แรงขับที่ก่อให้เกิดโลกาภิวัตน์
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย
แม้ว่าชื่อเรื่องจะบอกว่า "โลกแบน" แต่ว่าหนังสือ "The World Is Flat" ของ Thomas L. Friedman (2005) คอลัมนิสต์ชื่อดังชาวอเมริกันจากคอร์ดอน New York Times ก็ไม่ได้หมายความว่าโลกทางกายภาพของเราเป็นแผ่นเรียบขนานกับพื้นนะครับ แต่เขาใช้คำนี้เป็น metaphor เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ในยุคสมัยใหม่ที่เทคโนโลยีและการสื่อสารทำให้ "โอกาสในการแข่งขันของทุกคนในโลกถูกปรับให้เท่าเทียมกัน" (Leveling the playing field) ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถทำงาน แข่งขัน หรือร่วมมือกันได้แบบไร้พรมแดน
เพื่อเป็นต้นทางในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ จึงขอยกเอาเนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนี้ ที่ Friedman กล่าวถึง "10 แรงขับที่ทำให้โลกแบน" (the ten flatteners) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและสังคมโลก โดย Friedman มองว่าเหตุการณ์และเทคโนโลยีทั้ง 10 ตัวนี้ ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่พวกมันเข้ามา convergence ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 จนทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกราบเรียบลงอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
1. การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน
การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์และการเปิดกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 เปิดโอกาสให้ผู้คนนับล้านจากฝั่งยุโรปตะวันออก อินเดีย รัสเซีย และจีน สามารถเข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจกระแสหลักของโลกได้ และในเวลาใกล้เคียงกัน ระบบปฏิบัติการ Windows 3.0 ก็ถูกปล่อยออกมา ทำให้ผู้คนทั่วโลกมีอินเทอร์เฟซคอมพิวเตอร์มาตรฐานเดียวกันในการสื่อสาร
Windows 3.0 คือ ระบบปฏิบัติการของ Microsoft ที่ปล่อยออกสู่ตลาดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1990 ถือเป็นหนึ่งในหลักไมล์ที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ เพราะเป็นเวอร์ชันที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย และเปลี่ยนให้ Microsoft กลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ครองตลาดระบบปฏิบัติการใน personal computer มาจนถึงทุกวันนี้
บริบทของแรงขับที่ 1 ในหนังสือ The World Is Flat นั้น Friedman มองว่า การเกิดขึ้นของ Windows 3.0 ในปี 1990 มันประจวบเหมาะกับการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินพอดี
เมื่อกำแพงพังลง ผู้คนในยุโรปตะวันออกและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เริ่มเปิดรับวิถีทางเศรษฐกิจแบบใหม่ และพวกเขาก็ได้พบกับ Windows 3.0 ที่กลายเป็นภาษาภาพมาตรฐานเดียวกันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้คนทั้งโลก ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไร มีวัฒนธรรมแบบไหน สามารถเรียนรู้วิธีการส่งข้อมูล คีย์ข้อมูล และติดต่อสื่อสารผ่านหน้าต่างอินเทอร์เฟซแบบเดียวกันได้ทันที เป็นการสร้างรากฐานทางดิจิทัลให้คนทั้งโลกเชื่อมต่อกันในเวลาต่อมา
2. ยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกคน
การเปิดตัวสู่สาธารณะของเว็บเบราว์เซอร์ Netscape ในปี 1995 ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากเครื่องมือเฉพาะของนักวิทยาศาสตร์มาสู่การใช้งานของคนทั่วไป และจุดประกายให้เกิดการลงทุนในสายเคเบิลใยแก้วนำแสงข้ามมหาสมุทรขนานใหญ่ ทำให้การส่งข้อมูลข้ามโลกมีราคาถูกลงจนแทบจะเป็นศูนย์
Netscape มีชื่อเต็มๆ ในตอนแรกว่า Netscape Navigator คือ เว็บเบราว์เซอร์เชิงพาณิชย์รุ่นแรกๆ ของโลก ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในช่วงกลางทศวรรษ 1990 อธิบายให้เห็นภาพในปัจจุบัน Netscape ก็คือบรรพบุรุษของ Google Chrome, Safari หรือ Microsoft Edge ในวันนี้ หากไม่มี Netscape อินเทอร์เน็ตอาจจะไม่ใช่หน้าตาแบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
ความยิ่งใหญ่ของ Netscape ดึงดูดให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft นั่งไม่ติด จนเกิดสงครามเบราว์เซอร์ครั้งที่ 1 (First Browser War) ขึ้น โดย Microsoft ได้แถมโปรแกรม Internet Explorer พ่วงเข้าไปกับระบบปฏิบัติการ Windows แบบฟรีๆ
เนื่องจาก Windows อยู่ในคอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องในโลก ผู้ใช้จึงค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้ Interner Explorer จนในที่สุด Netscape ก็สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและต้องปิดฉากลง จากการถูกซื้อกิจการโดย AOL อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ Netscape จะหายไป พวกเขาได้ทิ้งมรดกชิ้นสำคัญไว้ให้โลกใบนี้ 2 อย่าง คือ JavaScript ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เน็ตสเคปคิดค้นขึ้น ซึ่งปัจจุบันเป็นภาษาหลักที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์เกือบทั้งหมดบนโลก และ Mozilla Firefox ที่ทีมพัฒนาของ Netscape ได้เปิดเผยซอร์สโค้ดสู่สาธารณะ (Open-source) ก่อนบริษัทจะล่มสลาย ซึ่งโค้ดชุดนั้นถูกนำไปต่อยอดและพัฒนาจนกลายมาเป็นเบราว์เซอร์หมาไฟอย่าง Firefox ที่เราคุ้นเคยกันในเวลาต่อมานั่นเอง
3. ซอฟต์แวร์การทำงานร่วมกัน
การพัฒนาซอฟต์แวร์และมาตรฐานไอทีที่ทำให้คอมพิวเตอร์ของแต่ละบริษัทหรือแต่ละประเทศ คุยภาษาเดียวกันได้ ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมอะไร ก็สามารถเชื่อมต่อกันได้ ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ เช่น คนหนึ่งออกแบบชิ้นส่วนในอเมริกา ส่งไฟล์ต่อให้คนในยุโรปตรวจสอบ และส่งให้โรงงานในเอเชียผลิตได้อย่างไร้รอยต่อ
ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์การบริหารจัดการกระบวนการทำงาน (Work-Flow Software) ในบริบทของโลกโลกาภิวัตน์และหนังสือ The World Is Flat ไม่ได้หมายถึงแค่โปรแกรมจัดตารางงานทั่วไป แต่มันคือ “กาวใจดิจิทัล” ที่ทำให้คอมพิวเตอร์และระบบงานของแต่ละบริษัททั่วโลกสามารถหันมาพูดภาษาเดียวกัน และทำงานเชื่อมต่อกันเป็นสายพานเดียวได้อย่างอัตโนมัติ โดยหากจะให้คำนิยามสั้นๆ มันคือ ซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนจากการส่งงานด้วยแรงคนมาเป็นการส่งงานด้วย ระบบอัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ
คุณลักษณะสำคัญที่ทำให้มันพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก คือ
1. การกำหนดมาตรฐานร่วมกัน (standardization) ยุคแรกๆ คอมพิวเตอร์ของบริษัท A คุยกับคอมพิวเตอร์ของบริษัท B ไม่รู้เรื่อง แต่ซอฟต์แวร์ยุคนี้สร้างมาตรฐานกลางขึ้นมา ทำให้เราสามารถบูรณาการระบบของสองบริษัทเข้าด้วยกันได้ง่ายเหมือนเสียบปลั๊กไฟ
2. ทำงานได้พร้อมกันจากคนละซีกโลก (collaboration) ช่วยทลายกำแพงเรื่อง time zone เพราะระบบจะรันกระบวนการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อฝั่งอเมริกาเข้านอน ฝั่งเอเชียตื่นมาก็รับไม้ต่อจากระบบได้ทันที ทำให้โปรเจกต์เดินหน้าไปข้างหน้าได้เร็วกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
3. การแยกส่วนและประกอบใหม่ (disaggregation) เป็นหัวใจของการเกิด outsourcing เพราะเมื่อมี Work-Flow ควบคุม บริษัทใหญ่ๆ ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเองในตึกเดียวอีกต่อไป พวกเขาสามารถแยกชิ้นส่วนงานออกเป็น 10 ส่วน ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 10 ประเทศทั่วโลกทำ แล้วใช้ซอฟต์แวร์นี้ดึงชิ้นงานทั้งหมดกลับมาประกอบร่างกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
4. การเปิดกว้างเพื่อร่วมมือกันสร้าง
การที่ชุมชนออนไลน์หันมาร่วมมือกันสร้างสิ่งต่างๆ โดยไม่หวังผลกำไรเป็นหลัก เช่น ระบบปฏิบัติการ Linux หรือสารานุกรม Wikipedia ถือเป็นการทลายอำนาจของบริษัทยักษ์ใหญ่แบบดั้งเดิม ทำให้การอัปโหลดข้อมูลหรือซอฟต์แวร์จากคนตัวเล็กๆ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในโลกออนไลน์
ปรากฏการณ์ที่ผู้คนนับแสนนับล้านคนบนโลกออนไลน์ หันมาร่วมมือกันสร้างสรรค์ แบ่งปัน และพัฒนาซอฟต์แวร์หรือข้อมูลความรู้ขึ้นมา โดยเปิดเผยพิมพ์เขียวหรือ source code ให้ใครก็ได้นำไปใช้ ดัดแปลง หรือพัฒนาต่อได้ฟรีๆ โดยไม่หวังผลกำไรเป็นหลัก Friedman มองว่านี่คือแรงขับที่ทรงพลังที่สุดในการทลายโครงสร้างอำนาจแบบแนวดิ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีต แล้วเปลี่ยนมาเป็นโครงสร้างแบบแนวราบ ที่คนตัวเล็กๆ ร่วมมือกันล้มยักษ์ได้
Friedman ได้แบ่งรูปแบบของ open-sourcing ออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
1. โลกของซอฟต์แวร์ (community-developed software)
ในอดีต หากใครต้องการระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ คุณต้องซื้อจาก Microsoft (เช่น Windows) ซึ่งเป็นระบบปิด (Proprietary) ไม่มีใครรู้ว่าข้างในเขียนโค้ดอย่างไรนอกจากวิศวกรของบริษัท แต่แนวคิด open-source ได้สร้างสิ่งตรงกันข้าม
GNU/Linux: ระบบปฏิบัติการที่เปิดซอร์สโค้ดให้โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกช่วยกันเกาจุดบกพร่องและพัฒนา ร่วมกันจนกลายเป็นระบบที่เสถียรมาก ปัจจุบันระบบหลังบ้าน (Servers) ของเว็บไซต์และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในโลกขับเคลื่อนด้วย Linux
Apache: ซอฟต์แวร์เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่เกิดจากการร่วมมือกันของกลุ่มโปรแกรมเมอร์ ซึ่งเปิดให้ใช้ฟรีและกลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์ส่วนใหญ่บนโลก แซงหน้าซอฟต์แวร์ราคาแพงของบริษัทยักษ์ใหญ่
2. โลกของข้อมูลและความรู้ (intellectual commons)
ไม่ใช่แค่โปรแกรมเมอร์เท่านั้นที่ทำให้โลกแบน แต่คนทั่วไปก็สามารถ "อัปโหลด" ความรู้เพื่อสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ร่วมกันได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในหนังสือคือ Wikipedia
ในอดีต ความรู้ระดับโลกจะถูกผูกขาดโดยสารานุกรมอย่าง Encyclopædia Britannica ซึ่งต้องจ้างนักวิชาการชั้นนำมาเขียนและตรวจทาน มีราคาแพงมาก
แต่ Wikipedia เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยเชื่อในภูมิปัญญาของฝูงชน (wisdom of crowds) เปิดให้ใครก็ได้บนโลกเข้ามาช่วยกันเขียน ช่วยกันแย้ง ช่วยกันตรวจทานข้อเท็จจริง จนกลายเป็นคลังความรู้ที่ใหญ่และอัปเดตเร็วที่สุดในโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำมหาศาล
5. การจ้างงานภายนอก
การแยกกระบวนการทำงานบางอย่าง เช่น การบริการลูกค้า การคีย์ข้อมูล หรือการเขียนโค้ด แล้วส่งไปให้บริษัทภายนอกที่มีต้นทุนต่ำกว่าทำ Friedman ยกตัวอย่างประเทศ อินเดีย ที่ได้รับประโยชน์มหาศาล เพราะในช่วงวิกฤต Y2K บริษัททั่วโลกส่งงานไอทีให้อินเดียทำเยอะมาก เนื่องจากอินเดียมีประชากรพูดภาษาอังกฤษได้และเก่งคณิตศาสตร์
ต่อประเด็นนี้ คงต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โลกตื่นตระหนกกับวิกฤต Y2K อันเป็นปัญหาที่คอมพิวเตอร์ยุคเก่าบันทึกปีคริสต์ศักราชด้วยเลขสองหลักท้าย เช่น 98, 99 พอถึงปี 2000 ระบบจะเข้าใจว่าเป็นปี 1900 ซึ่งอาจทำให้ระบบธนาคาร การบิน และโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกล่มสลาย
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
1. งานล้นมือแต่คนไม่พอ บริษัททั่วโลกต้องการโปรแกรมเมอร์นับหมื่นนับแสนคนมาไล่ตรวจและแก้ไขโค้ดคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ให้เสร็จก่อนคืนวันที่ 31 ธันวาคม 1999 แต่ในอเมริกาและยุโรปมีแรงงานไม่พอและค่าจ้างแพงมาก
2. อินเดียคือคำตอบ โดยที่อินเดียมีสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำ คือ IIT: Indian Institute of Technology ที่ผลิตวิศวกรและนักเขียนโปรแกรมที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี เก่งคณิตศาสตร์ และค่าจ้างถูกกว่าอเมริกามหาศาล บริษัทตะวันตกจึงเริ่มส่งโค้ดข้ามโลกมาให้คนอินเดียแก้
3. ท่อส่งข้อมูลพร้อมใช้งานพอดี ประเด็นนี้ต้องย้อนกลับไปที่เรื่อง Netscape อันเป็นแรงขับข้อที่ 2 ซึ่งช่วงนั้นบริษัทโทรคมนาคมแห่กันไปวางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงไว้ทั่วโลกจนล้นตลาด ส่งผลให้ค่าส่งข้อมูลข้ามมหาสมุทรจากอเมริกาไปอินเดียถูกลงจนเกือบฟรี
เมื่ออินเดียแก้ปัญหา Y2K ได้สำเร็จอย่างงดงาม มันจึงเป็นใบเบิกทางที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า คนอินเดียมีความสามารถสูงและไว้ใจได้ในระบบธุรกิจระดับโลก บริษัทต่างๆ เริ่มรู้แล้วว่าในเมื่อส่งงานเขียนโค้ดไปให้อินเดียทำได้ งานอื่นๆ ก็ส่งไปได้เหมือนกัน เมืองบังกาลอร์ของอินเดียจึงกลายเป็นเมืองหลวงแห่งการ outsourcing ของโลก เกิดบริการรูปแบบใหม่ๆ ได้แก่
- Call Centers & Customer Support เมื่อลูกค้าในอเมริกาโทรไปถามปัญหาสายการบินหรือขอยกเลิกบัตรเครดิตตอนบ่ายสอง สัญญาณโทรศัพท์จะวิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลไปดังที่อินเดีย ซึ่งเป็นเวลาตีสองของที่นั่น โดยมีพนักงานชาวอินเดียที่ผ่านการฝึกสำเนียงอเมริกันคอยนั่งตอบคำถามด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าพนักงานในอเมริกาถึง 3-4 เท่า
- Business Process Outsourcing (BPO) งานหลังบ้านทั้งหมด เช่น การคีย์ข้อมูลบัญชี การทำเรื่องเบิกจ่าย การตรวจสอบประวัติ หรือแม้กระทั่งการอ่านผลเอ็กซเรย์ (x-ray) และทำรายงานทางการแพทย์ ก็ถูกส่งไปทำที่อินเดียตอนคืนวันศุกร์ของอเมริกา พอเช้าวันจันทร์หมอที่อเมริกาตื่นมาก็ได้รับรายงานที่เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย
6. การย้ายฐานการผลิต
การย้ายโรงงานหรือกระบวนการผลิตทั้งระบบไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า แบบนี้เรียกว่า offshoring ซึ่งต่างจาก outsourcing ในแรงขับที่ 5 ก่อนหน้านี้ที่ส่งไปแค่บางหน้าที่ ประเทศที่โดดเด่นที่สุดในข้อนี้คือ จีน ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2001 ทำให้จีนกลายเป็นโรงงานของโลก สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและทำลายกำแพงการผลิตแบบเดิม
การที่ประเทศจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก อย่างเป็นทางการ Friedman มองว่านี่คือเหตุการณ์ช็อกโลก ที่ทำให้โลกแบนลงอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ การที่บริษัทตะวันตกจะไปตั้งโรงงานในจีนมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งเรื่องข้อกฎหมาย ภาษี และความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่เมื่อจีนเข้าองค์การการค้าโลก จีนต้องปฏิบัติตามกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เป็นสากล ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเกิดความเชื่อมั่นและแห่ขนเงินทุนและเทคโนโลยีเข้าไปฝังตัวในจีนทันที
จีนไม่ได้มีดีแค่ค่าแรงถูกเท่านั้น แต่จีนสร้าง manufacturing ecosystem ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ คือ
1. ประหยัดจากขนาด (economies of scale) โรงงานในจีนสามารถผลิตสินค้าได้ทีละล้านชิ้นในเวลาอันสั้น ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นถูกลงจนประเทศอื่นสู้ไม่ได้ จนเกิดคำว่า "The China Price" ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากจนถ้าบริษัทไหนไม่ย้ายฐานไปจีน ก็จะไม่สามารถทำราคามาแข่งในตลาดได้เลย
2. ซัพพลายเชนที่รวมมีการรวมศูนย์ ในมณฑลอย่างกวางตุ้งหรือเซินเจิ้น โรงงานผลิตน็อต โรงงานชุบพลาสติก โรงงานประกอบจอ และโรงงานแพ็คกล่อง ตั้งอยู่ห่างกันในระยะขับรถไม่เกิน 1 ชั่วโมง การประกอบสินค้าซับซ้อนอย่างสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์จึงทำได้รวดเร็วมาก
จะเห็นได้ว่า offshoring ทำให้ "โลกแบนได้ ด้วยเหตุผลที่พอสรุปได้ว่า เมื่อทุกคนเข้าสู่มาตรฐานราคาสินค้าเดียวกัน นั่นทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า และของใช้ในบ้านทั่วโลกมีราคาถูกลงอย่างมหาศาล คนทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่างคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือได้ง่ายขึ้นเพราะต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากจีน
ขณะเดียวกันก็ได้สร้างแรงกดดันต่อแรงงานฝีมือในประเทศพัฒนาแล้ว โดยโรงงานในสหรัฐฯ หรือยุโรปต้องทยอยปิดตัวลงเพราะสู้ต้นทุนไม่ไหว แรงงานในประเทศเหล่านั้นต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่ ย้ายจากภาคการผลิต (blue-collar) ไปสู่ภาคบริการหรือเทคโนโลยี (white-collar) อีกทั้งยังได้เปลี่ยนแผนที่เศรษฐกิจโลก ทำให้เม็ดเงินทุนจากตะวันตกไหลบ่าเข้าสู่เอเชีย เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขนานใหญ่ และเปลี่ยนให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในเวลาต่อมา
7. การบริหารห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง
การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (supply changing) หมายถึง การใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงยอดขายในร้านค้าเข้ากับโรงงานผลิตโดยตรง ต้นแบบที่ชัดเจนที่สุด คือ Walmart ธุรกิจค้าปลีกใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยทันทีที่มีคนซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งที่ชั้นวางในอเมริกา สัญญาณจะถูกส่งตรงไปยังโรงงานในจีนเพื่อผลิตของชิ้นใหม่มาทดแทนทันที ช่วยลดต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลังได้อย่างมหาศาล
ในอดีต ห้างค้าปลีกจะทำงานแบบคาดเดา คือ สั่งของมาตุนไว้ในโกดังเยอะๆ (just-in-case) ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนจมและสินค้าค้างสต็อก แต่ Walmart ได้เข้ามาปฏิวัติระบบนี้ด้วยการสร้าง supply chain ในรูปแบบที่ Friedman เรียกว่า symphony of logistics
ลองนึกภาพตามกระบวนการนี้ดู
1. หยิบสินค้าจากชั้น โดยทันทีที่เดินเข้าไปในห้าง Walmart ที่รัฐเทกซัส แล้วหยิบแปรงสีฟันยี่ห้อหนึ่งไปสแกนบาร์โค้ดที่เครื่องคิดเงิน (point of sale)
2. ส่งสัญญาณข้ามโลก ข้อมูลการขายชิ้นนั้นจะไม่ใช่แค่ตัวเลขในเครื่องคิดเงิน แต่มันจะถูกส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระดับโลกของ Walmart ยิงตรงไปยังซัพพลายเออร์ผู้ผลิตแปรงสีฟันรายนั้นทันที ซึ่งอาจเป็นโรงงานในประเทศจีน
3. ผลิตทดแทนทันที โรงงานที่จีนจะเห็นหน้าจอ real-time ทันทีว่าแปรงสีฟันรุ่นนี้ขายออกไปแล้ว 1 ด้าม และระบบจะสั่งผลิตเพิ่มขึ้นมา 1 ด้ามเพื่อทดแทนตัวที่เพิ่งขายไปโดยอัตโนมัติ
4. ส่งแบบกระชับเวลา แปรงสีฟันด้ามใหม่จะถูกแพ็ค ลงตู้คอนเทนเนอร์ ขึ้นเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก มาลงที่ศูนย์กระจายสินค้าของ Walmart และส่งถึงชั้นวางเดิมภายในเวลาที่กำหนดพอดี ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า just-in-time
ทีนี้หากจะต้องตอบคำถามว่า ทำไม supply-chaining ถึงทำให้ โลกแบน? ก็คงต้องตอบว่า supply-chaining ช่วย:
- ทำลายความห่างไกลทางภูมิศาสตร์ ช่วยเชื่อมตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุด (อเมริกา) เข้ากับฐานการผลิตที่ถูกที่สุด (เอเชีย/จีน) ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนรู้สึกเหมือนโรงงานตั้งอยู่หลังร้าน Walmart
- บีบให้เกิดมาตรฐานระดับโลก: ถ้าบริษัทในไทย จีน หรือเม็กซิโก อยากจะขายของให้ Walmart คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องติดตั้งระบบไอทีและปรับกระบวนการทำงานให้เข้ากับมาตรฐานที่ Walmart กำหนดไว้ มันจึงสร้างภาษากลางทางการค้าและการขนส่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม และ
- ผู้บริโภคได้ของราคาถูกลง จากการลดความสิ้นเปลืองในซัพพลายเชนทำให้อัตรากำไรต่อชิ้นต่ำลงได้ ส่งผลให้ราคาสินค้าทั่วโลกถูกลงอย่างมาก ซึ่ง Friedman บอกว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ Walmart มีอิทธิพลต่อดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในยุคนั้นเลยทีเดียว
8. การบริการเบ็ดเสร็จภายในตัว
การที่บริษัทโลจิสติกส์เข้ามาบริหารจัดการระบบภายในให้ธุรกิจอื่นๆ แบบครบวงจร ตัวอย่างคือ UPS หรือ FedExซึ่ง UPS ไม่ได้แค่ส่งพัสดุ แต่เข้าไปช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ Toshiba หรือช่วยแพ็คของและจัดส่งให้ห้างสรรพสินค้า ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถมีระบบขนส่งและบริการระดับโลกได้โดยไม่ต้องลงทุนเอง
Thomas L. Friedman อธิบายว่า นี่คือขั้นกว่าของ outsourcing เพราะในขณะที่ outsourcing คือ การส่งงานออกไปข้างนอก แต่ insourcing คือ การยอมให้คนนอกเดินเข้ามาคุมระบบข้างในได้ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Friedman หยิบยกเอากรณีสำคัญ 2 กรณีมาบอกกล่าว เพื่อให้เห็นภาพความมหัศจรรย์ของการบริการเบ็ดเสร็จภายในตัว
กรณีศึกษาที่ 1 เมื่อต้องส่งโน้ตบุ๊ก Toshiba ไปซ่อม แต่คนซ่อม คือ UPS!
ในอดีต หากคอมพิวเตอร์พกพาของแบรนด์ Toshiba ในอเมริกาเกิดพังขึ้นมา กระบวนการที่ต้องดำเนินการ คือ ต้องส่งไปที่ศูนย์ Toshiba —> ช่างซ่อม —> ส่งกลับมาให้เรา ซึ่งใช้เวลานานมาก แต่ว่าระบบ insourcing ของ UPS ได้เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมด ดังนี้
- โทรหา Toshiba แจ้งว่า คอมพิวเตอร์พัง
- วันรุ่งขึ้น จะมีพนักงานขับรถ UPS มารับกล่องโน้ตบุ๊กที่หน้าบ้าน
- พัสดุถูกส่งไปยังศูนย์กระจายสินค้ากลางของ UPS ที่เมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี
- จุดพีคอยู่ตรงนี้ คือ คอมพิวเตอร์จะถูกแกะและซ่อมแซมโดย "ช่างเทคนิคของ UPS" ที่ได้รับการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานจาก Toshiba ณ คลังสินค้าของ UPS เองเลย
- เมื่อซ่อมเสร็จ UPS ก็จัดการแพ็คและส่งกลับถึงมือเจ้าของทันที
กรณีศึกษาที่ 2 รองเท้า Nike และสินค้าจาก eBay
สำหรับรองเท้า Nike คลังสินค้าออนไลน์ของ Nike บางแห่ง ถูกบริหารจัดการโดยพนักงาน UPS ทั้งหมด ทันทีที่คุณกดสั่งซื้อรองเท้าจากหน้าเว็บ ระบบจะยิงตรงไปที่คนของ UPS ในคลัง พวกเขาจะหยิบรองเท้า ใส่กล่อง แปะป้าย และเอาขึ้นสายพานรถขนส่งทันที ขณะที่ Papa John's Pizza แม้กระทั่งเชนพิซซ่าชื่อดัง ยอดขายและซัพพลายเชนของส่วนผสมทั้งหมด (แป้ง ซอส ชีส) ที่ต้องกระจายไปยังสาขาต่างๆ ก็ใช้ระบบไอทีหลังบ้านของ UPS ในการคำนวณและจัดรถไปส่ง เพื่อให้ของสดใหม่และไม่ขาดสต็อก
ที่นี้มาดูกันว่า ทำไม insourcing ถึงทำให้ โลกแบน? Friedman อธิบายว่า
1. insourcing ทำให้คนตัวเล็กมีศักยภาพเท่าคนตัวใหญ่ในทันที นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าคุณเป็นแม่ค้าออนไลน์ตัวเล็กๆ ในไทย หรือบริษัทสตาร์ทอัพเปิดใหม่ที่มีพนักงานแค่ 3 คน สามารถเดินไปจับมือกับ UPS, FedEx หรือ DHL แล้วพูดว่า "ฉันอยากขายของไปทั่วโลก" พวกเขาจะเอาระบบไอที ระบบคลังสินค้า และฝูงเครื่องบินขนส่งระดับโลกมาเชื่อมต่อกับร้านของคุณทันที ทำให้บริษัทขนาดจิ๋วสามารถส่งของข้ามโลกได้รวดเร็วและเป็นมืออาชีพเทียบเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีงบพันล้าน
2. insourcing ละลายพรมแดนด้วยมาตรฐานและกฎศุลกากร: บริษัทโลจิสติกส์เหล่านี้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายภาษีและพิธีการศุลกากรของทุกประเทศทั่วโลก การให้พวกเขาเข้ามาควบคุมกระบวนการทำให้พรมแดนระหว่างประเทศที่เคยเป็นอุปสรรคยุ่งยากทางการค้า กลายเป็นเรื่องราบเรียบและไร้รอยต่อ
3. เกิดเครือข่ายความร่วมมือแบบ symbiosis ที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางธุรกิจจากการเป็นแค่ผู้จ้างกับผู้รับจ้างส่งของ มาเป็นพันธมิตรที่ใช้สมองและระบบไอทีร่วมกัน จนแยกกันไม่ออก
9. การสืบค้นข้อมูลด้วยตนเอง (Flattener #9: In-forming)
มันคืออะไร: การเกิดขึ้นของ Search Engine โดยเฉพาะ Google, Yahoo! และ MSN
ส่งผลอย่างไร: เป็นการกระจายอำนาจความรู้ให้แก่บุคคลทั่วไป ทุกคนสามารถค้นหาข้อมูล ความรู้ หรือบริการต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองจากที่ไหนก็ได้ในโลก เท่าเทียมกับที่บริษัทยักษ์ใหญ่รู้
10. เทคโนโลยีดิจิทัลไร้สายและพกพา (Flattener #10: The Steroids)
มันคืออะไร: คำว่า Steroids ในที่นี้คือ "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีไร้สาย (Wireless), สมาร์ตโฟน, การประมวลผลความเร็วสูง และการแปลงทุกอย่างให้เป็นดิจิทัล (Digitization)
ส่งผลอย่างไร: มันนำเอาแรงขับทั้ง 9 ข้อก่อนหน้านี้มา "ฉีดสเตียรอยด์" ให้ทำงานได้เร็วขึ้น ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์พกพาในมือคุณ เพิ่มความเร็วในการแบนของโลกเป็นทวีคูณ
เมื่อแรงขับทั้ง 10 ตัวนี้มาเจอกันในช่วงปี 2000 เป็นต้นมา มันจึงเกิดสิ่งที่ Friedman เรียกว่า "Globalization 3.0"ซึ่งเป็นยุคที่เปลี่ยนจากการแข่งขันระหว่าง "ประเทศ" หรือ "บริษัท" มาเป็นการแข่งขันระดับ "บุคคล" ที่ทุกคนสามารถเชื่อมต่อและสร้างผลกระทบต่อโลกได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด Thomas L. Friedman ได้แบ่งประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์ออกเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ ตาม "ตัวขับเคลื่อนหลัก" และ "ขนาดของโลกที่หดเล็กลงเรื่อยๆ" สำหรับนิยามของ Globalization 3.0 แบบชัดๆ ดังนี้
นิยามของ Globalization 3.0 (ช่วงปี 2000 เป็นต้นไป) คือ ยุคโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วย "ปัจเจกบุคคล(Individuals)" และ "กลุ่มผู้ร่วมมือขนาดเล็ก (Small Groups)" โดยมีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซอฟต์แวร์การทำงานร่วมกัน และเครือข่ายไร้สายข้ามโลกเป็นตัวเร่ง ปรากฏการณ์นี้ทำให้โลกหดตัวลงจาก "ขนาดเล็ก" (Size Small) กลายเป็น "ขนาดจิ๋ว" (Size Tiny) และแบนราบลงในเวลาเดียวกัน
และเพื่อให้เห็นความแตกต่างและเข้าใจว่าทำไมยุค 3.0 ถึงพิเศษ ลองเปรียบเทียบกับ 2 ยุคแรกแบบ ดังนี้
1. Globalization 1.0 (ค.ศ. 1492 - 1800)
ขนาดของโลก: หดตัวจาก "ขนาดใหญ่มาก" (Size Large) \rightarrow "ขนาดกลาง" (Size Medium)
ตัวขับเคลื่อนหลัก: "ประเทศ" และ "พละกำลังของรัฐ" (เช่น การเปิดกองทัพเรือล่าอาณานิคมของสเปน อังกฤษ โปรตุเกส)
คำถามสำคัญในยุค: ประเทศของฉันจะไปขยายอำนาจและเชื่อมต่อกับโลกได้อย่างไร? เผ่าพันธุ์หรือประเทศของเราจะกลืนกินคนอื่นได้อย่างไรผ่านกำลังแรงงานและกลไกของรัฐ?
2. Globalization 2.0 (ค.ศ. 1800 - 2000)
ขนาดของโลก: หดตัวจาก "ขนาดกลาง" (Size Medium) \rightarrow "ขนาดเล็ก" (Size Small)
ตัวขับเคลื่อนหลัก: "บริษัทข้ามชาติ (Multinational Companies)"
กลไกสำคัญ: ยุคนี้ขับเคลื่อนด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรม, การเกิดตลาดหุ้น, ตลาดพลังงาน, และการกำเนิดของคอมพิวเตอร์ยุคแรก บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกไปหาแรงงานและตลาดใหม่ในต่างประเทศ (เช่น ยุคที่ Ford, IBM หรือ Coca-Cola ขยายสาขาไปทั่วโลก)
คำถามสำคัญในยุค: บริษัทของฉันจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร? เราจะขยายซัพพลายเชนไปต่างประเทศอย่างไร?
3. Globalization 3.0 (ค.ศ. 2000 - ปัจจุบัน)
ขนาดของโลก: หดตัวจาก "ขนาดเล็ก" (Size Small) \rightarrow "ขนาดจิ๋ว" (Size Tiny) และราบแบน
ตัวขับเคลื่อนหลัก: "ตัวคุณเอง" (The Individual)
กลไกสำคัญ: พลังของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมกันเป็นใยแมงมุมทั่วโลก ทำให้คนตัวเล็ก ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มีพลังทางเทคโนโลยีเทียบเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีต
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ 3.0 ต่างจากทุกยุค
ในยุค Globalization 1.0 และ 2.0 คนที่ขับเคลื่อนโลกส่วนใหญ่เป็น คนผิวขาวในตะวันตก (อเมริกาและยุโรป) ที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีเหนือกว่า
แต่ในยุค Globalization 3.0 กำแพงเหล่านั้นพังทลายลง (โลกแบน) เพราะใครก็เข้าถึงเครื่องมือได้ ตอนนี้วิศวกรในอินเดีย, นักเขียนโปรแกรมในจีน หรือครีเอเตอร์ในไทย สามารถแข่งขัน ค้าขาย หรือทำงานร่วมกับคนในซิลิคอนแวลลีย์ได้โดยตรงจากห้องนอนตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านโครงสร้างของบริษัทขนาดใหญ่หรือพึ่งพาอำนาจรัฐอีกต่อไป