การพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ทำให้คนปัจจุบันมีสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต
โดยไม่ไปรบกวนความสามารถในการหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของอนาคตชน
การพัฒนาที่ยั่งยืนถือเป็นนวัตกรรมการพัฒนาที่หลายฝ่ายเชื่อว่า
จะสามารถนำพามวลมนุษยชาติก้าวพ้นภาวะจำกัดของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ทั้งนี้ด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล มนุษย์มีความมั่นคงทางสังคม
มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า
ขณะเดียวกันระบบนิเวศสามารถทำหน้าที่ตามธรรมชาติได้อย่างปรกติ
มีองค์กรนานาชาติหลายแห่งได้พยายามลำดับเหตุการณ์สำคัญ อันเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ของการสร้างวาทกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน
แต่ว่าที่สามารถนำเสนอได้ค่อนช้างสมบูรณ์ดูเหมือนจะเป็น IISD: international institute of sustainable development ในประเทศแคนาดา
ซึ่งขอตัดออกมานำเสนอ ณ ตรงนี้พอสังเขปตามภาพที่ 5.1 ดังนี้
1962: Rachel Carson ตีพิมพ์สารคดีวิทยาศาสตร์ Silent Spring ทำให้การปฏิวัติเขียวของโลกสั่นสะเทือน
1970: วุฒิสมาชิก Gaylord Nelson ชักชวนผู้คนออกมารณรงค์ร่วมกันคุ้มครองโลก ทำให้วันที่
22 เมษายนของทุกปีเป็นวัน Earth Day
1971: OECD ออกหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หรือ Polluter
Pays Principle ขึ้นมาใช้
1972: การประชุมขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยมนุษย์สิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก
ณ กรุงสต๊อกโฮล์ม สวีเดน และได้ก่อตั้งโปรแกรมสิ่งแวดล้อมขึ้นในองค์การสหประชาชาติ
(UNEP) รวมถึงการกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก
1972: สโมสรแห่งกรุงโรม
หรือ Club of Rome ตีพิมพ์รายงานชินสำคัญ Limits
to Growth
1985: นักวิทยาศาสตร์อังกฤษค้นพบหลุมโอโซนบริเวณทวีปแอนตาร์ติกา
1985: การประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ณ กรุงเวียนนา ออสเตรีย
1986: อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิเคลียร์ระเบิดที่เมือง
Chernobyl ยูเครน
1987: ที่ประชุมองค์การสหประชาชาติตีพิมพ์รายงาน
Our Common Future (Brundtland Report)
1992: การประชุมสุดยอดของโลก
หรือ Earth Summit ที่กรุงริโอ เดอ จาไนโร บราซิล
2000: องค์การสหประชาชาติกำหนดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
หรือ MDG: Millennium Development Goals เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาการพัฒนาด้านต่างๆ
ของโลก
2002: การประชุมของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน
WSSD ที่กรุงโยฮานเนสเบอร์ก อัฟริกาใต้
2005: องค์การสหประชาชาติตีพิมพ์รายงาน
MA: Millennium Ecosystem Assessment
2005: อนุสัญญาเกียวโต
หรือ Kyoto Protocol มีผลบังคับใช้สำหรับประเทศต่างๆ
ที่ให้สัตยาบัน
2011: ประชากรโลกเพิ่มจำนวนจนครบ
7 พันล้านคน
2012: การประชุมครบรอบ
20 การพัฒนาที่ยั่งยืน ณ กรุงริโอ เดอ จาไนโร
บราซิล
2015: การประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก
ครั้งที่ 21 หรือ COP21 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองข้อตกลงว่าด้วยการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน
ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกินระดับ 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม
นับเป็นข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความครอบคลุมที่สุด นับตั้งแต่การจัดทำพิธีสารเกียวโตเมื่อปี
ค.ศ.1997
ภาพที่ 5.1 ประวัติศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน
เริ่มต้นที่ปี ค.ศ.1972 สโมสรแห่งกรุงโรม หรือ club of rome
ตีพิมพ์รายงานชิ้นสำคัญชื่อว่า limits to growth โดยเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า
ทรัพยากรที่มีอยู่บนโลกนี้มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นการทำลายแหล่งทรัพยากรประมง
การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ การรบกวนแหล่งน้ำจืด ทั้งแม่น้ำลำครองและน้ำใต้ดิน
รวมถึงการพังทลายของน่าดิน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนบ่งบอกให้ทราบว่าทรัพยากรที่สามารถทดแทนได้ของโลกกำลังถูกขุดค้นขึ้นมาใช้ในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นสภาพขึ้นมาได้
ยิ่งกว่านั้นจะพบได้ว่าศักยภาพของโลกที่จะรองรับเอาผลพวงของการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่องกำลังถูกจำกัดลง
การสะสมด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนที่เป็นมลพิษชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้พบเห็นอย่างมากมาย
แหล่งทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ถูกทำลายเผาผลาญด้วย
กล่าวคือ ระหว่าทศวรรษ 1970-1990
การบริโภคพลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการพัฒนาเครื่องจักร
เครื่องยนต์ ขึ้นมานั่นเอง การใช้แร่ธาตุและวัตถุเพิ่มขึ้นอย่างที่เห็นๆ
กันอยู่นี้เป็นผลสืบเนื่องจากระดับของการบริโภคของมนุษย์ได้ปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง
ทั้งนี้จากการที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นจาก 3.6 พันล้านคนเป็น 5.3 พันล้านคน
ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านคนในปี ค.ศ.2025 เป็นที่เข้าใจร่วมกันว่า
การเพิ่มขึ้นของการใช้ทรัพยากรและการเกิดขึ้นในอัตราทวีคูณของมลพิษมีสาเหตุสำคัญจากการขยายตัวของประชากร
อีกทั้งปัญหาเหล่านี้ยังผสมผสานกับความพยายามที่ขจัดความยากจนของพื้นที่ต่างๆ
บนโลกและในความเป็นจริง ขณะที่ประชากรเพิ่มสูงขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา
ก็หมายความกำลังมีการใช้พลังงานมากขึ้น ในพื้นที่เหล่านั้นพร้อมไปด้วย
แม้ว่าอัตราการบริโภคพลังงานต่อหัวจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็ตาม
ขณะเดียวกันในประเทศอุตสาหกรรมนั้นมีอัตราการเปลี่ยนแปลงประชากรเล็กน้อย
แต่อัตราการบริโภคพลังงานและทรัพยากรอื่นกลับพุ่งสูงขึ้นราวกับจรวด
จากตัวเลขของปี
ค.ศ.1991 ประชากรรวมในประเทศพัฒนาแล้วมีประมาณร้อยละ 24 ของประชากรโลก
แต่อัตราการบริโภคสินค้าประเภทต่างๆ กลับสูงถึงร้อยละ 50-90 หรืออาจจะมากกว่านั้น
ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชากรเพียง 1 ใน 4 ของโลกบริโภคธัญพืชร้อยละ 48
เนื้อสัตว์ร้อยละ 64 ใช้ปุ๋ยร้อยละ 60 ใช้พลังงานร้อยละ 75
ใช้เหล็กและเหล็กกล้าร้อยละ 80 ใช้กระดาษร้อยละ 81 ใช้รถยนต์ถึงร้อยละ 92
ของการใช้ทรัพยากรทั้งโลก
การเพิ่มขึ้นของผลผลิตที่เป็นสินค้าและบริการ
การบริโภควัตถุดิบและพลังงาน
และเรื่องประชากรดังกล่าวมาแล้วนี้ส่งผลให้เกิดรูปแบบของการเติบโตแบบเลขยกกำลัง
ซึ่งหากเราพิจารณาการเพิ่มขึ้นเหล่านี้จะพบว่าในอนาคตจะถึงจุดที่เป็นข้อจำกัดหรือจุดสิ้นสุดของการเติบโต
ไม่ว่าจะเป็นการสูญสลายของแหล่งพลังงานหรือแม้แต่แหล่งทรัพยากรประมง
ข้อจำกัดของทรัพยากรที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของการบริโภคและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเหล่านี้นำไปสู่การประชุมครั้งสำคัญที่สโมสรแห่งกรุงโรม
(club of rome) ซึ่งได้วิพากษ์และศึกษาในเรื่อง Limits
to Growth และได้ตีพิมพ์รายงานออกมาด้วยในปี ค.ศ. 1972
ต่อมาจึงได้มรการศึกษาเพิ่มเติมและขายขอบเขตออกไปเป็นรายงานเรื่อง beyond
the limits ทั้งนี้โดยการคาดการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรและระดับการบริโภคจะส่งผลต่อทรัพยากรโลกและศักยภาพการฟื้นสภาพ
ซึ่งจะต่อเนื่องไปสู่จำนวนประชากรและศักยภาพในการเข้าถึงการบริโภคลดลงในอนาคต
ภาพที่ 5.2 แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากข้อพิจารณาในรายงาน beyond
the limits ด้วยการใช้แบบจำลอง World3 มีการเพิ่มขึ้นของประชากรผลผลิตอุตสาหกรรมและอาหาร
อีกด้านหนึ่งทรัพยากรก็จะลดลงเป็นปกติธรรมดา
ซึ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการพังทลายของศักยภาพในการรักษาการเจริญเติบโตของประชากรของโลก
และจะทำให้ศักยภาพของทรัพยากรลดลง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของมลพิษ
กรอบการนำเสนอจากภาพที่
5.2
นี้ถือว่าเหมาะสมกว่ากรอบที่เคยวางกันไว้ก่อนหน้านี้ มีการตั้งสมมติฐานว่า
ทรัพยากรของโลกมีการใช้มากขึ้นถึงสองเท่าตัวและมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัดมลพิษ
ตรงนี้จะสามารถลดการเกิดมลพิษต่อหน่วยของผลิตอุตสาหกรรมได้ประมาณร้อยละ 3 ต่อปี
แต่กระนั้นก็ตามมลพิษก็ยังเพิ่งขึ้นสูงมากจนทำให้เกิดวิกฤติต่อภาคการเกษตร
รวมถึงการให้การเติบโตของอุตสาหกรรม ลดลงหรือหยุดชะงัก
แรงบีบคั้นนี้เกิดจากการขาดแคลนอาหารและทรัพยากร และมลพิษสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะส่งผลต่อการลดลงของประชากรและคุณภาพชีวิต อันหมายถึงความมั่นคงของสังคมก็จะลดลงตามมา
ภาพที่ 5.2 การจำลองสถานการณ์ทรัพยากร
ประชากร การผลิต และมลพิษของโลกในรอบ ๒๐๐ ปี
ต่อเรื่องนี้ในปี ค.ศ.1972 กลุ่มนักนิเวศวิทยาสหราชอาณาจักรได้ตีพิมพ์
blueprint for survival ด้วยการรวบรวมข้อมูลอันได้จากการจัดทีมนักวิจัยภายใต้การนำของ
Dennis and Donella Meadows แห่ง MIT: Massachusattes
Institute of Technology หนังสือ blueprint for survival เริ่มต้นด้วยการมองแนวโน้ม
การลดน้อยถอยลงของสังคมและการทำลายปัจจัยสนับสนุนการดำรงอยู่บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ผลลัพธ์ที่มีการนำเสนอในรายงานนี้อาจจะไม่ได้แสดงให้ประจักษ์ถึงความต่อเนื่องในเชิงลึกของความเชื่อเกี่ยวกับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของการบริหารจัดการ
ทำให้ได้รับผลประโยชน์จากการเก็บรายได้ในรูปของภาษีต่างๆ
เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่ความต้องการหรือความจำเป็นต่างๆ
ที่จะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ blueprint for survival
จึงเกิดขึ้นด้วยหลักการสำคัญ 6 ประการ คือ
1. เทคโนโลยีได้ทำลายระบบนิเวศลง
อีกทั้งยังได้ก่อให้เกิดความปรารถนาที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเอาชนะการทำลายเหล่านั้น
2. การเติบโตทางอุตสาหกรรมนำไปสู่การเพิ่มจำนวนประชากร
อันทำให้เกิดความต้องการสร้างงานที่มากขึ้นตามมา
ซึ่งตรงนี้เหมือนการเคลื่อนไหวของค่านิยมของสังคมที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
3. การบริหารจัดการภายใต้ภาวการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจที่จะต้องหลีกเลี่ยงปัญหาการว่างงาน
4. มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจที่จะสร้างส่วนเกินจากการลงทุนให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5. การบริหารจัดการตามปกติแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ยืนยันหรือรับรองได้จากความสามารถในการเพิ่มระดับมาตรฐานการครองชีพและผลผลิตมวลรวมประชาชาติ
และ
6. การปราศจากการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว
ก็จะเป็นตัวทำลายความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจให้ลดลง
อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมสลายของสังคม
ในทางตรงกันข้าม
สังคมที่มีความมั่นคงสถาพรควรมีลักษณะดังนี้
1. มีการทำลายกระบวนการทางนิเวศน้อยที่สุด
2. มีการอนุรักษ์ปัจจัยการผลิตและพลังงานมากที่สุด
หรือกล่าวได้ว่าควรรักษาคลังของปัจจัยการผลิตทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะให้มีการใช้อย่างต่อเนื่อง
3. ประชาชนเองก็มีความพยายามที่จะกอบกู้สภาพแวดล้อมดังเดิมที่สมบูรณ์กลับคืนมา
และ
4. ระบบสังคมประชาชนมีความสามารถดำรงอยู่อย่างมีความสุขมากกว่าที่จะตกอยู่ภายใต้ภาวะจำยอมบางอย่าง
งานชิ้นนี้มีแนวคิดเป็นรายละเอียดอีกมาก
ทั้งนี้แต่ละส่วนยึดหลักการให้เกิดความพอดีทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ
ให้มีการพึ่งพาตัวเองในด้านทรัพยากร มีการอนุรักษ์พลังงาน
มีการนำเอาทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ มีการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ
มีหลักการเคารพสิทธิทางชีวภาพ และมีการกระจายอำนาจทางสังคม
ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนชนบทได้แสดงความสนใจในคุณภาพชีวิตมากกว่าที่จะมามุ่งเน้นการเพิ่มขึ้นของกระบวนการแปรรูปทรัพยากร
สำหรับ limit to growth ที่เสนอต่อ club of rome ถือว่าได้รับความสนใจไม่น้อย
ดังจะเห็นได้ว่ามีการวิพากษ์กันอย่างกว้างขวางและหลากหลาย
เพราะได้วิเคราะห์และนำเสนอให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลให้เกิดความเชื่อมโยงที่สำคัญต่อโลก
5 ประเด็นด้วยกัน คือ 1) การพัฒนาอุตสาหกรรม
2) การเพิ่มขึ้นของประชากร 3) การแพร่กระจายของการขาดสารอาหาร
4) การลดน้อยถอยลงของธรรมชาติที่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้
และ 5) การทำลายล้างทางนิเวศวิทยา
ซึ่งผลสรุปจากรายงานตอนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า
“ข้อจำกัดการเติบโตบนดาวเคราะห์โลกดวงนี้จะมาถึงสักวันหนึ่ง
บางทีอาจจะภายในช่วงหนึ่งร้อยปีข้างหน้านี้เอง”
ยิ่งกว่านั้นได้กล่าวในเชิงเสนอแนะอีกว่า
“ควรจะได้มีสืบค้นหาวิธีการพัฒนาที่เหมาะสมที่สุดขึ้นมาใช้”
จากการพิจารณาหากว่ามีการยอมรับกันว่าการเติบโตได้เกิดขึ้นต่อเนื่องจะนำมาซึ่งการขาดแคลนทรัพยากร
ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้เกิดการลดลงอย่างทันทีทันใดของผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรมและอุปทานอาหารในช่วงทศวรรษ
2010 อีกทั้งยังจะส่งผลให้ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วในอีก 40
ปี ต่อมา
นอกจากข้อเสนอที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับภาวะการผลิตอุตสาหกรรมและประชากรนี้แล้ว
ในรายงานยังได้ชี้ความขัดแย้งและความตึงเครียดทางสังคมที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตามมีทางเลือกอยู่ทางหนึ่ง
“มีทางเป็นไปได้ที่จะจัดการกับแนวโน้มการเติบโตเหล่านี้
รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางนิเวศวิทยาและทางเศรษฐกิจ นั่นคือ
การสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นให้นานแสนนานต่อไปในอนาคต”
บรรณาธิการทั้ง blueprint for survival และ limit to growth
มีหลักการและเป้าหมายที่เหมือนกัน คือ ไม่ทำนายอนาคต
แต่มุ่งที่เสนอแนะให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์
นักสิ่งแวดล้อมทั้งหลายจึงได้กล่าวถึงกรณีการเติบโตในอัตราศูนย์ขณะที่กลุ่มอื่นๆ
ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์นั้นเสนอว่าเป็นแนวความคิดที่ผิดหัวผิดตัว John
Maddox บรรณาธิการนิตยสาร nature กล่าวไว้ในงานที่ตีพิมพ์เมื่อปี
ค.ศ.1972 คือ doomsday syndrome ว่า
สวัสดิการของมนุษย์กำลังเพิ่มขึ้นทรัพยากรมีอย่างมากมาย
ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงานกำลังได้รับการแก้ไข และประเทศต่างๆ
ที่เจ็บปวดทรมานจากความขาดแคลนอดอยากจะสามารถผลิตอาหารส่วนเกินได้ในช่วงทศวรรษ 1970
และ 1980 ข้อเสนอแนะที่น่าชื่นใจของเขานี้เป็นที่น่าเสียดายว่ามีความผิดพลาดอย่างน่าเศร้า
จากข้อวิพากษ์ต่างๆ
ที่มักมองข้ามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากข้อเสนอที่ได้จาก limit to growth ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในรายละเอียดแล้ว
สมมุติฐานเบื้องต้นจะต้องได้รับการยอมรับ
โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเติบโตที่เป็นประเด็นผูกพันกับการบริโภคทรัพยากรมากขึ้นๆ
ซึ่งอาจต่อเนื่องอย่างไม่จำกัดภายในโลกที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด
จะไม่มีการยอมรับข้อสรุปที่ห่างไกลออกไปอย่างที่คณะทำงานของ Meadows ได้นำเสนอไว้ถึงการเป็นมลภาวะมากกว่าการขาดแคลนพลังงานการขาดแคลนทรัพยากรอันเป็นกุญแจนำไปสู่ความเสื่อมสลายต่างๆ
ปี ค.ศ.1992 คณะทำงานของ
Meadows ได้ตีพิมพ์ beyond the limits ด้วยการทบทวนและปรับปรุงผลงานต่างๆ
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีข้อสรุปแตกต่างกันแต่ก็ไม่มากนัก
ที่ว่า “ในช่วง 20 ปี
มีทางเลือกบางอย่างสำหรับความยั่งยืนที่คับแคบลง
(การไหลเวียนของทรัพยากรและมลภาวะทั้งหลายกำลังเข้าสู่จุดที่จำกัด)
แต่ยังมีหนทางอื่นๆ ที่เปิดกว้างขึ้น” ซึ่งทางเลือกที่คณะทำงานได้สรุปไว้มีดังนี้
1. การไม่ให้ความสำคัญของการลดการไหลเวียนของทรัพยากรและพลังงาน
จะเป็นการก้าวสู่ทศวรรษแห่งการลดลงของผลผลิตอาหารต่อหัว การใช้พลังงาน
และผลผลิตอุตสาหกรรมอย่างไม่สามารถควบคุมได้
2. การลดลงนี้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง 2 สิ่งที่เป็นสิ่งจำเป็น
คือ
การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอของการบริโภคทรัพยากรและการเพิ่มขึ้นของประชากร
3. สังคมที่ยั่งยืนแห่งหนึ่งจะยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจนั้นคือ
มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะพยายามแก้ปัญหาต่างๆ
ด้วยการขยายฐานการผลิตอย่างสม่ำเสมอ
ปี ค.ศ.1972 เช่นเดียวกันที่องค์การสหประชาชาติ
จัดให้มีการประชุมร่วมกันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ภายใต้ชื่อการประชุมว่า UN
Conference on the Human Environment ซึ่งรายงานการประชุมครั้งนั้นระบุว่า
"ณ จุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อเราจะต้องกำหนดรูปแบบกิจกรรมต่างๆ
ของเราบนโลก ด้วยการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมดัวยความระมัดระวัง ความไม่ปะสาและไม่แยแส
ทำให้เราทำร้ายสิ่งแวดล้อมที่เป็นชีวิตของเราและเป็นแหล่งทำมาหากินอย่างมหาศาลและเอากลับคืนมาไม่ได้
ตรงกันข้าม หากว่ากิจกรรมต่างๆ ของเราเต็มไปด้วยความรู้และปัญญาแล้ว พวกเราก็สามารถบรรลุความปรารถนาในชีวิตของเราและลูกหลานที่ดีกว่า
ในสภาพแวดล้อมที่อำนวยต่อความจำเป็นและความหวัง” พร้อมชี้ว่า "เพื่อปกป้องและปรับปรุงสภาพแวดล้อมของมนุษย์ เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคตชน
จะได้บรรลุเป้าหมายความเป็นมนุษยชาติ"
นี่ถือเป็นต้นทางที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ที่สืบเนื่องต่อมาถึงรายงานการประชุมจากประเทศนอรเวย์เมื่อปี ค.ศ.1987 เรื่อง our common future หรือที่เรียกชื่อกันติดปากตามชื่อของนายกรัฐมนตรีว่า
brundtland report ในรายงานฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน
(sustainable development) เป็นการพัฒนาที่ทำให้คนรุ่นนี้ได้รับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ
(อย่างพอเหมาะพอดี) โดยไม่จำเป็นต้องไปขอประนีประนอมกับความสามารถในการแสวงหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของอนาคตชน"
บนโลกใบนี้ ที่มีความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันเป็นเชื้อโรคร้ายอยู่แล้ว จะยิ่งเป็นอันตรายเพิ่มขึ้นเป็นทวี
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม และวิกฤติอื่นๆ ทับถมเพิ่มเข้ามาอีก
.. การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงมีเป้าหมายเพื่อต้องการให้สังคม (society) เป็นสังคมที่มนุษย์สามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็น ทั้งในการเพิ่มศักยภาพการผลิต
และการสร้างโอกาสเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน
พวกเราจำนวนมาก อาศัยอยู่อย่างฟุ้งเฟ้อเกินกว่าฐานความมีอยู่ของนิเวศวิทยาของโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรูปแบบการใช้พลังงาน .. การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น อย่างน้อยที่สุด
จะต้องไม่เป็นรูปแบบที่เป็นอันตรายต่อระบบธรรมชาติ ที่มีหน้าที่สนับสนุนชีวิตทังหมดบนโลก
ไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำ ดิน และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ทำให้คนรุ่นนี้ได้รับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ
(อย่างพอเหมาะพอดี) โดยไม่จำเป็นต้องไปขอประนีประนอมกับความสามารถในการแสวงหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของอนาคตชน
"บนความจำเป็น การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นกระบวนการที่จะเปลี่ยนรูปแบบการพล่าผลาญทรัพยากร
ทิศทางการลงทุน การวางระบบการพัฒนาเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันทั้งหมดทั้งมวลให้กลมกลืนกัน
อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงศักยภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคต ให้มนุษย์สามารถหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและสามารถหาสิ่งต่างๆ
ตามแรงบันดาลใจได้"
การประชุมสุดยอดของโลก (earth summit) ณ กรุงริโอ
เดอ จาไนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี ค.ศ.1992 ได้ให้การยอมรับระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่
21 (agenda 21) เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการคุ้มครองโลกของเรา และเป็นเครื่องมือที่สามารถนำแนวความคิดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนไปสู่ภาคปฏิบัติได้
ตามระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะต้องนำเอาไปเป็นกรอบปฏิบัติ
เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนโลกออกไปให้พ้นจากสภาพที่มีมีความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างปัจจุบัน
สู่กิจกรรมที่เป็นการป้องกันและสร้างทรัพยากรสิ่งแวดล้อมใหม่ ให้การเติบโตและการพัฒนาสอดสัมพันธ์กัน
ขอบเขตการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแห่งศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย:
การป้องกันและคุ้มครองบรรยากาศ การป้องกันกาทำลายพื้นที่ป่า การป้องกันการสูญเสียหน้าดินแลการกลายเป็นทะเลทราย
การป้องกันมลพิษในอากาศและน้ำ การหยุดยั้งการผลาญแหล่งทรัพยากรประมง และการส่งเสริมการจัดการขยะพิษ
ปี ค.ศ.2002 หรือสิบปีต่อมาการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน
(WSSD: world summit on sustainable development) จัดขึ้นที่กรุงโยฮานเนสเบอร์ก อัฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 4 กันยายน 2002 เพื่อที่จะขับเคลื่อนให้การพัฒนาที่ยั่งยืนบรรลุผลตามเป้าหมาย
อันเนื่องจากมีสิ่งท้าทายและประเด็นปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.1992 ถือเป็นการนำเอาแนวความคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง
มีการออกแบบเป้าหมาย ข้อกำหนด และข้อตกลงบางอย่างเกี่ยวกับระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่
21 เสียใหม่ ให้เข้มแข็งและจับต้องได้ ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมให้การยอมรับปฏิญญาโยฮานเนสเบอร์กที่ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนและแผนการดำเนินงานอย่างละเอียดตามลำดับความสำคัญ
การประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (UNCSD: The UN Conference on Sustainable Development) ที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อ
Rio 2012 หรือ Rio+20 หรือ earth
summit 2012 ถือเป็นการประชุมว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับนานาชาติครั้งที่สาม
มีเป้าหมายเพื่อปรับความเข้าใจเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของชุมชนโลก (global
community) เสียใหม่
ระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21
ระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ Agenda 21 เป็นข้อมติระหว่างประเทศได้รับการรับรองจากรัฐที่เข้าร่วมประชุมในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
หรือการประชุมสุดยอดชองโลก ซึ่งจัดขึ้นที่นครรีโอ เดอ จาไนโร บราซิล เมื่อเดือนมิถุนายน
พ.ศ.2535
โดยมีผู้แทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 179 ประเทศ เข้าร่วมประชุม
ระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 เกิดจากแนวคิดที่ว่า การเพิ่มของประชากร การบริโภคและเทคโนโลยี
ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ดังนั้นมนุษย์จึงต้องร่วมมือกันลดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยและไร้ประสิทธิภาพ
รวมทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้นในทุกส่วนของโลก นอกจากนั้นระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่
21 ได้เสนอแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และแนวทางอนุรักษ์ความหลากหลายชนิดและสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
การอนุรักษ์ป่า การต่อสู้กับความยากจนรวมถึงปัญหาการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย การวางแผนการจัดการ
ด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย การแก้ปัญหาของเมืองใหญ่ และปัญหาของเกษตรกร โดยย้ำว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน
ทุกกลุ่ม และทุกอาชีพ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันเป็นหนทางเอาชนะความยากจนและการทำลายสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผนปฏิบัติการตามระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 คือ การขจัดความยากจนโดยให้ประชาชนที่ยากไร้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นแผนการปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน
(Agenda
21: Programme of Action for Sustainable Development) เป็นแผนแม่บทของโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากจำนวนประชากร ปริมาณการบริโภคเทคโนโลยีที่ฟุ่มเฟือยและไร้ประสิทธิภาพ ทำให้มีความสมดุลระหว่างการบริโภคและสมรรถนะของโลก
ต่อสู้กับความเสื่อมโทรมของดิน อากาศ และน้ำ อนุรักษ์ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ
ต่อสู้กับความยากจน จัดการกับการศึกษา สาธารณสุข และสนับสนุนบทบาทของกลุ่มต่างๆในสังคม
ให้ประชาชนผู้ยากไร้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศที่ร่ำรวยช่วยเหลือประเทศที่ยากจนทางการเงิน
ทางเทคโนโลยี ทางข่าวสารข้อมูลและทางสมรรถนะในการวางแผนและการดำเนินงาน และทุกประเทศต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในระดับโลก
ระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเอกสารที่มีความสำคัญมากที่สุดฉบับหนึ่งของสหประชาชาติ
และได้รับการกล่าวอ้างอิงถึงอยู่เสมอๆ ในการประชุมระดับระหว่างประเทศในปัจจุบัน
ระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21 จะคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
4 ส่วนด้วยกัน คือ มิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ (social
and economic dimensions) มุ่งต่อสู้กับความยากจนโดยตรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค การส่งเสริมสุขภาพ
การสร้างความยั่งยืนด้านประชากร
และการตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนต่างๆ การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากร
(conservation
and management of resources) ประกอบด้วยการปกป้องคุ้มครองบรรยากาศ
การต่อสู้กับภาวการณ์กลายเป็นทะเลทราย การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่อ่อนไหว
การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การควบคุมมลพิษและการจัดการเทคโนโลยีชีวภาพ
และการจัดการขยะรังสี การส่งเสริมบทบาทของกลุ่มต่างๆที่สำคัญ (strengthening
the role of major groups) ประกอบด้วยการส่งเสริมบทบาทของเด็กและเยาวชน สตรี องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น
ธุรกิจและอุตสาหกรรม และคนงาน รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มคนพื้นถิ่น
ชุมชนของกลุ่มต่างๆ และกลุ่มเกษตรกร และวิธีการในการดำเนินงาน (means of implementation)
เป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์
การส่งผ่านเทคโนโลยี การให้การศึกษา การสร้างกลไกสถาบันและการเงิน โดยมีแนวทางที่สำคัญคือ
1. การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องผสมผสานและควบคู่ไปกับการพัฒนาและความห่วงใยในสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมไม่อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่นึกถึงอีกต่อไป การเพิ่มรายได้และจัดหางานให้ประชาชนนั้น
ควรกระทำไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
2. การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ การปล่อยของเสียและมลพิษต่างๆเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมไม่ยั่งยืน
ซึ่งไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้อีกต่อไปได้ เพราะเป็นการทำลายสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลก
3. จะต้องมีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีผลกระทบอย่างเฉียบพลันต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์
และเกิดผลกระทบต่อประชากรรุ่นลูก รุ่นหลานในอนาคต
4. มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจนก็มีสิทธิเท่าเทียมกันในอันที่จะดำรงชีวิตความเป็นอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี
ได้ดื่มน้ำที่สะอาด หายใจในอากาศที่บริสุทธิ์ และสามารถที่จะควบคุมการใช้ทรัพยากรของตนเองได้
ตารางที่ 5.1 มิติการพัฒนาตาระเบียบวาระแห่งศตวรรษที่ 21
|
ส่วนที่ 1
มิติทางสังคมเศรษฐกิจ (social and economic dimensions) |
|
|
ความร่วมมือระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค การคุ้มครอง/ส่งเสริมคุณภาพมนุษย์ การตัดสินใจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน |
การต่อสู้กับความยากจน ประชากรและความยั่งยืน การตั้งถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน |
|
ส่วนที่ 2
มิติการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรเพื่อการพัฒนา (conservation and management
of resources for development) |
|
|
การคุ้มครองชั้นบรรยากาศ การแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การพัฒนาพื้นที่ภูเขาสูงอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การคุ้มครองและจัดการมหาสมุทร การใช้สารเคมีที่เป็นพิษอย่างปลอดภัย การจัดการขยะและน้ำโสโครก |
การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน การแก้ปัญหาการกลายเป็นทะเลทราย การเกษตรและการพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน การจัดการเทคโนโลยีชีวภาพ การคุ้มครองและจัดการแหล่งน้ำจืด การจัดการของเสียที่เป็นอันตราย การจัดการกากกัมมันตภาพรังสี |
|
ส่วนที่ 3
สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มต่างๆ (strengthening the role of major
groups) |
|
|
บทนำว่าด้วยการส่งเสริมบทบาท เด็กและเยาวชนในการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือกับองค์กรเอกชน
(NGOs) คนงานและสภาพแรงงาน นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี |
สตรีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน การส่งเสริมบทบาทของคนพื้นเมือง รัฐบาลท้องถิ่น ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ส่งเสริมบทบาทของเกษตรกร |
|
ส่วนที่ 4
การนำไปสู่ทางปฏิบัติ (Means of Implementation) |
|
|
การเงินสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน วิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างสมรรถนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กฎหมายระหว่างประเทศ |
การถ่ายทอดเทคโนโลยี การศึกษา/อบรม/ตระหนักสาธารณะ การจัดองค์กรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจ |
เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs: millennium development goals) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับภาวะความยากจน
ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นประวัติศาสตร์
และเพื่อสนับสนุนให้หลุดพ้นจากย่างเท้าเดิมไปสู่ระเบียบวาระแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนใหม่
รายงานเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (The MDG Report 2015) แสดงให้เห็นถึงความพยายามตลอดระยะเวลา 15 ปี
ในการที่จะทำให้เป้าหมายตามแรงบันดาลใจทั้ง 8 รายการที่ถูกประกาศเอาไว้ในห้วงที่โลกก้าวข้ามสหัสวรรษ
2000 บรรลุผลไปทั่วทั้งโลก ข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่างๆ
ที่มีแสดงให้เห็นว่า การเข้าไปจัดการแทรกแซง การมีกลยุทธ์ที่เหมาะสม
การใช้ทรัพยากรที่พอเหมาะพอดี และความปรารถนาทางการเมืองร่วมกัน
ทำให้ประเทศยากจนทั้งหลายดีขึ้น
ภาพที่ 5.3 เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
เป้าหมายที่ 1 ขจัดความยากจนและความหิวโหย
การขจัดความยากจนและความหิวโหยนี้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ระหว่างปี 1990-2015 ต้องการไม่มีประชากรที่มีรายได้น้อยกว่า 1 $ ต่อวัน ซึ่งจากรายงานประจำปี 2014 จะเห็นว่าทุกภูมิภาคของโลกสามารถลดจำนวนคนยากจนลงได้ตามเป้าหมาย
ยกเว้นในย่านเอเชียใต้ และอัฟริกากลาง-ใต้ ที่ยังมีประชากรยากจนอยู่จำนวนมาก ทั้งหมดเป็นประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนา
เป้าหมายที่ 2 จัดการศึกษาพื้นฐานให้ครอบคลุม
การจัดการศึกษาพื้นฐานให้ครอบคลุมนี้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า สิ้นปี 2015 เด็กผู้ชายผู้หญิงทั่วโลก จะต้องจบการศึกษาขั้นประถมศึกษาอย่างสมบูรณ์
จากรายงานประจำปี 2014 จะเห็นว่าความก้าวของการดำเนินการด้านประถมศึกษาเป็นไปอย่างช้าๆ
นับตั้งแต่ปี 2004 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีปัญหารุมเร้า
ยิ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก
เป้าหมายที่ 3 ส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคของผู้ชายผู้หญิง
และส่งเสริมให้สตรีมีพลังมากขึ้น
การส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคของผู้ชายผู้หญิง และส่งเสริมให้สตรีมีพลังมากขึ้น
นี้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ปี 2005 จะสามารถลบความแตกต่างระหว่างผู้ชาย
ผู้หญิงในด้านการศึกษาขั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และทุกระดับการศึกษาในปี 2015
ทั้งนี้รายงานประจำปี 2014 จะเห็นว่า มีความสำเร็จในการสร้างความเท่าเทียมกันมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา
โดยดัชนีความเท่าเทียมกันทางเพศที่แสดงในภาพ เป็นสัดส่วนการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา
มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ของเด็กผุ้หญิงต่อเด็กผุ้ชาย 100 คน
ระหว่างปี 1999-2010
เป้าหมายที่ 4 ลดการเสียชีวิตของทารก (อายุ<5ขวบ)
การลดการเสียชีวิตของทารกนี้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ระหว่างปี 1990-2015 ต้องลดการเสียชีวิตของเด็กลงสองในสาม
รายงานประจำปี 2014 ทำให้เห็นว่าการเสียชีวิตของทารกลดลง 1/3 แต่การดำเนินการให้ก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
ยังเป็นไปอย่างช้าๆ และมีการนำเสนอตัวเลขอัตราการเสียชีวิตของทารกอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
ระหว่างปี 1990-2010 ต่อทารกเกิดรอด 1000 คน
เป้าหมายที่ 5 ปรับปรุงสุขภาพของมารดาที่มีครรภ์
สำหรับการปรับปรุงสุขภาพของมารดาที่มีครรภ์ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ระหว่างปี 1990-2015 ต้องการลดการเสียชีวิตของมารดามีครรภ์ให้ได้ 3/4 ของอัตราการเสียชีวิตของมารดามีครรภ์ รายงานประจำปี 2014 แสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของมารดามีครรภ์ลดลงไปครึ่งหนึ่ง นับจากปี 1990 แต่ว่าระดับยังห่างไกลจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ ณ ปี 2015 ส่วนตัวเลขที่มีการนำมาแสดงเป็นสัดส่วนการเสียชีวิตของมารดามีครรภ์ของปี 1999
2000 และ 2010 โดยสำรวจสตรีมีครรภ์อายุระหว่าง
15-49 ปี
ภาพที่ 5.4 เป้าหมายการปรับปรุงสุขภาพมารดา
เป้าหมายที่ 6 ต่อสู้กับเอชไอวี/เอดส์ มาลาเรีย และโรคร้ายอื่นๆ
ด้านการต่อสู้กับเอชไอวี/เอดส์ มาลาเรีย และโรคร้ายอื่นๆ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า
ภายในปี 2015 ต้องหยุดยั้งโรคร้ายเหล่านี้ให้ได้ และจะต้องลดอัตราการแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์ลงอีก
รายงานประจำปี 2014 ทำให้เห็นว่า การติดเชื้อ HIV รายใหม่ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าในภูมิภาคที่เคยเป็นปัญญาใหญ่
ก็ลดระดับลง และมีการนำตัวเลขมาแสดงให้เห็นถึงอัตราการตรวจพบเชื้อ HIV ของประชากรอายุระหว่าง 15-49 ปี เป็นจำนวนผู้ติดเชื้อต่อปีต่อประชากร
100 คน ของปี 2001 และ 2020
เป้าหมายที่ 7 ทำให้เกิดภาวะยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม
การทำให้เกิดภาวะยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะต้องบูรณาการหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าไปในนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ
และลดการสูญเสียทรัพยากรสิ่งแวดล้อม จากรายงานประจำปี 2014 จะเห็นว่า พื้นที่ป่าไม้ในทวีปเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ขณะที่การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เกิดขึ้นกระจายไปทั่วภูมิภาคของโลก
เป้าหมายที่ 8 สิ่งสำคัญของการพัฒนา คือ การให้ความช่วยเหลือประเทศยากไร้
แต่พบว่ามีความช่วยเหลือลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประเทศผู้บริจาคเกิดปัญหาทางการคลังภายใน
"จากรายงานที่กล่าวไว้อย่างกว้างๆ ฉบับนี้ ... การทำงานร่วมกัน ระหว่างรัฐบาลของประเทศต่างๆ
ที่รวมตัวกันเป็นครอบครัวเดียวกันในองค์การสหประชาชาติ พร้อมด้วยภาคเอกชนและภาคประชาสังคม
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคอันใหญ่หลวงมากมาย อย่างที่ทราบกัน
ปี 2015 ปลายทางของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ จะมาถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว พวกเราจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
และแน่วแน่ในวิธีการแก้ปัญหาของเรา เพื่อที่จะเร่งให้เกิดความก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาแห่งหัสวรรษให้ได้โดยเร็ว"
นี่เป็นคำกล่าวของบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
รายงานเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษฉบับสุดท้าย ยืนยันว่า
เป้าหมายในการยกระดับประชาชนที่ยากจน การสร้างพลังให้แก่สตรีและเด็กหญิง
การปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ และการให้โอกาสใหม่เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม
เหล่านี้ล้วนบรรลุผลสำเร็จ
ความสำเร็จตามเป้าหมายที่เห็นได้ชัดเจน
มีดังนี้
·
จำนวนประชาชนที่มีความยากจนอย่างแท้จริง
ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยลดลงจากเดิม 1.9
พันล้านคนเมื่อปี 1990 เหลือเพียง 836 ล้านคนในปี
2015
·
จำนวนประชาชนที่ทำงานอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง
ที่เป็นผู้มีรายได้มากกว่า $4 ต่อวัน มีมากขึ้นเป็นสามเท่าในระหว่างปี
1991-2015
·
สัดส่วนประชาชนที่ขาดแคลนอาหารในภูมิภาคที่กำลังพัฒนา
ลดลงเกือบครึ่ง นับจากทศวรรษ 1990
·
จำนวนเด็กที่ออกจากโรงเรียนในช่วงชั้นประถมศึกษาทั่วโลก
ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง คือออกกลางคันประมาณ 57 ล้านคนในปี 2015
ขณะที่เมื่อปี 2000 มีเด็กออกจากโรงเรียนประถมศึกษาถึง
100 ล้านคน
·
การสร้างความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงในโรงเรียนประถมศึกษาในประเทศหลักๆ
บรรลุผลสำเร็จด้วยดี
·
อัตราการตายของเด็กอายุต่ำกว่า
5 ขวบ ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งนับจากทศวรรษ 1990
·
นับจากทศวรรษ
1990 การเสียชีวิตของมารดาตั้งครรภ์ทั่วโลก
ลดลงร้อยละ 45
·
ตัวเลขผู้ป่วยมาลาเรียที่เคยเสียชีวิตมากถึง
6.2 ล้านคน เริ่มเปลี่ยนแปลงไประหว่างปี 2000-2015
·
ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ ลดลงประมาณร้อยละ 40 ระหว่างปี 2000-2013
·
จนถึงเดือนมิถุนายน
2014 ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ทั่วโลก ได้รับยาต้านไวรัส 13.6 ล้านคน
เปรียบเทียบกับเมื่อปี 2003 ที่ได้รับเพียง 800,000 คนเท่านั้น
·
ระหว่างปี 2000-2013 มีการป้องกัน วินิจฉัย และบำบัดวัณโรค จนมีชีวิตรอดปลอดภัยประมาณ 37
ล้านคน
·
ประชาชนทั่วโลกสามารถเข้าถึงสุขาภิบาลที่สะอาด
ที่ปรับปรุงแล้ว 2.1 พันล้านคน
·
ประเทศต่างๆ
ทั่วโลก 147 ประเทศ เข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาด 95
ประเทศที่เข้าถึงมาตรฐานสุขาภิบาล และในจำนวนนี้ มี 77 ประเทศที่เข้าถึงทั้งสองอย่าง
·
ระหว่างปี 2000-2014 มีความช่วยเหลือในการพัฒนาจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างเป็นทางการ เพิ่มขึ้นร้อยละ
66 คิดเป็นเงินช่วยเหลือ $135.2 ล้าน
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ณ งานประชุมสุดยอดองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations
Sustainable Development Summit) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกรับหลักการของระเบียบวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เรียกว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (SDGs: sustainable
development goals) 17 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหยุดยั้งความยากจน
ขจัดความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรม และต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดนี้ให้ได้ภายในปี
2030
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รู้จักกันอีกนัยหนึ่งว่าเป็น “เป้าหมายร่วมของคนทั้งโลก” (global goals) ที่ถูกสร้างขึ้นต่อเนื่องตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ เมื่อปี
2000 ที่มีเป้าหมายในการต่อสู้ความยากจน 8 อย่าง ภายในปี 2015 ไม่ว่าจะเป็นการหั่นความยากจน ความหิวโหย โรคร้าย ความไม่เท่าเทียมกันของชายหญิง
และการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาล ความก้าวหน้าที่สำคัญยิ่งอันเกิดจากการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
แสดงให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มวลมนุษย์ได้กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกันอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน
ทั้งนี้แม้ว่าหลายอย่างจะสำเร็จลุล่วงลงแล้ว แต่ยังหลงเหลือปัญหาใหญ่ของโลกที่ยังค้างคาอยู่
นั่นคือ ความยากจนยังไม่หายหมดไปจากโลก
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเป็นเป้าหมายใหม่ที่ต่อเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
ที่มุ่งเน้นการแก้ไขความยากจนให้ถึงแก่นแกนของรากเหง้าความยากจน และมีความจำเป็นที่ทุกส่วนทั่วทั้งโลก
จะต้องร่วมมือกันทำงานเพื่อทั้งหมดทั้งมวล
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 รายการ ถูกนำไปเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ของโปรแกรมการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ
(UNDP)
ที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน การบริหารงานแบบประชาธิปไตยและสร้างสรรค์สันติภาพ
และการสร้างความยืดหยุ่นในการับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ซึ่งพิจารณาโดยละเอียดแล้ว
เป้าหมายการพัฒนารายการที่ 1 เกี่ยวกับการขจัดความยากจน
รายการที่ 10
เกี่ยวกับการจัดการความไม่เท่าเทียมกัน และรายการที่ 16 เกี่ยวกับการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม เหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานตามกรอบนโยบายของโปรแกรมการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติทั้งปัจจุบันและระยะยาวในอนาคต
ภาพที่ 5.5 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
การจัดประชุมระดับผู้นาของสหประชาชาติเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ.๒๐๑๕
(UN
Summit for the Adoption of the Post-๒๐๑๕ Development
Agenda) ระหว่างวันที่ ๒๕–๒๗ กันยายน ๒๕๕๘
ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นการประชุมระดับประมุขของรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิกเพื่อรับรองเอกสาร
“Transforming
Our World: The ๒๐๓๐ Agenda for Sustainable Development” ซึ่งถือเป็นพันธะสัญญาทางการเมืองในระดับผู้นา เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกในอีก
๑๕ ปีข้างหน้า โดยไม่มีการลงนาม เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศสมาชิกในการแก้ไขปัญหาความยากจนและขจัดความเหลื่อมล้าในทุกมิติและรูปแบบ
และบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ต่อเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปี ค.ศ.๒๐๑๕ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์
จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวและได้รับรองร่างเอกสารผลการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นาเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี
ค.ศ.๒๐๑๕ ด้วยเช่นกัน
เอกสาร “Transforming
Our World: The ๒๐๓๐ Agenda
for Sustainable Development” มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งขจัดความยากจนในทุกมิติและทุกรูปแบบ
ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ๑๗ ประการ ดังนี้
เป้าหมายที่ 1 ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่
เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงอาหารและยกระดับโภชนาการ
และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 3 สร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสำหรับทุกคนในทุกวัย
เป้าหมายที่ 4 สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม
และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เป้าหมายที่ 5 บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศและให้อำนาจของผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน
เป้าหมายที่ 6 สร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีนาและสุขอนามัยสาหรับทุกคน
และมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 7 สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
เชื่อถือได้ และยั่งยืน
เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน
การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสาหรับทุกคน
เป้าหมายที่ 9 สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทีความทนทาน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน
และส่งเสริมนวัตกรรม
เป้าหมายที่ 10 ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ
เป้าหมายที่ 11 ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทาน
และยั่งยืน
เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการบริโภคและผลิตที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
เป้าหมายที่ 14 อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเลและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน
จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่
และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายที่ 16 ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรม และสร้างสถาบัน ที่มีประสิทธิผล รับผิดรับชอบ และครอบคลุม
ในทุกระดับ
เป้าหมายที่ 17
เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดาเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสาหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย
การพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
ขอยกเอาข้อเขียนทรงคุณค่ายิ่งของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มาแสดง
ซึ่งท่านระบุว่า การพัฒนาประเทศในยุคพัฒนาที่ผ่านมา ไม่ใช่จะไม่มีผลดีผลเสียเลย
แต่ถ้าเรามีความรู้ชัดเจนเข้าใจดี
เราควรจะทำให้ดีถึงขั้นแก้ไขการพัฒนาที่ผิดพลาดของยุคสมัยในโลกได้
การพัฒนาของคนไทยในยุคที่ผ่านมานั้นถือเป็นบทเรียนที่ดีที่ไม่ควรทำให้เกิดซ้ำ
และควรเรียนรู้ให้ได้ประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาต่อไปด้วย โดยสรุป
การพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นบนฐานที่ผิดพลาด 3 ระดับ คือ
1) เป็นไปตามกระแสการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน ซึ่งมีรากฐานความผิดพลาด
ตามอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย 2)
ดำเนินการพัฒนาด้วยการกระตุ้นแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากผู้นำหรือผู้บริหารประเทศไม่เข้าใจเพียงพอต่อปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนาในประเทศที่พัฒนานำหน้ามาก่อน
จับเหตุปัจจัยมาผิดพลาด (ประเทศพัฒนาแล้วเองก็ไม่เข้าใจปัจจัยแห่งการพัฒนาในสังคมของตนเองชัดเจนไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง)
และ 3) ประชาชนเข้าร่วมกระวนการพัฒนา
โดยไม่มีการศึกษาที่จะเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเป็นปัจจัยที่ดีในกระบวนการพัฒนานั้น
คือไม่ได้พัฒนาคนให้พร้อม หรือสอดคล้อง
กล่าวรวมๆ แล้ว ปัญหาสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคน
ถ้ามีการศึกษาจริงและพัฒนาคนได้ถูกต้อง ก็แก้ความผิดพลาดได้ทั้งสามระดับ
โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นผู้ปกครองประเทศ นำชะตากรรมของสังคมเอง
การพัฒนาคนย่อมเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง การพัฒนาคนนั้นต้องทำ 3 ด้าน
คือ ด้านพฤติกรรม ได้แก่ วินัย การทำมาหาเลี้ยงชีพ
และวิธีปฏิบัติในการผลิตเสพบริโภคแบ่งปันและอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม ด้านจิตใจ
ได้แก่ คุณธรรม ความรู้สึก แรงจูงใจ และสภาพจิตใจ
เช่น ความสุข ความพอใจ ความสดชื่นเบิกบาน และด้านปัญญา คือ ปรีชาญาณ
ความรู้เข้าใจเหตุผล การเข้าถึงความจริง รวมทั้งความเชื่อถือ ทัศนคติ
ค่านิยมและแนวความคิดต่างๆ
เมื่อพูดถึงจุดนี้
วัฒนธรรม (culture) ก็เข้ามา และ ณ จุดนี้แหละ คือ
ด้วยการศึกษาที่บูรณาการทั้งสามด้านอย่างนี้จะเกิดการพัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวม
ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเชิงวัฒนธรรม (cultural development) เข้ามาบรรจบกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ประสานข้อเสนอ 2 ฝ่ายให้มาสอดคล้องเสริมเข้ากันได้ คือ
การพัฒนาเชิงวัฒนธรรม (cultural development)
ที่เป็นข้อเสนอของ UNESCO ซึ่งองค์การสหประชาชาติประกาศเป็นทศวรรษโลกเพื่อการพัฒนาเชิงวัฒนธรรม
(World Decade for Cultural Development) ที่เรากำลังอยู่ระหว่างนี้
(2531-2540) กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นข้อเสนอของ world
commission on environment and development
ที่พูดนี้หมายความว่า
เมื่อการจัดระบบความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคนด้วยการศึกษาอย่างถูกต้อง
เข้ามาประสานกัน
จะทำให้การพัฒนาแนวใหม่ตามข้อเสนอของทั้งสองสายภายในสหประชาชาติมาบรรจบกันได้
ก่อนจะผ่านไปขอย้ำอีกที่หนึ่งว่า
แนวคิดในการพัฒนาแบบนี้ไม่ใช่เป็นปรัชญาแห่งการมัวเมาตามใจตนเอง
ที่เน้นการเสพหรือบริโภคนิยม อย่างพวกที่เห็นว่ามนุษย์ต้องเห็นแก่ตัวแก้ไขไม่ได้
ซึ่งเป็นปรัชญาสุดโต่งไปข้างหนึ่ง พวกตามใจตัวเองก็คือ ลัทธินิยมเสรีนิยมสุดโต่ง
หรือเลยเถิดอย่างพวกทุนนิยมเสรีที่กำลังแผ่อิทธิพลไปครอบคลุมทั่วโลก
ทำให้ประชาชนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระบบการแย่งชิงผลประโยชน์
แนวคิดในการพัฒนาแบบนี้
ไม่ใช่ปรัชญาแห่งการบังคับให้เป็นอย่างเดียวกัน
แต่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ในระดับต่างๆ ของการพัฒนา
โดยมีจุดร่วมอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ที่หลักการสำคัญที่สุด
คือการที่จะต้องพัฒนาตัวของมนุษย์เองอยู่เสมอ พุทธศาสนายอมรับความแตกต่างหลากหลายในหมู่มนุษย์
โดยสัมพันธ์กับการพัฒนามนุษย์
และให้ทางเลือกในวิถีสำหรับบุคคลที่แตกต่างหลากหลายและอยู่ในระดับการพัฒนาต่างๆ
กันนั้น ทั้งนี้มีแกนกลางของระบบทั้งหมดอยู่ที่การพัฒนาคน ซึ่งใช้วิธีฝึก
ไม่ใช่บังคับ แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยอย่างไรก็ได้
สรุปว่าองค์ประกอบ คือ
การพัฒนาคนนี้ขาดไปในการพัฒนาแบบที่ผ่านมาแล้วทุกฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทุนนิยมหรือสังคมนิยม
ฝ่ายหนึ่งใช้สภาพทางวัตถุบังคับคนให้อยู่เรียบง่าย
อีกฝ่ายหนึ่งกระตุ้นให้สนองความต้องการเสพวัตถุให้เต็มที่ แยกกันเป็น 2 ลัทธิ
ทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และทุนนิยมเสรี
ล้วนเป็นลัทธิที่ตั้งอยู่บนฐานความคิดอันเดียวกันอย่างที่ว่ามาแล้ว
เช่นเป็นวัตถุนิยมด้วยกัน พระพุทธศาสนาไม่ใช่วัตถุนิยมทั้งสองแบบนั้น
และก็ไม่ใช่ปรัชญาแห่งความสุดโต่งทางจิต เรื่องนี้ชาวพุทธเองก็ต้องระวังให้มาก บางทีก็ไปประณามหยามหยันคนที่เขาอาศัยสามิสสุข
โดยที่ตัวเองไม่รู้หลักการพัฒนา
และแนวคิดในการพัฒนาแบบนี้
ไม่ใช่สิทธิเสแสร้งหรือหลอกตัวเอง คนบางพวกไม่อยู่กับความจริง
แต่ปฏิบัติหรือแสดงตัวให้อยู่ในสภาพชีวิตที่เกินเลยกว่าระดับการพัฒนาของตน
คือเกินกว่าความเป็นจริงที่ได้ที่ถึงโดยทำไปเพียงด้วยความยืดถือ
ก็เลยกลายเป็นความผิดพลาดหรือเป็นการหลอกตัวเอง
เช่นชาวพุทธที่ปฏิบัติหรือดำเนินชีวิตด้วยความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น
ซึ่งกลายเป็นความไม่ยึดมั่นที่เป็นจริง
ในการปฏิบัติที่ถูกต้อง
จะต้องยอมรับความจริงแห่งการดำเนินตามระดับแห่งการพัฒนาของตน
พร้อมกับพยายามปฏิบัติก้าวหน้าสู่สภาพชีวิตในระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นไป
โดยมีความสำนึกหรือรู้ตระหนักอยู่ว่าตนทำเช่นนั้นเพื่อเป็นการฝึกฝนพัฒนาตน
เมื่อไม่ใช่ทั้งสามอย่างนี้ทั้งหมด
จึงจะเป็นทางสายกลางซึ่งมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย
สามารถเลือกวีถีชีวิตที่เหมาะสมกับตนได้โดยเสรี
ระหว่างที่พัฒนาตนเองอยู่ในระดับต่างๆ กัน
โดยมีจิตสำนึกที่จะพัฒนาตนสู่สภาพชีวิตที่ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา
เมื่อมนุษย์ได้พัฒนาตนเองได้อย่างนี้แล้ว
มองอีกแง่หนึ่งในด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโลก
เขาก็จะเป็นมิตรกับสรรพสัตว์เริ่มแต่มนุษย์ด้วยกัน มนุษย์กับสัตว์ทั้งหลายนั้น
ทางพระพุทธศาสนาถือว่ามีฐานะเท่าเทียมกันในแง่ว่าร่วมกฎธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์
มีการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อนัตตา ดังนั้น เมื่อว่าตามความจริงพื้นฐาน
สัตว์ทั้งปวงจึงเป็นมิตรกันในแง่นั้นอยู่แล้ว คือร่วมกฎธรรมชาติอันเดียวกัน
แต่เมื่อมนุษย์พัฒนาตนขึ้นมา จนมีปัญญามีคุณธรรมเป็นต้นแล้ว
มนุษย์จึงจะเป็นผู้สมควร หรือพร้อมที่จะปกป้องพิทักษ์สัตว์ทั้งหลายได้
ปัญหาของมนุษย์ปัจจุบันนี้
คือ ทำอย่างไรจะให้เราหันกลับจากการทำลายธรรมชาติ มาปกป้องพิทักษ์ธรรมชาติ
มนุษย์ที่จะสามารถปกป้องคุ้มครองธรรมชาตินั้น ต้องเป็นมนุษย์ที่ได้รับการพัฒนา
มิฉะนั้น
เขาก็ไม่สามารถไปปกป้องคุ้มครองธรรมชาติได้ ข้อที่ว่านี้เป็นแนวคิดอย่างหนึ่งที่จะต้องถือเป็นสำคัญแม้แต่ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน
คนไหนได้พัฒนาตนแล้ว มีคุณธรรม มีเมตตากรุณา มีปัญญา
จึงจะสามารถคุ้มครองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้
และเขาก็จะสามารถคุ้มครองเพื่อนสัตว์พืชทั้งหลายได้ด้วย
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นการพูดเกี่ยวกับรากฐานทางความคิด
ต่อไปนี้จะพูดถึงขั้นปฏิบัติการในการแก้ปัญหานั้น
และในการที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น ที่เข้าสู่แนวทาง
การแก้ปัญหาจะต้องเป็นระบบและเป็นกระบวนการ
และเป็นการแก้ปัญหาแบบที่ทันสมัยใหม่เขาเรียกว่าบูรณาการ (integrated) และเป็นองค์รวม (holistic)
โดยมีองค์ประกอบที่ประสานกันครบถ้วนเป็นบูรณาการและสัมพันธ์กันถูกต้องพอดีทั่วตลอดทั้งองค์รวมจึงจะทำให้เกิดภาวะสมดุลหรือดุลยภาพได้
การแก้ปัญหาแบบองค์รวมหรือบูรณาการให้มีดุลยภาพนี้ที่จริงไม่ใช่อะไรหรอก
ก็คือความพรั่งพร้อมแห่งเหตุปัจจัยหรือองค์ประกอบเท่านั้นเอง
ตามหลักพุทธศาสนาถ้าไม่พูดถึงคำว่าบูรณาการหรืออะไรต่ออะไรให้ยุ่งไป
ก็พูดเพียงง่ายๆ ว่า เมื่อปัจจัยหรือองค์ประกอบพรั่งพร้อมแล้ว
ผลที่ต้องการก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของมนุษย์ คือทำเหตุปัจจัยให้พร้อม
พอองค์ประกอบและเหตุปัจจัยพร้อมถึงที่แล้ว
ผลก็เกิดเองโดยมนุษย์ไม่ต้องเรียกร้องดังตัวอย่างที่ยกบ่อยๆ ว่า แม่ไก่จะฟักไข่
แต่ไปยืนอยู่ข้างนอก ไม่ขึ้นกกไข่ แม้จะเรียก
แม้จะร้องอย่างไรก็ตาม ลูกไก่ก็ไม่ออกมาถ้าจะทำให้ถูกต้อง
แม่ไก่ก็จะไปนั่งกกไข่ พอถึงเวลา ลูกไก่เป็นตัวแล้ว
ก็เอาจะงอยปากจิกเปลือกไข่ออกมาเอง
เพราะฉะนั้นเมื่อแม่ไก่ทำเหตุปัจจัยพรั่งพร้อมแล้ว แม้ไม่เรียกร้องผล
ผลก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยนั้นเอง อันนี้เป็นหลักพระพุทธศาสนา อุปมาเรื่องแม่ไก่กกไข่นั้นเป็นของพระพุทธเจ้า อาตมายกเอามาอ้าง
อย่างไรก็ตาม
ระบบการแก้ปัญหานี้เป็นระบบใหญ่ และดังได้กล่าวไว้แล้วว่า
ปาฐกถาครั้งนี้ไม่มีเวลาพอที่จะพูดให้ลึกลงไปในเรื่องของพระพุทธศาสนา
เพราะต้องใช้เวลามากมายทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นมาแล้วก่อน
เพราะฉะนั้นการพูดถึงเรื่องของพระพุทธศาสนาในที่นี้จึงเป็นเพียงบทนำเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้จะยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาแบบพระพุทธศาสนาโดยตรงเต็มระบบ
ก็ขอแทรกวิธีแก้ไขในระหว่างไว้พลางก่อน
อย่างน้อยก็พอเป็นการแก้ไขอย่างขอไปที่พอสำเร็จผลได้บ้าง แม้จะยังไม่เป็นการพัฒนาแบบบูรณาการทั้งระบบวิธีแก้ปัญหาแบบไม่เต็มตามระบบที่เป็นขั้นแทรกนี้ไม่ซับซ้อนเป็นวิธีแก้แบบขั้นต้น
และแคบๆ ซึ่งยังเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วนในขอบเขตของทำทีต่อธรรมชาติ พฤติกรรมทางเศรษฐกิจ
และการสร้างสรรค์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ท่าทีต่อธรรมชาติ
หากเรามีท่าทีต่อธรรมชาติถูกต้อง
เป็นไปในทางที่ดีแล้ว ก็จะพลิกผันพฤติกรรมให้เปลี่ยนไปเลย
ท่าทีต่อธรรมชาติที่ถูกต้องเป็นอย่างไร พระพุทธศาสนามองธรรมชาติอย่างไร
ว่าโดยสาระสำคัญ พระพุทธศาสนามอง “ธรรมชาติเป็นที่รื่นรมย์
สอนให้มองเห็นและชื่นชมในความงามของธรรมชาติ”
และให้เราสามารถมีความสุขกับธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า
ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเต็มไปด้วยคำบอกเล่าและบรรยายแบบนี้ในเรื่องเวสสันดรชาดกก็บรรยายความงามของป่าไว้
ในเถรคาถาก็มีคำกล่าวร้อยกรองของพระอรหันต์ที่ท่านไปอยู่ป่าและมองธรรมชาติด้วยความชื่นชม
แล้วบรรยายความงามและความรู้สึกสดชื่นผ่องใสเป็นสุขเอาไว้
มีมากมายอาตมาเคยเอามาอ่านให้ที่ประชุมบางแห่งฟัง
แต่วันนี้ถ้าจะเอามาอ่านก็จะกินเวลามาก จะยกตัวอย่างมาให้เพียง 2-3 คาถา
โปรดลองฟังดังนี้
“นกยูงทั้งหลาย
มีขนเขียว ขนคองาม หงอนงาม พากันร่ำร้องอยู่ในป่าการวี
นกยูงเหล่านั้นระเริงร้องท่ามกลางลมหนาว อันเจือด้วยฝน
ย่อมปลุกบุคคลผู้เจริญฌานที่หลับอยู่ให้ตื่นจากการพักผ่อน” (26/159)
อีกแห่งหนึ่งว่า
“เมื่อใด
กลองคือเมฆอันฉ่ำด้วยสายฝน คำรนร้องอยู่โดยรอบในท้องนภา
อันเป็นมรรคาสัญจรแห่งฝูงนก ภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา (เมื่อนั้นคือสุขสันต์เยี่ยมยอด) จะหาความยินดีใดเกินกว่านั้นเป็นไม่มี”
(26/369)
ลองฟังอีกสัก 1 คาถา
“ภูเขาสูงตระหง่านเทียมเมฆ
เขียวทะมึน มองเหมือนดังปราสาท มีเสียงช้างร้องก้องกัมปนาท
น่ารื่นรมย์ยิ่งนักย่อมทำใจเราให้ยินดี” (26/368)
ขอยกมาเป็นตัวอย่างเพียงเท่านี้
สาระในเรื่องนี้ ขอพูดเพียงสั้นๆ ว่า
ข้อหนึ่งคือมองธรรมชาติด้วยความรู้สึกรื่นรมย์ชื่นชมความงาม
และมีความสุขในการอยู่กับธรรมชาติ ถ้าคนทั่วไปมีท่าทีได้เพียงข้อที่ 1 เท่านี้ก็แก้ไขปัญหาไปได้เยอะแล้ว
ตอนนี้ขอแทรกนิดหนึ่ง
เราบอกว่าเราจะอนุรักษ์ธรรมชาติเราจะอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างไร
ก็บอกว่าต้องรักธรรมชาติ แล้วจะรักธรรมชาติได้อย่างไร ลองพิจารณาตามระบบเหตุปัจจัย
จะรักธรรมชาติได้อย่างไร
ตอนนี้แหละตันแล้ว เวลานี้มีการโฆษณากันใหญ่
จะให้รักธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะรักธรรมชาติอย่างไร
คำตอบอยู่ที่นี่ คำตอบคือ ต้องให้มนุษย์มีความสุขในการอยู่กับธรรมชาติ
พอมนุษย์มีความสุขในการอยู่กับธรรมชาติปั้บ เขาก็จะรักธรรมชาติเองเลยทันที
ไม่ต้องไปบอกไม่ต้องไปบังคับ ไม่ต้องไปชักชวน ไม่ต้องไปชักจูงให้เสียเวลา
ไม่ต้องไปแนะนำหรอก คนไหนมีความสุขในการอยู่กับธรรมชาติเขาก็รักธรรมชาติเอง
ธรรมะในพระพุทธศาสนา
เป็นระบบเหตุปัจจัยทั้งนั้น ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนี้มีแล้วอย่างนั้นก็ตามมาเอง
ไม่ต้องไปเรียกร้องเพราะฉะนั้นเราต้องทำตามระบบเหตุปัจจัยถ้าอนุรักษ์ธรรมชาติก็ต้องรักธรรมชาติ
จะรักธรรมชาติก็ต้องมีความสุขในการอยู่กับธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ศึกษาที่สอนให้มนุษย์อยู่เป็นสุขกับธรรมชาติ
ต้องมีวิธีการเบื้องต้นที่หัดกันตั้งแต่เด็ก
ให้รู้จักเป็นสุขในการอยู่กับธรรมชาติแล้วเด็กก็จะเติบโตขึ้นพร้อมกับความรักธรรมชาติเอง
อันนี้เป็นท่าทีที่ 1
“มองสิ่งทั้งหลายในธรรมชาติว่าเป็นเพื่อนร่วมกฎธรรมชาติอันเดียวกัน”
เหมือนอย่างคำที่ชาวพุทธกล่าวอยู่เสมอว่า สพฺ เพ สตฺตา
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นคือเป็นเพื่อนร่วมกฎธรรมชาติอันเดียวกันจึงต้องมีเมตตาปรารถนาดีมีไมตรีต่อกัน
ข้อนี้เป็นเหตุเป็นผลในตัว เราต้องมีเมตตาเพราะอะไร
ก็เพราะว่าเราร่วมกฎธรรมชาติเดียวกัน เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน เป็นไปตามอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน เรามองธรรมชาติอย่างนี้
ก็มองอย่างเป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ จึงมีเมตตาไมตรีต่อกัน
“มองธรรมชาติโดยสัมพันธ์กับการพัฒนาตนของมนุษย์ว่าธรรมชาติเป็นสภาพแวดล้อมที่มีคุณค่า เอื้อต่อการพัฒนาตนของมนุษย์” เช่น
ความสงัดวิเวกช่วยโน้มน้อมจิตให้สงบเป็นสมาธิ
ภาพของสิ่งทั้งหลายที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติเกื้อหนุนให้ปัญญามองเห็นความจริงของโลกและชีวิต
ดังจะเห็นว่า ในการพัฒนาตนของพระภิกษุ ท่านสนับสนุนให้พระไปอยู่ป่า
เอาธรรมชาติแวดล้อมเป็นปัจจัยเกื้อกูลในการพัฒนาตนของมนุษย์
เมื่อเราถือว่าธรรมชาติแวดล้อมเป็นปัจจัยเกื้อกูลในการพัฒนาตนของมนุษย์
มีส่วนอยู่ในระบบการพัฒนาการพัฒนาตนของมนุษย์ มันก็มีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างสูง
สามข้อนี้เป็นท่าทีต่อธรรมชาติแบบพื้นๆ
ยังไม่ลงถึงรากฐานทางความคิด แต่ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ท่าทีที่มนุษย์ควรจะมีต่อธรรมชาติ 3
ประการตามหลักพุทธศาสนานี้ ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า 1) มองเห็นธรรมชาติเป็นสิ่งรื่นรมย์ชื่นชมความงาม
มีความสุขกับธรรมชาติ 2) เห็นพืชพันธุ์มนุษย์สัตว์ทั้งหลายในธรรมชาติเป็นเพื่อนร่วมกฎธรรมชาติอันเดียวกันกับตน
จะต้องมีเมตตาไมตรีกัน และ 3) มองธรรมชาติเป็นสภาพแวดล้อมที่มีคุณค่าเกื้อกูลต่อการพัฒนาตนของมนุษย์
ท่าทีเหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมต่อธรรมชาติแวดล้อมพลิกเปลี่ยนจากความเป็นปฏิปักษ์
ที่จะพิชิต ข่มเหง รังแก เอาเปรียบธรรมชาติ มาสู่ความเป็นมิตร ความเกื้อกูล
และอยู่ร่วมกันด้วยดี
พฤติกรรมเศรษฐกิจ
ข้อต่อไป คือ พฤติกรรมเศรษฐกิจ
พฤติกรรมเศรษฐกิจนี้ เมื่อคนมีท่าทีที่ถูกต้องต่อธรรมชาติ
ก็แก้ปัญหาไปได้มากมายแล้วแต่ก็ยังไม่หมด พฤติกรรมเศรษฐกิจ
เมื่อหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาสัมพันธ์แล้วไม่ว่าจะเป็นการผลิตการบริโภคหรือการวิภาคแบ่งปันกระจายรายได้อะไรก็ตาม
ก็จะเริ่มต้นจากจุดยืนที่ตัวมนุษย์ว่าจะต้องมีความรู้จักประมาณก่อน
ความรู้จักประมาณ หรือความรู้จักพอดีนี้ทางพระเรียกว่า มัตตัญญุตา
เช่นรู้จักพอดีในการบริโภคอาหารก็เป็นโภชเนมัตตัญญุตา
หลักการฝึกหรือพัฒนาคนในพระพุทธศาสนา
เบื้องต้นพอมีคนเข้ามาบวชพระก็ต้องเริ่มทันที ให้มีโภชเนมัตตัญญุตา
พระสมัยก่อนต้องท่อง ปฏิสังขา-โย ทุกองค์ แต่สมัยนี้ไม่ค่อยท่อง
ปฏิสังขา-โย นั้นแปลว่า
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันภัตตาหาร ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงครองจีวร
เป็นต้น สำหรับปัจจัยสี่แต่ละอย่าง สำหรับอาหารก็ให้พิจารณาว่า
ที่เราบริโภคอาหารนี้ ไม่ใช่มุ่งเพื่อเห็นแก่เอร็ดอร่อย
ไม่ใช่เพื่อแสดงฐานะอวดโก้กันไม่ใช่เพื่อจะหาความสนุกสนานมัวเมา
แต่เพื่อจะได้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ให้ร่างกายมีสุขภาพดี เป็นอยู่ผาสุก
เมื่อเรามีร่างกายดีอยู่ผาสุกแล้วก็จะได้ไปทำกิจกรรมที่ดีงามทำหน้าที่การงานของตนได้ด้วยดี
พิจารณาอย่างนี้เป็นการฝึกให้มีปัญญารู้จักแยกระหว่างคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม
เพราะเมื่อเราสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งบริโภค เช่นปัจจัย 4
ในลักษณะที่มองดูหรือมองหาคุณค่าแท้
โดยไม่หลงไปตามคุณค่าเทียมแล้ว
พอเราจะบริโภคอะไรเราก็จะมองในแง่ที่จะหาหรือจับเอาคุณค่าแท้จากสิ่งนั้นๆทันทีเริ่มด้วยตั้งคำถามแก่ตนเองว่านี่เรากินมันเพื่ออะไร
เราใช่สิ่งนี้เพื่ออะไร เรื่องนี้มนุษย์ไม่ค่อยได้มอง ถ้ามองแล้วก็เห็นทันที
เพราะฉะนั้นพระจึงสอนเบื้องแรกให้ ปฏิสังขา –โย แปล แปลว่า
ข้าพเจ้าพิจารณาแล้วจึงเสพปัจจัย…โดยมองให้เห็นคุณค่าที่แท้ของมันว่าเราเสพหรือบริโภคเพื่ออะไร
เมื่อเรากินอาหารเพื่อคุณค่าที่แท้คือเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต
เพื่อสุขภาพดี เพื่อเป็นอยู่ผาสุกแล้ว เราก็ไม่เห็นแก่เอร็ดอร่อย
ไม่กินให้มากเกินไป ไม่กินอาหารที่เป็นพิษ หรือสิ่งที่ทำลายสุขภาพแม้จะเอร็ดอร่อย
เราก็จะกินแค่พอดี และรู้จักเลือกหาอาหารที่มีคุณค่า แม้บางทีจะไม่อร่อยก็กินมันบ้าง
อะไรทำนองนี้ ซึ่งนอกจากทำให้มีประโยชน์ต่อชีวิตของตนเองแล้ว พร้อมกันนั้น
ก็ทำให้ลดการเบียดเบียนกันในสังคม และเอื้อประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมไปในตัวด้วย
อย่างนี้เรียกว่ารู้จักประมาณ หลักโภชเนมัตตัญญุตาที่ให้ปฏิสังขา-โย
มองหาคุณค่าแท้นี้ จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนาชีวิตของตน
การอยู่ร่วมกันในสังคม และการรักษาสภาพแวดล้อมไปด้วย
การสร้างสรรค์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อที่สาม
เมื่อมีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราก็ผลิต พัฒนา
และใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปในทิศทางใหม่เพื่อสนองท่าทีต่อธรรมชาติและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวมานั้น
ให้ทุกอย่างสอดคล้องไปด้วยกัน
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนา
โดยเฉพาะที่สืบเนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ
เมื่อมีการค้นพบความรู้ใหม่และมีการสร้างสรรค์ประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมา
มนุษย์ก็ได้เสวยผลที่น่าตื่นเต้นจากสิ่งใหม่นั้น แต่พอล่วงไปสักระยะหนึ่ง
ก็ค่อยๆปรากฏว่า สิ่งสร้างสรรค์ประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลเสียหายบางอย่างเกิดขึ้น เป็นผลกระทบข้างเคียงบ้าง
เป็นอิทธิพลในทางทำลายที่ปรากฏกว้างไกลออกไปในระบบความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลายบ้าง
บางทีก็เป็นผลเสียหายที่ร้ายแรงมากไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ มนุษย์จึงรู้ตัวขึ้น และหาทางระงับยับยั้งซึ่งบางทีก็ทำได้ยาก
กลายเป็นปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นจากความเจริญ
ในเรื่องนี้ก็ต้องใช้ความไม่ประมาทที่เคยเน้นย้ำมาแล้วความไม่ประมาทในที่นี้หมายถึงการสร้างสรรค์อย่างรอบคอบ
คือ การมีสายตาที่กว้างไกล ตรวจตราทั่วถึงในระบบความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลาย
การศึกษาแสวงปัญญาให้รู้ทั่วทันการ และความไวในการระแวดระวังสอดส่องรับรู้ความเป็นไปที่โยงสัมพันธ์กันออกไปให้การป้องกันและแก้ไขได้ผลดีที่สุด
แต่พร้อมกันนั้นมนุษย์ก็จะต้องรู้ตระหนักว่า
ถึงอย่างไรปัญหาที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์
ก็จะต้องเล็ดลอดเกิดขึ้นบ้าง และในที่สุด
ช่องทางที่มนุษยชาติจะต้องถึงความพินาศลงเพราะการกระทำด้วยความไม่รู้ทั่วตลอดระบบความสัมพันธ์ในธรรมชาตินี้
ก็ยังจะมีอยู่ซึ่งมนุษย์จะต้องเพิ่มความไม่ประมาทให้มากยิ่งขึ้น
ในยุคที่ผ่านมา
มนุษย์ใช้ความเพียรมากมายในการต่อสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติ แต่ต่อนี้ไป
ถ้าเรายังไม่สามารถพัฒนาคนให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติบนฐานความคิดใหม่ได้สำเร็จ
การต่อสู่ที่หนักหนาของมนุษย์ผู้เป็นนักพิชิตธรรมชาตินั้น จะย้ายมาสู่แดนใหม่ คือ
มนุษย์จะต้องต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อน
กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และการใช้ความรู้อย่างไม่ถูกต้องของมนุษย์ด้วยกันเอง
ซึ่งล้วนจะทำให้ความไม่ประมาทมีความสำคัญยิ่งขึ้นๆในฐานะเป็นคู่แข่งกับความพินาศของมนุษยชาติ
หมายความว่าเมื่อใดความไม่ประมาทก้าวไปไม่ทัน เมื่อนั้นความพินาศก็ถึงตัวมนุษย์โดยพลัน
ก้าวย่างหนึ่งที่จะเข้าสู่ระบบการพัฒนา
สิ่งทั้งหลายอยู่ในระบบความสัมพันธ์
ทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในระบบความสัมพันธ์นี้ เมื่อจะทำอะไรให้ได้ผลดี
ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามระบบความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาต่างๆ
จึงต้องคำนึงถึงระบบความสัมพันธ์นี้ และจึงเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แล้วก็เกิดเป็นระบบการแก้ปัญหาขึ้นมา
ในระบบใหญ่ของการแก้ปัญหานั้น
ก็มีระบบย่อยๆ มาสัมพันธ์กัน และในบรรดาระบบทั้งหลายนั้น
ระบบที่เป็นแกนกลางของการแก้ปัญหาก็คือระบบการพัฒนาคน
ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบการดำเนินชีวิตทั้ง ๓ ด้าน ที่สัมพันธ์อิงอาศัย
และส่งผลต่อกัน คือ พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา
พฤติกรรมเป็นด้านที่แสดงออกในความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
หรือเป็นที่แสดงอาการแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม
พฤติกรรมจะเป็นอย่างไร เช่น จะดีหรือร้าย ทำลายหรือเกื้อกูล
ย่อมเป็นไปตามเจตจำนงที่มีสภาพจิตใจหนุนอยู่ปัญญาย่อมมีอิทธิพลที่จะปรับแปรสภาพจิตใจให้เป็นไปตามความรู้ความเข้าใจของมัน
เช่น ทำให้เกิดความชอบใจพอใจใฝ่ปรารถนาหรือละเว้น
และแม้แต่เปลี่ยนแปลงความต้องการไปตามเหตุผลและคุณค่าที่มองเห็น
แล้วก็ส่งผลต่อมายังพฤติกรรมอีก สภาพจิตใจ เช่น ความใฝ่รู้ ใฝ่ใจทำ ความสนใจ
ความมุ่งมั่นอดทน ความมีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเป็นสมาธิ
ก็เกื้อหนุนและบางทีถึงกับจำเป็นในการที่จะสร้างสรรค์ปัญญา
พฤติกรรมที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้ดี โดยสอดคล้องกลมกลืน
ก็ส่งเสริมให้เกิดสภาพจิตที่ดีงาม ทั้งในเชิงคุณธรรม และความสุข
พร้อมทั้งเอื้อต่อการที่จะได้รับข้อมูลความรู้และการที่จะคิดสร้างสรรค์ทำให้ปัญญาเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
ในด้านบวกนี้ฉันใด ในด้านลบก็ฉันนั้น การพัฒนามนุษย์จึงต้องกระทำที่ด้านทั้ง 3
แห่งการดำเนินชีวิตของเขาดังกล่าวนี้
และจะได้ผลเมื่อทำได้ถูกต้องสอดคล้องกับระบบความสัมพันธ์ของมัน
พฤติกรรมเคยชินระดับบุคคล-วาสนา
เมื่อพูดในขั้นพื้นฐาน
ในบรรดาพฤติกรรมทั้งหลายนั้น พฤติกรรมเคยชินต้องถือว่าสำคัญที่สุด
และควรเอาใจใส่มากที่สุดในการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้
ไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้ แม้ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาแบบตามระบบหรือเต็มระบบ
ก็อาจจะเริ่มที่การสร้างพฤติกรรมเคยชินก่อน
พฤติกรรมเคยชิน
มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ทั้งในแง่ที่ว่าชีวิตส่วนใหญ่ของแต่ละคนดำเนินไปตามความเคยชิน
คนเราอยู่ด้วยพฤติกรรมเคยชินแบบนี้ทั้งสิ้น เขาจะแสดงออก
กระทำหรือมีปฏิกิริยาต่อสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคม
หรือทางวัตถุก็ทำไปตามความเคยชินของตน และอีกประการหนึ่ง
พฤติกรรมเคยชินมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในแง่ที่ว่า
ถ้าเมื่อพฤติกรรมใดลงตัวกลายเป็นพฤติกรรมเคยชินแล้วก็จะอยู่ตัวอย่างนั้น
จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก
สำหรับบางคนจะถึงกับแก้ไขแทบไม่ได้เลยเพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างพฤติกรรมเคยชินที่ดี
ที่เกื้อหนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น
ต้องเอาใจใส่เรื่องนี้ให้มาก
เมื่อพฤติกรรมใดกลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชินแล้ว
ทางด้านจิตใจก็มักเกิดความยึดติด พอใจ มีความโน้มเอียงที่จะเข้าข้างพฤติกรรมนั้น
บางทีถึงกับรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพฤติกรรมแบบอื่นสภาพจิตใจนี้มีอิทธิพลต่อด้านปัญญาด้วย
การที่ชีวิตของเขาอยู่กับพฤติกรรมอย่างนั้นตลอดเวลา และมีสภาพจิตใจที่ยึดติด
ก็ทำให้เขารู้เข้าใจมองเห็นเหตุผลแต่ในด้านที่เป็นอย่างนั้นของตน
จึงเสริมย้ำพฤติกรรมเคยชินให้แน่นหนายิ่งขึ้น
พฤติกรรมเคยชินนั้น
นอกจากมีผลในทางติดแล้ว ก็ส่งผลในทางต้านด้วย กล่าวคือ
เมื่อคนติดในพฤติกรรมเคยชินอย่างหนึ่งแล้ว
ก็มีความโน้มเอียงที่จะต้านความเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้
ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี ก็เท่ากับว่าเขาต่อต้านกีดกั้นการพัฒนาตัวของเขาเอง
เพราะฉะนั้น สำหรับคนจำนวนมาก พฤติหรรมเคยชินจึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตน
ทำให้เขาไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง
ความสุขของผู้อื่นและการเห็นผู้อื่นนั้นก็คือการเห็นแก่ตัวของเราเพราะเรามีความต้องการที่อยากให้เขามีความสุข
ความอยากให้เขามีความสุขนั้นเป็นความต้องการของเรา เราก็เลยทำให้เขามีความสุข
เพื่อว่าเราจะได้สนองความต้องการของตัวเราที่จะทำให้เรามีความสุขได้
จากนี้จึงขยายความเห็นแก่ตัวหรือความต้องการนั้นออกไป จนกว้างขวางถึงขั้นที่พูดว่า
ฉันจะเป็นสุขได้ ก็ต่อเมื่อได้เห็นหมู่บ้านนี้อยู่กันร่มเย็นปลอดภัย
หรืออาจจะขยายออกไปอีกถึงกับว่า ฉันจะเป็นสุข ต่อเมื่อได้เห็นชุมชนนี้ สังคมนี้
ตลอดจนโลกนี้มีสันติสุข



