วิชาภูมิศาสตร์ คำว่า ‘ภูมิ’ หมายถึง ’แม่ของโลก‘
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย
ชื่อบทความนี้ ตั้งใจจะบอกกล่าวว่าในวิชาภูมิศาสตร์นั้น คำว่า ‘ภูมิ’ ไม่ได้หมายถึงโลก หากแต่หมายถึงแม่ของโลก
อิราโทสเธเนียสแห่งไซเรน ผู้เป็นบรรณาธิการห้องสมุดอเลกซานเดรีย ริมฝั่งเมดิเตอเรเนียนตามตอนใต้ เมื่อกว่า ๒ ร้อย ๔ สิบปีก่อนคริสตกาล เป็นบุคคลแรกที่เรียกตัวเองให้คนอื่นได้ยินว่า geographe ดังปรากฎอ้างอิงอยู่ในหนังสือของสตราโบ และไพลนี ดิ เอลเดอร์ หลังจากนั้นอีกกว่า ๓ ร้อยปี ปโตเลมี ปราชญ์ผู้มีอิทธิพลทางความเชื่อของปัญญาชนส่วนใหญ่ ก็เขียนหนังสือ geographia ขึ้นมาเป็นฉบับแรกของโลก
ดังนั้น การให้ความสนใจวิชาภูมิศาสตร์จึงไม่ควรสนใจอยู่เพียง สเฟียร์ ๓-๔ สเฟียร์ แค่นั้น แต่จะต้องพิจารณาที่มาที่ไปให้รอบครอบและครอบคลุม ผ่านบุคคลสำคัญร่วมสมัย ๒ คน คือ ยี ฟู ตวน ที่แนะนำให้ผู้สนใจได้มุ่งเป้ามุ่งประเด็นไปที่ topophilia อย่างมีที่มาที่ไป และเจมส์ เลิฟล็อค ที่นำเสนอความสามารถในการเลี้ยงดูโลกของธรรมชาติผ่าน Gaia hypothesis ให้เข้าใจง่ายๆ อย่างน่าทึ่ง
ขอย้อนกลับไปสมัยโบราณอีกครั้ง อยู่ในช่วงเริ่มต้นนับหนึ่งของคริสตกาล สตราโบ เป็นบุคคลที่นิยาม geographica ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการคำนวณทางคณิตศาสตร์ แต่คือ ศิลปะและวิทยาการในการอธิบายสภาพทางกายภาพของโลก รวมไปถึงผู้คน อารยธรรม ประวัติศาสตร์ และการเมืองการปกครองของดินแดนต่างๆ และอีก ๑ ร้อยปีต่อมา คลอดิอุส ปโตเลมี จำแนกและนิยามคำนี้เชิงวิทยาศาสตร์ไว้อย่างเฉียบขาดว่า geographia คือ การแสดงภาพรวมของโลกทั้งหมดด้วยแบบจำลองเชิงเส้น การทำแผนที่ผ่านระบบพิกัดลองจิจูดและละติจูด
เอาเข้าจริง อิราโทสเธเนียส ก็ไม่ได้เป็นบุคคลแรกที่บอกเล่าถึงความหมายทั้งทางตรงและทางอ้อมของคำว่า ภูมิศาสตร์ เขาเป็นแต่เพียงเห็นว่าวิธีการศึกษาภูมิศาสตร์ ควรเป็นแบบ graphos หรือการเขียน/การพรรณนาเท่านั้น
นั่นก็เลยทำให้ต้องย้อยกลับก่อนหน้านั้นอีก คือ ราว ๗ ร้อยปีก่อนคริสตกาล เฮซีโอด เขียนงานเรื่อง theogony มีตอนหนึ่งที่กล่าวคำว่า Gê (γῆ) หรือ Gaia (Γαῖα) ไว้อย่างเป็นทางการในฐานะตัวแทนของผืนดินหรือโลก ซึ่งดูสอดคล้องกับยุคนี้ ที่โลกยังถูกอธิบายผ่านมุมมอง cosmogony ว่าเป็นมหาเทพีองค์แรกๆ ที่กำเนิดขึ้นมาจากความโกลาหลเพื่อรองรับทุกสรรพสิ่ง
ในยุคเทพปกรณั เฮซีโอด เขียนเอาไว้ว่า Geo / Gê ไม่ใช่ก้อนหินหรือวัตถุทางกายภาพ แต่คือ เทพีกาญ่า (mother of the earth) ที่มีสภาวะเป็นตัวตนผู้มีเจตจำนง และเป็นปฐมมารดาผู้ให้กำเนิดท้องฟ้า (uranus) มหาสมุทร (pontus) และเทวดา/อสุรกายอีกมากมาย ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ลมพายุ หรือความแห้งแล้ง เกิดจากอารมณ์และความพึงพอใจของเทพเจ้า
ต่อมายุคปฐมบทปรัชญาธรรมชาติ โลกถูกมองในฐานะสสารกายภาพ นักปรัชญาแห่งสำนักไมลีตุสเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า จริงๆ แล้ว โลกและสรรพสิ่งประกอบสร้างมาจากอะไร? โดยไม่พยายามอ้างอิงเทพเจ้า โดยทาลส์แห่งไมลีทตุส ปลดปล่อย Geo ออกจากความเป็นเทพเจ้า และมองว่าโลกเป็นวัตถุทางกายภาพ เสนอว่า น้ำ คือธาตุปฐมภูมิของจักรวาล และมองว่า โลกมีลักษณะเหมือนแผ่นไม้หรือดิสค์ที่ลอยอยู่นบนมหาสมุทรขนาดใหญ่ ปรากฎการณ์แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดจากเทพโพไซดอนพิโรธ แต่เกิดจากการสั่นโคลงเคลงของคลื่นน้ำใต้ผืนดิน
อแนกซีแมนเดอร์ เป็นปราชญ์คนแรกๆ ที่เริ่มตัดความต้องการที่จะให้มีสิ่งรองรับโลกออกไป แล้วนำเสนอว่า โลกมีรูปทรงเหมือนทรงกระบอกที่มีความหนาเป็น ๑ ใน ๓ ของความกว้าง และลอยอยู่อย่างอิสระ ณ ศูนย์กลางของจักรวาล โดยไม่ต้องมีน้ำหรืออะไรมารองรับ เพราะมันสมดุลกับทุกทิศทาง และดูเหมือนว่า เขาเป็นคนแรกที่พยายามทำแผนที่โลกบนแผ่นทองแดง ถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญไปสู่ศาสตร์ภูมิศาสตร์ และอแนกซีเมเนส เสนอว่าธาตุปฐมภูมิ คือ อากาศ และมองว่าโลกมีลักษณะแบนเหมือนโต๊ะ ลอยและถูกพยุงไว้ด้วยแรงอัดของอากาศ
เข้าสู่ยุคก่อตัวของเรขาคณิตและรูปทรงกลม ราว ๕๐๐-๔๕๐ ปีก่อนคริสตกาล พีทากอรัสและพาร์เมนิเดสชี้ว่ารูปทรงของโลกเป็นทรงกลม ด้วยเหตุว่าในยุคนี้ไม่ได้ใช้แค่การสังเกตสสาร แต่ใช้คณิตศาสตร์และปรัชญาความงาม โดยเชื่อว่าทรงกลมคือรูปทรงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในธรรมชาติ
รู้สึกว่าจะนอกเรื่องไปไกลพอสมควรแล้ว ทีนี้วกกลับมาดู ภูมิศาสตร์ ในกรอบคิด topophilia ของยี ฟู ตวน ที่เชื่อมโยงกับกาญ่ากันต่อ …
หนังสือ Space and Place: The Perspective of Experience (1977) เป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยี ฟู ตวน ซึ่งสร้างรากฐานให้แก่ภูมิศาสตร์เชิงมานุษยนิยม ในเล่มนี้ ยี ฟู ตวน นำเสนอว่าวิชาภูมิศาสตร์แท้จริงแล้ว คือ earth-writing หมายถึง การเขียนหรือการพรรณนาถึงโลก โดยเขาพยายามดึงวิชาภูมิศาสตร์ออกจากความหมายที่เป็นเพียงสถิติตัวเลข วิทยาศาสตร์กริดพิกัด (grid-based science = spatial science) หรือแผนที่ที่ปราศจากชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ (objective topographic maps) แล้วใส่มิติความเป็นมนุษย์กลับเข้าไป
ยี ฟู ตวน ชี้ให้เห็นว่าคำว่า Geo ซึ่งมีรากมาจากพระแม่กาญ่า ผนวกกับคำว่า Graphein เป็นการบันทึก/การพรรณนา หมายถึงการที่มนุษย์ใช้ประสบการณ์ ความรู้สึก ความรัก ความผูกพัน (Topophilia) และจิตวิญญาณในการบอกเล่าและพรรณนาเรื่องราวของโลกใบนี้ในฐานะบ้านที่หล่อเลี้ยงชีวิต
อีกทั้งยังมีบทความวิชาการที่เป็นหมุดหมายสำคัญของเรื่องนี้ โดยก่อนหน้าหนังสือ Space and Place จะตีพิมพ์ ยี ฟู ตวน ได้เขียนบทความวิชาการชื่อ Humanistic Geography ลงในวารสาร Annals of the Association of American Geographers ซึ่งในบทความนี้เขาได้เริ่มเปิดประเด็นอธิบายรากศัพท์และนิยามปรัชญาเบื้องหลังคำว่า Geography อย่างเป็นระบบ โดยระบุว่าหน้าที่หลักของนักภูมิศาสตร์ คือ การพรรณนาโลกผ่านสายตา ปฏิสัมพันธ์ และความตระหนักรู้ของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติรอบตัว
ก่อนหน้าที่ ยี ฟู ตวน จะเสนอแนวคิดนี้ วิชาภูมิศาสตร์กระแสหลักมักเน้นวิทยาศาสตร์เชิงปริมาณที่มองโลกผ่านโมเดลคณิตศาสตร์ สถิติตัวเลขประชากร และแผนที่พิกัดละติจูด-ลองจิจูด แนวคิด Topophilia ของ ยี ฟู ตวน จึงเป็นการกอบกู้หัวใจและความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่วิชาภูมิศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่า หากเราต้องการเข้าใจโลกอย่างแท้จริง เราปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องศึกษา ความรู้สึก ความหวัง ความกลัว และความรัก ที่มนุษย์มีต่อแผ่นดินที่พวกเขาเหยียบย่ำและอาศัยอยู่
"Topophilia" คือ แนวคิดที่เป็นหมุดหมายสำคัญที่สุดของ ยี ฟู ตวน ซึ่งพัฒนาและเรียบเรียงไว้อย่างลุ่มลึกในหนังสือชื่อเดียวกันคือ "Topophilia: A Study of Environmental Perception, Attitudes, and Values" (1974)
คำนี้เป็นการประสมคำภาษากรีกโบราณสองคำ คือ Topos แปลว่าสถานที่ (place) กับคำว่า Philia แปลว่าความรักและความผูกพันอันลึกซึ้ง (love/affection)
ยี ฟู ตวน นิยาม Topophilia ไว้ว่าเป็นสายใยแห่งอารมณ์ความรู้สึกอันแนบแน่นระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (affective bond between people and place) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้พื้นที่ (space) เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นสถานที่ที่มีความหมาย (place) ในจิตใจของเรา
ยี ฟู ตวน เสนอว่า มนุษย์เราไม่ได้มองโลกหรือรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นเพียงพิกัดทางภูมิศาสตร์หรือสสารทางกายภาพแห้งๆ แต่เรากรองโลกผ่าน ประสาทสัมผัส วัฒนธรรม และประสบการณ์ส่วนบุคคล จนเกิดเป็นความผูกพันเชิงอารมณ์
โดยมีประเด็นสำคัญ 3 มิติ ดังนี้
1. จากพื้นที่สู่สถานที่ที่มีความหมาย
นี่คือแกนกลางของภูมิศาสตร์มานุษยนิยม ยี ฟู ตวน จำแนกความแตกต่างของสองคำนี้ไว้ว่าพื้นที่ หรือ space คือ พื้นที่ทางกายภาพที่กว้างใหญ่ ว่างเปล่า เป็นนามธรรม และให้ความรู้สึกอิสระ แต่ไม่มีความเชื่อมโยงกับตัวตนของเรา ส่วนสถานที่ หรือ place คือ พื้นที่เฉพาะเจาะจงที่บุคคลเข้าไปมีประสบการณ์ ใช้ชีวิต และใส่ความหมายคุณค่าลงไป จนพื้นที่นั้นมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีประวัติศาสตร์ร่วม เช่น บ้านเกิด โรงเรียนเก่า หรือมุมโปรดในห้องสมุด
2. การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส
ยี ฟู ตวน อธิบายว่า ความผูกพันต่อสถานที่ (Topophilia) ไม่ได้เกิดจากสายตาที่มองเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม (aesthetic) เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการหลอมรวมประสาทสัมผัสทั้งหมด
- กลิ่นดินหลังฝนตก กลิ่นอาหารจากครัวของแม่ กลิ่นหนังสือเก่า
- เสียงคลื่นกระทบฝั่ง เสียงความเงียบยามค่ำคืนในชนบท
- ความรู้สึกของสายลมปะทะผิว หรือเนื้อไม้เก่าของบ้านไม้โบราณ
ความรู้สึกร่วมทางประสาทสัมผัสเหล่านี้เอง ที่สลักความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่นั้นไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
3. ระดับและความหลากหลายของ Topophilia
ความรักในสถานที่แสดงออกได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่ความสุขทางสุนทรียภาพชั่วครู่ชั่วยาม ไปจนถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งที่หลอมรวมเป็นอัตลักษณ์ของมนุษย์
- ความพึงพอใจชั่วคราว (transient aesthetic pleasure) เช่น ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อไปเยือนจุดชมวิวที่สวยงามในฐานะนักท่องเที่ยว
- ความผูกพันหยั่งราก (deep attachment/home) ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และเป็นเจ้าของที่มีต่อบ้านเกิด หรือสถานที่ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นที่ที่เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างแท้จริง
ในปรัชญาภูมิศาสตร์มานุษยนิยมของ ยี ฟู ตวน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสถานที่มีลักษณะเป็นทวิลักษณ์เสมอ เขาไม่ได้มองแค่ด้านบวกอย่างความอบอุ่นใจเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นด้านมืดที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมมนุษย์ไม่แพ้กัน นั่นคือระหว่างความรักผูกพันต่อสถานที่ (Topophilia) และความเกลียดกลัวหรือไม่ชอบสถานที่ (Topophobia) ทั้งสองแนวคิดนี้เปรียบเสมือนขั้วบวกและขั้วลบทางอารมณ์ที่คอยกำหนด วาดแผนที่ และจำกัดขอบเขตการใช้ชีวิตรวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในพื้นที่ทางกายภาพ
ยี ฟู ตวน อธิบายว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ (spatial decisions) ของเรา ถูกบงการโดยแรงผลักและแรงดึงของสองอารมณ์นี้ตลอดเวลา
1. พฤติกรรมการสร้างและปกป้องอาณาเขต (territoriality & preservation)
ภายใต้อิทธิพลของ Topophilia เมื่อมนุษย์รักและผูกพันกับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอย่างลึกซึ้ง เช่น บ้านเกิด ป่าชุมชน ย่านประวัติศาสตร์ พฤติกรรมที่แสดงออก คือ การปกป้องและทะนุถนอม โดยจะเห็นการรวมกลุ่มของชุมชนเพื่อต่อต้านโครงการพัฒนาที่จะเข้ามาทำลายอัตลักษณ์ของพื้นที่ หรือการที่ผู้คนยอมเสียสละเงินและเวลาเพื่อบูรณะบ้านไม้เก่าของครอบครัว
ภายใต้อิทธิพลของ Topophobia หากสถานที่นั้นสร้างความกลัวหรือความทรงจำที่เจ็บปวด มนุษย์จะมีพฤติกรรมปฏิเสธที่จะดูแลหรือปล่อยปละละเลย ย่านที่เกิดอาชญากรรมบ่อยครั้งจะถูกผู้คนทอดทิ้ง เกิดสภาวะรกร้าง และกลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมทางกายภาพรวดเร็วยิ่งขึ้นเพราะไม่มีใครอยากใส่ใจ
2. พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการหลีกเลี่ยงพื้นที่ (mobility & avoidance)
พื้นที่แห่งการเยียวยา (Topophilic spaces) มนุษย์มักพาตัวเองไปหาพื้นที่ที่กระตุ้นพลังบวกเมื่อเผชิญความเครียด เช่น สวนสาธารณะ ชายหาด หรือร้านกาแฟมุมโปรด พฤติกรรมตรงนี้คือการเคลื่อนที่เข้าหาเพื่อแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจ
พื้นที่แห่งความกลัว (Topophobic spaces) ตัวชี้ให้เห็นว่ามนุษย์จะสร้างแผนที่ความกลัวทางใจ (mental map of fear) ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ พฤติกรรมที่ตามมาคือการหลีกเลี่ยง เช่น การไม่เดินผ่านซอยเปลี่ยวและมืดในเวลากลางคืน การหลีกเลี่ยงสถานีรถไฟใต้ดินที่เคยเกิดเหตุร้าย หรือในสเกลใหญ่ เช่น ผู้อพยพที่พยายามหลบหนีจากประเทศบ้านเกิดที่เต็มไปด้วยสงครามและการกดขี่ ซึ่งแปรสภาพจากบ้านกลายเป็นพื้นที่แห่งความกลัวอย่างสมบูรณ์
3. พฤติกรรมทางสังคมและการแบ่งแยกกลุ่มคน (social exclusion & gated communities)
ความรู้สึกสองขั้วนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดระเบียบสังคมในเมืองสมัยใหม่อย่างรุนแรง ความกลัวต่อคนแปลกหน้าหรืออาชญากรรมในพื้นที่เมือง (Topophobia) ผลักดันให้ชนชั้นกลางและคนรวยสร้างหมู่บ้านจัดสรรแบบปิด (gated communities) ที่มีป้อมยามและกำแพงสูงหนาแน่น เพื่อพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยส่วนตัวที่เป็นสวรรค์แห่งความอบอุ่น (Topophilia)
พฤติกรรมนี้สะท้อนการใช้สิ่งกีดขวางทางกายภาพเพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ที่เราอุ่นใจกับพื้นที่ภายนอกที่เราหวาดกลัว ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้นในมิติเมืองชัดเจนขึ้น
มนุษย์เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกทางกายภาพที่แบนราบและเป็นกลาง แต่อารมณ์ความรู้สึกของเราได้เปลี่ยนโลกใบนี้ให้มีจุดสูงและจุดต่ำทางจิตวิญญาณ เราเดินหน้าเข้าหาพื้นที่ที่เติมเต็มความเป็นมนุษย์ (Topophilia) และถอยห่างจากพื้นที่ที่คุกคามตัวตนของเรา (Topophobia) การเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบเมืองและสถาปัตยกรรมที่เกื้อกูลต่อจิตใจของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
เมื่อภูมิไม่ได้หมายถึงแค่โลก หากแต่หมายถึงการดูแลรักษาโลก วิชาภูมิศาสตร์จึงไม่ได้แค่เพียงการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกเพื่อจัดสรรทรัพยากรและความมั่งคั่ง มาอุดหนุนจุนเจือแก่มนุษยชาติ หากแต่เป็นการเรียนรู้ถึงสมดุลและการรักษาสมดุล ให้ระบบนิเวศต่างๆ บนโลกสามารถทำหน้าที่สนับสนุนทุกชีวิตทุกเอเจนซีอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ถ้าพูดถึงการระบุว่า โลกและสรรพชีวิตคือระบบอินทรีย์หนึ่งเดียวที่มีชีวิต (superorganism) โดยใช้ชื่อกาญ่า แบบเป็นวิทยาศาสตร์กระแสหลัก บุคคลสำคัญคือ เจมส์ เลิฟล็อก นักวิทยาศาสตร์และนักคิดด้านสิ่งแวดล้อม แม้เขาจะไม่ใช่นักภูมิศาสตร์โดยตรง แต่ทฤษฎีของเขาทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อวิชาภูมิศาสตร์กายภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษาในเวลาต่อมา
Gaia Hypothesis ของเลิฟล็อก และนักจุลชีววิทยา ลินน์ มาร์กูลิส ที่เสนอขึ้นในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ เป็นแนวคิดที่พลิกมุมมองที่มนุษย์มีต่อโลกอย่างสิ้นเชิง โดยเสนอว่าโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก ทำงานร่วมกันเป็นระบบอินทรีย์หนึ่งเดียวที่มีชีวิตขนาดใหญ่
เลิฟล็อกตั้งชื่อระบบนี้ตามกาญ่า พระแม่ธรณีตามตำนานกรีก เพื่อสื่อถึงความเป็นมารดาผู้เกื้อหนุนและหล่อเลี้ยงทุกชีวิต
แนวคิดกระแสหลักในอดีตมองว่า โลกคือระบบที่ควบคุมตัวเอง (Gaia Hypothesis) สิ่งมีชีวิตเป็นเพียงฝ่ายรับ ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (หิน น้ำ อากาศ) แต่ทฤษฎีกาญ่าเสนอตรงกันข้ามว่า สิ่งมีชีวิตมีบทบาทเชิงรุกในการควบคุมและรักษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้อยู่ในจุดที่สมดุลและเอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่เสมอ กระบวนการนี้ทำงานผ่านการรักษาดุลยภาพ (homeostasis) คล้ายกับวิธีที่ร่างกายของมนุษย์ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ที่ประมาณ ๓๗ เซลเซียส ไม่ว่าสภาพอากาศภายนอกจะหนาวหรือร้อนก็ตาม
เลิฟล็อกยกตัวอย่างหลักฐานสำคัญ ๓ ประการบนโลกที่พิสูจน์เรื่องนี้
ประการแรก การควบคุมอุณหภูมิโลก แม้ดวงอาทิตย์จะแผ่รังสีความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายพันล้านปีที่ผ่านมา แต่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกลับค่อนข้างคงที่และเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิต เพราะระบบกาญ่า เช่น พืชและจุลินทรีย์ ช่วยกันดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเก็บกักไว้ เพื่อลดผลกระทบจากเรือนกระจก
ประการที่สอง ความเข้มข้นของก๊าซในชั้นบรรยากาศ ปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศโลกถูกตรึงไว้ที่ประมาณร้อยละ ๒๑ มาเป็นเวลาช้านาน หากต่ำกว่านี้สิ่งมีชีวิตชั้นสูงจะหายใจไม่ได้ แต่ถ้าสูงกว่านี้ ไฟป่าจะลุกไหม้รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ พืชและจุลินทรีย์คือผู้ควบคุมวงจรนี้
ประการที่สาม ความเค็มของมหาสมุทร แม้ว่าแม่น้ำจะพัดพาเกลือจากแผ่นดินลงสู่ทะเลตลอดเวลา แต่ความเค็มของมหาสมุทรกลับคงที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓.๔ มานับล้านปี เพราะสิ่งมีชีวิตในทะเลและกระบวนการทางธรณีวิทยาช่วยกันกำจัดเกลือส่วนเกินออกไป
ในช่วงแรก ทฤษฎีนี้ถูกนักวิทยาศาสตร์สายดาร์วินนิยมวิจารณ์อย่างหนักว่า โลกจะวางแผนร่วมกันเพื่อรักษาสมดุลได้อย่างไร ในเมื่อโลกไม่มีสมอง? เลิฟล็อคจึงสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ชื่อว่าแบบจำลองโลกดอกเดซี่ (Daisyworld) ขึ้นมาเพื่อตอบโต้ โดยสมมติว่ามีดาวดวงหนึ่งที่มีสิ่งมีชีวิตแค่สองชนิด คือ ดอกเดซี่สีดำดูดความร้อนได้ดี และดอกเดซี่สีขาวสะท้อนความร้อนได้ดี
แบบจำลองนี้พิสูจน์ว่า กลไกการป้อนกลับอัตโนมัติ (automatic feedback loop) ของสิ่งมีชีวิต สามารถสร้างสมดุลทางกายภาพให้แก่ดาวทั้งดวงได้โดยไม่ต้องอาศัยการวางแผนหรือความจงใจใดๆ เลย
คำเตือนสุดท้ายของเลิฟล็อกก่อนที่เขาจะล่วงลับคือ ไกอาไม่ใช่แม่พระผู้ใจดีที่จะยอมให้มนุษย์ทำลายอย่างไรก็ได้ หากมนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทำลายป่าไม้จนระบบรักษาสมดุลของกาญ่าพังทลาย กาญ่าจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ร้อนกว่าเดิม ซึ่งเป็นสมดุลที่ตัวระบบกาญ่าเองยังอยู่รอดได้ แต่มนุษยชาติอาจไม่ได้อยู่ในสมดุลใหม่นั้นด้วย
บรูโน ลาตูร์ นักสังคมวิทยา ปรัชญา และนักคิดทางภูมิศาสตร์การเมืองชาวฝรั่งเศส นำแนวคิดเกี่ยวกับกาญ่าของเลิฟล็อกมาตีความใหม่ เพื่อตอบโต้กรอบคิดแบบ modernity ที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ เขาเสนอว่าในยุคที่มนุษย์ส่งผลกระทบต่อโลก (anthropocene) เราไม่ได้กำลังดูธรรมชาติที่นิ่งเฉยอีกต่อไป แต่เรากำลังเผชิญกับการจู่โจมของกาญ่า (intrusion of Gaia) ลาตูร์มองว่ากาญ่าไม่ใช่พระแม่ผู้ใจดี และไม่ใช่โลกในฐานะสิ่งมีชีวิตเอกภาพอันสมบูรณ์แบบ แบบที่กลุ่ม new age เข้าใจ แต่กาญ่า คือ เครือข่ายของนักแสดงไร้ชีวิตและมีชีวิต (actor-network)ที่ปฏิกิริยาของมันสามารถโต้ตอบและสั่นคลอนการเมือง เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของมนุษย์ได้ตลอดเวลา
ทิโมธี เลนตัน และบรูโน ลาตูร์ นำเสนอแนวคิดข้ามสายวิชาโดยเชื่อมโยงภูมิศาสตร์กายภาพเข้ากับพฤติกรรมของสังคมมนุษย์ โดยแบ่งวิวัฒนาการของโลกเป็น ๒ ยุค คือ กาญ่าแบบไร้เจตจำนงดั้งเดิม (Gaia 1.0) เป็นยุคที่ระบบจุลินทรีย์ พืช และสัตว์ รักษาสมดุลของโลกผ่านกลไกการป้อนกลับทางชีวภาพ โดยที่ไม่มีสติปัญญาหรือการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่กาญ่ายุคใหม่ที่ มีจิตสำนึกและตั้งใจ (Gaia 2.0) เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์สร้างเทคโนโลยีและตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของตนเอง มนุษย์กำลังกลายเป็นระบบประสาทและสติปัญญา (consciousness) ของกาญ่า เขาทั้งสองเสนอว่า ทางรอดเดียวของมนุษยชาติ คือ การสร้างกาญ่ายุคใหม่ โดยการจงใจปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิศาสตร์การใช้ชีวิตให้สอดคล้องและช่วยรักษากาญ่ารักษาสมดุล
กาญ่ายุคใหม่เป็นการรักษาสมดุลโลกที่เพิ่มสติปัญญา ความตระหนักรู้ และการวางแผนของมนุษย์เข้าไปในระบบ ทั้งมนุษย์ สังคม เทคโนโลยี เครือข่ายตรวจสอบ (sensory networks) และนโยบายการเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นผู้แสดงบทบาท มนุษย์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ผลาญทรัพยากรอีกต่อไป แต่พัฒนาตนเองจนกลายเป็นระบบประสาท (nervous system) ให้แก่โลก โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เซนเซอร์ ดาวเทียม และแบบจำลองภูมิอากาศ ในการรับรู้ความผิดปกติของโลก แล้วจงใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดึงระบบโลกกลับเข้าสู่อ่างสมดุล
เลนตันและลาตูร์ ชี้ว่าการที่โลกจะก้าวเข้าสู่สภาวะกาญ่ายุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ มนุษย์เราจำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบ 3 ประการต่อไปนี้
1. ระบบรับรู้ความรู้สึกของโลก (global sensory network)
ใน Gaia 1.0 จุลินทรีย์รับรู้ความเปลี่ยนแปลงผ่านเคมีในน้ำหรืออากาศ แต่ใน Gaia 2.0 มนุษย์ได้สร้างระบบประสาทเทียมให้แก่โลก ผ่านดาวเทียมตรวจวัดสภาพอากาศ สถานีวัดค่าคาร์บอน เซนเซอร์ในมหาสมุทร และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ระบบเหล่านี้ช่วยให้กาญ่ารับรู้ได้ล่วงหน้าว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเท่าใด หรือจุดเปลี่ยนผ่านอยู่ตรงไหน
2. วงจรการป้อนกลับแบบจงใจ (intentional closed-loop feedbacks)
ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์สร้างวงจรป้อนกลับแบบเปิด คือ ดึงทรัพยากรมาใช้แล้วทิ้งขยะ/คาร์บอนออกสู่ธรรมชาติ ทำให้ระบบไกอาเดิมพังทลาย แต่ Gaia 2.0 บังคับให้เราต้องสร้างวงจรแบบปิด เช่น ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่เลียนแบบธรรมชาติโดยไม่มีขยะทิ้งออกนอกระบบ การจงใจดึงก๊าซเรือนกระจกออกจากบรรยากาศ (decarbonization) เพื่อลดอุณหภูมิโลก และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน (energy transition) เพื่อหยุดการรบกวนวงจรคาร์บอนโบราณ
3. จริยธรรมและภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ (new planetary politics)
Gaia 2.0 เรียกร้องให้มนุษย์เลิกมองตนเองเป็นเจ้าของโลกหรือผู้ควบคุมธรรมชาติจากภายนอก (god-like controller) แต่ให้มองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบไกอาที่กำลังพยายามรักษาบ้านของตัวเอง รัฐบาล นโยบาย และสถาบันการเมืองจึงต้องเปลี่ยนมาบริหารจัดการเมืองและพื้นที่โดยยึดเอา ความอยู่รอดของระบบโลก(planetary boundaries) เป็นศูนย์กลาง
อิซาเบลล์ สเตงเกอร์ส นำเสนอคำว่า การจู่โจมของกาญ่า เพื่อวิพากษ์ระบบทุนนิยมและการพัฒนาเมืองแบบก้าวกระโดด เธอชี้ให้เห็นว่า ระบบการเมืองและเศรษฐกิจยุคใหม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโลก คือ เวทีที่มั่นคงและไร้ปากเสียงให้มนุษย์ตักตักทรัพยากร แต่เมื่อกาญ่าตื่นขึ้นและตอบโต้ผ่านคลื่นความร้อน น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวน extreme events เหล่านี้ได้ทำลายกรอบคิดทางภูมิศาสตร์การเมืองแบบเดิมจนสิ้นเชิง เธอจึงเรียกร้องให้มนุษย์เปลี่ยนสภาวะจากการเป็นผู้พิชิตโลกไปสู่การเป็นผู้ตั้งหลักแหล่งและขึ้นตรงต่อกฎของแผ่นดิน (earthbound)เพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกับกาญ่าในฐานะเพื่อนร่วมโลก ไม่ใช่เจ้าของโลก
หากถามหา ผู้บันทึกความหมายของ geo = earth คนแรก คำตอบคือ เฮซีโอด ในผลงานเรื่อง theogony
หากถามหา ผู้ประกอบคำว่า geography คนแรก คือใคร คำตอบคือ อิราโทสเธเนียส เขียนเอาไว้ใน geographica
หากถามหา ผู้นิยามวิชา geography ชัดเจนคนแรก คำตอบคือ สตราโบ ปโตเลมี วาเรนเนียส และอิมมานูเอล ค้านต์
บรรณานุกรม
Isabelle Stengers (2020) Earthbound: Essays in the New Climatic Regime.
Bruno Latour (2017) Facing Gaia: Eight Lectures on the New Climatic Regime.
Timothy M. Lenton and Bruno Latour (2018) Gaia 2.0: Could humans add conscious self-regulation to Earth’s Earth system? Science.