ทฤษฎีโลกาภิวัตน์
พัฒนา
ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
โลกาภิวัตน์
ดูเป็นวาทกรรมที่มีการกล่าวถึงกันมากมาย นับจากปี 1984 เป็นต้นมา
นักวิชาการจำนวนมากได้กล่าวถึงและเขียนถึง แต่ว่าที่ดูเหมือนคำกล่าวของเฮลด์
และคณะ (Held,
et al., 1999)
จะดูเข้าใจง่ายกว่าคนอื่นๆ โดยพวกเขากล่าวว่า “เป็นการทำให้เกิดความกว้างขวางขึ้น
ทำให้เป็นประเด็นที่ลึกซึ้งเข้า และเกิดความรวดเร็วขึ้น ในการเชื่อมโยงกันไปทั่วทั้งโลกของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต”
โลกาภิวัตน์ในมุมมองที่เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ
หมายถึง การผลิต การแลกเปลี่ยน การกระจาย และการบริโภค
โดยถูกเน้นไปที่ความเป็นเสรีนิยมสมัยใหม่ ตลาดโลกเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อน
และมีการส่งผ่านเชื่อมโยงอยู่เหนือรัฐชาติ ขณะเดียวกันยังมองโลกาภิวัตน์ให้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง
ที่ให้ความสำคัญต่อการแสดงอำนาจ การบังคับ การตรวจสอบอำนาจ
และกำกับเหนือประชาชนและเหนือเขตแดน และมองโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการทางวัฒนธรรม ที่ให้ความสนใจการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ผ่านพิธีกรรม
แบบปฏิบัติประจำวัน สื่อสารมวลชน การสนทนาซึ่งหน้า และการแสดงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน
โดยโลกาภิวัตน์นี้มุ่งเน้นถึงการสร้างความเข้มข้นในความตระหนักของคนทั้งโลก
การสร้างความยืดหยุ่น การยอมรับความเสี่ยง การต่อสู้เพื่อคงอัตลักษณ์
และการเอาชนะสิ่งแปลกปลอมเข้าในชุมชน
นักภูมิศาสตร์มองโลกาภิวัตน์ในมิติทางด้านกาลเทศะ
(spatio-temporal dimensions) ของชีวิตที่อยู่ในสังคมต่างๆ บางคนเสนอแนะว่า
เวลาและพื้นที่ทุกวันนี้ถูกบีบอัดให้ย่อขนาดลง สำหรับพื้นที่นั้นจากที่เคยเป็นและมีอุปสรรคต่างๆ
มากมาย อุปสรรคกลับสลายลง และยังมีการสร้างเขตแดนใหม่
เพื่อให้สามารถส่งผ่านส่างต่างๆ ข้ามไปให้ทั่วทั้งโลกได้อย่างกว้างขวาง เข้มข้น
และรวดเร็ว
|
อาร์จัน แอปปาดูไร (Arjun
Appadurai, 1997)
นิยาม - โลกาภิวัตน์ถูกกำหนดด้วยแรงขับเคลื่อนสองอย่าง
คือ การอพยพเคลื่อนย้ายขนาดมหึมา และสื่ออิเลคทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์วัฒนธรรม
การอพยพ การพัฒนาความเป็นเมือง และอัตลักษณ์
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
มีเหตผลสนับสนุนการเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ในมุมของอาร์จัน
แอปปาดูไร 5 ประการ คือ 1) ความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลก เป็นสิ่งสำคัญที่มใช้ในการแยกความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจ
วัฒนธรรม และการเมือง ที่เราสามารถทำความเข้าใจได้ผ่านการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม 2)
การสลายเขตแดน (deterritorialization) เป็นแรงผลักสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ 3) จิตนาการเป็นแรงขับทางสังคมอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้เกิดทรัพยากรใหม่ในการสร้างอัตลักษณ์
และเป็นพลังสร้างสรรค์สังคมทางเลือกใหม่ๆ 4) ประสบการณ์ที่ผ่านมาของความไม่เท่าเทียมกัน
สามารถนำมาใช้โต้แย้งการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่มักจะอยู่เหนือเขตแดนดั้งเดิม และ
5) ภาพลักษณ์ของวิถีชีวิต วัฒนธรรม
และการแสดงออกของตัวตน สามารถเลื่อนไหลหมุนเวียนไปได้ทั่วโลกผ่านสื่อสารมวลชน
และมีบ่อยครั้งที่ถูกหยิบยืมไปโดยไม่ได้บอกล่าวล่วงหน้า
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
มิติทั้งห้าของการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมโลก
1) สภาพที่เห็นทางชาติพันธุ์ (ethnoscapes) 2)
สภาพที่เห็นทางด้านสื่อ (mediascapes) 3)
สภาพที่เห็นทางด้านเทคโนโลยี (technoscapes) 4)
สภาพที่เห็นทางด้านธนกิจ (finanscapes) และ 5)
สภาพที่เห็นทางด้านความรู้สึกนึกคิด (ideaoscapes)
การแลกเปลี่ยนอัตลักษณ์ท้องถิ่น
(translocalities)
การแลกเปลี่ยนบริบทระหว่างกัน
(intercontextuality)
พื้นที่สาธารณะพลัดถิ่น
(diaspordic
public space)
อัตลักษณ์หลังการยึดติดความเป็นชาติ
(post-national identity)
โลกในจินตนาการ
(imagined
worlds)
|
|
อูลริช เบค (Ulrich Beck,
1992)
นิยาม - โลกาภิวัตน์เป็นการสร้างความเข้มข้นระดับนานาชาติของพื้นที่
เหตุการณ์ ปัญหา ความขัดแย้ง และชีวประวัติ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นผ่านอธิปไตยของชาติที่มีเจตนารมณ์และการบ่อนทำลายของผู้ดำเนินการข้ามชาติที่มีการจัดระบบอำนาจ
การวางโครงสร้าง คุณลักษณะ และโครงข่าย เอาไว้เป็นอย่างดี
เราไม่อาจเข้าใจส่วนหนึ่งส่วนใดแบบเส้นตรงหรือทั้งหมดทั้งมวลได้
เพราะมันเป็นสิ่งที่ผูกพันกันและเป็นภาษาที่ต้องเข้าใจร่วมกันของคนทั้งโลก
|
|
ประเด็นสำคัญ
|
โลกาภิวัตน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ
และสังคม
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง
จากการกระจายความมั่งคั่งของสังคมหนึ่งที่กำลังขาดแคลน
ไปสู่การกระจายความเสี่ยงของสังคมสมัยใหม่ตอนปลาย
โดยสังคมกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง
ทำให้สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารจัดการ
ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างความเสี่ยงเหล่านั้นขึ้นมาเท่านั้น
หากแต่ยังทำให้เกิดความเสี่ยงจากผลลัพธ์ที่เกิดจากความเสี่ยงที่ยังไม่ปรากฏด้วย
เช่น เชื้อวัวบ้า
ที่เกิดจากการที่องค์กรภาครัฐอนุญาตให้มีการเลี้ยงวัวโดยไม่มีการตรวจสอบโอกาสการติดเชื้อโรคจากอาหารสัตว์ให้ดีเสียก่อน
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
สังคมมีความเสี่ยง (risikogesellschaft) บนฐานสามมิติ
ประกอบด้วย การขยายพื้นที่ออกไป การสร้างความมั่นคงด้านเวลา
และความหนาแน่นทางสังคมนานาชาติที่เกิดโครงข่าย ความสัมพันธ์ และการไหลเลื่อน
|
|
มานูเอล
คาสเทลส์ (Manuel Castells, 1996, 1997)
นิยาม - การเกิดขึ้นของยุคสารสนเทศนิยม
(informationalism) ที่เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานแบบใหม่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจัดการทางสังคม
และมีกระบวนการพึ่งพิงกันสามอย่างของโครงข่ายทางสังคม ประกอบด้วย
การปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใต้ลัทธิทุนนิยมและความเชื่อมั่นในความมั่นคง
และการผุดขึ้นของพลังการเคลื่อนไหวทางสังคม
ขณะเดียวกันก็มีการเป็นปรปักษ์กันระหว่างสองขั้วที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายกับฝ่ายที่เชื่อมั่นในอัตลักษณ์แห่งตน
|
|
ประเด็นสำคัญ
|
โลกาภิวัตน์ทางการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
โลกของเรากำลังมีการเปลี่ยนผ่านจากสังคมหลังอุตสาหกรรมเป็นสังคมยุคสารสนเทศนิยม
ซึ่งการแบ่งแยกระหว่างสังคมสารสนเทศที่เน้นบทบาทสารสนเทศต่อสังคม
และมีส่วนสำคัญต่อทุกส่วนของสังคม และมีส่วนสร้าง จัดการ และส่งผ่านสารสนเทศ
จนกลายเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตและสร้างพลังอำนาจ เนื่องจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่
ขณะที่โครงข่ายเป็นตัวสร้างรูปลักษณ์ใหม่ทางสังคมของเราออกมา และที่สำคัญ กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของเครือข่ายสังคม
หมายความรวมถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและทางเทคนิคในการผลิต วัฒนธรรม และพลังอำนาจ
ซึ่งอันหลังนี้เชื่อได้เลยว่า “อำนาจไม่มีวันอยู่อย่างยืนยาว”
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
โครงข่ายทางสังคม
สังคมสารสนเทศ พลังของอัตลักษณ์ ความเป็นเสมือนจริง
ระบบใหม่ของการสื่อสารคมนาคมบนฐานโครงข่ายดิจิตอล
การบูรณาการแบบจำลองการสื่อสารหลายทางที่ครอบคลุมทุกรายละเอียดทางด้านวัฒนธรรม
ประเด็นด้านการใช้เวลาให้สั้นที่สุด (timeless time)
เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากตามทฤษฎีโลกภิวัตน์ของคาสเทลส์
รวมไปถึงประเด็นเกี่ยวกับเวลาที่แน่นอนในโครงข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งตรงกับเวลาของนาฬิกา
พื้นที่ของการเลื่อนไหล และพื้นที่เสมือนจริง (cyberspace)
และสถานที่ที่มีอยู่จริงในท้องถิ่นด้วย
|
|
แอนโทนี กิดเดนส์ (Anthony
Giddens, 1990, 1999)
นิยาม - การเพิ่มขึ้นของความสัมพันธ์ที่เข้มข้นมากทั่วโลก
เป็นการเชื่อมโยงเอาท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข
ที่ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่กันคนละที่ห่างไกลกัน
กระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้การสื่อสารมให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
|
|
ประเด็นสำคัญ
|
โลกาภิวัตน์ทางการเมือง สังคม
และเศรษฐกิจ
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
กระบวนการความเป็นสมัยใหม่ (modernization) ทำให้สังคมมีการปรับและสร้างระยะแห่งกาลเทศะขึ้นมา มีการปล่อยวางตัวตน
และสร้างความยืดหยุ่น ที่ทำให้สังคมมีความสัมพันธ์กันรอบด้านไปทั่วทั้งโลก
ดังนั้น โลกาภิวัตน์จึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึง
จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันและกัน
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
การสร้างระยะแห่งกาลเทศะ (time-space distanciation) การละตัวตนที่มี (disembedding) ความยืดหยุ่น
(reflexivity) และมิติความเป็นสมัยใหม่ (modernity) 4 อย่าง ประกอบด้วย ทุนนิยม การตรวจตราด้วยความระแวดระวัง ความต้องการของกองทัพ
และอุตสาหกรรมนิยม
|
|
เดวิด
ฮาร์วีย์ (David Harvey, 1989)
นิยาม
- การเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดแบบฟอร์ด
(Fordism) ไปสู่การสะสมตัวแบบยืดหยุ่นผ่านการสื่อสารที่เหมาะสมตามกาลเทศะ
ประเด็นสำคัญ
- โลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
และปรัชญาหลังสมัยใหม่
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
ประสบการณ์ในการบีบอัดกาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญมาก
ที่จะมาช่วยในการเปลี่ยนแปลงสังคม
ขณะที่การแยกส่วน
พหุนิยม และความถูกต้องของเสียงของผู้อื่นและโลก ก่อให้เกิดปัญหาเฉียบพลันต่อการสื่อสารและวิธีการใช้อำนาจควบคุม
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
การบีบอัดของกาลเทศะ
เราสามารถจัดการเวลาใหม่ได้ด้วยการลดเงื่อนไขของพื้นที่ลง
|
|
|
|
|
|
|
เดวิด
เฮลด์ แอนโทนี แมคกรอว์ เดวิด โกลด์แบลต และโจนาธาน เปอร์ราตัน (David Held,
Anthony McGraw, David Goldblatt, Jonathan Perraton, 1999)
|
|
นิยาม
|
ความกว้างขวางขึ้น
ความลึกซึ้งมากขึ้น และความรวดเร็วขึ้น
ของการติดต่อเชื่อมโยงระดับโลกในทุกสาระของชีวิตสังคมร่วมสมัย
|
|
ประเด็นสำคัญ
|
โลกาภิวัตน์ทางการเมือง
เศรษฐกิจ และสังคม
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
รายละเอียดต่างๆ
ของกาลเทศะและการจัดการความเชื่อมโยงสัมพันธ์ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ก้าวกระโดดข้ามไป
และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ 4 ประการ คือ การตัดสินใจ การเป็นสถาบัน
รูปแบบการกระจาย และการกำหนดโครงสร้าง
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
มิติด้านโกลาภิวัตน์ของกาลเทศะ
การขยายโครงข่ายโลก ความเข้มข้นของความเชื่อมโยงกันบนโลก
ความเร็วของการเลื่อนไหลบนโลก และผลกระทบจากความชื่นชอบในความเชื่อมสัมพันธ์ระดับโลก
|
|
ซามาเอล
ฮันติงตัน (Samuel Huntington, 1993)
นิยาม
- การล่มสลายของอารยธรรม
ประเด็นสำคัญ
- โลกาภิวัตน์ทางการเมือง
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
การมีอำนาจอยู่เหนือความขัดแย้งในโลกใหม่
เป็นประเด็นทางวัฒนธรรม ไม่ใช่อุดมการณ์และเศรษฐกิจ และที่สำคัญ
คุณลักษณะทางวัฒนธรรมเปลี่ยนรูปได้น้อยกว่าลักษระทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
อัตลักษณ์ของอารยธรรม
อารยธรรม – การจัดกลุ่มวัฒนธรรมของมนุษย์ที่วางเอาในจุดสูงสุด
และระดับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แผ่กระจายกว้างออกไปที่สุด อย่างที่มีที่เห็นอยู่นี้
เป็นการตัดขาดและอยู่เหนือจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ บนโลก
|
|
โรแลนด์
โรเบอร์ตสัน (Roland
Robertson, 1990, 1992, 1997)
นิยาม - แรงบีบอัดของโลก
(compression) และความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น (intensification)
ของจิตสำนึกที่รับรู้กันว่าโลกเป็นทั้งหมดทั้งมวล ความเป็นสากล (universalization) ของสิ่งที่แสดงลักษณะออกมาเฉพาะ และความเป็นลักษณะเฉพาะ (specialization) ของสิ่งที่ต้องแสดงออกให้เห็นเป็นสากล
|
|
ประเด็นสำคัญ
|
โลกาภิวัตน์ทางด้านวัฒนธรรม
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
ประชาชนจะเรียนรู้โลกาภิวัตน์ให้เป็นประสบการณ์ได้อย่างไร
การสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม
สังคม และปรากฏการณ์ ระหว่างตนเอง สังคมชาติ ระบบนานาชาติของสังคม และมนุษยชาติ
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
1) การสร้างความสัมพันธ์ –
แต่ละหน่วยในโลกที่ประสานกัน ก่อรูปสัมพันธ์กับสิ่งอื่นโดยรอบ
และท้าทายกับความมั่นคงในแง่มุมต่างๆ 2) การชิงดีชิงเด่น – ภายใต้สถานการณ์อันหนึ่งอันใดเพียงอันเดียว
ผู้ดำเนินการทุกส่วนมีเป้าหมายที่จะเป็นอิสระออกไปจากส่วนอื่น และ 3) โลกาภิวัตน์
– ความคิดที่เป็นสากลและกระบวนการโลกาภิวัตน์
จะถูกแปลความหมายและซึมซับแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์และประวัติศาสตร์ของแต่กลุ่มคน
|
|
เจมส์
โรเซนู (James Rosenau, 2003)
นิยาม - ความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใต้เหตุการณ์ปัจจุบันและที่กำลังพัฒนาให้มีมากขึ้น
จะมีส่วนที่สถาบันเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยลง
ประเด็นสำคัญ
- โลกาภิวัตน์ทางการเมือง
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
การทำความเข้าใจต่อภาวะพลวัตรต่างๆ
ที่เกิดขึ้นภายใต้โลกาภิวัตน์และแรงขับเคลื่อนของท้องถิ่น
การค้นหาว่าบุคคลวางตัวอย่างไรทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น
และความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นของการวางตัวกับสิ่งสำคัญๆ ระดับโลก อย่างเช่น
สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจโลก และธรรมาภิบาลระดับโลก
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
1) ระยะทาง 2) ความใกล้ชิดกัน 3) การแบ่งแยก
– เป็นปฏิสัมพันธ์ที่แพร่หลายระหว่างพลวัตภายใต้การแบ่งแยกและบูรณาการที่เกิดขึ้นในทุกระดับของชุมชน
4) โลกของท้องถิ่น – มีสิ่งต่างๆ ที่จะต้องให้ความสำคัญ คือ ภาวะโดดเดี่ยว
การต่อต้าน การแสดงวรรณะ และการยืนยันตัวตน และ 5) โลกกว้าง – มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณา
คือ การยืนยันตัวตน การต่อต้าน การแสดงลักษณะเฉพาะ และการกำหนดขอบเขตของดินแดน
|
|
ซาสเกีย
ซาสเซน (Saskia Sassen,
1993)
นิยาม - โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจทำให้เกิดสิ่งสำคัญของการเชื่อมโยงทางสังคมและบทบาทของศูนย์กลาง
การเชื่อมโยงและเกิดพันธมิตรข้ามเขตแดน
และการคลี่คลายเงื่อนไขของความมั่งคั่งและวาระสำคัญบางอย่างระหว่างชาติลง
|
|
ประเด็นสำคัญ
|
โลกาภิวัตน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
1)
การปรับปรุงโครงสร้างของเมืองระดับโลกใหม่
ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและเกิดการแบ่งขั้วขึ้น 2)
การเติบโตขึ้นของภาคบริการการผลิต (producer service sector)
เป็นลักษณะสำคัญของการปรับแปลงสภาพไปสู่อนาคตของเมืองระดับโลก 3)
สถานที่ที่เป็นศูนย์กลาง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ และ 4) บทบาทของชายหญิงมีผลอย่างมากต่อการย้ายถิ่น
การผลิตข้ามชาติ และเกิดรูปแบบใหม่ของความไม่เท่าเทียมกัน
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
ภูมิศาสตร์ใหม่เกี่ยวกับการสร้างความเป็นศูนย์กลาง
(centrality) และการเป็นชายขอบ (marginality) และยุคแห่งดิจิตอลโลก
(global digital era)
|
|
อิมมานูเอล
วอลเลอร์สไตน์ (Immanuel
Wallerstien, )
นิยาม - ระบบทุนนิยมโลก
(capitalist
world system) แพร่กระจายผ่านไปทั่วทั้งโลก โดยระบบโลกเป็นหน่วยเดียวกันของการแบ่งงานกันทำ
แต่ว่ามีระบบวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ทางด้านเศรษฐกิจ
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
สถานะของพื้นที่แกนกลาง กึ่งกลาง
และชายขอบของเศรษฐกิจโลก
จะมีความสัมพันธ์กันอย่างมั่นคงด้วยความเข้มแข็งทางการทหาร ความมุ่งมั่นทางอุดมการณ์ที่มีต่อระบบในฐานะที่เป็นองค์รวม
และการแบ่งกลุ่มมหาชนให้ไปอยู่เป็นคนกลุ่มล่าง
ขณะที่คนกลุ่มน้อยขยับขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง
สำหรับพื้นที่ชายขอบจะต้องมีการคุ้มครองไม่ให้เกิดการแบ่งขั้วและความขัดแย้ง
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
ระบบโลก
แกนกลาง เขตกึ่งกลาง และชายขอบ
|
|
มัลคอล์ม
วอเตอร์ส (Malcolm Waters, 1995)
นิยาม - กระบวนการทางสังคมที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์
สำหรับลดการจัดการทางสังคมและวัฒนธรรมลง
และการเพิ่มความตระหนักของประชาชนให้มากขึ้นในขณะที่พวกเขามีความเป็นตัวตนลดลง
ประเด็นสำคัญ - โลกาภิวัตน์ด้านการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
|
|
เหตุผลสนับสนุน
|
ติดตามโลกาภิวัตน์ผ่านการดำเนินชีวิตในสังคม
3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
|
|
โครงสร้างของทฤษฎี
|
การแลกเปลี่ยนวัตถุที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น
การแลกเปลี่ยนทางการเมืองนานาชาติ และการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ในระดับโลก
|
แม้ว่าทฤษฎีโลกาภิวัตน์แสดงเอาไว้ในหลากหลายสาขาวิชา
แต่ว่ามีการยอมรับหลักการเบื้องต้นร่วมกันว่า ก)
เป็นประเด็นของการเปลี่ยนผ่านในรากลึกของเนื้อหาและประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ข)
เป็นการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างกาลเทศะ และ ค) เป็นการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น
โดยขอบเขตแห่งดินแดนและระยะทางมีบทบาทต่อการกำหนดรูปลักษณ์ของสังคม องค์กร
และบุคคล น้อยลงกว่าอดีที่ผ่านมา (Holm, 2003)
ทั้งนี้โดยมีพลวัตและกระบวนการพึ่งพิงของโลกาภิวัตน์ที่ปรากฎอยู่ในทุกทฤษฎี 6 ประเด็นด้วยกัน คือ
1.
การเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อของการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ (economic
interdependence) ทั่วโลก
2.
การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นและความลึกซึ้งในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ การเมือง
และวัฒนธรรม
3.
การแพร่กระจายของความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกและรวดเร็วมาก
ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่ที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก
4.
การบีบอัดของกาลเทศะ (compression of time and space)
5.
การไม่ยึดติดกับเหตุการณ์และสถาบันที่เอื้อให้เกิดการปรับปรุงแนวทางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมข้ามกาลเทศะ
6.
การเพิ่มขึ้นของจิตสำนึกระดับโลก (global consciousness)
ผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ (processes of reflexivity)
ทั้งนี้โดยมีการสื่อสารคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการพลวัตทั้งหกประการดังกล่าวข้างบน
ซึ่งอูลริช เบค (Ulrich
Beck, 2000) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันได้ชี้ให้เห็นว่า
โลกาภิวัตน์ถูกสร้างและฟูมฟักให้อยู่ในกิจกรรมการสื่อสาร โดยกล่าวว่า “กระบวนการเกิดโลกาภิวัตน์ตั้งอยู่บนฐานที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นที่ประจักษ์
โดยที่ความหนาแน่นและความมั่นคงของโครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคกับโลกและการนิยามตัวตนผ่านสื่อสารมวลชน
รวมไปถึงความหนาแน่นและความมั่นคงของพื้นที่ทางสังคมและของภาพลักษณ์การไหลเวียน ..
ความสัมพันธ์ของโลกในแนวระนาบจะถูกกำหนดคุณลักษณะด้วยปัจจัยหลายอย่างและการไม่บูรณาการที่เปิดออกไปเมื่อถูกสร้างและรักษาเอาไว้ในการสื่อสารและกิจกรรม”
การเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อของการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจทั่วโลก
พลวัตอย่างแรกเป็นการสร้างและถูกสร้างขึ้นมาด้วยการจัดองค์กรรูปแบบใหม่และกระบวนการสื่อสาร
การพึ่งพิงกันจะมีได้จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือที่ยืดหยุ่นทั้งภายในและระหว่างโครงสร้างการจัดการทั้งแบบเดิมและที่เกิดขึ้นมาใหม่ในระดับท้องถิ่น
ระดับรัฐ ระดับภูมิภาค และระดับโลก
ความตกลงร่วมมือกันแบบใหม่ถูกปรับแปลงข้ามอาณาเขต ด้วยการพิจารณารายละเอียดต่างๆ
ที่สัมพันธ์กับการดำเนินการและการสื่อสารที่มีความรับผิดชอบภายในและภายนอกของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น การทำงานกับเพื่อนร่วมงานเพื่อวิเคราะห์ความพยายามของอุตสาหกรรมยานยนต์ของต่างประเทศที่จะเชื่อมโยงกับองค์กรภาคประชาสังคม
เพื่อที่จะอำนวยให้ท้องถิ่นมีทุนทางสังคมรูปแบบใหม่ๆ เข้ามา
นั่นยังจะเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงสื่อสารระหว่างองค์กรเอกชนที่ทำงานข้ามประเทศกับหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานเพื่อคนว่างงานด้วย
ความสับสนวุ่นวาย ความไม่จีรัง และความไม่แน่นอน
ที่เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ
ล้วนจำเป็นต้องใช้ความรับผิดชอบ การปรับตัว และประสิทธิภาพในการสื่อสารขององค์กร
ซึ่งจะไม่พบเลยในการจัดองค์กรแบบดั้งเดิมที่เน้นการมีลำดับศักย์
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบที่ว่านี้จะต้องมีอะไรหลายอย่างเพื่อให้มีการอบรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของทั้งคนงานและผู้จัดการ
นักวิชาการส่วนมากเห็นด้วยว่า รูปแบบระดับโลกหลายอย่างคล้ายคลึงกับระบบชั่วคราวและความร่วมมือแบบเฉพาะเจาะจงและจะมีขอบเขตเหนือขอบเขตพื้นที่
และ/หรือเขตอำนาจ การจัดการเสมือนจริงกลายเป็นสิ่งปรกติ ขณะที่การเจรจาซึ่งหน้า (face to face interactions)
กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ การรักษาสัมพันธภาพ
หรือการตัดสัมพันธ์ระหว่างกัน องค์กรที่มีโครงข่ายระดับโลกตามความหมายของมองจ์และฟูล์ก
(Monge
and Fulk, 1999) จะมีลักษณะ ก) ถูกขึ้นมาบนโครงข่ายการสื่อสารที่ยืดหยุ่นมากกว่าที่จะเกิดขึ้นบนโครงสร้างลำดับศักย์แบบเดิม
ข) พัฒนาความเชื่อมโยงที่มีความยืดหยุ่นมาก
ทำให้สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับการเปลี่ยนแปลง พลวัตของโครงข่ายองค์กรอื่น ข้ามเครือข่ายที่ถูกผูกติดไว้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง
และ ค) ประกอบด้วยโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความซับซ้อนสู งที่สนับสนุนระบบการสื่อสารที่มีความยืดหยุ่นสูง
ในมุมมองเหล่านี้
องค์กรระดับโลกจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการสื่อสารที่ข้ามระดับองค์กรและข้ามเขตแดนออกไป
และความยืดหยุ่นที่มีจะทำให้ความก้าวหน้าหรือเสื่อมถอยขององค์กรได้
รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารและการจัดการเพื่อโน้มน้าวแบบใหม่
เป็นหัวใจของวิธีการร่วมสมัยในการจัดการเพื่อปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกกันว่า
“ยุคหลังฟอร์ด” (post-Fordism) สังคมสารสนเทศ
(informational society) หรือสังคมหลังสมัยใหม่ (postmodern
condition)
การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นและความลึกซึ้งในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ
ทางการเมือง และวัฒนธรรม
การเสื่อมสลายลงของเขตแดนทางเศรษฐกิจ
การเมือง สังคม องค์กร พรมแดน และวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นนั้น
เป็นที่โจทย์จรรกันอย่างกว้างขวางว่า นั่นมันเรื่องอะไรกัน
พวกเขากล่าวถึงเรื่องนั้นว่าอย่างไร มีการสื่อสารแก่กันและกันบ่อยไหม
มีความเชื่อมโยงอันไหนที่เคลื่อนไหวต่อ ประชาชนอาศัยอยู่ตรงไหนและจะอพยพไปไหน
วิธีการที่ใช้ในการสื่อสารแบบเก่าแบบใหม่เป็นอย่างไร และพวกเขาจัดการสิ่งต่างๆ
เหล่านั้นอย่างไร ซึ่งนักทฤษฎีบางคนเห็นว่า
ความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเหตุและเกิดจากเหตุที่มีการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบต่างๆ
ที่ทำเลที่ตั้งสามารถแสดงบทบาทแปรเปลี่ยนไปได้ทั่วโลก
เทคโนโลยีการสื่อสารอาจจะทำให้ความสำคัญของระยะทางหมดลง
แต่ทำเลที่ตั้งก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญอยู่มาก
การแพร่กระจายออกไปอย่างมากของระบบโลก
ทำให้จำเป็นต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางการเงิน ระบบการจัดการ และกำลังแรงงาน
เพิ่มมากขึ้น ซาสเซน (Sassen,
2000) ได้อธิบายเอาไว้เป็นตัวอย่างเกี่ยวกับ “เขตแดนใหม่” (new
frontier zone)
ว่าเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีรูปแบบองค์กรแบบใหม่
และได้มีการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นแบบเดิมแบบเก่าบางอย่างแล้ว
เมืองระดับโลก (global cities) จึงเป็นเมืองรูปแบบใหม่ที่เป็นจุดเชื่อมและเป็นขั้วของวงจรโลก
ยิ่งไปกว่านั้น เมืองระดับโลกและรูปแบบใหม่ของศูนย์กลางเขตแดน (new form of
territorial centralization)
จึงกลายเป็นสถานที่ที่ไม่เพียงแค่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการสื่อสารคมนาคมออกไปอย่างกว้างขวาง
เป็นสถานที่ที่มีการบริการพิเศษเฉพาะอย่าง (new form of territorial
centralization) เป็นศูนย์รวมของอุตสาหกรรมการผลิต เท่านั้น
แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีผู้อพยพเข้ามามากมาย
มีวัฒนธรรมการทำงานที่หลากหลาย และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก
ซึ่งซาสเซนและอีกหลายคนเห็นว่า
สถานการณ์ระดับโลกแบบนี้อาจทำให้ผู้ที่ไม่สนใจสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้
และยังทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ
สำหรับกลุ่มคนชั้นล่างและการพัฒนาสังคมเมืองระดับโลกขึ้นมาได้
ความเข้มข้นที่เกิดขึ้นของการเชื่อมโยงข้ามแบบแผนเดิมของสังคม
ยังคงก่อให้เกิดการเติบโตทวีคูณในการดำเนินกิจการภาครัฐและองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ
ทำให้สหภาพแรงงาน ธุรกิจขนาดเล็ก และกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม
จำนวนมากที่วางสถานะของตนอยู่ในระดับโลกมากกว่าที่อยู่แค่ระดับท้องถิ่น
มิติการจัดการของการเปลี่ยนแปลงสู่ระดับโลกและการสร้างวัฒนธรรมระดับโลกนี่ก็ดูเป็นสิ่งปรกติที่มีการดำเนินการกัน
จะเห็นได้จากปัจจุบันนี้มีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)
และองค์กรระหว่างประเทศ (IGOs) มากกว่า 3 หมื่นแห่ง ที่ทำงานด้านนิเวศววิทยาและการพัฒนา ความเป็นหุ้นส่วน
ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านต่างๆ ระหว่างกัน
เกิดขึ้นทุกวันอย่างไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นปริมาณได้
ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน โรคระบาด ความปปลอดภัยสาธารณะ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
จะเห็นได้ว่าบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ลองเข้าไปดูในเสิร์ชเอนจิน yahoo หรืออย่างอื่นดูก็ได้
จะเห็นกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย
เพื่อจูงใจให้ประชาชนทั่วโลกเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมขององค์กร ผ่านการหาเพื่อน
การถกแถลงประเด็น การบริจาค การเล่นเกมส์ ฯลฯ
การแพร่กระจายของความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกและรวดเร็วมาก
ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่ที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก
พลวัตอย่างที่สามที่ก่อให้เกิดคุณลักษณะโครงสร้างการจัดการที่สำคัญของยุคโลกาภิวัตน์
คือ โครงข่าย (network) โดยโครงข่ายองค์กร โครงข่ายผู้สนับสนุน
โครงข่ายผู้ก่อการร้าย โครงข่ายอาชญากร โครงข่ายกีฬา โครงข่ายการท่องเที่ยว โครงข่ายที่มีความสนใจเฉพาะเรื่อง
ทั้งหลายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบโลก “รูปแบบหลายอย่างขององค์กรและสังคมทั้งหลายเหล่านี้
ที่อยู่ภายใต้ระบบตลาดแบบเดิมหรือที่จัดลำดับศักย์แบบที่เคยเป็น
หรือเป็นทั้งสองอย่าง ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการหมุนเวียนของวัตถุและสัญลักษณ์ต่างๆ
ที่เชื่อมโยงประชาชนและวัตถุหลายๆ อย่างเข้าด้วยกันในระดับท้องถิ่นกับระดับโลก
โดยปราศจากการยึดติดขอบเขตของประเทศ สถาบัน หรือองค์กรแบบเดิม ..
แต่ว่าถูกสร้างขึ้นมาจากหลักการของความยืดหยุ่น เป็นพลวัต
มีความสัมพันธ์ที่ไม่จีรัง ทำให้เกิดกิจกรรมขององค์กรขึ้นมาจำนวนมาก ดังนั้น
การจัดการขององค์กรระดับโลกจึงเป็นกระบวนการที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดหรือพึ่งพิงสถานที่แต่อย่างใด” (Monge
and Contractor, 2003)
คาสเทลส์ (Castells, 1996) มองเห็นการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและการจัดการของความสัมพันธ์การผลิตกับกระบวนการทำงานในสังคมทุกวันนี้
ที่เป็นแกนกลางของโครงสร้างสังคมแบบใหม่
โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในการทำงานและวิธีการสำหรับกระจาย บริโภค
และสะสมสินค้าต่างๆ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เกิดจากกระบวนทัศน์สารสนเทศ (informational
paradigm)
และกระบวนการที่เป็นผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมในภาพกว้าง
การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสารสนเทศไปทั่วโลกมีนัยยะหลายอย่างมาก
แบบจำลองในการสร้าง ส่งผ่าน ใช้ประโยชน์ จัดการ เรียนรู้
และสร้างความรู้สึกรู้ต่อความรู้แบบเดิมๆ ยังไม่เพียงพอ
การจัดการเปลี่ยนแปลงสังคมของโลกจำเป็นจะต้องพัฒนารูปแบบการจัดการแบบใหม่
ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและดำเนินการด้วยการสร้างความรู้สึกรู้แบบใหม่
เนื่องจากความรู้จะถูกนำมาบริโภคและสร้างสรรค์อย่างเป็นพุทธิวิสัย
ไม่มีความสมบูรณ์ และเป็นนัยยะตามวัฒนธรรม
การจัดการความรู้เพื่อการจัดการระดับโลกต่อการการปรับปรุงบริบทใหม่
การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทำให้เกิดความเป็นไปได้หลายอย่างที่ต่อเนื่องไปสู่การแสดงอัตลักษณ์ ศักยภาพ
การพัฒนา และกลยุทธ์ขององค์กร กลุ่ม และเทคโนโลยี
ขณะที่กลุ่มผู้สนใจที่มีขนาดปานกลางจนถึงขนาดใหญ่มาก ค่อยๆ
เข้าถึงสื่อส่วนกลางที่ยังมีการควบคุมอยู่บางส่วน นั่นแสดงว่า
ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่กำลังเข้าใกล้จุดที่เป็นส่วนขาดของการสื่อสาร
ด้วยการเพิ่มขึ้นของสื่อขนาดเล็ก เช่น อีเมล แชตรูม และโทรศัพท์เคลื่อนที่
และสื่อขนาดกลาง เช่น เวบไซต์ เวบไซนส์
การรณรงค์ของชุมชนผ่านอินเตอร์เนต องค์กรต่างๆ มีศักยภาพในการเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับสมาชิกในลักษณะนี้
จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ไม่ได้เป็นไปได้ กลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่และกลุ่มที่มีเป้าหมายเฉพาะจึงได้รับความสนใจจากกลุ่มต่างๆ
ทั้งองค์กรภาครัฐในประเทศและต่างประเทศ แบบจำลองแบบเดิมเกี่ยวกับอำนาจ ความเป็นส่วนตัว
และการตรวจตราเฝ้าระวัง ยังคงถูกท้าทายจากศักยภาพที่ยังคงฝังตรึงอยู่ในเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่
การบีบอัดของกาลเทศะ
กระบวนการที่สี่เป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทและสิ่งอำนวยความสะดวกทางกายภาพและจิตวิทยาในโครงข่ายการสื่อสารคมนาคมทั้งในองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
วอเตอร์ส (Waters,
1995) กล่าวว่า
การบีบอัดของกาลเทศะเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาอันสั้น
และฝังพื้นที่ที่ให้จมลงจนหมดความสำคัญอย่างที่เคยมี
การเติบโตขึ้นอย่างพลุพุ่งของความเชื่อมโยงและการบีบอัดกาลเทศะที่เกิดขึ้นตามมา
ส่งผลให้มีการส่งผ่านสารสนเทศกันระหว่างโครงข่าย มีค่าใช้จ่ายลดลง มีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก
มีการเข้าถึงได้มากขึ้น และลดระยะทางลงมาก นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในหลายอย่างที่สามารถเรียนรู้และแปลความหมายได้จากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ความเข้มข้นและความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
เพื่อนร่วมงาน และประชาชนต่างๆ ที่แต่ก่อนไม่ค่อยมี
กลับเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยการมีเป้าหมายบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน
หรือด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือเหตุผลส่วนตัว
การหายไปของพื้นที่และระยะทางจะเกิดขึ้น เมื่อประชาชนที่อยู่ต่างที่กันแต่ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมแบบง่ายๆ
เช่น โทรทัศน์ อินเตอร์เนต ทำให้พวกเขามีประสบการณ์พร้อมๆ กันจากเหตุการณ์เดียวกัน
เช่น เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ การระเบิดตึกเวิร์ลด์เทรด
เซนเตอร์ หรือการก่อการร้ายองค์การการค้าโลกที่ซีแอตเติล ทฤษฎีโลกาภิวัตน์แยกแยะเหตุการณ์แรกออกจากอีกสองเหตุการณ์หลัง
ด้วยการชี้ให้เห็นว่าในเหตุการณ์หลังนั้น เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญช่วยให้คนทั่วโลกมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน
มีประสบการณ์ และมีการจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดจิตสำนึกระดับโลกผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ
จึงจะเห็นได้ว่าโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงความคิดความเข้าใจต่อสิ่งที่มีอยู่และสิ่งที่ยังไม่มีให้ได้เห็นหลายอย่าง
อย่างที่สโคลเต (Scholte,
2000) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “โลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิดการบ่งชี้และการสื่อสารเกี่ยวกับขอบเขตและสิ่งที่มีความหมายเกี่ยวข้องของที่นี่และที่นั่น
ที่ห่างไกลและที่อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ภายนอกและที่อยู่ภายใน ที่บ้านและนอกบ้าน
พวกเขาและพวกเรา และปัญหามากขึ้นกว่าที่เคย”
แต่ว่าใช่แต่ความสัมพันธ์และการบ่งชี้องค์กรเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง
เดวิด ฮาร์วีย์ (David
Harvey, 1989)
นักภูมิศาสตร์ร่วมสมัยได้แสดงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งให้ได้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของโลกาภิวัตน์กับความเป็นหลังสมัยใหม่
(postmodernism) ด้วยการเขียนถึงการบีบอัดกาลเทศะเอาไว้ว่า “มีการเน้นถึงความผันผวนและความไม่จีรังของแฟชั่น
ผลิตภัณฑ์ เทคนิคการผลิต กระบวนการแรงงาน ความคิดและอุดมการณ์ ค่านิยม และแบบแผนการปฏิบัติ
ที่จัดตั้งขึ้น . . มีคำถามลึกๆ หลายคำถามที่เกี่ยวกับความหมายและการตีความยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ยิ่งความไม่แน่นอนเกิดขึ้นมากเท่าไร ความรีบเร่งในการค้นหาหรือการผลิตความจริงให้เป็นนิรันดร์บางอย่าง
ก็จำเป็นจะต้องดำเนินการ”
การไม่ยึดติดกับเหตุการณ์และสถาบันที่เอื้อให้เกิดการปรับปรุงแนวทางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมข้ามกาลเทศะ
การไม่ผูกติดของปฏิสัมพันธ์มนุษย์ที่อยู่บนบริบทของท้องถิ่นไปสู่บริบทที่กระจายออกไป
มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการบีบอัดของกาละเทศะ และได้รับการอำนวยความสะดวกและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อทุกประเภทของหน่วยงาน
ซึ่งกิดเดนส์ (Giddens, 1990) กล่าวเอาไว้ว่า “ภายใต้สถานการณ์ของสังคมสมัยใหม่
ประชาชนจำนวนมากต่อมากที่อาศัยอยู่ภายใต้สภาวะที่ไม่ได้ยึดติดกับสถาบัน
แต่มีแบบแผนชีวิตในท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับสังคมโลกในการจัดการสาระต่างๆ
ของชีวิตประจำวัน” ส่วนเมลุชชี (Melucci, 1996)
ได้ยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการยกระดับปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ขึ้นอย่างไร
จากเงื่อนไขของกาลเทศะในท้องถิ่นสู่ระดับโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสังคมอย่างรุนแรงมาก
ขณะที่องค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมยังคงมีปฏิสัมพันธ์กันแบบสนทนาซึ่งหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่
นั่นทำให้สมาชิกของกลุ่มสามารถวิเคราะห์ผู้อื่นและพิจารณาความเป็นไปขององค์กรแบบเดียวกันได้ดีพอสมควร
แต่ว่าทุกวันนี้ ความสามารถที่จะยกระดับปฏิสัมพันธ์ออกจากจุดนี้
เพื่อเพิ่มความสามารถในการมองกิจกรรมรวมให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ทรงพลัง (atomized
behavior) ที่จะนำมาผนวกให้กลุ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
สิ่งสำคัญก็คือ
การไม่ยึดติดกับสถาบันและองค์กรทางสังคม
ที่เป็นการยกตัวเองขึ้นจากบริบทท้องถิ่นและปรับโครงสร้างใหม่นั้น
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของอะไรหลายอย่างที่น่ากลัวมากในทุกวันนี้ เช่น
การยกระดับของกลุ่มก่อการร้าย แก๊งค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ
สำหรับโครงข่ายก่อการร้ายทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่ถูกมองเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่มีการแบ่งแยกออกได้เพียงไม่กี่กลุ่ม
แต่ว่ากลุ่มเหล่านี้ประกอบเข้ากันด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นข้ามผ่านความสำคัญของบุคคล
วัฒนธรรม และอุดมการณ์ กลายเป็นศูนย์กลางที่ทรงพลังกระจายตัวอยู่ทั่วโลก
การเพิ่มขึ้นของจิตสำนึกระดับโลกผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ
การเปลี่ยนแปลงแบบยืดหยุ่นในอัตลักษณ์ต่างๆ
ของตัวประชาชนและกลุ่มประชาชนนั้น เคลื่อนออกไปจากท้องถิ่นที่เคยเป็นศูนย์กลาง
ไปสู่ความเป็นสากล ซึ่งทำให้เกิดสารสนเทศใหม่และความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นมา
การวางตัวของประชาชนบนเวทีใหม่ระดับโลกจะถูกพิจารณาเป็นแบบองค์รวม อุปสรรคทางจิตวิทยาที่เคยมีต่อการระบุตัวตนของกลุ่มประชาชนกลุ่มย่อยๆ
และสถานที่ส่วนหนึ่งเล็กๆ ของโลก กำลังได้รับการพิจารณาใหม่
ซึ่งอาจมีการแบ่งกลุ่มใหม่และกำหนดค่าขึ้นมาใหม่
แม้ว่าบุคคลและกลุ่มบุคคลจะเห็นว่าตัวเองนั้น
แบ่งแยกออกมาแล้วหรือมีความแตกต่างจากส่วนที่อื่นๆ ของโลก
แต่ทฤษฎีโลกาภิวัตน์เสนอแนะให้พวกเขาสร้างสถานะของตนขึ้นอย่างสอดสัมพันธ์กับระบบโลก
ทั้งนี้โรเบอร์ตสัน (Robertson,
1990) เรียกมันว่า “การสร้างความสัมพันธ์” (relativization) ขึ้นมาใหม่
กระบวนการนี้สนับสนุนการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ความร่วมมือกัน
และโครงสร้างองค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่บุคคลต่างๆ
มีการรับรู้ว่าเป็นเขตแดนของประเทศหรือของหน่วยงานท้องถิ่นที่จะต้องก้าวข้ามไป
ซึ่งทุนทางสังคมระดับโลกจะถูกสร้างขึ้นมา เก็บรักษาเอาไว้
แล้วก็เสื่อมสลายลงไปด้วยความผูกพันองค์กรแบบใหม่
ขณะเดียวกันพื้นที่สาธารณะและโครงข่ายหมุนเวียนเป็นคู่ก็จะถูกสร้างและนำเสนอตัวตนแบบพหุลักษณ์ขึ้นมาด้วย
รวมถึงแบบจำลองใหม่ของการจัดการ การแสดงภาวะผู้นำ การเสนอช่องทางสื่อสาร
และเทคโนโลยีใหม่ จะกลายเป็นสถาบันที่สำคัญในโครงข่ายความสัมพันธ์นั้น
การเพิ่มระดับขึ้นของจิตสำนึกระดับโลก
ดูเหมือนจะมาจากกระบวนการของความยืดหยุ่นและการสื่อสาร ซึ่งดูขัดกันพอสมควร
แต่ว่ายังสอดสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับขึ้นของการเมืองท้องถิ่น
ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนมากขึ้น กลุ่มเคลื่อนไหว
ทางสังคมออกแบบงานเพื่อก้าวไปเข้าสู่การจัดระเบียบโลกใหม่เพิ่มขึ้น และการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอกลักษณ์ของบุคคล
ทฤษฎีโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่ตระหนักดีว่า การค้นหาเอกลักษณ์กลายเป็นรากฐานที่สำคัญของความหมายทางสังคมในยุคปัจจุบันของการคลายความเป็นศูนย์กลางและการทำลายโครงสร้างทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจแบบสากลลง
ในระดับหนึ่งการระบุตัวตนขององค์กร จะใช้แทนข้อมูลประจำชาติ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์
ประชาชนทั่วไปจะกลายเป็นพลเมืองของโลก
และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพลเมืองที่กำลังพัฒนาทั่วโลก ทางตรงกันข้าม มีคนจำนวนมากจัดระเบียบอัตลักษณ์ของชุมชนที่สื่อสารภายใน
และแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลุ่มเข้าและออก และต่อต้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม และการเมืองที่มีต่อเรา ในหนังสือเล่มที่สอง The Power of Identity ของคาสเทลส์
(Castells, 1997) กล่าวถึงโลกาภิวัตน์ไตรลักษณ์ เขาได้สำรวจฝ่ายตรงข้ามสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ว่า
“สำหรับนักเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านั้น ที่ถูกกีดกันออกไป หรือต่อต้านตัวตนของตัวตนที่ติดอยู่กับชีวิตในโครงข่ายอำนาจ
และความมั่งคั่งทั่วโลก สังคม วัฒนธรรม ของศาสนา ประเทศ หรือดินแดน อาจเป็นทางเลือกหลักในการสร้างความหมายในสังคมของเรา”
ปรับปรุงจาก Cynthia Stohl (2005) “Globalization Theory” in Engaging Organizational Communication Theory & Research: Multiple Perspectives. pp.232-241. Edited by Steve May & Dennis K. Mumby., SAGE Publications, Inc.