และจุดวัด Strike/Dipข้อมูลใต้ผิวดิน: ข้อมูลหลุมเจาะ (Borehole Log), ภาพถ่ายคลื่นไหวสะเทือน (Seismic
Reflection 2D/3D), และข้อมูลธรณีฟิสิกส์ (Gravity/Magnetic)
2. การกำหนดกรอบเรขาคณิตรอยเลื่อน (Fault Modeling)
สร้างโครงข่ายรอยเลื่อน 3
มิติเป็นอันดับแรกกำหนดระนาบรอยเลื่อน (Fault
Surfaces) ในระบบ 3 มิติ เนื่องจากรอยเลื่อนเป็นตัวตัดขาดและเลื่อนชั้นหินออกจากกัน
การสร้างรอยเลื่อนที่ถูกต้องก่อนจะช่วยกำหนดขอบเขต (Fault Blocks) สำหรับชั้นหินได้อย่างแม่นยำ
3. การสร้างพื้นผิวชั้นหิน (Stratigraphic
Surface Modeling)
เชื่อมโยงขอบเขตชั้นหินระหว่างหลุมเจาะและผิวดินนำจุดตัดชั้นหินจากหลุมเจาะ
(Well Tops) และแนวขอบเขตหินบนผิวดินมาคำนวณสร้างพื้นผิวของแต่ละหมวดหิน
โดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น Kriging, Radial
Basis Functions (RBF), หรือ Implicit Surface Modeling
4. การสร้างปริมาตรและประมาณค่าคุณสมบัติ (Volumetric & Property Modeling)
เติมเต็มข้อมูลเชิงคุณสมบัติลงในมวลหินสร้างโครงข่ายปริมาตร
3D Grid และใช้เทคนิคสถิติภูมิศาสตร์ (Geostatistics) เพื่อประมาณค่าคุณสมบัติทางธรณีวิศวกรรม ธรณีเคมี
หรือปิโตรฟิสิกส์ลงไปในเนื้อหิน
5. การตรวจสอบและปรับแก้แบบจำลอง (Validation & Model Refinement)
ตรวจสอบความสมเหตุสมผลทางธรณีวิทยาตัดรูปตัดขวาง (Cross-section) จากโมเดล 3D มาเปรียบเทียบกับภาพจริงทางภาคสนาม หรือทำการคำนวณย้อนกลับทางธรณีฟิสิกส์ (Forward/Inverse Geophysical Modeling) เพื่อปรับแก้โมเดลให้ตรงกับค่าสนามแรงดึงดูด/แม่เหล็กจริง
ประโยชน์ของ 3-D Geological Maps
การเปลี่ยนจากแผนที่ 2D มาเป็นแบบจำลอง 3D เพิ่มประสิทธิภาพอย่างมากในหลายภาคส่วน:
|
ภาคส่วน / การประยุกต์ใช้ |
ประโยชน์หลักของแบบจำลอง 3 มิติ |
|
1. การสำรวจแร่และพลังงาน |
ตีกรอบแหล่งแร่ สภาพกับเก็บปิโตรเลียม (Hydrocarbon
Reservoirs) และแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ
ช่วยคำนวณปริมาตรสำรอง (Reserve Estimation) และลดความเสี่ยงในการขุดเจาะหลุมสำรวจราคาแพง |
|
2. วิศวกรรมฐานรากและงานอุโมงค์ |
ช่วยวิเคราะห์แนวขุดเจาะอุโมงค์ (Tunneling) เขื่อน หรือรถไฟใต้ดิน โดยแสดงจุดรอยเลื่อน มวลหินผุ
หรือโพรงหินปูน (Karst) ใต้ดินล่วงหน้า
เพื่อป้องกันอุบัติเหตุระหว่างก่อสร้าง |
|
3. ทรัพยากรน้ำบาดาล (Hydrogeology) |
สร้างแบบจำลองการไหลของน้ำบาดาล (Groundwater Flow
Modeling) แสดงขอบเขตชั้นน้ำบาดาล (Aquifers) และทิศทางการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนในระดับลึก |
|
4. การประเมินภัยพิบัติทางธรณีวิทยา |
วิเคราะห์โครงสร้างรอยเลื่อนมีชีวิตใต้ดินแบบสามมิติ
ประเมินระนาบการการพังทลายของชั้นดิน/หินในการเกิดดินถล่มขนาดใหญ่ (Landslide Slip
Surfaces) |
|
5. การสื่อสารและการตัดสินใจเชิงนโยบาย |
ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก วิศวกร
ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายและประชาชนทั่วไป
เข้าใจสภาพโครงสร้างใต้ดินได้ง่ายกว่าการอ่านแผนที่ 2D |
สรุป
แผนที่ธรณีวิทยาถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา (Intellectual
Infrastructure) ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ
1.
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: เป็นเข็มทิศในการสำรวจแหล่งแร่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน (ปิโตรเลียม
หินดินดานน้ำมัน พลังงานความร้อนใต้พิภพ) และการประเมินศักยภาพแหล่งน้ำบาดาล
2.
การบรรเทาและรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ: เป็นข้อมูลฐานในการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนมีชีวิต
ดินถล่ม รูยุบในพื้นที่หินปูน และการทรุดตัวของแผ่นดิน
3.
งานวิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน: ช่วยในการเลือกตำแหน่งที่ตั้งและวางแผนออกแบบฐานรากสำหรับเขื่อน อุโมงค์
ทางหลวง รถไฟความเร็วสูง และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่
4.
การวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน: ป้องกันการก่อสร้างทับซ้อนบนแนวรอยเลื่อนเสี่ยงภัย หรือพื้นที่แหล่งแร่สำคัญ
และช่วยจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรมตามคุณสมบัติทางธรณีวิทยา
5.
การศึกษาวิจัยและสิ่งแวดล้อม: ช่วยในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของโลก
และการประเมินการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมบรรพกาล
บรรณานุกรม
กรมทรัพยากรธรณี.
(2544). แผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทย
มาตราส่วน 1:250,000 ระวางเมาะลำเลิง (NE 47-14). กองธรณีวิทยา
กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
กรมทรัพยากรธรณี.
(2567). ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และบริการข้อมูลแผนที่ธรณีวิทยา
(DMR GIS Portal). สืบค้นจาก https://gisportal.dmr.go.th/
Bishop, M. P., James, L. A., Shroder,
J. F., & Walsh, S. J. (2012). Remote sensing and GIScience in
geomorphology: Introduction to the special issue. Geomorphology, 137(1),
1–12.
Brierley, G. J., & Fryirs, K. A.
(2000). River Styles, a geomorphic approach to catchment characterization:
Implications for river management. Geomorphology, 32(3–4), 361–385.
Cawood, A. J., Bond, C. E., Inkpen, R.
J., & Butler, R. W. H. (2017). Digital geological mapping and 3D
visualisation: A workflow for structural geology field data. Journal of
Structural Geology, 103, 117–129.
Cudahy, T. J., & Ramanaidou, E. R.
(1997). Hyperspectral remote sensing of white micas: Theory, methods and
applications in mineral exploration and regional geology. Earth-Science
Reviews, 42(1–2), 19–35.
El Hamdouni, R., Irigaray, C.,
Fernández, T., Chacón, J., & Keller, E. A. (2008). Assessment of active
tectonics based on geomorphic indices, Southern Spain. Geomorphology,
96(1–2), 150–173.
Guzzetti, F., Carrara, A., Cardinali,
M., & Reichenbach, P. (1999). Landslide hazard and risk mapping: A review
of standard approaches and current trends. Earth-Science Reviews,
45(3–4), 181–216.
Hronsky, J. M. A., & Groves, D. I.
(2008). Science of targeting: Definition, applied methodology and case studies.
Ore Geology Reviews, 33(3–4), 479–491.
Reichenbach, P., Rossi, M., Malamud,
B. D., Mihir, M., & Guzzetti, F. (2018). A review of statistically-based
landslide susceptibility models. Geomorphology, 315, 60–78.
Scotese, C. R. (2004). Pangea to the
modern world: Tectonic controls on regional geology, sedimentation, and
climate. Earth-Science Reviews, 67(1–2), 33–55.
Sylvester, A. G. (1988). Strike-slip
faults. Journal of Structural Geology, 10(6), 665–689.
Tavani, S., Granado, P., Corradetti,
A., Señoráns, R., & Muñoz, J. A. (2020). Building virtual outcrops,
extracted orientations, and structural mapping with drones. Journal of
Structural Geology, 137, 104082.
Tarolli, P. (2014). High-resolution
topography for understanding earth surface processes: Research frontiers. Geomorphology,
216, 295–312.
van der Meer, F. D., van der Werff, H.
M., van Ruitenbeek, F. J., Hecker, C. A., Bakker, W. H., Noomen, M. F., ...
& Woldai, T. (2012). Multi- and hyperspectral geologic remote sensing: A
review. Ore Geology Reviews, 44, 112–131.
Wu, Q., Xu, H., & Zou, X. (2005).
Three-dimensional geological modelling: Methods, technical challenges and
applications. Earth-Science Reviews, 71(1–2), 85–103.
Yeats, R. S., & Prentice, C. S. (1996). Active faulting and paleoseismology: History, progress, and present status. Earth-Science Reviews, 40(1–2), 71–89.
Zuo, R., & Xiong, Y. (2018). Big data analytics of geochemical data for mineral prospectivity mapping. Ore Geology Reviews, 94, 311–320.