มวลหมู่ผู้มีอายุเกิน ๖๐ ของ ม.นเรศวร
อาจารย์ภิรมย์ อ่อนเส็ง หัวหน้าใหญ่ของการระดมพลมวลหมู่ผู้มีอายุเกิน ๖๐ ของ ม.นเรศวร วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ณ โรงแรมหรรษนันท์ ถนนประชาอุทิศ เมืองพิษณุโลก อาจารย์โทรมาตามให้มาร่วมงานตั้งแต่ต้นเดือน เมื่อเข้ามาถึงบริเวณงาน สิ่งแรกที่ต้องทำตามมารยาท ก็คือ เดินเข้าไปกราบสวัสดีและรายงานตัวว่ามาแล้วนะครับ ซึ่งอาจารย์ก็กุลีกุจอหาที่นั่งให้ในฐานะเจ้าของงาน พร้อมโอภาปราศรัยกันได้เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น
จริงๆ แล้ววันนั้น พอจอดรถปุ๊บเดินออกมา ก็ได้เจอกับอาจารย์รสรินทร์ ว่องวิไลรัตน์ ก็นอบน้อมสวัสดีในฐานะเด็ก ท่านเคยเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ที่ทำงานเป็นวิชาการจริงๆ เคยมีโอกาสทำงานร่วมกับท่าน ได้แอบเรียนรู้วิธีการ deep listening จากอาจารย์ แล้วก็เป็น deep listening นี่เองที่ทำให้ผู้ใหญ่มองอะไรๆ ได้ชัดเจน สามารถสั่งการให้ใครทำงานได้ชนิดถวายหัว โดยไม่ต้องอาศัยพระเดชแบบที่หลายคนยึดติดและใช้ประจำ
ครั้นเข้ามาในล็อบบี้ ก็ได้เจอกับอาจารย์แดง วัชราภรณ์ อ่อนเส็ง เมื่อช่วงปีใหม่ มีน้องสองคนที่เชียงใหม่ลูกศิษย์อาจารย์แดงบอกมาว่า ความจำของอาจารย์ไม่ค่อยดีแบบเดิมแล้ว เลยต้องสังเกตุอาการเบื้องต้นก่อน ดูด้วยตาแล้วก็เห็นว่าเหมือนเดิม รอยยิ้มที่อบอุ่น แววตาที่ชื่นชมลูกศิษย์ แต่ดูท่าจะจำชื่อเราไม่ได้ ก็เลยต้องแนะนำตัว ซึ่งอาจารย์ก็ทวนชื่อ แล้วก็จำได้
อาจารย์ประภาษ เพ็งพุ่ม เพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่พิษณุโลกพิทยาคม แล้วมาต่อด้วยกันที่ มศว.พิษณุโลก เรียนจบแล้วก็มาเป็นอาจารย์ด้วยกันที่นี่ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ช่วงที่มีงานพิธีที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ ทั้งงานสำคัญส่วนตัว งานในความรับผิดชอบของคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และงานในหน้าที่นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย ล้วนแล้วแต่ต้องขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ประภาษ ซึ่งเพื่อนผมคนนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธเลย ตอนนี้อาจารย์ประภาษทำงานอยู่ มรภ.กำแพงเพชร แม้ว่าจะทำงานมากกว่าใครๆ ในวันนี้ คือ เป็นพิธีกรรันงานทั้งงาน แต่พอมีช่วงว่างแค่แว๊บเดียว อาจารย์ประภาษก็พุ่งพรวดมาหา ได้ทักทายกันด้วยสุนทรียสนทนา ซึมซับรู้ถึงมิตรไมตรีที่มีระหว่างกัน
ในงานวันนั้นได้ทานข้าวกลางวันข้างๆ อาจารย์ประทีป นักปี่ อาจารย์ที่แต่เดิมผมไม่ได้รู้จัก เคยเห็นอาจารย์นั่งตีระนาดหน้าวงในงานไหว้ครูของ มศว.พิษณุโลก ทุกปี ตอนเป็นนิสิต แต่ตอนหลังมาทำงานที่เดียวกับอาจารย์ ทำให้รู้จักอาจารย์มากขึ้น ยิ่งมีเพื่อนรักสองคน คือ “ชิต-แม่น้ำ กับ วิ-คาราวาน” เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดอาจารย์มากขึ้น กว่าครึ่งชั่วโมงของอาหารกลางวัน บรรยากาศคล้ายกับอาหารกลางวันที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนเข้ารับพระราชทานสายสะพายชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ตอนนั้นมีอาจารย์หลายคนเข้าไปรับสายสะพาย แต่ทุกคนก็แค่เดินผ่านกันไปผ่านกันมา มีแต่อาจารย์ประทีปเท่านั้นที่พูดคุยกันตลอดจนจนจนตั้งแต่ต้นจนเสร็จพิธี
พี่แหม่ม พิชยานนท์ กรึมสูงเนิน อดีตเลขานุการคณะสังคมศาสตร์ พอหลอมรวมสองคณะเข้าด้วยกันเป็นคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พี่แหม่มก็รับตำแหน่งเลขานุการคณะเหมือนเดิม มีช่วงหนึ่งที่งานประกันคุณภาพต้องการคนทำงานต่อเป็นระบบ พี่แหม่มก็ถูกเลือให้ไปทำตรงนั้น ต่อเมื่อคณะใหญ่ ”มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์“ ถูกแยกออกเป็น ๔ คณะ พี่แหม่มเลือกกลับมาเป็นเลขานุการคณะมนุษยศาสตร์ เราเจอกันในโซเชียลมีเดียประจำ ต่างคนต่างติดตามความเคลื่อนไหวกัน คอมเม้นต์กันบ้างตามแต่โอกาสจะอำนวย ภายในงานผมนั่งคนละฝั่งกับพี่แหม่ม ก็เลยได้แต่มองรอว่าเมื่อไรพี่เขาจะมองมา จะได้ยกมือไหว้ แต่ก็ต้องรอจนพิธีการทุกอย่างเสร็จ ถึงเวลาทานข้าวกลางวัน จึงมีโอกาสเดินเข้าสวัสดี ช่วงทำงานด้วยกันแล้วก็ไม่รู้มาก่อนว่า พี่แหม่ม ”เป็นคนขามทะเลสอ“ บ้านเดียวกัน
อาจารย์สุรัตน์ ผลนารักษ์ ผอมลงเยอะตามวัย ดูด้วยสายแล้วน่าเรี่ยวแรงน้อยลงตามวัย แต่จากการสนทนาใกล้ชิด อาจารย์ยังเหมือนเดิม เปิดหน้าร้านปิดร้าน ขี่มอเตอร์ไซด์ไปซื้อของไปส่งของ ทำแบบนี้แบบเดิม พอดีเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมเจออาจารย์บัญชา คูเจริญไพบูลย์ ที่ รพ.ม.นเรศวร ซึ่งอาจารย์บัญชามีอาการน้ำท่วมปอด ต้องเข้าห้องไอซียูอยู่สิบกว่าวัน ออกมาปลอดภัยแล้ว ก็มีโรคใหม่เพิ่มเข้า ต้องรอคิวหมออีกหลายเดือน ระหว่างนี้ก็ใช้ phamacitic treatment ไปก่อน ก็เลยเล่าให้อาจารย์สุรัตน์ฟัง
คุณพิศมัย แกล้วเกษตรการณ์ เคยทำงานด้วยกันที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ น้องชายคุณพี่เขาเป็นเพื่อนเรียนพิษณุโลกพิทยาคมด้วยกัน แกเดินเข้ามาทักทาย ถามว่าใช่อาจารย์พัฒนาไหม ไม่แน่ใจเพราะผอมลง ใช่ครับผมเคยอ้วนๆ มันอึดอัดเวลานอนหายใจไม่ค่อยสะดวก ก็เลยเล่าให้พี่เขาฟังว่า เก้าปีก่อน ซื้อเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายมา เช้าเข้าสวนกล้วยน้ำหว้าตัดหญ้าแต่งต้นเกือบทุกวัน เบียร์สิงห์ก็ไม่ค่อยได้ซื้อ น้ำหนักไม่ได้ลดครับ แค่ส่วนที่มันเกินพอดีหดหายไป
ช่วงหนึ่งได้เข้าไปสวัสดีอาจารย์ศรีวัย วรรณธนะโสภณ บอกท่านว่า ผมพัฒนาครับจำได้ไหมครับ อาจารย์บอกว่า ”จำได้พัฒนา ราชวงศ์ มีคนพูดถึงเยอะ“ สงสัยว่าวีรกรรมคงจะเยอะพอดู อาจารย์ถึงเอ่ยปากแบบนี้ สามสิบปีแล้วสมัยที่ ม.นเรศวร ยังเป็นมหาลัยแม่ของ ม.พะเยา นั่งรถไปสอนที่พะเยาด้วยกันกับอาจารย์เกือบทุกสัปดาห์ บรรยากาศบนรถครื้นเครงไม่เงียบเหงาเลย เพราะอาจารย์ศรีวัยมีมุกมาหยอดตลอดทาง
อาจารย์ปัญญา สังขวดี แบบอย่างของคนพลศึกษา เป็นนักฮ๊อกกี้ทีมชาติ สมัยก่อนเคยถามอาจารย์ว่า “ทำไมเลือกเล่นฮ๊อกกี้” อาจารย์ตอบว่า “พลศึกษาชลบุรีรุ่นผม เก่งๆ กันทั้งนั้น ชาญวิทย์ ผลชีวิน งี้ กมล ตันกิมหงษ์ งี้ มันเก่งกันขนาดนั้น ผมก็ต้องหาอะไรที่ผมต้องเก่งบ้าง” อาจารย์แต่งตัวดีท่าทางสง่าแมนแฮนซั่ม เป็นแบบนี้แต่ไหนแต่ไร วันนี้ทำหน้าที่เดิมเหมือนทุกครั้ง คือ จับไมโครโฟนนำเล่นเกม ต่อด้วยร้องเพลงเพราะๆ อีกสองเพลง มีเวลาได้คุยกะอาจารย์นิดหน่อย เพราะอาจารย์คงต้องทักทายให้ครบทุกคนในงาน
มีผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ดูในภาพเอาว่าใครเป็นใคร ทั้งอาจารย์กาญจนา เงารังษี อาจารย์สุระพล ภาณุไพศาล อาจารย์เนาวรัตน์ อริยะมงคล อาจารย์ประสาท บุญสนอง อาจารย์วัฒนชัย หมั่นยิ่ง คุณดุษฎี ภาชนะพรรณ คุณเสริม พัดชุมพร ฯลฯ หลายท่านผมไปสวัสดีไม่ทัน เพราะท่านรีบกลับออกไปก่อน แล้วก็อีกหลายท่านกำลังสนทนาอย่างรสกับคู่สนทนา ก็เลยไม่ได้เข้าไปแทรกแซงแสดงตน
ปล. อาจารย์พี่แมว รัชนี มุกแจ้ง เจ้าของภาพที่ขอยืม (แบบไม่ได้แจ้งล่วงหน้า) มาใช้ประกอบโพสต์นี้ ถามว่า ”ตกลง! เธอได้นอนภูหินร่องกล้าไหม“ เพราะเราติดตามความเคลื่อนไหวกันและกันในโซเชียลมีเดียตลอด แล้วอาจารย์พี่แมวก็เล่าให้ฟังว่า เส้นทางลัดไปภูหินร่องกล้าที่เธอวิ่งไปวันนั้น พี่ก็ไปมาแล้ว พี่ชอบแบบนี้ นัยว่ามันเป็นอะไรที่ดึงชีวิตเรากลับมาหาสิ่งที่เป็นตัวของตัวเราดี








