หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 121 Violence

ความรุนแรงอันเกิดจากเยาวชน

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


วิกฤตความรุนแรงจากผู้ก่อเหตุเยาวชน ทั้งเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าและโรงเรียน ไม่ใช่อุบัติเหตุทางความคิดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากกลไกทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายใต้ฐานรากของสมองส่วนหน้า (PFC: prefrontal cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ยับยั้งชั่งใจ และประเมินผลกระทบระยะยาว ที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ช่วง 25 ปี ในขณะที่สมองส่วนอารมณ์อย่าง amygdala กลับพัฒนาไปไกลกว่า เมื่อเยาวชนต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจซ้ำๆ (developmental trauma) จากการถูกบูลลี่หรือแรงกดดันรอบตัว กลไกทางจิตวิทยาจะค่อยๆ สั่งสมสภาวะสิ้นหวังจนเกิดเป็นแรงแค้น และเมื่อมีจุดระเบิด (trigger event) เข้ามากระทบ สมองส่วนอารมณ์จะเข้าควบคุมการตัดสินใจทันทีโดยไร้การกรอง ทำให้การตอบสนองต่อภัยคุกคามสวิตช์ไปสู่การใช้ความรุนแรงสุดขั้วอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ


ทว่า สภาพจิตใจที่เปราะบางนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นในสุญญากาศ แต่ถูกหล่อหลอมและขยายผลโดยสภาวะทางสังคมวิทยาเมืองที่โดดเดี่ยว การเติบโตในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเหินห่างและการไร้ตัวตน (anomie & anonymity) กอปรกับครอบครัวยุคใหม่ที่ขาดเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม ได้เปลี่ยนโรงเรียนและห้างสรรพสินค้าให้กลายเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะที่ไร้ความสัมพันธ์เชิงลึก เด็กที่ไม่สามารถสร้างจุดยึดเหนี่ยวกับครอบครัวหรือชุมชนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกแปลกแยก (alienation) และเริ่มแสวงหาพื้นที่ตัวตนในโลกขนานผ่านโลกาภิวัตน์และวัฒนธรรมย่อยออนไลน์ ไร้พรมแดน ที่ซึ่งชุมชนสายมืด (เช่น global incel หรือกลุ่มหลงใหลเหตุกราดยิง) คอยหยิบยื่น สคริปต์การแก้แค้น (action script) เชิดชูความรุนแรงให้เป็นสัญลักษณ์ของพลัง และเปลี่ยนความรู้สึกไร้ค่าให้กลายเป็นความปรารถนาที่จะถูกจดจำในฐานะตำนาน


เมื่อแรงจูงใจภายในและสคริปต์จากวัฒนธรรมย่อยออนไลน์พร้อมทำงาน วงจรความรุนแรงจะเข้าสู่ขั้นลงมือผ่านช่องทางและโอกาสทางภูมิศาสตร์อาชญากรรม ตามทฤษฎี routine activity และ CPTED พื้นที่อย่างโรงเรียนหรือศูนย์การค้าถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ (soft targets) ที่มีการเฝ้าระวังต่ำและเข้าออกได้ง่าย ขณะเดียวกัน จุดคอขวดที่สำคัญที่สุด คือ ความล้มเหลวในการควบคุมห่วงโซ่อาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็นปืนครอบครองในบ้านที่ขาดการจัดเก็บอย่างปลอดภัย ปืนหลุดจำนำ หรือปืนแบลงค์กันดัดแปลงที่หาได้ง่ายในตลาดมืด โอกาสเชิงพื้นที่และการเข้าถึงปัจจัย (means) เหล่านี้ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมให้ความแค้นทางจิตวิทยาสามารถเปลี่ยนเป็นความสูญเสียในโลกจริงได้อย่างสมบูรณ์


ห่วงโซ่แห่งความรุนแรงนี้ถูกเติมเชื้อไฟและส่งต่ออย่างไม่สิ้นสุดด้วยบทบาทของสื่อสารมวลชนและระบบโซเชียลมีเดีย การนำเสนอข่าวแบบตื่นเต้นหวือหวา (sensationalism) ที่เจาะลึกประวัติส่วนตัว รายละเอียดแผนการ การฉายภาพข้อความแชต หรือการเจาะลึกชีวิตของผู้ก่อเหตุจนคล้ายกับการทำสารคดีชีวประวัติ ได้ทำหน้าที่เป็นสปอตไลต์ชนิดพิเศษโดยไม่ตั้งใจ ปรากฏการณ์อุปทานหมู่และการเลียนแบบ (contagion effect) จึงทำงานทันทีเมื่อเด็กคนต่อไปที่กำลังรู้สึกแปลกแยกและสิ้นหวัง ได้เห็นว่าความรุนแรงคือช่องทางเดียวที่จะฉุดพวกเขารวมถึงความเจ็บปวดของตนเองขึ้นมาอยู่บนหน้าหนึ่งของสังคม


การแก้ไขปัญหากราดยิงโดยเยาวชนจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงการเยียวยาจิตแพทย์หรือการเพิ่มโทษทางกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องเป็นการตัดวงจรแบบครบห่วงโซ่ (end-to-end chain) ตั้งแต่การสร้างระบบคัดกรองบาดแผลทางจิตใจและการเติบโตในสถานศึกษา การสร้างพื้นที่ยึดเหนี่ยวในชุมชนเมือง การปราบปรามและอุดรูรั่วในห่วงโซ่อุปทานอาชญากรรมและอาวุธปืน ตลอดจนการสถาปนายึดมั่นในจริยธรรมสื่อมวลชนที่ไม่สร้างเวทีฮีโร่ให้แก่ผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดย้างการส่งต่อสคริปต์ความรุนแรงนี้อย่างยั่งยืน


กรอบการวิเคราะห์ความรุนแรงของเยาวชนเชิงระบบที่ทรงพลังที่สุด โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับบุคคลทางด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาทำการวิเคราะห์กลไกสมองและบาดแผลทางใจ ระดับแวดล้อมใกล้ชิดทางด้านสังคมวิทยาครอบครัวและเมืองร่วมกับภูมิศาสตร์อาชญากรรมเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมเมืองที่จะก่อให้เกิดโอกาสก่อเกิดอาชญากรรม ระดับตัวเร่งโครงสร้างที่มีประเด็นทางด้านโลกาภิวัตน์ มานุษยวิทยา สื่อสารมวลชน เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มาเป็นกรอบวิเคราะห์วัฒนธรรมย่อย อัลกอริทึม สื่อ และแรงจูงใจ และสุดท้ายเป็นระดับการตอบสนองเชิงระบบ ที่ใช้เนื้อหาสาระทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์กระบวนการยุติธรรม และการบริหารจัดการวิกฤต เพื่อให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายเด็ก และการรับมือเหตุ


ระดับที่ 1 ระดับบุคคล (micro level) – กลไกภายในและนิเวศวิทยาทางจิต


เป็นการวิเคราะห์ตัวตนของผู้ก่อเหตุผ่านการทำงานของสมอง ประสบการณ์ชีวิต และโครงสร้างทางอารมณ์ โดยใช้ประเด็นสาระทางด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยา


ประสาทวิทยา (neuroscience) – สมองที่ขาดการยับยั้ง: สมองส่วน pefrontal cortex (PFC) ที่รับผิดชอบการตรรกะ เหตุผล และการยับยั้งชั่งใจ จะพัฒนาสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุราว 25 ปี ขณะที่สมองส่วน amygdala ซึ่งตอบสนองต่ออารมณ์ ความกลัว และความก้าวร้าว พัฒนาไปล่วงหน้าแล้ว เมื่อเยาวชนเผชิญความเครียดรุนแรง สมองส่วนอารมณ์จะเข้าสั่งการโดยขาดตัวกรองเชิงเหตุผล


จิตวิทยาพัฒนาการและบาดแผลทางใจ (psychology & trauma) – การสะสมความกดดัน: พฤติกรรมก้าวร้าวร้ายแรงไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่มักเริ่มจากการสั่งสมบาดแผลทางใจ (developmental trauma) การถูกบูลลี่ หรือการถูกทอดทิ้ง จนเกิดสภาวะ learned helplessness (สิ้นหวังในการปกป้องตนเอง) หรือสร้างกลไกป้องกันตัวด้วยความรุนแรง (defensive aggression) เพื่อทวงคืนความรู้สึกมีอำนาจ (sense of control)


ระดับที่ 2 ระดับแวดล้อมใกล้ชิด (meso level) – โครงสร้างสัมพันธ์และภูมิศาสตร์กายภาพ


ระดับนี้เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทั้งในบ้าน โรงเรียน พื้นที่เมือง และโอกาสในการเข้าถึงอาวุธ โดยอาศัยความรู้ความเข้าในสาขาวิชาสังคมวิทยาและภูมิศาสตร์อาชญากรรม 


สังคมวิทยาครอบครัวและมานุษยวิทยา (family sociology & anthropology) ระบุถึงสภาวะเปราะบางในบ้าน ความเครียดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจทำให้เกิด "ครอบครัวแหว่งกลาง" หรือสภาวะที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาให้เด็ก เกิดการละเลยทางอารมณ์ (emotional neglect) รวมถึงค่านิยมสังคมไทยที่มักมองความรุนแรงในบ้านหรือการรังแกกันในโรงเรียนว่าเป็นเพียงเรื่องเด็กเล่นกัน ทำให้สัญญาณเตือนแรกๆ ถูกมองข้าม


สังคมวิทยาเมือง (urban sociology) อธิบายถึงสภาวะแปลกแยกในเมืองใหญ่ โครงสร้างเมืองโตเดี่ยวสร้างสภาวะไร้บรรทัดฐาน (anomie) และการไร้ตัวตน (anonymity) ห้างสรรพสินค้าหรือโรงเรียนกลายเป็น พื้นที่สาธารณะที่ไร้ความสัมพันธ์เชิงลึก เด็กที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือชุมชนจะเกิดสภาวะถูกแปลกแยก (alienation)


ภูมิศาสตร์อาชญากรรม (crime geography / CPTED) เป็นศาสตร์ที่อธิบายถึงการเปิดช่องทางและพื้นที่โอกาส หากอ้างอิงตาม routine activity theory อาชญากรรมจะเกิดขึ้นเมื่อ แรงจูงใจ + เหยื่อ/เป้าหมาย + การขาดผู้เฝ้าระวัง (capable guardian) มาบรรจบกัน


  • การเข้าถึงอาวุธ (gun supply chain) ช่องโหว่ของห่วงโซ่อาวุธ เช่น ปืนแบลงค์กันดัดแปลง ปืนหลุดจำนำ หรือปืนของครอบครัวที่ขาดการจัดเก็บอย่างปลอดภัย
  • จุดอ่อนเชิงพื้นที่ (soft targets) โรงเรียนและห้างสรรพสินค้าถูกออกแบบมาให้เข้าออกง่ายแต่ควบคุมยาก ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่เกิดความสูญเสียได้สูง


ระดับที่ 3 ระดับตัวเร่งโครงสร้าง (macro level) – เครือข่าย วัฒนธรรมย่อย และแรงจูงใจ


วิเคราะห์ปัจจัยระดับมหภาคที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหล่อเลี้ยงและชี้นำพฤติกรรม ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์และมานุษยวิทยาไซเบอร์ เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และสื่อสารมวลชน


ความรู้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์และมานุษยวิทยาไซเบอร์ (globalization & cyberanthropology) ทำให้มองเห็นสคริปต์ความรุนแรงข้ามแดน ซึ่งอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญทำให้เด็กเข้าถึง global incel / mass shooter subcultures หรือกลุ่มออนไลน์ที่ยกย่องผู้ก่อเหตุกราดยิง มีการสร้างอัตลักษณ์ แฟนอาร์ต และแจกสคริปต์การกระทำ (action script) เปลี่ยนความแค้นส่วนตัวให้กลายเป็นพันธกิจเพื่อสร้างตัวตนให้เป็นตำนาน


ขณะที่เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (algorithms & behavioral economics) จะทำให้ได้เห็นวงจรป้อนซ้ำ ทั้งที่เป็น filter bubble & echo chamber อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มป้อนเนื้อหาความรุนแรงหรือเนื้อหาซึมเศร้าก้าวร้าวให้เด็กซ้ำๆ เมื่อเริ่มคลิกดู ยิ่งตอกย้ำให้มองโลกบิดเบี้ยว ขณะเดียวกัน cost-benefit ในตลาดมืด จะทำให้เห็นได้เลยว่าต้นทุนและความเสี่ยงในการหาซื้ออาวุธผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัส เช่น telegram, discord ต่ำมากเมื่อเทียบกับแรงจูงใจที่ได้รับ


สำหรับสาขาวิชาสื่อสารมวลชน (mass communication) สามารถบอกกล่าวถึงปรากฏการณ์แพร่กระจาย (contagion effect) ที่เกิดขึ้นจริง การเสนอข่าวแบบดราม่า (sensationalism) ที่ลงรายละเอียดประวัติ ข้อความแชต หรือชีวประวัติผู้ก่อเหตุอย่างเจาะลึก ทำหน้าที่เหมือนสปอตไลต์ชวนเชื่อให้เด็กคนต่อไปที่กำลังสิ้นหวังเห็นช่องทางในการทำให้สังคมหันมาสนใจตนเอง


ระดับที่ 4 ระดับการตอบสนองเชิงระบบ (systemic response level) – ความล้มเหลวเชิงนโยบาย


การวิเคราะห์ช่องโหว่ของภาครัฐ กฎหมาย และการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ต้องอาศัยความรู้และทักษะจากวิชารัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ (public administration & policy implementation) จะทำให้ได้เห็นภาวะที่เรียกว่า silo effect หน่วยงานภาครัฐทำงานแบบแยกส่วน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล้วนไม่มีเอกภาพและขาดฐานข้อมูลกลางในการเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง ทำให้เกิด policy implementation gap นโยบายและมาตรการความปลอดภัยส่วนใหญ่มีลักษณะปฏิกิริยาตอบสนอง ออกมาตรการเข้มงวดเป็นพักๆ หลังเกิดเหตุ แล้วแผ่วลงเมื่อเรื่องเงียบ


ขณะที่วิชานิติศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (jurisprudence & criminal justice) จะช่วยให้เห็นความย้อนแย้งทางกฎหมาย ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างการคุ้มครองสิทธิเด็กกับความปลอดภัยของสาธารณะ รวมถึงอายุรับผิดทางอาญา (age of criminal responsibility) ที่อาจไม่สอดรับกับบริบทเด็กยุคดิจิทัล รวมถึงประเด็นที่จะต้องสร้างความชัดเจนในการลงโทษหรือรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาของผู้ปกครอง (parental liability) ที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กเข้าถึงอาวุธปืน


อีกทั้งการบริหารจัดการวิกฤตและความปลอดภัยเชิงวิศวกรรม (crisis management & safety engineering) ที่จะต้องมีโปรโตคอลการเผชิญเหตุ มีความพร้อมในการซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต เช่น run-hide-fight ในโรงเรียนและพื้นที่สาธารณะยังไม่ครอบคลุม รวมถึงระบบเตือนภัยและการจำกัดความเสียหาย ซึ่งยังคงขาดการออกแบบสถาปัตยกรรมความปลอดภัยและการกักกันพื้นที่ (compartmentalization) เพื่อลดอัตราความสูญเสียในนาทีแรกๆ ของการเกิดเหตุ


บรรณานุกรม


Cohen, L. E., & Felson, M. (1979). Social change and crime rate trends: A routine activity approach. American Sociological Review44(4), 588–608. https://doi.org/10.2307/2094589

Dodge, K. A. (2006). Translational science in action: Hostile attributional style and the development of aggressive behavior problems. Development and Psychopathology18(3), 791–814. https://doi.org/10.1017/S0954579406060391

Follman, M. (2022). Trigger points: Inside the mission to stop mass shootings in America. Harper Wave.

Lankford, A. (2016). Public mass shooters and suicide bombers: Among the most mimicable attackers. Journal of Aggression, Conflict and Peace Research8(1), 4–14. https://doi.org/10.1108/JACPR-05-2015-0172

Lipsky, M. (2010). Street-level bureaucracy: Dilemmas of the individual in public services (30th anniversary ed.). Russell Sage Foundation.

Merton, R. K. (1938). Social structure and anomie. American Sociological Review3(5), 672–682. https://doi.org/10.2307/2084686

Newman, O. (1972). Defensible space: Crime prevention through urban design. Macmillan.

Oldenburg, R. (1989). The great good place: Cafes, coffee shops, community centers, beauty parlors, general stores, bars, hangouts, and how they get you through the day. Paragon House.

Steinberg, L. (2008). A social neuroscience perspective on adolescent risk-taking. Developmental Review28(1), 78–106. https://doi.org/10.1016/j.dr.2007.08.002

Towers, S., Gomez-Lievano, A., Khan, M., Secundino, A., & Castillo-Chavez, C. (2015). Contagion in mass killings and school shootings. PLOS ONE10(7), e0117259. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0117259

Van der Kolk, B. A. (2014). The body keeps the score: Brain, mind, and body in the healing of trauma. Viking.

Zimring, F. E. (1998). American youth violence. Oxford University Press.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น