หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

planetary boundary

Surveying the Anthropocene ของ Patricia Macdonald

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สมุดภาพหรือหนังสือรวบรวมภาพ โดยทั่วๆ ไปแล้ว มีเป้าหมายเพื่อสร้างการสื่อสารด้วยภาพ (visual communication) คือ ใช้ภาพเป็นตัวกลางหลักในการถ่ายทอดเนื้อหา แทนการใช้ตัวอักษรจำนวนมาก หรือไม่ก็เป็นไปเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม (engagement) คือ ดึงดูดความสนใจผู้อ่านผ่านองค์ประกอบศิลป์ สีสัน และมุมมองภาพ สมุดภาพเป็นการย่อยข้อมูล (simplification) คือ ทำเรื่องที่ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรมและเข้าใจง่ายขึ้น และเป็นการบันทึกและรวบรวม (archiving) ด้วยการเก็บสะสมภาพเหตุการณ์ สถานที่ หรือชุดความคิดให้อยู่ในแหล่งเดียวกันอย่างเป็นระบบ

สิ่งสำคัญมากๆ ของสมุดภาพ คือ ความสวยงาม (aesthetics) มีการคุมโทนสี สไตล์ และลายเส้น ให้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งเล่ม มีการใช้พื้นที่ว่าง (white space) อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาพหายใจได้ และจัดระเบียบสายตาผู้อ่าน อีกทั้งยังต้องมีการสลับมุมมองภาพ (perspective) เพื่อสร้างจังหวะที่น่าสนใจในการพลิกอ่าน

รูปแบบทั่วไปของสมุดภาพเป็นการเล่าเรื่อง (narrative) ที่มีการวางลำดับภาพให้เกิดความต่อเนื่อง (sequencing) เหมือนการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ มีองค์ประกอบศิลป์หลายอย่าง หากใช้ภาพเดี่ยว (single page) จะฉายเป็นภาพขนาดใหญ่ที่ต้องการเน้นความสำคัญ หากจัดหน้าให้เป็นภาพคู่ (spread) ภาพๆ เดียวจะถูกจัดวางตามแนวยาวครอบคลุมสองหน้ากระดาษ เพื่อความยิ่งใหญ่หรือแสดงรายละเอียด บางส่วนบางจังหวัดอาจนำเสนอด้วยช่องภาพ (panels) ด้วยการวางภาพขนาดเล็กหลายภาพในหน้าเดียว เพื่อแสดงขั้นตอนหรือความหลากหลาย

สำหรับสมุดภาพของ Patricia Macdonald แปลกตาด้วยชื่อเรื่องซีรีย์ว่า Studies in Photography พร้อมกับระบุสิ่งที่ต้องการศึกษาจากภาพที่นำมาเสนอในสมุดภาพเล่มนี้ว่า Surveying the Anthropocene: Environment and photography now เป็นการนำเสนอภาพถ่ายและบทความวิชาการเกี่ยวกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน โดยมีใจความสำคัญสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลัก คือ

1. การเผชิญหน้ากับยุคที่มนุษย์ครองโลก หรือ "Anthropocene" สมุดภาพเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าโลกไม่ได้อยู่ในยุค Holocene อีกต่อไป แต่ก้าวเข้าสู่ยุค Anthropocene ซึ่งเป็นยุคที่กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและทำลายระบบนิเวศของโลก จนอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 บทความต่างๆ ที่นำเสนอผ่านสมุดภาพในประเด็นนี้ เน้นย้ำว่านี่คือ "ยุคสมัยแห่งความสูญเสีย" (age of loss) ที่เราต้องหาคำตอบว่าจะอยู่ เรียนรู้ และแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร

2. พลังและกับดักของภาพถ่าย (power and trap of images) ภาพถ่ายในสมุดภาพเล่มนี้ มีความย้อนแย้งในตัวเอง ด้านหนึ่งมีพลังในการสะกดอารมณ์และสร้างความตระหนักรู้ เช่น ภาพพลาสติกในตัวนกอัลบาทรอส หรือภาพน้ำแข็งละลายที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยหายนะ แต่อีกด้านหนึ่งมีคำเตือนเกี่ยวกับการทำให้ความหายนะกลายเป็นเรื่องสวยงาม (aestheticization of destruction) ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านมองเป็นเพียงความบันเทิงหรือ สินค้าทางภาพถ่ายแทนที่จะเกิดความเห็นอกเห็นใจหรือความกระตือรือร้นในการแก้ไขตามที่ Susan Sontag เคยเตือนไว้

3. บทบาทของประเด็นนี้กับการปรับตัว (context and adaptation) สารัตถะของสมุดภาพที่นำเสนอ ระบุว่าตัวหนังสือหรือบทความจากนักวิชาการที่อนู่ภายในเล่ม ไม่ว่าจะเป็น George Monbiot หรือ Jared Diamond นั่นคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นสิ่งที่อยู่ลึกกว่าพื้นผิวของภาพถ่าย ช่วยสร้างบริบท ความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์โลก (world identity) และความเห็นอกเห็นใจ (empathy)

ผลงานอันโด่งดังของช่างภาพและนักกิจกรรม Chris Jordan จากชุดภาพถ่าย "Midway: Message from the Gyre" (2009) ซึ่ง Patricia Macdonald เลือกมาเพื่อสื่อสารใจความสำคัญของหนังสือ

นัยยะสำคัญของภาพหน้าปก (โดย Chris Jordan)


     โศกนาฏกรรมของนกอัลบาทรอส: ภาพนี้ คือ ซากของลูกนกอัลบาทรอสบนเกาะมิดเวย์ (Midway Atoll) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่มาก แต่สิ่งที่ปรากฏในท้องของมันกลับเต็มไปด้วย "พลาสติก" ที่พ่อแม่นกเก็บมาจากทะเลเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร

     นิยามของ Anthropocene ที่จับต้องได้: Macdonald ใช้ภาพนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากน้ำมือมนุษย์ไม่ได้อยู่แค่ในเมืองหรือโรงงาน แต่มันแทรกซึมไปถึงสัญชาตญาณการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในโลก พลาสติกเหล่านี้กลายเป็นซากฟอสซิลยุคใหม่ที่บ่งบอกถึงยุคสมัยของเรา

     ความย้อนแย้งเชิงภาพถ่าย: เช่นเดียวกับงานศิลปะในยุค Anthropocene อื่นๆ ภาพนี้มีความสวยงามในเชิงองค์ประกอบและรายละเอียดของพื้นผิว (texture) แต่เนื้อหาข้างในกลับเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวและสะท้อนความล้มเหลวของระบบนิเวศ

การเชื่อมโยงเนื้อหาในหนังสือ Macdonald มีการกล่าวถึงภาพนี้ว่า เป็นตัวอย่างของการใช้ภาพถ่ายเพื่อ "พยานหลักฐาน" (Bearing witness) ภาพของ Jordan ไม่ได้เพียงแค่บันทึกความตาย แต่บันทึก "วงจรการบริโภค" ของมนุษย์ที่เข้าไปแทนที่วงจรชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่หนังสือเล่มนี้ต้องการสำรวจผ่านมุมมองของช่างภาพร่วมสมัยหลายๆ ท่าน

อย่างไรก็ดี ในหนังสือ Surveying the Anthropocene (2024) ของ Patricia Macdonald มีการคัดสรรผลงานจากช่างภาพระดับโลกหลายท่านเพื่อสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับยุคสมัยที่มนุษย์ครองโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหัวข้อที่หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญ มีผลงานของช่างภาพอีก 2-3 ท่าน ที่น่าสนใจและช่วยขยายความเข้าใจเรื่องระดับขนาดและความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกได้ดีมากๆ

ผลงานของ Edward Burtynsky

แม้ภาพของเขาจะไม่ได้อยู่บนหน้าปกของเล่มนี้ แต่ Burtynsky คือบุคคลสำคัญในบทสนทนาเรื่อง Anthropocene ผลงานที่มักถูกหยิบยกมาวิเคราะห์คือซีรีส์ "Anthropocene"

 

 

ภาพถ่ายที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดภาพหนึ่งจากชุด Anthropocene ของ Edward Burtynsky ที่ Patricia Macdonald กล่าวถึงในหนังสือ! ภาพนี้คือภาพถ่ายภายในเหมืองโพแทช ในเมือง Berezniki ประเทศรัสเซีย สาระที่ Macdonald วิเคราะห์ผ่านภาพนี้ในบริบทของ Anthropocene มีประเด็นที่ลึกซึ้งและน่าสนใจมาก คือ

1. การทำให้ "Deep Time" (เวลาทางธรณีวิทยา) กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้

ลวดลายสีส้มและเทาที่สวยงามบนผนังและเพดานเหมืองที่คุณเห็นในภาพนี้ คือชั้นตะกอนของเกลือและแร่ธาตุที่ทับถมกันมานานหลายล้านปี เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของโลกในอดีต (Geological Time) สาระสำคัญที่ Macdonald ชี้ให้เห็นว่าภาพนี้ทำให้เราเห็น "Deep Time" ที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่ตัดผ่านเวลาเหล่านี้ คือ ร่องรอยของมนุษย์ เช่น รอยเครื่องจักรที่ผนัง ถนนด้านล่าง โดย Macdonald กล่าวว่านี่คือการแสดงให้เห็นว่าในยุค Anthropocene "เวลาของมนุษย์" ได้เข้าไปขุดเจาะและรบกวนเวลาของโลกอย่างเป็นทางการ

2. ความงดงามที่น่าสะพรึง (Sublime in the Underworld)

ภาพนี้มีองค์ประกอบแบบ "Sublime" (ความยิ่งใหญ่ที่น่าตื่นตาและน่าเกรงขาม) อย่างชัดเจน ลวดลายที่ดูเหมือนภาพวาดนามธรรมและขนาดที่กว้างใหญ่ของเหมืองทำให้ผู้ชมรู้สึกตัวเล็กจ้อย Macdonald วิเคราะห์ว่า Burtynsky ใช้สุนทรียศาสตร์นี้เพื่อดึงดูดให้คนหยุดมองและพิจารณาถึงสภาวะสุดโต่ง (Extremity) ของการขุดเจาะทรัพยากร เธอกล่าวว่าความสวยงามในภาพ คือ "ดาบสองคม" มันดึงดูดสายตาแต่ก็นำไปสู่ความตระหนักถึงความจริงที่ว่า เรากำลังกัดกินโลกจากภายในเพื่อตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจระดับโลก เช่น การใช้โพแทชเพื่อทำปุ๋ยเคมีสำหรับเกษตรกรรมอุตสาหกรรม

3. ร่องรอยของ Prosumer และระบบอุตสาหกรรม

Macdonald เชื่อมโยงภาพนี้เข้ากับบทบาทของมนุษย์ในฐานะ "prosumer" ภาพนี้ไม่ใช่แค่ภาพเหมือง แต่คือแผนที่ของโครงข่ายอุปทาน (Supply chain map) ที่แสดงจุดเริ่มต้นของการผลิตอาหารในโลกสมัยใหม่ Macdonald ใช้ภาพนี้เพื่อสื่อสารว่าความสะดวกสบายและการบริโภคของเราในทุกวันนี้ มีรอยแผลที่ถูกซ่อนไว้ใต้ดิน ภาพถ่ายภายในเหมืองโพแทชของ Burtynsky ภาพนี้จึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานทางสายตาที่ Macdonald ใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับโลกในระดับที่ลึกซึ้งที่สุด เป็นการตอกย้ำว่าในยุค Anthropocene ไม่มีพื้นที่ใดแม้กระทั่งใต้ฝ่าเท้าของเราที่รอดพ้นจากการแทรกแซงและการจัดระเบียบใหม่โดยมนุษย์ปกติ

ผลงานของ Loch Leven

ในฐานะที่เธอเป็นทั้งศิลปินและนักวิชาการ งานของเธอมักเน้นไปที่การสำรวจภูมิประเทศในสกอตแลนด์

 

 

 

สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ เธอใช้การถ่ายภาพทางอากาศเพื่อแสดงให้เห็นการจัดการที่ดินที่ผิดธรรมชาติ เช่น การทำวนอุทยานเชิงพาณิชย์ที่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิม งานของเธอเน้นไปที่การมองหาประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในชั้นดินและพืชพรรณ

Macdonald มองว่าภาพภูมิประเทศสกอตแลนด์ของเธอไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะ แต่เป็นเครื่องมือทางวิชาการที่เชื่อมโยงระหว่างภูมิศาสตร์และจริยธรรมของสิ่งแวดล้อม (Environmental Ethics) เพื่อให้เรามองเห็นความรับผิดชอบของมนุษย์ที่มีต่อโลกผ่านร่องรอยบนพื้นดิน ทั้งนี้ ภาพถ่ายทางอากาศที่โดดเด่นของ Patricia Macdonald ซึ่งถูกรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ภาพนี้ คือ ภาพ Castel island ของ Loch Leven ในสกอตแลนด์ในช่วงฤดูหนาวที่ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง สาระสำคัญที่ Macdonald พยายามสื่อสารผ่านภาพภูมิประเทศสกอตแลนด์ลักษณะนี้ในบริบทของ Anthropocene มีประเด็นที่ลึกซึ้งดังนี้

1. ความเปราะบางของระบบนิเวศ (Fragility of Ecosystems)

ลวดลายของน้ำแข็งที่แตกตัวและก่อตัวใหม่รอบๆ เกาะ Castle Island ในภาพนี้ แสดงให้เห็นถึงสภาวะทางกายภาพที่แปรเปลี่ยนได้ง่าย Macdonald ใช้ความงามของน้ำแข็งเป็นตัวแทนของความเปราะบางต่อสภาวะโลกร้อน (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรธรรมชาติในระดับท้องถิ่นของสกอตแลนด์

2. การซ้อนทับของเวลา (Overlapping Temporalities)

ในภาพนี้มีองค์ประกอบสองส่วนที่ตัดกันอย่างชัดเจน คือ ปราสาท (Castle Island): สื่อถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และการตั้งถิ่นฐานในอดีต และปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา/ภูมิอากาศ: สื่อถึงเวลาทางธรรมชาติ (Geological/Deep Time) โดย Macdonald ต้องการให้เราเห็นว่าเวลาของมนุษย์และเวลาของโลก กำลังปะทะและหลอมรวมกันในยุค Anthropocene จนเราไม่สามารถแยกประวัติศาสตร์ของสังคมออกจากประวัติศาสตร์ของธรรมชาติได้อีกต่อไป

ผลงานของ Mandy Barker

หากภาพหน้าปกของ Chris Jordan คือ ความตายของนก งานของ Mandy Barker คือ การขยายภาพขยะพลาสติกในทะเลให้ชัดเจนขึ้น

Macdonald สรุปว่างานของ Mandy Barker ช่วยเติมเต็มภาพของ Anthropocene ให้สมบูรณ์ โดยการดึงเอาสิ่งที่เราพยายามทิ้งและลืม กลับมาจ้องหน้าเราอีกครั้งในรูปแบบที่สวยงามจนปฏิเสธไม่ได้ เพื่อให้เรายอมรับความจริงว่า "ขยะเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของตัวเราและโลกใบนี้ไปแล้ว"

สังเกตประเด็นที่ Macdonald วิเคราะห์ไว้ในภาพนี้

1.ความลวงตาของสุนทรียภาพ: เมื่อมองไกลๆ ภาพนี้ดูเหมือนกลุ่มแพลงก์ตอนที่สวยงามหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในท้องทะเล แต่เมื่อคุณมองเข้าไปใกล้ๆ คุณจะเริ่มเห็นความจริงว่ามันคือเศษพลาสติกที่แตกหัก เชือกไนลอน และชิ้นส่วนจากผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค

2.การจัดวางแบบนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Layout): แทนที่จะถ่ายภาพขยะกองรวมกันบนทราย Barker เลือกที่จะจัดระเบียบใหม่บนพื้นหลังสีดำสนิท ซึ่ง Macdonald มองว่าเป็นการยกระดับขยะให้กลายเป็นวัตถุพยานที่สำคัญของยุค Anthropocene เพื่อให้เราไม่สามารถเบือนหน้าหนีได้

3. ความรู้สึกที่ไร้ขอบเขต: การไม่มีเส้นขอบฟ้าหรือมาตราส่วนที่ชัดเจนในภาพ ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าปัญหาพลาสติกนี้กระจายตัวอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งในมหาสมุทรอย่างไร้ขอบเขต

สาระสำคัญที่ Macdonald วิเคราะห์ไว้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

1. การเปลี่ยนขยะให้เป็นวัตถุทางมานุษยวิทยา Macdonald อธิบายว่า Barker ไม่ได้ถ่ายภาพขยะในสภาพที่รกรุงรังบนชายหาด แต่เธอใช้วิธีรวบรวมเศษพลาสติกเหล่านั้นมาทำความสะอาด แยกประเภท และจัดวางอย่างประณีตบนพื้นหลังสีดำสนิท ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ขยะพลาสติกกลายเป็น "วัตถุที่ควรค่าแก่การศึกษา" (Specimens) เหมือนกับที่นักโบราณคดีศึกษาฟอสซิล Macdonald มองว่านี่คือการบันทึกหลักฐานของยุค Anthropocene ในระดับโมเลกุล ซึ่งพลาสติกเหล่านี้จะกลายเป็นชั้นดินในอนาคต

2. ความย้อนแย้งของสุนทรียภาพ (The Aesthetic Paradox) Macdonald เน้นย้ำเรื่องความสวยงามที่ลวงตาในงานของ Barker เมื่อมองแวบแรก ภาพเหล่านี้ดูเหมือนหมู่ดาวในจักรวาล หรือสิ่งมีชีวิตในทะเลลึก เช่น แมงกะพรุน หรือแพลงก์ตอน ที่มีความพริ้วไหวและสีสันสดใส แต่เมื่อพิจารณาใกล้ๆ ผู้ชมจะพบความจริงว่า มันคือ ฝาขวด ตุ๊กตาพลาสติก หรือเศษอวน Macdonald กล่าวว่าความขัดแย้งนี้สะท้อนถึงสภาวะของมหาสมุทรในปัจจุบัน ที่ความใสสะอาดภายนอกซ่อนความจริงที่อันตรายไว้ เป็นการดึงดูดผู้ชมด้วยความงามเพื่อมอบ "ความตระหนักรู้ที่เจ็บปวด" ในภายหลัง

3. ระดับขนาดที่กระจัดกระจาย (The Dispersed Scale) ในขณะที่งานของ Burtynsky เน้นระดับขนาดที่มีความมหึมา Macdonald มองว่างานของ Barker เน้นระดับขนาดของการแพร่กระจาย โดยเธอชี้ให้เห็นว่าพลาสติกในภาพของ Barker มักมาจากพื้นที่ห่างไกลทั่วโลก ซึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาไปรวมกัน (Gyres) โดยสาระที่ Macdonald นำมาสื่อสาร คือ ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการบริโภคในที่หนึ่ง เช่น การทิ้งขวดน้ำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในอีกซีกโลกหนึ่งอย่างไร เป็นการเชื่อมโยงภูมิศาสตร์ของการบริโภคเข้ากับภูมิศาสตร์ของมหาสมุทร

4. พลาสติกในฐานะ "สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่" Macdonald วิเคราะห์ว่า Barker จัดวางพลาสติกให้ดูมีชีวิต (Organic movement) เพื่อสื่อถึงแนวคิดที่ว่า ในปัจจุบันพลาสติกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตไปแล้ว (Plastisphere) มันถูกกินโดยสัตว์ทะเลและแทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์

ปิดท้ายด้วย " Ladakh Ice Stupa" ซึ่งเป็นนวัตกรรมการกักเก็บน้ำที่ชาญฉลาดเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยเปรียบเทียบว่าหนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เหมือน "สถูปทางวรรณกรรม" ที่เก็บกักความรู้และแรงบันดาลใจ เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้มนุษย์ผ่านพ้น "ทะเลทรายแห่งยุค Anthropocene" ไปได้ โดยมีใจความสำคัญ คือ การใช้ "ภาพถ่ายที่ทรงพลัง" ควบคู่กับ "บทวิเคราะห์ที่เฉียบคม" เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์หยุดมองวิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงภาพสวยงาม แต่ให้ตระหนักถึงความสูญเสียและร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจังในระดับโลก

ภาพแสดงให้เห็นถึง "ธารน้ำแข็งเทียม" (Artificial Glaciers) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ คิดค้นโดย Sonam Wangchuk มีลักษณะเป็นทรงกรวยคว่ำที่ดูคล้ายกับสถูปในทางพุทธศาสนา มีกลไกการทำงานจากน้ำจากลำธารในช่วงฤดูหนาวจะถูกส่งผ่านท่อลงมายังพื้นที่ราบ และพ่นออกมาเป็นละอองน้ำซึ่งจะแข็งตัวกลายเป็นหอคอยน้ำแข็งขนาดใหญ่ การกักเก็บน้ำทำงานด้วยรูปทรงกรวยช่วยลดพื้นที่ผิวสัมผัสกับแสงแดด ทำให้ละลายช้ากว่าแผ่นน้ำแข็งปกติ น้ำจะเริ่มละลายในช่วงเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรในลาดักต้องการน้ำมากที่สุดแต่ฝนยังไม่ตก

Patricia Macdonald และนักเขียนคนอื่นๆ ในเล่ม เช่น Robert Macfarlane ใช้ Ice Stupa เป็นสัญลักษณ์ของความฉลาดหลักแหลมของมนุษย์ในการรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมทั้งการปรับตัว (Adaptation) ในขณะที่ธารน้ำแข็งธรรมชาติกำลังละลายหายไปเพราะภาวะโลกร้อน Ice Stupa คือนวัตกรรมที่เกิดจากความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของชุมชน และการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ด้วยการออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายสถูปไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของวิศวกรรม แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงความเชื่อทางจิตวิญญาณเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่คนในท้องถิ่นเคารพและดูแล

ภาพ Ice Stupa ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงบันทึกทางมานุษยวิทยา แต่เป็น "ภาพแห่งความหวัง" ที่แสดงให้เห็นว่าท่ามกลางการทำลายล้าง มนุษย์ยังมีความสามารถในการสร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆ เพื่อฟื้นฟูและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ


วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Geography of Athletics

ทีเด็ด ’ลูกเตะมุม‘ ชี้ขาดแชมป์-หนีตกชั้น

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

จากบทวิเคราะห์ของ Ali Tweedale (2026) In a Premier League Season Dominated by Set-Pieces, Corners Could Decide the Title Race and Relegation Battle. Opta Analysis. MAY 1, 2026.


ท็อตแนมกับอาร์เซนอล เป็นสองทีมพรีเมียร์ลีกส์ที่สามารถทำลายสถิติการยิงประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ได้มากที่สุด และลูกตั้งเตะอาจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับทั้งสองทีมในสี่เกมสุดท้ายของฤดูกาลนี้


ทุกคนอาจทราบว่าลูกตั้งเตะมีความสำคัญในเกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้


สมัยนี้ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น โดยเป็นการเจริญรอยตามสโมสรที่บริหารจัดการลูกนิ่ง (dead balls) ได้มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อหวังจะเลียนแบบความสำเร็จเหล่านั้น การเล่นลูกสูตรหรือเซตพีซ (set-pieces) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการพาบอลเข้าใกล้ประตูอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกายทุกคนไปรวมกันอยู่ในกรอบเขตโทษได้ ซึ่งการทำผลงานในจังหวะเหล่านี้ให้ดีได้กลายเป็นลำดับความสำคัญต้นๆ สำหรับหลายทีมในลีกไปแล้ว


ฤดูกาลนี้มีการทำประตูจากลูกนิ่งมากขึ้นกว่าเดิม (0.73 ประตูต่อเกม) ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาในพรีเมียร์ลีก (นับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14) นอกจากนี้ สัดส่วนของประตูที่มาจากลูกนิ่งที่ไม่ใช่จุดโทษ (26.9%) ยังพุ่งสูงขึ้นกว่าฤดูกาลไหนๆ ที่เคยมีมาอีกด้วย


non-penalty-set-piece-goals-per-game-by-premier-league-season-1536x838.jpeg


ในทางกลับกัน แทบทุกทีมมีประสิทธิภาพในการเล่นเกมรุกขณะบอลเคลื่อนที่ (open play) ลดน้อยลง โดยมีเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เท่านั้น ที่มีค่าประตูที่คาดหวัง (expected goals หรือ xG) จากการเล่น open play เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อน และถึงแม้จะเป็นสามทีมนี้ก็ตาม แต่ว่าค่า xG ที่เพิ่มขึ้นมา ก็ยังไม่ถึง 0.1 ต่อเกมด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าบรรดาทีมที่พัฒนาขึ้นในแง่ของเกมรุก open play นั้น มีจำนวนน้อยมาก และแทบจะไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นเลย


ในขณะเดียวกัน มีทีมมากถึง 10 จาก 17 ทีม ที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องทั้งสองฤดูกาล ที่มีค่า xG จากการเล่น open play ตกลงไปมากกว่า 0.1 ต่อเกม และน่าเป็นกังวลที่มีถึง 4 ทีม คือ สเปอร์ส ลิเวอร์พูล นิวคาสเซิล และวูล์ฟแฮมป์ตัน ที่มีค่า xG ลดฮวบลงไปมากกว่า 0.4 ต่อเกม


ในห้วงเวลานี้ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายจริงๆ ของฤดูกาล เป็นโค้งหักศอกคมกริบที่บีบคั้นสุดๆ มันไม่สำคัญเลยว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพราะความตั้งใจของเหล่าผู้จัดการทีมที่หันมาให้ความสำคัญกับลูกสูตรลูกเซตพีซมากขึ้น หรือเป็นเพราะคู่แข่งรู้จักวิธีตั้งรับได้ดีขึ้นกันแน่ ประเด็นสำคัญคือมันกำลังเกิดขึ้นจริง และเมื่อเหลือเกมให้เล่นอีกเพียงไม่กี่นัด นั่นหมายความว่าความจำเป็นในการฉวยโอกาสจากลูกนิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงยิ่งมีทวีคูณมากขึ้นไปอีก


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คือ การหันมาเน้นที่ลูกเตะมุม ซึ่งเป็นวิธีการบุกจากลูกนิ่งที่พบบ่อยและมีประสิทธิภาพที่สุด และเป็นที่มาของประตูจากลูกเซตพีซส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น


ความจริงที่เห็นได้ชัด คือ ฤดูกาลนี้มีการทำประตูจากลูกเตะมุมเฉลี่ยสูงถึง 0.48 ประตูต่อเกม ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 เป็นต้นมา โดยประตูจากลูกเตะมุมคิดเป็น 17.5% ของประตูทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ในขณะที่สถิติสูงสุดตลอด 12 ฤดูกาลก่อนหน้านี้เคยทำไว้เพียงแค่ 13.9% เท่านั้น


corner-goals-per-game-by-premier-league-season-1536x838.jpeg


ตัวเลขสถิติเหล่านี้ช่วยยืนยันในสิ่งที่เราทุกคนต่างก็ได้เห็นกันมาตลอดหลายเดือนว่า ลูกเตะมุมกำลังมีบทบาทครอบงำการแข่งขันฟอร์มพรีเมียร์ลีก มากกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในความทรงจำระยะหลัง


นั่นหมายความว่า มีโอกาสสูงมากที่ลูกเตะมุมจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในช่วงที่เหลือของฤดูกาล และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟาดฟันกันของบรรดาทีมทั้งในกลุ่มลุ้นแชมป์และกลุ่มหนีตกชั้น


ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า สองทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการเล่นลูกเตะมุม กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องต่อสู้สุดตัวเพื่อกอบกู้ฤดูกาลของพวกเขา


ทีมแรกเลยเป็นอาร์เซนอล ทีมที่เก่งที่สุดเท่าที่พรีเมียร์ลีกเคยมีมา ในแง่ของการสร้างสรรค์โอกาสและทำประตูจากลูกเตะมุม จากประตูของ Eberechi Eze ในเกมที่พบกับนิวคาสเซิลเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ซึ่งเริ่มมาจากการเล่นเตะมุมสั้น พวกเขาได้ทำลายสถิติพรีเมียร์ลีกในการทำประตูจากจังหวะเตะมุมมากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลลงได้ ด้วยจำนวน 17 ประตู โดยสถิติเดิมคือ 16 ประตู ซึ่งมีสามทีมเคยทำไว้ ได้แก่ อาร์เซนอล (2023-24) เวสต์บรอมวิช อัลเบียน (2016-17) และโอลด์แฮม แอธเลติก (1992-93)


อย่างไรก็ตาม ด้วยความโดดเด่นของลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ ทำให้มีอีกหนึ่งทีมที่อาจจะทำลายสถิติเดิมนั้นได้เช่นกัน นั่นคือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ทำไปแล้ว 15 ประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาล 2025-26 ซึ่งตามหลังสถิติเดิมที่อาร์เซนอลเพิ่งทลายไปเพียงลูกเดียว และตามหลังอาร์เซนอลอยู่แค่ 2 ลูกเท่านั้น


อาร์เซนอลยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก และในขณะที่มีแต้มเท่ากับซิตี้ พวกเขาอาจจำเป็นต้องเร่งทำผลต่างประตูได้เสียเพิ่ม หากคู่แข่งของพวกเขายังคงเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง เมื่อพิจารณาจากช่วงที่อาร์เซนอลต้องประสบความยากลำบากเมื่อไม่นานมานี้ ลูกนิ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญหากพวกเขาต้องการคว้าแชมป์ด้วยการทำแต้มแซงหน้าซิตี้ และต่อให้พวกเขาต้องหวังพึ่งให้ซิตี้พลาดเอง แต่ว่าการจะเก็บชัยชนะในแต่ละนัดก็อาจจะต้องตัดสินกันที่ลูกเตะมุม เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในเกมกับนิวคาสเซิลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา


most-goals-from-corners-in-premier-league-history.png


ลูกทีมของ Mikel Arteta มีค่าประตูที่คาดหวัง (xG) จากลูกเตะมุมสูงที่สุดในบรรดาทุกทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ (12.1) และพวกเขายังมีโอกาสส่องประตูจากจังหวะเตะมุมมากที่สุดอีกด้วย (95 ครั้ง) นอกจากนี้พวกเขายังมี Declane Rice ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เปิดลูกเตะมุมได้มีประสิทธิภาพที่สุดในลีก โดยมีเพียงลูกเตะมุมของ Bruno Fernandes เท่านั้นที่นำไปสู่การได้ประตูมากกว่า (8 ประตู) ของ Rice (7 ประตู) ในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ อย่างไรก็ตาม ลูกเตะมุมของไรซ์นั้นสร้างสรรค์โอกาสที่คิดเป็นค่า xG รวมแล้วสูงที่สุดในลีกอย่างขาดลอย (อยู่ที่ 6.9


arsenal-shots-from-declan-rice-corners-premier-league-2025-26-1536x1152.jpeg


ในสี่นัดสุดท้าย อาร์เซนอลจะต้องเผชิญหน้ากับ เวสต์แฮม ซึ่งเป็นทีมที่มีสถิติเกมรับแย่ที่สุดในพรีเมียร์ลีกเมื่อพิจารณาจากการเสียประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ (15 ประตู) รวมถึงต้องเจอกับเบิร์นลีย์ ที่แม้จะเสียไปเพียง 8 ประตู แต่กลับเป็นทีมที่ครองสถิติค่า xG ที่ยอมให้คู่แข่งลุ้นประตูจากลูกเตะมุมสูงที่สุดในลีก (11.3) ซึ่งทั้งสองเกมนี้อาจเป็นโอกาสทองในการเร่งทำผลต่างประตูได้เสียเพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ตาม อาร์เซนอลจะต้องเจอกับบททดสอบที่หินกว่าในการพบกับฟูแล่มและคริสตัล พาเลซ ซึ่งเสียประตูจากจังหวะเตะมุมไปเพียง 8 และ 7 ประตูตามลำดับ และน่าจะสู้ได้ดีกว่าในจังหวะป้องกันลูกนิ่ง ถึงกระนั้น อาร์เซนอลก็เคยทำประตูจากลูกเตะมุมได้ในเกมที่พบกับฟูแล่มนัดแรก และพวกเขาคงหวังว่าจะได้ลูกเตะมุมมากกว่า 4 ครั้งเหมือนในเกมที่เฉือนชนะพาเลซ 1-0 ที่เอมิเรตส์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา


ในขณะเดียวกัน ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่อีกฟากหนึ่งของตารางคะแนน หลังจากต้องดิ้นรนกับการสร้างสรรค์โอกาสในเกม open play มาตลอดทั้งฤดูกาล โดยมีเพียงวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมที่ตกชั้นไปแล้วเท่านั้น (0.52) ที่มีค่าเฉลี่ย xG จากการเล่น open play ต่อเกมต่ำกว่าสเปอร์ส (0.68) ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้


พวกเขากลายเป็นทีมที่พึ่งพาลูกนิ่งมากจนเกินไป โดยมีสัดส่วนการได้ประตูจากลูกสูตรที่ไม่ใช่จุดโทษสูงถึง 34.9%ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีก


อย่างไรก็ตาม การพึ่งพานี้ไม่ได้มาจากลูกสูตรทุกรูปแบบ เพราะประตูจากเซตพีซทั้ง 15 ประตู ของพวกเขานั้น มาจากลูกเตะมุมทั้งหมด แม้สเปอร์สจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ทำประตูจากลูกเตะมุมได้ดีที่สุดเท่าที่พรีเมียร์ลีกเคยมีมา แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขากลับยังทำประตูจากจังหวะฟรีคิกหรือลูกทุ่มไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว โดยเฉพาะลูกทุ่มไกลจำนวนมหาศาลของพวกเขาที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้เลยสักครั้ง


ปัญหาที่พอกพูนอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อผู้เล่นที่ดีที่สุดและสร้างสรรค์เกมได้มากที่สุดของทีมอย่าง Xavi Simons ต้องถูกหามออกจากสนามด้วยอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ซึ่งยืนยันแล้วว่าเขาต้องปิดเทอมยาวทั้งฤดูกาล


ในช่วงแรกดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถเจาะแนวรับของวูล์ฟแฮมป์ตันได้เลยเมื่อขาดตัวทำเกมหลักไป จนกระทั่งมาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก João Palhinha ที่จิ้มบอลขลุกขลิกเข้าประตูไปจากจังหวะเตะมุม ซึ่งนั่นถือเป็นโอกาสทำประตูที่ดีที่สุดของสเปอร์สในเกมนั้นเลยทีเดียว


wolves-0-1-spurs-xg-race-premier-league-1536x864.jpeg


เมื่อขาด Simons ไปสมทบกับ oined Wilson Odobert, Dejan Kulusevski และ Mohammed Kudus ในฐานะกลุ่มผู้เล่นตัวสร้างสรรค์เกมของสเปอร์สที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในขณะนี้ สเปอร์สย่อมจะพบกับความยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกในการหาช่องทางทำประตูในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งการฉวยโอกาสจากลูกเตะมุมอาจกลายเป็นหัวใจสำคัญต่อโอกาสในการอยู่รอดปลอดภัยของพวกเขา


สเปอร์สอาจต้องการชัยชนะอีกเพียงแค่สองนัดเท่านั้น และสองในสี่เกมที่เหลือของพวกเขาคือการเจอกับทีมที่มีสถิติป้องกันลูกเตะมุมได้ไม่ดีนัก โดยมีเพียงเวสต์แฮมทีมเดียวเท่านั้นที่เสียประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้มากกว่าเชลซี (11 ประตู) ซึ่งสเปอร์สมีคิวจะดวลด้วยในวันที่ 19 พฤษภาคม ส่วนลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สเปอร์สจะเจอในวันจันทร์หน้า ก็เสียประตูจากลูกเตะมุมไปแล้วถึง 9 ลูก แถมมีเพียงสองทีมในลีกเท่านั้นที่ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสส่องประตูจากลูกเตะมุมได้มากกว่าลีดส์ (92 ครั้ง) ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งคู่แข่งที่เหลือของสเปอร์ส ก็ตามมาติด ๆ ในโผนี้ด้วยจำนวน 88 ครั้ง


ในช่วงเวลาที่ท็อตแนมต้องการที่พึ่งสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพื่อยึดเหนี่ยวไว้ ลูกเตะมุมนี่แหละที่อาจเป็นความหวังที่ดีที่สุดในการพาพวกเขาหลุดพ้นจากสถานการณ์อันย่ำแย่ที่เป็นอยู่


แน่นอนว่าการพึ่งพาลูกนิ่งมากเกินไปเช่นนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ของท็อตแนมมาตลอดทั้งฤดูกาล เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ลูกเซตพีซนั้นป้องกันได้ง่ายกว่าการเล่นฟุตบอลที่เปี่ยมคุณภาพในจังหวะ Open play และมีคู่แข่งหลายต่อหลายทีมที่พบว่าการรับมือกับสเปอร์สนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ


ทางด้านอาร์เซนอลเองก็ประสบปัญหาในการทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเช่นกัน เมื่อเจอทีมที่สามารถสกัดกั้นไม่ให้พวกเขาขึ้นนำจากลูกนิ่งได้ พวกเขาถูกวิจารณ์ว่าพึ่งพาเซตพีซมากเกินไป แม้ว่าการ "พึ่งพา" ที่ว่านี้จะไม่ได้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อพวกเขาเหมือนที่เกิดกับสเปอร์สก็ตาม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ได้หรือไม่นั่นแหละ ที่จะเป็นตัวตัดสินว่ามุมมองที่ผู้คนมีต่อการเน้นลูกเซตพีซของพวกเขาจะเป็นอย่างไร


อย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองทีมจากลอนดอนเหนือต่างก็เก็บชัยชนะ 1-0 ที่ทั้งหวุดหวิด บีบหัวใจ แต่สำคัญอย่างยิ่งยวดมาได้ โดยได้ประตูโทนจากลูกเตะมุมเหมือนกันเปี๊ยบ และแน่นอนว่าทั้งคู่คงอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกสักสองสามครั้งในช่วงที่เหลือของฤดูกาล


หากทำประตูได้ คงไม่มีใครมานั่งบ่นหรอกว่าประตูนั้นได้มาอย่างไร และหากพวกเขาเก็บชัยชนะได้อีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้เหนือคู่แข่งที่เคี้ยวลากดินด้วยลูกเตะมุมอีกสักลูก ทุกคนก็คงจะมีความสุขกันถ้วนหน้า


ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ทั้งสองทีม พวกเขาอาจจำเป็นต้องดึงศักยภาพจากลูกนิ่งออกมาใช้ให้มากกว่าที่เคย ซึ่งความสำเร็จในจังหวะเหล่านี้อาจเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของทั้งหัวตารางและท้ายตารางได้เลย