การกำเนิดอย่างเป็นทางการของวิชาภูมิศาสตร์
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
วิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาทั้งหลายไม่สามารถปรากฏอยู่โดยแยกออกจากบริบทของมนุษย์ได้
ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงกรอบใหญ่และบริบททางสังคมที่อยู่ภายในของรายวิชาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อความสนใจเน้นมาที่การพัฒนาอย่างเป็นทางการของวิชาภูมิศาสตร์
จะเห็นว่าวิชาภูมิศาสตร์ถูกผลิตขึ้นมาโดยประชาชนที่อ้างว่า
ตัวเองเป็นนักภูมิศาสตร์
นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงบทบาทของปัจเจกชนทั้งหลายที่ได้ทำหน้าที่ในการช่วยพัฒนาสาขาวิชานี้
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความรู้เกี่ยวกับโลกที่ชาวยุโรปเสาะแสวงหามาในยุคแห่งการค้นพบในศตวรรษที่
15 และ 16 เหล่านี้เป็นแม่แบบพื้นฐานของการก่อกำเนิดวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในศตวรรษที่
19 ซึ่งกระบวนการก่อเกิดนั้นมีความซับซ้อนไม่น้อยทีเดียว
คุณประโยชน์ของการศึกษานี้มีมากมายนัก
มันจะทำให้สามารถจัดวางระบบความรู้ของเราได้ตามเป้าหมายอย่างชัดเจน
มันจะช่วยให้เราสนุกสนานเพลิดเพลิน และมันจะเป็นคลังข่าวสารข้อมูลที่มั่งคั่ง
ทำให้สามารถสนทนาวาทีกับผู้คนในสังคมได้อย่างไม่มีวันหมด (Kant, Physiche
Geographie, 1802, translated in May, 1970: 264)
การเกิดขึ้นมาใหม่ของวิชาภูมิศาสตร์
ภูมิศาสตร์ทั่วไปและภูมิศาสตร์เฉพาะของวาเรนเนียส
จากที่กล่าวมาในบทที่แล้วจะเห็นว่าในยุคกลางมีงานเขียนทางภูมิศาสตร์ปรากฏออกมาเพียงไม่กี่ชิ้น
คำว่าจักรวาลศาสตร์ (Cosmography) เป็นคำที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และใช้อ้างอิงถึงการบรรยายเกี่ยวกับโลก
ต่อมาถูกพิจารณาลึกเข้ามาในฐานะที่เป็นงานทางภูมิศาสตร์ ปี ค.ศ.1650 มีหลายฝ่ายพยายามนิยามพื้นฐานของภูมิศาสตร์อย่างเป็นทางการ
ในฐานะที่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่แยกออกมาจากจักรวาลศาสตร์มาอยู่ในฐานะภูมิศาสตร์ทั่วไป
หรือ Geographia Generalis ของเบอร์นาร์ด วาเรนเนียส (Bernhard
Varenius. 1622-1650) (Baker, 1955) โดยช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อเกิดศาสตร์ชนิดใหม่ที่สามารถพิสูจน์ได้เชิงประจักษ์และมีเหตุมีผล
(Empirical and Rationalist Science) ของฟรานซีส เบคอน (Francis
Bacon) กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)
และเรเน่ เดสการ์ตส์ (Rene Descartes) โบเว่น (Bowen,
1981) เสนอว่างานของวาเรนเนียส ถือเป็นความพยายามที่แท้จริงครั้งแรกที่จะเชื่อมโยงวิชาภูมิศาสตร์ให้เข้ากับการพัฒนาของสาขาวิชานี้
การอุทิศตนของวาเรนเนียสทำให้เขาสามารถนิยามวิชาภูมิศาสตร์อยู่ในฐานะวิชาที่สนใจเฉพาะแต่เรื่องของโลกเท่านั้น
ซึ่งตรงนี้เองที่จะเห็นว่าเขาแบ่งแยกวิชาภูมิศาสตร์ออกมาจากดาราศาสตร์ที่สนใจเรื่องราวของสรวงสวรรค์อย่างชัดเจน
ทั้งนี้เขายืนยันว่า
วิชาภูมิศาสตร์โดยตัวของมันเองแล้ว
แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นภาคทั่วไป และส่วนที่เป็นสิ่งเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้แต่เดิมมานั้นมีการพิจารณาถึงโลกของเราในฐานะทั่วๆ ไป
เป็นการพรรณนาส่วนต่างๆ ของโลก รวมถึงผลกระทบทั่วไปของโลก แต่ต่อมาก็เกิดภูมิศาสตร์เฉพาะขึ้นมา
เป็นการพิจารณาในแต่ละกรณีเป็นรายภูมิภาค โดยให้ความสนใจต่อเรื่องของที่ตั้ง
การแบ่ง การกำหนดขอบเขต และสาระอื่นๆ ที่ทรงคุณค่าแก่การสร้างเป็นความรู้ แต่ว่าบุคคลเหล่านั้นก็ยังคงเขียนงานทางภูมิศาสตร์เฉพาะขึ้นมาอย่างเดียวดาย
และได้พรรณนาให้มีความสัมพันธ์น้อยมากกับภูมิศาสตร์ทั่วไป
ดังนั้นคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้เรื่องภูมิศาสตร์เฉพาะ
จึงเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ปฏิเสธหลักการของสาขาวิชานี้
รวมถึงตัววิชาภูมิศาสตร์เองก็ยังขาดความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย (Varenius แปลโดย
Bowen, 1981: 277-8)

วาเรนเนียสแบ่งภูมิศาสตร์ทั่วไปออกเป็น
3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนสมบูรณ์ (Absolute Part) ที่สนใจเกี่ยวกับโลกและองค์ประกอบของโลก
เป็นต้นว่า แผ่นดินใหญ่และแม่น้ำ ที่มีคุณสมบัติร่วมกันกับรูปร่าง การเคลื่อนไหว
และขนาดของโลก ส่วนสัมพันธ์ (Respective or Relative Part) เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบจากปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่มีต่อโลก
และส่วนเปรียบเทียบ (Comparative Part)
ที่เป็นความพยายามค้นหาคำอธิบายถึงการเกิดขึ้นของบางสิ่งบางอย่างจากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสถานที่แต่ละแห่งบนโลก
(Baker, 1955; Bowen, 1981) ขณะเดียวกัน
เขายังมองภูมิศาสตร์เฉพาะว่าเป็นความสนใจสิ่งต่างๆ 3
ประเภทในขอบเขตของภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ แผ่นดิน ฟากฟ้า และมนุษย์ อย่างไรก็ตาม
วาเรนเนียสตระหนักมากว่า ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งในการเอาประเด็นของมนุษย์รวมกับภูมิศาสตร์เพื่อที่จะพิจารณาในบริบททางคณิตศาสตร์
(Lange, 1961) ทั้งนี้ โทเลมีได้เคยหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหายุ่งยากนี้ด้วยการจำแนกสิ่งต่างๆ
ที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์และการทำแผนที่ อย่างเช่นการทำแผนที่บรรยายด้วยศิลปะ
วาเรนเนียสได้ให้ความสำคัญต่อการจำแนกแยกแยะภูมิศาสตร์ออกเป็นสองส่วน
คือ ภูมิศาสตร์ทั่วไปกับภูมิศาสตร์เฉพาะ เขาจัดให้ภูมิศาสตร์ทั่วไปอยู่กลุ่มเดียวกับวิธีการแบบคลาสสิกของวิทยาศาสตร์
และได้ให้เหตุผลว่าการพิสูจน์จะต้องดำเนินไปด้วยการแสดงข้อคิดเห็นในทางเดียวกันกับคณิตศาสตร์และเรขาคณิต
ตรงกันข้ามกับภูมิศาสตร์เฉพาะ ซึ่งเขาระบุว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกอธิบายเชิงปฏิบัติโดยไม่ต้องทำการสาธิต
(ยกเว้นแต่สิ่งที่เป็นผลมาจากฟากฟ้า นั่นจึงต้องทำการสาธิต)
เนื่องจากว่าประสบการณ์และการสังเกตเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความรู้สึก ที่ใช้ยืนยันสิ่งส่วนใหญ่
ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีอื่นจริงๆ” (Varenius แปลโดย Bowen, 1981: 281) อย่างไรก็ดี วาเรนเนียสก็ได้พบเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำการจำแนกอย่างที่เขาได้ทำนั้น
และยังจะเกิดความซ้อนเหลื่อมกันระหว่างวิธีทั้งสอง
ความสับสนยังเพิ่มมากขึ้นในส่วนต่างๆ เนื่องจาก ณ เวลานั้นเขาได้อ้างอิงว่า
วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่มีลักษณะเป็นองค์รวม
ขณะที่ในบางเวลาเขาแบ่งวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็นสองส่วน ดังนั้น
เขาจึงอ้างถึงหลักการพื้นฐาน 3 ประการที่กล่าวถึงความเป็นองค์รวมของวิชาภูมิศาสตร์
ที่จะใช้สำหรับยืนยันความจริงแท้ของข้อเสนอนั้น “ประการแรก
ข้อเสนอทั้งหลายเกี่ยวกับเรขาคณิต คณิตศาสตร์ และตรีโกณมิติ ประการที่สอง
การรับรู้และทฤษฎีทั้งหลายเกี่ยวกับดาราศาสตร์ และประการสุดท้าย ประสบการณ์
นับเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของภูมิศาสตร์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภูมิศาสตร์เฉพาะที่ยังคงเป็นประสบการณ์และการสังเกตจริงของมนุษย์ที่จะทำหน้าที่อธิบายภูมิภาคต่างๆ” (Varenius แปลโดย Bowen, 1981: 281) ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนตามข้อความในเครื่องหมายคำพูดข้างบนนี้
แต่ความหมายโดยนัยก็คือว่า เรขาคณิต คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ก็ควรเป็นหลักการพื้นฐานที่ภูมิศาสตร์ทั่วไปจะต้องยึดถือ
ยิ่งไปกว่านั้นจะพบว่าส่วนที่สำคัญสุดของภูมิศาสตร์ยังคงผูกพันกับประสบการณ์
ซึ่งก็แน่ละว่าประสบการณ์ย่อมมีความสำคัญต่อภูมิศาสตร์ทั่วไปด้วยเช่นกัน
ดูเหมือนว่าจะมีความตรึงเครียดขึ้นมาอีก เนื่องจากว่า วาเรนเนียสกำลังค้นหาวิธีการที่จะสร้างภูมิศาสตร์ในรูปแบบคณิตศาสตร์
เป็นภูมิศาสตร์ที่สนใจกฏเกณฑ์และทฤษฎีทั่วไป
ขณะเดียวกันก็ผนวกเอาเรื่องราวของประชาชนและภูมิภาคด้วย
ซึ่งนั่นหมายความว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะต้องมีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้
(Empirical Experience)
อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะผสมผสานวิธีการอุปนัยแบบใหม่ (Inductive
Methodology) ของเบคอนเข้ากับการพิสูจน์ตรรกะทางคณิตศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน
ลักษณะที่สำคัญประการสุดท้ายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ
Geographia Generalis
คือ
การศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ได้รับการเสนอแนะว่าจะต้องให้ความสนใจไปที่
1) คุณค่า (value) อันนี้ถือเป็นความเหมาะสมระดับสูงที่สุดสำหรับมนุษย์ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้
ที่จะต้องอาทรต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ร่วมชะตากันอยู่บนโลกใบนี้ 2) เป็นความยินดีปรีดาและความเพลิดเพลินอย่างแท้จริง ในการที่จะใคร่ครวญถึงภูมิภาคต่างๆ
บนผืนโลก รวมถึงคุณสมบัติต่างๆ และ 3) คุณประโยชน์และความจำเป็นที่พึงสังเกต
เนื่องจากว่าทั้งนักเทววิทยา นายแพทย์ นักกฎหมาย นักประวัติศาสตร์ และผู้สนใจศึกษาสาขาอื่นๆ
ต่างก็สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้โดยปราศจากความรู้ทางภูมิศาสตร์
หากว่าพวกเขาปรารถนาที่จะทำการศึกษาของพวกเขาไปโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ (Varenius แปลโดย
Bowen, 1981: 282-3)
แม้ว่าจะมีคู่ขนานที่น่าสนใจระหว่างการให้เหตุผลแบบนี้กับแนวทางของสตราโบ
ซึ่งวาเรนเนียสไม่เห็นด้วยตามสตราโบ โดยโต้แย้งว่า
วิชาภูมิศาสตร์มีความสำคัญสำหรับนักการเมืองและกิจกรรมของกองทัพ
อย่างไรก็ดีเขายังคงให้ความสนใจในเรื่องของคุณค่า
ความเพลิดเพลินที่เกิดจากการพิจารณาใคร่ครวญ และคุณประโยชน์ โดยคุณค่าของวิชาภูมิศาสตร์ที่ถูกมองเห็นกันในฐานะสิ่งสำคัญมากทั้งด้านจิตใจและเนื้อหาสาระสำหรับการประกอบกิจกรรมของมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลก
วาเรนเนียสยังคงเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อความสำคัญที่สะท้อนออกมาของวิชานี้
โดยมีการบันทึกไว้ให้เห็นถึงความมีคุณค่าของโลกที่พิจารณาแล้วอย่างถี่ถ้วน
และเขายังเสนอถึงคุณประโยชน์ของวิชาภูมิศาสตร์ที่จะเอื้ออำนวยต่อการสร้างความก้าวหน้าให้เกิดความรู้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งหลายที่กล่าวมานี้คือ
3
ประเด็นหลักที่เดินทางคู่ขนานมาอย่างใกล้ชิดกับความสนใจความรู้ในเชิงสถาบันของฮาเบอร์มาส
(Habermas) ดังนั้นความสนใจของวาเรนเนียสเกี่ยวกับคุณค่าของวิชาภูมิศาสตร์ที่มีต่อการประกอบกิจกรรมของมนุษย์บนโลก
อันนี้สามารถเปรียบเทียบได้กับความสนใจเชิงเทคนิคของฮาเบอร์มาส ตีความเรื่องนี้ได้ว่า
ความรู้ทำให้ประชาชนสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติได้ ในส่วนที่เน้นเรื่องความเพลิดเพลินนั้นเห็นกันได้อย่างกว้างๆ
ว่าเหมือนกับการให้ความสนใจต่อวิทยาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical-Hermeneutic
Sciences) ที่สนใจสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ในการสื่อสาร
และส่วนของคุณประโยชน์ของวิชาภูมิศาสตร์นั้น
ก็เป็นประเด็นของการสร้างความก้าวหน้าของความรู้
ที่ตีความได้ว่าเป็นความสนใจที่จะปลดปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระจากวิชชา ขณะนี้ความเหมือนกันตรงนี้ควรจะไม่ถูกเน้นให้ไปไกลมาก
แต่มันก็บอกบางอย่างออกมาว่า วาเรนเนียสได้รับมีการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในการที่จะค้นหาทางปรับปรุงสาขาวิชานี้ตามแนวทางทั้งสาม
วาเรนเนียสเสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง 28
ปีเท่านั้นเอง โดยเกี่ยชีวิตก่อนที่จะมีเวลาเขียนรายละเอียดของบทความเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เฉพาะให้เชื่อมสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ทั่วไปที่ได้เขียนไปก่อนหน้าแล้ว
หนังสือ Geographia Generalis ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา
สำหรับภาษาอังกฤษนั้น ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton.1642-1727) นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้ทำการปรับปรุงเพื่อใช้สอนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ในปี ค.ศ.1672 และ 1781 อย่างไรก็ดี
ความสนใจในเชิงทฤษฎีความเข้าใจโลกแบบองค์รวมของวาเรนเนียสก็ถูกติดตามไล่หลังจนทัน จากความสนใจต่อวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์
(Empirical Sciences) ที่ทวีเพิ่มขึ้น
ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งมาจากความต่อเนื่องของการสำรวจส่วนต่างๆ ของโลก
ซึ่งเหล่านั้นล้วนต้องการคำอธิบาย อย่างที่โบเว่น (Bowen, 1981: 90) ได้กล่าวว่า
ภูมิศาสตร์ทั่วไปตามที่วาเรนเนียสได้นำเสนอมานั้น
ไม่ได้อยู่ในกระแสความนิยมของนักปราชญ์นักวิชาการ เนื่องจากว่าไปเกี่ยวพันธ์กับวิธีการแบบองค์รวม
(Comprehensive
Approach) มากกว่าที่จะเป็นลักษณะของความรู้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
อีกทั้งยังไม่เอื้อต่อการทดสอบทดลองเชิงปฏิบัติการด้วย ขณะที่ภูมิศาสตร์เฉพาะที่ให้ความสนใจที่ตัวมนุษย์
ก็ได้รับการพิจารณาจากนักกลศาสตร์ให้อยู่นอกวงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดังนั้นการที่วิทยาศาสตร์เฉพาะหลายต่อหลายสาขากำลังจะเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษหน้า
วิชาภูมิศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภูมิภาคศึกษากลับกลายเป็นสิ่งที่กำกวมและอยู่ในสถานะที่รองรับแรงต้านการเข้าไปมีความสมพันธ์กับแบบอย่างทางวิทยาศาสตร์
จึงเห็นได้ว่า ในช่วงหนึ่งที่มีความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์
เป็นช่วงที่วิธีการเชิงประจักษ์และการทดลองมีความสำคัญยิ่ง
ภาพลักษณ์ของวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะไม่ค่อยเปล่งประกายสักเท่าไร
หากแต่ยังอยู่ในสถานะที่จะต้องพยายามคืนชีพกลับมา
ค้นหาตำแหน่งที่ถูกที่ควรอันเหมาะสมภายใต้กรอบความเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแขนงหนึ่ง
ภูมิศาสตร์กายภาพของอิมมานูเอล ค้านท์
ช่วงที่สองของศตวรรษที่ 17 ได้เกิดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์แบบใหม่ขึ้น
โดยมีราชสมาคม (Royal Society) ในกรุงลอนดอน และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งปารีส
(Paris Academic of Sciences) ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อปี ค.ศ.1666
เป็นองค์กรรองรับการทำงานในแนวทางใหม่ดังกล่าว อย่างไรก็ดีคงต้องกล่าวว่า
แนวความคิดเกี่ยวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของฟรานซีส เบคอน อันเป็นก้าวแรกของการจุดประกายให้เกิดการทำงานในลักษณะดังกล่าวขึ้นในสมาคมทั้งสอง
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการสนับสนุนทางด้านแนวความคิดอย่างแข็งขันจากเดสการ์ตส์
อีกทั้งการที่เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของวิชาการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์
ฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการแสวงหาแนวทางและข้อสรุปของกาลิเลโอ
และนิวตัน รวมไปถึงวิธีการศึกษาแบบการทดลองเชิงประจักษ์ของจอห์น ล็อก (John
Locke) และจอร์จ เบอร์กเลย์ (George Berkeley)
โดยในเชิงปรัชญาแล้วมีคำถามหลักๆ ของทั้งล็อก เบอร์กเลย์ เดสการ์ตส์ และเบคอน เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจต่อสิ่งที่เป็นพื้นฐานของการสะสมและสรรสร้างความรู้
คำถามมีอยู่ว่า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้ค้นพบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ที่จะแสวงหาความรู้ในสิ่งต่างๆ
การตอบสนองต่อคำถามดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน
คือ
1. กลุ่มนักวิชาการที่เชื่อในการกล่าวอ้างเหตุผล (Rationalists) โดยมีเดสการ์ตส์ สปินโนซ่า (Spinoza) และไลนีซ (Leiniz) เป็นหัวหอกในการกล่าวว่า กุญแจที่จะไขไปสู่ความรู้วางอยู่บนการสะท้อนของเหตุผล
และการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีเชิงประจักษ์นั้นวางอยู่บนรากฐานของอภิปรัชญา
2.
กลุ่มนักวิชาการที่เชื่อมั่นในวิธีการทดลองเชิงประจักษ์
ซึ่งเป็นแนวทางตรงข้ามกับวิธีการแรกอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เดวิด ฮูม (David Hume)
เป็นผู้นำเสนอ และยังได้กำหนดขอบเขตความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ตามความจำกัดของประสบการณ์ของมนุษย์

ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 มีการคิดค้นวิธีการปฏิบัติและทฤษฎีทางภูมิศาสตร์เกิดขึ้นในเยอรมนี
โดยในระดับของการปฏิบัตินั้น แอนตัน เฟรดริช บูชชิง (Anton Friedrich
Busching, 1724-93) ศาสตราจารย์ทางปรัชญาของมหาวิทยาลัยกอตติงเกน (Gottingen) ได้บรรยายลักษณะเหตุการณ์ตามช่วงเวลาและภูมิประเทศของพื้นผิวโลกไว้ในงานของเขา
ชื่อ Neue Erdbeschreibung ซึ่งเขียนไว้ถึง 11 เล่มในช่วงเวลาระหว่าง 1754-1792 หนังสือนี้แบ่งวัตถุดิบที่ใช้ออกเป็น
2 กลุ่ม คือส่วนที่เน้นถึงความเป็นเมืองและที่เกี่ยวกับการเมือง และส่วนที่สองคือ
รายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพทางธรรมชาติ เรื่องนี้โบเว่นได้เสนอแนะว่า งานของบูชชิงยังคงมีความสำคัญต่อการใช้ข้อมูลทางสถิติมาสรุปความเกี่ยวกับความหนาแน่นของประชากรบนพื้นที่ที่เขาได้บรรยายเอาไว้
อีกทั้งยังส่งผลต่อการวิจัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา สำหรับสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทฤษฎีทางภูมิศาสตร์ในอนาคต
คือ งานของนักปราชญ์ชาวเยอรมัน คือ อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant. 1724-1804)
ที่เสนอผ่านงานของเมย์ (May, 1970) ว่า เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างชัดเจนของนักปราชญ์ที่มีความสนใจต่อภูมิศาสตร์
สังคมรู้จักค้านท์ดีที่สุดเมื่อพิมพ์หนังสือออกมาสามชุด
คือ Critique
of Pure Reason ค.ศ.1781 Critique of Practical Reason ค.ศ.1788 และ Critique of Judgement ค.ศ.1790 ในงานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามแสวงหาแนวทางเพื่อนำเสนอทางเลือกระหว่างวิธีการเชิงประจักษ์กับวิธีการเชิงเหตุผล
เนื่องจากปรัชญาต่างๆ ที่ใช้กันอยู่มีความผิดพลาดอยู่เสมอๆ มีก็เพียงอภิปรัชญาเท่านั้นที่สามารถใช้พิจารณาเหตุการณ์ได้ด้วยตัวมันเอง
ว่าจะเป็นเรื่องราวในเชิงประจักษ์หรือว่าเชิงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง การกล่าวในเชิงปรัชญาอย่างนี้ทำให้ค้านท์กลายเป็นบิดาแห่งปรัชญาจิตนิยมแห่งศตวรรษที่
19 ของเยอรมัน ค้านท์สอนที่มหาวิทยาลัยโกนิกสเบอร์ก (Konigsberg) เป็นเวลา 40 ปี นับจากปี ค.ศ.1756 เขาได้เขียนบทความมากมายที่สถาบันแห่งนี้ ที่สำคัญมากคือปี ค.ศ.1757
บทความสั้นๆ เรื่อง Outline and Prospectus for a Course of Lectures
in Physical Geography แต่ว่าได้ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียวในปี
ค.ศ.1802 ภายในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Physiche
Geographie
บทความที่เขียนในปี
ค.ศ.1757 ของค้านท์ นำเสนอว่ามีวิธีการศึกษาเกี่ยวกับโลกสามวิธีด้วยกัน คือ
1) วิธีการศึกษาด้วยคณิตศาสตร์ เป็นการการศึกษาเกี่ยวกับรูปทรงของโลก
2) วิธีการศึกษาทางการเมือง เป็นการศึกษาถึงเรื่องราวของผู้คนและรูปแบบการปกครองบนพื้นที่นั้นๆ
และ 3) ภูมิศาสตร์กายภาพ เป็นการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางธรรมชาติและรายละเอียดที่อยู่ภายในของผืนแผ่นดิน
จะเห็นได้ว่าค้านท์เองก็ได้แยกแยะเรื่องราวไว้ในลักษณะเดียวกันเช่นเดียวกับวาเรนเนียส
คือ มีเรื่องของภูมิศาสตร์กายภาพและเรื่องของการเมือง ต่อมาภายใต้การนำเสนอในงาน Physiche
Geographie เขาพบวิธีที่จะแก้ปัญหาการแยกแยะนี้ด้วยการอ้างอิงถึงภูมิศาสตร์กายภาพในฐานะที่เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับโลกในลักษณะวัตถุที่อยู่นอกเหนือความรู้สึกใดๆ
ตรงข้ามกับมานุษยวิทยาที่เป็นการศึกษาถึงเรื่องภายในจิตสำนึกของตัวมนุษย์เอง ยิ่งกว่านั้นการแยกแยะระหว่างมุมมองแรกเริ่มและมุมมองในช่วงเวลาต่อมาของค้านท์
เกี่ยวกับการศึกษาทางภูมิศาสตร์เป็นวิธีการที่เขารับรู้ถึงความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์
โครงร่างบทความที่เขียนในปี ค.ศ.1757 จะเห็นว่าเขากำหนดให้ภูมิศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
แต่เมื่อมีการตีพิมพ์เขากลับแบ่งสาระสำคัญของทั้งสองวิชาซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างสรรความรู้ทั้งมวลออกจากกัน
โดยระบุว่าภูมิศาสตร์เป็นการบรรยายเกี่ยวสภาพพื้นที่ ขณะที่การบรรยายทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์
นอกจากนี้เขายังคงเสนอแนะต่อไปอีกว่าภูมิศาสตร์เป็นรากฐานของประวัติศาสตร์ เนื่องจากว่าเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นจะต้องมีการอ้างอิงถึงบางสิ่งบางอย่าง ขณะที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะละเว้นกระบวนการบางอย่าง
เพียงแต่สิ่งต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ทราบกันดี และผลลัพธ์ที่ได้ในช่วงเวลาหนึ่งมีองค์รวมที่แตกต่างไปจากภูมิศาสตร์
ภูมิศาสตร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
ในช่วงเวลาที่มีการตีพิมพ์
Physiche Geographie
นั้น ค้านท์ยังคงพิจารณาถึงแนวความคิดของเขาอีกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพกับภูมิศาสตร์สาขาอื่นๆ
นอกเหนือจากที่จะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เขาได้แบ่งสาขาวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็น
5 กลุ่มวิชา
o
ภูมิคณิตศาสตร์ (Mathematical Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปทรง ขนาด และการเคลื่อนที่ของโลก รวมถึงความสัมพันธ์กับระบบสุริยะจักรวาลที่มีโลกอยู่ภายในระบบ
o
ภูมิศาสตร์ธรรมจริยา (Moral Geography) เป็นเรื่องเกียวกับความหลากหลายของประเพณี และคุณลักษณะของผู้คนที่อยู่อาศัยกันบนพื้นที่ที่แตกต่างกัน
o
ภูมิศาสตร์การเมือง (Political Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์กรทางการเมืองของรัฐที่มีความสัมพันธ์อยู่กับภูมิศาสตร์กายภาพ
o
ภูมิศาสตร์การค้า (Commercial Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าที่เชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่ต่างๆ ที่สามารถเดินทางเข้าถึงได้ด้วยการสลายความเป็นส่วนตัวเฉพาะตัวลงไป
o
ภูมิเทววิทยา (Theological Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการตามหลักการทางเทววิทยาที่ถูกแปลงรูปเนื่องจากมีความแตกต่างกันในแต่ละท้องที่
การแบ่งสาขาทั้งหมดนี้มีความประสงค์ที่จะบอกว่ากิจกรรมต่างๆ
ของมนุษย์บนพื้นโลก ล้วนได้รับอิทธิพล อย่างแรงกล้าและอยู่ภายใต้อาณัติของภูมิศาสตร์กายภาพ
เมย์ (May, 1970) กล่าวว่าภูมิศาสตร์ของค้านท์ยังคงมีคุณค่าในการเป็นแนวทางการสอนที่ลึกซึ้ง
และสิ่งหนึ่งที่เป็นแกนหลักของการนำเสนอคือ การที่เขาได้ปรับปรุงเพื่อที่จะใช้ในการสอนเป็นกรอบการแสวงหาความรู้ของนักศึกษา
ทั้งนี้อดิกส์ (Adickes, 1925) กล่าวถึงอิทธิพลทางความคิดของรูสโซ่
(Rousseau, 1712-1778) ที่มีต่อค้านท์ว่าเขายังคงพิจารณาถึงภูมิศาสตร์ว่าสามารถใช้ในการเรียนการสอนเกี่ยวจริยธรรมและเทววิทยาได้ด้วย
และแน่นอนค้านท์ยืนยันว่า ภูมิศาสตร์เป็นกลุ่มก้อนของความรู้เกี่ยวกับการที่ผู้คนจัดการจัดสรรตัวเองให้อยู่ได้ในโลก
ส่วนสุดท้ายในงานทางภูมิศาสตร์ของค้านท์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา
คือ สถานที่ (Places)
โดยที่เขาได้ให้รายละเอียดถึงสถานที่ในเชิงปรัชญาวิทยาศาสตร์ รวมถึงการหันกลับไปสู่แนวความคิดหลักของเขาเกี่ยวกับความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล
(Rational Knowledge) และความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ที่เขียนไว้ใน
Critique Pure Reasons โดยกล่าวอ้างว่าความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์มีรากฐานอยู่บนการมีประสบการณ์และจินตนาการที่ว่าด้วยสาระแห่งความเป็นจริง
ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เป็นสมบัติตกทอดตามกันมา เรื่องนี้ก็คงเป็นไปอย่างที่สครูตัน (Scruton,
1981) ได้สรุปไว้ว่า ความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์นี้ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ในสารระบบที่แน่นอนตายตัว
เนื่องจากว่าความเป็นจริงเหล่านี้ถูกตั้งสมมุติฐานตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษาในเชิงประจักษ์นี้แล้วว่ามันเป็นจริง
การยอมรับโดยหลักการโดยปราศจากสิ่งที่ค้างคานี้ คือ การได้ความรู้ที่เป็นลำดับขั้นตอน
ซึ่งส่วนหนึ่งของความรู้แบบนี้ได้มาจากการวิเคราะห์ (หรือไม่ก็การสังเคราะห์) ส่วนของการวิเคราะห์เป็นสิ่งที่เป็นจริง
เพราะว่าคำต่างๆ ที่ถูกใช้ในการวางกฎเกณฑ์เหล่านี้และยิ่งรวมไปถึงการรูปประโยคด้วยแล้วมันเป็นตัวบ่งบอกถึงการทำนายเหตุการณ์
ซึ่งรัสเซล (Russel, 1961) แสดงตัวอย่างให้เห็นความเป็นเหตุเป็นผลนี้ในทำนองว่า
ผู้ชายที่ตัวสูงคือผู้ชาย ในทางตรงข้ามกัน ด้านการสังเคราะห์ไม่ได้เป็นการวิเคราะห์และกล่าวถึงความหมายเกี่ยวกับโลกในเชิงประจักษ์
การสังเคราะห์เรื่องราวตามลำดับของค้านท์เป็นการปรับแปลงผ่านสิ่งที่สะท้อนออกมา และเรื่องราวต่างๆ
จำเป็นจะต้องมีความเป็นจริง ซึ่งตรงนี้สครูตัน (Scruton, 1981) กล่าวว่ามันคือส่วนประกอบของอภิปรัชญา สำหรับความจริงทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของค้านท์นั้นเป็นสิ่งที่ตกทอดและสามารถพิสูจน์ได้
ทั้งนี้มันจะอ้างโยงมาจากการรับรู้และประสบการณ์ ส่วนความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่มีลำดับก่อหลังและเป็นสิ่งที่มีเหตุผล
สำหรับค้านท์แล้ว พื้นที่และเวลาเป็นรูปแบบของการแสดงความเข้าใจมากกว่าที่จะเป็นส่วนของแนวความคิดต่างๆ
ทั้งสองส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่เกิดจากการรับรู้ ยิ่งกว่านั้นเขายังกล่าวถึงรูปแบบของเหตุการณ์ตามลำดับความสำคัญ
ตามหลักการของอภิปรัชญาและปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดธรรมชาติ วิธีการ และขอบเขตความรู้ของมนุษย์
จากความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ของค้านท์ จำเป็นต้องเข้าใจวิธีการบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในกระบวนการรับรู้
ค้านท์พิจารณาว่าความรู้สึกทั้งหมดมีสาเหตุภายในตัวของมันเอง หรือที่เขาเรียกว่า Noumena อย่างไรก็ตามคงเป็นไปได้ยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้จักและเข้าใจต่อ
Noumena ทั้งหลายทั้งปวงที่เรากระทำได้จะต้องเป็นการรับรู้ถึงปรากฏการณ์โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แนวความคิดและประสบการณ์
ซึ่งรัสเซลล์ (Russell, 1961) ได้กล่าวสรุปไว้ว่า
"สิ่งที่เกิดขึ้นในการรับรู้ของเรา สิ่งนั้นเราเรียกว่าปรากฏการณ์
ซึ่งจะประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุหรือสิ่งที่ถูกเพ่งพินิจ เรียกว่าการสร้างความรู้สึก
และมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดหรือประเด็นอันเป็นต้นเหตุแห่งความสัมพันธ์ตามลำดับความสำคัญ
ส่วนต่อมาของเขาเรียกว่ารูปแบบของปรากฏการณ์ รูปแบบนี้มีลำดับความสำคัญและไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์
รูปแบบของความรู้สึกภายนอกของค้านท์ คือ พื้นที่ ส่วนรูปแบบภายในความรู้สึก คือ เวลา"
สครูตัน (Scruton, 1981) สรุปเรื่องนี้ว่า
"หมายความอย่างหยาบๆ ของเรื่องนี้ที่ว่า ความคิดเกี่ยวประสบการณ์ไม่ได้แยกแยะออกจากเวลา
และความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์บนโลกก็ไม่ได้แยกแยะออกจากพื้นที่แต่อย่างใด” รัสเซลล์ (Russell, 1961) กล่าวต่ออีกว่า อภิปรัชญาเกี่ยวกับพื้นที่ตามข้อเสนอของค้านท์
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีความรู้อย่างชัดแจ้งใน 4 ประเด็น คือ
o
พื้นที่เป็นการกล่าวอ้างถึงความรู้สึกภายนอก
โดยไม่สามารถจะแสดงแนวคิดเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ภายนอกได้เลย
o
ไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามีพื้นที่อยู่ที่ใดบ้าง
แม้ว่าเราจะสามารถจินตนาการได้ว่าไม่มีสิ่งใดเลยอยู่ในพื้นที่
o
ค้านท์พิจารณาว่ามีเพียงพื้นที่เดียวเท่านั้น
และพื้นที่นั้นจะไม่ใช่แนวคิดทั่วไปที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ
o
ค้านท์เชื่อว่าพื้นที่ไม่มีการจำกัดขอบเขต
ยังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับความจริงที่รวมอยู่ในวิธีการที่นำเสนอโดยค้านท์
ซึ่งทั้งแกมินสกี้ (Kaminski,
1905) สมิธ (Smith, 1923) และเมย์ (May,
1970) กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ค้านท์ได้ใช้เหตุผลทางตรรกะเกี่ยวกับพื้นที่และเวลาในหนังสือ
เพื่ออ้างอิงไปสู่การกำหนดขอบเขตของทั้งภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ อันวิน (Unwin,
1992) เสนอแนะว่าจากจุดเริ่มต้นนี้มีความเป็นไปได้ที่จะบอกว่า แต่เดิมค้านท์ได้ใช้ความรู้สึกในเชิงทฤษฎี
แต่ในระยะต่อมากลับเปลี่ยนแปลงมาเป็นเชิงปฏิบัติ ข้อความต่อไปนี้ที่ เมย์ (May,
1970) ยกมาคงจะเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า ค้านท์เป็นผู้มีแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์
“ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เป็นองค์ประกอบที่เข้าไปต่อเติมให้องค์ความรู้ทั้งมวลเต็ม
โดยที่ภูมิศาสตร์เป็นการกล่าวอ้างถึงพื้นที่ หรือ space ขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นการกล่าวอ้างถึงช่วงเวลา”
ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องนำเอาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เข้าไปวิพากย์วิจารณ์ให้อยู่ประเด็นทางทฤษฎีเกี่ยวกับพื้นที่และเวลาใน
Critique Pure Reasons หากจะต้องนำเอาเข้าไปพิจารณาในเชิงทฤษฎีและเหตุผลแล้ว
ภูมิศาสตร์ของเขาก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในองค์รวม อย่างไรก็ตามตรงนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เด่นชัดนักที่จะเสนอแนะถึงเรื่องของมานุษยวิทยาว่าเป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติขึ้นมาด้วยประสบการณ์แห่งสำนึกภายในตัวผู้คนเอง
เรื่องนี้คงจะแก้ปัญหาได้ด้วยการพิจารณาว่า ประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาเป็นหนึ่งเดียวและเป็นสิ่งที่เหมือนกัน
เพียงแต่ว่าค้านท์ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะพิจารณาเท่านั้นเอง นอกจากนี้ เมย์ (May,
1970) ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งว่าถูกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด
โดยพิจารณาว่าการจำแนกของค้านท์ ในเรื่องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายนอกความรู้สึกแนวแนวคิดเกี่ยวกับเวลา
ในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการพิจารณาเวลาในลักษณะที่เป็นเรื่องราวภายในความรู้สึก
ความเชื่อมโยงของค้านท์ที่มีต่อสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่มีหลักการเกี่ยวกับพื้นที่
และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเวลานี้ เมย์ (May, 1970) กล่าวว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาสาขาวิชาเหล่านี้ในอนาคต
แต่ดูเหมือนว่าในช่วงที่ค้านท์มีชีวิตอยู่ผู้คนในสังคมวิชาการทางภูมิศาสตร์จะไม่ค่อยยอมรับสักเสียเท่าไร
การยอมรับในแนวคิด ทฤษฎี และปรัชญาที่ค้านท์นำเสนอกลับมาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเมื่อเขาได้เสียชีวิตลงแล้ว
การก่อตัวของภูมิศาสตร์สมัยใหม่
ขณะที่ค้านท์ได้ให้กฏเกณฑ์สำหรับภูมิศาสตร์ด้วยการปรับปรุงแก้ไขทฤษฎี
ความสนใจทางปรัชญาอื่นๆ ของเขาดูเหมือนว่าจะไม่นำไปสู่การปฏิบัติเท่าไรนัก
แต่ก็มีงานชิ้นสำคัญสองชิ้นที่ชาวเยอรมันสองคนทิ้งไว้ให้เป็นแบบอย่างไปสู่ภาคปฏิบัติ
เขาทั้งสองคือ อเล็กซานเดอร์ วอน ฮุมโบลดท์ (Alexander von Humboldt.1769-1859)
และคาร์ล ริทเทอร์ (Carl Ritter.1779-1859) นักปราชญ์ทั้งสองท่านนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นผู้สถาปนาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ขึ้นมา
(Hartshorne, 1939, 1958; Dickinson, 1969; Schultz, 1980; Holt-Jensen,
1988) น่าสนใจว่าทั้งสองเสียชีวิตในปีเดียวกัน คือปี ค.ศ.1859
และเป็นปีเดียวกันที่หนังสือ On the Origin of Species ของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin.1809-1882) ได้รับการตีพิมพ์
หนังสือเล่มนี้ได้นำเอาสารสนเทศใหม่ๆ
ที่สามารถพิสูจน์ได้จำนวนมากมายมาจากแหล่งต่างๆ
ที่เป็นไปตามนโยบายการสำรวจและล่าอาณานิคมของยุโรป
เป็นการผสมผสานกันของวิธีการใหม่ๆ
ในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่มีกิจการทางการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
อันส่งผลให้เกิดสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับการถือกำเนิดของวิชาภูมิศาสตร์ที่เป็นทางการ
ทั้งนี้สตอดดาร์ต (Stoddart, 1986: 34) ชี้ว่า เป็นเพราะเครื่องมือสองชิ้นที่สำคัญมาก
ที่ช่วยนำเอาสารสนเทศจำนวนมหึมาที่หลั่งไหลเข้ามาจากยุคสำรวจ ซึ่งสารสนเทศเหล่านั้นเป็นที่ยอมรับกันด้วยเหตุผลและด้วยความเข้าใจตามวิธีการจำแนกและเปรียบเทียบที่เป็นแบบปฏิบัติที่ลินเนียส
(Karl Linnaeus.1707-1778) สร้างขึ้นมาใช้ และต่อมาเรโนลด์
ฟอร์สเตอร์ (Reinhold Forster.1729-98) นำเอาไปใช้อย่างได้ผล
(Hoare, 1976) ความสำเร็จของทั้งฮุมโบลดท์ และริทเทอร์ คือ การได้ฉวยเอาความก้าวหน้าทั้งเทคนิคและแนวความคิดของการเดินทางไปในย่านแปซิฟิกหลายต่อหลายครั้ง
และยังจัดการและจัดลำดับความรู้เพื่อที่จะได้นำเสนอถึงความสัมพันธ์และความสำคัญที่เกิดต่อเนื่องในด้านนิเวศวิทยาของฮุมโบลดท์
และด้านประวัติศาสตร์และภูมิภาคของริทเทอร์ (Stoddart, 1986: 36-37)
อเล็กซานเดอร์ วอน
ฮุมโบลดท์
กับจักรวาลวิทยา
ความยิ่งใหญ่ในการนำเสนอแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ของฮุมโบลดท์
เกิดจากการที่เขาเป็นนักสังเกตและนักเปรียบเทียบเชิงประจักษ์ เขาเป็นผู้ที่ค้นหาทางพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่มีผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
(Kellner,
1963; Meyer-Abich, 1967; Mayer-Abich and Hentschel, 1969; Dickinson, 1969;
Bowen, 1970; Botting, 1973; Stoddart, 1986) วิธีการของเขาเป็นวิธีการแบบอุปนัยสำหรับค้นหา
“แนวทางที่จะปรับปรุงและขยายวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของเบคอน”
(Bowen, 1981: 215) ฮุมโบลดท์เริ่มต้นศึกษาในดับมหาวิทยาลัยจากแฟรงค์เฟิร์ตและกอตติงเกน
แต่ว่าก็ได้ใช้เวลาหนึ่งปีที่สถาบันการพาณิชย์ (Academy of Commerce) ที่ฮัมเบอร์ก และใช้เวลาแปดเดือนที่สถาบันเหมือนแร่ที่ไฟร์บูร์ก (Freiburg
Academy of Mines) ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพื้นฐานให้เขาเข้าทำงานในฐานะนักธรณีวิทยาและวิศวกรเหมือนแร่ที่มีความสนใจพฤกษศาสตร์เป็นอย่างมาก
เมื่อปี ค.ศ.1789 ขณะที่ทำงานที่กอตติงเกน เขาก็ได้พบกับนักภูมิศาสตร์คนหนึ่ง
คือ จอร์จ ฟอร์สเตอร์ (George Forster) บุตรของเรโนลด์
ฟอร์สเตอร์ นักธรรมชาติวิทยาผู้ที่เดินทางร่วมไปกับกองเรือของกัปตันคุก
เมื่อคราวที่เดินทางครั้งที่สองระหว่างปี ค.ศ.1772-75 (Hoare,
1982)

งานชิ้นแรกของฮุมโบลดท์
คือ Florae
Fribergensis ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1793 และในงานชิ้นนี้เขาบรรจุมุมมองของเขาเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของพืชพรรณ
ภูมิศาสตร์ของหิน และภูมิศาสตร์ของสัตว์ โดยเขาระบุว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกก่อรูปกันขึ้นมาเป็นวิชาๆ
หนึ่ง ที่เรียกเป็นภาษาลตินว่า Geognosia และภาษาเยอรมัน เรียกว่า
Erdkunde อันนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของงานเขียน
ทางภูมิศาสตร์ในระยะต่อมา
หนึ่งปีหลังจากนั้น เขาก็ได้พบกับพี่ชายของเขาที่ชื่อ วิลเฮล์ม (Wilhelm) ที่เมืองเจน่า
นั่นทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับนักเขียนที่โดดเด่น
และนักปราชญ์ที่สนใจต่อการพัฒนาและกำลังขยายปรัชญาแนวความคิดของค้านท์
ไม่ว่าจะเป็นเกอร์เต้ (Goethe.1775-1832) ชิลเลอร์ (Schiller.1759-1805) ฟิชเต้ (Fichte.1762-1814) และเชลลิ่ง (Schelling.1775-1854) (Scruton, 1981)
ซึ่งโบเว่น
(Bowen, 1981)
ถึงกับเสนอว่าฮุมโบลดท์ได้ค้นพบแรงบันดาลใจในช่วงเวลานี้ในงานของโยฮานน์
กอตต์ไฟรด์ วอน เฮอร์ดเดอร์ (Johann Gottfried von Herder.1744-1803)และสมาชิกคนอื่นๆ ของวงเพื่อนฝูงของเกอร์เต้ ซึ่งเป็นผู้ที่เน้นถึงความจำเป็นของการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนต่างๆ
ของโลกมาพัฒนาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโลก
ในฐานะที่โลกเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษยชาติ (Birkenhauer, 1986) ขณะเดียวกันฮุมโบลดท์ก็ได้เดินทางไปหลายที่ในยุโรป และในปี ค.ศ.1799
เขาก็ได้เริ่มเดินทางไปสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในดินแดนของสเปนที่ทวีปอเมริกา
โดยใช้เวลายาวนานถึงห้าปีเดินทางไปตามเส้นทางต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลและสิ่งต่างๆ (Kellner,
1963; Meyer-Abich and Hentschel, 1969) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้
แสดงให้เห็นว่าเขามีความสนใจต่อการทดสอบ “อิทธิพลของปรากฏการณ์ที่ไม่มีชีวิตบนโลกที่มีต่ออาณาจักรของสัตว์และพืช”
(Humboldt, 1799 ใน Hamy, 1905: 18)
เมื่อปี ค.ศ.1804 เขาได้เดินทางไปที่กรุงปารีส
ใช้ชีวิตยาวนานอยู่ที่นั่นถึงสามสิบปี ด้วยความมุ่งมั่นกับการเขียนและตีพิมพ์ผลจากการเดินทางไปในดินแดนอเมริกา
และที่ปารีสเขาได้ติดต่อสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจนทำให้ได้พบเจอกับวิธีการเชิงปรัชญาและวิทยาศาสตร์มากมายที่ต่อยอดมาจากความรู้เดิมที่เขามีติดตัวมาจากเยอรมนี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พบว่ารูปแบบโรมันติก (Romanticism) กำลังเจริญและเข้มแข็งมากในเยอรมนี
แต่ที่ปารีสมุมมองแบบกลไก (Mechanisticism)
ที่ได้รับจากงานวิจัยทางเคมีของลาวัวซิเยร์ (Lavoisier.1743-94) ก็กลายมาเป็นสิ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในฝรั่งเศส จุดแข็งอย่างหนึ่งของฮุมโบลดท์
คือ ความสามารถในการผสมผสานการทดลองและการสังเกตอย่างระมัดระวังที่ได้มาจากฝรั่งเศส
ให้เข้ากันเป็นอย่างดีกับปรัชญาของเยอรมันที่สนใจที่จะขยายความรู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมแก่มวลมนุษยชาติ
อย่างไรก็ตามการปฏิรูปกิจกรรมก็สร้างปัญหาสำคัญให้กับชีวิตของเขาเองไม่น้อย
เมื่อต้องเผชิญกับความอดกลั้นทางการเมืองในฝรั่งเศสและเยอรมนีในช่วงที่สองและสามของศตวรรษที่
19 ทั้งนี้ภายหลังจากที่พวกขุนนางยึดอำนาจคืนจากกษัตริย์ปรัสเซียแล้ว
ฮุมโบลดท์ก็ถูกเรียกตัวกลับจากฝรั่งเศสสู่เยอรมนีเมื่อปี ค.ศ.1826 และก็เป็นไปตามที่โบเว่น (Bowen, 1981: 241) กล่าวไว้คือ
“เป็นความพยายามที่เป็นไปได้ที่จะควบคุมการปฏิรูปกิจกรรมของเขา” การที่เขาถูกเรียกกลับเยอรมนีนั้น นำพาให้เขาไปที่เบอร์ลิน
และที่นั้นในปี ค.ศ.1827 เขาก็เริ่มสอนวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ
(โดยสอนเป็นชุดวิชา) ตรงนี้นำไปสู่การสร้างผลงานเขียนที่ยิ่งใหญ่
แม้ว่าจะเขียนไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม คืองานเขียนที่ว่า Kosmos ซึ่งฉบับแรกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1845 ซึ่งถือว่าเป็น “หนึ่งในงานทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการตีพิมพ์มา” (Thorne, 1961: 672) และในนั้นเขายังค้นหาเพื่อที่จะนำเสนอสสารต่างๆ
ทั้งมวลของโลกตามแบบอย่างภูมิศาสตร์ทั่วไปของวาเรนเนียส
ช่วงเวลาที่ฮุมโบลดท์สนใจพัฒนางานเขียน
Kosmos อยู่นั้น ก็มีการก่อเกิดแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาของยุโรปตะวันตกที่สำคัญที่สุด
คือ ปรัชญาปฏิฐานนิยมของกอมเต้ (Comte’s Positivism)
ปรัชญาจิตนิยมของเฮเกล (Hegel’s Idealism)
และปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองของมาร์กซ (Marx’s Political Economy) แม้ว่าฮุมโบลดท์จะนำเอาการวิจัยเชิงประจักษ์มาใช้
แต่เขาก็ปฏิเสธการสร้างปรัชญาปฏิฐานนิยมของกอมเต้ แม้ว่าเขาจะได้รับแรงบันดาลใจจากบางสิ่งบางอย่างตามแนวคิดของเฮเกลที่สนใจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคม
แต่เขาก็ปฏิเสธปรัชญาจิตนิยมที่พัฒนาต่อมาในช่วงหลัง
และแม้ว่าจะมีความเห็นพ้องกับเสรีนิยมรุนแรง
แต่เขาก็ไม่ได้เตรียมการที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับโครงการปฏิวัติของมาร์กซและเองเกลส์
วิธีการของฮุมโบลดท์ถือได้ว่าเป็นวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
จัดกลุ่มข้อมูล สร้างความเข้าใจร่วมกัน และพัฒนาต่อเนื่องไปสู่การเข้าใจภาพรวมของโลก
เรื่องนี้ ฮาร์ทชอร์น (Hartshorne,
1939) ได้แสดงความชื่นชมจุดยืนของเขาที่ได้ใช้การศึกษาเชิงระบบ
จนบรรลุผลเป็นผลงานด้านภูมิภาคชิ้นสำคัญ อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญยิ่งของความเข้าใจของฮุมโบลดท์เกี่ยวกับภูมิศาสตร์กายภาพ
คือ แนวคิดที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจิตและวัตถุ อันเป็นรากฐานแนวคิดเดิมของค้านท์ที่มีมาแต่เดิม
ข้อเสนอแนะของฮุมโบลดท์ในหนังสือ Kosmos ที่ว่า “วิทยาศาสตร์เริ่มต้นที่จิตของมันเอง เป็นจิตที่เข้าไปครอบครองวัตถุ
และพยายามที่จะชักนำเอาประสบการณ์ทั้งมวลไปสู่ความเข้าใจอย่างมีเหตุมีผล
นั่นคือสภาพที่จิตใจมีผลโดยตรงต่อธรรมชาติ” (Bowen,
1981: 257)
นี่เองคือภารกิจของวิทยาศาสตร์ที่จะต้องสร้างความเข้าใจโลก
เป็นความเข้าใจตามการรับรู้ที่ประชาชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้รับรู้และเข้าใจธรรมชาติ
บั้นปลายชีวิตโครงการใหญ่ของฮุทโบลดท์ก็เริ่มขึ้น งานเชียน Kosmos สองฉบับแรกที่ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1845 และ 1847 ที่เขียนขึ้นมาจากตัวกำหนดขอบเขตของเหตุผล ตามด้วยฉบับที่สามปี ค.ศ.1850 ที่เขียนถึงเรื่องดาราศาสตร์ และฉบับที่สี่ต่อมาปี ค.ศ.1858 เป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นโลก
ส่วนฉบับที่ห้าที่เขาเขียนยังไม่เสร็จก็ต้องเสียชีวิตลงเสียก่อน
เป็นเรื่องธรณีวิทยาและการหลอมละลายของหินเปลือกโลก รวมถึงยังมีฉบับอื่นๆ
ที่จะตามมา เป็นเรื่องการกระจายของสิ่งต่างๆ เช่น สิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ มนุษยชาติ
และภาษา ดังนั้นหนังสือ Kosmos
จึงดูเหมือนว่าเป็นตัวแทนของหลายๆ
วิธีการที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำแบบอย่างของงานทางจักรวาลวิทยาที่เคยมีมาแต่อดีต
เป็นการรวบรวมเอาความรู้ทางดาราศาสตร์ที่เป็นกรอบความคิดความรู้สมัยกรีกและโรมัน
อันถือเป็นแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ทีสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฮุมโบลดท์ก็กำลังค้นหาหน่วยที่จำเป็นสำหรับกำหนดว่าสิ่งไหนที่จะต้องสูญหายไปหลังจากที่เขาเสียชีวิตลง
มีสิ่งที่น่าสังเกตว่างานทางทฤษฎีและวิธีการของฮุมโบลดท์มีอิทธิพลเล็กๆ
อย่างน่าแปลกใจต่อนักภูมิศาสตร์ในช่วงที่สองของศตวรรษที่ 19 (Hartshorne,
1958; Bowen, 1981) ขณะที่การบรรยายของเขาเกี่ยวกับดินแดนอเมริกาในอาณัติของสเปนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
แต่ก็มีการวิพากษ์กันพอสมควรจากพวกนักเคลื่อนไหวที่ยึดถือแนวอนุรักษ์นิยม
ที่คอยคัดค้านต่อมุมมองด้านเสรีนิยมเต็มรูปแบบที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมและการเมืองของเขา
แทนที่นักวิจารณ์เหล่านั้นจะมาสนใจวิพากษ์งานทางภูมิศาสตร์ของคาร์ล ริทเทอร์ ผู้ที่กลายเป็นศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์คนแรกของมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน
เมื่อปี ค.ศ.1820 ซึ่งริทเทอร์นั้น ถือว่ามีความยิ่งใหญ่มาก
เพราะเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อภูมิศาสตร์เยอรมันในช่วงหลายทศวรรษของศตวรรษที่ 19
คาร์ล ริทเทอร์ ผู้ผสมผสานเทววิทยาเข้ากับวิธีเชิงประจักษ์อย่างกลมกลืน

อย่างไรก็ดี มีสิ่งบ่งบอกถึงความแตกต่างกันอย่างง่ายๆ
ระหว่างงานของฮุมโบลดท์และริทเทอร์ ก็คือความตายตัวของการออกแบบไว้
และมีหลายอย่างที่เหมือนๆ
กันในเรื่องของวิธีการที่จะนำเข้าไปสู่การเรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์
แน่นอนว่าบ่อยครั้งที่งานของทั้งสองได้อ้างอิงมาจากงานเขียนของคนอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับริทเทอร์ที่โบเว่น (Bowen, 1981: 238) กล่าวว่า “เป็นผู้นำในการนำเสนอประเด็นต่างๆ ของนักภูมิศาสตร์ในอดีต” ดังนั้นความสนใจที่ชัดเจนของริทเทอร์ที่มีต่อภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงถูกออกแบบให้สามารถเปรียบเทียบได้อย่างต่อเนื่อง
และให้สามารถสื่อความหมายความเข้าใจได้เป็นอย่างดี ขณะที่วิธีการเชิงระบบของฮุมโบลดท์
ก็พยายามที่จะทำให้บรรลุผลแห่งการเป็นแม่แบบทางภูมิภาค (Hartshorne, 1939:
258) ทั้งสองให้ความสนใจกับความเป็นเอกภาพของธรรมชาติ แม้ว่าฮุมโบลดท์จะเสาะหาเอกภาพภายใต้กรอบแนวคิดเชิงนิเวศวิทยา
ขณะที่ริทเทอร์เองก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์กับภูมิภาค (Stoddart,
1986) นอกจากนั้นทั้งสองยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องทำการวิเคราะห์เชิงประจักษ์ให้มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ
เพื่อให้เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับวิธีการแบบอุปนัย
ถึงแม้ว่าการเน้นของฮุมโบลดท์จะอยู่ที่การสังเกตุโดยตรงและการทดลอง ส่วนริทเทอร์ก็ยังมีส่วนในการสังเตอยู่มากเหมือนกัน
โดยเขาทำการสังเกตผ่านนักเรียนนักศึกษาที่เขาทำหน้าที่สอนอยู่และคนอื่นๆ
ที่เขาสนใจ (Hartshorne, 1939: 55)
ทั้งสองเน้นถึงความสำคัญของวิธีการเปรียบเทียบ
และทั้งสองก็พยายามค้นหาแนวทางที่จะพัฒนาวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นศาสตร์บูรณาการ
มีความแตกต่างกันของคนทั้งสองก็คือ
การพิจารณาสถานที่ของประชาชนในบริบทของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งฮุมโบลดท์พิจารณาว่า
ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่ริทเทอร์กลับเห็นความสำคัญของปฐมเหตุที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งมาจากเทววิทยาธรรมชาติ
(Natural Theology) ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งเชื่อตามๆ กันมาว่า
โลกถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าเพื่อให้เป็นสมบัติของมนุษย์
ยิ่งกว่านั้นมีบางส่วนที่ปรับปรุงจากความคิดของค้านท์ เชลลิ่ง และเฮเกล โดยริทเทอร์เห็นว่าประวัติศาสตร์ของทวีปต่างๆ
เป็นผลจากปรารถนาแห่งสวรรค์ โลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันนี้เป็นแต่เพียงสถานที่ที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น
(Glacken, 1967) เมื่อผสมวิธีการเชิงประจักษ์เข้ากับความเชื่อทางด้านเทววิทยาของเขาแล้ว
จะพบว่าริทเทอร์กำลังค้นหาทางที่จะนำเสนอวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถจัดการให้ประชาชนเข้าใจพระเจ้าได้มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของเขาจึงถูกมองว่า เน้นมนุษย์เป็นหลัก
ซึ่งตรงกันข้ามกับภูมิศาสตร์กายภาพเชิงระบบของฮุมโบลดท์ (Dickinson, 1969;
Holt-Jensen, 1988) อย่างไรก็ตามการเน้นย้ำของบิดาแห่งวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ทั้งสองนี้มีความสำคัญต่อทั้งองค์ประกอบด้านมนุษย์และกายภาพในงานของพวกเขา
และเป็นการจำแนกที่พอเหมาะพอดีที่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่า งานของฮุมโบลดท์เป็นงานที่มีแนวความคิดและวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาก
ขณะที่งานของริทเทอร์ก็เป็นงานที่มีแนวความคิดและวิธีการเชิงเทววิทยายิ่งเช่นกัน
ความแตกต่างระหว่างฮุมโบลดท์กับริทเทอร์ที่สำคัญมากอย่างที่สอง
ปรากฏอยู่ในความเกี่ยวพันโดยตรงของวิถีปฏิบัติจากการศึกษา ทั้งนี้ริทเทอร์ได้รับแนวความคิดที่สำคัญสองแนวคิดจากการที่ได้ติดต่อกับเปสตาลอซซี่
ที่เห็นว่าการศึกษาควรจะเชื่อในกฏธรรมชาติที่ตั้งอยู่ฐานคิดที่ว่า
มนุษย์กับธรรมชาติ และที่ว่าการสังเกตเป็นกุญแจสำคัญในกระบวนการเรียนรู้
ขณะที่สิ่งเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในงานเขียนของเขา และปรากฎอยู่บ่อยๆ
ระหว่างการสอนของเขาในมหาวิทยาลัย
ดังนั้นเขาจึงถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกการสอนภูมิศาสตร์ในสถานศึกษาแบบใหม่ ทั้งนี้ด้วยการนำเอาแผนที่
แผนที่ชุด ภาพ และการศึกษารายละเอียดบริเวณบ้านของนักเรียน
ซึ่งในที่สุดแล้ววิธีนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมากต่อการมีมุมมองต่อโลกของชาวเยอรมันในยุคจักรวรรดินิยมที่อยู่ช่วงปลายศตวรรษที่
19 ปี ค.ศ.1820 ริทเทอร์ได้รับการแต่งตั้งให้ทำการสอนในสถาบันทางการทหารที่เบอร์ลิน
(Berlin Military Academy)
และรับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วย
ในฐานะที่เป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัย
เขาได้แสดงบทบาทนำที่สำคัญมากในการกำหนดทิศทางของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในอนาคต ว่ากันว่าการสอนของเขานั้นได้รับความนิยมจากนักศึกษามาก
ลูกศิษย์คนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากริทเทอร์อย่างชัดเจน คือ อาร์โนลด์ กูโยต์ (Arnold
Guyot. 1807-84) ชาวสวิส ทั้งนี้กูโยต์เองก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าสาขานี้
เมื่อปี ค.ศ.1839 ที่นูชาเทล (Neuchatel) ต่อมาเขาก็ได้เดินทางไปยังอเมริกาเหนือ
และที่นั่นเขาได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาภูมิศาสตร์กายภาพและธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยปรินสตัน
(Hartshorne, 1939) สองคนต่อมา คือ เอลลิเซ่ เรคลุส (Ellisee
Reclus. 1830-1905) ชาวฝรั่งเศส (Dunbar, 1981)
กับเฮนริช ไกพาร์ท (Heinrich Kiepart. 1818-99) ชาวเยอรมัน
โดยทั้งสองดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินตามแบบอย่างของริทเทอร์ คนต่อมา คือ
คาร์ล นูมานน์ (Karl Neumann. 1823-80) ที่รับตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โบราณที่มหาวิทยาลัยเบรสลัว
(Breslau) ในปี ค.ศ.1865 และโยฮานน์
วาปปาเออูส (Johann Wappaeus. 1812-79) ที่รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่กอตติงเกน
ในปี ค.ศ.1854 (Dickinson, 1969)
งานของริทเทอร์ที่ทำให้กับสถาบันวิชาการของกองทัพนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับนายพลเฮลมุธ วอน มอลท์เก้ (Helmuth von Moltke.
1800-1891) (Hartshorne, 1939) ซึ่งเคานท์ มอลท์เก้ เป็นหัวหน้าคณะทำงานที่เบอร์ลินระหว่างปี
ค.ศ.1858-88 มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดระเบียบใหม่ให้กับกองทัพปรัสเซีย
จากประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์ของเคานท์ มอลท์เก้ ทำให้ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในสงครามต่อต้านเดนมาร์กระหว่างปี
ค.ศ.1863-4 ออสเตรียในปี ค.ศ.1866 และฝรั่งเศสระหว่างปี
ค.ศ.1870-1 (Thorne, 1961) ทั้งนี้อิทธิพลของริทเทอร์ที่มีต่อปฏิบัติการของกองทัพและการตัดสินใจทางการเมือง
ดำเนินไปตามแบบอย่างที่สตราโบได้เคยจำแนกไว้ ซึ่งจะเห็นได้จากการทำงานในฐานะสมาชิกราชสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งปรัสเซีย
(Royal Prussian Academy of Sciences)
และการมีบทบาทนำในการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ (Gesellschaft fur Erdkunde) ขึ้นในเบอร์ลิน และเขาก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกสมาคมคนแรกเมื่อปี
ค.ศ.1828 (Linke, 1981)
การจัดตั้งสมาคมในประเทศยุโรปอื่นๆ
และการนำวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมาอยู่ในฐานะสาขาวิชาหนึ่งในมหาวิทยาลัย
นี่เองที่ทำให้วิชาภูมิศาสตร์ก้าวสู่ยุคใหม่
สถาบันทางภูมิศาสตร์ในสังคมและมหาวิทยาลัย
ในช่วงสามทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 19 เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี
เพราะมีความปั่นป่วนของกิจกรรมทางปัญญาขึ้นในยุโรปอย่างกว้างขวาง
นำไปสู่การสร้างสังคมวิชาการหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมา
สังคมที่ว่านี้ก็คือการจัดตั้งสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงเบอร์ลิน
ซึ่งเป็นสมาคมที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก
รวมถึงสมาคมในกรุงปารีสและลอนดอนด้วย
อย่างไรก็ตามยังได้มีการจัดตั้งตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในช่วงทศวรรษ
1870 ซึ่งทั้งสมาคมและมหาวิทยาลัยได้มีส่วนสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการกำหนดรูปร่างของโครงสร้างเชิงสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์
(Capel, 1981)
และมีบทบาทที่นักภูมิศาสตร์แสดงต่อสังคมในฐานะที่ภูมิศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจ
และนักภูมิศาสตร์ทำหน้าที่รับใช้จักรวรรดินิยม
วิชาภูมิศาสตร์ในเยอรมนี

หลังจากนั้นไม่นานนัก
และด้วยการที่มีการเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ในระดับประถมและมัธยมเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้
(Capel, 1981)
ทำให้สาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลให้เป็นสาขาวิชาหนึ่งสำหรับเปิดให้มีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย
หัวหน้าสาขาวิชาถูกแต่งตั้งขึ้นที่ไลปซิก และฮาล ในปี ค.ศ.1871 และ 1873 ตามลำดับ และในปี ค.ศ.1874 รัฐบาลปรัสเซียก็ได้ตัดสินใจแต่งตั้งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐทุกแห่ง
(Dickinson, 1969)
ความเคลื่อนไหวนี้นำมาซึ่งบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของวิชาภูมิศาสตร์ของเยอรมันและยุโรปสองคน
คือ เฟรดริช ราทเซล (Friedrich Ratzel. 1844-1904) ที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชานี้ที่มิวนิก
ในปี ค.ศ.1875 และเฟอร์ดินานด์ วอน ริชโธเฟน (Ferdinand
von Richthofen. 1833-1905) ที่เป็นศาสตราจารย์ที่บอนน์ เมื่อปี
ค.ศ.1877 สำหรับราทเซลนั้นเขาโดดเด่นมากในด้านภูมิศาสตร์มนุษย์ของเยอรมัน
รวมถึงมีความสนใจอย่างมากต่อชาติพันธุ์ศาสตร์ ขณะที่ริชโธเฟน เขามีพื้นฐานมาทางวิชาธรณีวิทยา
อย่างไรก็ตามทั้งสองคนนี้มีบทบาทสำคัญมากต่อการขยายอาณานิคมของเยอรมนีออกไปข้ามน้ำข้ามทะเล
ซึ่ง ริชโธเฟนได้ทำการศึกษาวิจัยธรณีวิทยาภาคสนามในประเทศจีนในช่วงปลายทศวรรษ 1860 และเมื่อกลับเยอรมนีในปี ค.ศ.1872 เขาก็ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ต่างๆ
ของเยอรมันในประเทศจีน ในทำนองเดียวกันกับงานของราทเซลที่มีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนนโยบายการขยายอาณานิคมเยอรมัน
เพียงแต่แตกต่างกันในเรื่องวิธีการเท่านั้นเอง โดยราทเซลได้ประยุกต์เอาวิชาภูมิศาสตร์การเมือง
(เปรียบเทียบกับประเด็นสาระทางชีววิทยา) กำหนดมาเป็นแนวคิดของเขาที่ว่าด้วย Labensraum
อันเป็นการแสดงขอบเขตทางภูมิศาสตร์ภายใต้กรอบการพัฒนาแบบเดียวกับอวัยวะของสิ่งมีชีวิต
ทั้งนี้เขาเชื่อว่ารัฐทั้งหลายมีแน้วโน้มที่จะขยายตัวออกไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว
นอกเสียจากว่าจะถูกสกัดกั้นอย่างเข้มแข็งจากเพื่อนบ้านโดยรอบ
และนี่เองที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการขยายอาณานิคมไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
และยังมีการขยายเขตแดนรุกรานประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วย
ระหว่างปี ค.ศ.1870-1900 ในสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงเบอร์ลิน
“ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตที่เป็นวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของคนกรุงเบอร์ลิน
และยังกระจายออกไปยังบริเวณขอบเขตของอาณาจักรด้วย” (Lenz,
1978: 222)
สมาคมนี้กลายเป็นองค์กรหลักในการสนับสนุนงบประมาณในการสำรวจดินแดนขั้วโลก
และมีบทบาทสำคัญมากในการขยายอาณานิคมเยอรมัน เฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกา (Bader,
1978)
ในช่วงเวลานั้นมีการขยายตัวของการเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเยอรมนีอย่างกว้างขวาง
ระหว่างปี ค.ศ.1870-80 หัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาถึง
11 คน และจนถึงปี ค.ศ.1914
จำนวนหัวหน้าสาขาวิชานี้เพิ่มขึ้นเป็น 23 คนเลยทีเดียว (Elkins,
1989)
วิชาภูมิศาสตร์ในฝรั่งเศส

แม้ว่าระหว่างช่วงที่สามของศตวรรษที่
19 วิชาภูมิศาสตร์จะยังไม่ได้รับการจัดตั้งให้เป็นวิชาๆ หนึ่งในมหาวิทยาลัย
แต่ว่าช่วงทศวรรษ 1870 และ 1880 ก็ได้เกิดสมาคมภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสขึ้นเป็นจำนวนมาก
(ดูเหมือนว่าจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ)
และแต่ละสมาคมก็มีการตีพิมพ์วารสารวิชาการมากมายทั้งที่เน้นในเรื่องความจำเป็นที่จะต้องให้พื้นฐานความเป็นมืออาชีพของวิชาภูมิศาสตร์
และที่เน้นการปฏิบัติเพื่อนำไปใช้ให้ได้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ (Schneider,
1990) สมาคมส่วนมากให้ความสนใจต่อการขยายอาณานิคม การพัฒนาการค้า
และการแพร่กระจายวัฒนธรรมฝรั่งเศสออกไปยังประเทศต่างๆ (McKay, 1943) นอกจากนี้ยังมีแรงสนับสนุนของภูมิศาสตร์ใหม่ขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1875-90 โดยลูโดวิก ดราเปรอน (Ludovic Drapeyron) ที่ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการก่อตั้งสมาคมศึกษาภูมิประเทศ
(Societe de Topographie) ขึ้นในปี ค.ศ.1876 และดำเนินการจัดตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ (Revue de Geographie) ในปี ค.ศ.1877 (Broc, 1974) อย่างไรก็ตามทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่ถือว่าสำคัญเท่ากับการจัดทำหนังสือภูมิศาสตร์ประจำปี
(Annales de Geographie)
ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1892 โดยพอล วิดาล เดอ ลา บลาช (Paul
Vidal de la Blache. 1845-1918) สำหรับพอล วิดาล เดอ ลา บลาช นั้น
เขาเริ่มทำงานทางวิชาการในสาขาวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์โบราณ
เป็นเวลาสามปีในโรงเรียนฝรั่งเศสระดับมัธยมศึกษาที่กรุงเอเธนส์ (Ecole
francaise d’Athenes) ต่อมาได้ย้ายกลับมาที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1870 และหางานสอนในกรุงปารีสแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต้นปี ค.ศ.1873 เขาก็เริ่มงานสอนวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนองซี (Universite
de Nancy)
และได้รับข้อเสนอให้เป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่นั่นในอีกสองปีต่อมา
การขยายตัวของวิชาภูมิศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาของฝรั่งเศสในช่วงเวลานี้
ต้องให้เครดิตอย่างมากกับการเริ่มปฏิรูปอย่างเป็นทางการระหว่างปี ค.ศ.1870-73 ของจูลส์
ซิโมน์ (Jules Simon) รัฐมนตรีศึกษาธิการ
ที่ได้กำหนดรายละเอียดการสอนภูมิศาสตร์ว่า “การสอนภูมิศาสตร์ควรจะเป็นการสอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมและคุ้นเคย
ไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมและไม่คุ้นเคย มากกว่าจะที่จะเป็นการแสดงคุณลักษณะธรรมดาๆ
ของสิ่งที่ปรากฎอยู่” (Andrews, 1986: 178) และยังมีเค้าโครงตำราพื้นฐานและแผนที่ชุดที่จะใช้ในการสอนด้วย (Berdoulay,
1981) ผลจากความต้องการสำหรับเพิ่มศักยภาพในการสอนภูมิศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา
ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต่อเนื่อง ก็คือ จำเป็นต้องพัฒนาการสอนในระดับมหาวิทยาลัย
และเรื่องนี้แอนดริวส์ (Andrews, 1986)
เสนอแนะว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบันที่อยู่ในความรับผิดชอบของวิดาล เดอ ลา
บลาช ที่เขาได้นำการเรียนการสอนออกจากประวัติศาสตร์โบราณมาสู่ภูมิศาสตร์
ในปี ค.ศ.1877 วิดาล
เดอ ลา บลาช ย้ายเข้าไปอยู่ที่โรงเรียนสามัญขั้นสูง (Ecole Normale
Superieur) ในปารีส และต่อมาในปี ค.ศ.1898 ก็ย้ายไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยซอร์กบอนน์
(Sorbonne)
ลักษณะสำคัญสองอย่างของภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งสะท้อนออกมาจากงานเขียนของวิดาล เดอ ลา บลาช อย่างแรก คือ
ภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เดอ พลาโนล์
(De Planhol, 1972: 29) ระบุว่า “เมื่อก้าวสูปลายศตวรรษที่
19
วิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยกลายเป็นสาขาหนึ่งของการศึกษาด้านประวัติศาสตร์” และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “ภูมิศาสตร์ก็ค่อยๆ
ปรับตัวอย่างช้าๆ และแยกตัวออกจากความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์” จนกระทั่งปี ค.ศ.1942 ก็มี l’aggregation อันเป็นแบบทดสอบหลักสำหรับทุกคนที่ต้องการสอบในมหาวิทยาลัยและมัธยมศึกษา
โดยที่ l’aggregation
เป็นการทดสอบที่เชื่อมโยงเอาภูมิศาสตร์เข้ากับประวัติศาสตร์ (Le Planhol,
1972; Bataillon, 1983) และองค์ประกอบของทั้งสองวิชาก็ยังคงจำเป็นสำหรับทุกคนที่จะได้รับปริญญาภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์
ความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์นี้ นอกจากจะมีส่วนสำคัญจากการที่ วิดาล
เดอ ลา บลาช เป็นนักประวัติศาสตร์มาก่อนแล้ว
ยังเป็นผลลัพธ์ของวิถีของนักประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ฝรั่งเศส
ที่พัฒนากรอบแนวคิดของตัวเองอยู่ภายใต้การพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของประเทศด้วย
ในตอนปลายศตวรรษที่ 19 หลายๆ พื้นที่ที่เป็นชนบทของประเทศฝรั่งเศสกำลังถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นย่านอุตสาหกรรม
และมีการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นเมือง อันถือเป็นสภาพภูมิทัศน์สังคมที่ดูจะแปลกๆ
แปร่งๆ กับที่เคยเป็นเคยอยู่
นี่แหละเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการจำแนกเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่างๆ
ของฝรั่งเศส ที่ถือเป็นลักษณะอย่างที่สองของภูมิศาสตร์ฝรั่งเศส
บัตติเมอร์ (Battimer, 1971) กล่าวเน้นว่า การมีแบบอย่างปฏิบัติทางภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศสนี้
เป็นผลต่อเนื่องอันใหญ่หลวงจากการวิวัฒน์แนวความคิดของสังคมและสภาพแวดล้อมทางสังคมของฝรั่งเศสในศตวรรษที่
19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฎอยู่ในงานของเฟรดเดอริก เลอ
เพลย์ (Frederic Le Play. 1806-62) และเอมิล ดูร์เกม (Emile
Durkheim. 1858-1917) ทั้งนี้ความสนใจของเลอ เพลย์ ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างขัดแย้งกันของแนวคิดของพวกปฏิฐานนิยมอย่างเช่นกอมเต้และแซงท์-ซิโมน
และนั่นก็มีบทบาทอย่างมากต่อภูมิศาสตร์ในมุมมองของเขา กับแนวความคิดของเดอโมแลงส์ โดยที่เอดมอนด์
เดอโมแลงส์ (Edmond Demolins. 1852-1907) จะยึดมั่นอย่างแรงกล้าต่อแบบอย่างภูมิศาสตร์ที่ไปกำหนดระบบสังคม
ความคิดของเขาที่เน้นความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทางสังคมกับสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่เป็นสิ่งสำคัญมากในการพัฒนาที่ต่อเนื่องกับการวิวัฒน์กรอบความคิดของวิดาล
เดอ ลา บลาช ที่ว่าด้วยเรื่อง Genres de vie (Dickinson, 1969) ยิ่งกว่านั้น ความสนใจของเลอ เพลย์ ที่มีต่อสังคมศาสตร์แบบบูรณาการว่าถูกสร้างขึ้นมาด้วย
3 กระแสหลักของสถานที่ การทำงาน และครอบครัว
ซึ่งจะส่งผลกระทบสุดท้ายต่อบูรณาการภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสเข้ากับสังคมศาสตร์อื่นๆ
อิทธิพลสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีต่อการถือกำเนิดวิชาภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศสตามที่บัตติเมอร์
(Battimer, 1971) กล่าวถึงก็คือ งานของดูร์เกลม ซึ่งเธอเองมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับบทบาทของรัทเซลที่มีต่อวงการภูมิศาสตร์เยอรมันบัตติเมอร์
(Battimer, 1971: 30) คาดการณ์ถึงความแตกต่างเบื้องต้นระหว่างทั้งสองวิธีนั้นว่า
“วิธีของรัทเซลเป็นการศึกษาสังคมโลกในบริบทของการเคลื่อนไหวบนพื้นที่และการปรับตัวทางนิเวศวิทยาธรรมชาติ
และวิธีการของดูร์เกลมเป็นการศึกษาสังคมโลกในฐานะระบบอัตโนมัติที่มีรูปร่าง (Morphology:
Formal Patterns) และมีกาย (Physiology: Life-styl, Bbehavior) เป็นสิ่งเฉพาะเจาะจงแต่ละที่” ขณะที่รัทเซลสามารถกล่าวอ้างถึงสังคมโลกในฐานะที่เป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่ศึกษาได้ภายในงาน
Anthropo Geographie ส่วนดูกร์เอมเธอก็เห็นสังคม-สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เป็นสิ่งภายในรูปร่างของสังคม
(Social Morphology)
วิชาภูมิศาสตร์ในสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตามยังคงรวมเอานักวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่งเข้ามา
ด้วยการให้การสนับสนุนการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ มีเป้าหมาย 6 ประการ คือ
1) เพื่อรวบรวมและตีพิมพ์ความจริงและการค้นพบใหม่ๆ 2) เพื่อสะสมหนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่ต่างๆ 3) เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับนักเดินทางทั้งหลาย
4) เพื่อเตรียมสำหรับนักเดินทางที่ต้องการขยายความรู้ทางภูมิศาสตร์
5) เพื่อติดต่อสัมพันธ์กับสมาคมภูมิศาสตร์ด้วยกัน และ 6) เพื่อสื่อสารวิชาภูมิศาสตร์กับสังคม (Cameron, 1980)
สมาคมแห่งนี้มีบทบาทสำคัญมากในฐานะผู้สนับสนุนงบประมาณการสำรวจย่านแคนาดาอาคติกภายใต้บารมีของบาร์โรว์
และการสำรวจอัฟริกาภายใต้อิทธิพลของเมอร์ชิสัน ซึ่งอันหลังนี้ถือได้ว่าเป็นการสำรวจที่ยิ่งใหญ่มาก
สมาชิกผู้ก่อตั้งจำนวนมากกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมอัฟริกัน (African
Association) ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1788 และเข้าร่วมกับราชสมาคมภูมิศาสตร์ในปี ค.ศ.1831 ในส่วนนี้มีเหตุผลสำคัญ
3 ประการที่บอกให้ทราบถึงความสำคัญของอัฟริกาตามคำกล่าวของคาเมรอน
(Cameron, 1980: 76) ที่ว่า “ทวีปนี้เป็นสวรรค์ของนักล่าสัตว์
เป็นความท้าทายของหมอสอนศาสนา และเป็นแหล่งไล่ล่าทาสแรงงาน”
แม้ว่าจะมีแรงจูงใจเหล่านี้มากเหลือก็ตาม
แต่ก็ยังคงมีเหตุผลทางการเมืองที่ลึกซึ้งกว่านี้อีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลหนึ่งที่สำคัญยิ่ง ก็คือ
การหาโอกาสแสดงบทบาททางการทหารการและเมืองของสมาชิกคนสำคัญของสมาคมนั่นเอง
จากทศวรรษ 1850 เป็นต้นมา
ก็มีการเปิดโลกอัฟริกาสู่สายตาของนักสำรวจและหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษ
ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายทางการค้าเป็นสำคัญ
และยังมีเป้าหมายสืบเนื่องไปสู่การแบ่งปันอำนาจเหนืออาณานิคมที่เข้าร่วมประชุมการที่เบอร์ลิน[1] ระหว่างปี
ค.ศ.1873-4 ด้วย
ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากระหว่างภูมิศาสตร์กับนโยบายจักรวรรดินิยมเห็นได้จากการทำงานของเซอร์
บาร์เทิล เฟรย์ (Sir Bartle Frere)
นายกแห่งราชสมาคมภูมิศาสตร์ในช่วง ค.ศ.1873 และ 1874 ที่ร่วมงานกับผู้บริหารและนักปกครองที่ทำงานอยู่ในทั้งอินเดียและอัฟริกา
ซึ่งเอเมอรี (Emery, 1984: 345) ได้บันทึกเรื่องนี้ว่า “เฟรย์ได้มีมุมมองร่วมสมัยที่กว้างไกลมาก
โดยมองว่าธุรกิจของภูมิศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องขยายขอบเขตความรู้ให้กว้างขวาง
ทั้งนี้ก็ด้วยการสำรวจนั่นเอง” เอมเมอรี (Emery,
1984: 346) ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “การสำรวจทางภูมิศาสตร์เป็นประโยชน์มากต่อเฟรย์
ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงเป็นการเปิดประตูรับเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ สดๆ
เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นความสดใสมีชีวิตชีวาของชาติด้วย
ซึ่งจะนำไปสู่การมาความยำเกรงของโลกที่มีต่อสหราชอาณาจักรด้วย” สำหรับฮัดสัน (Hudson, 1977: 12) แล้ว ภูมิศาสตร์ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมมากในช่วงเวลานี้
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้ผลประโยชน์ด้านต่างๆ ของจักรวรรดิดำรงและขยายออกไป
ผลประโยชน์ที่ว่านั้นประกอบด้วย การครอบครองเหนือดินแดน การสำรวจทางเศรษฐกิจ
การทหาร และวิถีปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการแบ่งชั้นและเหยียดสีผิว
ทั้งนี้รายงานการสำรวจอัฟริกาเป็นที่ต้องการของผู้อ่านชาวยุโรปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ราชสมาคมภูมิศาสตร์มีบทบาทสำคัญมากในการสร้างระบบการศึกษาสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยของอังกฤษ
ฟรีแมน (Freeman,
1980b: 4) ได้กล่าวตอนหนึ่งไว้ว่า “เมื่อปี
ค.ศ.1833 ได้ทำบันทึกให้กับราชสมาคมภูมิศาสตร์
เพื่อขอแต่งตั้งผู้กองอเล็กซานเดอร์ แมคโคโนชี รน. (Capt.Alexander
Maconochie RN) เป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์” แล้วข้อเสนอนี้ก็ไม่เป็นผล
เพราะมีนักศึกษาน้อยมากที่ให้ความสนใจในการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ และเมื่อแมคโคโนชี
ได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการหน่วยงานเกี่ยวกับที่ดินแห่งแวน ดิเอเมน (Van
Diemen’s Land) ในปี ค.ศ.1836
ความพยายามที่จะเสนอให้เขาเป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ก็ยุติลง ช่วงเวลานี้มีมหาวิทยาลัยเพียงสามมหาวิทยาลัยเท่านั้นในอังกฤษ
คือ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน
หลังจากนั้นก็ได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นคิงส์ คอลเลจ
ลอนดอน ที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1831 ดูร์กแฮม ปี ค.ศ.1832
เบดฟอร์ด คอลเลจ สำหรับสตรีเมื่อปี ค.ศ.1849
และโอเว่น คอลเลจ ที่แมนเชสเตอร์ ปี ค.ศ.1851
ซึ่งวิชาภูมิศาสตร์ไม่ได้มีการสอนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น
และก็ไม่มีการเรียนการสอนจนกระทั่งทศวรรษ 1880
ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของวิชานี้ในมหาวิทยาลัยอังกฤษ
ในช่วงทศวรรษ 1830 และทศวรรษ
1840
มีการพิจารณาถึงการซ้อนเหลื่อมกันในภารกิจของนักภูมิศาสตร์และนักธรณีวิทยา
ที่ถือว่าเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงองค์กรวิชาการของอังกฤษที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาเป็นสมาคมสำหรับพัฒนาวิทยาศาสตร์
(British Association for Advancement of Science) เมื่อปี
ค.ศ.1831 โดยในปี ค.ศ.1834
วิชาภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่กลุ่มเดียวกันในกลุ่มซีของสมาคมนี้
และเมื่อปี ค.ศ.1841 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “ธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์กายภาพ” (Howarth,
1951; Beaver, 1982) ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการให้เกียรติแก่นักสำรวจและนักเดินทางทั้งหลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักธรณีวิทยา นี่เป็นเหตุให้เกิดกลุ่มใหม่ คือ กลุ่มอี เป็นกลุ่ม
“ภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา” ทั้งนี้โดยมีเมอร์ชิสันที่เป็นนายกราชสมาคมภูมิศาสตร์
มาทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มนี้ด้วย พอถึงปี ค.ศ.1869 ก็ได้มีการก่อตั้งกลุ่มเอชขึ้นมา
เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับมานุษยวิทยาโดยตรง
ทำให้กลุ่มอีเป็นกลุ่มของวิชาภูมิศาสตร์เดี่ยวๆ และความแปลกแยกและความขัดแย้งที่เพิ่มทวีขึ้นระหว่างนักธรณีวิทยาและนักภูมิศาสตร์ในช่วงทศวรรษ
1850 ถือเป็นผลสะท้อนกลับที่สำคัญยิ่งของการพัฒนาเชิงสถาบันของทั้งสองสาขาวิชา
โดยในทศวรรษ 1860 วิชาธรณีวิทยาได้กลายไปเป็นวิชาชีพ
และพัฒนาไปด้วยดีในมหาวิทยาลัย ขณะที่วิชาภูมิศาสตร์ยังเป็นอะไรที่ดูคลุมเครือและกระจัดกระจาย
และดูเหมือนจะตกอยู่ในบริบททางสังคมเสียมากกว่าอย่างอื่น (Stoddart, 1986) อย่างไรก็ตาม ระหว่างทศวรรษ 1870
วิชาภูมิศาสตร์ก็กลับกลายมาได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในระดับโรงเรียน
และราชสมาคมภูมิศาสตร์ก็พยายามกระตุ้นให้เกิดการเรียนการสอนแบบวิชาชีพในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์
แต่ว่าข้อเสนอที่จะพัฒนาการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นวิชาชีพกลับล้มเหลว
ไม่มีคนสนใจ ผู้ที่เกี่ยวข้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ราวกับคนหูหนวกตาบอด
ที่สำคัญกว่านั้น คือต้องเผชิญกับแรงต้านจากนักธรณีวิทยา ที่ยังคงเชื่ออยู่ว่า
วิชาภูมิศาสตร์นั้นแท้ที่จริงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิชาธรณีวิทยา
ความยุ่งยากเหล่านี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาเท่านั้น
หากแต่ในระดับบุคคลก็ยังมีการเผชิญหน้ากัน ดังที่สตอดดาร์ต (Stoddart,
1986: 72) ได้กล่าวไว้ว่า “นักธรณีวิทยาที่ทำหน้าที่สำรวจดินแดนต่างๆ
เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 1870 ได้ออกมาต่อต้านอย่างเข้มแข็ง” ขณะที่ “นักภูมิศาสตร์ในสถาบันการศึกษา ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้แสดงบทบาทต่อต้านบทสรุปของคนอื่นที่ครอบงำสาขาวิชาภูมิศาสตร์อยู่”
ปี ค.ศ.1886
ราชสมาคมภูมิศาสตร์ทำข้อเสนอไปยังมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์อีกครั้ง
เพื่อที่จะให้มีสนับสนุนงบประมาณสำหรับการแต่งตั้งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัย
และปีถัดมาจึงได้รับการสนองตอบ ณ จุดเริ่มต้นตรงนี้ ในปี ค.ศ.1887 ฮาลฟอร์ด แมคกินเดอร์ (Halford Mackinder. 1861-1947)
ได้นำเสนอบทความเรื่อง “On the Scope and Methods of Geography” แก่ราชสมาคมภูมิศาสตร์ และตอนปลายปีนั้นเอง
เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้อ่านวิชาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด
(Scargill, 1976) หนึ่งปีต่อมา คือ ปี ค.ศ.1888 ฟรานซีส กูอิลเยมาร์ด (Francis Guillemard)
ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์
และถูกถอนตำแหน่งในหกเดือนต่อมา พร้อมกับแต่งตั้งจอห์น ยัง บูชานัน (John
Young Buchanan) นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงด้านเคมีกับฟิสิกส์จากการผจญภัยในช่วง
ค.ศ.1872-6 ขึ้นมาแทน ในตอนนั้นสตอดดาร์ต (Stoddart,
1975a) บอกว่าความเชี่ยวชาญของบูชานันกลายเป็นเรื่องโบราณมาก
แถมยังถูกแช่แข็งจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แล้ว
ดังนั้นวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของอังกฤษจึงได้แสดงนัยยะสำคัญของตัวเองออกมาสองอย่าง
คือ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีสาระของแมคกินเดอร์
เป็นประเด็นเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ภูมิภาคและภูมิศาสตร์การเมือง
ที่ถือได้ว่าโดดเด่นมากที่สุด ขณะที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์นั้น การสนอของบูชานันได้ย้ำไปที่วิทยาศาสตร์กายภาพ
ซึ่งนำพาไปสู่ความเบื่อหน่ายของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง
วิชาภูมิศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา
การสร้างสมาคมภูมิศาสตร์ในส่วนอื่นๆ
ของโลกเกิดขึ้นจากพวกพ่อค้าวาณิชย์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ และผู้ใจบุญในนครนิวยอร์ก
ในปี ค.ศ.1851
มีการก่อตั้งภูมิศาสตร์และสถิติแห่งนิวยอร์ก (American
Geographical and Statistical Society) ขึ้นมาที่นิวยอร์กนั่นเอง
ช่วงต้นๆ สมาคมนี้มีเป้าหมายหลักในการที่จะทำการสำรวจและการรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
ดังที่ไรท์ (Wright, 1992) ได้กล่าวว่าเป้าหมายมี 4 ประการคือ การเปิดพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาไปสู่ทิศตะวันตกของอเมริกา การสำรวจและพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทวีปอเมริกาใต้
การสำรวจอัฟริกาอันเนื่องมาจากแรงบันดาลใจจากบันทึกกิจกรรมของมิชชันเนรีลิฟวิงสโตน
(Livingstone) และการสำรวจในย่านอาร์คติก ปี ค.ศ.1859
หลังจากการเสียชีวิตของฮุมโบลดท์และริทเทอร์ และมีงาน On the
Origin of Species ของดาร์วิน ทำให้มีการตีพิมพ์วารสสารฉบับแรกของสมาคมขึ้นมา
โดยใช้ประเด็นสาระจากผลงานของฮุมโบลดท์ ริทเทอร์ และดาร์วิน ดังกล่าว งานที่ปรากฏในวารสารมุ่งความสนใจไปที่การเก็บรวบรวมและตีพิมพ์อย่างหลากหลาย
ตั้งแต่รายงานเกี่ยวกับดินและการเกษตร ไปจนถึงกิจการไปรษณีย์

จะเห็นได้ว่าสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันไม่ได้มีบทบาทต่อพัฒนาการของภูมิศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ทั้งนี้ในศตวรรษที่
19 ระหว่างสงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George
Washington) ได้พิจารณาถึงความจำเป็นของนักภูมิศาสตร์ที่จะสร้างแผนที่และอธิบายลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ที่เขาต้องการเข้าถึงเพื่อดำเนินการตามนโยบาย
และในปี ค.ศ.1777 ระหว่างการประชุมใหญ่ โรเบอร์ต เออร์ชินส์
(Robert Ershins) ได้ให้ข้อเสนอต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต้องการแก้ปัญหาของสหรัฐอเมริกากล่าวได้ว่าในช่วงต่อมานักภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อกองทัพในภาคสนาม
โดยในปี ค.ศ.1818 มีการก่อตั้งกรมภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ขึ้นในสถาบันวิชาการทางการทหาร
(US Military Academy) ที่เวสต์ ป้อยนท์ ปีเดียวกันนั้นสำนักงานศึกษาภูมิประเทศ
(Topographic Bureau) ได้ก่อตั้งโดยผนวกเข้ากับกรมวิศวกรรมของกองทัพในวอชิงตัน
ดีซี
หลังสงครามกลางเมือง
ที่พาวเวลล์ได้เข้าร่วมรบในสงครามและต้องสูญเสียแขนข้างหนึ่ง เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยอิลลินอย
เวสลียัน ที่บลูมิงตัน (Illinois
Wesleyan at Bloomington) เขาจึงได้เริ่มต้นการสำรวจทางตะวันตกอย่างต่อเนื่องจนถึงแม่น้ำโคโลราโดในปี
ค.ศ.1896 และ 1871-2 รายงานการสำรวจลุ่มน้ำโคโลราโดนั้นเขาให้ความสนใจต่อสาระทางทฤษฎี
3 ประการ คือ หลักการว่าด้วยระดับฐาน (Principle of Base Level) ลักษณะและศักยภาพการกัดกร่อน (Nature and Potency of Erosion) และการจำแนกอย่างทั่วไปของลักษณะภูมิประเทศ (Generic Classification
of Landforms) (Chorley, Dunn and Beckinsale, 1964) จากแนวความคิดนี้ที่ถือได้ว่าเป็นแนวทางให้นักธรณีวิทยาและนักธรณีสัณฐานวิทยา
เช่น โกรฟ คาร์ล กิลเบอร์ต (Grove Karl Gilbert.1843-1918) และวิลเลี่ยม
มอร์ริส เดวีส (William Morris Davis.1850-1934) นำเอาไปพัฒนาต่อ
สำหรับข้อสรุปของพาวเวลล์เหล่านี้นั้น ซึ่งกิลเบอร์ตได้แสดงความคิดเห็นว่า
ด้วยความคิดที่เกี่ยวกับคำว่า “ธารซ้อนทับ”
(Superimpose Drainage) และ “ธารบรรพกาล”
(Antecedent Drainage) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความคิดที่ว่า ประวัติทางกายภาพของภูมิภาคอาจอ่านได้จากในส่วนที่มาจากการศึกษาระบบของการระบายน้ำที่สัมพันธ์กับโครงสร้างของหิน ความคิดอื่นที่ว่าด้วยการปรับระดับความสูงของพื้นที่ถูกจำกัดให้ลดต่ำลงโดยระดับน้ำที่คงที่
ซึ่งมาจากระบบลำน้ำ ประเภทของการเปลี่ยนรูปแบบของผิวดินแต่ละแบบที่เกิดจากการกัดกร่อนตลอดขอบเขตของระบบลำน้ำจากสภาพที่จำกัดนี้
ซึ่งใช้แสดงโดยความหมายของคำว่าระดับพื้นฐาน (Base Level) สองความคิดนี้ค่อยพัฒนาไปอย่างช้าๆ
โดยนักศึกษารุ่นต่อๆ มา เป็นหลักพื้นฐานสำคัญของสาขาวิชาใหม่ของธรณีวิทยา เรียกว่า
ธรณีสัณฐานวิทยา หรือภูมิศาสตร์กายภาพ
ข้อเสนอของพาวเวลล์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อกิลเบอร์ตเท่านั้น
หากแต่ยังมีความสำคัญต่อการศึกษาภูมิศาสตร์กายภาพในศตวรรษที่ 20 เพราะอย่างน้อยที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งที่นักวิชาการทางธรณีวิทยาต้องคำนึงอยู่ในจิตใจอยู่เสมอ

จักรวรรดิและอนาธิปไตยทางเลือก
ภายหลังจากการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ขึ้นที่ปารีส
เบอร์ลิน และลอนดอน ในส่วนต่างๆ
ของโลกก็ได้มีการจัดตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ขึ้นอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่เม็กซิโก
ซิตี้ เมื่อปี ค.ศ.1833 ที่แฟรงค์เฟิร์ต เมื่อปี ค.ศ.1836 ที่บราซิล
เมื่อปี ค.ศ.1838 และที่รัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1845 ทั้งนี้จนกระทั้งถึงปี ค.ศ.1869 มีสมาคมภูมิศาสตร์ในประเทศต่างๆ
ทั่วโลก รวม 20 สมาคม และเมื่อถึงปี ค.ศ.1889 ก็มีสมาคมภูมิศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเป็น 62
สมาคมทั่วโลก (Capel, 1981: 56)
ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการก่อรูปทางสังคมของวิชาภูมิศาสตร์
และการก่อนรูปที่ว่านี้ยังเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเป้าประสงค์และองค์กรที่ทรงพลังของลัทธิทุนนิยม
ในการที่จะสนองตอบความต้องการในการสำรวจและทำแผนที่บริเวณต่างๆ ของโลกใหม่
ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองต่อประเทศเจ้าอาณานิคมนั้นๆ
อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีภูมิศาสตร์ในส่วนอื่นๆ ที่เกิดขึ้น
อาจเรียกว่าเป็นภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ใต้ดิน ซึ่งก็ได้เกิดขึ้นตามกระแสเดิมๆ
ในช่วงก่อนหน้านี้ เพียงแต่นำเสนอแตกต่างกันอย่างมีมูลเหตุ (หรือมีที่มาที่ไป)
ภูมิศาสตร์ที่ว่านี้คือ ภูมิศาสตร์อนาธิปไตย (Anarchist Geography) ที่ต้องถือเอาการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสและรัสเซีย
ที่มีตัวอย่างให้เห็นถึงความพยายามอย่างไม่ท้อถอยภายใต้ชื่อชุมชนในปารีส
ที่เรียกว่า Paris Commune ในปี ค.ศ.1871 ทั้งนี้โดยมีผู้เสนอที่สำคัญสองคน คือ เอลลิเซ เรคลุส (Elisee
Reclus. 1830-1905) และปิโอตร อเล็กเซวิช โกรปอตกิน (Pyotr
Alexeivich Kropotkin. 1842-1921)
เอลลิเซ เรคลุส เป็นนักเขียนงานทางภูมิศาสตร์คนหนึ่งที่แพร่หลายมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานเขียนเกี่ยวกับภูมิศาสตร์กายภาพที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ La terre (1868-69) และงานเขียนรวมเล่มชิ้นสำคัญรวมสิบเก้าฉบับ Nouvelle Geographie Universelle
(1876-94) ตามประวัติของเรคลุสนั้น พ่อของเขาเป็นบาทหลวงโปรแตสแตนท์อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
สมัยเด็กๆ เขาเรียนวิชาเทววิทยา และใช้เวลายาวนานถึงหกเดือนของปี ค.ศ.1851 ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน
ซึ่งที่เบอร์ลินเขามีความสนใจการบรรยายของริทเทอร์เป็นอย่างมาก และนั่นเองจึงส่งผลอย่างมากต่ออาชีพของเขาในช่วงเวลาต่อมา
หลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในฝรั่งเศส โดยมีความเห็นขัดแย้งกับข้อเสนอ Coup
d’etat ของนโปเลียนที่สาม ต่อมาจึงได้ตระเวนหางานทำอยู่เจ็ดปีในอังกฤษ
ไอร์แลนด์ และอเมริกาเหนือ และในปี ค.ศ.1857 ก็กลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง
ระหว่างนั้นก็ได้เขียนหนังสือแนะนำแหล่งท่องเที่ยวให้กับสำนักพิมพ์อาเชตต์ (Hachette) หลังจากนั้นจึงใช้เวลายาวนานถึง 14 ปี
ในการแสดงบทบาทเชิงรุกอยู่กับสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงปารีส
ขณะเดียวกันก็ยังคงติดต่อผูกพันอยู่กับสมาคมผู้ใช้แรงงานนานาชาติ (International
Workingmen’s Association) และได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดอนาธิปไตยจากมิเชล
บากุนีน์ (Michael Bakunin) ในปี ค.ศ.1868 สำนักพิมพ์อาเชตต์ได้ตีพิมพ์หนังสือ La terre
ฉบับแรกสุดขึ้นมา ตรงนี้นี่เองที่ทำให้วงการสากลทราบทั่วกันว่า รุคลุสคือนักภูมิศาสตร์กายภาพที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
เจ้าชายปิโอตร
โกรปอตกิน ก้าวเข้าหาลัทธิอนาธิปไตยทางเลือกจากการที่เขามาจากพื้นฐานที่แตกต่างหลากหลาย
(Woodcock
and Avakumovic, 1950) เขาเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของกองทัพในไซบีเรีย
ที่นั่นเขาได้ความเป็นจริงทั้งด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสถานการณ์ทางสังคม
หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึงห้าปี เขาก็กลับมามอสโคว
ระหว่างที่อยู่ที่มอสโควนั้นเอง เขาเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า
ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์บริสุทธ์โดยไม่สนใจสถานการณ์ทางสังคม ปี
ค.ศ.1872
เขาเดินทางไปเยี่ยมชุมชนอนาธิปไตยเล็กๆ แห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาก็ยืนยันได้เลยว่า
โกรปอตกินมั่นใจว่าจำเป็นจะต้องยอมรับความคิดอนาธิปไตยซึ่งเป็นชุดความคิดในแบบสังคมนิยม
(Breitbart, 1981) ต่อมาปี ค.ศ.1874 เขาถูกจับกุมและถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย
ระหว่างนั้นเขาก็คิดวางแผนหลบหนี
และสองปีต่อมาเขาก็สามารถหลบหนีไปอยู่ที่อังกฤษได้สำเร็จ ปีต่อมาเขาก็ได้พบกับเรคลุสในสวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นสนิทและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี โกรปอตกินถูกจับกุมอีกครั้งที่ฝรั่งเศส
ระหว่างปี ค.ศ.1883-6 หลังจากนั้นก็ตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษ
จนกระทั่งรัสเซียปฏิวัติ เมื่อปี ค.ศ.1917
เขาก็กลับไปมอสโควอีกครั้ง
สำหรับงานทางภูมิศาสตร์ของบุรุษทั้งสองนั้น
มีส่วนมาจากวิถีปฏิบัติตามแบบอย่างของลัทธิอนาธิปไตย โดยเรคลุสนั้นเขียนงานของเขาโดยไม่ได้เป็นแบบอนาธิปไตยโดยตรง
ซึ่งงานที่เข้าใกล้อนาธิปไตยมากที่สุด คือ L’Homme et la terre ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ได้รับการตีพิมพ์ภายหลังจากที่ผู้เขียนเสียชีวิตไปแล้ว
ในงานฉบับนี้เข้าได้เน้นถึงความสำคัญของภูมิศาสตร์ในการกำหนดการกระจายทรัพยากรของโลก
และในการทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ต่อทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกันทุกคน
หัวใจของข้อเสนอของเรคลุส คือ ชุมชนที่มีแรงงานเพียงพอที่จะสามารถตัดสินใจผลิตและบริโภคอย่างเพียงพอ
เท่าเทียม และไม่เบียดเบียนกัน (Dunbar, 1981) ขณะที่โกรปอตกินนั้นเน้นถึงความสำคัญของการประกอบกิจกรรมของชุมชน
เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายแห่งอนาธิปไตย เขาได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากสังคมตามแบบดาร์วินที่มีเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่
19
โดยเขายืนยันว่า การจะสรรสร้างให้สังคมบรรลุเป้าหมายได้นั้น
จะขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพภายใต้ความหลากหลาย (unity in
diversity)
เรื่องนี้ ไบรบาร์ท (Breibart, 1981, 136) อธิบายว่า “เป็นความรู้สึกหนึ่งของการพึ่งพาร่วมกันกับผู้อื่นเพื่อทำกิจกรรมส่วนรวม
รวมทั้งยังเป็นโอกาสหนึ่งที่จะแสดงความรู้สึกเฉพาะตัวที่แตกต่างจากผู้อื่นออกมา” แนวคิดเหล่านี้ปรากฏอยู่ในงานอันยิ่งใหญ่ของเขา คือ Mutual
aid
ที่ตีพิมพ์ไว้เมื่อปี ค.ศ.1902
และถือเป็นงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะเบื้องต้นของประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ
องค์ประกอบสำคัญทางภูมิศาสตร์อันอื่นๆ ของโกรปอตกินที่ปรากฏ
เกิดมาจากอิทธิพลของฮุมโบลดท์ที่ได้แบ่งเนื้อหาของวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็นวิทยาศาสตร์มนุษย์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
ดังที่โบเว่น (Bowen, 1981, 261)
เสนอว่าโกรปอตกินก้าวออกมาอยู่นอกกลุ่มนักปฏิบัติคนอื่นๆ ในสาขาวิชานี้
โดยเขาพยายามรักษาแบบจำลองของฮุมโบลดท์เกี่ยวกับความเป็นนักภูมิศาสตร์มนุษย์ชาติพันธุ์
(Radical Humanist Geographer) เพื่อนำมาสนับสนุนการสังเคราะห์
การมองภาพกว้างแบบองค์รวม และการปฏิรูปสังคม
เหล่านี้เขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลังอำนาจของแนวคิดเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์
สำหรับการสร้างภูมิศาสตร์
ณ วันนี้ บุรุษทั้งสองท่านเป็นที่เลื่อมใสอย่างมากต่อสังคมวิชาการ เพียงแต่ว่าความเชื่อในลัทธิอนาธิปไตยของเขาดูว่าจะเป็นอันตรายต่อวิทยาศาสตร์อยู่สักหน่อย
เรคลุสได้รับการประกาศเกียรติคุณชั้นสูงเมื่อปี ค.ศ.1894 โดยได้รับเหรียญทองจากราชสมาคมภูมิศาสตร์ในลอนดอนจากการสนับสนุนวิชาภูมิศาสตร์
ในฐานะบรรณาธิการผู้เขียนหนังสือ Nouvelle Geographie Universelle (Cameron, 1980) ส่วนโกรปอตกินนั้นได้รับประกาศเกียรติยศในงานเลี้ยงต้อนรับจากราชสมาคมภูมิศาสตร์
ในฐานะที่มีส่วนสนับสนุนวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ แต่ในทางสังคมกลับไม่ได้รับเกียรติมากนัก
(Breitbart, 1981) นี่จึงถือเป็นสิ่งไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ที่ตัวตนเชิงอนุรักษ์สูงมากๆ ของภูมิศาสตร์ได้รับการเอาใจใส่อย่างดี โดยเฉพาะจากบุรุษทั้งสอง
โดยที่การนำเสนอเชิงวิทยาศาสตร์ในวิชาภูมิศาสตร์กายภาพของโกรปอตกินนั้น
มีลักษณะที่เป็นการให้แนวความคิดเข้มข้น โดยเขาเป็นเพื่อนสนิทกับเคลตี้
เลขานุการราชสมาคมภูมิศาสตร์ระหว่าง ค.ศ.1892-1915 ซึ่งเคลตี้
(Keiltie, 1921: 319) ได้แสดงความเห็นในเชิงท้วงติงในการเขียนไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของโกรปอตกินว่า
“นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะนึกถึงรายละเอียดกิจกรรมทางการเมืองของโกรปอตกิน
ยกเว้นก็แต่การแสดงความเสียใจที่การยอมรับของเขาเป็นเรื่องร้ายแรง มิฉะนั้นแล้ว
เขาจะกลายเป็นบุรุษที่ยิ่งใหญ่มากในการสนับสนุนวิชาภูมิศาสตร์”
จากการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการสร้างวิชาภูมิศาสตร์
(โดยมีการจัดตั้งตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยขึ้นมา)
กับความสนใจอย่างมากต่อการค้าและการเมืองของจักรวรรดินิยมจากยุโรป
จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเลยที่มุมมองต่างๆ
ของทั้งเรคลุสกับโกรปอตกินจะได้รับการละเลยจากสังคมยุโรป อย่างไรก็ตามข้อท้วงติงของเคลตี้ที่กล่าวมาข้างบน
ได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลในตอนท้ายๆ ต่อวิถีปฏิบัติของวิชาภูมิศาสตร์
วิทยาศาสตร์ของโกรปอตกินถูกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวิธีปฏิบัติทางสังคมและการเมือง
แต่สำหรับเคลตี้และคนอื่นๆ
กลับเอาใจจรดจ่ออยู่กับการสร้างพื้นฐานอันใหม่สำหรับวิชานี้
ซึ่งจะกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จำเป็นต่อความศรัทธาต่อวิทยาศาสตร์
เป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระจากการเมืองและสังคม รวมถึงมีคุณค่าเสรีด้วย ต่อสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่ามีน้อยคนมากที่ยอมรับวิถีของบุรุษทั้งสอง
ซึ่งได้ตระหนักต่อนัยยะทางวิทยาศาสตร์ที่จะมีคุณต่อสังคมเป็นอย่างมาก และนั่นเองที่ทำให้ผู้สร้างวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหลายจะต้องแยกตัวรายวิชาของตนออกจากพื้นฐานที่สำคัญที่สุด
โดยพื้นฐานที่ว่านั้น คือ ความคิดเชิงวิพากษ์ที่เข้าถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถานที่
และน่าคิดไม่น้อยเลย
ที่แม้ว่าบุรุษทั้งสองจะอยู่วงนอกของเวทีผู้สร้างวิชาภูมิศาสตร์ในวันนั้น
แถมยังมีอิทธิพลน้อยมากต่อการพัฒนาวิชานี้ในเชิงสถาบัน
แต่เขาทั้งสองกลับมีส่วนช่วยรักษาเปลวเพลิงให้คุกรุ่นอบอุ่นไปด้วยประเด็นวิพากษ์ทางสังคมและวิถีปฏิบัติที่สอดรับกับความต้องการของสังคม
ซึ่งทั้งหลายที่ว่าตรงนี้ได้ถูกละเลยและเข่นฆ่าโดยภูมิศาสตร์จักรวรรดินิยม (Galois, 1976)
ประชาชน
สิ่งแวดล้อม และภูมิศาสตร์ภูมิภาค
ช่วงที่สามของศตวรรษที่
19
เป็นช่วงที่นักภูมิศาสตร์กำลังแสวงหาหนทางในการสร้างแบบอย่างพื้นฐานที่จะนำไปสู่โครงสร้างทางสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์แบบใหม่
จึงมีอิทธิพลมากมายของมุมมองต่างๆ
จากชุมชนวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับรากฐานทางวิทยาศาสตร์
รวมไปถึงทัศนคติและความเห็นจากนักปฏิบัติจากสาขาวิชาอื่นๆ
เหล่านี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เชิงวิชาการ การตีพิมพ์หนังสือ On
the Origin of Species ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ในปี ค.ศ.1859 นับได้ว่ามีผลอย่างมากต่อความรู้และความคิดทางภูมิศาสตร์
ทั้งวิชาภูมิศาสตร์มนุษย์และภูมิศาสตร์กายภาพ เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางต่อแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการ
ที่นำไปสู่การปฏิเสธงานทางภูมิศาสตร์หลายชิ้นที่แอบอิงอยู่กับวิธีการเชิงเทววิทยาของปราชญ์คนสำคัญอย่างริทเทอร์และกูโยต์
ซึ่งเรื่องนี้ อาร์มสตรอง (Armstrong, 1985) เห็นว่าเป็นผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่การปฏิวัติความคิดของดาร์วินที่มีต่อวิชาภูมิศาสตร์
เพราะได้หยุดวงจรที่กำลังขับเคลื่อนไปของเทววิทยาธรรมชาติ (Natural Theology) ซึ่งเขาได้แนะนำต่อไปว่า
อย่างหนึ่งที่ต่อเนื่องมาจากงานของดาร์วิน
คือ ความเอียงข้างเข้าไปสู่แนวคิดแบบลามาร์กใหม่ (Neo-Lamarckism) แนวความคิดเรื่องวิวัฒนาการ
เป็นความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยของสิ่งมีชีวิต รวมถึงมนุษย์ด้วย
โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นจะผ่านไปตามเวลา และให้ความสนใจประเด็นของปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมของชาติพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตไม่มากนัก
แนวความคิดนี้ดูเหมือนจะแยกย่อยในรายละเอียดได้ง่ายกว่าแนวคิดหลักเกี่ยวกับการคัดสรรโดยธรรมชาติของดาร์วินเสียอีก
(Armstrong, 1985: 41; Campbell and Livingstone, 1983; Livingstone, 1984)
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดของดาร์วินที่ผนวกเข้ากับแนวคิดของสเปนเซอร์ (Peet, 1985) ก็ยังคงวางอยู่บนฐานสำหรับการพัฒนาโดยนักภูมิศาสตร์ อย่างเช่นรัทเซลที่ได้แสดงแนวคิดใหม่เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม
ยิ่งกว่านั้นเมื่อผนวกเข้ากับหลักการเบื้องต้นทางธรณีวิทยา Principles of
Geology ของไลเอลล์ (Lyell, 1830-33)
จะเห็นได้เลยว่า ข้อเสนอของดาร์วินได้ให้แนวทางที่ท้าทายแก่นักภูมิศาสตร์
ให้กระตือรือล้นที่จะรักษาขอบเขตการศึกษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพในฐานะที่เป็นการรักษารากฐานชีวิตของมนุษย์
ผลที่เกิดต่อมาในศตวรรษที่ 20
ทำให้วิชาภูมิศาสตร์เริ่มต้นเข้าสู่การแยกแยะความคิดให้อยู่ในส่วนของแนวคิดที่ยอมรับการกำหนดของสภาพแวดล้อม
(Environmental Determinism) และแนวคิดทางภูมิภาค (Regionalism)
อิทธิพลของดาร์วินต่อวิชาภูมิศาสตร์
อิทธิพลของความคิดทางด้านชีววิทยาทั้งหลายที่มีต่อแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ในศตวรรษที่
20 นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งสตอดดาร์ท (Stoddart, 1986: 159) ชี้แจงเรื่องนี้ว่า
งานทางภูมิศาสตร์มากมายในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้
. . . มีแรงบันดาลใจไม่โดยตรงก็โดยนัยจากวิชาชีววิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากดาร์วิน
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สายดาร์วินหลายคน เป็นต้นว่า ฮุกเกอร์ (Hooker)
วาลเลซ (Wallace) ฮักซ์เลย์ (Huxley)
เบตส์ (Bates) และดาร์วินเอง ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อการสำรวจทางภูมิศาสตร์
และก็เป็นปรากฏการณ์ต่างๆ ที่กระจายอยู่บนพื้นที่ ที่ถูกพินิจพิจารณาโดยดาร์วินกับทฤษฎีของเขา
อย่างไรก็ตาม
นักภูมิศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19 หลายคนได้เลือกเอามาเฉพาะส่วนของแนวคิดที่ดาร์วินเสนอไว้
เพื่อนำมาประกอบในเนื้อหาสาระของวิชาการใหม่ของพวกเขา ทั้งนี้ สตอดดาร์ท (Stoddart,
1986: 159) กล่าวว่า “ในวิชาภูมิศาสตร์ . . .
แนวคิดนิยมดาร์วิน (Darwinism) ในเบื้องต้นนั้นจะถูกตีความ
อย่างเช่นเรื่องวิวัฒนาการ”
ซึ่งถูกแปลงมาอยู่ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา”
ในการพัฒนาแนวความคิดนั้น
ดาร์วินเริ่มต้นจากการวิพากย์ถึงวิถีในกระบวนการของท้องถิ่น
ที่จะมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการเปลี่ยนแปลง
อันเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนสถานะของชีวิตสิ่งต่างๆ ทั้งนี้เขากล่าวตอนหนึ่งว่า “ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแท้จริงนั้นไม่ใช่เกิดจากตัวมนุษย์
. . . แต่ว่ามนุษย์ก็สามารถหรือมีโอกาสในการเลือกอยู่บนความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ที่ธรรมชาติมอบให้มา” (Darwin, 1888: 3)
หัวใจแห่งแนวความคิดของดาร์วินที่เขาเคยร่างไว้ในสมุดบันทึกเมื่อปี ค.ศ.1842
และเคยกล่าวไปบ้างในปี ค.ศ.1844 คือ
ความสำคัญของความแปรปรวนเบื้องต้นที่เป็นแบบสุ่มของธรรมชาติ (Darwin and
Wallace, 1958) จากจุดนี้ที่เขาได้พัฒนาข้อเสนอเกี่ยวกับ “การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก” อย่างที่เขามีความเห็นต่อหลักการของโธมัส มัลธัส
ซึ่งได้ประยุกต์ใช้สำหรับอธิบายอาณาจักรและพืช (Darwin, 1888: 3) และจากนี้ดาร์วินก็ได้พัฒนาแนวคิดเพิ่มเติมเป็น “การคัดสรรโดยธรรมชาติ” ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้เกิดแนวความคิดสำคัญที่ว่าด้วย “วิวัฒนาการ” ที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงผ่านห้วงเวลา
หมายถึงว่า ประเด็นสำคัญของพิจารณาแนวคิดของดาร์วินอยู่ที่จุดริเริ่มทั้งหลายของการเปลี่ยนแปลง
และกระบวนการในการเลือกสรร การตีความประเด็นสำคัญเหล่านี้
จะก่อประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิจัยและการสอนภูมิศาสตร์ 3 ประเด็นหลัก
คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจกระบวนการทางกายภาพ
และการใช้ภูมิภาคเป็นกรอบวิชาภูมิศาสตร์
มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มศตวรรษที่
20 วิชาภูมิศาสตร์ได้นำเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเข้ามา
โดยเน้นสองแนวคิดหลัก คือ แนวคิดยอมรับว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด (Environmental
Determinism) และสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นไปได้ (Possiblilism) (Tatham, 1951) ซึ่งเรื่องนี้จอห์นสตัน (Johnston,
1987: 36) มองว่าสองวิธีคิดนี้ขัดแย้งกัน “ตอนแรกเป็นความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกันให้เป็นสากลของบรรดานักภูมิศาสตร์สมัยใหม่” อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาต่อมา
ขอบเขตระหว่างสองแนวคิดนี้ก็มีลักษณะตายตัวไม่ยืดหยุ่นเข้าหากันอีกเลย ดังได้มีการอธิบายไว้อย่างสมบูรณ์
โดยนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน คือ เฟรดริช รัทเซล (Freidrich Ratzel.
1844-1904) ซึ่งเป็นบุคคลที่ริเริ่มให้ความสนใจต่อแนวความคิดที่ว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด
(Wanklyn, 1961; Buttermann, 1977) และในหนังสือ Anthropo geographie ของเขาก็ได้นำเอามุมมองที่ว่ากิจกรรมของมนุษย์บนโลกนี้ล้วนถูกกำหนดตามธรรมชาติจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
อันนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่แนวความคิดของนักภูมิศาสตร์อเมริกัน อย่างเช่น
เซมเปิ้ล และฮันติงตัน ที่มีส่วนทำให้แนวคิดเหล่านี้ได้เผยแพร่ไปยังประเทศที่สื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษ

ภาพทั้งหลายที่กลับเข้ามาสู่การก่อรูปร่างของวิชาภูมิศาสตร์ตลอดช่วงเวลาสิบกว่าปีในศตวรรษที่
20 อันเป็นช่วงของการสร้างสังคมยุโรปและอเมริกาเหนือ ดังที่ลิฟวิงสโตน (Livingstone,
1984: 22) ได้กล่าวไว้ว่า “เหตุผลของกฎเกณฑ์ทางสังคมนั้น
ได้รับการปรับแปลงมาจากการแก้ต่างให้กับคุณความดีของพระเจ้าที่มีพื้นฐานอยู่บนเทววิทยาธรรมชาติ
ไปสู่สิ่งอื่นๆ จนเกิดเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ทางธรรมชาติ”
อีกทั้งยังคงมีมุมมองหลายมุมมองที่แสดงถึงสิ่งสำคัญที่ไปกำหนดบทบาททางการเมือง
ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยอันซ่อนอยู่เบื้องหลังการตีพิมพ์งานเขียนทางภูมิศาสตร์หลายฉบับ
ที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทนำของชนชาติคนผิวขาวจากยุโรปและอเมริกาเหนือประชาชนในประเทศอาณานิคมอัฟริกาและเอเชีย
เฉกเช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยในอเมริกาเอง
ในอเมริกา
วิลเลี่ยม มอร์ริส เดวิส (William
Morris Davis, 1906) อยู่ท่ามกลางนักภูมิศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
เขาได้ตั้งเนื้อหาของวิชาภูมิศาสตร์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและการตอบสนองของมนุษย์
เขาอ้างว่า “ถ้อยแถลงใดจะเป็นเรื่องของภูมิศาสตร์
ถ้าหากว่ามันมีเหตุผลที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิตบางอย่างบนโลกที่เราอาศัยอยู่
มีการทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม และความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นอยู่ หรือการเจริญเติบโต
หรือพฤติกรรม หรือการกระจายของสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลก” (Davis,
1906: 71) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเดวิสจะสนับสนุนแนวความคิดในระดับทฤษฎีอย่างเต็มที่
แต่ในทางปฏิบัติเขากลับทำน้อยมาก (Hartshorne,
1939) มีก็เอลเลน เชอร์ชิลล์ เซมเปิ้ล (Ellen Churchill
Semple) หนึ่งในนักเรียนของราทเซล ที่เป็นคนที่แสดงบทบาทนี้ โดยให้ความหมายของการยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ
Influences of Geographic Environment หนึ่งในซึ่งมีหัวข้อหลัก
คือ ในหัวข้อย่อย On the Basis of Ratzel’s System of Anthropogeography งานชิ้นนี้ถือว่าเป็นการเผยแพร่แนวความคิดของรัทเซลออกไปสู่สังคมคนพูดภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง
(Wrigth, 1966; James, Bladen and Karan, 1983)
แม้ว่าเซมเปิ้ลจะพยายามค้นหาทางสลัดคราบไคลของแนวความคิดของราทเซล เธอเห็นว่ารัทเซลได้รับมาจากเฮอร์เบอร์ต
สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ที่เชื่อในทฤษฎีสังคมและรัฐมีชีวิต
ซึ่งต่อมาปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในงานเรื่อง
Mein Kampf ทั้งนี้เซมเปิ้ลไม่สามารถหลีกหลบไปจากการยอมรับแนวความคิดของสเปนเซอร์อย่างเต็มท่วมใจ
Influences of Geographic Environment ได้เริ่มต้นว่า
มนุษย์เป็นผลผลิตของพื้นผิวโลก
นี่ไม่ได้หมายความเฉพาะแต่เพียงว่า มนุษย์เป็นบุตรของแผ่นดิน
ฝุ่นเป็นฝุ่นของแผ่นดินเท่านั้น แต่ว่าโลกยังเป็นแม่ของพวกเราอีกด้วย
เป็นแม่ที่คอยเลี้ยงดู คอยสร้างงานให้ทำ วางแนวทางความคิด นำพาให้กล้าแกร่งทั้งทางกายและสติปัญญาในการเผชิญความยุ่งยาก
ให้ทิศทางในการแก้ปัญหา และในขณะเดียวกันก็กระซิบบอกกล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาด้วย (Semple, 1911: 1)
สำหรับเซมเปิ้ล (Semple, 1911: 2) สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
ที่เป็นส่วนจัดหาปัจจัยทางกายภาพของประวัติศาสตร์
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่เปลี่ยนแปรรูปไม่ได้ เป็นพื้นฐานของกิจกรรมมนุษย์ทุกอย่าง ซึ่งตรงกันข้ามกับ
“การปรับเปลี่ยน การยืดหยุ่น ความก้าวหน้า
ความเสื่อมถอยของมนุษย์” อารมณ์ขี้โมโหของมนุษย์ วัฒนธรรม
ศาสนา กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และชีวิตในสังคม
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สืบเนื่องมาจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เซมเปิ้ล (Semple,
1911: 620) มีความเห็นว่า “คนทางตอนเหนือของยุโรป
ขยันรอบคอบ เอาจริงเอาจังใช้ความคิดมากกว่าความรู้สึก รอบคอบมากกว่าใจร้อน คนอยู่ทางตอนใต้ของกึ่งทรอปิกในเมดิเตอร์เรเนียน
ชอบสนุกสนาน อ่อนไหว ครื้นเครง และมีจินตนาการ และทุกอย่างนี้จะเป็นข้อเสียของคนผิวดำในเขตศูนย์สูตร”
มุมมองในเชิงกำหนดกฎเกณฑ์อย่างนี้ กำลังถูกปลดปล่อยโดยนักภูมิศาสตร์ในช่วงทศวรรษ
1930 และ 1940 อย่างเช่น ฮันทิงตัน (Huntington,
1925; 1945) และเทย์เลอร์ (Taylor, 1937) อย่างไม่ค่อยจะปรกติธรรมดานัก
เซมเปิ้ลและฮันทิงตันได้หาทางผสมผสานแนวคิดการยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดให้เข้ากัน
ตามแต่โอกาสจะอำนวย (Lewthwaite, 1966) โดยเซมเปิ้ลกล่าวอ้างว่า
เธอจะพยายามที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ตัวกำหนดทางภูมิศาสตร์ (Geographic
Determinant) และกล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับตัวควบคุมทางภูมิศาสตร์
(Geographic Control) ในส่วนของฮันทิงตันและคุสชิง (Huntington
and Cushing, 1934: 22) ได้กล่าวยืนยันอะไรบางอย่างว่า “สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียวที่เป็นตัวกำหนดความก้าวหน้าของชาติ”
อย่างไรก็ตาม ตามที่สตอดดาร์ท (Stoddart, 1986: 171) ได้บันทึกเอาไว้ว่า “คำถามหลายคำถามเกี่ยวสภาพของเหตุปัจจัยกำหนดดูเหมือนจะเพิ่มความยุ่งยากในการหาคำตอบมากขึ้นเรื่อยๆ
นักภูมิศาสตร์ส่วนมากตระหนักต่อเรื่องนี้ดี
และก็ไม่ใช่ทั้งเทย์เลอร์และฮันทิงตันที่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการในเรื่องนี้”
ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับแนวคิดการยอมรับสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดนั้น
ก็คือว่า ลักษณะของแนวคิดได้รับการปรับแปลงและอธิบายจากคุณลักษณะของมนุษย์ที่อยู่ในที่ต่างๆ
ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน แต่ว่าพวกเขาขาดการค้นหากระบวนการด้วยกระจายจุดกำเนิดแล้วหาทางยืนยันเสริมความแข็งแกร่งให้กับข้อสรุปที่ได้
แม้ว่าในตอนต้นศตวรรษที่
20 แนวความคิดของเซมเปิ้ลจะมีอิทธิพลสูงมากในแวดวงภูมิศาสตร์อเมริกาเหนือ (Hartshorne,
1939)
แต่ก็ยังไม่ได้มีผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ความเข้าในในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมออกมา
นอกจากงานเขียนของมาร์ชกับชาลเลอร์เท่านั้น (Olwig, 1980; Livingstone,
1980, 1987) จอร์จ เปอร์กินส์ มาร์ช (George Perkins Marsh) ผู้ที่มีอายุได้ 63 ปีแล้ว ที่ได้เขียนหนังสือชื่อ
Man and Nature ในปี ค.ศ.1864 งานเขียนของมาร์ชฉบับนี้
เขาได้แสดงถึงลักษณะและขอบเขตโดยประมาณของการเปลี่ยนแปลงที่กระทำโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อสภาพกายภาพของพื้นผิวโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่
โอลวิกได้อ้างงานของมาร์ช ที่ว่าให้แก่นแท้ของปัญหาในการอนุรักษ์การย้ายถิ่น มนุษย์ ไม่เอาใจใส่ต่อส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติ หรือทำความเข้าใจกับส่วนต่าง ๆ ดีพอ แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นและวางแนวทางปฎิบัติ โดยชาลเลอร์ซึ่งได้รับการสอนจากนักธรรมชาติวิทยาชาวสวิส
หลุยส์ อากกัซซี (Louis Aggasiz) ซึ่งแนวคิดนี้เหมือนกับของกูโยต์
ทั้งกูโยต์และอากกัซซีได้มีส่วนสำคัญต่อการนำแนวความคิดของฮุมโบดท์และริทเทอร์เข้ามาในอเมริกาเหนือ
เขาได้ผสมผสานสิ่งผิดทางด้านเทววิทยา ในเรื่องการวางระเบียบของโลก โดยใช้ความรู้สึกทำนาย
ลิฟวิงสโตนกล่าวว่าแนวคิดของอากกัซซี
มีอิทธิพลต่อชาเลอร์ จากเหตุผลของชาเลอร์ ดูเหมือนว่าจะมีความพยายาม เพื่อที่จะทำการรวม
2 ศาสนา สนุทรียภาพ และการรักษารูปแบบของสิ่งแวดล้อมในที่ต่างๆ
ขณะที่การยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดแนวคิดที่สำคัญทางภูมิศาสตร์มีอยู่หลากหลายในระหว่าง
30 ปี แรกของศตวรรษที่ 20 ได้มีข้อโต้แย้งในยุโรปเกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อกิจกรรมของมนุษย์ที่มีความหลากหลายซับซ้อนอย่างมาก โดยหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงแนวคิดของเซมเปิลที่ตีความหมายมาจากรัทเซลมีการอธิบายอย่างกว้างขวาง แต่ในตอนท้ายก็ไม่มีอิทธิพลอะไรมากนัก
อีกแนวคิดหนึ่งคือ แนวคิดสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นไปได้ของนักประวัติศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส
ชื่อ ลูเชียน เฟบเวร์ (Lucien Febvre) นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกับนักภูมิศาสตร์มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด
ทำให้เฟบเวร์ สร้างแนวคิดโดยยึดหลักนักภูมิศาสตร์อย่างเช่น
วิดาล เดอ ลา บลาช (Vidal de la Blache) และจอง บรุนหส์ (Jean
Brunhes) ผู้ซึ่งศึกษาลักษณะทางธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งสิ่งแวดล้อมไม่สามารถที่จะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมของมนุษยืได้
บรุนหส์กล่าวว่าถ้าปราศจากภูมิศาสตร์กายภาพแล้วภูมิศาสตร์มนุษย์ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
และเขาได้แนะนำต่อไปว่าสาระสำคัญในการวิจัยทางภูมิศาสตร์ได้ก่อร่างสร้างตัวมาจากพันธะและผลลัพธ์ที่ได้ โดย เศรษฐศาสตร์ สังคม การเมืองของประชากร
และอารยธรรมทางด้านวัตถุ ถูกก่อตัวมาด้วยธรรมชาติทางกายภาพ เฟบเวร์เสนอแนวคิดที่เป็นที่นิยมมากคือ
ทุกที่มีโอกาสจะเกิดอะไรก็ได้และมนุษย์เป็นตัวการผู้กำหนดความเป็นไปทั้งหลาย ด้วยการยืนยันการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น
(Unwin, 1992, 91-95)
การแบ่งภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์
ช่วงปลายๆ
ศตวรรษที่ 19 ที่มีการซ้อนทับของสิ่งต่างๆ ที่นักภูมิศาสตร์กับนักธรณีวิทยาให้วามสนใจ ได้มีการสร้างความกระจ่างชัดขึ้นทั้งในสหราชอาณาจักรและในสหรัฐอเมริกา
(James, 1967; Gregery, 1985)
อันที่จริงแล้วเหตุการณ์นี้นำไปสู่การขัดแย้งอย่างสมบูรณ์ เคลที (Keltie,
1886) ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศอังกฤษว่า ‘การขัดแย้งที่ชัดเจนที่สุดต่อภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นสาขาการวิจัยที่ต่างออกไปนั้น
มาจากสาขาธรณีวิทยา
โดยเฉพาะนักธรณีวิทยาที่ไม่ยอมรับว่าภูมิศาสตร์มีสิ่งที่แตกต่างไปจากธรณีวิทยา’
ดังเช่นที่ สต๊อดดาร์ท (Stoddart 1986) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า
‘ปัญหานั้นเกิดจากความยุ่งยากที่รุมเร้านักภูมิศาสตร์
ในขณะที่ตัววิชาภูมิศาสตร์เองก็คลุมเครือและสับสน
ซึ่งประกอบด้วยบางส่วนของวิชาประวัติศาสตร์ การค้า และธรณีวิทยา’
ในสหรัฐอเมริกา
เดวิส (Davis,
1915) กล่าวว่า การรวบรวมลักษณะสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตของโลก
และขึ้นอยู่กับกฎการวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ (Herbst, 1961: 540-1) ซึ่งเลย์ลี (Leighly
1955) กล่าวว่า งานของเดวิสในช่วงก่อนกลางทศวรรษที่ 1890
นั้นไม่ได้แสดงถึงการให้ความสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
จนกระทั่งในช่วงปี 1900
มันยังไม่มีความชัดเจนทั้งหมดว่าเหตุใดนักภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นละทิ้งเนื้อหาสาระที่เป็นภูมิศาสตร์กายภาพอย่างเด่นชัดไปให้กับนักธรณีวิทยา
เช่น กระบวนการสึกกร่อนของหิน การพังทลายของดิน
การสูญเสียหน้าดินโดยการกระทำของสายน้ำ การเกิดร่องรอยบนพื้นดินเดิมโดยการกระทำของคลื่น
ถ้าหากกระบวนการเหล่านี้เคยเกิดขึ้นแค่เพียงในอดีตอันห่างไกล
คงมีเพียงนักธรณีวิทยาเท่านั้นที่สามารถจะเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ได้
แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่าล้วนเป็นส่วนที่เป็นปัจจุบัน (Davis, 1900)
อย่างไรก็ตาม การยืนกรานของเดวิสเกี่ยวกับบทบาทของภูมิศาสตร์นั้นชึ้นอยู่กับสมมติฐานในเรื่องของห่วงโซ่ที่มาจากการเชื่อมโยงกันระหว่างปรากฏการณ์ทางกายภาพและสังคมมนุษย์นั้น
มีความสำคัญอย่างยิ่งกับภูมิศาสตร์อเมริกันในอนาคต (Leighly 1955) แม้ว่าเดวิสจะได้เสนอแนวความคิดของดาร์วิน
หรือที่เรียกว่า Darwinian แต่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ดนั้นโต้แย้งว่ามรดกทางปํญญาของสเปนเซอร์
และทฤษฎีของดาร์วินนั้นไม่เหมาะสม (Wiener, 1949) เดวิสทำให้ทราบว่าการใช้มาตรฐานเดียวกันของมนุษย์กับเครื่องจักรนั้นเป็นเรื่องล้าสมัย
เนื่องจากกระบวนการรับรู้ของสังคมมนุษย์นั้นแตกต่างจากการใช้คำสั่งกับเครื่องจักรในการทำงาน
และไม่สามารถนำไปใช้ร่วมกับการจำแนกหมวดหมู่กับปรากฏการณ์ของสิ่งมีชีวิตได้ (Leighly
1955) จากการแตกแยกทางความคิดของเดวิสในสหรัฐอเมริกา
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จำกัดการศึกษาอยู่เพียงแค่ด้านวัฒนธรรมอย่างเดียว
ส่วนผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับด้านกายภาพนั้นจะมุ่งเน้นในการศึกษาโลกของสิ่งไม่มีชีวิตหรือเน้นฉพาะบทบาทที่เป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่รวมทั้งพืชและสัตว์แบบกว้างๆ
(Herbst, 1961) จากแนวทางการศึกษาเหล่านี้ไม่ส่งผลดีต่อการประสบความสำเร็จของการศึกษาในสถาบัน
ดังเช่นที่เฮิร์บสต์ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับนักภูมิศาสตร์ธรรมชาติว่า
นักภูมิศาสตร์ต้องอดทนเกี่ยวกับการถูกประนามว่าเป็นผู้ละเมิดและเป็นผู้ปฏิบัติชั้นสองในสาขาธรณีวิทยา
อุตุนิยมวิทยา ธรณีฟิสิกส์ และนิเวศวิทยาพืชและสัตว์
และนักภูมิศาสตร์มนุษย์กำลังจะเป็นนักสังคมวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์
และนักประวัติศาสตร์จอมปลอม
การแบ่งแยกที่ตายตัวไม่ยืดหยุ่นระหว่างภูมิศาสตร์ทางกายภาพกับภูมิศาสตร์ทางด้านมนุษย์
ได้รับการจัดการให้เกิดความกระจ่างชัดมากขึ้นโดยนายกสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน
คือ ฮาร์ลาน เฮช บาร์โรวส์ (Harlan H. Barrows)
เขาได้กล่าวนำต่อสมาชิกของสมาคมเมื่อปี ค.ศ.1922 ว่า ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับนิเวศวิทยามนุษย์ (Science of Human Ecology)[2] ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแสดงความสัมพันธ์อันชัดเจนระหว่างสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติกับการกระจายตัวและกิจกรรมของมนุษย์
และจากการกล่าวของบาร์โรวส์นั้นเป็นการแยกออกจากภูมิศาสตร์กายภาพโดยสิ้นเชิง
โดยสรุปคือ ภูมิศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับนิเวศวิทยามนุษย์นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับขอบเขตของศาสตร์เฉพาะที่อ้างอิงถึงภูมิศาสตร์ทางกายภาพ
อากาศวิทยา นิเวศวิทยาพืชและนิเวศวิทยาสัตว์ แต่จะยอมให้ศึกษาธรณีวิทยา
อุตุนิยมวิทยา พฤกษศาสตร์ สัตววิทยา หรือก้าวเข้าสู่การทำงานหน้าที่ในฐานะวิทยาศาสตร์อิสระ
(Barrows, 1923: 4)
จากมุมมองต่างๆ
นั้นเป็นเหตุให้เกิดการพิจารณาอย่างเคร่งเครียดในสังคมนักภูมิศาสตร์ ในขณะที่เดวิสสนับสนุนให้ภูมิศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและกิจกรรมของมนุษย์
แต่งานวิจัยของเขาเกือบทั้งหมดศึกษาเฉพาะธรณีสัณฐานวิทยา
กระทั่งในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคของพาวเวลล์และกิลเบิร์ต การวิจัยส่วนใหญ่ในอเมริกาศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
ที่อยูบนพื้นผิวโลกและทำการศึกษาในภาควิชาธรณีวิทยา
แต่อย่างไรก็ตามเดวิสยังทำการศึกษาในศาสตร์แขนงนี้ และเรียกว่าตัวเองว่านักภูมิศาสตร์กายภาพ
และเขาเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์กายภาพและอุตุนิยมวิทยา มากกว่าวิชาธรณีวิทยา โดยสอนเป็นครั้งแรกที่ฮาร์วาร์ดในปี
ค.ศ.1878 ก่อนที่จะได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู่ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์กายภาพที่นั่นในปี
ค.ศ.1885 เดวิสมีอิทธิพลต่อสาขาวิชานี้เหมือนกับบางคนก่อนหน้าหรือรุ่นต่อจากเขา
ดังที่ชอร์ลีย์ ดันน์ และเบคกินเซล (Chorley, Dunn and Beckinsale, 1964: 621)
ได้กล่าวไว้ว่า เดวิสเป็นผู้รวบรวมความรู้ที่ยอดเยี่ยมในด้านธรณีสัณฐานวิทยา
และงานของเขาเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดในช่วงครึ่งศตวรรษหลัง
เขาเป็นผู้ขยายขอบเขตของการศึกษาซึ่งเป็นการพัฒนาสาขาธรณีสัณฐานวิทยาในช่วงทศวรรษ 1880-1930 (Chorley, Beckinsale and Dunn, 1973: 6)
เช่นเดียวกับโบแมน ที่เดวิสมองว่าสิ่งที่เขาให้กับธรณีสัณฐานวิทยาส่วนใหญ่นั้น
ผ่านระบบของรูปแบบลำดับขั้นตามกรอบแนวความคิดที่เป็นวงจรที่ดีเลิศและผ่านคำศัพท์เฉพาะทางที่เป็นทางการ
นั่นคือแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ของเขาเกี่ยวกับการเกิดกษัยการ (Erosion) รวมทั้งแนวความคิดเรื่องช่วงอายุเยาว์วัย วัยรุ่น หรือวัยชราของภูมิประเทศ
ซึ่งภูมิทัศน์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของโครงสร้าง กระบวนการและเวลา
ทั้งหมดนี้เป็นแบบจำลองที่เดวิสยอมรับ แต่ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด และเป็นแบบกว้างเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นแบบจำลองที่กว้างมากเกินไปและขาดความจำเป็นที่จะยอมรับ
ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีการวิจารณ์แนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเยอรมันโดยเฮตเนอร์
(Hettner, 1921) อัลเบรชท์
เปงค์ (Albrecht Penck,1919) และลูกชายของเขาวอลเธอร์ เปงค์ (Walther
Penck, 1924) วิธีการของเดวิสนั้นเป็นหัวใจสำคัญของภูมิศาสตร์กายภาพในอเมริกาและอังกฤษ
จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1940 ก็มีผู้สนับสนุนแนวคิดของเขา อย่างเช่น
วูดริดจ์ (Woodridge, 1955)
ช่วงระหว่างทศวรรษ 1920 และ 1930
การแบ่งแยกภายในสังคมภูมิศาสตร์ของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ทำให้ได้รับการสนใจเพิ่มมากขึ้น
และเฮิร์บสต์ (Herbst, 1961) ก็เห็นว่ามันกำลังเป็นเหตุผลหลักอันหนึ่งที่ทำให้ภูมิศาสตร์ได้รับความเชื่อถือน้อยลงในขณะนั้น
หลังจากที่บาร์โรวส์ดูเหมือนว่าจะละทิ้งภูมิศาสตร์กายภาพ แต่คาร์ล ซาวเออร์
(Carl Sauer, 1924) นั้นเสนอทางเลือกที่ต่างออกไปมาก นั่นคือ
ภูมิศาสตร์กายภาพมีบทบาทสำคัญในการเป็นภูมิหลังของกิจกรรมมนุษย์
ซาวเออร์ได้เรียนปริญญาเอกที่ซาลิสเบอรี่ ชิคาโก เขาได้ให้แนวคิดที่ต่างไปจากเดวิสซึ่งเป็นคนที่เขามักจะวิจารณ์
อย่างไรก็ตาม ซาวเออร์ต่างไปนักภูมิศาสตร์กายภาพในอเมริกา
ที่ส่วนใหญ่ที่ไม่สนใจวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ
แต่เขาไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองและลูกศิษย์ของเขาละเลยการสนใจสิ่งต่างๆที่อยู่บนพื้นผิวโลก
(Leighly. 1963: 2) ในปี 1925 ซาวเออร์ได้ตีพิมพ์บทความที่มีชื่อเสียงของเขาเกี่ยวกับธรณีสัณฐานวิทยาของภูมิทัศน์
ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยเรื่องสิ่งแวดล้อม
แต่ยังเป็นแบบแผนให้กับงานเขียนทางภูมิศาสตร์รุ่นต่อๆมา ในอเมริกาช่วงปี 1930
(Leighly, 1955) ในบทความชิ้นนี้ ซาวเออร์กล่าวไว้ว่า พื้นที่หรือภูมิทัศน์นั้นเป็นสาขาของภูมิศาสตร์
และ ภูมิศาสตร์ก็ยอมรับความรับผิดชอบในการศึกษาพื้นที่
เนื่องจากมันมีความน่าสนใจในตัวมันเอง
นอกจากนี้เขายังอธิบายว่าสถานะของภูมิศาสตร์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ ดังต่อไปนี้
เราอ้างถึงจุดยืนของเราสำหรับวิทยาศาสตร์
ซึ่งพบว่าการศึกษาเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของภูมิศาสตร์ภูมิภาค
ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดพื้นที่นั้นไม่ได้เพียงเป็นการจำแนกแบบธรรมดา
แต่มีความเชื่อมโยงกัน หรือพึ่งพาอาศัยกัน
ในการค้นหาความเชื่อมโยงกันของปรากฏการณ์และลำดับของปรากฏการณ์นั้นเป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์
ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของเราที่วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งเดียวที่ภูมิศาสตร์ควรจะอุทิศตนให้
สำหรับซาวเออร์แล้ว
แนวคิดทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับภูมิทัศน์นั้นเหมือนกับช่วงเวลาของนักประวัติศาสตร์
นั่นคือ ข้อมูลของนักภูมิศาสตร์คือข้อมูลของพื้นที่
ในขณะที่ข้อมูลของนักประวัติศาสตร์คือข้อมูลของเวลา
นอกจากนี้เขายังมุ่งเน้นในการศึกษาภูมิศาสตร์ในยุโรป จากคำพูดของวิดาล เดอ ลา บลาช
(Vidal de la
Blache, 1922) และเกรบส์ (Krebs, 1923) ว่า
“ภูมิศาสตร์อยู่บนพื้นฐานของความจริงของการรวมกันของสภาพแวดล้อมทางกายภาพและวัฒนธรรมในภูมิทัศน์”
จากการต้องทำให้เป็นแบบแผนอย่างเป็นทางการซึ่งงานเขียนทางภูมิศาสตร์จะต้องรับภาระในเรื่องนี้ด้วย
งานของซาวเออร์ ในปี 1925
นั้นทำให้มีการตีพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับภูมิภาคออกมาเป็นวาระ
และหลายๆฉบับต่อมาถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง ไลท์ลีย์กล่าวว่า
โชคไม่ดีที่ผลทางด้านบวกของงานของเขานั้นใช้อธิบายรายละเอียดของพื้นที่เล็กๆในช่วงเวลาเพียงยี่สิบปี
ซึ่งมีคุณค่าเพียงเล็กน้อยกับทั้งทางการศึกษาหรือการปฏิบัติ ตัวซาวเออร์เองก็ทราบเรื่องนี้
และในช่วงหลังเขาก็ไม่ยอมรับข้อจำกัดในวงแคบของการหาความจริงทางภูมิศาสตร์แบบนี้ โดยซาวเออร์กล่าวแย้งว่า
ทักษะทางภูมิศาสตร์นั้นเป็นการมองและคิดว่ามีอะไรที่อยู่ในภูมิทัศน์
และจะเรียกองค์ประกอบที่อยู่บนพื้นผิวโลกเป็นชื่อเฉพาะว่าอะไร
จากวิธีการนี้ไม่ได้จำกัดเราอยู่กับสิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
แต่เราพยายามที่จะแสดงทั้งรายละเอียดและองค์ประกอบของทิวทัศน์, การค้นหาคำถาม,
การยืนยัน สิ่งของ หรือ ธาตุที่เป็นสิ่งใหม่หรือเป็นสิ่งที่หายไป (Sauer, 1956: 289)
ภูมิภาคเป็นเป้าหมายสำคัญการสังเคราะห์และค้นหาคำตอบทางภูมิศาสตร์
ความพยายามของซาวเออร์ที่จะนำเอาภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์มารวมอยู่ด้วยกันโดยการเรียนวิชาภูมิทัศน์
และรวมภูมิศาสตร์ในอเมริกาเข้าด้วยกันอีกครั้งด้วยแนวทางการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่ก่อตัวขึ้นในยุโรปในช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ตามการตีความหมายของภูมิศาสตร์ภูมิภาคนั้นมีอย่างหลากหลายระหว่างประเทศและเป็นเวลายาวนาน
โดยเฉพาะเฮิร์บสต์ (Herbst, 1961: 543) กล่าวว่าความแตกต่างที่สำคัญของภูมิศาสตร์ภูมิภาคระหว่างอเมริกาเหนือและยุโรปคือ
โชคไม่ดีที่ภูมิศาสตร์ภูมิภาคในอเมริกานั้นดูเหมือนจะเป็นการบรรยายมากกว่าการศึกษาแบบเป็นระบบ
-การพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มในการไม่ยอมรับการศึกษาภูมิศาสตร์ธรรมชาติ
ต่างจากนักภูมิศาสตร์ในภูมิภาคยุโรปที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการปฎิเสธการศึกษาภูมิศาสตร์ธรรมชาติและพวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธการยอมรับแนวความคิดของดาร์วิน
พวกเขาเป็นกลุ่มที่ยอมรับภูมิศาสตร์ภูมิภาคและการศึกษาภูมิศาสตร์แบบเป็นระบบ
จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ยุโรปจึงได้รับการยอมรับอย่างสม่ำเสมอ
มีการจัดตั้งวิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาคในประเทศเยอรมนีโดยวอน
ริชโธเฟน (Von
Richthofen) ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 และมีกรอบวิธีการนำเสนอโดยฮุมโบลดท์ จากคำกล่าวที่มีความสำคัญของวอน
ริชโธเฟนตอนหนึ่งว่า “ภูมิศาสตร์ศึกษาความแตกต่างระหว่างปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์กันในส่วนต่างๆของผิวโลก” (Hartshorne, 1939: 92) นอกจากนี้เขายังได้เสนออีกว่า
“จุดประสงค์ที่แท้จริงของภูมิศาสตร์ระบบนั้นนำไปสู่การเข้าใจความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ในพื้นที่
. . . การเข้าใจซึ่งอาจแสดงในรูปของทฤษฎีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแปลความหมายของแต่ละพื้นที่ได้
เช่น วิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาค” (Hartshorne, 1939: 92) ซึ่งชูลทซ์
(Schultz, 1980) กล่าวว่ามุมมองของวอน ริชโธเฟนที่ต่อมาถูกนำมาขยายและพัฒนาโดยอัลเฟรด
เฮทเนอร์ (Alfred Hettner, 1895, 1903, 1927) ในงานช่วงต้นๆ ของเฮตต์เนอร์นั้นได้รับอิทธิพลจากแนวคิดที่ยอมรับสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด
แต่เขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนจุดยืนดังที่เขาได้กล่าวไว้ภายหลังว่า
บทบาทหลักของภูมิศาสตร์นั้นคือการสร้างสะพานข้ามช่องว่างที่มีการพัฒนาอย่างมากระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์มนุษย์
สำหรับเฮทเนอร์ การรวมตัวของภูมิศาสตร์นั้นมาจากวิธีการทางภูมิศาสตร์ภูมิภาคและเป็นศูนย์กลางของแนวคิดทั้งมวลของความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งๆบนพื้นโลก
ซึ่งจะทำให้พิจารณาแต่ละสถานที่ได้ทั้งหมดและสามารถบอกลักษณะเฉพาะของสถานที่ได้ด้วยเอกลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ
(Elkins, 1989: 23) จากการเป็นบรรณาธิการของวารสาร Geographische
Zeitschrift และจากบทความหลายชิ้นของเฮทเนอร์ ทำให้ภูมิศาสตร์ในเยอรมันมีความโดดเด่นในช่วงสามสิบปีแรกของศตวรรษที่
20
ถึงแม้ว่าเขาจะสนับสนุนอย่างแข็งขันเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาภูมิภาคในเยอรมัน แต่เฮทเนอร์ก็ยังสนับสนุนงานทางด้านระบบด้วย
และเขามองว่าภูมิศาสตร์นั้นเป็นการผสมผสานของทั้งสองสิ่ง ดังคำกล่าวของฮาร์ทชอร์น (Hartshorne,
1939: 94) ที่ว่า
เฮทเนอร์นำคำศัพท์เฉพาะทางที่ค่อนข้างจะแปลกมาใช้เพื่อต้องการจะเน้นสิ่งที่มีความแตกต่างกันไม่มากนัก
ในการศึกษาภูมิภาคในพื้นที่เฉพาะใดๆนั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางภูมิศาสตร์ในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้การศึกษาองค์ประกอบของลักษณะทางภูมิศาสตร์อย่างเป็นระบบนั้นไม่ได้ทำเพียงเพื่อเป็นการอ้างอิงเท่านั้น
แต่เป็นชื่อที่บอกความสัมพันธ์ทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ
ในทางปฏิบัติแล้ว
แนวคิดของวอนริทโธเฟนและเฮทเนอร์ มีอิทธิพลต่อการศึกษาภูมิภาคจำนวนมาก
โดยเฉพาะการศึกษาของกรานด์แมน (Grandman) ทางตอนใต้ของเยอรมนี
การศึกษาเหล่านี้ศึกษาบนพื้นฐานขององค์ประกอบพื้นฐาน 6 อย่าง
(ที่ดิน น้ำ อากาศ พืช สัตว์ และผู้คน)
และโครงการที่พวกเขาศึกษานั้นต่อมารู้จักกันในชื่อโครงการ Länderkundliche
Schema (Hettner, 1932) อย่างไรก็ดีมุมมองของเฮทเนอร์นั้นถูกคัดค้านโดยออตโต
ชลูเตอร์ (Otto Schlüter) เขารู้สึกว่าแนวคิดการศึกษาภูมิภาคหรือการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้เป็นพื้นฐานในการทำให้ภูมิศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่มีลักษณะเฉพาะ
(Elkins, 1989) ชลูเตอร์กล่าวแย้งว่าการวิจัยทางภูมิศาสตร์ควรจะสนใจภูมิทัศน์ที่สามารถมองเห็นได้
ซึ่งควรจะยกเว้นกิจกรรมของมนุษย์ที่ไม่มีลักษณะทางกายภาพ (Schlüter, 1906) สำหรับชลูเตอร์แล้วการวิเคราะห์สัณฐานของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่กำหนดลักษณะสำคัญในข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์
และแนวความคิดนี้มีอิทธิพลกับภูมิศาสตร์ในเยอรมันอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1950
สำหรับภูมิศาสตร์ภูมิภาคของฝรั่งเศสนั้นมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับงานของวิดาล
เดอ ลา บลาช ซึ่งไม่เหมือนกับนักภูมิศาสตร์ในอเมริกาที่ส่วนใหญ่ศึกษาเรื่องธรณีวิทยาอย่างลึกซึ้ง
การศึกษาของวิดาล เดอ ลา บลาช เน้นในเรื่องวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับภูมิภาคของเขาจึงเป็นมิติทางมนุษย์และวัฒนธรรม
ทำให้การศึกษาที่ฝรั่งเศสเน้นไปทางสังคมวิทยา นั่นจึงทำให้มีการต่อต้านจากนักสังคมวิทยามากกว่านักธรณีวิทยา
ซึ่งเขาได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของภูมิศาสตร์อย่างอิสระโดยกล่าวว่า
ภูมิศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสถานที่ (Vidal de la Blache, 1913) โดยแทนที่จะมองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่กับที่เพื่อตอบสนองกิจกรรมของมนุษย์เหมือนกับนักประวัติศาสตร์และนักสังคมวิทยา
(Buttimer, 1971: 45) แต่วิดาล เดอ ลา บลาช รวมเอาธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีการเคลื่อนไหวในการศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์ของเขา
ใจความสำคัญของแนวคิดของเขาแบ่งเป็นสามเรื่องคือ Milieu, Genre de vie และ Circulation ซึ่ง Milieu คือความแตกต่างพื้นฐานของพื้นโลกซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น
Genre de vie เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนคุณลักษณะทางเศรษฐกิจ
สังคม ระบบความคิด และจิตศาสตร์ ที่ปรากฏอยู่บนภูมิทัศน์ และ Circulation คือ กระบวนการกระจายกิจกรรมของมนุษย์
และกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างพื้นที่ (Buttimer, 1971)
สำหรับความสนใจหลักทางภูมิศาสตร์ของวิดาล เดอ ลา บลาช คือ ภูมิภาค
ที่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถศึกษาร่วมกันได้
โดยที่แต่ละภูมิภาคนั้นจะแสดงลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
แนวความคิดนี้คล้ายกับของริทเทอร์ที่ศึกษารายละเอียดของความแตกต่างกันของพื้นที่ต่างๆในฝรั่งเศส
เช่น นอร์มังดีตะวันออก
และบทความเรื่องภูมิภาคนั้นเป็นแบบแผนให้กับภูมิศาสตร์ในฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 1930
ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของอังกฤษนั้นสะท้อนถึงการได้รับอิทธิพลจากหลายแนวความคิด
แต่หัวใจของภูมิศาสตร์ในอังกฤษนั้นดูเหมือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองนั่นคือเป็นการผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์มนุษย์กับภูมิศาสตร์กายภาพ
ดังที่จอห์นสตัน
(Jonhston, 1984) และฟรีแมน (Freeman, 1961) ได้ชี้ให้เห็นว่าภูมิศาสตร์ภูมิภาคส่วนใหญ่ในอังกฤษทำงานในสองระดับ
คือ ระดับกว้างและระดับท้องถิ่น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แมคกินเดอร์ได้กล่าวว่าความก้าวหน้าของภูมิศาสตร์กายภาพนั้นทำให้ภูมิศาสตร์มนุษย์มีการพัฒนามากขึ้น
แต่ดูเหมือนว่าจะพิจารณาภูมิศาสตร์มนุษย์ได้เพียงในแง่ของธรณีสัณฐานวิทยาและภูมิศาสตร์ชีวภาพ
เขาจึงแนะว่าคงจะเป็นการดีที่สุดถ้าใช้ภูมิศาสตร์ภูมิภาคมากกว่าภูมิศาสตร์ระบบ
โดยเขากล่าวว่า “วิธีการใช้ภูมิภาคนั้นมีเหตุผลทางภูมิศาสตร์ที่ละเอียดกว่าวิธีการทดลองตามประเภทของปรากฏการณ์” มีการสนับสนุนการพัฒนาของภูมิศาสตร์ภูมิภาคในทางอ้อมจากฝรั่งเศส นั่นคือนักชีววิทยาชาวสก็อตซ์
พาทริก เกดดส์ (Patrik Geddes. 1854-1932) หนึ่งในลูกศิษย์ของเลอ
เพลย์ (Le Play) ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมเลอ เพลย์ ในปี
ค.ศ.1930 เกดดส์ให้ความสนใจการสำรวจภูมิภาคเป็นอย่างมาก
และมีอิทธิพลอย่างมากต่อเฮอร์เบอร์ตสัน (Herbertson. 1865-1915) ผู้ที่เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยของเกดดส์ที่ดันดี ต่อมา เฮอร์เบอร์ตสันได้ย้ายมาอยู่อ๊อกฟอร์ด
ในปี ค.ศ.1899 และได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับภูมิภาคทางธรรมชาติของโลก
ในปี ค.ศ.1905 ส่วนหนึ่งของงานเขียนของเขามาจากพื้นฐานเรื่องการจำแนกเขตภูมิอากาศและโครงสร้างทางธรณีวิทยาของคอปเปนและซูเอสส
(Köppen and Suess) และเขาตระหนักในเรื่องของการหลีกเลี่ยงที่จะรวมเอาการจำแนกทางการเมืองเข้ากับการจำแนกทางกายภาพของโลก
เกดดส์นั้นมีอิทธิพลต่อฟลูเร่ (H.J.Fleure, 1919) ซึ่งตรงกันข้ามกับเฮอร์เบอร์ตสัน
ฟลูเร่ผนวกเอาผู้คนเข้ากับระบบภูมิภาคของเขา ทั้งนี้ระบบภูมิภาคที่ว่านี้ประกอบด้วย
การเพิ่มขึ้น ความยากลำบาก ความขาดแคลน และการทรุดโทรมของภูมิภาคของโลก
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนภาพของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกิจกรรมของมนุษย์กับข้อจำกัดทางกายภาพ
อีกทั้งยังพยายามศึกษาระดับภูมิภาคที่เล็กลงไปอีก ตัวอย่างเช่น ฟอว์เซทท์ (Fawcett,
1917) ได้พัฒนาผังการแบ่งประเทศอังกฤษตามรูปแบบภูมิภาคธรรมชาติ
ซึ่งสะท้อนแนวความคิดหลายแบบของเกดดส์ และในปี ค.ศ.1933 อันสเตดก็ได้จำแนกภูมิภาคอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดลำดับที่เป็นหมวดหมู่ของประเภทของภูมิภาคต่างๆ
โดยเริ่มจากการจัดเก็บคุณลักษณะต่างๆ แล้วจึงขยายขอบเขตเป็นพื้นที่จากภูมิภาคย่อยไปสู่ภูมิภาคหลักที่ใหญ่กว่า
(Unstead, 1933)
ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ
1930 ดูเหมือนว่าจะมีการศึกษาภูมิภาคกันอย่างมาก โดยแยกมาจากงานเขียนของซาวเออร์ที่เบอร์กเลย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจมส์ (James, 1934) และฮอลล์ (Hall,
1935) ที่มองว่าการใช้ภูมิภาคต่างๆ เป็นวิธีการที่เหมาะสมำหรับการทำให้ภูมิศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์
ดังนั้นเจมส์ (James, 1934) จึงมองว่าสถานที่ของมนุษย์ในธรรมชาติเป็นศูนย์กลางของภูมิศาสตร์ภูมิภาค
ซึ่งมีมนุษย์ครอบครองและประกอบกิจกรรมอยู่ จะนำไปสู่การพัฒนาภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมแต่ละอย่างเป็นการเฉพาะ
ความเป็นวิทยา ศาสตร์ของภูมิศาสตร์จึงเป็นศึกษาระดับความแตกต่างของปรากฎการณ์ที่มีความเป็นสากล
จากลักษณะภูมิประเทศไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ของโลก ฮอลล์ (Hall, 1935: 122) กล่าวว่า “การนำเสนอที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นวิทยาศาสตร์
คือ การใคร่ครวญอย่างมากเกี่ยวกับ หนึ่ง
ความแปลกแยกแตกต่างกันที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และสอง ความแปรปรวนเหล่านี้
จะทำให้แผ่นดินถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ที่ดูคล้ายคลึงกันมากหรือน้อย จนทำให้เรียกว่า
ภูมิภาค” นอกจากยังระบุอีกว่า ภูมิภาคมีหน้าที่หลักอยู่ 4
อย่าง คือ เป็นพื้นฐานสำหรับอนุกรมวิธานและการจำแนก
เป็นพื้นฐานของการศึกษาสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา เป็นหน่วยขององค์กรสำหรับการพัฒนาสวัสดิการแก่มนุษย์
และเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดแทนความสัมพันธ์ทับซ้อน”
อย่างไรก็ตามการวิพากษ์เกี่ยวกับวิธีการและทฤษฎีของภูมิศาสตร์ภูมิภาค
ซึ่งเป็นบทความของฮาร์ทชอร์น เรื่อง The Nature of Geography: a Critical Survey
of Current Thought in the Light of the Past ที่มีการตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1939 งานชิ้นนี้เกิดขึ้นมาจากความผิดหวังกับการขาด
“ความเข้าใจธรรมชาติของสาขาวิชานี้ของนักภูมิศาสตร์อเมริกัน (Martin,
1989: 69) และงานชิ้นนี้จึงกลายเป็นงานเขียนทางภูมิศาสตร์ที่ถือเป็นแบบฉบับอยู่จนทุกวันนี้
และเป็นการยืนยันสถานะของวิชาภูมิศาสตร์ในสังคมวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ จากคำพูดของเอนทริกิน
(Entrikin, 1989:1) ที่ว่า “จากการวิเคราะห์งานเขียนเกี่ยวกับวิธีการแบบเยอรมันและจากทัศนะของเขา
ทำให้ฮาร์ทชอร์นสามารถแก้ปัญหาความตรึงเครียดพื้นฐานของภูมิศาสตร์ในวงล้อมของวิทยาศาสตร์
ด้วยการจัดวางตำแหน่งให้มีมุมมองทางพื้นที่ ให้เห็นถึงความแตกต่างของปรากฎการณ์ในสถานที่และภูมิภาคต่างๆ
ร่วมกับความต้องการในการสร้างกรอบแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล” นอกจากนี้ ฮาร์ทชอร์นยังให้เหตุผลว่า
เมื่อภูมิศาสตร์ต้องสำรวจปรากฏการณ์ในสถานการณ์จริงที่ซับซ้อน
ซึ่งพวกเขาพบว่าในทางปฏิบัติแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะแบ่งแยกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติกับมนุษย์ออกจากกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคัดค้านอย่างรุนแรงต่อมุมมองที่ว่าภูมิศาสตร์เป็นสะพานระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติกับสังคมศาสตร์
แล้วกล่าวว่าเราควรจะคิดว่า เป็นแนวความคิดที่มีความเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์เชิงระบบทั้งมวลที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับโลกของเรา
โดยสรุปแล้ว ฮาร์ทชอร์นได้กล่าวเป็นคำพูดที่ทำให้รำลึกถึงค้านท์ว่า
ภูมิศาสตร์ก็เหมือนประวัติศาสตร์ที่เป็นศาสตร์ที่มีความโดดเด่นจากศาสตร์สาขาอื่นที่ไม่ใช่สิ่งต่างๆหรือการศึกษาปรากฏการณ์
แต่เป็นการเรียกชื่อการปฏิบัติงานที่เป็นพื้นฐาน
ถ้าหากการปฏิบัติงานที่เป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ระบบสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้ทั้งแบบวิเคราะห์และสังเคราะห์
ซึ่งเป็นศาสตร์ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่สามารถอธิบายได้ทั้งแบบวิเคราะห์และสังเคราะห์การผสมผสานของปรากฏการณ์ต่างๆทั้งในส่วนของพื้นที่และเวลา
สำหรับฮาร์ทชอร์นแล้ว
ภูมิศาสตร์เป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ปรากฏการณ์ในพื้นที่ : บทบาทที่โดดเด่นของภูมิศาสตร์คือการศึกษา
‘โลก’ เป็นการค้นหาเพื่ออธิบายและแปลความหมายถึงความแตกต่างระหว่างส่วนต่างๆของโลก
ที่มองเห็นได้ในห้วงเวลาหนึ่งๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาปัจจุบัน (Hartshorne,
1939: 460)
เช่นเดียวกับซาวเออร์ในช่วงก่อนหน้านี้
ฮาร์ทชอร์นได้พัฒนาแนวความคิดออกมาหลายอย่าง จากการที่ได้ติดต่อกับนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน
และจากงานเขียนของพวกเขาเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเฮทเนอร์
อย่างไรก็ตามในบทสรุปของเขาได้ให้ความสำคัญกับจุดยืนของภูมิศาสตร์ที่ดูแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างชัดเจน
และจากแนวคิดนี้ทำให้เกิดการแบ่งภูมิศาสตร์อเมริกันออกเป็นสองแบบอย่างชัดเจน โดยแนวคิดของฮาร์ทชอร์นมีอิทธิพลต่อภาควิชาภูมิศาสตร์แถบชายฝั่งตะวันตกกลางและตะวันออก
ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก วิสคอนซิน คลาร์ก และมิชิแกน ซึ่งเน้นในการทดลองเชิงประจักษ์ในการวิเคราะห์ภูมิภาคร่วมสมัย
ในทางตรงข้ามซาวเออร์ ที่เน้นในเรื่องของบทบาททางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์
จากคำกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปี ค.ศ.1940 ในฐานะนายกสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน
ซาวเออร์ได้วิจารณ์ฮาร์ทชอร์นอย่างรุนแรง ที่ผลักความเข้าใจทางด้านประวัติศาสตร์ไปอยู่ที่ขอบนอกของสาขาวิชานี้
ทั้งฮาร์ทชอร์นและซาวเออร์นั้นต่างก็ให้ความสำคัญกับภูมิศาสตร์ว่าเป็นการศึกษาสถานที่หรือภูมิภาค
แต่ในขณะที่ซาวเออร์ได้รวมเอาการให้ความสนใจด้านสุนทรียศาสตร์และการเข้าใจเฉพาะตัวของพื้นที่เข้าไปในการแปลความหมายทางภูมิศาสตร์ของเขาด้วย
แต่ฮาร์ทชอร์นปฏิสธว่ามันเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็นและอยู่นอกขอบเขตของวิทยาศาสตร์
ถึงแม้จะถูกวิจารณ์จากซาวเออร์อย่างรุนแรง
แต่งานเขียนของฮาร์ทชอร์นก็ยังเป็นมาตรฐาน และได้รับการยอมรับในมุมมองของสาขาวิชานี้อย่างกว้างขวางจนกระทั่งทศวรรษ
1950 ที่เป็นอย่างนี้ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากมีการยอมรับในฐานะที่เป็นแบบอย่างแนวปฏิบัติทางภูมิศาสตร์ปัจจุบันในมหาวิทยาลัยแถบตะวันตกกลางหลายแห่ง
อีกส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการแทรกแซงของสงครามโลกครั้งที่สอง
และบางส่วนก็เป็นเพราะมีความลึกซึ้งมาก
นั่นหมายความว่านักภูมิศาสตร์น้อยคนที่จะสามารถเข้าใจความซับซ้อนอย่างสมบูรณ์ในเหตุผลของเขาได้
จะอย่างไรก็ตาม โดยแท้ที่จริงแล้วหนังสือ Nature of Geography นั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเหตุผลสำหรับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมากกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อทดสอบและแปลความหมายในเชิงวิพากษ์วิจารณ์กัน
บริบทเชิงสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์
นับตั้งแต่การก่อร่างสร้างตัวตนของวิชาภูมิศาสตร์ตามแบบแผนของวาเรนเนียสในศตวรรษที่
17 มีประเด็นสาระหลักสำคัญ 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรก ความสมดุลระหว่างภูมิศาสตร์ในลักษณะของวิชาการทางด้านภูมิภาค
(การบรรยายเชิงภูมิภาค) และวิชาการที่มีระบบแบบแผน ประเด็นที่สอง สถานะของวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง
และประเด็นสุดท้าย การสร้างกรอบแนวความคิดเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม
ไม่มีแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างทั่วๆ
ไปในการแก้ไขประเด็นต่างๆ เหล่านี้ และพลังแสงแห่งความนิยมร่วมสมัยของพหุสังคมหลังสมัยใหม่
(Postmodernist
Plurality) ที่ดูเหมือนจะทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม
การไม่มีทิศทางที่ชัดเจน และการเน้นไปที่ความหมายของสาขาวิชา
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรนั้น
ทำให้เกิดความยุ่งยากในการสร้างตัวตนของภูมิศาสตร์ในลักษณะของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
ที่หลุดพ้นจากข้อโต้แย้งกับนักธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ และสังคมวิทยา
ตอนหลังมีการก่อตั้งภาควิชาภูมิศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ริเริ่มมาอย่างสอดสัมพันธ์กับภาควิชาธรณีวิทยา
บทบาทหลักของวิชาภูมิศาสตร์ในการขยายอาณานิคมและจักรวรรดิของมหาอำนาจยุโรป คือ
การให้ความรู้เกี่ยวกับดินแดนส่วนต่างๆ ของโลก
ซึ่งทำให้การขยายอำนาจของยุโรปประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง สิ่งนี้ถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์จำนวนมากระหว่างศตวรรษที่
19
อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของภูมิศาสตร์ในฐานะวิชาแห่งการสำรวจและการบรรยายเรื่องราวต่างๆ
จากการเดินทาง ซึ่งหมายความว่า เป็นความพยายามที่เล็กๆ
ที่ทำให้เกิดกิตติศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
และต่อเนื่องมาถึงตอนต้นศตวรรษที่ 20
ในความพยายามค้นหาแนวทางในการสร้างหลักการพื้นฐานเชิงโครงสร้างวิชาการ
นักภูมิศาสตร์หลายท่านได้เน้นถึงประเด็นหลักสองประเด็น คือ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม และแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิภาค
แม้ว่าแนวความคิดที่ยอมรับสภาพแวดล้อมล้อมเป็นตัวกำหนด จะเป็นแนวคิดหลักโดดเด่นที่มากำหนดเป็นกรอบสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ในตอนต้นของศตวรรษที่
20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาเหนือ
ที่ไม่ได้มีการกำหนดกรอบแนวความคิดของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถานที่ต่างๆ
แต่อย่างใด การสร้างผลงานของฮุมโบลดท์และริทเทอร์ นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน
และนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกสองคน คือ วอน ริทโธเฟน และวิดาล เดอ ลา บลาช ที่จะเน้นถึงความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ
ที่ทำให้เกิดความแปรปรวนของปรากฎการณ์บนพื้นผิวโลก
และนั่นคือการคืนกลับมาสู่การบรรยายบริเวณใดบริเวณหนึ่งและภูมิศาสตร์ทั่วไปของวาเรนเนียส
จุดเน้นเกี่ยวภูมิภาคนี้แสดงบทบาทที่สำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ประการแรก การให้กรอบในการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้โดยไม่มีการกำหนดทิศทางของความเชื่อมโยงสัมพันธ์เหล่านั้น ประการที่สอง การสนับสนุนสำหรับการเรียนการสอน
ด้วยการนำเสนอและเผยแพร่ความรู้จากส่วนต่างๆ ของโลก ประการที่สาม การสนับสนุนให้ภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการจำแนกที่เหมาะสม
อย่างน้อยที่สุดก็ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง และประการสุดท้าย
การสนับสนุนให้นักภูมิศาสตร์มีเกิดความกระจ่างชัดในวัตถุประสงค์ที่จะทำการศึกษาอะไรสักอย่าง
เทียบได้เท่าเทียมกับการศึกษาเกี่ยวกับพืชพรรณของนักพฤกษศาสตร์
และการศึกษาเกี่ยวกับหินของนักธรณีวิทยา
อย่างไรก็ตาม
แทนที่วิชาภูมิศาสตร์ดังกล่าวมาทั้งหมดจะประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปทุกอย่าง
ภูมิศาสตร์ภูมิภาคกลับต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ระบุว่า
ภูมิศาสตร์ภูมิภาคล้มเหลวในการกำหนดสถานะสำหรับการศึกษาภูมิศาสตร์เชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของวิชาภูมิศาสตร์กายภาพที่มีการบรรยายออกห่างไปจากวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ
ซึ่งวิทยาศาสตร์ที่ว่านี้ล้วนพยายามที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างและทดสอบกฎต่างๆ
บรรณานุกรม
Holt-Jensen, A. Geography
Its History and Concepts: a Student's Guide. New York: Harper & Row,
1982.
James, P. E. and Martin, G. J. All Possible Worlds: a
History of Geographical Ideas. New
York: Wiley, 1981.
May, J. A. Kant's
Concept of Geography and Its Relation to the Recent Geographical Thought. Toronto:
University of Toronto Press, 1970.
Stoddard, D. R. On
Geography and Its History. Oxford: Basil Blackwell, 1986.
Unwin, T. The Place of
Geography. London: Longman, 1992.
[1] การประชุมตกลงกันของชาติยุโรปที่เรียกว่า
The Berlin Conference จัดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1884-85 ณ กรุงเบอร์ลิน
เพื่อหาข้อสรุปด้านการค้าและครอบครองดินแดนส่วนต่างๆ ของอัฟริกา ทำให้มีกฎทั่วไป (General
Act of the Berlin Conferenc) ขึ้นมา
ซึ่งอันนี้บ่อยครั้งที่ถูกค่อนขอดว่าเป็นการสร้างระเบียบแห่งการบุกรุกและยึดครองทวีปอัฟริกา
สำหรับในเยอรมนีกฎทั่วไปนี้เรียกว่า Kongokonferen
(หรือการประชุมคองโก)
[2] Harlan H.
Barrows: "Geography as Human Ecology," Annals 13 (1923): 1-14.