หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Geography of Athletics

ทีเด็ด ’ลูกเตะมุม‘ ชี้ขาดแชมป์-หนีตกชั้น

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

จากบทวิเคราะห์ของ Ali Tweedale (2026) In a Premier League Season Dominated by Set-Pieces, Corners Could Decide the Title Race and Relegation Battle. Opta Analysis. MAY 1, 2026.


ท็อตแนมกับอาร์เซนอล เป็นสองทีมพรีเมียร์ลีกส์ที่สามารถทำลายสถิติการยิงประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ได้มากที่สุด และลูกตั้งเตะอาจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับทั้งสองทีมในสี่เกมสุดท้ายของฤดูกาลนี้


ทุกคนอาจทราบว่าลูกตั้งเตะมีความสำคัญในเกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้


สมัยนี้ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น โดยเป็นการเจริญรอยตามสโมสรที่บริหารจัดการลูกนิ่ง (dead balls) ได้มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อหวังจะเลียนแบบความสำเร็จเหล่านั้น การเล่นลูกสูตรหรือเซตพีซ (set-pieces) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการพาบอลเข้าใกล้ประตูอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกายทุกคนไปรวมกันอยู่ในกรอบเขตโทษได้ ซึ่งการทำผลงานในจังหวะเหล่านี้ให้ดีได้กลายเป็นลำดับความสำคัญต้นๆ สำหรับหลายทีมในลีกไปแล้ว


ฤดูกาลนี้มีการทำประตูจากลูกนิ่งมากขึ้นกว่าเดิม (0.73 ประตูต่อเกม) ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาในพรีเมียร์ลีก (นับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14) นอกจากนี้ สัดส่วนของประตูที่มาจากลูกนิ่งที่ไม่ใช่จุดโทษ (26.9%) ยังพุ่งสูงขึ้นกว่าฤดูกาลไหนๆ ที่เคยมีมาอีกด้วย


non-penalty-set-piece-goals-per-game-by-premier-league-season-1536x838.jpeg


ในทางกลับกัน แทบทุกทีมมีประสิทธิภาพในการเล่นเกมรุกขณะบอลเคลื่อนที่ (open play) ลดน้อยลง โดยมีเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เท่านั้น ที่มีค่าประตูที่คาดหวัง (expected goals หรือ xG) จากการเล่น open play เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อน และถึงแม้จะเป็นสามทีมนี้ก็ตาม แต่ว่าค่า xG ที่เพิ่มขึ้นมา ก็ยังไม่ถึง 0.1 ต่อเกมด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าบรรดาทีมที่พัฒนาขึ้นในแง่ของเกมรุก open play นั้น มีจำนวนน้อยมาก และแทบจะไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นเลย


ในขณะเดียวกัน มีทีมมากถึง 10 จาก 17 ทีม ที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องทั้งสองฤดูกาล ที่มีค่า xG จากการเล่น open play ตกลงไปมากกว่า 0.1 ต่อเกม และน่าเป็นกังวลที่มีถึง 4 ทีม คือ สเปอร์ส ลิเวอร์พูล นิวคาสเซิล และวูล์ฟแฮมป์ตัน ที่มีค่า xG ลดฮวบลงไปมากกว่า 0.4 ต่อเกม


ในห้วงเวลานี้ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายจริงๆ ของฤดูกาล เป็นโค้งหักศอกคมกริบที่บีบคั้นสุดๆ มันไม่สำคัญเลยว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพราะความตั้งใจของเหล่าผู้จัดการทีมที่หันมาให้ความสำคัญกับลูกสูตรลูกเซตพีซมากขึ้น หรือเป็นเพราะคู่แข่งรู้จักวิธีตั้งรับได้ดีขึ้นกันแน่ ประเด็นสำคัญคือมันกำลังเกิดขึ้นจริง และเมื่อเหลือเกมให้เล่นอีกเพียงไม่กี่นัด นั่นหมายความว่าความจำเป็นในการฉวยโอกาสจากลูกนิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงยิ่งมีทวีคูณมากขึ้นไปอีก


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คือ การหันมาเน้นที่ลูกเตะมุม ซึ่งเป็นวิธีการบุกจากลูกนิ่งที่พบบ่อยและมีประสิทธิภาพที่สุด และเป็นที่มาของประตูจากลูกเซตพีซส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น


ความจริงที่เห็นได้ชัด คือ ฤดูกาลนี้มีการทำประตูจากลูกเตะมุมเฉลี่ยสูงถึง 0.48 ประตูต่อเกม ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 เป็นต้นมา โดยประตูจากลูกเตะมุมคิดเป็น 17.5% ของประตูทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ในขณะที่สถิติสูงสุดตลอด 12 ฤดูกาลก่อนหน้านี้เคยทำไว้เพียงแค่ 13.9% เท่านั้น


corner-goals-per-game-by-premier-league-season-1536x838.jpeg


ตัวเลขสถิติเหล่านี้ช่วยยืนยันในสิ่งที่เราทุกคนต่างก็ได้เห็นกันมาตลอดหลายเดือนว่า ลูกเตะมุมกำลังมีบทบาทครอบงำการแข่งขันฟอร์มพรีเมียร์ลีก มากกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในความทรงจำระยะหลัง


นั่นหมายความว่า มีโอกาสสูงมากที่ลูกเตะมุมจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในช่วงที่เหลือของฤดูกาล และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟาดฟันกันของบรรดาทีมทั้งในกลุ่มลุ้นแชมป์และกลุ่มหนีตกชั้น


ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า สองทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการเล่นลูกเตะมุม กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องต่อสู้สุดตัวเพื่อกอบกู้ฤดูกาลของพวกเขา


ทีมแรกเลยเป็นอาร์เซนอล ทีมที่เก่งที่สุดเท่าที่พรีเมียร์ลีกเคยมีมา ในแง่ของการสร้างสรรค์โอกาสและทำประตูจากลูกเตะมุม จากประตูของ Eberechi Eze ในเกมที่พบกับนิวคาสเซิลเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ซึ่งเริ่มมาจากการเล่นเตะมุมสั้น พวกเขาได้ทำลายสถิติพรีเมียร์ลีกในการทำประตูจากจังหวะเตะมุมมากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลลงได้ ด้วยจำนวน 17 ประตู โดยสถิติเดิมคือ 16 ประตู ซึ่งมีสามทีมเคยทำไว้ ได้แก่ อาร์เซนอล (2023-24) เวสต์บรอมวิช อัลเบียน (2016-17) และโอลด์แฮม แอธเลติก (1992-93)


อย่างไรก็ตาม ด้วยความโดดเด่นของลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ ทำให้มีอีกหนึ่งทีมที่อาจจะทำลายสถิติเดิมนั้นได้เช่นกัน นั่นคือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ทำไปแล้ว 15 ประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาล 2025-26 ซึ่งตามหลังสถิติเดิมที่อาร์เซนอลเพิ่งทลายไปเพียงลูกเดียว และตามหลังอาร์เซนอลอยู่แค่ 2 ลูกเท่านั้น


อาร์เซนอลยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก และในขณะที่มีแต้มเท่ากับซิตี้ พวกเขาอาจจำเป็นต้องเร่งทำผลต่างประตูได้เสียเพิ่ม หากคู่แข่งของพวกเขายังคงเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง เมื่อพิจารณาจากช่วงที่อาร์เซนอลต้องประสบความยากลำบากเมื่อไม่นานมานี้ ลูกนิ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญหากพวกเขาต้องการคว้าแชมป์ด้วยการทำแต้มแซงหน้าซิตี้ และต่อให้พวกเขาต้องหวังพึ่งให้ซิตี้พลาดเอง แต่ว่าการจะเก็บชัยชนะในแต่ละนัดก็อาจจะต้องตัดสินกันที่ลูกเตะมุม เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในเกมกับนิวคาสเซิลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา


most-goals-from-corners-in-premier-league-history.png


ลูกทีมของ Mikel Arteta มีค่าประตูที่คาดหวัง (xG) จากลูกเตะมุมสูงที่สุดในบรรดาทุกทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ (12.1) และพวกเขายังมีโอกาสส่องประตูจากจังหวะเตะมุมมากที่สุดอีกด้วย (95 ครั้ง) นอกจากนี้พวกเขายังมี Declane Rice ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เปิดลูกเตะมุมได้มีประสิทธิภาพที่สุดในลีก โดยมีเพียงลูกเตะมุมของ Bruno Fernandes เท่านั้นที่นำไปสู่การได้ประตูมากกว่า (8 ประตู) ของ Rice (7 ประตู) ในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ อย่างไรก็ตาม ลูกเตะมุมของไรซ์นั้นสร้างสรรค์โอกาสที่คิดเป็นค่า xG รวมแล้วสูงที่สุดในลีกอย่างขาดลอย (อยู่ที่ 6.9


arsenal-shots-from-declan-rice-corners-premier-league-2025-26-1536x1152.jpeg


ในสี่นัดสุดท้าย อาร์เซนอลจะต้องเผชิญหน้ากับ เวสต์แฮม ซึ่งเป็นทีมที่มีสถิติเกมรับแย่ที่สุดในพรีเมียร์ลีกเมื่อพิจารณาจากการเสียประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ (15 ประตู) รวมถึงต้องเจอกับเบิร์นลีย์ ที่แม้จะเสียไปเพียง 8 ประตู แต่กลับเป็นทีมที่ครองสถิติค่า xG ที่ยอมให้คู่แข่งลุ้นประตูจากลูกเตะมุมสูงที่สุดในลีก (11.3) ซึ่งทั้งสองเกมนี้อาจเป็นโอกาสทองในการเร่งทำผลต่างประตูได้เสียเพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ตาม อาร์เซนอลจะต้องเจอกับบททดสอบที่หินกว่าในการพบกับฟูแล่มและคริสตัล พาเลซ ซึ่งเสียประตูจากจังหวะเตะมุมไปเพียง 8 และ 7 ประตูตามลำดับ และน่าจะสู้ได้ดีกว่าในจังหวะป้องกันลูกนิ่ง ถึงกระนั้น อาร์เซนอลก็เคยทำประตูจากลูกเตะมุมได้ในเกมที่พบกับฟูแล่มนัดแรก และพวกเขาคงหวังว่าจะได้ลูกเตะมุมมากกว่า 4 ครั้งเหมือนในเกมที่เฉือนชนะพาเลซ 1-0 ที่เอมิเรตส์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา


ในขณะเดียวกัน ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่อีกฟากหนึ่งของตารางคะแนน หลังจากต้องดิ้นรนกับการสร้างสรรค์โอกาสในเกม open play มาตลอดทั้งฤดูกาล โดยมีเพียงวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมที่ตกชั้นไปแล้วเท่านั้น (0.52) ที่มีค่าเฉลี่ย xG จากการเล่น open play ต่อเกมต่ำกว่าสเปอร์ส (0.68) ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้


พวกเขากลายเป็นทีมที่พึ่งพาลูกนิ่งมากจนเกินไป โดยมีสัดส่วนการได้ประตูจากลูกสูตรที่ไม่ใช่จุดโทษสูงถึง 34.9%ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีก


อย่างไรก็ตาม การพึ่งพานี้ไม่ได้มาจากลูกสูตรทุกรูปแบบ เพราะประตูจากเซตพีซทั้ง 15 ประตู ของพวกเขานั้น มาจากลูกเตะมุมทั้งหมด แม้สเปอร์สจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ทำประตูจากลูกเตะมุมได้ดีที่สุดเท่าที่พรีเมียร์ลีกเคยมีมา แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขากลับยังทำประตูจากจังหวะฟรีคิกหรือลูกทุ่มไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว โดยเฉพาะลูกทุ่มไกลจำนวนมหาศาลของพวกเขาที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้เลยสักครั้ง


ปัญหาที่พอกพูนอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อผู้เล่นที่ดีที่สุดและสร้างสรรค์เกมได้มากที่สุดของทีมอย่าง Xavi Simons ต้องถูกหามออกจากสนามด้วยอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ซึ่งยืนยันแล้วว่าเขาต้องปิดเทอมยาวทั้งฤดูกาล


ในช่วงแรกดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถเจาะแนวรับของวูล์ฟแฮมป์ตันได้เลยเมื่อขาดตัวทำเกมหลักไป จนกระทั่งมาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก João Palhinha ที่จิ้มบอลขลุกขลิกเข้าประตูไปจากจังหวะเตะมุม ซึ่งนั่นถือเป็นโอกาสทำประตูที่ดีที่สุดของสเปอร์สในเกมนั้นเลยทีเดียว


wolves-0-1-spurs-xg-race-premier-league-1536x864.jpeg


เมื่อขาด Simons ไปสมทบกับ oined Wilson Odobert, Dejan Kulusevski และ Mohammed Kudus ในฐานะกลุ่มผู้เล่นตัวสร้างสรรค์เกมของสเปอร์สที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในขณะนี้ สเปอร์สย่อมจะพบกับความยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกในการหาช่องทางทำประตูในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งการฉวยโอกาสจากลูกเตะมุมอาจกลายเป็นหัวใจสำคัญต่อโอกาสในการอยู่รอดปลอดภัยของพวกเขา


สเปอร์สอาจต้องการชัยชนะอีกเพียงแค่สองนัดเท่านั้น และสองในสี่เกมที่เหลือของพวกเขาคือการเจอกับทีมที่มีสถิติป้องกันลูกเตะมุมได้ไม่ดีนัก โดยมีเพียงเวสต์แฮมทีมเดียวเท่านั้นที่เสียประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้มากกว่าเชลซี (11 ประตู) ซึ่งสเปอร์สมีคิวจะดวลด้วยในวันที่ 19 พฤษภาคม ส่วนลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สเปอร์สจะเจอในวันจันทร์หน้า ก็เสียประตูจากลูกเตะมุมไปแล้วถึง 9 ลูก แถมมีเพียงสองทีมในลีกเท่านั้นที่ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสส่องประตูจากลูกเตะมุมได้มากกว่าลีดส์ (92 ครั้ง) ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งคู่แข่งที่เหลือของสเปอร์ส ก็ตามมาติด ๆ ในโผนี้ด้วยจำนวน 88 ครั้ง


ในช่วงเวลาที่ท็อตแนมต้องการที่พึ่งสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพื่อยึดเหนี่ยวไว้ ลูกเตะมุมนี่แหละที่อาจเป็นความหวังที่ดีที่สุดในการพาพวกเขาหลุดพ้นจากสถานการณ์อันย่ำแย่ที่เป็นอยู่


แน่นอนว่าการพึ่งพาลูกนิ่งมากเกินไปเช่นนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ของท็อตแนมมาตลอดทั้งฤดูกาล เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ลูกเซตพีซนั้นป้องกันได้ง่ายกว่าการเล่นฟุตบอลที่เปี่ยมคุณภาพในจังหวะ Open play และมีคู่แข่งหลายต่อหลายทีมที่พบว่าการรับมือกับสเปอร์สนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ


ทางด้านอาร์เซนอลเองก็ประสบปัญหาในการทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเช่นกัน เมื่อเจอทีมที่สามารถสกัดกั้นไม่ให้พวกเขาขึ้นนำจากลูกนิ่งได้ พวกเขาถูกวิจารณ์ว่าพึ่งพาเซตพีซมากเกินไป แม้ว่าการ "พึ่งพา" ที่ว่านี้จะไม่ได้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อพวกเขาเหมือนที่เกิดกับสเปอร์สก็ตาม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ได้หรือไม่นั่นแหละ ที่จะเป็นตัวตัดสินว่ามุมมองที่ผู้คนมีต่อการเน้นลูกเซตพีซของพวกเขาจะเป็นอย่างไร


อย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองทีมจากลอนดอนเหนือต่างก็เก็บชัยชนะ 1-0 ที่ทั้งหวุดหวิด บีบหัวใจ แต่สำคัญอย่างยิ่งยวดมาได้ โดยได้ประตูโทนจากลูกเตะมุมเหมือนกันเปี๊ยบ และแน่นอนว่าทั้งคู่คงอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกสักสองสามครั้งในช่วงที่เหลือของฤดูกาล


หากทำประตูได้ คงไม่มีใครมานั่งบ่นหรอกว่าประตูนั้นได้มาอย่างไร และหากพวกเขาเก็บชัยชนะได้อีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้เหนือคู่แข่งที่เคี้ยวลากดินด้วยลูกเตะมุมอีกสักลูก ทุกคนก็คงจะมีความสุขกันถ้วนหน้า


ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ทั้งสองทีม พวกเขาอาจจำเป็นต้องดึงศักยภาพจากลูกนิ่งออกมาใช้ให้มากกว่าที่เคย ซึ่งความสำเร็จในจังหวะเหล่านี้อาจเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของทั้งหัวตารางและท้ายตารางได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

Modern Cultural Geographies

การผลิตวัฒนธรรม


2.1 บทนำ - การผลิตตำราภูมิศาสตร์วัฒนธรรม

 

ลองคิดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้สักครู่ คุณรู้เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มากแค่ไหน? หนังสือเล่มนี้ผลิตขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร? ในฐานะผู้เขียน เราสามารถให้ความกระจ่างในบางแง่มุมของการผลิตหนังสือเล่มนี้ได้ เช่น ชั่วโมงนับไม่ถ้วนที่ใช้ไปกับการเขียน (หรือไม่เขียน) บนคอมพิวเตอร์ในอีสต์มิดแลนด์ของอังกฤษ สมุดบันทึก ปากกา และตลับหมึกพิมพ์จำนวนมากที่ใช้ในกระบวนการ การประชุมและอีเมลจำนวนมากระหว่างผู้เขียนและบรรณาธิการผู้ว่าจ้าง สัญญา ต้นฉบับ การตรวจทาน และเอกสารอื่นๆ ที่ลงนาม ประทับตรา และส่งมอบ กระบวนการทั้งหมดได้รับมอบหมายจากสำนักพิมพ์ในเมืองฮาร์โลว์ ประเทศอังกฤษ และตัวหนังสือเองพิมพ์ที่เมืองกอสพอร์ต ประเทศอังกฤษ ส่วนแง่มุมอื่นๆ ของกระบวนการนี้ค่อนข้างยากที่จะอธิบายได้ (วัตถุดิบที่ใช้ทำกระดาษ ปก และหมึกพิมพ์ของหนังสือเล่มนี้มาจากแหล่งใด? หนังสือเล่มนี้เดินทางจากโรงพิมพ์มาถึงมือคุณได้อย่างไร? ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการเรียงพิมพ์ การพิมพ์หมึก การดูแลสายการผลิต หรือการขับรถส่งของ? ชีวิตการทำงานของพวกเขาเป็นอย่างไร? การแลกเปลี่ยนทางการเงินและการดำเนินงานเบื้องหลังในอุตสาหกรรมการพิมพ์ทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับการว่าจ้างอย่างไร? สุดท้ายแล้วใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการผลิตหนังสือเล่มนี้?) ดังที่เราจะกล่าวต่อไป วัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ และสื่อต่างๆ มักถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน แม้ว่ากระบวนการเหล่านี้มักจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นโดยผู้บริโภคของวัตถุเหล่านั้นก็ตาม

 

บทนี้จะแนะนำวิธีการบางอย่างที่นักภูมิศาสตร์ได้สำรวจกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรม ดังที่เราจะอธิบายต่อไปนี้ คำถามเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรมมีความสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจความสำคัญนี้ บทนี้จะสรุปให้ได้ว่า

 

เหตุใดการผลิตทางวัฒนธรรมจึงเป็นประเด็นสำคัญไม่ทางใดก็ทางหนึ่งสำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน

แนวคิดหลักบางประการที่เป็นประโยชน์ต่อนักภูมิศาสตร์ที่สำรวจการผลิตทางวัฒนธรรม

งานสำคัญบางส่วนของนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เมือง และอุตสาหกรรมที่สำรวจการสร้างวัตถุ ข้อความ และสื่อทางวัฒนธรรม

งานวิจัยทางภูมิศาสตร์บางส่วนเกี่ยวกับการสร้างและการบำรุงรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ

 

2.2 การตั้งคำถามเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรม

 

ในบทที่ 1 เราได้กล่าวว่าคำว่า 'วัฒนธรรม' สามารถใช้เพื่ออธิบายสิ่งต่างๆ ได้หลายอย่าง มันสามารถหมายถึง

 

ข้อความ วัตถุ และพื้นที่ที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ ทุกอย่างตั้งแต่สิ่งประดิษฐ์ขนาดเล็กที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยแต่ละบุคคล ไปจนถึงสินค้าที่ผลิตจำนวนมากและสื่อระดับโลก ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะและสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่

แนวปฏิบัติ นิสัย และวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับข้อความ วัตถุ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมเหล่านี้

ความหมาย บรรทัดฐาน และการตัดสินคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ข้างต้น

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อัตลักษณ์กลุ่ม และความไม่เท่าเทียมกันที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ข้างต้น

 

นอกจากนี้ เรายังพบงานวิจัยหลายด้านของนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมที่ได้สำรวจรูปแบบเชิงพื้นที่ กระบวนการ และผลที่ตามมาของสิ่งเหล่านี้ คำถามเรื่อง ‘การผลิตทางวัฒนธรรม’ ว่าวัตถุ พื้นที่ แนวปฏิบัติ ความหมาย และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นและเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน อันที่จริง เราสามารถมองว่าการผลิตทางวัฒนธรรมเป็นประเด็นพื้นฐาน แต่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันสำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน กล่าวคือ ในด้านหนึ่ง นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคนได้รับแรงบันดาลใจให้สำรวจกระบวนการ การเมือง และพื้นที่ของการผลิตทางวัฒนธรรม ในอีกด้านหนึ่ง นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมอีกหลายคนได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อต้านการรับรู้ถึงการครอบงำของงานวิจัยเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มีการยอมรับว่าการผลิตทางวัฒนธรรมเป็นประเด็นสำคัญ: สำหรับบางคน มันควรจะเป็นประเด็นหลักและเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ในขณะที่สำหรับคนอื่นๆ มันกลับกลายเป็นจุดสนใจที่มากเกินไปในงานทางภูมิศาสตร์ในบริบทนี้

 

บทนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างวัตถุทางวัฒนธรรม ความหมาย และพื้นที่ ในที่นี้ เราจะอธิบายว่าการศึกษาการผลิตทางวัฒนธรรมเผยให้เห็นกระบวนการและรูปแบบของการเมืองทางวัฒนธรรมซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ในบทที่ 3 เราจะนำเสนอข้อวิจารณ์ที่สำคัญบางประการเกี่ยวกับงานทางภูมิศาสตร์ด้านการผลิตทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราขอแนะนำให้คุณอ่านส่วนที่ 3.5 การเชื่อมโยงการผลิตและการบริโภคทางวัฒนธรรม เมื่อคุณอ่านบทนี้จบแล้ว

นี่คือเหตุผลสำคัญสามประการที่ทำให้การผลิตทางวัฒนธรรมกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน คุณอาจพบว่าการอ้างอิงถึงกรอบ 1.3 และคำอธิบายที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นเหล่านี้ในบริบทที่กว้างขึ้น

• งานคลาสสิกยุคแรกๆ จำนวนมากในภูมิศาสตร์มนุษย์ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในสายงานที่เรียกว่าภูมิศาสตร์วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมและภูมิศาสตร์วัฒนธรรมระดับภูมิภาคในบทที่ 1 – ได้สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมของมนุษย์และสัณฐานวิทยาของภูมิทัศน์ ดังที่เราได้กล่าวไว้ในส่วนที่ 1.4 นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักเบิร์กลีย์ ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ ‘ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม’ มากมาย เช่น การสำรวจว่ารูปแบบเฉพาะของวัฒนธรรมทางวัตถุ วัตถุที่ผลิตขึ้น พื้นที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี และการปฏิบัติสร้างสรรค์ เกิดขึ้นและแพร่กระจายจาก ‘แหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรม’ เฉพาะแห่งได้อย่างไร และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อภูมิทัศน์ ‘ธรรมชาติ’ อย่างไร ในทำนองเดียวกัน นักภูมิศาสตร์ระดับภูมิภาคยุคแรก เช่น สำนักอันนาเลส ได้ตรวจสอบว่าประเพณีทางการเกษตรหรือการผลิตเฉพาะอย่างได้หล่อหลอม ‘วิถีชีวิต’ ท้องถิ่นและภูมิภาคที่โดดเด่นอย่างไร ดังที่ปรากฏให้เห็นในวัฒนธรรมศิลปะและพื้นบ้านในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น แม้ว่าแนวทางการทำงานทางภูมิศาสตร์เหล่านี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ และในระดับหนึ่งถูกปฏิเสธโดยนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมรุ่นหลัง (ดูส่วนที่ 1.4) แต่การที่พวกเขายอมรับว่าสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม การปฏิบัติ และวิถีชีวิตมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกระบวนการทางการเกษตร การผลิต และภูมิทัศน์ยังคงมีความสำคัญ นักภูมิศาสตร์ยุคแรกเหล่านี้มีความสำคัญในการกำหนดความคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์ทำ และความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรมยังคงหล่อหลอมและชี้นำงานของนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมมาอีกหลายทศวรรษ

 

ดังที่กล่าวไว้ในส่วนที่ 1.4 ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมแนวใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากการที่นักภูมิศาสตร์ได้พบปะกับงานร่วมสมัยจากสาขาวิชาอื่นๆ รวมถึงวัฒนธรรมศึกษา ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 งานที่น่าตื่นเต้นและสำคัญที่สุดบางส่วนในสาขาวัฒนธรรมศึกษาในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ได้เสนอให้มีการวิจัยเพื่อสำรวจการผลิต และผู้ผลิต สื่อวัฒนธรรมยอดนิยม เช่น หนังสือพิมพ์ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และเพลงป๊อป มีการโต้แย้งว่าการวิจัยดังกล่าวจะเปิดเผยเนื้อหาเชิงอุดมการณ์ที่มักถูกมองข้ามของสื่อเหล่านั้น และกระบวนการและอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง กีดกัน และไม่เท่าเทียมกันที่ผลิตสื่อเหล่านั้น แนวทางการทำงานที่เข้มข้นและมีนัยทางการเมืองนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักภูมิศาสตร์หลายคนที่ได้พบเจอในช่วง "ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมแนวใหม่" ดูส่วนที่ 2.3 สำหรับโครงร่างของข้อโต้แย้งที่สำคัญบางประการเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรมที่มาจากวัฒนธรรมศึกษาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักภูมิศาสตร์หลายคนในเวลานั้น (แต่ก็ทำให้คนอื่นๆ วิพากษ์วิจารณ์การมุ่งเน้นไปที่การผลิตทางวัฒนธรรมมากเกินไป ดูบทที่ 3)

 

นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมไม่ใช่กลุ่มเดียวหรือกลุ่มแรกที่สำรวจกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรม อันที่จริง ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 มีงานวิจัยทางภูมิศาสตร์อย่างน้อยสองกลุ่มใหญ่ที่มุ่งเน้นประเด็นเหล่านี้ กลุ่มแรก นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เมือง และอุตสาหกรรมจำนวนมากเขียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม วิธีการและห่วงโซ่การผลิตทางวัฒนธรรม การทำให้สินค้าทางวัฒนธรรมกลายเป็นสินค้า และความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในบริบทต่างๆ อย่างกว้างขวาง กลุ่มที่สอง นักภูมิศาสตร์และนักวางผังเมืองจำนวนมากได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการผลิตและการควบคุมกิจกรรม พื้นที่ เหตุการณ์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมภายในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่หลากหลาย ดูหัวข้อ 2.4 และ 2.5 สำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับงานวิจัยทั้งสองสายนี้ กล่าวโดยสรุปแล้ว ‘นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมรุ่นใหม่’ พบว่าตนเองทำงานในบริบทที่ในบางแง่มุมได้รับการตั้งทฤษฎีและวิจัยอย่างกว้างขวางมาแล้ว นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมบางคนได้ขยายและนำงานวิจัยที่มีอยู่เหล่านี้มาปรับใช้ แต่อีกครั้ง บางคนก็วิพากษ์วิจารณ์การมุ่งเน้นเฉพาะการผลิตทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว (ดูบทที่ 3)

 

2.3 การสร้างความหมาย วาทกรรม และรสนิยม: แนวคิดหลักจากสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา

 

เราได้กล่าวไปแล้วว่า แนวคิดและการวิจัยจากสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษาและสื่อศึกษา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาภูมิศาสตร์วัฒนธรรมแนวใหม่ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ในช่วงเวลานั้น งานที่สำคัญและน่าตื่นเต้นที่สุดในสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มุ่งเน้นไปที่คำถามเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรม เช่น

 

ข้อความ สื่อ และวัตถุทางวัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นอย่างไร?

ใครเป็นผู้สร้าง?

• “ผู้สร้าง” นี้ส่งผลต่อเนื้อหาและรูปแบบของข้อความ สื่อ และวัตถุเหล่านี้หรือไม่?

 

เราควรสังเกตทันทีว่า งานที่มุ่งเน้นการผลิตนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่น่าตื่นเต้นและสำคัญในสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษาในปัจจุบัน ดังที่เราจะสำรวจในบทต่อไป สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษาอีกสายหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อภูมิศาสตร์วัฒนธรรมของนักภูมิศาสตร์หลายคน มุ่งเน้นไปที่การบริโภคผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม

ลองพิจารณาดูว่าเหตุใดงานที่มุ่งเน้นการผลิตจึงมีความสำคัญมากในสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา และมีอิทธิพลต่อภูมิศาสตร์วัฒนธรรมมากเพียงใด นักวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษาได้ตั้งคำถามถึงสมมติฐานดั้งเดิมที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับการสร้างสรรค์งานเขียน วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาโต้แย้งว่านักวิจารณ์ศิลปะและผู้แสดงความคิดเห็นทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 20 ได้ทำให้ "ตำนาน" เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมที่มีมานานหลายศตวรรษเป็นที่นิยมและยกย่อง โดยที่

กวี ศิลปิน นักแต่งเพลง นักเขียนนวนิยาย และผู้สร้างสรรค์งานทางวัฒนธรรมอื่นๆ ถูกมองว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ที่มีพรสวรรค์ มีความเป็นอิสระ มีความสามารถ หรือเป็นอัจฉริยะ

กิจกรรมของบุคคลเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมพิเศษ หายาก มีสถานะสูง สร้างสรรค์ และเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

กิจกรรมเหล่านี้มีความเป็นอิสระและสร้างสรรค์ โดยในอุดมคติแล้วควรเกิดขึ้นโดยอิสระจากบริบททางสังคม เศรษฐกิจ หรือการเมือง (อันที่จริง การที่ผู้สร้างสรรค์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นเชิงพาณิชย์หรือมีอุดมการณ์นั้นถือว่าหยาบคาย)

บทกวี งานศิลปะ โน้ตดนตรี นวนิยาย และอื่นๆ สามารถอ่านและประเมินได้ในฐานะวัตถุที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และโดยไม่ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ หรือการเมือง

การผลิตทางวัฒนธรรมบางประเภท ("วัฒนธรรมชั้นสูง" – ดูด้านล่าง) ถูกมองว่ามีความพิเศษและมีสถานะสูงกว่าประเภทอื่นๆ โดยเนื้อแท้

 

ตำนานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมนี้ถูกมองว่ามีปัญหาและไม่ถูกต้องในสามประเด็นหลัก ประการแรก มีการโต้แย้งว่า การยกย่องความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติของแต่ละบุคคลนั้น มองข้ามงานที่แท้จริงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทางวัฒนธรรม การตระหนักรู้ในเรื่องนี้ นำไปสู่แนวทางการทำงานที่สำคัญในด้านการศึกษาทางวัฒนธรรม ซึ่งตรวจสอบแนวปฏิบัติและเทคนิคที่ใช้ในการสร้างความหมาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนักทฤษฎีด้านภาษาศาสตร์และสัญศาสตร์ นักวิชาการด้านการศึกษาทางวัฒนธรรมได้พัฒนาวิธีการวิจัยใหม่ ๆ เพื่อสำรวจเนื้อหา รูปแบบ และความหมายของข้อความและสื่อทางวัฒนธรรมทุกประเภท ตลอดจนแนวปฏิบัติที่ใช้ในการสื่อสารความหมายเหล่านั้น บ่อยครั้งที่สิ่งนี้นำไปสู่การพิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับสมมติฐานและเทคนิคทางภาษาศาสตร์ ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้จากนักทฤษฎีทางวัฒนธรรมชั้นนำ สจวร์ต ฮอลล์ (1997: 21) เกี่ยวกับวิธีการที่การรวมกันของตัวอักษรสื่อความหมายเฉพาะในบริบททางวัฒนธรรมเฉพาะ

 

ดังนั้น คำถามก็คือว่า ผู้คนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน... รู้หรือไม่ว่าการรวมกันของตัวอักษรและเสียงอย่างไม่เจาะจงที่ประกอบกันเป็นคำว่า TREE นั้นจะแทนแนวคิด ‘พืชขนาดใหญ่’? ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ วัตถุต่างๆ ในโลกนั้นเองที่แสดงออกและกำหนดความหมาย ‘ที่แท้จริง’ ของมันในบางวิธี แต่ก็ไม่ชัดเจนเลยว่าต้นไม้จริงๆ รู้ว่าตัวเองเป็นต้นไม้ และยิ่งไม่ชัดเจนไปกว่านั้นว่าพวกมันรู้ว่าคำในภาษาอังกฤษที่แสดงถึงแนวคิดของตัวพวกมันเองนั้นเขียนว่า TREE ในขณะที่ในภาษาฝรั่งเศสเขียนว่า ARBRE! สำหรับพวกมันแล้ว มันอาจจะเขียนว่า COW หรือ VACHE หรือแม้แต่ XYZ ก็ได้ ความหมายไม่ได้อยู่ที่วัตถุ บุคคล หรือสิ่งของ และก็ไม่ได้อยู่ที่คำด้วย มันเป็นเราต่างหากที่กำหนดความหมายอย่างมั่นคงจนกระทั่งหลังจากนั้นสักพัก มันก็ดูเป็นธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหมายถูกสร้างขึ้นโดยระบบการแทนความหมาย

 

ตอนนี้ การพูดถึง TREES, VACHES, XYZs และระบบการแทนความหมายเหล่านี้ อาจดูแปลกประหลาดและลึกลับในตอนแรก อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นักวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาได้ใช้การอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนในรายละเอียดปลีกย่อยของการนำเสนอเพื่อสำรวจว่าความหมายถูกสร้างขึ้นอย่างไรในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ภาพยนตร์ โทรทัศน์ โฆษณา สื่อข่าว และอื่นๆ อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น นักวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาได้ประยุกต์ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อความ โดยใช้การอ่านภาษาและภาพอย่างละเอียดและเป็นระบบ เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของการรายงานข่าวที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เผยให้เห็นข้อความทางการเมืองและข้อความที่ไม่เป็นกลางที่ปรากฏอยู่ในการรายงานข่าวที่ดูเหมือนเป็นกลาง (ดู Box 2.1 และบทที่ 6) การสะท้อนความคิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับบรรทัดฐานทางภาษา ซึ่งเป็นการสำรวจว่าความคิด ภาพ ประโยค และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมทั้งหมดถูกนำมารวมกันอย่างไรในทางปฏิบัติ ได้พิสูจน์แล้วว่ามีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ดังที่เราจะได้เห็น วิธีการวิเคราะห์ข้อความและวาทกรรมที่พัฒนาขึ้นในสาขาวัฒนธรรมศึกษาในเวลานั้น ได้ถูกนำไปใช้และประยุกต์ใช้ในรูปแบบใหม่และน่าตื่นเต้นในการวิจัยทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ดูบทต่อๆ ไปของเราเกี่ยวกับภูมิทัศน์ ข้อความ และการแสดง ในวงกว้างขึ้น การตระหนักว่าความหมายที่ถูกมองข้ามไป (เช่น คำว่า ต้นไม้) นั้นถูกสร้างขึ้นทางสังคมและมีความเฉพาะเจาะจงทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด (กล่าวคือ ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคน และไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสาขาภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายแขนง ดังที่เราจะกล่าวถึงในบทต่อๆ ไป แนวคิดเรื่องความหมายที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคมนี้เป็นหลักสำคัญในการทำงานของนักภูมิศาสตร์ในหัวข้อต่างๆ เช่น อาคาร (บทที่ 4) ภูมิทัศน์ (บทที่ 5) อัตลักษณ์ (บทที่ 8) อารมณ์ (บทที่ 11) และร่างกาย (บทที่ 12)

 

ข้อโต้แย้งประการที่สองที่เกี่ยวข้องกับตำนานแห่งความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมคือ การมองข้ามความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตทางวัฒนธรรมกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่กว้างกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันปกปิดว่าบริบทที่กว้างกว่าเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรในการกำหนดว่าใครเป็นผู้ผลิตวัฒนธรรม (และใครไม่ใช่) และสิ่งนี้ส่งผลต่อเนื้อหาและรูปแบบของข้อความและสื่อทางวัฒนธรรมอย่างไร ในย่อหน้าก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอแนวคิดที่ว่าข้อความ สื่อ และความหมายทางวัฒนธรรมนั้นถูกสร้างขึ้นทางสังคม แนวคิดนี้ทำให้ผู้วิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาหลายคนพิจารณาว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ กล่าวคือ ใครกันแน่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างข้อความ สื่อ และความหมายทางวัฒนธรรมในสังคม มีข้อสังเกตว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการผลิตทางวัฒนธรรม และที่สำคัญกว่านั้น มีการโต้แย้งว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเภทที่ได้รับการยกย่องโดยตำนานแห่งความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม เพื่อที่จะอุทิศชีวิตให้กับงานสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทุนทางเศรษฐกิจ (เงิน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือผู้สนับสนุนทางการเงิน) และสิ่งที่นักทฤษฎีทางวัฒนธรรมเรียกว่า ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ (ทักษะ ความรู้ ความคิดเห็น นิสัย หรือการเข้าถึงเครือข่ายอำนาจและอิทธิพล) นักวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาได้วิพากษ์วิจารณ์ลักษณะการกีดกันที่เห็นได้ชัดของการผลิตทางวัฒนธรรม ในอดีต มีข้อสังเกตว่าผู้สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นชายผิวขาว มีการศึกษา อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ชนชั้นสูงชาวยุโรปหรืออเมริกาเหนือ และร่ำรวยด้วยทุนทางเศรษฐกิจและ/หรือวัฒนธรรม ในทำนองเดียวกัน มีการโต้แย้งว่ากลุ่มทางสังคมหลายกลุ่ม (โดยเฉพาะผู้หญิง ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนา คนพิการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขาดแคลนทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม) มักถูกมองข้ามอย่างเป็นระบบในอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (เช่น โลกของการตีพิมพ์ สื่อ ศิลปะ ดูในส่วนถัดไป) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หรือกล่าวให้แม่นยำยิ่งขึ้น มีข้อสังเกตว่าแง่มุมเฉพาะของการผลิตทางวัฒนธรรม (การตัดสินใจ การว่าจ้างงาน การสร้างสรรค์ผลงาน) ถือว่ามีสถานะสูง และมักกระทำโดยกลุ่มชนชั้นสูงและกลุ่มที่กีดกันผู้อื่นในสังคม ในขณะเดียวกัน แรงงานรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นส่วนสำคัญของการผลิตทางวัฒนธรรม (เช่น การพิมพ์นวนิยาย การประกอบพู่กัน การทำสี การบำรุงรักษาสถานที่จัดการแสดง) มักถูกมองข้ามว่ามีสถานะต่ำกว่า และแยกออกจากการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมที่ถูกยกย่องให้เป็นตำนาน ดูบทที่ 10 สำหรับตัวอย่างงานทางภูมิศาสตร์ที่ได้ดำเนินการสำรวจแรงงานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภูมิศาสตร์ของการผลิตทางวัฒนธรรม

 

ความสำเร็จที่สำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาทางวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 คือการเปิดเผยว่าการมีส่วนร่วมที่แตกต่างกันในการผลิตทางวัฒนธรรมสามารถเชื่อมโยงโดยตรงกับความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้างในปัจจุบันได้ กล่าวคือ โดยทั่วไปแล้ว บทบาทที่มีสถานะสูงมักถูกครอบครองโดยผู้ที่มีสิทธิพิเศษในสังคม ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่ถูกกีดกันทางสังคมมักไม่ได้รับการเป็นตัวแทนอย่างเพียงพอ ความสำเร็จที่เกี่ยวข้องอีกประการหนึ่งของการศึกษาทางวัฒนธรรมคือการอธิบายว่าความไม่เท่าเทียมกันในการผลิตทางวัฒนธรรมเหล่านี้ส่งผลต่อรูปแบบและเนื้อหาของผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร นักวิจัยด้านการศึกษาทางวัฒนธรรมโต้แย้งว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ข้อความและสื่อทางวัฒนธรรมทั้งหมดสามารถอ่านได้ในเชิงอุดมการณ์ กล่าวคือ สะท้อน รับใช้ และส่งเสริมผลประโยชน์ของผู้ที่ผลิตมัน (และดังนั้น ส่วนใหญ่จึงรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มสังคมเฉพาะกลุ่มที่มักเกี่ยวข้องกับการผลิตทางวัฒนธรรม) คำว่า ‘อำนาจครอบงำ’ ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในงานเหล่านี้ และในงานต่อมาของนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม โดยทั่วไปแล้ว อันโตนิโอ กรัมชี นักมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี มักได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำนี้ เพื่ออธิบายกระบวนการที่ “มีการแสวงหาและได้รับความยินยอม” โดยกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคม (Hartley 1994: 59) ในสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาข้อความทางวัฒนธรรมและสื่อต่างๆ มีการโต้แย้งว่าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมทุกประเภท (รวมถึงสื่อข่าว – ดูในกล่อง 2.1) ควรได้รับการเข้าใจว่าเป็น ‘การครอบงำ’ ในแง่ที่ว่า

 

พวกเขาส่งเสริมหรือรับใช้ผลประโยชน์ของผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น

พวกเขานำเสนอโลกทัศน์ของผู้ผลิตทางวัฒนธรรมเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสามัญสำนึก อุดมคติ และปกติ

ในการทำเช่นนั้น พวกเขาเผยแพร่และผลิตซ้ำบรรทัดฐานและอคติของผู้ผลิตทางวัฒนธรรมอย่างแข็งขันว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นสากล

แม้จะมีโลกทัศน์ที่แคบและไม่สมบูรณ์เช่นนี้ ผลงานทางวัฒนธรรมก็ยังถูกนำเสนอว่าเป็นกลางหรือเป็นธรรมชาติ

ดังนั้น พวกเขาจึงแสดงให้เห็น “การจัดระเบียบทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่มีอยู่ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้” (Crane 1992: 87)

กล่าวคือ พวกเขาปกปิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและการผลิตทางวัฒนธรรม หรือนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีปัญหาและหลีกเลี่ยงไม่ได้

พวกเขาทำให้เสียงและโลกทัศน์ที่แตกต่างเป็นกลางหรือไม่เปิดโอกาสให้มีที่ว่าง

 

งานวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาจำนวนมากในช่วงเวลานี้เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยบรรทัดฐานที่ครอบงำและวิธีการโฆษณาชวนเชื่อในข้อความและสื่อทางวัฒนธรรมที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น ละครโทรทัศน์ เพลงยอดนิยม ภาพยนตร์ โฆษณา และสื่อข่าว (ดูตาราง 2.1)

 

ความกังวลเกี่ยวกับอำนาจครอบงำนี้กระตุ้นให้นักวิจัยจำนวนมากในสาขาวัฒนธรรมศึกษาและสาขาวิชาอื่นๆ (รวมถึงภูมิศาสตร์วัฒนธรรม) พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตทางวัฒนธรรมกับอำนาจทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง นักปรัชญาในศตวรรษที่ 20 สองท่าน ได้แก่ มิเชล ฟูโก และเอ็ดเวิร์ด ซาอิด มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้ งานของนักคิดสำคัญทั้งสองท่านนี้ครอบคลุมหลายด้าน และตาราง 2.2 และ 2.3 ให้เพียงบทนำสั้นๆ เกี่ยวกับความสำคัญของพวกเขาในบริบทของการผลิตทางวัฒนธรรม โปรดดูบทที่ 6 สำหรับการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้

 

งานของฟูโกเกี่ยวกับ 'วาทกรรม' (ดูตาราง 2.2) กระตุ้นให้นักสังคมศาสตร์หลายคนพัฒนาวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมซึ่งถูกนำไปใช้กับข้อความ วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ในสาขาภูมิศาสตร์วัฒนธรรม เราสามารถพบงานวิจัยที่หลากหลายมากซึ่งตรวจสอบวาทกรรมในบริบทต่างๆ เช่น ในเอกสารนโยบาย (Evans and Honeyford 2012) การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ (Peet 2007) และอาคารเรียน

 

 

2.1 ‘การประกอบสร้างความเป็นจริง’การผลิตสื่อข่าว

ภาพที่ 2.1 ข่าวโทรทัศน์ "สร้างความเป็นจริงขึ้นมา" ได้อย่างไร? ที่มา: https://stockcake.com/i/news-studio-live_2280158_1388367

ภายในสาขาวิชาการศึกษาทางวัฒนธรรม งานบุกเบิกมากมายเกี่ยวกับการผลิตทางวัฒนธรรมได้มุ่งเน้นไปที่สื่อข่าว ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ หรือออนไลน์

 

สื่อข่าวเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจเพราะ (i) โดยทั่วไปแล้ว สื่อข่าวจะถูกนำเสนอ และมักถูกย่อยโดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ ในฐานะบันทึกข้อเท็จจริงที่เป็นกลางเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน (ii) สำหรับหลายคน สื่อข่าวเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการนำเสนอโลกที่กว้างขึ้นโดยทั่วไป รวมถึงประเด็นทางการเมืองและประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง ลองพิจารณาคำกล่าวต่อไปนี้จากนักวิจัยท่านหนึ่งซึ่งงานของเขามีความสำคัญในการสำรวจว่าสื่อข่าว "รวบรวมความเป็นจริง" เพื่อการบริโภคของเราอย่างไร

 

ประเด็นสำหรับเราคือ ถ้าโทรทัศน์รวบรวม "ความเป็นจริง" แล้วลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้นคืออะไร? คุณสมบัติที่เป็นธรรมชาติของการนำเสนอข่าว ซึ่งตั้งอยู่บนการอ้างสิทธิ์ในความเที่ยงธรรมและความยุติธรรมอย่างมืออาชีพ ทำให้เราตั้งคำถามว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมประเภทใด วิธีหนึ่งในการเจาะลึกเรื่องนี้คือการพิจารณาเรื่องที่เป็นที่ถกเถียงและตรวจสอบว่าเรื่องเหล่านั้นได้รับการจัดการอย่างไรในข่าวโทรทัศน์ เราสามารถพิจารณาข่าวในฐานะเรื่องเล่าได้ โดยพิจารณาจากไวยากรณ์ทางภาษาและภาพที่ใช้ในการสื่อสาร การใช้กราฟิกและสัญลักษณ์อื่นๆ การใช้พาดหัวข่าว ผู้ที่ได้รับการสัมภาษณ์ รูปแบบและเนื้อหาของการสัมภาษณ์เหล่านั้น กล่าวโดยสรุปคือ วิธีการจัดระเบียบข้อมูล และคำอธิบายโดยนัยที่ปรากฏแก่เรา (Eldridge 1993: 4–5)

 

แนวทางเช่นนี้ควรเป็นแรงกระตุ้นให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ พาดหัวข่าว การออกอากาศข่าว และข่าวสารออนไลน์ที่เราพบเจอทุกวัน คุณอาจลองดูตัวอย่างสื่อข่าวในปัจจุบันและพิจารณาคำถามต่อไปนี้

 

มีเทคนิคอะไรบ้างที่ใช้ในการ ‘รวบรวมความเป็นจริง’ (ดู Hartley 1994; Matheson 2005)

พาดหัวข่าว ลำดับ และลำดับการนำเสนอข่าว จัดโครงสร้างข่าวและให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร

ภาษา วลี หรือบทพูดถูกใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ในลักษณะใด

ภาพและสัญลักษณ์ถูกใช้ในการนำเสนอข่าวอย่างไร

มีการใช้คำพูดหรือแบบแผนซ้ำซากหรือไม่

มุมมองของใครบ้างที่ได้รับการนำเสนอ (และของใครบ้างที่ไม่ได้รับการนำเสนอ)

มีเทคนิคอะไรบ้างที่ใช้ในการนำเสนอสื่อข่าวนี้ให้ดูเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และเป็นข้อเท็จจริง

ข่าวเรื่องเดียวกันถูกนำเสนอในแหล่งข่าวสองแหล่งที่แตกต่างกันอย่างไร เราเรียนรู้อะไรจากการเปรียบเทียบแบบนี้

สื่อข่าวถูกกำหนดรูปแบบอย่างไรโดยวิธีการผลิต (ดู Herman และ Chomsky 1988)

ใครเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการผลิตสื่อข่าวนี้?

คุณรู้มากแค่ไหนเกี่ยวกับวิธีการ สถานที่ และเงื่อนไขในการผลิตสื่อข่าวนี้?

ใครได้รับผลประโยชน์จากสื่อข่าวนี้ ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง หรือในด้านอื่นๆ?

คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจส่งผลต่อเนื้อหาของสื่อข่าวนี้อย่างไร?

 

ตัวอย่างเช่น (Pike 2008) ภูมิทัศน์เมือง (Hastings 1999) และการปฏิบัติทางการแพทย์ (Evans 2006)

แนวคิดเรื่อง 'ตะวันออกนิยม' ของ Said (ดู Box 2.3) ได้กระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะทางการเมือง การกดขี่ และความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากวาทกรรมบางอย่าง และวิธีการที่การผลิตทางวัฒนธรรมสามารถเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขึ้น (เช่น การใช้อำนาจอาณานิคม) แม้ว่างานของ Said จะมุ่งเน้นไปที่บริบททางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง แต่ภาพประกอบของเขาเกี่ยวกับอำนาจของวาทกรรมที่สร้างขึ้นทางสังคมได้ให้คำศัพท์ที่ใช้ในการประเมินบทบาทของการเป็นตัวแทนและวาทกรรมในบริบทที่หลากหลายอย่างมีวิจารณญาณ ตัวอย่างเช่น ในหมู่นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม งานของเขาได้นำไปสู่การที่นักภูมิศาสตร์หลายคนตรวจสอบการเป็นตัวแทนของผู้คนและสถานที่ในแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น งานเขียนเกี่ยวกับการเดินทาง ภาพยนตร์และโทรทัศน์ การรายงานข่าว และศิลปะ/วรรณกรรม

 

ข้อโต้แย้งประการที่สามต่อตำนานแห่งความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมคือ การมองข้ามวิธีการที่ความคิดสร้างสรรค์บางรูปแบบ และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมบางอย่าง ได้รับสถานะสูงส่ง เราได้กล่าวไปแล้วว่า การปฏิบัติทางวัฒนธรรมบางประเภท เช่น การประพันธ์ดนตรีคลาสสิก วรรณกรรม บทกวี และศิลปะ มักถูกมองว่ามีความพิเศษ เกิดจากกิจกรรมที่โดดเด่นของผู้สร้างสรรค์ที่มีพรสวรรค์และได้รับการยกย่องอย่างสูง ความสำเร็จที่สำคัญของการศึกษาทางวัฒนธรรมคือการตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณต่อระบบคุณค่าที่ถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นพื้นฐานของสมมติฐานเหล่านี้ งานของปิแอร์ บูร์ดิเยอ นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง ‘ความโดดเด่น’ และ ‘รสนิยม’ มีอิทธิพลอย่างมากในที่นี้ และมีอิทธิพลต่อบรรดานักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมรุ่นต่อมา ในหนังสือ Distinction (1984: 466) บูร์ดิเยอได้นิยาม ‘รสนิยม’ ไว้ดังนี้

รสนิยมคือความโน้มเอียงที่ได้มาจากการเรียนรู้ที่จะ ‘แยกแยะ’ และ ‘ชื่นชม’ ... กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การสร้างและทำเครื่องหมายความแตกต่างโดยกระบวนการจำแนกซึ่งไม่ใช่ (หรือไม่จำเป็นต้องเป็น) ความรู้ที่แตกต่าง ... เนื่องจากมันรับประกันการรับรู้ (ในความหมายทั่วไป) ของวัตถุโดยไม่ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะที่กำหนดวัตถุนั้น ... รูปแบบหลักของการจำแนกประเภทมีประสิทธิภาพเฉพาะเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันทำงานต่ำกว่าระดับของจิตสำนึกและภาษา นอกเหนือขอบเขตของการตรวจสอบภายในหรือการควบคุมโดยเจตจำนง

เราจะกลับมาที่คำจำกัดความนี้ในอีกสักครู่ แต่ก่อนที่จะอ่านต่อไป คุณอาจพบว่าคำถามต่อไปนี้มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจคำจำกัดความของบูร์ดิเย (ซึ่งในตอนแรกค่อนข้างยาก)

 

กล่อง 2.2 มิเชล ฟูโกต์ เกี่ยวกับวาทกรรม

ผลงานของมิเชล ฟูโกต์ (1926–84) นักปรัชญาหลังโครงสร้างนิยมชาวฝรั่งเศส มีอิทธิพลต่อผู้วิจัยจำนวนมากที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นการผลิตทางวัฒนธรรม ฟูโกใช้คำว่า ‘วาทกรรม’ เพื่อพิจารณาว่าการสร้างข้อความ ภาพ และความหมายนั้นเป็นกระบวนการทางการเมืองในระดับหนึ่งเสมอ และการผลิตทางวัฒนธรรมนั้นถูกใช้โดยผู้ที่ใช้อำนาจทางการเมืองโดยเฉพาะ ฟูโก (1972: 80) นิยามวาทกรรมโดยเสนอว่าคำนี้ถูกใช้บางครั้งในฐานะขอบเขตทั่วไปของข้อความทั้งหมด บางครั้งในฐานะกลุ่มข้อความที่สามารถระบุได้ และบางครั้งในฐานะการปฏิบัติที่มีระเบียบซึ่งอธิบายถึงข้อความจำนวนหนึ่ง

 

ลองพิจารณาความหมายแต่ละข้อเหล่านี้ทีละข้อ (ดู Kraftl et al. 2012 และบทที่ 6 เกี่ยวกับข้อความด้วย) ประการแรก ฟูโกเสนอว่า ‘วาทกรรม’ มักถูกใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาษาในชีวิตประจำวัน ในฐานะคำทั่วไปที่ครอบคลุม ‘ข้อความทั้งหมด’ ประการที่สอง ฟูโกต์แย้งว่าเราสามารถระบุ ‘กลุ่มของข้อความ’ ที่เชื่อมโยงกันโดยเฉพาะในแต่ละช่วงเวลาและสถานที่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรทัดฐานและความรู้ที่มีอิทธิพลซึ่งถูก (สร้างใหม่) และเผยแพร่โดยสถาบันและองค์กรที่มีอำนาจในปัจจุบัน และสามารถควบคุมวิธีการจัดการกับหัวข้อ ประเด็น หรือคำถามเฉพาะเจาะจงภายในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับฟูโกต์ (1991[1975]: 22) วาทกรรมนั้นเป็นศูนย์กลางของการแสวงหาและการรักษาอำนาจอยู่เสมอ เพราะ


อำนาจและความรู้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง ไม่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจใด ๆ หากปราศจากการก่อตัวของขอบเขตความรู้ที่สัมพันธ์กัน และไม่มีความรู้ใด ๆ ที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางอำนาจ

 

ประการที่สาม ฟูโกต์ชี้ให้เราเห็นถึงการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดวาทกรรม ท้าทายให้เราสำรวจว่าวาทกรรม และรูปแบบของอำนาจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวาทกรรมเหล่านั้น ถูกสร้างขึ้นและกระทำจริงอย่างไร นักสังคมศาสตร์ได้ใช้วิธีการที่หลากหลายในการรับมือกับความท้าทายนี้ โดยพัฒนาวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมที่หลากหลาย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่

เทคนิคทางวาจาและข้อความในการผลิตวาทกรรม (เช่น วาทศิลป์ คำอุปมา ไวยากรณ์ ภาพพจน์)

กลยุทธ์ที่ไม่ใช่คำพูดและการแสดงออกที่สร้างวาทกรรมที่มีอำนาจ (เช่น ท่าทาง การจัดฉาก ทักษะการนำเสนอ)

วัสดุ เครื่องมือ ข้อความ และเทคโนโลยีที่ประกอบขึ้นเป็นวาทกรรมในทางปฏิบัติ

องค์กร สถาบัน และเครือข่ายที่ทำงานเพื่อผลิต เผยแพร่ และควบคุมวาทกรรม; และองค์ประกอบทางอารมณ์/ความรู้สึก รวมถึงการตอบสนองต่อวาทกรรม

 

 

ลองนึกถึงสิ่งที่มี "รสนิยมดี" หรือคนที่ "มีรสนิยมดี" ในบางแง่มุม ลองพิจารณาดูว่าคำเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร

ในทางกลับกัน ลองนึกถึงสิ่งที่มี "รสนิยมไม่ดี" หรือคนที่ "มีรสนิยมแย่" ในบางแง่มุม อีกครั้ง คำเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร

แนวคิดเรื่อง "รสนิยมดี" และ "รสนิยมแย่" มาจากไหน เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากที่ไหนและอย่างไร

 

เราอาจพบว่าการระบุตัวอย่างของรสนิยมดีหรือรสนิยมแย่เป็นเรื่องง่าย เราพบว่าตัวเองกำลังตัดสินคุณค่า สิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ สิ่งที่เราให้คุณค่าและไม่ให้คุณค่า สิ่งที่ทำให้เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้เราผิดหวัง ทุกวัน ในทุกรูปแบบและบริบท ในมุมมองของบูร์ดิเยอ เราดูเหมือนจะมี ‘แนวโน้มที่จะแยกแยะและชื่นชม’ โดยได้มาจากการเรียนรู้: การแยกแยะระหว่างสิ่งที่เราชอบ/รัก/ให้คุณค่า/ใส่ใจ กับสิ่งที่เราไม่ชอบ/เกลียด/ไม่ให้คุณค่า/ไม่สนใจ เป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา และดูเหมือนจะเป็นลักษณะธรรมชาติของชีวิตทางสังคมของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม บูร์ดิเยอตั้งคำถามถึง ‘แนวโน้มที่จะแยกแยะ’ ที่ถูกมองข้ามไปนี้ โดยยกตัวอย่างจากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคในฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 20 เขาแสดงให้เห็นว่าการแบ่งแยกตาม ‘สามัญสำนึก’ ระหว่างรสนิยมดี/ไม่ดี มักสอดคล้องกับความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกภายในสังคมร่วมสมัย เขาโต้แย้งว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บรรทัดฐาน อุดมคติ การปฏิบัติ และความชอบของกลุ่มสังคมที่มีอำนาจและสะดวกสบายส่วนใหญ่ถูกเข้าใจว่าเป็น ‘รสนิยมที่ดี’ และด้วยเหตุนี้จึงถูกต้องตามกฎหมาย ปกติ และเหนือกว่า ภายในบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของพวกเขา ในทำนองเดียวกัน เขาโต้แย้งว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 

กล่อง 2.3 เอ็ดเวิร์ด ซาอิด กับแนวคิดตะวันออกนิยม

เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (1935–2003) นักทฤษฎีวรรณกรรมหลังยุคอาณานิคมชาวปาเลสไตน์-อเมริกัน มีความสำคัญต่อนักวิจัยจำนวนมากที่สำรวจการสร้างภาพและแบบแผนของคนและสถานที่ต่างๆ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของซาอิดคือ Orientalism (1978) ซึ่งกล่าวถึงวิธีการนำเสนอสถานที่และผู้คน และผลกระทบทางการเมืองของการนำเสนอเหล่านั้น หนังสือเล่มนี้ตรวจสอบว่า "ตะวันออก/เอเชีย" ถูกนำเสนอโดยชาวยุโรปอย่างไรตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปด โดยพื้นฐานแล้ว ซาอิดระบุชุดของวาทกรรมและการนำเสนอที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งเขาเรียกว่า "ภูมิศาสตร์เชิงจินตนาการ" ซึ่ง "ตะวันออก" ถูกพรรณนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในศิลปะ วรรณกรรม และวัฒนธรรมสมัยนิยมของตะวันตกในฐานะ "อื่น" แปลกใหม่ น่าพิศวง อันตราย น่ากลัว ไม่มั่นคง และอื่นๆ ตัวอย่างบางส่วนที่ซาอิดสำรวจในงานของเขามีดังนี้

 

การนำเสนอชาวอาหรับในฐานะนักรบหรือผู้ก่อการร้ายในสื่อข่าวตะวันตก ซาอิดวิเคราะห์วาทกรรมภายในสื่อข่าวของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามอาหรับ/อิสราเอลในทศวรรษ 1960 และ 1970 เพื่อแสดงให้เห็นว่าทหารอาหรับถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นพวกคลั่งไคล้ ทรยศ ไร้เกียรติ ชั่วร้าย และเป็น “คนเลว” และสะท้อนให้เห็นถึงความง่ายดายที่ทหารอาหรับและผู้ก่อการร้ายถูกปราบโดยวีรบุรุษชาวตะวันตกเพียงลำพังในภาพยนตร์แอ็คชั่นฮอลลีวูด ในช่วงท้ายของชีวิต ซาอิดยังได้ไตร่ตรองถึงภาพลักษณ์ของชาวอาหรับในฐานะ “ปีศาจต่างชาติ” ที่ชั่วร้ายและคลั่งไคล้ซึ่งคุกคาม “พวกเรา” ในโลกตะวันตก ซึ่งยังคงมีอยู่ต่อไปหลังเหตุการณ์ 9/11 และผ่านการนำเสนอของสื่อเกี่ยวกับมือระเบิดฆ่าตัวตาย ซัดดัม ฮุสเซน และโอซามา บิน ลาเดน

การนำเสนอ “ตะวันออก” ในภาพวาดคลาสสิกของฝรั่งเศส ซาอิดได้สำรวจผลงานของจิตรกรชื่อดัง เช่น เออแฌน เดลาครัวซ์ (1798–1863), ฌอง-ออกุสต์ อิงเกรส (1780–1867) และ ฌอง-เลอง เฌโรม (1824–1904) ซึ่งภาพวาดฉากในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของพวกเขาได้รับความนิยมในตลาดศิลปะยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่สิบเก้า เขาแสดงให้เห็นว่าศิลปินเหล่านี้ได้ดึงเอาสัญลักษณ์ของฉากที่แปลกใหม่ เร้าใจ ผันผวน ลึกลับ อันตราย/น่าตื่นเต้น มาใช้ โดยมีชายชาวอาหรับที่เจ้าเล่ห์ น่าสงสัย และหญิงชาวอาหรับที่แปลกใหม่ เย้ายวน ลึกลับ และไม่ยับยั้งชั่งใจ (เช่น แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่น้อยชิ้น)

บันทึกการเดินทางไปเยือนตะวันออกของนักเขียนชาวยุโรป ซาอิดได้สำรวจงานเขียนของนักเขียนบันทึกการเดินทางชาวยุโรปในศตวรรษที่ 19 เช่น เบนจามิน ดิสราเอลี, เจอราร์ด เดอ เนอร์วาล และกุสตาฟ ฟลอแบร์ ซึ่งบันทึกการเดินทางของพวกเขาแสดงให้เห็นและหล่อเลี้ยงความหลงใหลในพวกคลั่งศาสนา การค้าทาส สถานการณ์ที่ผันผวน โรงฝิ่น สถานการณ์ที่สกปรก และผู้คนแปลกใหม่ที่ "แตกต่าง" จากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

 

ซาอิดโต้แย้งว่าภาพลักษณ์ "ตะวันออกนิยม" เหล่านี้เป็น "เลนส์ที่บิดเบี้ยว" ที่ชาวยุโรปมักใช้จินตนาการถึง "ตะวันออก" ซึ่งเป็นวิธีการต่างๆ ที่ตะวันออกและผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นถูกมองว่าเป็น "คนอื่น" และตรงข้ามกับ "เรา" กล่าวโดยสรุป "พวกเขา" ถูกแสดงให้เห็นว่าเป็น "แปลกใหม่" ป่าเถื่อน ไม่มั่นคง คลั่งไคล้ และอาจเป็นผู้ร้าย (เมื่อเทียบกับ "เรา" ซึ่งเป็น "คนปกติ" มีอารยธรรม มีเหตุผล และเป็นคนดี)

 

บรรทัดฐานและกิจกรรมของกลุ่มสังคมที่ถูกกีดกันและ (ในแง่ของบูร์ดิเย) ชนชั้นทางสังคมที่ “ถูกครอบงำ” มักถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นสิ่งที่ไร้รสนิยม หยาบคาย หรือด้อยกว่า บูร์ดิเยเสนอว่า แนวคิดเรื่อง “รสนิยมที่ดี” นั้นถูกสร้างขึ้นใหม่โดยผู้ที่มีทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพื่อให้ความชอบธรรมและยกย่องบรรทัดฐานและผลประโยชน์ของตนเอง ในกระบวนการนี้ ผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ “มีรสนิยม” จะถูกดูหมิ่นและถูกมองว่าเป็นคนหยาบกระด้างหรือด้อยกว่า สำหรับบูร์ดิเยแล้ว การผลิตและการรักษาบรรทัดฐานเกี่ยวกับรสนิยมที่ดีนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการสืบทอดความไม่เท่าเทียมและความแตกแยกทางสังคม ในหนังสือ Distinction (1984) บูร์ดิเยได้ระบุถึงกระบวนการและสถาบันบางอย่างที่การผลิตรสนิยมเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของ

 

นักวิจารณ์ นักข่าว นักวิชาการ และ “ตัวกลางทางวัฒนธรรม” อื่นๆ ภายในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (ดูหัวข้อ 2.4) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างรสนิยมร่วมสมัยโดยการวิจารณ์ผลงานทางวัฒนธรรม จัดประเภท (เช่น ดีหรือไม่ดี คลาสสิกหรือไม่ดี ต้องดูหรือไม่ดู) และพัฒนาวาทกรรมเกี่ยวกับ “สิ่งที่ควรค่าแก่การรับชมและวิธีการรับชมที่ถูกต้อง” (Bourdieu 1984: 25)

แนวปฏิบัติในครอบครัว ซึ่งส่งเสริมพฤติกรรมที่เคยชิน กำหนดบรรทัดฐานและรสนิยมทางวัฒนธรรม และจัดหาสถานที่/โอกาสสำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมบางอย่าง (ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานที่มีอยู่และทุนทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวนั้นๆ)

สถาบันการศึกษา ซึ่งสอนวิธีการอ่านวรรณกรรมเฉพาะกลุ่ม และให้รางวัลอย่างเป็นทางการแก่พฤติกรรมบางรูปแบบ (เช่น การมอบวุฒิการศึกษา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของทุนทางวัฒนธรรม) แก่ผู้ที่แสดงพฤติกรรมและวิธีการอ่านเหล่านี้ (โดยนัยแล้วเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ที่ได้รับการเตรียมพร้อมและสนับสนุนด้านการศึกษาโดยแนวปฏิบัติในครอบครัว)

ผ่านกระบวนการเหล่านี้ บรรทัดฐานเกี่ยวกับ 'รสนิยมที่ดี' จึงฝังลึกและถูกมองข้ามไปโดยปริยาย อันที่จริง เมื่อกลับมาพิจารณาคำถามในตอนต้นของย่อหน้านี้ เราอาจพบว่าเป็นการยากที่จะระบุได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรทำให้บางสิ่งมีรสนิยมดี/ไม่ดี หรือเราได้รับบรรทัดฐานและข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับรสนิยมมาได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่บูร์ดิเยอหมายถึงในคำพูดก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาอธิบายความคิดของเราเกี่ยวกับรสนิยมว่า 'ไม่ใช่ (หรือไม่จำเป็นต้องเป็น) ความรู้ที่แยกต่างหาก': เราอาจรู้ว่า 'รสนิยมดี/ไม่ดี' เมื่อเราพบเจอ แต่เราไม่จำเป็นต้องสามารถรู้หรืออธิบายได้อย่างแน่ชัดว่าทำไมเราถึงคิดเช่นนั้น อันที่จริง บูร์ดิเยออธิบายต่อไปว่ารสนิยมทำงาน 'ต่ำกว่าระดับของจิตสำนึกและภาษา นอกเหนือการเข้าถึงของการตรวจสอบภายในหรือการควบคุมโดยเจตจำนง' ดังนั้น ตัวอย่างเช่น วัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ หรือการปฏิบัติ อาจส่งผลกระทบต่อเราอย่างมาก เราอาจหลงใหลในงานศิลปะชิ้นเอก รู้สึกขยะแขยงกับภาพยนตร์ที่ไร้รสนิยม รู้สึกผิดหวังกับรสนิยมที่ไม่ดีของเพื่อนร่วมงาน และเราอาจไม่สามารถอธิบายหรือปกปิดปฏิกิริยาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่

 

แนวคิดเรื่องอำนาจครอบงำ วาทกรรม รสนิยม และทุนทางวัฒนธรรมที่กล่าวถึงในส่วนนี้ ได้รับการพัฒนาโดยนักคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งเขียนเกี่ยวกับบริบทที่หลากหลาย (และมักเป็นบริบททางประวัติศาสตร์) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษาจำนวนมากได้นำแนวคิดเหล่านี้มาประกอบกัน และประยุกต์ใช้กับบริบทปัจจุบัน เพื่อพัฒนาความเข้าใจและการวิพากษ์วิจารณ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับการเมืองของการผลิตทางวัฒนธรรม ผ่านการศึกษาแนวคิดเหล่านี้ นักวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาเรียกร้องให้ข้อความ วัตถุ และการปฏิบัติทางวัฒนธรรมทั้งหมดเปิดรับการตรวจสอบอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อสำรวจว่ารสนิยมทางวัฒนธรรมร่วมสมัยมีความสัมพันธ์กับความไม่เท่าเทียมกันของทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างไร (ตามแนวคิดของ Bourdieu) และเพื่อเปิดเผยการมีอยู่ของวาทกรรมที่มีอำนาจและมีกลยุทธ์ (ตามแนวคิดของ Foucault) ที่สนับสนุนผลประโยชน์ของกลุ่มสังคมที่มีอำนาจครอบงำ (ตามแนวคิดของ Gramsci) งานนี้ได้ให้ชุดของแนวคิด วิธีการ และคำศัพท์ที่นักภูมิศาสตร์หลายคนนำไปประยุกต์ใช้ ปรับปรุง และขยายความในภูมิศาสตร์วัฒนธรรมใหม่ ตัวอย่างเช่น ดูบทต่อๆ ไปของเราเกี่ยวกับภูมิทัศน์ อาคาร และข้อความ ยิ่งไปกว่านั้น มีการตระหนักว่านักวิจัยทางวิชาการมักมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมที่กล่าวถึงในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีข้อสังเกตว่านักวิชาการในสาขาศิลปะ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมชั้นสูง’ อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ข้อความ วัตถุ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ ที่มีสถานะสูงในสังคมร่วมสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สงวนไว้เฉพาะสำหรับผู้มีอำนาจทางสังคมและเศรษฐกิจ และได้รับการยกย่องจากตำนานการผลิตทางวัฒนธรรมที่กล่าวไว้ในตอนต้นของส่วนนี้ ตรงกันข้ามกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ นักวิจัยด้านวัฒนธรรมศึกษาจำนวนมากหันมาศึกษาข้อความ วัตถุ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและเป็นที่นิยม (ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองข้ามว่าเป็น ‘วัฒนธรรมชั้นต่ำ’) การเปลี่ยนแปลงนี้พิสูจน์แล้วว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน ตัวอย่างเช่น ดูบทต่อๆ ไปของเราเกี่ยวกับการบริโภค (บทที่ 3) อัตลักษณ์ (บทที่ 8) และวัตถุ (บทที่ 10)

 

2.4 ภูมิศาสตร์ของการผลิตทางวัฒนธรรม: ห่วงโซ่สินค้าและอุตสาหกรรมวัฒนธรรม

 

ดังที่เราได้กล่าวไว้ในส่วนที่ 2.2 นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมไม่ใช่เพียงกลุ่มเดียวหรือกลุ่มแรกที่สำรวจการผลิตทางวัฒนธรรม ในส่วนนี้ เราจะแนะนำแนวทางการวิจัยทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญสองแนวทางที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งดำเนินอยู่ในช่วงเริ่มต้นของภูมิศาสตร์วัฒนธรรมใหม่ ดังที่เราจะแสดงให้เห็น แนวทางการทำงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ริเริ่มโดยนักวิจัยที่ไม่ได้นิยามตนเองว่าเป็นนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม แต่พวกเขาได้สำรวจประเด็นการผลิตทางวัฒนธรรม และแน่นอนว่าพวกเขาได้วางตำแหน่งการผลิตทางวัฒนธรรมให้เป็นประเด็นพื้นฐาน – ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง – สำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ประการแรก เราจะแนะนำงานของนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับห่วงโซ่สินค้า และเครือข่ายทางภูมิศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งสินค้าและข้อความทางวัฒนธรรม วัตถุ และสื่อต่างๆ ถูกสร้างขึ้นในทางปฏิบัติ ประการที่สอง เราจะเน้นงานของนักภูมิศาสตร์เมือง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ ‘อุตสาหกรรมวัฒนธรรม’ และการทำให้เป็นอุตสาหกรรมและการทำให้เป็นสินค้าของกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรม ในแต่ละกรณี เราจะแนะนำแนวคิดหลักบางประการในช่วงแรกๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามีอิทธิพลต่อนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ก่อนที่จะสรุปวิธีการบางอย่างที่นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมได้ขยายและพัฒนาแนวคิดเหล่านี้

 

เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเมืองจำนวนมากจึงเริ่มสำรวจกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรม คุณอาจพบว่าการรู้เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจนั้นมีประโยชน์ ในบทที่ 1 เราได้แนะนำจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภูมิศาสตร์มนุษย์ (ดูในกรอบ 1.3) และกล่าวถึงว่า 'จุดเปลี่ยน' ในความสนใจในการวิจัย วิธีการ และแนวคิดนี้ปรากฏให้เห็นในแทบทุกด้านของภูมิศาสตร์มนุษย์ กรอบ 2.4 มีรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ คุณอาจพบว่ารายละเอียดเหล่านี้มีประโยชน์ในการให้บริบทแก่การอภิปรายต่อไปนี้เกี่ยวกับห่วงโซ่สินค้า อุตสาหกรรมวัฒนธรรม และการผลิตพื้นที่ทางวัฒนธรรม โดยสรุปแล้ว เนื้อหาในกรอบที่ 2.4 ก็คือ ในช่วงทศวรรษ 1980 นักภูมิศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเมืองจำนวนมากเริ่มสำรวจ

 

วิธีการ สถานที่ และเงื่อนไขในการผลิตสินค้าในทางปฏิบัติผ่านเครือข่ายการผลิตที่ซับซ้อนและเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ

ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า 'อุตสาหกรรมวัฒนธรรม' ภายในเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับโลกในปัจจุบัน

 

ในบริบทนี้ นักภูมิศาสตร์ใช้หลากหลายวิธีการและแนวคิดเพื่อสำรวจกระบวนการผลิตสินค้า ซึ่งรวมถึงวัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ และสื่อต่างๆ โดยมีแนวคิดหลักที่เกี่ยวข้องสามประการดังต่อไปนี้ (ดู Leslie และ Reimer 1999)

 

ห่วงโซ่สินค้า การติดตาม “เส้นทางของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่แนวคิดและการออกแบบ ผ่านการผลิต การค้าปลีก และการบริโภคขั้นสุดท้าย” (Leslie and Reimer 1999: 404) โดยเชื่อมโยงจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องระหว่าง “เครือข่ายของแรงงานและกระบวนการผลิตซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือสินค้าสำเร็จรูป” (Hopkins and Wallerstein 1986: 159)

ระบบสินค้า แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่กรณีศึกษาเฉพาะของสินค้าแต่ละประเภท แนวคิดนี้พยายามที่จะทำแผนที่อุตสาหกรรม ปัจจัย และผู้มีส่วนร่วมที่หลากหลายและเกี่ยวพันกัน ซึ่งประกอบกันเป็นระบบที่กว้างขึ้นและแนวโน้มในการผลิตสินค้า (ดู Fine and Leopold 1993) กล่าวคือ ห่วงโซ่การผลิตสินค้าแต่ละรายการเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตทางวัฒนธรรมที่กว้างขวางและซับซ้อนกว่ามาก

วงจรสินค้า ในที่นี้ มีการโต้แย้งว่าห่วงโซ่/ระบบสินค้าไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจน เป็นเส้นตรง หรือเป็นทิศทางเดียว ในทางกลับกัน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีความเป็นไปได้เสมอที่ระบบ สินค้า และความหมายที่เกี่ยวข้องจะถูกเปลี่ยนแปลงได้ทุกจุดในวงจร กล่าวคือ กระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่กว้างขวาง ซับซ้อน และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องมากกว่านั้น

 

แนวคิดเหล่านี้มีต้นกำเนิดส่วนใหญ่มาจากการวิเคราะห์ระบบอาหารโลก (Jackson et al. 2004) แต่ต่อมาได้ถูกนำมาใช้ในการทำแผนที่กระบวนการผลิตในทุกภาคอุตสาหกรรมที่นึกออก รวมถึงระบบการผลิตทางวัฒนธรรม ดังที่เราจะกล่าวถึงในรายละเอียดในบทที่ 10 งานวิจัยของนักภูมิศาสตร์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรการกุศล ได้เริ่มเปิดเผยภูมิศาสตร์การผลิตที่ 'ซ่อนเร้น' อยู่เบื้องหลังสินค้าทั่วไป รวมถึงวัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ และสื่อที่เป็นที่นิยม

งานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมได้เปิดเผยถึงบทบาทและความสำคัญทางเศรษฐกิจของ 'อุตสาหกรรมวัฒนธรรม' ซึ่งเป็นภาคส่วนของเศรษฐกิจที่เชี่ยวชาญในการสร้าง การจัดจำหน่าย และการตลาดของข้อความ วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรม คำว่า 'อุตสาหกรรมวัฒนธรรม' ได้รับความนิยมจากนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน Theodor Adorno และ Max Horkheimer ในชุดสิ่งพิมพ์ในช่วงทศวรรษ 1940 Adorno และ Horkheimer (1979[1944]) โต้แย้งว่าวิธีการผลิตวัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ และสื่อต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างพื้นฐานในช่วงศตวรรษที่ 20 ในยุโรปและอเมริกาเหนือ พวกเขาเสนอแนะว่าวัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ และสื่อต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

 

กล่อง 2.4 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ

ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (ดู กล่อง 1.3) นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อแนวทางหลักสองแนวทางที่รองรับงานส่วนใหญ่ในสาขาย่อยของพวกเขา การวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการให้ความสนใจกับวัฒนธรรมอย่างจำกัดภายในแนวทางเหล่านี้

แนวทางนีโอคลาสสิกในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ – กล่าวคือ การดึงเอาประเพณี วิธีการ กฎ และทฤษฎีที่มีมายาวนานซึ่งพัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มาใช้ แนวทางนี้โดยพื้นฐานแล้วเข้าใจว่าเศรษฐกิจประกอบด้วยผู้กระทำที่เป็นปัจเจกชนที่มีเหตุผลซึ่งตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทางเศรษฐกิจ เช่น อุปทาน อุปสงค์ ราคา อัตรากำไร และสภาวะตลาด ดังที่ Barnes (2005) โต้แย้ง วัฒนธรรมมักถูกมองข้ามในแนวทางนี้ เนื่องจาก: (i) การสร้างทฤษฎีเศรษฐกิจโดยลดทอนให้เหลือเพียงการกระทำและการตอบสนองของแต่ละบุคคล ทำให้มีพื้นที่น้อยสำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับการกระทำร่วมกันและปัจจัยทางวัฒนธรรม และ (ii) การมุ่งเน้นแบบดั้งเดิมของแนวทางนี้ไปที่การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและการพยากรณ์ และการหลีกเลี่ยงวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่ “อ่อน” และ “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” ทำให้ไม่สามารถเข้าใจกระบวนการและปัจจัยทางวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น เราอาจสังเกตได้ว่านักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงหลายคนได้ปฏิเสธงานของนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมอย่างรุนแรง

แนวทางแบบมาร์กซ์ในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ กล่าวคือ การวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกที่ดึงเอาผลงานเขียนของคาร์ล มาร์กซ์เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองมาใช้ แนวทางแบบมาร์กซ์มักเข้าใจปัจจัยและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจว่าเป็นตัวกำหนดรูปแบบและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมและวัฒนธรรม ในที่นี้ มีการยอมรับบ้างว่ารูปแบบและกระบวนการทางวัฒนธรรมนั้นควรค่าแก่การศึกษา แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเพียงผลลัพธ์และตัวบ่งชี้ของปัญหาทางเศรษฐกิจพื้นฐานเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ วัฒนธรรมจึงมักถูกมองข้ามและไม่ได้รับการศึกษาเชิงทฤษฎีอย่างเพียงพอในแนวทางของมาร์กซ์ โดยถูกมองว่าแยกออกจากกันและมีความสำคัญรองลงมาจากเรื่องสำคัญอย่างแท้จริงอย่างเศรษฐศาสตร์ ตัวอย่างเช่น บาร์นส์ (2005) ตั้งข้อสังเกตว่า วัฒนธรรมแทบจะไม่ได้รับการกล่าวถึงเลยในหนังสือเล่มใหญ่หลายเล่มที่เขียนโดยนักภูมิศาสตร์เศรษฐศาสตร์มาร์กซ์ชั้นนำ

 

บางครั้งคำวิจารณ์เหล่านี้มีพื้นฐานมาจากภาพล้อเลียนของแนวทางเหล่านี้ ซึ่งเป็นการทำลายผลงานที่สำคัญและมีคุณค่าของนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแนวนีโอคลาสสิกและมาร์กซ์ อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์เหล่านี้กระตุ้นให้นักภูมิศาสตร์หลายคนพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นว่าวัฒนธรรมและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนในทางปฏิบัติอย่างไร หนังสือ Spatial Divisions of Labour ของ Massey (1984) ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำราสำคัญในเรื่องนี้ Massey พิจารณาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างปัจจัยทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เช่น ที่ตั้งของอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต และโดยทั่วไปเรียกร้องให้นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเมืองขยายขอบเขตความสนใจ สำหรับ Massey (1984: 7) และแตกต่างจากแนวทางนีโอคลาสสิกและมาร์กซ์ “การศึกษาอุตสาหกรรมและการผลิตไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘เศรษฐกิจ’ เท่านั้น และความสัมพันธ์และปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจนั้นถูกสร้างขึ้นภายในขอบเขตที่กว้างกว่าของความสัมพันธ์ทางสังคม การเมือง และอุดมการณ์” ความกังวลในการทำความเข้าใจว่ากระบวนการทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของ "ขอบเขตที่กว้างขึ้น" ของภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัยนั้น ได้กระตุ้นให้เกิดการวิจัยที่หลากหลายและน่าสนใจโดยสิ่งที่อาจเรียกว่า "นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจวัฒนธรรม" รวมถึงนักภูมิศาสตร์จำนวนมากที่ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง งานสำคัญจำนวนมากในบริบทนี้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับสองประเด็น

 

วิธีการ สถานที่ และเงื่อนไขที่สินค้า รวมถึงวัตถุทางวัฒนธรรม ข้อความ และสื่อ ถูกคิดค้น ผลิต เผยแพร่ และทำการตลาดผ่านเครือข่ายการผลิตที่ซับซ้อนและเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น และกระบวนการผลิตเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับสถาบันอย่างไร (Gertler 2003)

ความสำคัญของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม สร้างสรรค์ และการพักผ่อนหย่อนใจภายในเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับโลกในปัจจุบัน และในความสัมพันธ์กับนโยบายการพัฒนาหรือการฟื้นฟูเมืองและภูมิภาค (O’Connor and Wynne 1992)

 

ดูหัวข้อ 2.4 สำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับแนวทางการทำงานเหล่านี้ และบางวิธีที่พวกเขาจุดประกายความคิดและการวิจัยภายในภูมิศาสตร์วัฒนธรรมใหม่ ดูบทที่ 3 สำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับความกังวลของนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมจำนวนมากที่ว่า แนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ได้นำไปสู่การเน้นย้ำการผลิตทางวัฒนธรรมมากเกินไปในภูมิศาสตร์มนุษย์

 

ในบริบทนี้ การผลิตจำนวนมากในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผ่านกระบวนการที่มีเหตุผลมากขึ้น ขยายขนาด และควบคุมโดยความจำเป็นในการเพิ่มผลกำไรสูงสุด กล่าวได้ว่า Adorno และ Horkheimer รู้สึกผิดหวังกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตทางวัฒนธรรมจำนวนมาก พวกเขาคร่ำครวญถึง "ลักษณะสายการผลิต" ของข้อความ วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรมร่วมสมัยจำนวนมาก และ "วิธีการสังเคราะห์และวางแผนในการผลิต...ผลิตภัณฑ์" (1979[1944]: 163) พวกเขาโต้แย้งว่า ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมราคาถูก คุณภาพต่ำ ไม่ท้าทาย เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน และ “จุดต่ำสุดของสังคม” ได้แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการตลาดและ “การโฆษณาชวนเชื่อ” ของสื่อ กำลังทำให้ผู้บริโภคทางวัฒนธรรมเฉื่อยชา เชื่อฟัง และขาดการวิพากษ์วิจารณ์ใน “ความปรารถนาจอมปลอม” ของพวกเขาที่มีต่อผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ผลิตจำนวนมาก เพียงแค่คำพูดเดียวก็แสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นและความมองโลกในแง่ร้ายที่แทรกซึมอยู่ในงานของพวกเขา ลองหยุดคิดสักครู่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งต่อไปนี้ยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่

 

วัฒนธรรมในปัจจุบันประทับตราแบบเดียวกันลงบนทุกสิ่ง... ภาพยนตร์ วิทยุ และนิตยสารประกอบกันเป็นระบบที่เป็นเอกภาพทั้งในส่วนรวมและทุกส่วน... ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มต้น ก็ชัดเจนแล้วว่ามันจะจบลงอย่างไร และใครจะได้รับรางวัล ถูกลงโทษ หรือถูกลืม ในดนตรีเบาๆ เมื่อหูที่ได้รับการฝึกฝนได้ยินโน้ตสองสามตัวแรกของเพลงฮิตแล้ว ก็สามารถเดาได้ว่าอะไรกำลังจะมา และรู้สึกปลื้มใจเมื่อมันมาถึง ความยาวเฉลี่ยของเรื่องสั้นต้องยึดถือตามนั้น แม้แต่มุกตลก เอฟเฟกต์ และเรื่องตลกก็ยังถูกคำนวณมาอย่างดีเช่นเดียวกับบริบทที่พวกมันถูกวางไว้ (Adorno and Horkheimer 1979[1944]: 124–125)

 

อดอร์โนและฮอร์คไฮเมอร์จึงระบุถึง

 

การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีหลายประการที่ทำให้การผลิตทางวัฒนธรรมกลายเป็นอุตสาหกรรม (และดู Negus 1997 เกี่ยวกับบริบททางประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และมุมมองที่มองโลกในแง่ร้ายอย่างมากของอดอร์โนและฮอร์คไฮเมอร์ในบริบทนี้)

อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นและมีกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเชี่ยวชาญในการผลิตข้อความ วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรมจำนวนมาก

 

งานวิจัยในภายหลังโดยนักภูมิศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเมือง ได้มุ่งเน้นไปที่ความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจนี้ ในขณะที่อดอร์โนและฮอร์คไฮเมอร์มักจะกล่าวถึง 'อุตสาหกรรมวัฒนธรรม' ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างเป็นเอกภาพและมีปัญหาอย่างมาก งานวิจัยล่าสุดของนักภูมิศาสตร์ได้สำรวจองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และผลกระทบทางภูมิศาสตร์หลายด้านต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ อันที่จริงแล้ว การมีส่วนร่วมที่สำคัญของการวิจัยทางภูมิศาสตร์ล่าสุดนี้คือการเน้นย้ำถึงกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมที่กว้างขวางและซับซ้อนซึ่งอยู่ภายใต้คำว่า 'อุตสาหกรรมวัฒนธรรม'

 

มีความพยายามจัดประเภทและแบ่งย่อยกระบวนการเหล่านี้มานับไม่ถ้วน วิธีการจัดประเภทสี่วิธีมักถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการอภิปรายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ประการแรก การจัดประเภทจำนวนมากแบ่งย่อยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมตามลักษณะของผลผลิต ตัวอย่างเช่น สามารถแบ่งออกเป็นภาคส่วนต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมโทรทัศน์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมดนตรี อุตสาหกรรมวิดีโอเกม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสันทนาการ การพิมพ์ ศิลปะ และอื่นๆ แม้ว่าวิธีการนี้จะสามารถให้การแบ่งย่อยภาคส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมได้อย่างเรียบร้อยและเข้าใจง่าย แต่ก็มีปัญหาอยู่บ้างเช่นกัน เนื่องจากความแพร่หลายที่เพิ่มขึ้นของบริษัท กิจกรรม และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมหลายภาคส่วน (ดูการอภิปรายเรื่องห่วงโซ่สินค้าก่อนหน้านี้)

 

ประการที่สอง นักวิจัยจำนวนหนึ่งได้พยายามพัฒนาการจัดประเภทของอาชีพแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น การใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรเพื่อนับจำนวน ลักษณะ และที่ตั้งของบุคคลที่ทำงานในอาชีพที่จัดเป็นส่วนประกอบของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม โปรดทราบว่าการจำแนกประเภทแบบนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินว่าอาชีพใดเป็น ‘อาชีพทางวัฒนธรรม’ และรวมเฉพาะผู้ที่ได้รับการจ้างงานอย่างเป็นทางการในบทบาทที่มีชื่อตำแหน่งงาน ‘ทางวัฒนธรรม’ เท่านั้น (อาจมองข้ามบทบาทของผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน นักศึกษาฝึกงาน หรือผู้ที่มีชื่อตำแหน่งงาน ‘ทางวัฒนธรรม’ ที่ไม่ชัดเจนนักซึ่งทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม) บ่อยครั้งที่มีการพยายามจำแนกอาชีพออกเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรม ‘หลัก’ (โดยทั่วไปคือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างวัตถุทางวัฒนธรรม) และอาชีพ ‘สนับสนุน’ หรือ ‘เกี่ยวข้อง’ (โดยทั่วไปคือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่าย การตลาด หรือการสนับสนุนทางเทคนิคของแนวทางการผลิต)

 

ประการที่สาม มีการจำแนกประเภทมากมายที่พยายามระบุถึงกระบวนการหรือช่วงเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น Pratt (2004) ตระหนักว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรมประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการหกชุด

 

การสร้างสรรค์เนื้อหา – ผลงานของนักเขียน นักออกแบบ นักแต่งเพลง หรือบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์แนวคิด ผลิตภัณฑ์ และทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ ๆ หรือการว่าจ้างหรือสนับสนุนการสร้างสรรค์ดังกล่าว

การแลกเปลี่ยน – งานที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อความ วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรมสู่ผู้ชมและตลาด เช่น ผ่านการค้าปลีกทั้งทางกายภาพและเสมือนจริง ผู้ค้าส่ง และผู้จัดจำหน่าย และในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด หอศิลป์

การผลิตซ้ำ – กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจำนวนมากผ่านกิจกรรมและเทคโนโลยี เช่น การพิมพ์ ดนตรี การออกอากาศ การผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบ

ปัจจัยการผลิต – การผลิตและการจัดหาเครื่องมือและวัสดุที่ใช้ในการผลิตทางวัฒนธรรม (เช่น เครื่องดนตรี อุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ สี เป็นต้น)

การศึกษาและการวิจารณ์ – งานที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม ส่งเสริม และเผยแพร่แนวคิดเชิงวิพากษ์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม

การเก็บรักษา – รวมถึงงานของบรรณารักษ์ ภัณฑารักษ์ และบุคคลอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมในการรักษา “ความทรงจำของรูปแบบทางวัฒนธรรม”

 

อีกครั้ง ในการจำแนกประเภทแบบนี้ มักมีความพยายามที่จะระบุถึงกิจกรรมการผลิตทางวัฒนธรรมที่เป็น 'แก่น' และ 'เกี่ยวข้อง' (ดูความแตกต่างระหว่างสินค้าทางวัฒนธรรมและบริการทางวัฒนธรรมในกล่อง 2.5) เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า กระบวนการและการจัดกลุ่มภายในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมมักมีความซับซ้อนมากกว่าการจำแนกประเภทที่เรียบร้อยแบบนี้: เมื่อใดก็ตามที่มีการเสนอการจำแนกประเภทแบบนี้ มักจะเกิดข้อพิพาทตามมาว่าหมวดหมู่ใดเหมาะสมที่สุด หรืออาชีพใดเหมาะสมกับหมวดหมู่ใด

 

วิธีที่สี่และเกี่ยวข้องกับวิธีแรก ในการจำแนกประเภทอุตสาหกรรมวัฒนธรรม คือการทำความเข้าใจกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมภายในบริบทที่กว้างขึ้นของ 'วงจรวัฒนธรรม' โดยที่

 

[ผู้มีบทบาททางวัฒนธรรมที่เข้าร่วมในระบบการผลิตทางวัฒนธรรมสามารถจัดกลุ่มได้เป็นสามประเภท ... ประเภทแรกประกอบด้วยผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงนักออกแบบ ศิลปิน สถาปนิก และอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการผลิตผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจเป็นสินค้าทางกายภาพหรือสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ ... ผู้เข้าร่วมประเภทที่สองประกอบด้วยตัวกลางทางวัฒนธรรม ได้แก่ บุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและการเผยแพร่ (กล่าวคือ การถ่ายทอดความหมาย) ของผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไปยังผู้บริโภค ประเภทสุดท้ายของผู้มีบทบาททางวัฒนธรรมคือผู้บริโภคเอง ซึ่งเป็นผู้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมให้เป็นวัตถุแห่งประสบการณ์การบริโภคที่มีความหมาย... ผู้บริโภครับเอาความหมายที่ถ่ายทอดมาจากผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ผลิตและเผยแพร่ และใช้หรือเปลี่ยนแปลงความหมายเหล่านั้นในการแสวงหาการบริโภคและการสร้างอัตลักษณ์

(Venkatesh and Meamber 2006: 13)

 

ลักษณะสำคัญสองประการของแนวทาง ‘วงจรวัฒนธรรม’ คือ: (i) การยอมรับว่ากระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กัน และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และ (ii) การยอมรับว่าผู้บริโภคข้อความ วัตถุ และสื่อทางวัฒนธรรมมีบทบาทในระดับหนึ่งในการสร้างความหมายและคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (ดูบทที่ 3) เมื่อคุณอ่านเกี่ยวกับเรื่องการผลิตทางวัฒนธรรม คุณน่าจะเห็นตัวอย่างของแนวทางทั้งสี่นี้ในการจำแนกประเภทอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม ทุกแนวทางมีข้อดีและข้อเสีย อย่างไรก็ตาม ดังที่เราได้กล่าวไว้ในส่วนที่ 3.5 สิ่งสำคัญเสมอคือต้องยอมรับว่าการผลิตและการบริโภคทางวัฒนธรรมมีความซับซ้อน และมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

 

นักภูมิศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเมือง ได้สำรวจความสำคัญของอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมในระดับทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน สามย่อหน้าถัดไปจะนำเสนอข้อมูลบางส่วนจากการวิจัยที่ได้ทำแผนที่ความสำคัญของอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับเมืองในบริบทต่างๆ

 

ตั้งแต่ปี 2008 รายงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของสหประชาชาติ (UN 2008, 2011) ได้พยายามที่จะทำแผนที่แนวโน้มทั่วโลกเกี่ยวกับความสำคัญทางเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ตารางที่ 2.5 ประกอบด้วยข้อมูลการส่งออกบางส่วนจากรายงานปี 2011 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้มูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเปลี่ยนผ่าน

 

มีแนวโน้มทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญสามประการที่ปรากฏให้เห็นในรายงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของสหประชาชาติแต่ละฉบับ และในงานที่เกี่ยวข้องโดยนักภูมิศาสตร์มนุษย์ ดังนี้

 

อุตสาหกรรมวัฒนธรรมคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญของผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ ดังที่เห็นได้จากข้อมูลการนำเข้า/ส่งออกและ GDP

ในประเทศส่วนใหญ่ ความสำคัญทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งในแง่สัมบูรณ์และสัดส่วน แม้ในประเทศที่ประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือวิกฤต ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมมักเป็นกลยุทธ์สำคัญในนโยบายระดับชาติสำหรับการฟื้นฟูเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกด้วย

กล่อง 2.5 การส่งออกสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมทั่วโลก

ตาราง 2.1 และ 2.2 แสดงมูลค่าทางเศรษฐกิจสุทธิของสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมในส่วนต่างๆ ของโลก โปรดทราบว่าข้อมูลแบ่งสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมออกเป็น:

สินค้าทางวัฒนธรรม เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรม ได้แก่ ข้อความ สื่อ งานศิลปะ ดนตรี การออกแบบ ภาพยนตร์ และภาพถ่าย

บริการทางวัฒนธรรม เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกบริการและความเชี่ยวชาญที่สนับสนุนการผลิตทางวัฒนธรรม ได้แก่ การเงินและความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา โทรคมนาคม บริการข้อมูล บริการทางธุรกิจ การโฆษณา การอนุญาต และการสนับสนุนด้านเทคนิคและโสตทัศนูปกรณ์

โปรดใช้เวลาสักครู่เพื่อสำรวจรูปแบบและแนวโน้มที่สำคัญบางประการในข้อมูล สังเกต: (i) การส่งออกสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป (ii) ความแตกต่างใดๆ ระหว่างตัวเลขสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเปลี่ยนผ่าน

 

การตอบสนองของรัฐบาลหลายประเทศต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ในประเทศกำลังพัฒนา การลงทุนในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ (ดังที่เห็นได้จากอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของบางภาคส่วนในประเทศกำลังพัฒนาในช่วงเปลี่ยนผ่านในตาราง 2.5)

มีความเหลื่อมล้ำอย่างมากในระดับโลกในด้านการเป็นเจ้าของและการควบคุมกระบวนการผลิตทางวัฒนธรรม สินค้าทางวัฒนธรรมสามารถผลิตได้ทุกที่ แต่กำไรที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมส่วนใหญ่ไหลไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนทางการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางธุรกิจสำหรับการผลิตทางวัฒนธรรม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในความเหลื่อมล้ำอย่างมากในมูลค่าการส่งออกบริการทางวัฒนธรรมในตาราง 2.5 ดังที่เราได้กล่าวไว้ในส่วนที่ 2.3 แนวโน้มที่กระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมจะได้รับประโยชน์และถูกควบคุมโดยชนชั้นนำที่จำกัดทางภูมิศาสตร์และสังคมนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสาขาวิชาการศึกษาทางวัฒนธรรม งานวิจัยของนักภูมิศาสตร์มนุษย์ได้แสดงให้เห็นว่า ในบริบทโลกที่หลากหลาย มูลค่าทางเศรษฐกิจของความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมนั้นตกเป็นของบริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือในที่สุด

 

งานวิจัยเกี่ยวกับความสำคัญของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ มักเผยให้เห็นถึงการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สม่ำเสมอของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญในระดับภูมิภาคในการมีส่วนร่วมในการผลิตทางวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ตารางที่ 2.6 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ ของสหราชอาณาจักร โปรดใช้เวลาสักครู่ในการสำรวจรูปแบบสำคัญบางประการในข้อมูล

กล่อง 2.6 การรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในสหราชอาณาจักร

ตารางที่ 2.3 แสดงระดับการรวมกลุ่มที่เห็นได้ชัดในภาคส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ในภูมิภาคต่างๆ ของสหราชอาณาจักร ข้อมูลถูกนำเสนอในรูปของค่าสัมประสิทธิ์ตำแหน่ง: การคำนวณระดับการรวมกลุ่มของแต่ละอุตสาหกรรมในแต่ละภูมิภาค เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ ค่าที่มากกว่า 1 แสดงว่าการรวมกลุ่มในภาคส่วนนี้มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ค่าที่น้อยกว่า 1 แสดงว่าการรวมกลุ่มในภาคส่วนนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โปรดใช้เวลาสักครู่ในการสำรวจรูปแบบทางภูมิศาสตร์ที่เห็นได้ชัดในข้อมูล สังเกตว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์มีแนวโน้มที่จะรวมกลุ่มกันอยู่ที่ใด

 

ในกรอบที่ 2.6 เช่นเดียวกับการสำรวจการผลิตทางวัฒนธรรมระดับชาติส่วนใหญ่ เห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรมมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ และกระจุกตัวอย่างไม่สมส่วนในสถานที่จำนวนน้อย (โดยทั่วไปคือเมืองใหญ่) ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร เห็นได้ชัดว่าองค์ประกอบเกือบทุกด้านของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมมีการกระจุกตัวหลักอยู่ในลอนดอนและภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ การกระจุกตัวของการจ้างงานในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่เน้นลอนดอนเป็นศูนย์กลางอย่างไม่สมส่วนนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยต่อไปนี้

 

ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ บริษัทสื่อขนาดใหญ่หลายแห่ง และองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางธุรกิจสำหรับการผลิตทางวัฒนธรรม มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองนี้

 

นโยบายระดับชาติหลายชุดได้มุ่งหวังที่จะส่งเสริมการตั้งและการขยายตัวของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน ภูมิภาคนี้ได้รับการส่งเสริมอย่างแข็งขันในฐานะศูนย์กลางการผลิตทางวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ

การรวมกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากแนวโน้มการรวมตัวกันภายในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ซึ่งแง่มุมต่างๆ ของการผลิตทางวัฒนธรรมถูกซื้อกิจการและอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในเมืองหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ

ในหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ภูมิภาคนี้ได้กลายเป็นสถานที่พิเศษในฐานะ 'สถานที่ที่ต้องไป' เพื่อความก้าวหน้า ดังนั้นจึงมีเครือข่ายท้องถิ่นที่หนาแน่นของผู้ผลิตทางวัฒนธรรม ผู้ตัดสินใจ ตัวกลาง และนักวิจารณ์ที่ตั้งอยู่ในเขตหรือย่านวัฒนธรรมเฉพาะแห่ง

การรวมกลุ่มและการตั้งอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเชิงปฏิบัติสำหรับองค์กรและบุคคล ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร กลุ่มอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม (เช่น การโฆษณา/การออกแบบ/แฟชั่น/สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ และดนตรี/ศิลปะการแสดง/การพิมพ์/การออกอากาศ) มักจะตั้งอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ประสิทธิภาพ ความร่วมมือ และผลพลอยได้มากมาย

 

นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดจากกล่อง 2.6 ว่า นอกเหนือจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษแล้ว ยังมีกลุ่มกิจกรรมเฉพาะทางในระดับภูมิภาคอีกหลายแห่ง ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านโทรทัศน์ การถ่ายภาพ และภาพยนตร์ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ กลุ่มการโฆษณาและสื่อในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และกลุ่มเกมคอมพิวเตอร์และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในภาคตะวันออกของอังกฤษ การวิจัยทางภูมิศาสตร์ได้เปิดเผยว่ากลุ่มเหล่านี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึง:

 

ปัจจัยเฉพาะด้านสถานที่ตั้งและประวัติศาสตร์ เช่น ที่ตั้งของสตูดิโอ BBC ในบริสตอลในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ และการรวมกลุ่มของบริษัทเทคโนโลยีรอบมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (ในภูมิภาคตะวันออก)

นโยบายเศรษฐกิจระดับภูมิภาค การฟื้นฟู และการพัฒนาเมืองใหม่ที่มุ่งสร้างพื้นที่และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการผลิตทางวัฒนธรรม

กลยุทธ์การส่งเสริมสถานที่และการพัฒนาเมืองใหม่ที่มุ่งสร้างกระแสความสนใจในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในพื้นที่เฉพาะ เพื่อดึงดูดการลงทุนและการย้ายถิ่นฐาน (O’Connor and Wynne 1992)

กิจกรรมและเครือข่ายของผู้ผลิตทางวัฒนธรรมจำนวนไม่มากในภูมิภาค (ดูด้านล่าง)

 

การวิจัยทางภูมิศาสตร์ที่เน้นเมืองแต่ละเมืองได้เปิดเผยให้เห็นว่า แม้ในระดับท้องถิ่นมาก ๆ ก็มีการรวมกลุ่มและความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญในสถานที่ตั้งและความสำคัญของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม การวิเคราะห์ภูมิศาสตร์เหล่านี้เผยให้เห็นว่ากลุ่มดังกล่าวมีอยู่และทำงานในทางปฏิบัติผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล – ที่พบปะกันในฐานะมืออาชีพ ผู้ปฏิบัติงาน และ/หรือเพื่อน – ภายในกิจกรรมและพื้นที่ในชีวิตประจำวันจำนวนไม่มากที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเฉพาะแห่ง การดำรงอยู่และการขยายตัวของเครือข่ายดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่มในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในทางปฏิบัติ และทำให้เกิด "จุดศูนย์กลาง" ของการผลิตทางวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค (Granger and Hamilton 2011) อย่างไรก็ตาม เครือข่ายระหว่างบุคคลเหล่านี้อาจกีดกันและเข้าถึงได้ยากสำหรับผู้ที่ไม่รู้จัก ไม่มีโอกาสเข้าถึง หรือไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมในเครือข่าย พื้นที่ และกิจกรรมต่างๆ ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆ

 

2.5 การสร้างและควบคุมพื้นที่ทางวัฒนธรรม

 

ดังที่เราจะได้สำรวจในบทที่ 13 สถานที่และพื้นที่ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการวางแผน การออกแบบ และสถาปัตยกรรม (ดูบทที่ 4 ด้วย) ข้อบังคับและกฎเกณฑ์ (ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ) การก่อสร้างและการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและวัสดุ การปฏิบัติ กิจวัตร และระบบ ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ทางสังคม ความหมาย บรรทัดฐาน การแสดงออก และนิสัย ในส่วนนี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่งานวิจัยอย่างกว้างขวางของนักภูมิศาสตร์เมืองเกี่ยวกับการสร้างและการควบคุมพื้นที่ทางวัฒนธรรม ในบริบทนี้ พื้นที่ทางวัฒนธรรมสามารถนิยามได้ (ตาม Cloke et al. 2004: 139–141) ว่าเป็นพื้นที่ที่

 

มีความพยายามอย่างมีจุดมุ่งหมายในการวางแผน ควบคุม ชี้นำ หรือให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับวิถีชีวิต (ร่วมกัน) บางอย่าง (ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตั้งแต่วัฒนธรรมผู้บริโภคระดับโลกไปจนถึงพิธีกรรมและประเพณีชาตินิยม)

มีความพยายามบางอย่างในการพัฒนาจิตใจมนุษย์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ที่มีความหมายเพื่อชี้นำวิถีชีวิตบางอย่าง (ความหมายเหล่านี้สามารถแสดงออกมาได้หลากหลายวิธี รวมถึงแผนที่ การออกแบบภูมิทัศน์ การชุมนุมสาธารณะที่น่าตื่นตาตื่นใจ ภาพวาด โฆษณา และอื่นๆ)

 

กิจกรรมที่ดูเหมือนไม่ก่อให้เกิดผลผลิต นอกเหนือจากขอบเขตของการทำงาน อาจถูกนำมาใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ (โดยทั่วไปแล้ว 'ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต' หมายถึงกิจกรรมประเภทที่เน้น 'การพักผ่อน' 'ความสนุกสนาน' 'การผ่อนคลาย' และการเรียนรู้นอกหลักสูตรการศึกษาที่เป็นทางการ)

มีความพยายามบางอย่างในการวางแผนหรือชี้นำอัตลักษณ์ของบุคคล ในที่นี้เราไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ชื่อหรือประเภทที่ทำให้เราจำแนกกลุ่มต่างๆ เท่านั้น นอกจากนี้ อัตลักษณ์อาจหมายถึงขอบเขตที่กว้างขึ้นของการแสดงออกทางร่างกายและอารมณ์ที่มักทำให้พื้นที่ทางวัฒนธรรมมีความ 'พิเศษ' หรือ 'มีความหมาย' ในแง่ที่ผู้คนเข้าใจตนเอง (ดูบทที่ 7, 8, 11 และ 12 เกี่ยวกับการแสดงออก อัตลักษณ์ อารมณ์ และร่างกายด้วย) อย่างไรก็ตาม ขณะที่คุณอ่านบทนี้ สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าพื้นที่ทางวัฒนธรรมนั้นมีการโต้แย้งกันอยู่เสมอ ทั้งระหว่างผู้เชี่ยวชาญและสาธารณชนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่พยายามอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกการควบคุมโดยตรงของผู้เชี่ยวชาญ เราจะพิจารณาประเด็นเรื่องการโต้แย้ง วัฒนธรรมย่อย และการต่อต้านโดยเฉพาะในบทที่ 3 และ 8

 

เพื่อสำรวจการวางแผนและการควบคุมพื้นที่ทางวัฒนธรรม เราจะมุ่งเน้นไปที่รูปแบบการผลิตพื้นที่สองรูปแบบที่แตกต่างกันจากช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ การวางผังเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสหราชอาณาจักร และการสร้างพื้นที่สาธารณะในเมืองต่างๆ ในศตวรรษที่ 21 จากนั้นเราจะสำรวจวิธีการที่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้รับการควบคุมและกำกับดูแลในและผ่านกระบวนการทางพื้นที่ดังกล่าว

 

เมื่อเราพูดถึงการ "วางแผน" พื้นที่ทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามสาขาวิชาชีพ เช่น การวางผังเมืองและการออกแบบเมือง งานของนักวางผังเมืองได้กระตุ้นให้เกิดสาขาการศึกษาที่หลากหลายสำหรับนักภูมิศาสตร์และนักประวัติศาสตร์การวางผังเมือง (Pinder 2005a) เราเริ่มต้นด้วยนักวิชาการจำนวนหนึ่ง – ซึ่งเราเรียกโดยย่อว่า ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านเมือง’ – ที่เริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับสภาพของเมืองต่างๆ ในสหราชอาณาจักรหลังจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในยุควิกตอเรีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองต่อสู้เพื่อการวางแผนพื้นที่เมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นในสองด้าน

ประการแรก เพื่อเอาชนะความสกปรก ความยากจน ความเลอะเทอะ และความไม่เป็นระเบียบของชุมชนที่คล้ายสลัมซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนงานโรงงานที่ยากจน

ประการที่สอง เพื่อต่อต้านการเติบโตที่ไร้การควบคุมมากขึ้นของชานเมืองในสหราชอาณาจักรตามแนวทางรถไฟและต่อมาตามแนวถนน

 

ลองพิจารณาข้อความแรกที่ตัดสินอย่างรุนแรงข้างต้นเกี่ยวกับสภาพ ‘คล้ายสลัม’ ที่แพร่หลายในเมืองต่างๆ ในยุควิกตอเรียและหลังยุควิกตอเรีย สมมติฐานเช่นนี้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องวางแผนออกไปจากเมืองเหล่านั้นคือสิ่งที่นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมพยายามที่จะคลี่คลาย ในการศึกษาที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่ง Stallybrass และ White (1986: 125) แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ยากจนในเมืองยุควิกตอเรียถูกมองโดยสมาชิกรัฐสภาและนักปฏิรูปสังคมในยุคนั้นว่าเป็น “แหล่งแห่งความกลัว ความรังเกียจ และความหลงใหล” แทนที่จะสร้างความรู้ที่เป็นกลาง มีเหตุผล และเป็น “วิทยาศาสตร์” เกี่ยวกับสถานที่เหล่านั้น พวกเขากลับสร้างภาพลักษณ์ของภูมิทัศน์เมืองที่เต็มไปด้วยอคติ ท่อระบายน้ำ และเด็กจรจัด เมื่อภาพลักษณ์ของภูมิทัศน์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงก็สามารถให้เหตุผลในการแทรกแซงของตนได้ในหลายด้าน ตั้งแต่การวางแผนที่อยู่อาศัยที่สร้างโดยผู้ใจบุญ (Dennis 1989) ไปจนถึงการนำมาตรการสุขอนามัยมาใช้เพื่อทำความสะอาดท่อระบายน้ำ แม่น้ำ และพื้นที่เปิดโล่งในเมือง (Allen 2008) ดังนั้น นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมจึงแสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์ทางศีลธรรมและอัตวิสัยของภูมิทัศน์ (บทที่ 5) เป็นศูนย์กลางของการแทรกแซงที่วางแผนไว้โดยผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่เมืองที่มี “ปัญหา”

 

งานวิจัยนี้ได้รับการต่อยอดโดยนักภูมิศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลายท่านที่ได้สำรวจวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญตัดสินทางศีลธรรมเกี่ยวกับโครงสร้างและชีวิตทางสังคมของเมืองในอดีต กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาได้สำรวจสิ่งที่เรามักเรียกว่า ‘ภูมิศาสตร์ทางศีลธรรม’ ของชีวิตในเมืองเหล่านั้น (Smith 2000) ภูมิศาสตร์ทางศีลธรรมเหล่านั้นมักนำไปสู่รูปแบบการควบคุมทางสังคมและพื้นที่อย่างเปิดเผย รวมถึงการวางแผนด้วย ลองยกตัวอย่างหนึ่ง Howell (2009) ได้สำรวจภูมิศาสตร์ทางศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายและการควบคุมการค้าประเวณีในเมืองต่างๆ ในศตวรรษที่สิบเก้า เขาโต้แย้งว่าความลึกและขอบเขตของการควบคุมการค้าประเวณีของอังกฤษนั้นมากกว่าที่คิดกันโดยทั่วไป ที่สำคัญ ฮาวเวลล์ยังสำรวจความสอดคล้องกันระหว่างกฎหมายอังกฤษในยุควิกตอเรียและกฎหมายอังกฤษร่วมสมัยเกี่ยวกับการค้าประเวณี (Howell et al. 2008) และการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการค้าประเวณีที่แบ่งแยกทางเชื้อชาติและเพศไปยังอาณานิคมของอังกฤษในยิบรอลตาร์และฮ่องกง (Howell 2004a, 2004b) อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่ารูปแบบการควบคุมและการกำกับดูแลไม่ได้ถูก "ส่งออก" จากอังกฤษไปยังอาณานิคมโดยตรง แต่รูปแบบการควบคุมที่แม่นยำนั้นถูกกำหนดขึ้นในแต่ละสถานที่ และมักเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำกับดูแลงานบริการทางเพศ "ในประเทศ"

 

ลองย้อนกลับไปดูแนวรบที่สองที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองของอังกฤษต่อสู้ "สงคราม" ในช่วงแรกๆ นั่นคือ การที่เพิ่มมากขึ้น

ภาพที่ 2.2ปลาหมึกยักษ์’ แห่งการพัฒนาเมือง? การพัฒนาแบบแถบยาวในเมืองลลีวิงวริล ประเทศเวลส์

ที่มา: https://heneb.org.uk/hcla/mawddach/area-22-llwyngwril-prn-18352/

 

การเติบโตอย่าง 'ไร้ระเบียบ' ของชานเมืองอังกฤษ การโจมตีที่โด่งดังที่สุดต่อการพัฒนาที่ไร้การควบคุมนี้มาจากผลงานของคลัฟ วิลเลียมส์-เอลลิส (1928) เรื่อง England and the Octopus วิลเลียมส์-เอลลิสเปรียบเทียบการพัฒนาที่ยื่นออกไปตามเส้นทางคมนาคมหลักกับหนวดที่สะบัดไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ของปลาหมึกยักษ์ (ภาพที่ 2.2) ในขณะนั้น ปลาหมึกยักษ์เป็นภาพลักษณ์ที่ดึงดูดใจและได้รับความนิยมในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านเมือง มันแสดงถึงการล่าอาณานิคมอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์ชนบทเดิมโดยสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่กำลังทำให้ขอบเขตระหว่างเมืองและชนบทเลือนหายไป สำหรับวิลเลียมส์-เอลลิสและคนอื่นๆ การพัฒนาแบบผสมผสานเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ทั้งเมืองและชนบทนั้น หยาบคาย ไร้รสนิยม และเหนือสิ่งอื่นใดคือไร้ระเบียบ

 

แม้ว่าเราจะพิจารณาแยกกันแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองในยุคแรกๆ มักจะรวมคำวิจารณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับความสกปรกของเมืองในศตวรรษที่ 19 และความไม่เป็นระเบียบในศตวรรษที่ 20 เข้าด้วยกันในทางปฏิบัติ ดังที่ Pinder (2005a: 31–32) กล่าวไว้ว่า “นักวิจารณ์จำนวนมาก...คัดค้านความไม่เป็นระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเมืองและการพัฒนาอุตสาหกรรม” ดังนั้น ดังที่ Matless (1998) โต้แย้ง ความแตกต่างระหว่างความเป็นระเบียบและความไม่เป็นระเบียบในเชิงพื้นที่ ในบริบทของการขยายตัวและการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจภูมิศาสตร์ของการวางผังเมืองในยุคแรก นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมจึงพยายามทำความเข้าใจว่านักวางผังเมืองพัฒนาภาษา เครื่องมือ และการออกแบบอย่างไร เพื่อสร้างภูมิทัศน์ที่เป็นระเบียบมากขึ้น และที่สำคัญคือ รักษาความแตกต่างระหว่างสถานที่ ‘ในเมือง’ และ ‘ในชนบท’ Matless (1993) แสดงให้เห็นว่านักวางผังเมืองในยุคแรกในสหราชอาณาจักรและเบลเยียมใช้ภาพของปลาหมึกยักษ์มาเป็นข้ออ้างในการหาทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและมีอำนาจ พวกเขาเรียกร้องให้ “การวางผังเมืองนั้นมีพลังและวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นทีละเล็กทีละน้อยหรือเป็นระบบราชการที่ติดขัด” (Matless 1993: 172) นี่ไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจากเป็นการเรียกร้องให้ร่วมมือกัน เพื่อสร้างแนวทางการวางแผนที่เป็นหนึ่งเดียว เป็นระบบ และบูรณาการในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ในระดับชาติแมทเลส (1993) ยังแสดงให้เห็นว่านักวางแผนได้นำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในการแสดงภาพภูมิทัศน์ เช่น การถ่ายภาพทางอากาศ เพื่อแสดงให้เห็นทั้งการทำแผนที่ปัญหาอย่างเชี่ยวชาญ (ปลาหมึกยักษ์) และวิธีการที่เป็นกลางและไม่ลำเอียงในการวางแผนหาทางออก ดังนั้น “แผนแม่บท” จากบนลงล่างจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนในยุคปัจจุบัน!

 

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเกี่ยวกับการวางผังเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น ดังที่พินเดอร์ (2005a) แสดงให้เห็น การหันไปสู่ลัทธิสมัยใหม่ทั้งในด้านปรัชญาและการออกแบบส่งผลกระทบต่อการวางผังเมืองในหลายบริบท ตั้งแต่กลุ่มฟิวเจอร์ริสต์ชาวอิตาลีที่ออกแบบเมืองโดยเน้นแสงและความเร็ว ไปจนถึงสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เลอ คอร์บูซิเยร์ ที่วิพากษ์วิจารณ์ความสกปรกและความไม่เป็นระเบียบของเมืองอุตสาหกรรมในทำนองเดียวกัน ในหลายบริบท เมืองใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนและเป็นรูปธรรม (ในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม) ของความใฝ่ฝันของยุคใหม่ที่เน้นการผลิตในโรงงาน เครื่องจักร และแนวทางที่มีเหตุผลในการจัดระเบียบสังคม แล้วจะเริ่มต้นที่ไหนดีกว่าการสร้างเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย วางผังเมืองอย่างดี เชื่อมต่อกันด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ และมีอาคารสูงที่อยู่อาศัยที่ดีต่อสุขภาพสำหรับคนจำนวนมาก โดยทั้งหมดนี้วางแผนโดยนักวางผังเมืองรุ่นใหม่?

 

ในยุคแรกเริ่ม การวางผังเมืองยึดมั่นในความหวังอย่างแรงกล้า (สำหรับอนาคตที่ทันสมัย) และหน้าที่ทางสังคมและศีลธรรม ซึ่งเป็นอุดมคติแบบยูโทเปียที่จะสร้างเมืองขึ้นใหม่ให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น อุดมคติแบบยูโทเปียของนักวางผังเมืองยุคแรกนั้นถูกโต้แย้งและมีปัญหาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราพิจารณาถึงชื่อเสียงของอาคารที่พักอาศัยสูงระฟ้าในหลายประเทศในปัจจุบัน (Jacobs 2006) แต่หากเรามองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาไม่นาน เราจะเห็นว่าบางแง่มุมของการวางผังเมืองร่วมสมัยนำมาซึ่งการถกเถียงที่แตกต่างกันออกไป เราจะเน้นที่อาคาร ถนน และรูปแบบเมืองที่หลากหลายซึ่งประกอบเป็นพื้นที่สาธารณะ นักภูมิศาสตร์และนักวิชาการด้านเมืองอื่นๆ ให้ความสนใจในสิ่งที่เราเรียกว่า 'พื้นที่สาธารณะ' มาอย่างยาวนาน (Madanipour 2003; Iveson 2007) Iveson (2007: 3) นิยามพื้นที่สาธารณะว่า พื้นที่ที่ผู้คนสามารถ (นำเสนอ) ตัวเองต่อหน้าผู้ชมที่เป็นคนแปลกหน้าได้ คำว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’ มักถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงสถานที่ประเภทใดประเภทหนึ่งในเมือง เช่นเดียวกับการระบายสีพื้นที่สาธารณะบนแผนที่ ซึ่งเป็นแนวทางเชิงภูมิประเทศ อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม คำว่าพื้นที่สาธารณะบางครั้งก็ถูกใช้เพื่อหมายถึงพื้นที่ใดๆ ก็ตามที่ถูกนำมาใช้ในเวลาใดเวลาหนึ่งสำหรับการกระทำและการอภิปรายร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางเชิงกระบวนการ

 

ดังนั้น พื้นที่สาธารณะจึงหมายถึงถนน สวนสาธารณะ และพื้นที่เปิดโล่งอื่นๆ ที่สมาชิกทุกคนในสาธารณชนสามารถใช้ได้ ทั้งในแง่ของสามัญสำนึกและอุดมคติ พื้นที่เปิดโล่งสาธารณะเป็นส่วนสำคัญของเมืองมาตลอดประวัติศาสตร์ ตั้งแต่จัตุรัสสาธารณะหรืออะโกราของกรีกโบราณ ไปจนถึงจัตุรัสตลาดของอังกฤษในยุคกลาง และจากถนนสายหลักของปารีสในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่และถนนที่มีประสิทธิภาพของการวางผังเมืองสมัยใหม่ (Madanipour 2003) อาจกล่าวได้ว่า พื้นที่สาธารณะประเภทต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับรูปแบบการวางแผนที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละแห่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สมาชิกผู้มีอำนาจในสังคมพยายามกำหนดและควบคุมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างสมาชิกของประชาชน

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักภูมิศาสตร์เริ่มให้ความสนใจกับพื้นที่สาธารณะมากขึ้น ความสนใจของพวกเขาเกิดขึ้นจากกระบวนการสองอย่างที่เกี่ยวข้องกันซึ่งเกิดขึ้นในบริบทต่างๆ ทั่วโลก ในด้านหนึ่ง พวกเขาเสนอว่าพื้นที่สาธารณะสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของระบบทุนนิยมบริโภคนิยม ลัทธิเสรีนิยมใหม่ และแนวคิดหลังสมัยใหม่เกี่ยวกับ 'มรดก' มากขึ้น (Zukin 1995) ในอีกด้านหนึ่ง และเป็นผลให้ นักภูมิศาสตร์วิพากษ์วิจารณ์ว่าพื้นที่เมืองร่วมสมัยกำลังกลายเป็นพื้นที่ใช้งานแบบเดียวมากขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงอยู่ภายใต้การควบคุมและการกีดกันในรูปแบบที่มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา (Sorkin 1992)

ดังนั้น นักวางแผนจะสะท้อนถึงความจำเป็นของระบบทุนนิยมบริโภคนิยม ลัทธิเสรีนิยมใหม่ และ ‘มรดก’ ในพื้นที่สาธารณะได้อย่างไร? ข้อโต้แย้งหลักอยู่ที่จุดบรรจบกันของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและวัฒนธรรม (ดูเพิ่มเติมในกล่อง 2.4 และ 2.7) มีการกล่าวอ้างว่า พื้นที่สาธารณะในเมืองที่เคยเปิดกว้างและใช้งานได้หลากหลายนั้น กำลังได้รับการสนับสนุนทางการเงินและวางแผนมากขึ้น อย่างน้อยก็บางส่วน โดยธุรกิจเอกชน (Harvey 2000) โดยทั่วไปแล้ว หมายความว่า พื้นที่สาธารณะหลายแห่งในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบ เป็นเจ้าของ หรือควบคุมโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป ซึ่งควรจะดูแลประชาชนทุกคน แต่พื้นที่สาธารณะกำลังกลายเป็นของเอกชน – การใช้งานโดยประชาชนทั่วไปกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสวงหาผลกำไรของบริษัทที่เป็นเจ้าของ นั่นหมายความว่า พื้นที่สาธารณะกำลังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่แคบและ ‘อุดมคติ’ มากขึ้น คือชนชั้นกลาง ซึ่งมักเป็นคนผิวขาว และเป็นผู้ใหญ่ ที่จะยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่นำเสนอและทำให้เป็นสินค้าในพื้นที่สาธารณะใหม่เหล่านี้ ลองมาดูตัวอย่างกันบ้าง

 

เพื่อยกตัวอย่างแนวโน้มข้างต้น เมืองใหญ่ทั่วโลกหลายแห่งได้เห็นการก่อสร้างอาคารสูงระฟ้า ซึ่งมักสร้างโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง Richard Rogers, Norman Foster หรือ Daniel Libeskind อันที่จริง ขณะที่เราเขียนบทนี้ อาคารที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Burj Khalifa สูง 800 เมตร เพิ่งเปิดทำการในดูไบ พร้อมกับได้รับความสนใจจากสื่ออย่างมาก (ภาพที่ 2.3) การเปิดตัวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ดูไบกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่เริ่มต้นในปี 2551 และถูกกล่าวถึงในรายงานข่าวหลายฉบับว่าเป็นสัญญาณแห่งความหวังใหม่สำหรับดูไบ

 

อาคารอย่าง Burj Khalifa เป็นหัวข้อของการถกเถียงหลายครั้งในภูมิศาสตร์วัฒนธรรม สำหรับนักวิจารณ์บางคน อาคารเหล่านี้แสดงถึงจุดสูงสุดของการแข่งขันระหว่างเมืองต่างๆ เนื่องจาก ‘เมืองผู้ประกอบการ’ (Hall and Hubbard 1998) พยายามเน้นย้ำสถานะของตนในฐานะศูนย์กลางการลงทุน การท่องเที่ยว หรือความสำคัญทางวัฒนธรรม พวกเขาจึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างอาคารขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

ภาพที่ 2.3 อาคารเบิร์จคาลิฟา ดูไบ

ที่มา: https://www.vietnam.vn/th/ky-su-dubai

 

โครงการต่างๆ ที่ทำหน้าที่เสมือนโฆษณาให้กับพวกเขา นักวิจารณ์คนอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าในบางเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลาสเวกัส อาคารต่างๆ ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของสิ่งที่แฮนนิแกน (1998) เรียกว่า "เมืองแห่งจินตนาการ" (ภาพที่ 2.4) ในลาสเวกัสและที่อื่นๆ สภาพแวดล้อมในเมืองกำลังถูกวางแผนและขายในฐานะสนามเด็กเล่นสำหรับการพักผ่อน รับประทานอาหาร ช้อปปิ้ง และการพนัน ซึ่งการบริโภคซื้อการหลีกหนีชั่วคราวและวิถีชีวิตแห่งจินตนาการ

 

ในระดับที่อาจจะธรรมดากว่า (และแน่นอนว่าไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่า) แนวคิดเรื่องการหลีกหนี จินตนาการ และการเล่นถูกสร้างขึ้นในห้างสรรพสินค้าที่ปรากฏขึ้นทั้งในใจกลางเมืองและในชานเมืองทั่วโลก (กอสส์ 1993; ดูภาพที่ 2.5) ในสหราชอาณาจักร "ถนนสายหลัก" แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นถนนสาธารณะในใจกลางเมืองที่มีร้านค้าหลักและอาคารสาธารณะ ในหลายเมืองได้ถูกแทนที่หรือควบคู่ไปกับ

 

ศูนย์การค้าแบบมีหลังคาและควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งประกอบด้วยห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ระดับโลก สภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือว่าปลอดภัยกว่าและเอื้อต่อธุรกิจหลัก (ทางวัฒนธรรม) ของใจกลางเมืองมากกว่า นั่นคือ การช้อปปิ้ง และที่สำคัญยิ่งขึ้นคือ ‘วัฒนธรรมคาเฟ่’ ที่เกี่ยวข้อง (ดูการอภิปรายเกี่ยวกับพื้นที่บริโภคในบทที่ 3)

 

แน่นอนว่า ในยุคของ ‘เมืองแห่งผู้ประกอบการ’ ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนและมักได้รับการวางแผนโดยหน่วยงานภาครัฐและนักวางผังเมือง ในฐานะที่เป็นวิธีสำคัญในการฟื้นฟูศูนย์กลางเมือง อันที่จริง Zukin (2003) แสดงให้เห็นว่าในสหรัฐอเมริกา ศูนย์การค้าริมน้ำประเภทหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากกฎหมายภาษีของรัฐบาลกลางในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งดึงดูดนักลงทุนและปูทางไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ของพื้นที่ใจกลางเมืองที่ ‘ทรุดโทรม’ ภายใต้หน้ากากของ ‘การอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์’ โครงการต่างๆ เช่น Faneuil Hall ของบอสตันและ South Street Seaport ของนิวยอร์ก ซึ่งสร้างขึ้นบนท่าเรือหรือพื้นที่ท่าเรือที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว พยายามที่จะรักษาองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมในอดีตไว้ เช่น ทางเท้าปูด้วยหิน เรือเก่า และอาคารริมท่าเรือดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม สถานที่เหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การบริโภคทางสายตา” ซึ่ง “นำเสนอการช้อปปิ้งเป็นวิธีการหนึ่งในการเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมเมือง” (Zukin 2003: 183) ‘อดีต’ ถูกตัดทอนไปเกือบหมด เหลือเพียงเบาะแสทางสายตาที่เรียบง่าย ซึ่งสามารถนำกลับมาใส่ในภูมิทัศน์ที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคโดยสาธารณชน (ชนชั้นกลาง) (ดู Box 2.7)

 

สำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรม คุณลักษณะที่น่ากังวลที่สุดในตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นคือ ภาพลักษณ์ของความเป็นสาธารณะที่ดำเนินการเพื่อรับใช้ผลกำไรส่วนตัว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเบลอที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างพื้นที่สาธารณะและส่วนตัวในพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับการใช้งาน ‘สาธารณะ’ Zukin (2003: 183) ชี้ให้เห็นว่า “[ศูนย์การค้าได้เข้ามาแทนที่การประชุมทางการเมืองและการชุมนุมของพลเมืองในฐานะเวทีของชีวิตสาธารณะ]” มีการโต้แย้งในทำนองเดียวกันสำหรับรูปแบบเมืองอื่นๆ อีกมากมายที่วางแผนโดยผู้เชี่ยวชาญ ตัวอย่างเช่น ภาพที่เดวิส (1990) วาดไว้ซึ่งค่อนข้างน่าหดหู่เกี่ยวกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และชุมชนที่มีรั้วรอบขอบชิดในลอสแอนเจลิส มองว่าสถานที่เหล่านี้เป็นพื้นที่สงวนสำหรับคนร่ำรวย สร้างและควบคุมโดยบริษัทพัฒนาเอกชน แม้ว่าจะนำเสนอภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของ ‘ชุมชน’ และชีวิตในเมือง (ทิลล์ 1993) แต่ก็กีดกันทั้งแนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะ ‘ที่แท้จริง’ และผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ‘บรรทัดฐาน’ ที่ต้องการสำหรับลูกค้าในสถานที่เหล่านั้น ดังนั้น กระบวนการกีดกัน ซึ่งอาศัยการเฝ้าระวังผ่านโทรทัศน์วงจรปิดและรูปแบบการควบคุมที่ใช้กำลังทหารมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างพื้นที่ที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับชนชั้นกลาง

 

ภาพที่ 2.4 เดอะสตริป ลาสเวกัส เนวาดา

ที่มา: https://www.tripadvisor.com/Attraction_Review-g45963-d126583-Reviews-The_Las_Vegas_Strip-Las_Vegas_Nevada.html

 

ภาพที่ 2.5 ห้างสรรพสินค้าภายในโรงแรมแซนด์ส มารีน่า เบย์ ประเทศสิงคโปร์

ที่มา: https://www.visaeurope.ch/de_CH/visa-everywhere/innovationszentren/singapore/city-guide/sleep/marina-bay-sands-singapore.html

 

กล่องที่ 2.7 การฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะในเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย

โดยใช้ตัวอย่างของเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ไอเวสัน (2007) แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย นักวางผังเมือง นักวิชาการ และสถาปนิก ได้ร่วมมือกันในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ใจกลางเมืองของเพิร์ธ พวกเขามีเป้าหมายสามประการ ได้แก่ การส่งเสริมเพิร์ธให้เป็น ‘เมืองหลวง’ ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย การเพิ่มความต้องการในการอยู่อาศัยในใจกลางเมือง และการปรับปรุงกฎหมายและความสงบเรียบร้อยในใจกลางเมือง วาระที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้เรียกร้องให้มีการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะในเมืองใหม่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ใจกลางเมืองมีความหลากหลายมากขึ้น น่าอยู่อาศัยและน่าเยี่ยมชมมากขึ้น ปลอดภัยขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับมรดกของเมืองมากขึ้น ในเชิงกายภาพ โครงการ ‘การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ’ ต่างๆ ได้เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงจัตุรัสสาธารณะที่สำคัญ การขยายทางเท้า การเพิ่มที่นั่งและร่มเงาในห้างสรรพสินค้า การเปลี่ยนอาคารเก่าเป็นที่อยู่อาศัย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นของโครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการหลายอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ตั้งแต่การมุ่งเน้นไปที่ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางและสูง ไปจนถึงแคมเปญการตลาดที่ “ออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อและผู้พักอาศัยที่มีศักยภาพจากชานเมืองเป็นหลัก” (Iveson 2007: 162)

 

ผู้บริโภคถูกห่อหุ้มไว้ สำหรับการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกีดกัน โปรดดูบทที่ 7 และ 8 เกี่ยวกับการแสดงและอัตลักษณ์ ข้อโต้แย้งที่คล้ายกันนี้ได้ถูกกล่าวถึงเกี่ยวกับการ ‘สิ้นสุด’ ของพื้นที่สาธารณะในพื้นที่แห่งจินตนาการ เช่น สวนสนุก และการถกเถียงเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งใจไว้สำหรับงานศิลปะสาธารณะ รูปปั้น และอนุสรณ์สถาน

 

โดยสรุปแล้ว การวางแผนและการควบคุมพื้นที่ทางวัฒนธรรมมักเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอยู่เสมอ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการเหล่านี้ (อย่างน้อยก็อย่างเป็นทางการ) งานของพวกเขามักไม่เป็นกลางหรือปราศจากค่านิยม มักเกี่ยวข้องกับการตัดสินทางศีลธรรม อันที่จริง หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของการวางผังเมืองตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้ามาจนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นแนวโน้มที่ต่อเนื่องซึ่งกระบวนการวางแผนและการควบคุมกลายเป็นกระบวนการเฝ้าระวัง การกีดกัน และการขับไล่ออกไปอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งที่พื้นที่ทางวัฒนธรรมถูกวางแผนและควบคุมเพื่อรับใช้ทั้งบรรทัดฐานทางสังคมที่ครอบงำและผลกำไรทางการเงิน ดังนั้นจึงตอบสนองความต้องการที่ค่อนข้างแคบของกลุ่มสังคมที่ครอบงำ (ชาย ผิวขาว ชนชั้นกลาง) ในส่วนที่เหลือของบทนี้ และด้วยเหตุนี้ เราจะเริ่มสำรวจว่าผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมพยายามดึงดูดกลุ่มต่างๆ ในสังคมให้กว้างขึ้นได้อย่างไรโดยการวางแผนและควบคุมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (ดูบทที่ 3 และ 8 ด้วย)

นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมมีความสนใจในเรื่องอัตลักษณ์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่เป็นส่วนสำคัญของการศึกษาครั้งนี้ และอาจเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์มากที่สุด คือความสนใจในอัตลักษณ์ของชาติ ในย่อหน้าต่อไปนี้ เราจะพิจารณาตัวอย่างสองกรณีของการสร้างอัตลักษณ์โดย ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ซึ่งในหลายกรณีเป็นอัตลักษณ์ระดับชาติและระดับนานาชาติอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะสรุปประเด็นสำคัญสองประการ เราจะเน้นที่ ‘กิจกรรม’ สาธารณะก่อน แล้วจึงเน้นที่การศึกษาและการเรียนการสอน

 

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การวางแผนพื้นที่สาธารณะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น กิจกรรมสาธารณะที่วางแผนไว้ เช่น เทศกาลและขบวนพาเหรด ก็เป็นองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่สำคัญในการสร้างพื้นที่สาธารณะเช่นกัน กล่าวโดยง่ายคือ กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนที่ทำให้พื้นที่เหล่านั้นเป็น "พื้นที่สาธารณะ" (Watson 2006) ด้วยวิธีนี้ องค์ประกอบด้านการแสดงออกของการวางแผนวัฒนธรรมจึงปรากฏเด่นชัดขึ้น (ดูบทที่ 7 และ 12 เกี่ยวกับการแสดงและร่างกายด้วย) ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้วางแผนพื้นที่สาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่ยังวางแผนสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านั้นด้วย คุณอาจนึกถึงตัวอย่างมากมายได้ ตั้งแต่ศิลปินข้างถนนนอกห้างสรรพสินค้าไปจนถึงขบวนพาเหรดของทีมกีฬาระดับชาติที่ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญคือ กิจกรรมสาธารณะประเภทนี้มักทำหน้าที่กำหนด สร้าง และเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม แม้ว่าการแสดงสาธารณะจะเป็นเพียงชั่วคราว และมักถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและครอบคลุมทุกกลุ่ม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์วัฒนธรรมได้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้ "ถ่ายทอดและแสดงออก...ถ้อยแถลงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ อำนาจ และอำนาจหน้าที่" (Hagen 2008: 350) นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมได้มุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์สาธารณะหลากหลายประเภท โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้โดยเฉพาะกับอัตลักษณ์ของชาติ ฮาเกน (2008) แสดงให้เห็นว่าการเฉลิมฉลองและการเดินขบวนพาเหรดในเมืองต่างๆ ของเยอรมนี เช่น มิวนิก เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และทรงพลังอย่างยิ่งของอัตลักษณ์ของชาติในนาซีเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่พรรคนาซีพยายามสื่อสารแนวคิดชาตินิยมเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ผ่านนิทรรศการและสิ่งก่อสร้าง (เช่น ในนูเรมเบิร์ก) ฮาเกน (2008: 349) โต้แย้งว่า “การเดินขบวนพาเหรดนำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมและประชานิยมที่ฉายภาพข้อความของระบอบการปกครองไปยังพื้นที่สาธารณะของมิวนิก” (ดูเพิ่มเติมที่ ฮาเกนและออสเทอร์เกรน 2006) การเดินขบวนพาเหรดดึงเอาทรัพยากรเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ มาใช้ ตั้งแต่ขนาดที่ใหญ่โตมหาศาล ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าร่วมเดินขบวนหลายหมื่นคน ไปจนถึงเส้นทางผ่านเมืองมิวนิกเอง ซึ่ง “มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าลัทธินาซีเป็นจุดจบและจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์เยอรมัน” (ฮาเกน 2008: 361) ในที่อื่นๆ นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมจำนวนหนึ่งได้ประเมินเรื่องราวของอัตลักษณ์แห่งชาติและจักรวรรดิที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงและนิทรรศการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ชมระดับนานาชาติ (Pred 1991; Strohmayer 1996) Domosh (2002) ตรวจสอบงานนิทรรศการโลกโคลัมเบียนที่ชิคาโกในปี 1893 เธอเสนอว่างานนิทรรศการนี้จัดแสดงสองประเภท

 

ประเภทแรก คือ ภาพวาดของชนพื้นเมืองอเมริกันที่เน้นอารยธรรมที่เหนือกว่าของชาวอเมริกันเชื้อสายยุโรปและการครอบงำของพวกเขาเหนือทั้ง "ธรรมชาติ" และชนพื้นเมืองอเมริกันซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ประเภทที่สอง คือ การจัดแสดงสินค้าอเมริกันเชิงพาณิชย์ที่ขายในต่างประเทศ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอเมริกาและการครอบงำทางเศรษฐกิจระดับโลก การจัดแสดงที่เปิดให้มวลชนได้เห็น ในขณะที่งานนิทรรศการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการตลาดและขายเทคโนโลยีทางการเกษตรของอเมริกา ภาพที่ใช้ในงานกลับแสดงให้เห็นอุปกรณ์การเกษตรเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมอเมริกัน แม้กระทั่งแสดงภาพผู้ชาย (ผิวขาวที่แข็งแรง) "ในฐานะนักรบโรมัน ใช้เครื่องเก็บเกี่ยวเพื่อพิชิตโลก" (Domosh 2002: 182) แม้ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองในทั้งสองตัวอย่างนี้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราก็เห็นว่าการแสดงสาธารณะถูกนำมาใช้ไม่เพียงแต่เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง "จุดสูงสุด" ของอารยธรรมอีกด้วย

 

ตัวอย่างก่อนหน้านี้ทั้งหมดมีจุดร่วมกันคือการใช้พื้นที่สาธารณะในเมืองอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ มักจัดขึ้นในสถานที่ที่อลังการเพื่อเน้นย้ำความสำคัญของเทศกาลเหล่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์วัฒนธรรมยังได้ศึกษาเทศกาลต่างๆ ที่แม้จะจัดขึ้นในสถานที่ที่ไม่อลังการเท่า แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันในการสร้างอัตลักษณ์ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือระดับชาติ

ตัวอย่างเช่น แมทธิวสัน (2000) ได้สำรวจเทศกาลและการเฉลิมฉลองบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการทำฟาร์มสมัยใหม่ เทศกาลเหล่านี้รวมถึงเทศกาลเก็บเกี่ยว การเฉลิมฉลองอาหารท้องถิ่น และกิจกรรมต่างๆ ที่บ่งบอกถึงการสุกงอมของไวน์ในฤดูกาลใหม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับแนวโน้มการบริโภคนิยมบางประการที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ในบทนี้ แมทธิวสัน (2000: 466) โต้แย้งว่า “กิจกรรมเหล่านี้เป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือชาติพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ” และไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเฉลิมฉลองอาหารหรือชุมชนเท่านั้น (ภาพถ่าย 2.6)

 

งานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับเทศกาลท้องถิ่นได้ดึงเอาประเด็นความขัดแย้งเพิ่มเติมออกมาตามแกนต่างๆ ของอัตลักษณ์ วอเตอร์แมน (1998) ศึกษาเทศกาลคฟาร์ บลูม ในอิสราเอล ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีห้องที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ คิบบุตซ์ และจัดโดยหน่วยงานภาครัฐสามแห่ง ในช่วงแรก เทศกาลนี้มีผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่สนใจในตัวดนตรีเป็นหลัก กลุ่มชนชั้นสูงเหล่านั้นมองเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างเทศกาลกับความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ชาติอิสราเอลของพวกเขา แต่หลังจากที่มีการเรียกร้องให้เพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้คนในวงกว้างขึ้น เทศกาลจึงเปลี่ยนแปลงไปและกลายเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นประเด็นถกเถียงในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างเทศกาลกับอัตลักษณ์ชาติอิสราเอล ในด้านหนึ่ง มันตั้งคำถามถึงบทบาทของหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนเทศกาลดนตรีและใช้เทศกาลเหล่านั้นเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบของอัตลักษณ์ชาติที่ 'เหมาะสม' ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บ่งชี้ถึงการต่อสู้ที่กว้างขึ้นในอิสราเอลเกี่ยวกับว่าใครมี 'อำนาจ' ทางวัฒนธรรม และคุณค่าที่รับรู้ของวัฒนธรรมที่ 'แท้จริง' (ชนชั้นสูง) เทียบกับวัฒนธรรมที่ถูกทำให้เป็นสินค้าคืออะไร

 

ในส่วนอื่นๆ กรีน (2005) แสดงให้เห็นว่าระหว่างปี 1840 ถึง 1940 ผู้นำชุมชนในมิลวอกี สหรัฐอเมริกา ได้จัดงานเทศกาล ‘หลากหลายชาติพันธุ์’ เช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ในแถบมิดเวสต์ มิลวอกี ตามคำกล่าวของผู้นำชุมชน ชื่นชมประชากรผู้อพยพที่หลากหลายและความแตกต่างในด้านการแต่งกาย ดนตรี และการเต้นรำ อย่างไรก็ตาม กรีนแย้งว่าพวกเขาทำเช่นนั้นในลักษณะที่ขัดแย้งกัน ซึ่งทำให้ผู้อพยพสามารถเฉลิมฉลองและแสดงออกถึงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ของตนไปพร้อม ๆ กับ ‘การสอน’ ภาษาอังกฤษและหลักการประชาธิปไตยแบบอเมริกันในศูนย์สังคมของโรงเรียน

 

ตัวอย่างสองข้อสุดท้ายที่ยกมาข้างต้นเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาต่อการวางแผนพื้นที่ทางวัฒนธรรม ในทั้งสองกรณี และบางทีในทุกกรณีด้วยซ้ำ

ภาพที่ 2.6 ตลาดเกษตรกรยูเนียนสแควร์ นครนิวยอร์ก

ที่มา: https://www.alamy.com/stock-photo-fruit-and-vegetable-market-at-the-greenmarket-in-union-square-new-34089192.html

 

เหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น – เทศกาลทางวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ระดับชาติหรือระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ทางการศึกษาบางอย่างด้วย งานวิจัยทางประวัติศาสตร์ในสาขาภูมิศาสตร์วัฒนธรรมได้เน้นย้ำประเด็นนี้อย่างเต็มที่ งานวิจัยส่วนใหญ่เชื่อมโยงโดยตรงระหว่างพื้นที่การศึกษาและหลักสูตรที่วางแผนไว้กับรูปแบบของอัตลักษณ์ระดับชาติ อันที่จริง หนึ่งในวิธีสำคัญที่สามารถวางแผนวัฒนธรรมระดับชาติได้คือผ่านทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของเยาวชน

Gagen (2004) โต้แย้งว่ากระบวนการทางการศึกษาประเภทนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในการออกแบบและการใช้สนามเด็กเล่นในนิวยอร์กช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่นั่น ความก้าวหน้าใหม่ๆ ในทฤษฎีการศึกษาชี้ให้เห็นว่าพลศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรผู้อพยพ) จะช่วยให้เด็กๆ สามารถซึมซับลักษณะนิสัยที่ 'พึงปรารถนา' มากขึ้นได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ระดับชาติและความเป็นส่วนหนึ่งของชาติอเมริกัน อันที่จริง ดังตัวอย่างข้างต้น ส่วนสำคัญของการศึกษาของพวกเขาคือชุดนิทรรศการ วันกิจกรรมกลางแจ้งและขบวนพาเหรดที่ส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนรู้พิธีกรรมชาตินิยม Ploszajska (1994) กล่าวถึงประเด็นที่คล้ายกันเกี่ยวกับเรื่องการแสดงออกทางร่างกาย เธอแสดงให้เห็นว่าในโรงเรียนของอังกฤษระหว่างปี 1870 ถึง 1944 เด็ก ๆ ได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกโดยการสร้างแบบจำลองของภูเขาไฟ ภูเขา และปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ แต่แบบจำลองเหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เด็ก ๆ ชาวอังกฤษคิดเกี่ยวกับ “สถานที่ของตนเองและส่วนรวมในฐานะพลเมืองท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับจักรวรรดิ หรือระดับโลกในโลก” (Ploszajska 1994: 389) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างแบบจำลองกระตุ้นให้เด็ก ๆ มีความเห็นอกเห็นใจต่อความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ใช้ความตระหนักนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจคุณค่าของท้องถิ่นของตนเองและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น

 

นักภูมิศาสตร์จำนวนหนึ่งยังได้เชื่อมโยงระหว่างการศึกษา อัตลักษณ์ของชาติ และภูมิทัศน์ (ดูบทที่ 5 เกี่ยวกับภูมิทัศน์ด้วย) ตัวอย่างเช่น Gruffudd (1996) แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาของเวลส์สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงเกี่ยวกับการ “เกิดใหม่” ของชาติเวลส์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ระบบนี้ให้การศึกษาแก่เด็กๆ เกี่ยวกับ “ความสุขแห่งความรักชาติ” รูปแบบใหม่ โดยเรียกร้องให้พวกเขาร่วมเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมของเวลส์ แต่ยังส่งเสริมความรู้สึกของการฟื้นฟูชาติ การกลับมาผงาดอีกครั้ง กรัฟฟัดด์ (1996) แสดงให้เห็นว่าส่วนสำคัญของการศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการชื่นชมความงามตามธรรมชาติของภูมิทัศน์เวลส์ กิจกรรมต่างๆ ได้แก่ ขบวนแห่รอบพื้นที่ท้องถิ่น การกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับ “ทิวทัศน์และเหตุผลที่พลเมืองที่ดีทุกคนควรปกป้อง” และการอ่านบทกวีรักชาติเกี่ยวกับภูมิทัศน์เวลส์

 

ส่วนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการวางแผนพื้นที่ทางกายภาพไม่ได้เกี่ยวข้องกับการออกแบบพื้นที่ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่กระบวนการดังกล่าวอาจระดมการปฏิบัติทางวัฒนธรรมและสถานที่ต่างๆ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาติในรูปแบบเฉพาะ พื้นที่เหล่านั้นอาจมีตั้งแต่ห้องเรียนและสนามเด็กเล่นไปจนถึงสถานที่อันงดงามของการเดินขบวนสาธารณะและนิทรรศการระดับนานาชาติ แต่ทั้งหมดมีสองสิ่งที่เหมือนกัน ประการแรก กิจกรรมและการแสดงต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ทางวัฒนธรรม และมอบความรู้สึกสนุกสนาน ความเป็นกันเอง และความสามัคคีในหมู่ประชาชน ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้จากการออกแบบหรือการวางผังเมืองเพียงอย่างเดียว และประการที่สอง มีเทคนิคสร้างสรรค์มากมายที่ใช้ในการสื่อสาร ให้ความรู้ และในบางกรณีก็ปลูกฝังความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ของชาติให้กับประชาชน ซึ่งเทคนิคเหล่านี้อาศัยการปฏิบัติและพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น ศิลปะ การเต้นรำ กีฬา บทกวี และอื่นๆ การปฏิบัติและพื้นที่ทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาภูมิศาสตร์วัฒนธรรม

 

สรุป

 

การผลิตทางวัฒนธรรมเป็นประเด็นสำคัญพื้นฐานสำหรับนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง งานสำคัญจำนวนมากในภูมิศาสตร์วัฒนธรรมได้ติดตามวิธีการสร้างสรรค์ข้อความ สื่อ วัตถุ และพื้นที่ทางวัฒนธรรม ในทางกลับกัน นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคนเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่างานทางภูมิศาสตร์จำนวนมากมุ่งเน้นไปที่การผลิตทางวัฒนธรรมมากเกินไป (ดูบทที่ 3)

แนวคิดสำคัญบางประการจากสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษาเป็นประโยชน์ต่อนักภูมิศาสตร์ที่ศึกษาการผลิตทางวัฒนธรรม แนวคิดเรื่องวาทกรรม อำนาจครอบงำ และความแตกต่างปรากฏซ้ำในงานของนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมหลายคน

นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมไม่ใช่เพียงกลุ่มเดียวที่สนใจในประเด็นการผลิตทางวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น มีงานจำนวนมากจากนักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ เมือง และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับห่วงโซ่สินค้าและอุตสาหกรรมวัฒนธรรม นอกจากนี้ นักภูมิศาสตร์และนักวางผังเมืองได้มีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้าง การควบคุม และการบำรุงรักษาพื้นที่และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ ในบริบทที่หลากหลาย

แม้ว่านักวิจัยหลายคนจะมุ่งเน้นไปที่การผลิตทางวัฒนธรรม แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการผลิตไม่ได้แยกออกจากกระบวนการอื่นๆ ดูหัวข้อ 3.5 สำหรับการอภิปรายในประเด็นนี้