หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ประสาทวิทยา

White Space

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองและชุมชนของตัวเองอยู่รอด ในโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ยุคที่ต้องใช้ปัญญาขั้นสูงมนุษย์จึงต้องคิดได้ฉลาดขึ้น จึงจะสามารถทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้พวกเราทั้งหลายก้าวเข้าสู่ยุคที่เอไอสามารถคำนวณและประมวลผลข้อมูลดิบได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า สมองของเราจึงต้องมุ่งเน้นไปที่ทักษะที่เรียกว่า "Cognitive Skills" ที่ฝังลึกอยู่ในระบบประสาทและมีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น


นักประสาทวิทยา Hannah Critchlow แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เสนอแนะว่าทักษะทางสมอง 5 ประการที่จะต้องพัฒนารองรับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนหลายคนตามไม่ทัน แถมยังมีบางคนปฏิเสธและต่อต้านอีก ทักษะที่ว่าเหล่านั้นคือ 1) ความฉลาดทางอารมณ์ 2) ความเห็นอกเห็นใจทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น 3)  ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อน 4) ความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอน และ 5) การมีสมองที่สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว


อย่างไรก็ดีในบรรดา 5 ทักษะที่สำคัญดังกล่าวนั้น มีสองเรื่ออย่างสำคัญที่อยากขยายความเพิ่มเติม คือ ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อน และความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอนในยุคที่โลกเปลี่ยนไวมาก โดย Critchlow ได้อธิบายแนวคิดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อนเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก โดยเธอชี้ให้เห็นว่า สมองของเราไม่ได้ปิดสวิตช์ขณะที่เรากำลังนอนเล่น นั่งเหม่อ หรือนอนหลับอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ ตรงกันข้าม มันเป็นการพักผ่อนที่ถือได้ว่าเป็นสภาวะทองคำที่สมองเปิดระบบประมวลผลขั้นสูงเพื่อสร้างไอเดียใหม่ๆ โดยมีกลไกทางประสาทวิทยาที่สลับซับซ้อนรองรับอยู่


ในทางศิลปะและการออกแบบภาวะแบบนั้น เรียกว่า White Space หรือ Negative Space ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทรงพลังมาก กล่าวคือเป็นพื้นการจัดวางพื้นที่ว่างรอบๆ วัตถุ ช่วยทำให้ภาพนั้นดูสบายตา ไม่อึดอัด และทำให้สิ่งที่เราต้องการนำเสนอโดดเด่นขึ้นมา แต่ว่าหากนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับสมองและการบริหารชีวิตในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน และอลหม่าน White Space หรือสร้างเวลาว่างที่ไม่มีจุดประสงค์ จึงกลายเป็นอาวุธลับที่คนยุคนี้ขาดไม่ได้เลย


White Space เป็นพื้นที่ระบายความร้อนของสมอง


สมองเราเหมือนคอมพิวเตอร์ การที่เราทำงานติดต่อกัน ประชุม ไถโซเชียล อัปเดตข่าวสารตลอดเวลา ก็เหมือนเราเปิดแท็บเบราว์เซอร์ทิ้งไว้เป็นร้อยๆ แท็บ จน RAM เต็ม เครื่องจะเริ่มร้อนและอืด


การจงใจใส่ White Space เข้าไปในปฏิทิน เช่น การนั่งเฉยๆ 15 นาทีก่อนประชุมรอบถัดไป หรือการเดินเล่นโดยไม่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู แบบนั้นคือการเคลียร์ RAM ให้สมองได้ระบายความร้อน ทำให้เรามีพลังโฟกัสกับงานชิ้นต่อไปได้ดีขึ้น


White Space เป็นจุดกำเนิดของ "Aha! Moment"


เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมไอเดียเจ๋งๆ หรือทางออกของปัญหาที่เราคิดแทบตายในห้องประชุม มักจะผุดขึ้นมาตอนที่เรากำลังอาบน้ำ ตอนสระผม หรือตอนกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถเมล์?


นั่นเป็นเพราะว่าสภาวะเหล่านั้น เป็น White Space เมื่อสมองส่วนหน้าหยุดเค้นหาสิ่งที่เรียกว่า "คำตอบที่ถูกต้อง" สมองส่วนลึก (Default Mode Network) จะเริ่มทำงานอย่างอิสระ มันจะหยิบจับข้อมูล

กระจัดกระจายที่เราเคยสะสมไว้มาเชื่อมโยงกันเงียบๆ แล้วส่งมอบไอเดียสำเร็จรูปมาให้ในตอนที่เรารู้สึกผ่อนคลายที่สุด


White Space เป็นเครื่องมือป้องกันการลื่นไถลไปกับความลนลาน


ถ้าปฏิทินชีวิตของเราแน่นขนัด ไม่มี White Space เลย เมื่อมีเรื่องด่วนหรือวิกฤตแทรกเข้ามา ซึ่งในยุคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจะหลุดเข้าไปในโหมดตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก (Reactive Mode) ทันที คือ ทำอะไรไปตามสัญชาตญาณความกลัว แต่สำหรับคนที่มี White Space เผื่อไว้ในชีวิต จะมีช่องว่างให้หายใจและคิดทบทวน (Reflect) ทำให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาด้วยความนิ่ง ความเป็นเหตุเป็นผล และมีความยืดหยุ่นสูงกว่ามาก


วิธีการสร้าง White Space แบบง่ายๆ ในแต่ละวัน


เราไม่จำเป็นต้องไปบวชหรือปลีกวิเวกเป็นสัปดาห์เพื่อหาพื้นที่ว่าง Critchlow แนะนำให้สร้าง "Micro-White Space" เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้กฎ 50/10 สำหรับการที่ต้องทำงานหรือประชุม 1 ชั่วโมง โดยดำเนินการให้จบที่ 50 นาที แล้วปล่อย 10 นาทีที่เหลือให้เป็นพื้นที่ว่าง ห้ามเช็กอีเมล ห้ามตอบไลน์ ยืดเส้นยืดสายหรือมองออกไปไกลๆ แทน


หรือไม่ก็ใช่กฎ The First 30 Minutes ที่ปฏิบัติได้ด้วยหลังจากตื่นนอน ให้ปล่อยเวลา 30 นาทีแรกของวันเป็น White Space โดยไม่หยิบโทรศัพท์มาดู ดื่มกาแฟ นั่งนิ่งๆ หรือสบตากับตัวเองในกระจก เพื่อตั้งหลักก่อนที่คลื่นข้อมูลจะถาโถมเข้ามา หรือว่าจะใช่กฎ No-Device Commute ด้วยการเดินทางไปทำงานหรือกลับบ้านโดยไม่ใส่หูฟัง ไม่เปิดเพลง ไม่ดูคลิป ปล่อยให้จิตใจได้ไหลไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัว


ในปฏิทินการทำงาน เรามักจะกลัวการเห็นช่องว่างและพยายามหาอะไรมาเติมให้เต็ม เพราะคิดว่านั่นคือความขยัน แต่ในความเป็นจริง ความว่างไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ แต่มันคือการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับสิ่งสร้างสรรค์ถัดไปต่างหาก

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ประสาทวิทยา

ปรับปรุงสมองให้คิดอย่างฉลาด

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


คอลัมน์ BBC Future ที่ David Robson นักเขียนวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เขียนบทความเรื่อง A neuroscientist's guide to future-proofing your brain and thinking smarter in the 21st Century ซึ่งเป็นการหยิบยกแนวคิดและบทสัมภาษณ์จากหนังสือเล่มใหม่ชื่อ "The 21st Century Brain: How to Future-Proof Your Mind in the Age of AI" ของ Hannah Critchlow นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มาถ่ายทอด


ใจความสำคัญของบทความนี้ กล่าวถึงทักษะทางสมอง 5 ประการที่มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนา เพื่อให้อยู่รอด คิดได้ฉลาดขึ้น และทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในยุคที่เอไอสามารถคำนวณและประมวลผลข้อมูลดิบได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า Hannah Critchlow ชี้ว่า สมองของมนุษย์ควรมุ่งเน้นไปที่ทักษะที่เรียกว่า "Cognitive Skills" ที่ฝังลึกอยู่ในระบบประสาทและมีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น


1. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) หมายถึง การรู้เท่าทันและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายของตนเองก่อนที่จะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมา ทักษะนี้ช่วยให้เราตัดสินใจในสถานการณ์ตึงเครียดได้ดีขึ้น


2. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นความสามารถในการเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของผู้อื่น รวมถึงการมีความเมตตาต่อตนเอง (Self-empathy) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันในสังคมมนุษย์ที่ซับซ้อนขึ้น


3. ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อน (Creativity through Rest) Hannah Critchlow อธิบายว่า สมองจะเชื่อมโยงข้อมูลและเกิดไอเดียใหม่ๆ ได้ดีที่สุดเมื่อมันอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย เกิดคลื่นสมอง Alpha Rhythms เช่น เวลาที่เราปล่อยให้ใจลอย (Mind-wandering) นั่งมองหน้าต่าง หรือเดินเล่นในสวน การพักผ่อนจึงไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือกระบวนการทำงานของสมองที่สร้างสรรค์


4. ความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอน (Tolerance for Uncertainty) ในยุคที่โลกเปลี่ยนไวมาก สมองส่วน Anterior Insula มักจะตีความความไม่แน่นอนว่าเป็นภัยคุกคาม และกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล คนที่มีสมองพร้อมสำหรับอนาคตจะต้องฝึกทักษะในการนั่งอยู่กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะยอมรับความไม่แน่นอนนั้นโดยไม่สติแตกไปก่อน


5. การคิดเชิงระยะยาว (Long-term Thinking) การมองข้ามผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น ยอดไลก์ หรือความพึงพอใจชั่วคราว แล้วฝึกสมองให้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอีก 10, 20 หรือ 50 ปีข้างหน้า


ทักษะสมองชั้นสูงทั้งหมดข้างต้นจะทำงานไม่ได้เลย หากปราศจากพลังงานและเชื้อเพลิงพื้นฐานที่มั่นคง สิ่งที่ Hannah Critchlow แนะนำไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำยุค แต่เป็นสิ่งพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม ได้แก่


  • การนอนหลับเป็นเวลาและสม่ำเสมอ
  • การทานอาหารที่มีสารอาหารจริง (โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ขัดสี) เพื่อให้พลังงานแก่เซลประสาท
  • การเคลื่อนไหวร่างกายและการออกไปเจอธรรมชาติ เพื่อลดความเครียดสะสม


สรุปแล้วการการันตีสมองสู่อนาคตไม่ใช่การพยายามทำตัวให้ฉลาดหรือคิดเร็วแข่งกับเอไอ แต่คือการกลับมาเข้าใจและดูแลระบบประสาทของตัวเองให้มั่นคงท่ามกลางโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยข้อมูลท่วมท้น


อย่างไรก็ดี มีสองเรื่องสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น อยากจะขยายความเพิ่มเติม คือ ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อน และความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอนในยุคที่โลกเปลี่ยนไวมาก โดย Hannah Critchlow ได้อธิบายแนวคิดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อนเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก โดยเธอชี้ให้เห็นว่า สมองของเราไม่ได้ปิดสวิตช์ขณะที่เรากำลังนอนเล่น นั่งเหม่อ หรือนอนหลับอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

ในทางตรงกันข้าม การพักผ่อนคือสภาวะทองคำที่สมองเปิดระบบประมวลผลขั้นสูงเพื่อสร้างไอเดียใหม่ๆ โดยมีกลไกทางประสาทวิทยาที่สลับซับซ้อนรองรับอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้


1. การทำงานของ DMN: Default Mode Network


เวลาที่เราจดจ่ออยู่กับงาน เช่น นั่งหน้าจอ พิมพ์รายงาน คำนวณเลข สมองส่วน Executive Network จะทำงานเพื่อโฟกัสกับเรื่องตรงหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มปล่อยใจลอย นั่งเหม่อ มองฟ้า หรือไปเดินเล่น สมองจะสลับมาเปิดใช้งานเครือข่ายที่เรียกว่า DMN ทันที


DMN ทำหน้าที่เหมือนคนจัดระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลลับหลังเรา โดยมันจะขุดเอาความทรงจำ ประสบการณ์เก่าๆ ความรู้ที่เพิ่งเรียนมาใหม่ และความฟุ้งซ่านต่างๆ มาเขย่ารวมกัน ทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้ามศาสตร์ข้ามสายงาน ซึ่งมักจะผุดขึ้นมาเป็นไอเดียแปลกใหม่แบบที่เราคิดไม่ถึงตอนที่พยายามนั่งเค้นสมอง


2. สมองซ่อมแซมและเคลียร์สารพิษระหว่างนอนหลับ


Hannah Critchlow อธิบายว่าในช่วงที่เรานอนหลับ โดยเฉพาะช่วงลึก หรือ Deep Sleep ระบบน้ำเลี้ยงสมอง (Glymphatic System) จะทำความสะอาดและชะล้างสารพิษที่เป็นขยะจากกระบวนการคิดในตอนกลางวันออกไป


เมื่อสมองสะอาดขึ้น ในช่วงที่เราฝัน (REM Sleep) สมองจะเริ่มทำการเชื่อมโยงความจำระยะยาว (Memory Consolidation) มันจะมองหาความสัมพันธ์แบบหลวมๆ ระหว่างสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ การนอนหลับจึงไม่ใช่แค่การชาร์จแบตเตอรี่ แต่คือกระบวนการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ชั้นดี


3. การลดความเครียดเพื่อเปิดรับการเปลี่ยนแปลง


เมื่อเราพักผ่อน ระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) จะลดลง ความเครียดเรื้อรังมักจะทำให้สมองคิดอะไรเป็นเส้นตรงและยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เพราะสมองโหมดเอาตัวรอดไม่ชอบความเสี่ยง แต่พอเราผ่อนคลาย สมองจะมีความยืดหยุ่นทางประสาท (Neuroplasticity) สูงขึ้น พร้อมที่จะคิดนอกกรอบและมองเห็นทางแก้ปัญหาในมุมมองใหม่


วิธีการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้จริง


ถ้าอยากให้สมองหลั่งไหลไอเดียสร้างสรรค์ตามแบบฉบับของ Hannah Critchlow เราต้องหัดพักผ่อนอย่างชาญฉลาด (Strategic Rest) ไม่ใช่แค่การไถโซเชียลมีเดีย เพราะการไถฟีด สมองยังต้องประมวลผลข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


เปลี่ยนอิริยาบถไปทำกิจกรรมที่ใช้แรงแต่ไม่ต้องใช้สมอง เช่น การเดินเล่นในสวน อาบน้ำอุ่นๆ ล้างจาน หรือถูบ้าน กิจกรรมเหล่านี้ปล่อยให้จิตใต้สำนึกทำงานไปเรื่อยๆ เป็นเหตุผลว่าทำไมเรามักคิดไอเดียดีๆ ออกในห้องน้ำ


สร้างเวลาว่างที่ไม่มีจุดประสงค์ (White Space) ล็อกเวลาในปฏิทินสัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องวางแผนว่าจะทำอะไร ปล่อยให้ตัวเองได้นั่งเฉยๆ ดูนกดูไม้ หรือปล่อยใจลอยอย่างอิสระ


ให้ความสำคัญกับการนอนหลับ โดยพยายามมองว่าการนอน 7-8 ชั่วโมง คือ ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ไม่ใช่การแสดงความขี้เกียจออกมา


สรุปสั้นๆ ในมุมมองของ Hannah Critchlow "ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการเค้นสมองทำงานหนักขึ้น แต่เกิดจากการรู้ว่าตอนไหนควรปล่อยให้สมองได้เว้นวรรคเพื่อเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน"

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

planetary boundary

ฟุตบอลโลกคาร์บอนล้น

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


"เมื่อการขยายสนามแข่งขันระดับทวีป เปลี่ยนให้ฟุตบอลโลก ๒๐๒๖ กลายเป็นโรงงานผลิตก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่และน่าใจหายที่สุดในประวัติศาสตร์ ๙๕ ปี"


การคำนวณระยะทางและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมใน World Cup ๒๐๒๖ ชี้ให้เห็นว่าทีมที่มีภาระการเดินทางที่หนักหนาสาหัสที่สุดตกเป็นของทีมผู้ชนะจากรอบเพลย์ออฟของโซนยุโรป (UEFA play-off qualifier) ในกลุ่ม B ซึ่งอาจเป็นเวลส์หรือไอร์แลนด์เหนือ โดยแฟนบอลที่เดินทางไปชมครบทั้ง ๓ นัดในรอบแบ่งกลุ่ม (จัดที่เมืองโตรอนโต, อิงเกิลวูด และซีแอตเทิล) จะต้องเดินทางรวมกันเป็นระยะทางมากกว่า ๓,๑๔๐ ไมล์


ทีมที่แบกรับภาระการเดินทางรวมมากที่สุด เมื่อนับรวมเที่ยวบินไป-กลับจากประเทศบ้านเกิด คือ ทีมจากแอฟริกาใต้ ที่มีระยะทางการเดินทางไกลที่สุด ทั้งในรอบแรกและหากคำนวณยาวไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ เฉพาะรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาจะต้องเดินทางอย่างน้อย ๒๑,๐๙๐ ไมล์ หากได้แชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ: เดินทางอย่างน้อย ๒๒,๗๖๔ ไมล์ และหากได้รองแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ระยะทางจะพุ่งสูงถึงอย่างน้อย ๒๖,๘๓๔ ไมล์


ส่วนทีมวาง (Seeded Team) ที่เดินทางไกลที่สุดนั้น ทีมเยอรมนีเป็นทีมวางที่มีการคาดการณ์ว่าแฟนบอลจะต้องเดินทางไกลที่สุด โดยหากเข้ารอบชิงชนะเลิศในฐานะแชมป์กลุ่มจะต้องเดินทางอย่างน้อย ๑๙,๙๓๕ ไมล์ เป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอน ๓.๒ ตันต่อคน และหากเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ระยะทางจะเพิ่มเป็น ๑๙,๗๗๐ ไมล์ คำนวณแล้วว่านั่นจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอน ๓.๕ ตันต่อคน


ในทางกลับกัน บทความระบุว่าทีมที่เดินทางน้อยที่สุดคือ ฝรั่งเศส ซึ่งระยะทางในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่รวมเที่ยวบินระหว่างประเทศ อยู่ที่ประมาณ ๓๗๐ ไมล์ เท่านั้น และแฟนบอลสามารถนั่งรถไฟเดินทางระหว่างเมืองเจ้าภาพสองเมืองได้ด้วย


ตัวเลขเบื้องหลังฟุตบอลโลกที่สร้างมลพิษมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่แสดงในบทความของ Katie Gornall ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของ BBC หัวข้อ "Numbers behind 'the most polluting World Cup'" เป็นข้อมูลเชิงลึกและตัวเลขที่น่าตกใจเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการแข่งขันฟุตบอลโลก ๒๐๒๖ ที่กำลังจะระเบิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก อีกไม่กี่วันข้างหน้า


1. การเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของก๊าซเรือนกระจก 


คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) ๙ ล้านตัน: คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ๙๕ ปีของการจัดฟุตบอลโลก และมากกว่าค่าเฉลี่ยของฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ (ช่วงปี ๒๐๑๐-๒๐๒๒) ถึงเกือบเท่าตัว


บทความระบุว่าปริมาณมลพิษ ๙ ล้านตันนี้ เทียบเท่ากับการขับรถยนต์สัญชาติอังกฤษทั่วไปจำนวนถึง ๖.๕ ล้านคัน พร้อมกัน เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม


2. ผลกระทบจากการขยายขนาดทัวร์นาเมนต์


สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขมลพิษพุ่งสูงขึ้นมโหฬารเป็นผลโดยตรงจากการตัดสินใจของ FIFA ในการขยายขนาดการแข่งขัน โดยเพิ่มจำนวนทีม จากเดิม ๓๒ ทีม เป็น ๔๘ ทีม นั่นทำให้จำนวนแมตช์พุ่งขึ้นถึง ๔๐ แมทช์ คือ จากเดิม ๖๔ แมตช์ เป็น ๑๐๔ แมทช์


เมื่อจำนวนนัดและจำนวนทีมเพิ่มขึ้น ประกอบกับการจัดงานที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ระดับทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้การเดินทางกลายเป็นฝันร้ายด้านสิ่งแวดล้อม


3. ตัวเลขมลพิษจากการเดินทางทางอากาศ


มลพิษร้อยละ ๘๖ จากทั้งหมด มาจากการขนส่งทางอากาศ คิดเป็นประมาณ ๗.๗๒ ล้านตัน CO2 เนื่องจากแฟนบอลและนักเตะต้องบินข้ามประเทศและข้ามรัฐในระยะทางไกลมาก ซึ่งมากกว่าการเดินทางในฟุตบอลโลกยุคก่อนๆ ถึง ๔ เท่า


บทความได้ทำการวิเคราะห์กรณีแฟนบอลชาวอังกฤษหนึ่งคนที่เดินทางไปชมและติดตามเชียร์ทีมชาติตนเองในทุกๆ รอบ ตั้งแต่น็อคเอาท์ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ พบว่า จะสร้างมลพิษส่วนบุคคลสูงถึง ๓.๕ ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่ากับปริมาณพลังงานที่ใช้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านพักอาศัยทั่วไปในอังกฤษได้นานกว่า ๑ ปีครึ่ง เลยทีเดียว


4. ปัญหาเรื่อง "สภาพอากาศสุดขั้ว" และความปลอดภัยของผู้เล่น


นอกจากมลพิษที่สร้างขึ้นแล้ว ตัวทัวร์นาเมนต์เองยังต้องเผชิญหน้ากับสภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง ซึ่งจากการศึกษาดัชนีความร้อนและความชื้น (Wet Bulb Globe Temperature) พบว่า มีสนามแข่งขันอย่างน้อย ๖ จาก ๑๖  แห่งที่ต้องเผชิญกับภาวะความร้อนจัดของ Extreme Heat Stress


อาจมีแมตช์การแข่งขันมากกว่า ๒๖ แมทช์ ที่อาจต้องลงเล่นในสภาพสภาวะอากาศที่ร้อนเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่แนะนำสำหรับนักกีฬา เช่น สนาม AT&T Stadium ในดัลลัส ที่ต้องเจอกับอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน ๓๕ เซลเซียส พร้อมความชื้นสะสมที่อันตราย


5. ข้อกังขาเรื่องสปอนเซอร์รายใหญ่ (Aramco Sponsorship)


บทความยังมีการตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของ FIFA ที่พยายามรณรงค์แคมเปญสิ่งแวดล้อมภายใต้สโลแกนริเริ่มที่ว่า Green Card for the Planet แต่กลับไปเซ็นสัญญาการค้ามูลค่ามหาศาลกับ Aramco บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยรายงานระบุว่าดีลสปอนเซอร์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในการกระตุ้นให้เกิดมลพิษทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีกนับสิบล้านตัน


บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า FIFA กำลังเผชิญกับ Climate Blind Spot และเป็นเรื่องยากมากที่ FIFA จะพยายามโฆษณาว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือมี Sustainability ในเมื่อตัวเลขที่แท้จริงจากการขยายขนาดเกมการแข่งขันและการเดินทางระดับข้ามทวีปนั้น สวนทางกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Geopolitics

มณฑล

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ระบบมณฑล (Mandala System) ในอุษาคเนย์เปรียบเสมือนระบบนิเวศทางการเมืองที่ลื่นไหลและแปรผันได้ตลอดเวลา ต่างจากแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีเส้นแบ่งพรมแดนชัดเจนอย่างสิ้นเชิง คำว่า Mandala (มณฑล) ในภาษาสันสกฤตแปลว่าวงกลม เมื่อถูกนำมาปรับใช้ในบริบทการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณ (ผ่านการตีความของนักวิชาการอย่าง O.W. Wolters) จึงหมายถึง เครือข่ายแห่งอำนาจที่แผ่ออกจากศูนย์กลางในลักษณะของวงรัศมีระลอกคลื่น โดยมีลักษณะเด่นในระบบนิเวศนี้อยู่ 4 ประการ


กำหนดพื้นที่ด้วยศูนย์กลางไม่ใช่เส้นพรมแดน


ในระบบนี้ อำนาจจะเข้มข้นที่สุดที่จุดศูนย์กลาง (ซึ่งมักเป็นเมืองหลวงที่มีกษัตริย์ผู้มีบารมีสูง หรือผู้นำที่มีบุญญาธิการ) และอำนาจนั้นจะค่อยๆ เจือจางลงตามระยะทางที่ห่างออกไป ยิ่งไกลจากศูนย์กลาง ความจงรักภักดียิ่งลดลง พื้นที่ชายขอบจึงมีความคลุมเครือและพร้อมจะเปลี่ยนทิศทางได้เสมอ

ความสัมพันธ์แบบวงกลมซ้อนทับ


จากภาพแผนที่ด้านบน จะเห็นว่าวงรัศมีของแต่ละศูนย์กลางสามารถซ้อนทับกันได้ เมืองขนาดเล็กที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองอำนาจใหญ่อาจเลือกส่งเครื่องราชบรรณาการให้ทั้งสองฝ่ายพร้อมๆ กันเพื่อความอยู่รอด ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ไทยเรามักคุ้นเคยในลักษณะของเมืองสองฝ่ายฟ้า หรือสามฝ่ายฟ้า


โครงสร้างอำนาจที่ผูกพันด้วยบารมีส่วนบุคคล


ระบบนิเวศนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถาบันการเมืองที่ถาวร แต่ขับเคลื่อนด้วย สัญญาความจงรักภักดีส่วนบุคคล ระหว่างกษัตริย์ที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ (Overlord) กับเจ้าเมืองท้องถิ่น (Vassal) เมื่อกษัตริย์องค์เดิมสิ้นพระชนม์ เครือข่ายมณฑลทั้งหมดจะสั่นคลอนทันที เมืองบริวารอาจแข็งเมือง แยกตัวเป็นอิสระ หรือหันไปหาศูนย์กลางใหม่ที่มีบารมีมากกว่า


การควบคุมประชากรสำคัญกว่าดินแดน เนื่องจากภูมิภาคนี้ในอดีตมีที่ดินเหลือเฟือแต่ขาดแคลนแรงงาน เป้าหมายของการแผ่อำนาจจึงไม่ใช่การยึดครองผืนดิน แต่เป็นการกวาดต้อนผู้คน (Manpower) และการผูกขาดเส้นทางการค้า


ผสมผสานคติฮินดู-พุทธ (Cosmological Legitimacy)


ผู้นำในอุษาคเนย์นำแนวคิดทางศาสนาจากอินเดียมาสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับศูนย์กลางอำนาจ โดยจำลองเมืองหลวงและเทวสถานให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล (เช่น คติเขาพระสุเมรุ หรือ ราชาธิราช/เทวราชา) เพื่อดึงดูดให้เมืองบริวารยอมรับในบุญญาธิการทางจิตวิญญาณ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการใช้กำลังทหารควบคุมตลอดเวลา


การสร้างความชอบธรรมผ่านคติจักรวาลวิทยา (Cosmological Legitimacy) ถือเป็นโครงสร้างส่วนบนหรือซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญมากครับ เพราะมันเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ที่ต้องใช้กำลังทหารบังคับ ให้กลายเป็นความยำเกรงทางจิตวิญญาณ


เมื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับแนวคิดฮินดู-พุทธมาจากอินเดีย ผู้นำโบราณไม่ได้จำลองมาแค่ตัวบทกฎหมาย แต่ได้ทำการยกเอาโครงสร้างของสวรรค์ลงมาสร้างไว้บนโลกมนุษย์ ผ่าน 3 กลไกหลักๆ คือ


1. เมืองหลวงคือศูนย์กลางจักรวาล


ตามประนิมิตราชาธิปไตยแบบอินเดีย จักรวาลมียอดเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง และมีทวีปต่างๆ ล้อมรอบ กษัตริย์ในอุษาคเนย์จึงสร้างเมืองหลวงให้เป็นแบบจำลองของจักรวาลขนาดจำลอง (Microcosm)


ในการวางผังเมืองจึงมีการสร้างคูเมืองล้อมรอบเปรียบเสมือนมหาสมุทรสีทันดรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ มีศาสนสถานอยู่ย่านใจกลางเมือง เช่น ปราสาทนครวัด ในกัมพูชา หรือ มหาเจดีย์ชเวดากอง/พุกาม ในเมียนมา มักถูกสร้างให้อยู่จุดศูนย์กลางของเมืองเพื่อทำหน้าที่เป็นเขาพระสุเมรุจำลอง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสรวงสวรรค์


2. สถานะของผู้นำเป็นเทวราชาและจักรพรรดิ


ศาสนาจากอินเดียช่วยเปลี่ยนสถานะของผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเดิมอาจเป็นเพียงหัวหน้าเผ่าหรือผู้มีบารมี ให้กลายเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดเหนือมนุษย์ทั่วไป ตามคติเทวราชา (ฮินดู) เชื่อว่า กษัตริย์คืออวตารของเทพเจ้า (พระอิศวร หรือพระนารายณ์) ลงมาปกครองโลกมนุษย์ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะกลับไปรวมกับเทพองค์นั้น เช่น การสร้างปราสาทขอมเพื่อเก็บพระศพและประดิษฐานศิวลึงค์ที่เป็นตัวแทนของกษัตริย์


คติพระมหาจักรพรรดิ / หน่อพระพุทธเจ้า (พุทธ) โดยเชื่อว่ากษัตริย์คือผู้ทรงทศพิธราชธรรม มีบุญญาธิการสะสมมาหลายภพชาติ และเป็นธรรมราชาที่จะนำพาประชาชนไปสู่ความร่มเย็น


3. อาณาจักรบริวารคือกลุ่มดาวที่โคจรรอบดวงอาทิตย์


ในระบบนิเวศนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างราชธานี (เมืองหลวง) กับเมืองประเทศราช (เมืองบริวาร) ถูกทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของจักรวาล เมืองหลวงเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์หรือพระอินทร์ที่ประทับอยู่บนดาวดึงส์ ส่วนเมืองบริวารเปรียบเหมือนกลุ่มดาวหรือเทพบริวารที่ต้องคอยโคจรล้อมรอบ


ดังนั้น การที่เมืองบริวารยอมส่งเครื่องราชบรรณาการ เช่น ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง มายังศูนย์กลาง จึงไม่ใช่แค่การแสดงความพ่ายแพ้ทางการทหาร แต่เป็น การแสดงความเคารพต่อบุญญาธิการและดุลยภาพของจักรวาล ใครที่บังอาจแข็งเมืองหรือกบฏ จะถือว่าเป็นการทำลายระเบียบของจักรวาล (Cosmic Order) ซึ่งจะนำความล่มจมและภัยพิบัติมาสู่บ้านเมืองของตนเอง


ยิ่งกษัตริย์องค์ใดสามารถสร้างศาสนสถานได้ยิ่งใหญ่และอลังการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เมืองบริวารเห็นว่า กษัตริย์องค์นี้มีบุญญาธิการสูงส่งจริง ทำให้เครือข่ายของมณฑลนั้นมีความแน่นแฟ้นและแผ่รัศมีไปได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องส่งกองทัพไปประจำการตามหัวเมืองต่างๆ ตลอดเวลา


ระบบมณฑลที่หล่อหลอมการรวมชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่โครงสร้างแนวดิ่งที่แข็งทื่อเหมือนระบอบฟิวดัล (Feudalism) ของยุโรป แต่เป็นระบบเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมปรับตัว ยืดหด และซ้อนทับกันได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับดุลอำนาจ บารมี และผลประโยชน์ทางการค้าในแต่ละช่วงเวลา