หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Philosophy of Geography

การกำเนิดอย่างเป็นทางการของวิชาภูมิศาสตร์

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

วิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาทั้งหลายไม่สามารถปรากฏอยู่โดยแยกออกจากบริบทของมนุษย์ได้ ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงกรอบใหญ่และบริบททางสังคมที่อยู่ภายในของรายวิชาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อความสนใจเน้นมาที่การพัฒนาอย่างเป็นทางการของวิชาภูมิศาสตร์ จะเห็นว่าวิชาภูมิศาสตร์ถูกผลิตขึ้นมาโดยประชาชนที่อ้างว่า ตัวเองเป็นนักภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงบทบาทของปัจเจกชนทั้งหลายที่ได้ทำหน้าที่ในการช่วยพัฒนาสาขาวิชานี้ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความรู้เกี่ยวกับโลกที่ชาวยุโรปเสาะแสวงหามาในยุคแห่งการค้นพบในศตวรรษที่ 15 และ 16 เหล่านี้เป็นแม่แบบพื้นฐานของการก่อกำเนิดวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในศตวรรษที่ 19 ซึ่งกระบวนการก่อเกิดนั้นมีความซับซ้อนไม่น้อยทีเดียว

คุณประโยชน์ของการศึกษานี้มีมากมายนัก มันจะทำให้สามารถจัดวางระบบความรู้ของเราได้ตามเป้าหมายอย่างชัดเจน มันจะช่วยให้เราสนุกสนานเพลิดเพลิน และมันจะเป็นคลังข่าวสารข้อมูลที่มั่งคั่ง ทำให้สามารถสนทนาวาทีกับผู้คนในสังคมได้อย่างไม่มีวันหมด (Kant, Physiche Geographie, 1802, translated in May, 1970: 264)

การเกิดขึ้นมาใหม่ของวิชาภูมิศาสตร์

ภูมิศาสตร์ทั่วไปและภูมิศาสตร์เฉพาะของวาเรนเนียส

จากที่กล่าวมาในบทที่แล้วจะเห็นว่าในยุคกลางมีงานเขียนทางภูมิศาสตร์ปรากฏออกมาเพียงไม่กี่ชิ้น คำว่าจักรวาลศาสตร์ (Cosmography) เป็นคำที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และใช้อ้างอิงถึงการบรรยายเกี่ยวกับโลก ต่อมาถูกพิจารณาลึกเข้ามาในฐานะที่เป็นงานทางภูมิศาสตร์ ปี ค.ศ.1650 มีหลายฝ่ายพยายามนิยามพื้นฐานของภูมิศาสตร์อย่างเป็นทางการ ในฐานะที่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่แยกออกมาจากจักรวาลศาสตร์มาอยู่ในฐานะภูมิศาสตร์ทั่วไป หรือ Geographia Generalis ของเบอร์นาร์ด วาเรนเนียส (Bernhard Varenius. 1622-1650) (Baker, 1955)  โดยช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อเกิดศาสตร์ชนิดใหม่ที่สามารถพิสูจน์ได้เชิงประจักษ์และมีเหตุมีผล (Empirical and Rationalist Science) ของฟรานซีส เบคอน (Francis Bacon) กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) และเรเน่ เดสการ์ตส์ (Rene Descartes) โบเว่น (Bowen, 1981) เสนอว่างานของวาเรนเนียส ถือเป็นความพยายามที่แท้จริงครั้งแรกที่จะเชื่อมโยงวิชาภูมิศาสตร์ให้เข้ากับการพัฒนาของสาขาวิชานี้

การอุทิศตนของวาเรนเนียสทำให้เขาสามารถนิยามวิชาภูมิศาสตร์อยู่ในฐานะวิชาที่สนใจเฉพาะแต่เรื่องของโลกเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เองที่จะเห็นว่าเขาแบ่งแยกวิชาภูมิศาสตร์ออกมาจากดาราศาสตร์ที่สนใจเรื่องราวของสรวงสวรรค์อย่างชัดเจน ทั้งนี้เขายืนยันว่า

วิชาภูมิศาสตร์โดยตัวของมันเองแล้ว แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นภาคทั่วไป และส่วนที่เป็นสิ่งเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้แต่เดิมมานั้นมีการพิจารณาถึงโลกของเราในฐานะทั่วๆ ไป เป็นการพรรณนาส่วนต่างๆ ของโลก รวมถึงผลกระทบทั่วไปของโลก แต่ต่อมาก็เกิดภูมิศาสตร์เฉพาะขึ้นมา เป็นการพิจารณาในแต่ละกรณีเป็นรายภูมิภาค โดยให้ความสนใจต่อเรื่องของที่ตั้ง การแบ่ง การกำหนดขอบเขต และสาระอื่นๆ ที่ทรงคุณค่าแก่การสร้างเป็นความรู้ แต่ว่าบุคคลเหล่านั้นก็ยังคงเขียนงานทางภูมิศาสตร์เฉพาะขึ้นมาอย่างเดียวดาย และได้พรรณนาให้มีความสัมพันธ์น้อยมากกับภูมิศาสตร์ทั่วไป ดังนั้นคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้เรื่องภูมิศาสตร์เฉพาะ จึงเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ปฏิเสธหลักการของสาขาวิชานี้ รวมถึงตัววิชาภูมิศาสตร์เองก็ยังขาดความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย (Varenius แปลโดย Bowen, 1981: 277-8)

มีข้อสังเกตสองประการที่สำคัญมาก ประการแรกคือ การแบ่งประเภทวิชาภูมิศาสตร์ของวาเรนเนียส ออกเป็นภูมิศาสตร์ทั่วไป (General Geography) และภูมิศาสตร์เฉพาะ (Specific Geography) เป็นปรากฏการณ์คู่ขนานกับการแบ่งแยกระหว่างภูมิศาสตร์กับการทำแผนที่บรรยายด้วยศิลปะต่างๆ  (Chorography) ทั้งนี้วาเรนเนียสเสนอว่าภูมิศาสตร์เฉพาะนั้นสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ส่วน คือ การทำแผนที่บรรยายด้วยศิลปะ และการบรรยายภูมิประเทศ โดยส่วนแรกบรรยายเกี่ยวกับภูมิภาคที่เป็นพื้นที่ขนาดปานกลาง และส่วนหลังบรรยายพื้นที่ขนาดเล็กระดับสถานที่ สำหรับงานทางภูมิศาสตร์ที่เน้นการศึกษาแบบพรรณาศาสตร์ที่มีมาแต่เดิม วาเรนเนียสชี้ว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 ภูมิศาสตร์แบบนี้จัดอยู่ในประเภทการบรรยายภูมิภาค (Regional Description) และประการที่สองที่มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาของวิชาภูมิศาสตร์ในอนาคต วาเรนเนียสกระตือรือล้นมากที่จะสนับสนุนให้ภูมิศาสตร์มีสถานะเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเห็นได้จากความพยายามทำงานผ่านวิธีการพิสูจน์เชิงประจักษ์ในภูมิศาสตร์ทั่วไป ซึ่งเขาคาดการณ์ว่า งานของเขาจะนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์ทั่วไปหรือทฤษฎีทางภูมิศาสตร์ขึ้นมา

าเรนเนียสแบ่งภูมิศาสตร์ทั่วไปออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนสมบูรณ์ (Absolute Part) ที่สนใจเกี่ยวกับโลกและองค์ประกอบของโลก เป็นต้นว่า แผ่นดินใหญ่และแม่น้ำ ที่มีคุณสมบัติร่วมกันกับรูปร่าง การเคลื่อนไหว และขนาดของโลก ส่วนสัมพันธ์ (Respective or Relative Part) เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบจากปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่มีต่อโลก และส่วนเปรียบเทียบ (Comparative Part) ที่เป็นความพยายามค้นหาคำอธิบายถึงการเกิดขึ้นของบางสิ่งบางอย่างจากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสถานที่แต่ละแห่งบนโลก (Baker, 1955; Bowen, 1981) ขณะเดียวกัน เขายังมองภูมิศาสตร์เฉพาะว่าเป็นความสนใจสิ่งต่างๆ 3 ประเภทในขอบเขตของภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ แผ่นดิน ฟากฟ้า และมนุษย์ อย่างไรก็ตาม วาเรนเนียสตระหนักมากว่า ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งในการเอาประเด็นของมนุษย์รวมกับภูมิศาสตร์เพื่อที่จะพิจารณาในบริบททางคณิตศาสตร์ (Lange, 1961) ทั้งนี้ โทเลมีได้เคยหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหายุ่งยากนี้ด้วยการจำแนกสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์และการทำแผนที่ อย่างเช่นการทำแผนที่บรรยายด้วยศิลปะ

วาเรนเนียสได้ให้ความสำคัญต่อการจำแนกแยกแยะภูมิศาสตร์ออกเป็นสองส่วน คือ ภูมิศาสตร์ทั่วไปกับภูมิศาสตร์เฉพาะ เขาจัดให้ภูมิศาสตร์ทั่วไปอยู่กลุ่มเดียวกับวิธีการแบบคลาสสิกของวิทยาศาสตร์ และได้ให้เหตุผลว่าการพิสูจน์จะต้องดำเนินไปด้วยการแสดงข้อคิดเห็นในทางเดียวกันกับคณิตศาสตร์และเรขาคณิต ตรงกันข้ามกับภูมิศาสตร์เฉพาะ ซึ่งเขาระบุว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกอธิบายเชิงปฏิบัติโดยไม่ต้องทำการสาธิต (ยกเว้นแต่สิ่งที่เป็นผลมาจากฟากฟ้า นั่นจึงต้องทำการสาธิต) เนื่องจากว่าประสบการณ์และการสังเกตเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความรู้สึก ที่ใช้ยืนยันสิ่งส่วนใหญ่ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีอื่นจริงๆ (Varenius แปลโดย Bowen, 1981: 281) อย่างไรก็ดี วาเรนเนียสก็ได้พบเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำการจำแนกอย่างที่เขาได้ทำนั้น และยังจะเกิดความซ้อนเหลื่อมกันระหว่างวิธีทั้งสอง ความสับสนยังเพิ่มมากขึ้นในส่วนต่างๆ เนื่องจาก ณ เวลานั้นเขาได้อ้างอิงว่า วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่มีลักษณะเป็นองค์รวม ขณะที่ในบางเวลาเขาแบ่งวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็นสองส่วน ดังนั้น เขาจึงอ้างถึงหลักการพื้นฐาน 3 ประการที่กล่าวถึงความเป็นองค์รวมของวิชาภูมิศาสตร์ ที่จะใช้สำหรับยืนยันความจริงแท้ของข้อเสนอนั้น ประการแรก ข้อเสนอทั้งหลายเกี่ยวกับเรขาคณิต คณิตศาสตร์ และตรีโกณมิติ ประการที่สอง การรับรู้และทฤษฎีทั้งหลายเกี่ยวกับดาราศาสตร์ และประการสุดท้าย ประสบการณ์ นับเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภูมิศาสตร์เฉพาะที่ยังคงเป็นประสบการณ์และการสังเกตจริงของมนุษย์ที่จะทำหน้าที่อธิบายภูมิภาคต่างๆ (Varenius แปลโดย Bowen, 1981: 281) ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนตามข้อความในเครื่องหมายคำพูดข้างบนนี้ แต่ความหมายโดยนัยก็คือว่า เรขาคณิต คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ก็ควรเป็นหลักการพื้นฐานที่ภูมิศาสตร์ทั่วไปจะต้องยึดถือ ยิ่งไปกว่านั้นจะพบว่าส่วนที่สำคัญสุดของภูมิศาสตร์ยังคงผูกพันกับประสบการณ์ ซึ่งก็แน่ละว่าประสบการณ์ย่อมมีความสำคัญต่อภูมิศาสตร์ทั่วไปด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าจะมีความตรึงเครียดขึ้นมาอีก เนื่องจากว่า วาเรนเนียสกำลังค้นหาวิธีการที่จะสร้างภูมิศาสตร์ในรูปแบบคณิตศาสตร์ เป็นภูมิศาสตร์ที่สนใจกฏเกณฑ์และทฤษฎีทั่วไป ขณะเดียวกันก็ผนวกเอาเรื่องราวของประชาชนและภูมิภาคด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะต้องมีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ (Empirical Experience) อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะผสมผสานวิธีการอุปนัยแบบใหม่ (Inductive Methodology) ของเบคอนเข้ากับการพิสูจน์ตรรกะทางคณิตศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน

ลักษณะที่สำคัญประการสุดท้ายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ Geographia Generalis คือ

การศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ได้รับการเสนอแนะว่าจะต้องให้ความสนใจไปที่ 1) คุณค่า (value) อันนี้ถือเป็นความเหมาะสมระดับสูงที่สุดสำหรับมนุษย์ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้ ที่จะต้องอาทรต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ร่วมชะตากันอยู่บนโลกใบนี้ 2) เป็นความยินดีปรีดาและความเพลิดเพลินอย่างแท้จริง ในการที่จะใคร่ครวญถึงภูมิภาคต่างๆ บนผืนโลก รวมถึงคุณสมบัติต่างๆ และ     3) คุณประโยชน์และความจำเป็นที่พึงสังเกต เนื่องจากว่าทั้งนักเทววิทยา นายแพทย์ นักกฎหมาย นักประวัติศาสตร์ และผู้สนใจศึกษาสาขาอื่นๆ ต่างก็สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้โดยปราศจากความรู้ทางภูมิศาสตร์ หากว่าพวกเขาปรารถนาที่จะทำการศึกษาของพวกเขาไปโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ (Varenius แปลโดย Bowen, 1981: 282-3)

แม้ว่าจะมีคู่ขนานที่น่าสนใจระหว่างการให้เหตุผลแบบนี้กับแนวทางของสตราโบ ซึ่งวาเรนเนียสไม่เห็นด้วยตามสตราโบ โดยโต้แย้งว่า วิชาภูมิศาสตร์มีความสำคัญสำหรับนักการเมืองและกิจกรรมของกองทัพ อย่างไรก็ดีเขายังคงให้ความสนใจในเรื่องของคุณค่า ความเพลิดเพลินที่เกิดจากการพิจารณาใคร่ครวญ และคุณประโยชน์ โดยคุณค่าของวิชาภูมิศาสตร์ที่ถูกมองเห็นกันในฐานะสิ่งสำคัญมากทั้งด้านจิตใจและเนื้อหาสาระสำหรับการประกอบกิจกรรมของมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลก วาเรนเนียสยังคงเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อความสำคัญที่สะท้อนออกมาของวิชานี้ โดยมีการบันทึกไว้ให้เห็นถึงความมีคุณค่าของโลกที่พิจารณาแล้วอย่างถี่ถ้วน และเขายังเสนอถึงคุณประโยชน์ของวิชาภูมิศาสตร์ที่จะเอื้ออำนวยต่อการสร้างความก้าวหน้าให้เกิดความรู้เพิ่มมากขึ้น ทั้งหลายที่กล่าวมานี้คือ 3 ประเด็นหลักที่เดินทางคู่ขนานมาอย่างใกล้ชิดกับความสนใจความรู้ในเชิงสถาบันของฮาเบอร์มาส (Habermas) ดังนั้นความสนใจของวาเรนเนียสเกี่ยวกับคุณค่าของวิชาภูมิศาสตร์ที่มีต่อการประกอบกิจกรรมของมนุษย์บนโลก อันนี้สามารถเปรียบเทียบได้กับความสนใจเชิงเทคนิคของฮาเบอร์มาส ตีความเรื่องนี้ได้ว่า ความรู้ทำให้ประชาชนสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติได้ ในส่วนที่เน้นเรื่องความเพลิดเพลินนั้นเห็นกันได้อย่างกว้างๆ ว่าเหมือนกับการให้ความสนใจต่อวิทยาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical-Hermeneutic Sciences) ที่สนใจสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ในการสื่อสาร และส่วนของคุณประโยชน์ของวิชาภูมิศาสตร์นั้น ก็เป็นประเด็นของการสร้างความก้าวหน้าของความรู้ ที่ตีความได้ว่าเป็นความสนใจที่จะปลดปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระจากวิชชา ขณะนี้ความเหมือนกันตรงนี้ควรจะไม่ถูกเน้นให้ไปไกลมาก แต่มันก็บอกบางอย่างออกมาว่า วาเรนเนียสได้รับมีการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในการที่จะค้นหาทางปรับปรุงสาขาวิชานี้ตามแนวทางทั้งสาม

วาเรนเนียสเสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง 28 ปีเท่านั้นเอง โดยเกี่ยชีวิตก่อนที่จะมีเวลาเขียนรายละเอียดของบทความเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เฉพาะให้เชื่อมสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ทั่วไปที่ได้เขียนไปก่อนหน้าแล้ว หนังสือ Geographia Generalis ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา สำหรับภาษาอังกฤษนั้น ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton.1642-1727) นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้ทำการปรับปรุงเพื่อใช้สอนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี ค.ศ.1672 และ 1781 อย่างไรก็ดี ความสนใจในเชิงทฤษฎีความเข้าใจโลกแบบองค์รวมของวาเรนเนียสก็ถูกติดตามไล่หลังจนทัน จากความสนใจต่อวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ (Empirical Sciences) ที่ทวีเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งมาจากความต่อเนื่องของการสำรวจส่วนต่างๆ ของโลก ซึ่งเหล่านั้นล้วนต้องการคำอธิบาย อย่างที่โบเว่น (Bowen, 1981: 90) ได้กล่าวว่า

ภูมิศาสตร์ทั่วไปตามที่วาเรนเนียสได้นำเสนอมานั้น ไม่ได้อยู่ในกระแสความนิยมของนักปราชญ์นักวิชาการ เนื่องจากว่าไปเกี่ยวพันธ์กับวิธีการแบบองค์รวม (Comprehensive Approach) มากกว่าที่จะเป็นลักษณะของความรู้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง อีกทั้งยังไม่เอื้อต่อการทดสอบทดลองเชิงปฏิบัติการด้วย ขณะที่ภูมิศาสตร์เฉพาะที่ให้ความสนใจที่ตัวมนุษย์ ก็ได้รับการพิจารณาจากนักกลศาสตร์ให้อยู่นอกวงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดังนั้นการที่วิทยาศาสตร์เฉพาะหลายต่อหลายสาขากำลังจะเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษหน้า วิชาภูมิศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภูมิภาคศึกษากลับกลายเป็นสิ่งที่กำกวมและอยู่ในสถานะที่รองรับแรงต้านการเข้าไปมีความสมพันธ์กับแบบอย่างทางวิทยาศาสตร์

จึงเห็นได้ว่า ในช่วงหนึ่งที่มีความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ เป็นช่วงที่วิธีการเชิงประจักษ์และการทดลองมีความสำคัญยิ่ง ภาพลักษณ์ของวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะไม่ค่อยเปล่งประกายสักเท่าไร หากแต่ยังอยู่ในสถานะที่จะต้องพยายามคืนชีพกลับมา ค้นหาตำแหน่งที่ถูกที่ควรอันเหมาะสมภายใต้กรอบความเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแขนงหนึ่ง

 

ภูมิศาสตร์กายภาพของอิมมานูเอล ค้านท์

ช่วงที่สองของศตวรรษที่ 17 ได้เกิดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์แบบใหม่ขึ้น โดยมีราชสมาคม (Royal Society) ในกรุงลอนดอน และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งปารีส (Paris Academic of Sciences) ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อปี ค.ศ.1666 เป็นองค์กรรองรับการทำงานในแนวทางใหม่ดังกล่าว อย่างไรก็ดีคงต้องกล่าวว่า แนวความคิดเกี่ยวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของฟรานซีส เบคอน อันเป็นก้าวแรกของการจุดประกายให้เกิดการทำงานในลักษณะดังกล่าวขึ้นในสมาคมทั้งสอง แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการสนับสนุนทางด้านแนวความคิดอย่างแข็งขันจากเดสการ์ตส์ อีกทั้งการที่เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของวิชาการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการแสวงหาแนวทางและข้อสรุปของกาลิเลโอ และนิวตัน รวมไปถึงวิธีการศึกษาแบบการทดลองเชิงประจักษ์ของจอห์น ล็อก (John Locke) และจอร์จ เบอร์กเลย์ (George Berkeley) โดยในเชิงปรัชญาแล้วมีคำถามหลักๆ ของทั้งล็อก เบอร์กเลย์ เดสการ์ตส์ และเบคอน เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจต่อสิ่งที่เป็นพื้นฐานของการสะสมและสรรสร้างความรู้ คำถามมีอยู่ว่า อะไรคือสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้ค้นพบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ที่จะแสวงหาความรู้ในสิ่งต่างๆ การตอบสนองต่อคำถามดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1. กลุ่มนักวิชาการที่เชื่อในการกล่าวอ้างเหตุผล (Rationalists) โดยมีเดสการ์ตส์ สปินโนซ่า (Spinoza) และไลนีซ (Leiniz) เป็นหัวหอกในการกล่าวว่า กุญแจที่จะไขไปสู่ความรู้วางอยู่บนการสะท้อนของเหตุผล และการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีเชิงประจักษ์นั้นวางอยู่บนรากฐานของอภิปรัชญา

2.    กลุ่มนักวิชาการที่เชื่อมั่นในวิธีการทดลองเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นแนวทางตรงข้ามกับวิธีการแรกอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เดวิด ฮูม (David Hume) เป็นผู้นำเสนอ และยังได้กำหนดขอบเขตความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ตามความจำกัดของประสบการณ์ของมนุษย์

ห้วงเวลานั้นกล่าวกันว่าเกิดการตกตะกอนเน่าบูดทางวิชาการในตอนปลายศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18 สาขาภูมิศาสตร์เองก็ล่องหนหายตัวไปอย่างไม่มีใครใส่ใจนัก ณ จุดตรงนี้เองที่เป็นยุคแห่งการก่อกำเนิดในการศึกษาประวัติธรรมชาติ งานของไพลนี่ (Pliny) เรื่อง Natural History เป็นประจักษ์พยานในการกำหนดเนื้อหาทางภูมิศาสตร์รวมถึงหนังสือของโทมัส เบอร์เนท (Thomas Bernet, 1681) เรื่อง Secret Theory of the Earth ที่กล่าวถึงกำเนิดของโลกและสภาพปัจจุบันของภายใต้จินตนาการ มีการยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและให้โลกหมุนรอบแกน โดยเบื้องต้นลักษณะพื้นผิวโลกจะราบเรียบ ต่อเมื่อมนุษย์มีอายุยืนยาวมีเวลาว่างมากพอที่จะประกอบกรรมชั่ว พระเจ้าจึงพิโรธประกาศทำลายล้างโลก พื้นผิวโลกจึงเริ่มแตกแยกเกิดเป็นภูเขาและหุบเขา จากนั้นน้ำภายในโลกจึงถูกปล่อยออกมาท่วมผิวโลก โลกสั่นสะเทือนมากทำให้แกนเริ่มไม่ตั้งฉากกับแนวโคจรและเกิดฤดูกาลขึ้นมา และงานของจอห์น เรย์ (John Ray, 1691) Wisdom of God Manifested in the Works of Creation เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการจำแนกประเภทขงสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้  โบเว่นยังได้เสนอถึงการศึกษาประวัติธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลต่องานทางภูมิศาสตร์ในเวลาต่อๆ มา รวมไปถึงความพยายามที่จะเชื่อมโยงเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์สมัยใหม่เข้ากับการสอนศาสนาในโบสถ์ อย่างไรก็ตามงานเขียนทางภูมิศาสตร์ยังคงมุ่งเน้นถึงการเดินทางสำรวจดินแดนต่างๆ และการรวบรวมบรรยายเรื่องราวจากการเดินทางเหล่านั้น

ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 มีการคิดค้นวิธีการปฏิบัติและทฤษฎีทางภูมิศาสตร์เกิดขึ้นในเยอรมนี โดยในระดับของการปฏิบัตินั้น แอนตัน เฟรดริช บูชชิง (Anton Friedrich Busching, 1724-93) ศาสตราจารย์ทางปรัชญาของมหาวิทยาลัยกอตติงเกน (Gottingen) ได้บรรยายลักษณะเหตุการณ์ตามช่วงเวลาและภูมิประเทศของพื้นผิวโลกไว้ในงานของเขา ชื่อ Neue Erdbeschreibung ซึ่งเขียนไว้ถึง 11 เล่มในช่วงเวลาระหว่าง 1754-1792 หนังสือนี้แบ่งวัตถุดิบที่ใช้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือส่วนที่เน้นถึงความเป็นเมืองและที่เกี่ยวกับการเมือง และส่วนที่สองคือ รายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพทางธรรมชาติ เรื่องนี้โบเว่นได้เสนอแนะว่า งานของบูชชิงยังคงมีความสำคัญต่อการใช้ข้อมูลทางสถิติมาสรุปความเกี่ยวกับความหนาแน่นของประชากรบนพื้นที่ที่เขาได้บรรยายเอาไว้ อีกทั้งยังส่งผลต่อการวิจัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา สำหรับสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทฤษฎีทางภูมิศาสตร์ในอนาคต คือ งานของนักปราชญ์ชาวเยอรมัน คือ อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant. 1724-1804) ที่เสนอผ่านงานของเมย์ (May, 1970) ว่า เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างชัดเจนของนักปราชญ์ที่มีความสนใจต่อภูมิศาสตร์

สังคมรู้จักค้านท์ดีที่สุดเมื่อพิมพ์หนังสือออกมาสามชุด คือ Critique of Pure Reason ค.ศ.1781 Critique of Practical Reason ค.ศ.1788 และ Critique of Judgement ค.ศ.1790 ในงานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเขาพยายามแสวงหาแนวทางเพื่อนำเสนอทางเลือกระหว่างวิธีการเชิงประจักษ์กับวิธีการเชิงเหตุผล เนื่องจากปรัชญาต่างๆ ที่ใช้กันอยู่มีความผิดพลาดอยู่เสมอๆ มีก็เพียงอภิปรัชญาเท่านั้นที่สามารถใช้พิจารณาเหตุการณ์ได้ด้วยตัวมันเอง ว่าจะเป็นเรื่องราวในเชิงประจักษ์หรือว่าเชิงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง การกล่าวในเชิงปรัชญาอย่างนี้ทำให้ค้านท์กลายเป็นบิดาแห่งปรัชญาจิตนิยมแห่งศตวรรษที่ 19 ของเยอรมัน ค้านท์สอนที่มหาวิทยาลัยโกนิกสเบอร์ก (Konigsberg) เป็นเวลา 40 ปี นับจากปี ค.ศ.1756 เขาได้เขียนบทความมากมายที่สถาบันแห่งนี้ ที่สำคัญมากคือปี ค.ศ.1757 บทความสั้นๆ เรื่อง Outline and Prospectus for a Course of Lectures in Physical Geography แต่ว่าได้ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียวในปี ค.ศ.1802 ภายในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Physiche Geographie

บทความที่เขียนในปี ค.ศ.1757 ของค้านท์ นำเสนอว่ามีวิธีการศึกษาเกี่ยวกับโลกสามวิธีด้วยกัน คือ 1) วิธีการศึกษาด้วยคณิตศาสตร์ เป็นการการศึกษาเกี่ยวกับรูปทรงของโลก 2) วิธีการศึกษาทางการเมือง เป็นการศึกษาถึงเรื่องราวของผู้คนและรูปแบบการปกครองบนพื้นที่นั้นๆ และ 3) ภูมิศาสตร์กายภาพ เป็นการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางธรรมชาติและรายละเอียดที่อยู่ภายในของผืนแผ่นดิน จะเห็นได้ว่าค้านท์เองก็ได้แยกแยะเรื่องราวไว้ในลักษณะเดียวกันเช่นเดียวกับวาเรนเนียส คือ มีเรื่องของภูมิศาสตร์กายภาพและเรื่องของการเมือง ต่อมาภายใต้การนำเสนอในงาน Physiche Geographie เขาพบวิธีที่จะแก้ปัญหาการแยกแยะนี้ด้วยการอ้างอิงถึงภูมิศาสตร์กายภาพในฐานะที่เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับโลกในลักษณะวัตถุที่อยู่นอกเหนือความรู้สึกใดๆ ตรงข้ามกับมานุษยวิทยาที่เป็นการศึกษาถึงเรื่องภายในจิตสำนึกของตัวมนุษย์เอง ยิ่งกว่านั้นการแยกแยะระหว่างมุมมองแรกเริ่มและมุมมองในช่วงเวลาต่อมาของค้านท์ เกี่ยวกับการศึกษาทางภูมิศาสตร์เป็นวิธีการที่เขารับรู้ถึงความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ โครงร่างบทความที่เขียนในปี ค.ศ.1757 จะเห็นว่าเขากำหนดให้ภูมิศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมีการตีพิมพ์เขากลับแบ่งสาระสำคัญของทั้งสองวิชาซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างสรรความรู้ทั้งมวลออกจากกัน โดยระบุว่าภูมิศาสตร์เป็นการบรรยายเกี่ยวสภาพพื้นที่ ขณะที่การบรรยายทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้เขายังคงเสนอแนะต่อไปอีกว่าภูมิศาสตร์เป็นรากฐานของประวัติศาสตร์ เนื่องจากว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องมีการอ้างอิงถึงบางสิ่งบางอย่าง ขณะที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะละเว้นกระบวนการบางอย่าง เพียงแต่สิ่งต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ทราบกันดี และผลลัพธ์ที่ได้ในช่วงเวลาหนึ่งมีองค์รวมที่แตกต่างไปจากภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

ในช่วงเวลาที่มีการตีพิมพ์ Physiche Geographie นั้น ค้านท์ยังคงพิจารณาถึงแนวความคิดของเขาอีกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพกับภูมิศาสตร์สาขาอื่นๆ นอกเหนือจากที่จะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เขาได้แบ่งสาขาวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็น 5 กลุ่มวิชา

o   ภูมิคณิตศาสตร์ (Mathematical Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับรูปทรง ขนาด และการเคลื่อนที่ของโลก รวมถึงความสัมพันธ์กับระบบสุริยะจักรวาลที่มีโลกอยู่ภายในระบบ

o   ภูมิศาสตร์ธรรมจริยา (Moral Geography) เป็นเรื่องเกียวกับความหลากหลายของประเพณี และคุณลักษณะของผู้คนที่อยู่อาศัยกันบนพื้นที่ที่แตกต่างกัน

o   ภูมิศาสตร์การเมือง (Political Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์กรทางการเมืองของรัฐที่มีความสัมพันธ์อยู่กับภูมิศาสตร์กายภาพ

o   ภูมิศาสตร์การค้า (Commercial Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าที่เชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่ต่างๆ ที่สามารถเดินทางเข้าถึงได้ด้วยการสลายความเป็นส่วนตัวเฉพาะตัวลงไป

o   ภูมิเทววิทยา (Theological Geography) เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการตามหลักการทางเทววิทยาที่ถูกแปลงรูปเนื่องจากมีความแตกต่างกันในแต่ละท้องที่

การแบ่งสาขาทั้งหมดนี้มีความประสงค์ที่จะบอกว่ากิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์บนพื้นโลก ล้วนได้รับอิทธิพล อย่างแรงกล้าและอยู่ภายใต้อาณัติของภูมิศาสตร์กายภาพ

เมย์ (May, 1970) กล่าวว่าภูมิศาสตร์ของค้านท์ยังคงมีคุณค่าในการเป็นแนวทางการสอนที่ลึกซึ้ง และสิ่งหนึ่งที่เป็นแกนหลักของการนำเสนอคือ การที่เขาได้ปรับปรุงเพื่อที่จะใช้ในการสอนเป็นกรอบการแสวงหาความรู้ของนักศึกษา ทั้งนี้อดิกส์ (Adickes, 1925) กล่าวถึงอิทธิพลทางความคิดของรูสโซ่ (Rousseau, 1712-1778) ที่มีต่อค้านท์ว่าเขายังคงพิจารณาถึงภูมิศาสตร์ว่าสามารถใช้ในการเรียนการสอนเกี่ยวจริยธรรมและเทววิทยาได้ด้วย และแน่นอนค้านท์ยืนยันว่า ภูมิศาสตร์เป็นกลุ่มก้อนของความรู้เกี่ยวกับการที่ผู้คนจัดการจัดสรรตัวเองให้อยู่ได้ในโลก

ส่วนสุดท้ายในงานทางภูมิศาสตร์ของค้านท์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา คือ สถานที่ (Places) โดยที่เขาได้ให้รายละเอียดถึงสถานที่ในเชิงปรัชญาวิทยาศาสตร์ รวมถึงการหันกลับไปสู่แนวความคิดหลักของเขาเกี่ยวกับความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล (Rational Knowledge) และความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ที่เขียนไว้ใน Critique Pure Reasons โดยกล่าวอ้างว่าความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์มีรากฐานอยู่บนการมีประสบการณ์และจินตนาการที่ว่าด้วยสาระแห่งความเป็นจริง ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เป็นสมบัติตกทอดตามกันมา เรื่องนี้ก็คงเป็นไปอย่างที่สครูตัน (Scruton, 1981) ได้สรุปไว้ว่า ความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์นี้ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ในสารระบบที่แน่นอนตายตัว เนื่องจากว่าความเป็นจริงเหล่านี้ถูกตั้งสมมุติฐานตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษาในเชิงประจักษ์นี้แล้วว่ามันเป็นจริง การยอมรับโดยหลักการโดยปราศจากสิ่งที่ค้างคานี้ คือ การได้ความรู้ที่เป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งส่วนหนึ่งของความรู้แบบนี้ได้มาจากการวิเคราะห์ (หรือไม่ก็การสังเคราะห์) ส่วนของการวิเคราะห์เป็นสิ่งที่เป็นจริง เพราะว่าคำต่างๆ ที่ถูกใช้ในการวางกฎเกณฑ์เหล่านี้และยิ่งรวมไปถึงการรูปประโยคด้วยแล้วมันเป็นตัวบ่งบอกถึงการทำนายเหตุการณ์ ซึ่งรัสเซล (Russel, 1961) แสดงตัวอย่างให้เห็นความเป็นเหตุเป็นผลนี้ในทำนองว่า ผู้ชายที่ตัวสูงคือผู้ชาย ในทางตรงข้ามกัน ด้านการสังเคราะห์ไม่ได้เป็นการวิเคราะห์และกล่าวถึงความหมายเกี่ยวกับโลกในเชิงประจักษ์ การสังเคราะห์เรื่องราวตามลำดับของค้านท์เป็นการปรับแปลงผ่านสิ่งที่สะท้อนออกมา และเรื่องราวต่างๆ จำเป็นจะต้องมีความเป็นจริง ซึ่งตรงนี้สครูตัน (Scruton, 1981) กล่าวว่ามันคือส่วนประกอบของอภิปรัชญา สำหรับความจริงทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของค้านท์นั้นเป็นสิ่งที่ตกทอดและสามารถพิสูจน์ได้ ทั้งนี้มันจะอ้างโยงมาจากการรับรู้และประสบการณ์ ส่วนความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่มีลำดับก่อหลังและเป็นสิ่งที่มีเหตุผล

สำหรับค้านท์แล้ว พื้นที่และเวลาเป็นรูปแบบของการแสดงความเข้าใจมากกว่าที่จะเป็นส่วนของแนวความคิดต่างๆ ทั้งสองส่วนนี้เป็นรายละเอียดที่เกิดจากการรับรู้ ยิ่งกว่านั้นเขายังกล่าวถึงรูปแบบของเหตุการณ์ตามลำดับความสำคัญ ตามหลักการของอภิปรัชญาและปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดธรรมชาติ วิธีการ และขอบเขตความรู้ของมนุษย์ จากความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ของค้านท์ จำเป็นต้องเข้าใจวิธีการบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในกระบวนการรับรู้ ค้านท์พิจารณาว่าความรู้สึกทั้งหมดมีสาเหตุภายในตัวของมันเอง หรือที่เขาเรียกว่า Noumena อย่างไรก็ตามคงเป็นไปได้ยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้จักและเข้าใจต่อ Noumena ทั้งหลายทั้งปวงที่เรากระทำได้จะต้องเป็นการรับรู้ถึงปรากฏการณ์โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แนวความคิดและประสบการณ์ ซึ่งรัสเซลล์ (Russell, 1961) ได้กล่าวสรุปไว้ว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นในการรับรู้ของเรา สิ่งนั้นเราเรียกว่าปรากฏการณ์ ซึ่งจะประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุหรือสิ่งที่ถูกเพ่งพินิจ เรียกว่าการสร้างความรู้สึก และมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดหรือประเด็นอันเป็นต้นเหตุแห่งความสัมพันธ์ตามลำดับความสำคัญ ส่วนต่อมาของเขาเรียกว่ารูปแบบของปรากฏการณ์ รูปแบบนี้มีลำดับความสำคัญและไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ รูปแบบของความรู้สึกภายนอกของค้านท์ คือ พื้นที่ ส่วนรูปแบบภายในความรู้สึก คือ เวลา" สครูตัน (Scruton, 1981) สรุปเรื่องนี้ว่า "หมายความอย่างหยาบๆ ของเรื่องนี้ที่ว่า ความคิดเกี่ยวประสบการณ์ไม่ได้แยกแยะออกจากเวลา และความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์บนโลกก็ไม่ได้แยกแยะออกจากพื้นที่แต่อย่างใด รัสเซลล์ (Russell, 1961) กล่าวต่ออีกว่า อภิปรัชญาเกี่ยวกับพื้นที่ตามข้อเสนอของค้านท์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีความรู้อย่างชัดแจ้งใน 4 ประเด็น คือ

o   พื้นที่เป็นการกล่าวอ้างถึงความรู้สึกภายนอก โดยไม่สามารถจะแสดงแนวคิดเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ภายนอกได้เลย

o   ไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามีพื้นที่อยู่ที่ใดบ้าง แม้ว่าเราจะสามารถจินตนาการได้ว่าไม่มีสิ่งใดเลยอยู่ในพื้นที่

o   ค้านท์พิจารณาว่ามีเพียงพื้นที่เดียวเท่านั้น และพื้นที่นั้นจะไม่ใช่แนวคิดทั่วไปที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ

o   ค้านท์เชื่อว่าพื้นที่ไม่มีการจำกัดขอบเขต

ยังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับความจริงที่รวมอยู่ในวิธีการที่นำเสนอโดยค้านท์ ซึ่งทั้งแกมินสกี้ (Kaminski, 1905) สมิธ (Smith, 1923) และเมย์ (May, 1970) กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ค้านท์ได้ใช้เหตุผลทางตรรกะเกี่ยวกับพื้นที่และเวลาในหนังสือ เพื่ออ้างอิงไปสู่การกำหนดขอบเขตของทั้งภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ อันวิน (Unwin, 1992) เสนอแนะว่าจากจุดเริ่มต้นนี้มีความเป็นไปได้ที่จะบอกว่า แต่เดิมค้านท์ได้ใช้ความรู้สึกในเชิงทฤษฎี แต่ในระยะต่อมากลับเปลี่ยนแปลงมาเป็นเชิงปฏิบัติ ข้อความต่อไปนี้ที่ เมย์ (May, 1970) ยกมาคงจะเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า ค้านท์เป็นผู้มีแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เป็นองค์ประกอบที่เข้าไปต่อเติมให้องค์ความรู้ทั้งมวลเต็ม โดยที่ภูมิศาสตร์เป็นการกล่าวอ้างถึงพื้นที่ หรือ space ขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นการกล่าวอ้างถึงช่วงเวลาทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องนำเอาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เข้าไปวิพากย์วิจารณ์ให้อยู่ประเด็นทางทฤษฎีเกี่ยวกับพื้นที่และเวลาใน Critique Pure Reasons หากจะต้องนำเอาเข้าไปพิจารณาในเชิงทฤษฎีและเหตุผลแล้ว ภูมิศาสตร์ของเขาก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในองค์รวม อย่างไรก็ตามตรงนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เด่นชัดนักที่จะเสนอแนะถึงเรื่องของมานุษยวิทยาว่าเป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติขึ้นมาด้วยประสบการณ์แห่งสำนึกภายในตัวผู้คนเอง เรื่องนี้คงจะแก้ปัญหาได้ด้วยการพิจารณาว่า ประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาเป็นหนึ่งเดียวและเป็นสิ่งที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าค้านท์ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะพิจารณาเท่านั้นเอง นอกจากนี้ เมย์ (May, 1970) ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งว่าถูกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด โดยพิจารณาว่าการจำแนกของค้านท์ ในเรื่องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายนอกความรู้สึกแนวแนวคิดเกี่ยวกับเวลา ในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการพิจารณาเวลาในลักษณะที่เป็นเรื่องราวภายในความรู้สึก

ความเชื่อมโยงของค้านท์ที่มีต่อสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่มีหลักการเกี่ยวกับพื้นที่ และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเวลานี้ เมย์ (May, 1970) กล่าวว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาสาขาวิชาเหล่านี้ในอนาคต แต่ดูเหมือนว่าในช่วงที่ค้านท์มีชีวิตอยู่ผู้คนในสังคมวิชาการทางภูมิศาสตร์จะไม่ค่อยยอมรับสักเสียเท่าไร การยอมรับในแนวคิด ทฤษฎี และปรัชญาที่ค้านท์นำเสนอกลับมาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเมื่อเขาได้เสียชีวิตลงแล้ว

การก่อตัวของภูมิศาสตร์สมัยใหม่

ขณะที่ค้านท์ได้ให้กฏเกณฑ์สำหรับภูมิศาสตร์ด้วยการปรับปรุงแก้ไขทฤษฎี ความสนใจทางปรัชญาอื่นๆ ของเขาดูเหมือนว่าจะไม่นำไปสู่การปฏิบัติเท่าไรนัก แต่ก็มีงานชิ้นสำคัญสองชิ้นที่ชาวเยอรมันสองคนทิ้งไว้ให้เป็นแบบอย่างไปสู่ภาคปฏิบัติ เขาทั้งสองคือ อเล็กซานเดอร์ วอน ฮุมโบลดท์ (Alexander von Humboldt.1769-1859) และคาร์ล ริทเทอร์ (Carl Ritter.1779-1859) นักปราชญ์ทั้งสองท่านนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นผู้สถาปนาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ขึ้นมา (Hartshorne, 1939, 1958; Dickinson, 1969; Schultz, 1980; Holt-Jensen, 1988) น่าสนใจว่าทั้งสองเสียชีวิตในปีเดียวกัน คือปี ค.ศ.1859 และเป็นปีเดียวกันที่หนังสือ On the Origin of Species ของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin.1809-1882) ได้รับการตีพิมพ์ หนังสือเล่มนี้ได้นำเอาสารสนเทศใหม่ๆ ที่สามารถพิสูจน์ได้จำนวนมากมายมาจากแหล่งต่างๆ ที่เป็นไปตามนโยบายการสำรวจและล่าอาณานิคมของยุโรป เป็นการผสมผสานกันของวิธีการใหม่ๆ ในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่มีกิจการทางการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อันส่งผลให้เกิดสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับการถือกำเนิดของวิชาภูมิศาสตร์ที่เป็นทางการ ทั้งนี้สตอดดาร์ต (Stoddart, 1986: 34) ชี้ว่า เป็นเพราะเครื่องมือสองชิ้นที่สำคัญมาก ที่ช่วยนำเอาสารสนเทศจำนวนมหึมาที่หลั่งไหลเข้ามาจากยุคสำรวจ ซึ่งสารสนเทศเหล่านั้นเป็นที่ยอมรับกันด้วยเหตุผลและด้วยความเข้าใจตามวิธีการจำแนกและเปรียบเทียบที่เป็นแบบปฏิบัติที่ลินเนียส (Karl Linnaeus.1707-1778) สร้างขึ้นมาใช้ และต่อมาเรโนลด์ ฟอร์สเตอร์ (Reinhold Forster.1729-98) นำเอาไปใช้อย่างได้ผล (Hoare, 1976) ความสำเร็จของทั้งฮุมโบลดท์ และริทเทอร์ คือ การได้ฉวยเอาความก้าวหน้าทั้งเทคนิคและแนวความคิดของการเดินทางไปในย่านแปซิฟิกหลายต่อหลายครั้ง และยังจัดการและจัดลำดับความรู้เพื่อที่จะได้นำเสนอถึงความสัมพันธ์และความสำคัญที่เกิดต่อเนื่องในด้านนิเวศวิทยาของฮุมโบลดท์ และด้านประวัติศาสตร์และภูมิภาคของริทเทอร์ (Stoddart, 1986: 36-37)

อเล็กซานเดอร์ วอน ฮุมโบลดท์ กับจักรวาลวิทยา

ความยิ่งใหญ่ในการนำเสนอแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ของฮุมโบลดท์ เกิดจากการที่เขาเป็นนักสังเกตและนักเปรียบเทียบเชิงประจักษ์ เขาเป็นผู้ที่ค้นหาทางพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่มีผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ (Kellner, 1963; Meyer-Abich, 1967; Mayer-Abich and Hentschel, 1969; Dickinson, 1969; Bowen, 1970; Botting, 1973; Stoddart, 1986) วิธีการของเขาเป็นวิธีการแบบอุปนัยสำหรับค้นหา แนวทางที่จะปรับปรุงและขยายวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของเบคอน(Bowen, 1981: 215) ฮุมโบลดท์เริ่มต้นศึกษาในดับมหาวิทยาลัยจากแฟรงค์เฟิร์ตและกอตติงเกน แต่ว่าก็ได้ใช้เวลาหนึ่งปีที่สถาบันการพาณิชย์ (Academy of Commerce) ที่ฮัมเบอร์ก และใช้เวลาแปดเดือนที่สถาบันเหมือนแร่ที่ไฟร์บูร์ก (Freiburg Academy of Mines) ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพื้นฐานให้เขาเข้าทำงานในฐานะนักธรณีวิทยาและวิศวกรเหมือนแร่ที่มีความสนใจพฤกษศาสตร์เป็นอย่างมาก เมื่อปี ค.ศ.1789 ขณะที่ทำงานที่กอตติงเกน เขาก็ได้พบกับนักภูมิศาสตร์คนหนึ่ง คือ จอร์จ ฟอร์สเตอร์ (George Forster) บุตรของเรโนลด์ ฟอร์สเตอร์ นักธรรมชาติวิทยาผู้ที่เดินทางร่วมไปกับกองเรือของกัปตันคุก เมื่อคราวที่เดินทางครั้งที่สองระหว่างปี ค.ศ.1772-75 (Hoare, 1982)

ปี ค.ศ.1786 หรือหกปีก่อนที่จะพบกัน จอร์จ ฟอร์สเตอร์ ได้แสดงความรู้สึกคัดค้านแบบจำลองทางภูมิศาสตร์ของค้านท์ที่ได้แบ่งแยกระหว่างประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (History of Nature) และการบรรยายธรรมชาติ (Description of Nature) การตอบสนองกับค้านท์ได้ตอกย้ำถึงข้อเสนอของเขา และเสนอแนะถึงการป้องกันความสับสนเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพที่จะถูกนำมาให้ในการอธิบายธรรมชาติ และลักษณะทางหน้าตาของมนุษย์ที่จะใช้แสดงประวัติศาสตร์ของธรรมชาติ (May, 1970) ตลอดช่วงระยะเวลาที่ติดต่อกับฟอร์สเตอร์นี้ ดูเหมือนว่าเขาจะซึมซาบเอาข้อโต้แย้งอันนี้ได้มากพอควร และเขาเองก็เริ่มพัฒนาความสนใจทั้งด้านภูมิศาสตร์และงานเขียนของค้านท์ไปพร้อมๆ กัน

งานชิ้นแรกของฮุมโบลดท์ คือ Florae Fribergensis ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1793 และในงานชิ้นนี้เขาบรรจุมุมมองของเขาเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของพืชพรรณ ภูมิศาสตร์ของหิน และภูมิศาสตร์ของสัตว์ โดยเขาระบุว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกก่อรูปกันขึ้นมาเป็นวิชาๆ หนึ่ง ที่เรียกเป็นภาษาลตินว่า Geognosia และภาษาเยอรมัน เรียกว่า Erdkunde อันนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของงานเขียน

ทางภูมิศาสตร์ในระยะต่อมา หนึ่งปีหลังจากนั้น เขาก็ได้พบกับพี่ชายของเขาที่ชื่อ วิลเฮล์ม (Wilhelm) ที่เมืองเจน่า นั่นทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับนักเขียนที่โดดเด่น และนักปราชญ์ที่สนใจต่อการพัฒนาและกำลังขยายปรัชญาแนวความคิดของค้านท์ ไม่ว่าจะเป็นเกอร์เต้  (Goethe.1775-1832) ชิลเลอร์ (Schiller.1759-1805) ฟิชเต้ (Fichte.1762-1814) และเชลลิ่ง (Schelling.1775-1854) (Scruton, 1981) ซึ่งโบเว่น (Bowen, 1981) ถึงกับเสนอว่าฮุมโบลดท์ได้ค้นพบแรงบันดาลใจในช่วงเวลานี้ในงานของโยฮานน์ กอตต์ไฟรด์ วอน เฮอร์ดเดอร์ (Johann Gottfried von Herder.1744-1803)และสมาชิกคนอื่นๆ ของวงเพื่อนฝูงของเกอร์เต้  ซึ่งเป็นผู้ที่เน้นถึงความจำเป็นของการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของโลกมาพัฒนาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโลก ในฐานะที่โลกเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษยชาติ (Birkenhauer, 1986) ขณะเดียวกันฮุมโบลดท์ก็ได้เดินทางไปหลายที่ในยุโรป และในปี ค.ศ.1799 เขาก็ได้เริ่มเดินทางไปสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในดินแดนของสเปนที่ทวีปอเมริกา โดยใช้เวลายาวนานถึงห้าปีเดินทางไปตามเส้นทางต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลและสิ่งต่างๆ (Kellner, 1963; Meyer-Abich and Hentschel, 1969) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าเขามีความสนใจต่อการทดสอบ อิทธิพลของปรากฏการณ์ที่ไม่มีชีวิตบนโลกที่มีต่ออาณาจักรของสัตว์และพืช” (Humboldt, 1799 ใน Hamy, 1905: 18)

เมื่อปี ค.ศ.1804 เขาได้เดินทางไปที่กรุงปารีส ใช้ชีวิตยาวนานอยู่ที่นั่นถึงสามสิบปี ด้วยความมุ่งมั่นกับการเขียนและตีพิมพ์ผลจากการเดินทางไปในดินแดนอเมริกา และที่ปารีสเขาได้ติดต่อสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจนทำให้ได้พบเจอกับวิธีการเชิงปรัชญาและวิทยาศาสตร์มากมายที่ต่อยอดมาจากความรู้เดิมที่เขามีติดตัวมาจากเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พบว่ารูปแบบโรมันติก (Romanticism) กำลังเจริญและเข้มแข็งมากในเยอรมนี แต่ที่ปารีสมุมมองแบบกลไก (Mechanisticism) ที่ได้รับจากงานวิจัยทางเคมีของลาวัวซิเยร์ (Lavoisier.1743-94) ก็กลายมาเป็นสิ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในฝรั่งเศส จุดแข็งอย่างหนึ่งของฮุมโบลดท์ คือ ความสามารถในการผสมผสานการทดลองและการสังเกตอย่างระมัดระวังที่ได้มาจากฝรั่งเศส ให้เข้ากันเป็นอย่างดีกับปรัชญาของเยอรมันที่สนใจที่จะขยายความรู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมแก่มวลมนุษยชาติ อย่างไรก็ตามการปฏิรูปกิจกรรมก็สร้างปัญหาสำคัญให้กับชีวิตของเขาเองไม่น้อย เมื่อต้องเผชิญกับความอดกลั้นทางการเมืองในฝรั่งเศสและเยอรมนีในช่วงที่สองและสามของศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้ภายหลังจากที่พวกขุนนางยึดอำนาจคืนจากกษัตริย์ปรัสเซียแล้ว ฮุมโบลดท์ก็ถูกเรียกตัวกลับจากฝรั่งเศสสู่เยอรมนีเมื่อปี ค.ศ.1826 และก็เป็นไปตามที่โบเว่น (Bowen, 1981: 241) กล่าวไว้คือ เป็นความพยายามที่เป็นไปได้ที่จะควบคุมการปฏิรูปกิจกรรมของเขา การที่เขาถูกเรียกกลับเยอรมนีนั้น นำพาให้เขาไปที่เบอร์ลิน และที่นั้นในปี ค.ศ.1827 เขาก็เริ่มสอนวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ (โดยสอนเป็นชุดวิชา) ตรงนี้นำไปสู่การสร้างผลงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าจะเขียนไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม คืองานเขียนที่ว่า Kosmos ซึ่งฉบับแรกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1845 ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในงานทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการตีพิมพ์มา (Thorne, 1961: 672) และในนั้นเขายังค้นหาเพื่อที่จะนำเสนอสสารต่างๆ ทั้งมวลของโลกตามแบบอย่างภูมิศาสตร์ทั่วไปของวาเรนเนียส

ช่วงเวลาที่ฮุมโบลดท์สนใจพัฒนางานเขียน Kosmos อยู่นั้น ก็มีการก่อเกิดแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาของยุโรปตะวันตกที่สำคัญที่สุด คือ ปรัชญาปฏิฐานนิยมของกอมเต้ (Comte’s Positivism) ปรัชญาจิตนิยมของเฮเกล (Hegel’s Idealism) และปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองของมาร์กซ (Marx’s Political Economy) แม้ว่าฮุมโบลดท์จะนำเอาการวิจัยเชิงประจักษ์มาใช้ แต่เขาก็ปฏิเสธการสร้างปรัชญาปฏิฐานนิยมของกอมเต้ แม้ว่าเขาจะได้รับแรงบันดาลใจจากบางสิ่งบางอย่างตามแนวคิดของเฮเกลที่สนใจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคม แต่เขาก็ปฏิเสธปรัชญาจิตนิยมที่พัฒนาต่อมาในช่วงหลัง และแม้ว่าจะมีความเห็นพ้องกับเสรีนิยมรุนแรง แต่เขาก็ไม่ได้เตรียมการที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับโครงการปฏิวัติของมาร์กซและเองเกลส์

วิธีการของฮุมโบลดท์ถือได้ว่าเป็นวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูล สร้างความเข้าใจร่วมกัน และพัฒนาต่อเนื่องไปสู่การเข้าใจภาพรวมของโลก เรื่องนี้ ฮาร์ทชอร์น (Hartshorne, 1939) ได้แสดงความชื่นชมจุดยืนของเขาที่ได้ใช้การศึกษาเชิงระบบ จนบรรลุผลเป็นผลงานด้านภูมิภาคชิ้นสำคัญ อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญยิ่งของความเข้าใจของฮุมโบลดท์เกี่ยวกับภูมิศาสตร์กายภาพ คือ แนวคิดที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจิตและวัตถุ อันเป็นรากฐานแนวคิดเดิมของค้านท์ที่มีมาแต่เดิม ข้อเสนอแนะของฮุมโบลดท์ในหนังสือ Kosmos ที่ว่า วิทยาศาสตร์เริ่มต้นที่จิตของมันเอง เป็นจิตที่เข้าไปครอบครองวัตถุ และพยายามที่จะชักนำเอาประสบการณ์ทั้งมวลไปสู่ความเข้าใจอย่างมีเหตุมีผล นั่นคือสภาพที่จิตใจมีผลโดยตรงต่อธรรมชาติ (Bowen, 1981: 257) นี่เองคือภารกิจของวิทยาศาสตร์ที่จะต้องสร้างความเข้าใจโลก เป็นความเข้าใจตามการรับรู้ที่ประชาชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้รับรู้และเข้าใจธรรมชาติ บั้นปลายชีวิตโครงการใหญ่ของฮุทโบลดท์ก็เริ่มขึ้น งานเชียน Kosmos สองฉบับแรกที่ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1845 และ 1847 ที่เขียนขึ้นมาจากตัวกำหนดขอบเขตของเหตุผล ตามด้วยฉบับที่สามปี ค.ศ.1850 ที่เขียนถึงเรื่องดาราศาสตร์ และฉบับที่สี่ต่อมาปี ค.ศ.1858 เป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นโลก ส่วนฉบับที่ห้าที่เขาเขียนยังไม่เสร็จก็ต้องเสียชีวิตลงเสียก่อน เป็นเรื่องธรณีวิทยาและการหลอมละลายของหินเปลือกโลก รวมถึงยังมีฉบับอื่นๆ ที่จะตามมา เป็นเรื่องการกระจายของสิ่งต่างๆ เช่น สิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ มนุษยชาติ และภาษา ดังนั้นหนังสือ Kosmos จึงดูเหมือนว่าเป็นตัวแทนของหลายๆ วิธีการที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำแบบอย่างของงานทางจักรวาลวิทยาที่เคยมีมาแต่อดีต เป็นการรวบรวมเอาความรู้ทางดาราศาสตร์ที่เป็นกรอบความคิดความรู้สมัยกรีกและโรมัน อันถือเป็นแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ทีสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฮุมโบลดท์ก็กำลังค้นหาหน่วยที่จำเป็นสำหรับกำหนดว่าสิ่งไหนที่จะต้องสูญหายไปหลังจากที่เขาเสียชีวิตลง

มีสิ่งที่น่าสังเกตว่างานทางทฤษฎีและวิธีการของฮุมโบลดท์มีอิทธิพลเล็กๆ อย่างน่าแปลกใจต่อนักภูมิศาสตร์ในช่วงที่สองของศตวรรษที่ 19 (Hartshorne, 1958; Bowen, 1981) ขณะที่การบรรยายของเขาเกี่ยวกับดินแดนอเมริกาในอาณัติของสเปนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีการวิพากษ์กันพอสมควรจากพวกนักเคลื่อนไหวที่ยึดถือแนวอนุรักษ์นิยม ที่คอยคัดค้านต่อมุมมองด้านเสรีนิยมเต็มรูปแบบที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมและการเมืองของเขา แทนที่นักวิจารณ์เหล่านั้นจะมาสนใจวิพากษ์งานทางภูมิศาสตร์ของคาร์ล ริทเทอร์ ผู้ที่กลายเป็นศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์คนแรกของมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เมื่อปี ค.ศ.1820 ซึ่งริทเทอร์นั้น ถือว่ามีความยิ่งใหญ่มาก เพราะเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อภูมิศาสตร์เยอรมันในช่วงหลายทศวรรษของศตวรรษที่ 19

คาร์ล ริทเทอร์ ผู้ผสมผสานเทววิทยาเข้ากับวิธีเชิงประจักษ์อย่างกลมกลืน

          หลังฮุมโบลดท์เกิดได้สิบปี คาร์ล ริทเทอร์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าได้รับการชักนำหรือได้อิทธิพลจากบุคคลสำคัญในอดีตมากมายก็ถือกำเนิดขึ้นมา ขณะที่ฮุมโบลดท์ใช้เงินจากมรดกของมารดาที่เสียชีวิตทิ้งไว้ให้ในการเดินทางไปสำรวจยังสถานที่ต่างๆ และต่อมาก็ยังได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ปรัสเซีย แต่ริทเทอร์กลับต้องขอใช้เงินจากสถาบันทางการศึกษาและการทหารเพื่อการศึกษาวิจัย ริทเทอร์เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาล (Halle University) และเมื่อปี ค.ศ.1798 ก็เข้าทำหน้าที่ครูสอนพิเศษให้กับบุตรสองคนของนายธนาคารคนหนึ่งที่แฟรงค์เฟิร์ต ตรงนี้เองที่ทำให้เขามีรายได้และมีเวลาสำหรับทำงานวิจัย ต่อจากนั้นไม่นานในปี ค.ศ.1804 เขาก็ได้ผลิตผลงานฉบับแรกของหนังสือชุดที่จะมีสองฉบับออกมา โดยฉบับที่สองตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ศ.1807 ปีเดียวกันนั้น เขาก็ได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของเขาเป็นอย่างมากสองคน คือ ฮุมโบลดท์ และนักการศึกษาชาวสวิสที่ชื่อว่า โยฮานน์ เฮนริช เปสตาลอซซี่ (Johann Heinrich Pestalozzi.1746-1827) (Linke, 1981) ในปี ค.ศ.1813 ริทเทอร์ก็ย้ายไปที่กอตติงเกน ที่นั่นเขาก็ยังคงทำการศึกษาของเขาต่อไป จนกระทั่งปี ค.ศ.1817 ผลจากการทำงานหนักของเขาก็ทำเกิดตำราวิชาภูมิศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ฉบับหนึ่งของโลก กล่าวคือเขาได้ตีพิมพ์ Die Erdkunde ฉบับแรกออกมา โดยตลอดระยะเวลา 42 ปีเขาเขียนผลงานชุดนี้ออกมาถึง 20 ฉบับ หนากว่า 23,000 หน้า ซึ่งส่วนใหญ่ยังทำได้ไม่สมบูรณ์พอที่จะตีพิมพ์ หนังสือ Die Erdkunde มีคำอธิบายชื่อว่าเป็นภูมิศาสตร์เปรียบเทียบทั่วไป (general comparative geography) และก็เช่นเดียวกับหนังสือ Kosmos ของฮุมโบลดท์ ที่ถือกันว่า Die Erdkunde เป็นหนึงในสองของแบบฉบับของภูมิศาสตร์สมัยใหม่ (Hartshorne, 1939) ในหนังสือชุดนี้ที่ตีพิมพ์แล้วจะเน้นเกี่ยวกับอัฟริกาและเอเชีย และยังได้ค้นหาวิธีปฏิบัติสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ 3 ชนิด คือ เรื่องราวที่ควรให้ความสนใจ (Topical) เป็นความสนใจเกี่ยวกับการก่อเกิดหรือก่อตัวของทวีปต่างๆ  รูปแบบของความสนใจ (Formal) เป็นความสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของทวีป และข้อเท็จจริงของความสนใจ (Material) เป็นความสนใจเกี่ยวกับการกระจายตัวในท้องถิ่นของสาระต่างๆ ทางธรรมชาติ (Dickinson, 1969) ริทเทอร์ใช้ทวีปต่างๆ เป็นหน่วยในการวิเคราะห์หลัก แต่ว่าก็ยังได้แบ่งย่อยๆ เป็นภูมิภาคทางกายภาพแบบกว้างๆ และมีหน่วยย่อยๆ ที่ได้จากการพิจารณารายละเอียดของโครงร่างภายนอกและรายละเอียดเฉพาะของพื้นที่ (Dickinson, 1969: 40) โดยริทเทอร์เขาได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งภูมิศาสตร์ภูมิภาค ตรงกันข้ามกับฮุมโบลดท์ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งภูมิศาสตร์เชิงระบบสมัยใหม่ (Hartshorne, 1939; Dickinson, 1969)

อย่างไรก็ดี มีสิ่งบ่งบอกถึงความแตกต่างกันอย่างง่ายๆ ระหว่างงานของฮุมโบลดท์และริทเทอร์ ก็คือความตายตัวของการออกแบบไว้ และมีหลายอย่างที่เหมือนๆ กันในเรื่องของวิธีการที่จะนำเข้าไปสู่การเรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์  แน่นอนว่าบ่อยครั้งที่งานของทั้งสองได้อ้างอิงมาจากงานเขียนของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับริทเทอร์ที่โบเว่น (Bowen, 1981: 238) กล่าวว่า เป็นผู้นำในการนำเสนอประเด็นต่างๆ ของนักภูมิศาสตร์ในอดีต ดังนั้นความสนใจที่ชัดเจนของริทเทอร์ที่มีต่อภูมิศาสตร์ภูมิภาคจึงถูกออกแบบให้สามารถเปรียบเทียบได้อย่างต่อเนื่อง และให้สามารถสื่อความหมายความเข้าใจได้เป็นอย่างดี ขณะที่วิธีการเชิงระบบของฮุมโบลดท์ ก็พยายามที่จะทำให้บรรลุผลแห่งการเป็นแม่แบบทางภูมิภาค (Hartshorne, 1939: 258) ทั้งสองให้ความสนใจกับความเป็นเอกภาพของธรรมชาติ แม้ว่าฮุมโบลดท์จะเสาะหาเอกภาพภายใต้กรอบแนวคิดเชิงนิเวศวิทยา ขณะที่ริทเทอร์เองก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์กับภูมิภาค (Stoddart, 1986) นอกจากนั้นทั้งสองยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องทำการวิเคราะห์เชิงประจักษ์ให้มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ เพื่อให้เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับวิธีการแบบอุปนัย  ถึงแม้ว่าการเน้นของฮุมโบลดท์จะอยู่ที่การสังเกตุโดยตรงและการทดลอง ส่วนริทเทอร์ก็ยังมีส่วนในการสังเตอยู่มากเหมือนกัน โดยเขาทำการสังเกตผ่านนักเรียนนักศึกษาที่เขาทำหน้าที่สอนอยู่และคนอื่นๆ ที่เขาสนใจ (Hartshorne, 1939: 55) ทั้งสองเน้นถึงความสำคัญของวิธีการเปรียบเทียบ และทั้งสองก็พยายามค้นหาแนวทางที่จะพัฒนาวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นศาสตร์บูรณาการ

มีความแตกต่างกันของคนทั้งสองก็คือ การพิจารณาสถานที่ของประชาชนในบริบทของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งฮุมโบลดท์พิจารณาว่า ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่ริทเทอร์กลับเห็นความสำคัญของปฐมเหตุที่มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งมาจากเทววิทยาธรรมชาติ (Natural Theology) ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งเชื่อตามๆ กันมาว่า โลกถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าเพื่อให้เป็นสมบัติของมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นมีบางส่วนที่ปรับปรุงจากความคิดของค้านท์ เชลลิ่ง และเฮเกล โดยริทเทอร์เห็นว่าประวัติศาสตร์ของทวีปต่างๆ เป็นผลจากปรารถนาแห่งสวรรค์ โลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันนี้เป็นแต่เพียงสถานที่ที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น (Glacken, 1967) เมื่อผสมวิธีการเชิงประจักษ์เข้ากับความเชื่อทางด้านเทววิทยาของเขาแล้ว จะพบว่าริทเทอร์กำลังค้นหาทางที่จะนำเสนอวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถจัดการให้ประชาชนเข้าใจพระเจ้าได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของเขาจึงถูกมองว่า เน้นมนุษย์เป็นหลัก ซึ่งตรงกันข้ามกับภูมิศาสตร์กายภาพเชิงระบบของฮุมโบลดท์ (Dickinson, 1969; Holt-Jensen, 1988) อย่างไรก็ตามการเน้นย้ำของบิดาแห่งวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ทั้งสองนี้มีความสำคัญต่อทั้งองค์ประกอบด้านมนุษย์และกายภาพในงานของพวกเขา และเป็นการจำแนกที่พอเหมาะพอดีที่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่า งานของฮุมโบลดท์เป็นงานที่มีแนวความคิดและวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาก ขณะที่งานของริทเทอร์ก็เป็นงานที่มีแนวความคิดและวิธีการเชิงเทววิทยายิ่งเช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างฮุมโบลดท์กับริทเทอร์ที่สำคัญมากอย่างที่สอง ปรากฏอยู่ในความเกี่ยวพันโดยตรงของวิถีปฏิบัติจากการศึกษา ทั้งนี้ริทเทอร์ได้รับแนวความคิดที่สำคัญสองแนวคิดจากการที่ได้ติดต่อกับเปสตาลอซซี่ ที่เห็นว่าการศึกษาควรจะเชื่อในกฏธรรมชาติที่ตั้งอยู่ฐานคิดที่ว่า มนุษย์กับธรรมชาติ และที่ว่าการสังเกตเป็นกุญแจสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ ขณะที่สิ่งเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในงานเขียนของเขา และปรากฎอยู่บ่อยๆ ระหว่างการสอนของเขาในมหาวิทยาลัย ดังนั้นเขาจึงถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกการสอนภูมิศาสตร์ในสถานศึกษาแบบใหม่ ทั้งนี้ด้วยการนำเอาแผนที่ แผนที่ชุด ภาพ และการศึกษารายละเอียดบริเวณบ้านของนักเรียน ซึ่งในที่สุดแล้ววิธีนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมากต่อการมีมุมมองต่อโลกของชาวเยอรมันในยุคจักรวรรดินิยมที่อยู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ปี ค.ศ.1820 ริทเทอร์ได้รับการแต่งตั้งให้ทำการสอนในสถาบันทางการทหารที่เบอร์ลิน (Berlin Military Academy) และรับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วย ในฐานะที่เป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัย เขาได้แสดงบทบาทนำที่สำคัญมากในการกำหนดทิศทางของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในอนาคต ว่ากันว่าการสอนของเขานั้นได้รับความนิยมจากนักศึกษามาก ลูกศิษย์คนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากริทเทอร์อย่างชัดเจน คือ อาร์โนลด์ กูโยต์ (Arnold Guyot. 1807-84) ชาวสวิส ทั้งนี้กูโยต์เองก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าสาขานี้ เมื่อปี ค.ศ.1839 ที่นูชาเทล (Neuchatel) ต่อมาเขาก็ได้เดินทางไปยังอเมริกาเหนือ และที่นั่นเขาได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาภูมิศาสตร์กายภาพและธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยปรินสตัน (Hartshorne, 1939) สองคนต่อมา คือ เอลลิเซ่ เรคลุส (Ellisee Reclus. 1830-1905) ชาวฝรั่งเศส (Dunbar, 1981) กับเฮนริช ไกพาร์ท (Heinrich Kiepart. 1818-99) ชาวเยอรมัน โดยทั้งสองดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินตามแบบอย่างของริทเทอร์ คนต่อมา คือ คาร์ล นูมานน์ (Karl Neumann. 1823-80) ที่รับตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โบราณที่มหาวิทยาลัยเบรสลัว (Breslau) ในปี ค.ศ.1865 และโยฮานน์ วาปปาเออูส (Johann Wappaeus. 1812-79) ที่รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่กอตติงเกน ในปี ค.ศ.1854 (Dickinson, 1969) งานของริทเทอร์ที่ทำให้กับสถาบันวิชาการของกองทัพนั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับนายพลเฮลมุธ วอน มอลท์เก้ (Helmuth von Moltke. 1800-1891) (Hartshorne, 1939) ซึ่งเคานท์ มอลท์เก้ เป็นหัวหน้าคณะทำงานที่เบอร์ลินระหว่างปี ค.ศ.1858-88 มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดระเบียบใหม่ให้กับกองทัพปรัสเซีย จากประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์ของเคานท์ มอลท์เก้ ทำให้ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในสงครามต่อต้านเดนมาร์กระหว่างปี ค.ศ.1863-4 ออสเตรียในปี ค.ศ.1866 และฝรั่งเศสระหว่างปี ค.ศ.1870-1 (Thorne, 1961) ทั้งนี้อิทธิพลของริทเทอร์ที่มีต่อปฏิบัติการของกองทัพและการตัดสินใจทางการเมือง ดำเนินไปตามแบบอย่างที่สตราโบได้เคยจำแนกไว้ ซึ่งจะเห็นได้จากการทำงานในฐานะสมาชิกราชสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งปรัสเซีย (Royal Prussian Academy of Sciences) และการมีบทบาทนำในการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ (Gesellschaft fur Erdkunde) ขึ้นในเบอร์ลิน และเขาก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกสมาคมคนแรกเมื่อปี ค.ศ.1828 (Linke, 1981) การจัดตั้งสมาคมในประเทศยุโรปอื่นๆ และการนำวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมาอยู่ในฐานะสาขาวิชาหนึ่งในมหาวิทยาลัย นี่เองที่ทำให้วิชาภูมิศาสตร์ก้าวสู่ยุคใหม่

สถาบันทางภูมิศาสตร์ในสังคมและมหาวิทยาลัย

ในช่วงสามทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 19 เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี เพราะมีความปั่นป่วนของกิจกรรมทางปัญญาขึ้นในยุโรปอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การสร้างสังคมวิชาการหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมา สังคมที่ว่านี้ก็คือการจัดตั้งสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นสมาคมที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก รวมถึงสมาคมในกรุงปารีสและลอนดอนด้วย อย่างไรก็ตามยังได้มีการจัดตั้งตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในช่วงทศวรรษ 1870 ซึ่งทั้งสมาคมและมหาวิทยาลัยได้มีส่วนสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการกำหนดรูปร่างของโครงสร้างเชิงสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์ (Capel, 1981) และมีบทบาทที่นักภูมิศาสตร์แสดงต่อสังคมในฐานะที่ภูมิศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจ และนักภูมิศาสตร์ทำหน้าที่รับใช้จักรวรรดินิยม

วิชาภูมิศาสตร์ในเยอรมนี

ตามข้ออ้างของริชโธเฟน (Richthofen, 1928: 18) ที่ว่าตอนต้นของศตวรรษที่ 19 กรุงเบอร์ลินเป็นเมืองเล็กๆ ที่ทัศนคติของประชาชนไม่แตกต่างกัน และมีภูมิปัญญาอยู่ในระนาบแคบๆ แต่ก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาจนได้ เมื่อทศวรรษ 1920 ที่กรุงเบอร์ลินกลายเป็นศูนย์กลางวิชาภูมิศาสตร์ของเยอรมันไปแล้ว อย่างไรก็ตามการบรรยายของฮุมโบลดท์ที่กระจายไปในหลายๆ ที่ระหว่างปี ค.ศ.1827-28 ทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงเบอร์ลิน (Berlin Geographical Society) ขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1828 (Lenz, 1978) ริทเทอร์เองที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1820 ก็ได้รับเชิญให้มาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมแห่งนี้ และดำรงตำแหน่งนี้ต่อเนื่องจนกระทั่งเสียชีวิต อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาสามสิบปีที่สมาคมนี้ไม่ได้ความนิยมมากนัก เนื่องจากไม่มีงบประมาณสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ (Lenz, 1978) จะมีงานที่โดดเด่นก็แต่เพียงการสำรวจดินแดนอัฟริกาของบาร์ธ ในช่วงทศวรรษ 1850 เท่านั้น ซึ่งต่อมาเขาก็ได้พยายามที่จะของบประมาณสนับสนุนการสำรวจดิดแดนต่างๆ เพิ่มขึ้น ในฐานะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมระหว่างปี ค.ศ.1863-65 โดยถือกันว่าจุดนี้นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นศูนย์กลางของการสำรวจโดยนักสำรวจชาวเยอรมัน

หลังจากนั้นไม่นานนัก และด้วยการที่มีการเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ในระดับประถมและมัธยมเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ (Capel, 1981) ทำให้สาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลให้เป็นสาขาวิชาหนึ่งสำหรับเปิดให้มีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย หัวหน้าสาขาวิชาถูกแต่งตั้งขึ้นที่ไลปซิก และฮาล ในปี ค.ศ.1871 และ 1873 ตามลำดับ และในปี ค.ศ.1874 รัฐบาลปรัสเซียก็ได้ตัดสินใจแต่งตั้งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐทุกแห่ง (Dickinson, 1969) ความเคลื่อนไหวนี้นำมาซึ่งบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของวิชาภูมิศาสตร์ของเยอรมันและยุโรปสองคน คือ เฟรดริช ราทเซล (Friedrich Ratzel. 1844-1904) ที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชานี้ที่มิวนิก ในปี ค.ศ.1875 และเฟอร์ดินานด์ วอน ริชโธเฟน (Ferdinand von Richthofen. 1833-1905) ที่เป็นศาสตราจารย์ที่บอนน์ เมื่อปี ค.ศ.1877 สำหรับราทเซลนั้นเขาโดดเด่นมากในด้านภูมิศาสตร์มนุษย์ของเยอรมัน รวมถึงมีความสนใจอย่างมากต่อชาติพันธุ์ศาสตร์ ขณะที่ริชโธเฟน เขามีพื้นฐานมาทางวิชาธรณีวิทยา อย่างไรก็ตามทั้งสองคนนี้มีบทบาทสำคัญมากต่อการขยายอาณานิคมของเยอรมนีออกไปข้ามน้ำข้ามทะเล ซึ่ง ริชโธเฟนได้ทำการศึกษาวิจัยธรณีวิทยาภาคสนามในประเทศจีนในช่วงปลายทศวรรษ 1860 และเมื่อกลับเยอรมนีในปี ค.ศ.1872 เขาก็ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ต่างๆ ของเยอรมันในประเทศจีน ในทำนองเดียวกันกับงานของราทเซลที่มีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนนโยบายการขยายอาณานิคมเยอรมัน เพียงแต่แตกต่างกันในเรื่องวิธีการเท่านั้นเอง โดยราทเซลได้ประยุกต์เอาวิชาภูมิศาสตร์การเมือง (เปรียบเทียบกับประเด็นสาระทางชีววิทยา) กำหนดมาเป็นแนวคิดของเขาที่ว่าด้วย Labensraum อันเป็นการแสดงขอบเขตทางภูมิศาสตร์ภายใต้กรอบการพัฒนาแบบเดียวกับอวัยวะของสิ่งมีชีวิต ทั้งนี้เขาเชื่อว่ารัฐทั้งหลายมีแน้วโน้มที่จะขยายตัวออกไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว นอกเสียจากว่าจะถูกสกัดกั้นอย่างเข้มแข็งจากเพื่อนบ้านโดยรอบ และนี่เองที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการขยายอาณานิคมไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก และยังมีการขยายเขตแดนรุกรานประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วย

ระหว่างปี ค.ศ.1870-1900 ในสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงเบอร์ลิน ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตที่เป็นวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของคนกรุงเบอร์ลิน และยังกระจายออกไปยังบริเวณขอบเขตของอาณาจักรด้วย (Lenz, 1978: 222) สมาคมนี้กลายเป็นองค์กรหลักในการสนับสนุนงบประมาณในการสำรวจดินแดนขั้วโลก และมีบทบาทสำคัญมากในการขยายอาณานิคมเยอรมัน เฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกา (Bader, 1978) ในช่วงเวลานั้นมีการขยายตัวของการเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเยอรมนีอย่างกว้างขวาง ระหว่างปี ค.ศ.1870-80 หัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาถึง 11 คน และจนถึงปี ค.ศ.1914 จำนวนหัวหน้าสาขาวิชานี้เพิ่มขึ้นเป็น 23 คนเลยทีเดียว (Elkins, 1989)

วิชาภูมิศาสตร์ในฝรั่งเศส

การพัฒนาเชิงสถาบันครั้งแรกสุดของวิชาภูมิศาสตร์ในประเทศฝรั่งเศสเกิดขึ้นมาก่อนประเทศเยอรมนี เพียงแต่ว่ายังไม่ได้มีการจัดตั้งให้เป็นสาขาวิชาหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์คนแรก (ซึ่งตำแหน่งร่วมกับสาขาประวัติศาสตร์) ได้รับการแต่งตั้งขึ้นที่ซอร์กบอนน์ในปี ค.ศ.1809 (Broc, 1974) ส่วนคนที่สองก็ได้รับการแต่งตั้งที่ปารีสเมื่อปี ค.ศ.1892 ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์อาณานิคม (Colonial Geography) (Dickinson, 1969) สมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงปารีส (Societe de Geographique a Paris) ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ.1821 โดยเบื้องต้นมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกิจการต่างๆ ของสังคม แต่นับจากทศวรรษ 1870 เป็นต้นมา ความสนใจความจริงต่างๆ บนโลกนี้ เริ่มเปลี่ยนไปและขยายออกไปอย่างกว้างขวาง (Schneider, 1990) นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถอธิบายได้ด้วยการอ้างอิงถึงความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามปรัสเซีย (ระหว่าง ค.ศ.1870-71) ที่ทำให้ผู้คนหันไปมองพื้นที่อื่นๆ นอกยุโรป เพื่อที่จะขยายอาณาบริเวณและอาณานิคม (McKay, 1943; Freeman, 1971) อย่างไรก็ดีอิทธิพลของเปสตาลอซซีก็ยังปรากฎให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ด้วยการที่วิชาภูมิศาสตร์ถูกจัดให้เข้าไปอยู่ในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1857 โดยมุ่งหวังที่จะให้เด็กๆ ได้พัฒนาพลังและเพาะไฟแห่งการสำรวจและการสังเกตขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้แก่คุณครูตามความต้องการ เพื่อที่จะนำเอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันมาของวิชาภูมิศาสตร์ ให้นำไปสอนในระดับมหาวิทยาลัย

แม้ว่าระหว่างช่วงที่สามของศตวรรษที่ 19 วิชาภูมิศาสตร์จะยังไม่ได้รับการจัดตั้งให้เป็นวิชาๆ หนึ่งในมหาวิทยาลัย แต่ว่าช่วงทศวรรษ 1870 และ 1880 ก็ได้เกิดสมาคมภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสขึ้นเป็นจำนวนมาก (ดูเหมือนว่าจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ) และแต่ละสมาคมก็มีการตีพิมพ์วารสารวิชาการมากมายทั้งที่เน้นในเรื่องความจำเป็นที่จะต้องให้พื้นฐานความเป็นมืออาชีพของวิชาภูมิศาสตร์ และที่เน้นการปฏิบัติเพื่อนำไปใช้ให้ได้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ (Schneider, 1990) สมาคมส่วนมากให้ความสนใจต่อการขยายอาณานิคม การพัฒนาการค้า และการแพร่กระจายวัฒนธรรมฝรั่งเศสออกไปยังประเทศต่างๆ (McKay, 1943) นอกจากนี้ยังมีแรงสนับสนุนของภูมิศาสตร์ใหม่ขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1875-90 โดยลูโดวิก ดราเปรอน (Ludovic Drapeyron) ที่ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการก่อตั้งสมาคมศึกษาภูมิประเทศ (Societe de Topographie) ขึ้นในปี ค.ศ.1876 และดำเนินการจัดตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ (Revue de Geographie) ในปี ค.ศ.1877 (Broc, 1974) อย่างไรก็ตามทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่ถือว่าสำคัญเท่ากับการจัดทำหนังสือภูมิศาสตร์ประจำปี (Annales de Geographie) ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1892 โดยพอล วิดาล เดอ ลา บลาช (Paul Vidal de la Blache. 1845-1918) สำหรับพอล วิดาล เดอ ลา บลาช นั้น เขาเริ่มทำงานทางวิชาการในสาขาวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์โบราณ เป็นเวลาสามปีในโรงเรียนฝรั่งเศสระดับมัธยมศึกษาที่กรุงเอเธนส์ (Ecole francaise d’Athenes) ต่อมาได้ย้ายกลับมาที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1870 และหางานสอนในกรุงปารีสแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต้นปี ค.ศ.1873 เขาก็เริ่มงานสอนวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนองซี (Universite de Nancy) และได้รับข้อเสนอให้เป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่นั่นในอีกสองปีต่อมา

การขยายตัวของวิชาภูมิศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาของฝรั่งเศสในช่วงเวลานี้ ต้องให้เครดิตอย่างมากกับการเริ่มปฏิรูปอย่างเป็นทางการระหว่างปี ค.ศ.1870-73 ของจูลส์ ซิโมน์ (Jules Simon) รัฐมนตรีศึกษาธิการ ที่ได้กำหนดรายละเอียดการสอนภูมิศาสตร์ว่า การสอนภูมิศาสตร์ควรจะเป็นการสอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมและคุ้นเคย ไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมและไม่คุ้นเคย มากกว่าจะที่จะเป็นการแสดงคุณลักษณะธรรมดาๆ ของสิ่งที่ปรากฎอยู่(Andrews, 1986: 178) และยังมีเค้าโครงตำราพื้นฐานและแผนที่ชุดที่จะใช้ในการสอนด้วย (Berdoulay, 1981) ผลจากความต้องการสำหรับเพิ่มศักยภาพในการสอนภูมิศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต่อเนื่อง ก็คือ จำเป็นต้องพัฒนาการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และเรื่องนี้แอนดริวส์ (Andrews, 1986) เสนอแนะว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบันที่อยู่ในความรับผิดชอบของวิดาล เดอ ลา บลาช ที่เขาได้นำการเรียนการสอนออกจากประวัติศาสตร์โบราณมาสู่ภูมิศาสตร์

ในปี ค.ศ.1877 วิดาล เดอ ลา บลาช ย้ายเข้าไปอยู่ที่โรงเรียนสามัญขั้นสูง (Ecole Normale Superieur) ในปารีส และต่อมาในปี ค.ศ.1898 ก็ย้ายไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยซอร์กบอนน์ (Sorbonne) ลักษณะสำคัญสองอย่างของภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งสะท้อนออกมาจากงานเขียนของวิดาล เดอ ลา บลาช อย่างแรก คือ ภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เดอ พลาโนล์ (De Planhol, 1972: 29) ระบุว่า เมื่อก้าวสูปลายศตวรรษที่ 19 วิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยกลายเป็นสาขาหนึ่งของการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภูมิศาสตร์ก็ค่อยๆ ปรับตัวอย่างช้าๆ และแยกตัวออกจากความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ จนกระทั่งปี ค.ศ.1942 ก็มี l’aggregation อันเป็นแบบทดสอบหลักสำหรับทุกคนที่ต้องการสอบในมหาวิทยาลัยและมัธยมศึกษา โดยที่ l’aggregation เป็นการทดสอบที่เชื่อมโยงเอาภูมิศาสตร์เข้ากับประวัติศาสตร์ (Le Planhol, 1972; Bataillon, 1983) และองค์ประกอบของทั้งสองวิชาก็ยังคงจำเป็นสำหรับทุกคนที่จะได้รับปริญญาภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ ความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์นี้ นอกจากจะมีส่วนสำคัญจากการที่ วิดาล เดอ ลา บลาช เป็นนักประวัติศาสตร์มาก่อนแล้ว ยังเป็นผลลัพธ์ของวิถีของนักประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ฝรั่งเศส ที่พัฒนากรอบแนวคิดของตัวเองอยู่ภายใต้การพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของประเทศด้วย ในตอนปลายศตวรรษที่ 19 หลายๆ พื้นที่ที่เป็นชนบทของประเทศฝรั่งเศสกำลังถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นย่านอุตสาหกรรม และมีการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นเมือง อันถือเป็นสภาพภูมิทัศน์สังคมที่ดูจะแปลกๆ แปร่งๆ กับที่เคยเป็นเคยอยู่ นี่แหละเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการจำแนกเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่างๆ ของฝรั่งเศส ที่ถือเป็นลักษณะอย่างที่สองของภูมิศาสตร์ฝรั่งเศส

บัตติเมอร์ (Battimer, 1971) กล่าวเน้นว่า การมีแบบอย่างปฏิบัติทางภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศสนี้ เป็นผลต่อเนื่องอันใหญ่หลวงจากการวิวัฒน์แนวความคิดของสังคมและสภาพแวดล้อมทางสังคมของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฎอยู่ในงานของเฟรดเดอริก เลอ เพลย์ (Frederic Le Play. 1806-62) และเอมิล ดูร์เกม (Emile Durkheim. 1858-1917) ทั้งนี้ความสนใจของเลอ เพลย์ ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างขัดแย้งกันของแนวคิดของพวกปฏิฐานนิยมอย่างเช่นกอมเต้และแซงท์-ซิโมน และนั่นก็มีบทบาทอย่างมากต่อภูมิศาสตร์ในมุมมองของเขา กับแนวความคิดของเดอโมแลงส์ โดยที่เอดมอนด์ เดอโมแลงส์ (Edmond Demolins. 1852-1907) จะยึดมั่นอย่างแรงกล้าต่อแบบอย่างภูมิศาสตร์ที่ไปกำหนดระบบสังคม ความคิดของเขาที่เน้นความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทางสังคมกับสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่เป็นสิ่งสำคัญมากในการพัฒนาที่ต่อเนื่องกับการวิวัฒน์กรอบความคิดของวิดาล เดอ ลา บลาช ที่ว่าด้วยเรื่อง Genres de vie (Dickinson, 1969) ยิ่งกว่านั้น ความสนใจของเลอ เพลย์ ที่มีต่อสังคมศาสตร์แบบบูรณาการว่าถูกสร้างขึ้นมาด้วย 3 กระแสหลักของสถานที่ การทำงาน และครอบครัว ซึ่งจะส่งผลกระทบสุดท้ายต่อบูรณาการภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสเข้ากับสังคมศาสตร์อื่นๆ อิทธิพลสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีต่อการถือกำเนิดวิชาภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศสตามที่บัตติเมอร์ (Battimer, 1971) กล่าวถึงก็คือ งานของดูร์เกลม ซึ่งเธอเองมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับบทบาทของรัทเซลที่มีต่อวงการภูมิศาสตร์เยอรมันบัตติเมอร์ (Battimer, 1971: 30) คาดการณ์ถึงความแตกต่างเบื้องต้นระหว่างทั้งสองวิธีนั้นว่า วิธีของรัทเซลเป็นการศึกษาสังคมโลกในบริบทของการเคลื่อนไหวบนพื้นที่และการปรับตัวทางนิเวศวิทยาธรรมชาติ และวิธีการของดูร์เกลมเป็นการศึกษาสังคมโลกในฐานะระบบอัตโนมัติที่มีรูปร่าง (Morphology: Formal Patterns) และมีกาย (Physiology: Life-styl, Bbehavior) เป็นสิ่งเฉพาะเจาะจงแต่ละที่ ขณะที่รัทเซลสามารถกล่าวอ้างถึงสังคมโลกในฐานะที่เป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่ศึกษาได้ภายในงาน Anthropo Geographie ส่วนดูกร์เอมเธอก็เห็นสังคม-สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เป็นสิ่งภายในรูปร่างของสังคม (Social Morphology)

 

 

วิชาภูมิศาสตร์ในสหราชอาณาจักร

การก่อตั้งราชสมาคมภูมิศาสตร์ (RGS: Royal Geographical Society) ในกรุงลอนดอนเมื่อปี ค.ศ.1830 ถือได้ว่าเกิดขึ้นมาทีหลังจากที่มีการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ที่กรุงปารีสและกรุงเบอร์ลิน และก่อตั้งทีหลังสมาคมวิชาการอื่นๆ ในอังกฤษ เป็นต้นว่า สมาคมธรณีวิทยาที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1807 และสมาคมสัตววิทยาที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1826 (Mill, 1930; Cameron, 1980; Stoddart, 1986) ความคิดในการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ของอังกฤษนี้เกิดขึ้นมาในมวลหมู่สมาชิกสโมสรนักเดินทางราเลห์ (Raleigh Traveller’s Club) เมื่อปี ค.ศ.1826 (Cameron, 1980) โดยมีนายกสโมสร คือ ท่านเซอร์ จอห์น บาร์โรห์ (Sir John Barrow. 1764-1848) ซึ่งเป็นเสนาธิการกองทัพเรืออังกฤษ สมาชิกคนอื่นๆ ประกอบด้วย โรเบอร์ต บราวน์ (Robert Brown. 1773-1858) ผู้ดูแลพฤกษศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ลอร์ด โบรห์ตัน (Lord Broughton. 1786-1869) นักการเมือง ท่านเซอร์ บาร์โธโลมิว เฟร์ (Sir Bartholome Frere. 1778-1851) นักการฑูต ฯพณฯ เมานท์สจวต เอลฟินสโตน (The Hon. Mountstuart Elphinstone. 1779-1859) นักการฑูตผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบริษัทอีสต์ อินเดีย และท่านเซอร์ โรเดอริก อิมเปย์ เมอร์ชิสัน (Sir Roderick Impey Murchison. 1792-1871) นายทหารที่ต่อมาผันตัวเองมาเป็นนักธรณีวิทยา (Gilbert and Goudie, 1971; Cameron, 1980) นายพลเรือเอกวิลเลี่ยม สมิธ (William Smyth) และสมาชิกสโมสรคนอื่นๆ ก็เข้ามาร่วมเป็นกรรมการในภายหลังไม่นานนัก และภายใต้การสนับสนุนของพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ห้า ทำให้สมาคมนี้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมเป็นผู้ชายที่มีฐานะทางสังคมสูงส่ง ตรงนี้จึงกลายเป็นว่าตลอดศตวรรษที่ 19 ประเด็นทางภูมิศาสตร์ของอังกฤษจึงวนเวียนอยู่ในสาระทางการทหารเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลทางวิชาการที่จะเกิดกับสังคม และสตอตดาร์ด (Stoddart, 1986: 61) ได้บันทึกเอาไว้ว่า องค์ประกอบทั้งสองของคนกลุ่มนี้ บอกให้ทราบถึงอะไรบางอย่างที่เป็นกลุ่มสมัครเล่น ที่มุ่งศึกษาวิชาภูมิศาสตร์โดยไม่ได้สร้างให้เกิดความเป็นมืออาชีพแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามยังคงรวมเอานักวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่งเข้ามา ด้วยการให้การสนับสนุนการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ มีเป้าหมาย 6 ประการ คือ 1) เพื่อรวบรวมและตีพิมพ์ความจริงและการค้นพบใหม่ๆ 2) เพื่อสะสมหนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่ต่างๆ  3) เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับนักเดินทางทั้งหลาย 4) เพื่อเตรียมสำหรับนักเดินทางที่ต้องการขยายความรู้ทางภูมิศาสตร์ 5) เพื่อติดต่อสัมพันธ์กับสมาคมภูมิศาสตร์ด้วยกัน และ 6) เพื่อสื่อสารวิชาภูมิศาสตร์กับสังคม (Cameron, 1980) สมาคมแห่งนี้มีบทบาทสำคัญมากในฐานะผู้สนับสนุนงบประมาณการสำรวจย่านแคนาดาอาคติกภายใต้บารมีของบาร์โรว์ และการสำรวจอัฟริกาภายใต้อิทธิพลของเมอร์ชิสัน ซึ่งอันหลังนี้ถือได้ว่าเป็นการสำรวจที่ยิ่งใหญ่มาก สมาชิกผู้ก่อตั้งจำนวนมากกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมอัฟริกัน (African Association) ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1788 และเข้าร่วมกับราชสมาคมภูมิศาสตร์ในปี ค.ศ.1831 ในส่วนนี้มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่บอกให้ทราบถึงความสำคัญของอัฟริกาตามคำกล่าวของคาเมรอน (Cameron, 1980: 76) ที่ว่า ทวีปนี้เป็นสวรรค์ของนักล่าสัตว์ เป็นความท้าทายของหมอสอนศาสนา และเป็นแหล่งไล่ล่าทาสแรงงาน แม้ว่าจะมีแรงจูงใจเหล่านี้มากเหลือก็ตาม แต่ก็ยังคงมีเหตุผลทางการเมืองที่ลึกซึ้งกว่านี้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลหนึ่งที่สำคัญยิ่ง ก็คือ การหาโอกาสแสดงบทบาททางการทหารการและเมืองของสมาชิกคนสำคัญของสมาคมนั่นเอง

จากทศวรรษ 1850 เป็นต้นมา ก็มีการเปิดโลกอัฟริกาสู่สายตาของนักสำรวจและหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษ ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายทางการค้าเป็นสำคัญ และยังมีเป้าหมายสืบเนื่องไปสู่การแบ่งปันอำนาจเหนืออาณานิคมที่เข้าร่วมประชุมการที่เบอร์ลิน[1] ระหว่างปี ค.ศ.1873-4 ด้วย ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากระหว่างภูมิศาสตร์กับนโยบายจักรวรรดินิยมเห็นได้จากการทำงานของเซอร์ บาร์เทิล เฟรย์ (Sir Bartle Frere) นายกแห่งราชสมาคมภูมิศาสตร์ในช่วง ค.ศ.1873 และ 1874 ที่ร่วมงานกับผู้บริหารและนักปกครองที่ทำงานอยู่ในทั้งอินเดียและอัฟริกา ซึ่งเอเมอรี (Emery, 1984: 345) ได้บันทึกเรื่องนี้ว่า เฟรย์ได้มีมุมมองร่วมสมัยที่กว้างไกลมาก โดยมองว่าธุรกิจของภูมิศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องขยายขอบเขตความรู้ให้กว้างขวาง ทั้งนี้ก็ด้วยการสำรวจนั่นเองเอมเมอรี (Emery, 1984: 346) ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า การสำรวจทางภูมิศาสตร์เป็นประโยชน์มากต่อเฟรย์ ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงเป็นการเปิดประตูรับเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ สดๆ เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นความสดใสมีชีวิตชีวาของชาติด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การมาความยำเกรงของโลกที่มีต่อสหราชอาณาจักรด้วย สำหรับฮัดสัน (Hudson, 1977: 12) แล้ว ภูมิศาสตร์ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมมากในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยให้ผลประโยชน์ด้านต่างๆ ของจักรวรรดิดำรงและขยายออกไป ผลประโยชน์ที่ว่านั้นประกอบด้วย การครอบครองเหนือดินแดน การสำรวจทางเศรษฐกิจ การทหาร และวิถีปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการแบ่งชั้นและเหยียดสีผิว ทั้งนี้รายงานการสำรวจอัฟริกาเป็นที่ต้องการของผู้อ่านชาวยุโรปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ราชสมาคมภูมิศาสตร์มีบทบาทสำคัญมากในการสร้างระบบการศึกษาสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยของอังกฤษ ฟรีแมน (Freeman, 1980b: 4) ได้กล่าวตอนหนึ่งไว้ว่า เมื่อปี ค.ศ.1833 ได้ทำบันทึกให้กับราชสมาคมภูมิศาสตร์ เพื่อขอแต่งตั้งผู้กองอเล็กซานเดอร์ แมคโคโนชี รน. (Capt.Alexander Maconochie RN) เป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์  แล้วข้อเสนอนี้ก็ไม่เป็นผล เพราะมีนักศึกษาน้อยมากที่ให้ความสนใจในการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ และเมื่อแมคโคโนชี ได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการหน่วยงานเกี่ยวกับที่ดินแห่งแวน ดิเอเมน (Van Diemen’s Land) ในปี ค.ศ.1836 ความพยายามที่จะเสนอให้เขาเป็นหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ก็ยุติลง ช่วงเวลานี้มีมหาวิทยาลัยเพียงสามมหาวิทยาลัยเท่านั้นในอังกฤษ คือ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน หลังจากนั้นก็ได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1831 ดูร์กแฮม ปี ค.ศ.1832 เบดฟอร์ด คอลเลจ สำหรับสตรีเมื่อปี ค.ศ.1849 และโอเว่น คอลเลจ ที่แมนเชสเตอร์ ปี ค.ศ.1851 ซึ่งวิชาภูมิศาสตร์ไม่ได้มีการสอนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น และก็ไม่มีการเรียนการสอนจนกระทั่งทศวรรษ 1880 ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของวิชานี้ในมหาวิทยาลัยอังกฤษ

ในช่วงทศวรรษ 1830 และทศวรรษ 1840 มีการพิจารณาถึงการซ้อนเหลื่อมกันในภารกิจของนักภูมิศาสตร์และนักธรณีวิทยา ที่ถือว่าเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงองค์กรวิชาการของอังกฤษที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาเป็นสมาคมสำหรับพัฒนาวิทยาศาสตร์ (British Association for Advancement of Science) เมื่อปี ค.ศ.1831 โดยในปี ค.ศ.1834 วิชาภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่กลุ่มเดียวกันในกลุ่มซีของสมาคมนี้ และเมื่อปี ค.ศ.1841 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์กายภาพ (Howarth, 1951; Beaver, 1982) ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการให้เกียรติแก่นักสำรวจและนักเดินทางทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักธรณีวิทยา นี่เป็นเหตุให้เกิดกลุ่มใหม่ คือ กลุ่มอี เป็นกลุ่ม ภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา ทั้งนี้โดยมีเมอร์ชิสันที่เป็นนายกราชสมาคมภูมิศาสตร์ มาทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มนี้ด้วย พอถึงปี ค.ศ.1869 ก็ได้มีการก่อตั้งกลุ่มเอชขึ้นมา เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับมานุษยวิทยาโดยตรง ทำให้กลุ่มอีเป็นกลุ่มของวิชาภูมิศาสตร์เดี่ยวๆ และความแปลกแยกและความขัดแย้งที่เพิ่มทวีขึ้นระหว่างนักธรณีวิทยาและนักภูมิศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1850 ถือเป็นผลสะท้อนกลับที่สำคัญยิ่งของการพัฒนาเชิงสถาบันของทั้งสองสาขาวิชา โดยในทศวรรษ 1860 วิชาธรณีวิทยาได้กลายไปเป็นวิชาชีพ และพัฒนาไปด้วยดีในมหาวิทยาลัย ขณะที่วิชาภูมิศาสตร์ยังเป็นอะไรที่ดูคลุมเครือและกระจัดกระจาย และดูเหมือนจะตกอยู่ในบริบททางสังคมเสียมากกว่าอย่างอื่น (Stoddart, 1986) อย่างไรก็ตาม ระหว่างทศวรรษ 1870 วิชาภูมิศาสตร์ก็กลับกลายมาได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในระดับโรงเรียน และราชสมาคมภูมิศาสตร์ก็พยายามกระตุ้นให้เกิดการเรียนการสอนแบบวิชาชีพในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ แต่ว่าข้อเสนอที่จะพัฒนาการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นวิชาชีพกลับล้มเหลว ไม่มีคนสนใจ ผู้ที่เกี่ยวข้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ราวกับคนหูหนวกตาบอด ที่สำคัญกว่านั้น คือต้องเผชิญกับแรงต้านจากนักธรณีวิทยา ที่ยังคงเชื่ออยู่ว่า วิชาภูมิศาสตร์นั้นแท้ที่จริงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิชาธรณีวิทยา ความยุ่งยากเหล่านี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาเท่านั้น หากแต่ในระดับบุคคลก็ยังมีการเผชิญหน้ากัน ดังที่สตอดดาร์ต (Stoddart, 1986: 72) ได้กล่าวไว้ว่า นักธรณีวิทยาที่ทำหน้าที่สำรวจดินแดนต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 1870 ได้ออกมาต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ขณะที่ นักภูมิศาสตร์ในสถาบันการศึกษา ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ได้แสดงบทบาทต่อต้านบทสรุปของคนอื่นที่ครอบงำสาขาวิชาภูมิศาสตร์อยู่

ปี ค.ศ.1886 ราชสมาคมภูมิศาสตร์ทำข้อเสนอไปยังมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์อีกครั้ง เพื่อที่จะให้มีสนับสนุนงบประมาณสำหรับการแต่งตั้งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัย และปีถัดมาจึงได้รับการสนองตอบ ณ จุดเริ่มต้นตรงนี้ ในปี ค.ศ.1887 ฮาลฟอร์ด แมคกินเดอร์ (Halford Mackinder. 1861-1947) ได้นำเสนอบทความเรื่อง “On the Scope and Methods of Geography” แก่ราชสมาคมภูมิศาสตร์ และตอนปลายปีนั้นเอง เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้อ่านวิชาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Scargill, 1976) หนึ่งปีต่อมา คือ ปี ค.ศ.1888 ฟรานซีส กูอิลเยมาร์ด (Francis Guillemard) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และถูกถอนตำแหน่งในหกเดือนต่อมา พร้อมกับแต่งตั้งจอห์น ยัง บูชานัน (John Young Buchanan) นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงด้านเคมีกับฟิสิกส์จากการผจญภัยในช่วง ค.ศ.1872-6 ขึ้นมาแทน ในตอนนั้นสตอดดาร์ต (Stoddart, 1975a) บอกว่าความเชี่ยวชาญของบูชานันกลายเป็นเรื่องโบราณมาก แถมยังถูกแช่แข็งจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แล้ว ดังนั้นวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของอังกฤษจึงได้แสดงนัยยะสำคัญของตัวเองออกมาสองอย่าง คือ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มีสาระของแมคกินเดอร์ เป็นประเด็นเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ภูมิภาคและภูมิศาสตร์การเมือง ที่ถือได้ว่าโดดเด่นมากที่สุด ขณะที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์นั้น การสนอของบูชานันได้ย้ำไปที่วิทยาศาสตร์กายภาพ ซึ่งนำพาไปสู่ความเบื่อหน่ายของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง

วิชาภูมิศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา

การสร้างสมาคมภูมิศาสตร์ในส่วนอื่นๆ ของโลกเกิดขึ้นจากพวกพ่อค้าวาณิชย์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ และผู้ใจบุญในนครนิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1851 มีการก่อตั้งภูมิศาสตร์และสถิติแห่งนิวยอร์ก (American Geographical and Statistical Society) ขึ้นมาที่นิวยอร์กนั่นเอง ช่วงต้นๆ สมาคมนี้มีเป้าหมายหลักในการที่จะทำการสำรวจและการรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ดังที่ไรท์ (Wright, 1992) ได้กล่าวว่าเป้าหมายมี 4 ประการคือ การเปิดพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาไปสู่ทิศตะวันตกของอเมริกา การสำรวจและพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทวีปอเมริกาใต้ การสำรวจอัฟริกาอันเนื่องมาจากแรงบันดาลใจจากบันทึกกิจกรรมของมิชชันเนรีลิฟวิงสโตน (Livingstone) และการสำรวจในย่านอาร์คติก ปี ค.ศ.1859 หลังจากการเสียชีวิตของฮุมโบลดท์และริทเทอร์ และมีงาน On the Origin of Species ของดาร์วิน ทำให้มีการตีพิมพ์วารสสารฉบับแรกของสมาคมขึ้นมา โดยใช้ประเด็นสาระจากผลงานของฮุมโบลดท์ ริทเทอร์ และดาร์วิน ดังกล่าว งานที่ปรากฏในวารสารมุ่งความสนใจไปที่การเก็บรวบรวมและตีพิมพ์อย่างหลากหลาย ตั้งแต่รายงานเกี่ยวกับดินและการเกษตร ไปจนถึงกิจการไปรษณีย์

สมาคมนี้มีลักษณะสำคัญอีกสองประการ คือ มีลักษณะสัมพันธ์กับการปฎิบัติงาน และได้รับอิทธิพลจากนักปราชญ์เยอรมัน โดยในปี ค.ศ.1859 ต่อคำปราศัยของรองประธานาธิบดีธอมป์สัน ทำให้มองเห็นว่าคุณค่าของภูมิศาสตร์ไม่ได้เป็นแต่เพียงการยืนยันสิ่งที่ปรากฏในคำสอนของศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังมีประโยชน์ต่อกิจการพาณิชย์อันเป็นผลจากการสำรวจดินแดนต่างๆ นับแต่อาร์โนลด์ กูโยต์ ศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยปรินสตัน ซึ่งเป็นผลผลิตที่สำคัญของริทเทอร์ นับได้ว่าเป็นผู้มีความสำคัญในการเสนอแนะถึงบทบาทของภูมิศาสตร์ที่จะนำไปศึกษาหน่วยของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ข้อเสนอแนะของธอมป์สันและกูโยต์ ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับเทววิทยา และสะท้อนถึงการพิจารณาถึงความสำคัญของคริสตศาสนาในการกำหนดกรอบแนวความคิดของนักภูมิศาสตร์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19

จะเห็นได้ว่าสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันไม่ได้มีบทบาทต่อพัฒนาการของภูมิศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ทั้งนี้ในศตวรรษที่ 19 ระหว่างสงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ได้พิจารณาถึงความจำเป็นของนักภูมิศาสตร์ที่จะสร้างแผนที่และอธิบายลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ที่เขาต้องการเข้าถึงเพื่อดำเนินการตามนโยบาย และในปี ค.ศ.1777 ระหว่างการประชุมใหญ่ โรเบอร์ต เออร์ชินส์ (Robert Ershins) ได้ให้ข้อเสนอต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต้องการแก้ปัญหาของสหรัฐอเมริกากล่าวได้ว่าในช่วงต่อมานักภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อกองทัพในภาคสนาม โดยในปี ค.ศ.1818 มีการก่อตั้งกรมภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ขึ้นในสถาบันวิชาการทางการทหาร (US Military Academy) ที่เวสต์ ป้อยนท์ ปีเดียวกันนั้นสำนักงานศึกษาภูมิประเทศ (Topographic Bureau) ได้ก่อตั้งโดยผนวกเข้ากับกรมวิศวกรรมของกองทัพในวอชิงตัน ดีซี

หลังจากนั้นคณะนักสำรวจของกองทัพก็ได้ทำการสำรวจภูมิประเทศทางฝั่งตะวันตกของอเมริกาจนกระทั่งปี ค.ศ.1879 ก็ได้มีการก่อตั้งหน่วยงานสำรวจธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์ (US Geological  and Geographical Survey) ขึ้นในกระทรวงกิจการภายในของสหรัฐอเมริกา โดยมีคลาเรนซ์ คิง (Clarence King. 1842-1901) เป็นผู้อำนวยการคนแรก ซึ่งต่อมาคำว่าภูมิศาสตร์ก็ถูกลบจากหน่วยงานดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันของผู้ของผู้ปฎิบัติในสองสาขาวิชา อย่างไรก็ตามภายใต้การนำของจอห์น เวสลีย์ พาวเวลล์ (John Wesley Powell) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานสำรวจธรณีวิทยาคนต่อมาหลังจากคิงลาออก (หลังจากปฎิบัติหน้าที่ได้เพียง 1 ปี)  และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งปี ค.ศ.1894  การสำรวจยังคงให้ความสนใจ

หลังสงครามกลางเมือง ที่พาวเวลล์ได้เข้าร่วมรบในสงครามและต้องสูญเสียแขนข้างหนึ่ง เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยอิลลินอย เวสลียัน ที่บลูมิงตัน (Illinois Wesleyan at Bloomington) เขาจึงได้เริ่มต้นการสำรวจทางตะวันตกอย่างต่อเนื่องจนถึงแม่น้ำโคโลราโดในปี ค.ศ.1896 และ 1871-2 รายงานการสำรวจลุ่มน้ำโคโลราโดนั้นเขาให้ความสนใจต่อสาระทางทฤษฎี 3 ประการ คือ หลักการว่าด้วยระดับฐาน (Principle of Base Level) ลักษณะและศักยภาพการกัดกร่อน (Nature and Potency of Erosion) และการจำแนกอย่างทั่วไปของลักษณะภูมิประเทศ (Generic Classification of Landforms) (Chorley, Dunn and Beckinsale, 1964) จากแนวความคิดนี้ที่ถือได้ว่าเป็นแนวทางให้นักธรณีวิทยาและนักธรณีสัณฐานวิทยา เช่น โกรฟ คาร์ล กิลเบอร์ต (Grove Karl Gilbert.1843-1918) และวิลเลี่ยม มอร์ริส เดวีส (William Morris Davis.1850-1934) นำเอาไปพัฒนาต่อ สำหรับข้อสรุปของพาวเวลล์เหล่านี้นั้น ซึ่งกิลเบอร์ตได้แสดงความคิดเห็นว่า

ด้วยความคิดที่เกี่ยวกับคำว่าธารซ้อนทับ” (Superimpose Drainage) และธารบรรพกาล” (Antecedent Drainage) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความคิดที่ว่า ประวัติทางกายภาพของภูมิภาคอาจอ่านได้จากในส่วนที่มาจากการศึกษาระบบของการระบายน้ำที่สัมพันธ์กับโครงสร้างของหิน  ความคิดอื่นที่ว่าด้วยการปรับระดับความสูงของพื้นที่ถูกจำกัดให้ลดต่ำลงโดยระดับน้ำที่คงที่ ซึ่งมาจากระบบลำน้ำ ประเภทของการเปลี่ยนรูปแบบของผิวดินแต่ละแบบที่เกิดจากการกัดกร่อนตลอดขอบเขตของระบบลำน้ำจากสภาพที่จำกัดนี้ ซึ่งใช้แสดงโดยความหมายของคำว่าระดับพื้นฐาน (Base Level) สองความคิดนี้ค่อยพัฒนาไปอย่างช้าๆ โดยนักศึกษารุ่นต่อๆ มา เป็นหลักพื้นฐานสำคัญของสาขาวิชาใหม่ของธรณีวิทยา เรียกว่า ธรณีสัณฐานวิทยา หรือภูมิศาสตร์กายภาพ

ข้อเสนอของพาวเวลล์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อกิลเบอร์ตเท่านั้น หากแต่ยังมีความสำคัญต่อการศึกษาภูมิศาสตร์กายภาพในศตวรรษที่ 20 เพราะอย่างน้อยที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งที่นักวิชาการทางธรณีวิทยาต้องคำนึงอยู่ในจิตใจอยู่เสมอ

การพัฒนาในเชิงสถาบันของภูมิศาสตร์ภายในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาล้วนแล้วแต่ก่อตั้งมาจากสาขาธรณีวิทยา ขณะที่วิชาภูมิศาสตร์ถูกสอนโดยกรอสที่โคลัมเบียระหว่างปี ค.ศ.1784-95 และเค้มป์ในปี ค.ศ.1812 (Dryer, 1924) หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์คนแรกยังคงเป็นกูโยต์ที่ได้รวมภูมิศาสตร์เข้ากับธรณีวิทยาอยู่ที่ปรินซตัน (Princeton) ที่อื่นก็เช่นกัน เช่นที่คอร์แนลล์ (Dunbar, 1961) มิวิชาภูมิศาสตร์ยังคงอยู่ภายในภาควิชาธรณีวิทยาโดยการสอนเน้นภูมิศาสตร์กายภาพ เดวีสได้เป็นศาสตราจารย์ทางภูมิศาสตร์กายภาพที่ฮาร์วาร์ด เมื่อปี ค.ศ.1890 ที่เป็นผู้นำภูมิศาสตร์ขณะนั้น ก็ยังคงทำงานอยู่ในภาคธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์ จวบจนปี ค.ศ.1898 จึงมีการแยกภูมิศาสตร์ออกมาตั้งเป็นภาควิชาภูมิศาสตร์ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซึ่งอยู่ในคณะพาณิชยศาสตร์ที่เบอร์กเลย์ (Dunbar, 1961) ยิ่งกว่านั้นปี ค.ศ.1903 ที่มหาวิทยาลัยชิคาโกก็ได้เปิดรับนักศึกษาปริญญาเอกขึ้นเป็นครั้งแรกของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโรลลิน ซาลิสเบอรี (Rollin Salisbury. 1858-1922) ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ระหว่างปี ค.ศ.1903-19 ทั้งนี้การเรียนการสอนยังคงเน้นภูมิศาสตร์กายภาพ โดยมีประเด็นสนใจหลักอยู่ที่อิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่มีต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด (Pattison, 1961)

จักรวรรดิและอนาธิปไตยทางเลือก

ภายหลังจากการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ขึ้นที่ปารีส เบอร์ลิน และลอนดอน ในส่วนต่างๆ ของโลกก็ได้มีการจัดตั้งสมาคมภูมิศาสตร์ขึ้นอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่เม็กซิโก ซิตี้ เมื่อปี ค.ศ.1833 ที่แฟรงค์เฟิร์ต เมื่อปี ค.ศ.1836 ที่บราซิล เมื่อปี ค.ศ.1838 และที่รัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1845 ทั้งนี้จนกระทั้งถึงปี ค.ศ.1869 มีสมาคมภูมิศาสตร์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 20 สมาคม และเมื่อถึงปี ค.ศ.1889 ก็มีสมาคมภูมิศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเป็น 62 สมาคมทั่วโลก (Capel, 1981: 56) ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการก่อรูปทางสังคมของวิชาภูมิศาสตร์ และการก่อนรูปที่ว่านี้ยังเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเป้าประสงค์และองค์กรที่ทรงพลังของลัทธิทุนนิยม ในการที่จะสนองตอบความต้องการในการสำรวจและทำแผนที่บริเวณต่างๆ ของโลกใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองต่อประเทศเจ้าอาณานิคมนั้นๆ อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีภูมิศาสตร์ในส่วนอื่นๆ ที่เกิดขึ้น อาจเรียกว่าเป็นภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ใต้ดิน ซึ่งก็ได้เกิดขึ้นตามกระแสเดิมๆ ในช่วงก่อนหน้านี้ เพียงแต่นำเสนอแตกต่างกันอย่างมีมูลเหตุ (หรือมีที่มาที่ไป) ภูมิศาสตร์ที่ว่านี้คือ ภูมิศาสตร์อนาธิปไตย (Anarchist Geography) ที่ต้องถือเอาการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสและรัสเซีย ที่มีตัวอย่างให้เห็นถึงความพยายามอย่างไม่ท้อถอยภายใต้ชื่อชุมชนในปารีส ที่เรียกว่า Paris Commune ในปี ค.ศ.1871 ทั้งนี้โดยมีผู้เสนอที่สำคัญสองคน คือ เอลลิเซ เรคลุส (Elisee Reclus. 1830-1905) และปิโอตร อเล็กเซวิช โกรปอตกิน (Pyotr Alexeivich Kropotkin. 1842-1921)

เอลลิเซ เรคลุส เป็นนักเขียนงานทางภูมิศาสตร์คนหนึ่งที่แพร่หลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานเขียนเกี่ยวกับภูมิศาสตร์กายภาพที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ La terre (1868-69) และงานเขียนรวมเล่มชิ้นสำคัญรวมสิบเก้าฉบับ Nouvelle Geographie Universelle (1876-94) ตามประวัติของเรคลุสนั้น พ่อของเขาเป็นบาทหลวงโปรแตสแตนท์อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส สมัยเด็กๆ เขาเรียนวิชาเทววิทยา และใช้เวลายาวนานถึงหกเดือนของปี ค.ศ.1851 ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ซึ่งที่เบอร์ลินเขามีความสนใจการบรรยายของริทเทอร์เป็นอย่างมาก และนั่นเองจึงส่งผลอย่างมากต่ออาชีพของเขาในช่วงเวลาต่อมา หลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในฝรั่งเศส โดยมีความเห็นขัดแย้งกับข้อเสนอ Coup d’etat ของนโปเลียนที่สาม ต่อมาจึงได้ตระเวนหางานทำอยู่เจ็ดปีในอังกฤษ ไอร์แลนด์ และอเมริกาเหนือ และในปี ค.ศ.1857 ก็กลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็ได้เขียนหนังสือแนะนำแหล่งท่องเที่ยวให้กับสำนักพิมพ์อาเชตต์ (Hachette) หลังจากนั้นจึงใช้เวลายาวนานถึง 14 ปี ในการแสดงบทบาทเชิงรุกอยู่กับสมาคมภูมิศาสตร์แห่งกรุงปารีส ขณะเดียวกันก็ยังคงติดต่อผูกพันอยู่กับสมาคมผู้ใช้แรงงานนานาชาติ (International Workingmen’s Association) และได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดอนาธิปไตยจากมิเชล บากุนีน์ (Michael Bakunin) ในปี ค.ศ.1868 สำนักพิมพ์อาเชตต์ได้ตีพิมพ์หนังสือ La terre ฉบับแรกสุดขึ้นมา ตรงนี้นี่เองที่ทำให้วงการสากลทราบทั่วกันว่า รุคลุสคือนักภูมิศาสตร์กายภาพที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

เจ้าชายปิโอตร โกรปอตกิน ก้าวเข้าหาลัทธิอนาธิปไตยทางเลือกจากการที่เขามาจากพื้นฐานที่แตกต่างหลากหลาย (Woodcock and Avakumovic, 1950) เขาเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของกองทัพในไซบีเรีย ที่นั่นเขาได้ความเป็นจริงทั้งด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสถานการณ์ทางสังคม หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึงห้าปี เขาก็กลับมามอสโคว ระหว่างที่อยู่ที่มอสโควนั้นเอง เขาเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์บริสุทธ์โดยไม่สนใจสถานการณ์ทางสังคม ปี ค.ศ.1872 เขาเดินทางไปเยี่ยมชุมชนอนาธิปไตยเล็กๆ แห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาก็ยืนยันได้เลยว่า โกรปอตกินมั่นใจว่าจำเป็นจะต้องยอมรับความคิดอนาธิปไตยซึ่งเป็นชุดความคิดในแบบสังคมนิยม (Breitbart, 1981) ต่อมาปี ค.ศ.1874 เขาถูกจับกุมและถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย ระหว่างนั้นเขาก็คิดวางแผนหลบหนี และสองปีต่อมาเขาก็สามารถหลบหนีไปอยู่ที่อังกฤษได้สำเร็จ ปีต่อมาเขาก็ได้พบกับเรคลุสในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นสนิทและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี โกรปอตกินถูกจับกุมอีกครั้งที่ฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ.1883-6 หลังจากนั้นก็ตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษ จนกระทั่งรัสเซียปฏิวัติ เมื่อปี ค.ศ.1917 เขาก็กลับไปมอสโควอีกครั้ง

สำหรับงานทางภูมิศาสตร์ของบุรุษทั้งสองนั้น มีส่วนมาจากวิถีปฏิบัติตามแบบอย่างของลัทธิอนาธิปไตย โดยเรคลุสนั้นเขียนงานของเขาโดยไม่ได้เป็นแบบอนาธิปไตยโดยตรง ซึ่งงานที่เข้าใกล้อนาธิปไตยมากที่สุด คือ L’Homme et la terre ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ได้รับการตีพิมพ์ภายหลังจากที่ผู้เขียนเสียชีวิตไปแล้ว ในงานฉบับนี้เข้าได้เน้นถึงความสำคัญของภูมิศาสตร์ในการกำหนดการกระจายทรัพยากรของโลก และในการทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ต่อทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกันทุกคน หัวใจของข้อเสนอของเรคลุส คือ ชุมชนที่มีแรงงานเพียงพอที่จะสามารถตัดสินใจผลิตและบริโภคอย่างเพียงพอ เท่าเทียม และไม่เบียดเบียนกัน (Dunbar, 1981) ขณะที่โกรปอตกินนั้นเน้นถึงความสำคัญของการประกอบกิจกรรมของชุมชน เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายแห่งอนาธิปไตย เขาได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากสังคมตามแบบดาร์วินที่มีเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยเขายืนยันว่า การจะสรรสร้างให้สังคมบรรลุเป้าหมายได้นั้น จะขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพภายใต้ความหลากหลาย (unity in diversity) เรื่องนี้ ไบรบาร์ท (Breibart, 1981, 136) อธิบายว่า เป็นความรู้สึกหนึ่งของการพึ่งพาร่วมกันกับผู้อื่นเพื่อทำกิจกรรมส่วนรวม รวมทั้งยังเป็นโอกาสหนึ่งที่จะแสดงความรู้สึกเฉพาะตัวที่แตกต่างจากผู้อื่นออกมา แนวคิดเหล่านี้ปรากฏอยู่ในงานอันยิ่งใหญ่ของเขา คือ Mutual aid ที่ตีพิมพ์ไว้เมื่อปี ค.ศ.1902 และถือเป็นงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะเบื้องต้นของประวัติศาสตร์วิวัฒนาการ องค์ประกอบสำคัญทางภูมิศาสตร์อันอื่นๆ ของโกรปอตกินที่ปรากฏ เกิดมาจากอิทธิพลของฮุมโบลดท์ที่ได้แบ่งเนื้อหาของวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็นวิทยาศาสตร์มนุษย์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดังที่โบเว่น (Bowen, 1981, 261) เสนอว่าโกรปอตกินก้าวออกมาอยู่นอกกลุ่มนักปฏิบัติคนอื่นๆ ในสาขาวิชานี้ โดยเขาพยายามรักษาแบบจำลองของฮุมโบลดท์เกี่ยวกับความเป็นนักภูมิศาสตร์มนุษย์ชาติพันธุ์ (Radical Humanist Geographer) เพื่อนำมาสนับสนุนการสังเคราะห์ การมองภาพกว้างแบบองค์รวม และการปฏิรูปสังคม เหล่านี้เขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลังอำนาจของแนวคิดเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์

สำหรับการสร้างภูมิศาสตร์ ณ วันนี้ บุรุษทั้งสองท่านเป็นที่เลื่อมใสอย่างมากต่อสังคมวิชาการ เพียงแต่ว่าความเชื่อในลัทธิอนาธิปไตยของเขาดูว่าจะเป็นอันตรายต่อวิทยาศาสตร์อยู่สักหน่อย เรคลุสได้รับการประกาศเกียรติคุณชั้นสูงเมื่อปี ค.ศ.1894 โดยได้รับเหรียญทองจากราชสมาคมภูมิศาสตร์ในลอนดอนจากการสนับสนุนวิชาภูมิศาสตร์ ในฐานะบรรณาธิการผู้เขียนหนังสือ Nouvelle Geographie Universelle (Cameron, 1980) ส่วนโกรปอตกินนั้นได้รับประกาศเกียรติยศในงานเลี้ยงต้อนรับจากราชสมาคมภูมิศาสตร์ ในฐานะที่มีส่วนสนับสนุนวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ แต่ในทางสังคมกลับไม่ได้รับเกียรติมากนัก (Breitbart, 1981) นี่จึงถือเป็นสิ่งไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ที่ตัวตนเชิงอนุรักษ์สูงมากๆ ของภูมิศาสตร์ได้รับการเอาใจใส่อย่างดี โดยเฉพาะจากบุรุษทั้งสอง โดยที่การนำเสนอเชิงวิทยาศาสตร์ในวิชาภูมิศาสตร์กายภาพของโกรปอตกินนั้น มีลักษณะที่เป็นการให้แนวความคิดเข้มข้น โดยเขาเป็นเพื่อนสนิทกับเคลตี้ เลขานุการราชสมาคมภูมิศาสตร์ระหว่าง ค.ศ.1892-1915 ซึ่งเคลตี้ (Keiltie, 1921: 319) ได้แสดงความเห็นในเชิงท้วงติงในการเขียนไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของโกรปอตกินว่า นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะนึกถึงรายละเอียดกิจกรรมทางการเมืองของโกรปอตกิน ยกเว้นก็แต่การแสดงความเสียใจที่การยอมรับของเขาเป็นเรื่องร้ายแรง มิฉะนั้นแล้ว เขาจะกลายเป็นบุรุษที่ยิ่งใหญ่มากในการสนับสนุนวิชาภูมิศาสตร์

จากการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการสร้างวิชาภูมิศาสตร์ (โดยมีการจัดตั้งตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยขึ้นมา) กับความสนใจอย่างมากต่อการค้าและการเมืองของจักรวรรดินิยมจากยุโรป จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเลยที่มุมมองต่างๆ ของทั้งเรคลุสกับโกรปอตกินจะได้รับการละเลยจากสังคมยุโรป อย่างไรก็ตามข้อท้วงติงของเคลตี้ที่กล่าวมาข้างบน ได้แสดงให้เห็นถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลในตอนท้ายๆ ต่อวิถีปฏิบัติของวิชาภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของโกรปอตกินถูกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวิธีปฏิบัติทางสังคมและการเมือง แต่สำหรับเคลตี้และคนอื่นๆ กลับเอาใจจรดจ่ออยู่กับการสร้างพื้นฐานอันใหม่สำหรับวิชานี้ ซึ่งจะกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จำเป็นต่อความศรัทธาต่อวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นอิสระจากการเมืองและสังคม รวมถึงมีคุณค่าเสรีด้วย ต่อสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่ามีน้อยคนมากที่ยอมรับวิถีของบุรุษทั้งสอง ซึ่งได้ตระหนักต่อนัยยะทางวิทยาศาสตร์ที่จะมีคุณต่อสังคมเป็นอย่างมาก และนั่นเองที่ทำให้ผู้สร้างวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหลายจะต้องแยกตัวรายวิชาของตนออกจากพื้นฐานที่สำคัญที่สุด โดยพื้นฐานที่ว่านั้น คือ ความคิดเชิงวิพากษ์ที่เข้าถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถานที่ และน่าคิดไม่น้อยเลย ที่แม้ว่าบุรุษทั้งสองจะอยู่วงนอกของเวทีผู้สร้างวิชาภูมิศาสตร์ในวันนั้น แถมยังมีอิทธิพลน้อยมากต่อการพัฒนาวิชานี้ในเชิงสถาบัน แต่เขาทั้งสองกลับมีส่วนช่วยรักษาเปลวเพลิงให้คุกรุ่นอบอุ่นไปด้วยประเด็นวิพากษ์ทางสังคมและวิถีปฏิบัติที่สอดรับกับความต้องการของสังคม ซึ่งทั้งหลายที่ว่าตรงนี้ได้ถูกละเลยและเข่นฆ่าโดยภูมิศาสตร์จักรวรรดินิยม (Galois, 1976)

ประชาชน สิ่งแวดล้อม และภูมิศาสตร์ภูมิภาค

ช่วงที่สามของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่นักภูมิศาสตร์กำลังแสวงหาหนทางในการสร้างแบบอย่างพื้นฐานที่จะนำไปสู่โครงสร้างทางสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์แบบใหม่ จึงมีอิทธิพลมากมายของมุมมองต่างๆ จากชุมชนวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับรากฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงทัศนคติและความเห็นจากนักปฏิบัติจากสาขาวิชาอื่นๆ เหล่านี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เชิงวิชาการ การตีพิมพ์หนังสือ On the Origin of Species ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ในปี ค.ศ.1859 นับได้ว่ามีผลอย่างมากต่อความรู้และความคิดทางภูมิศาสตร์ ทั้งวิชาภูมิศาสตร์มนุษย์และภูมิศาสตร์กายภาพ เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางต่อแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการ ที่นำไปสู่การปฏิเสธงานทางภูมิศาสตร์หลายชิ้นที่แอบอิงอยู่กับวิธีการเชิงเทววิทยาของปราชญ์คนสำคัญอย่างริทเทอร์และกูโยต์ ซึ่งเรื่องนี้ อาร์มสตรอง (Armstrong, 1985) เห็นว่าเป็นผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่การปฏิวัติความคิดของดาร์วินที่มีต่อวิชาภูมิศาสตร์ เพราะได้หยุดวงจรที่กำลังขับเคลื่อนไปของเทววิทยาธรรมชาติ (Natural Theology) ซึ่งเขาได้แนะนำต่อไปว่า

อย่างหนึ่งที่ต่อเนื่องมาจากงานของดาร์วิน คือ ความเอียงข้างเข้าไปสู่แนวคิดแบบลามาร์กใหม่ (Neo-Lamarckism) แนวความคิดเรื่องวิวัฒนาการ เป็นความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยของสิ่งมีชีวิต รวมถึงมนุษย์ด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นจะผ่านไปตามเวลา และให้ความสนใจประเด็นของปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมของชาติพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตไม่มากนัก แนวความคิดนี้ดูเหมือนจะแยกย่อยในรายละเอียดได้ง่ายกว่าแนวคิดหลักเกี่ยวกับการคัดสรรโดยธรรมชาติของดาร์วินเสียอีก (Armstrong, 1985: 41; Campbell and Livingstone, 1983; Livingstone, 1984)

          อย่างไรก็ตาม แนวความคิดของดาร์วินที่ผนวกเข้ากับแนวคิดของสเปนเซอร์ (Peet, 1985) ก็ยังคงวางอยู่บนฐานสำหรับการพัฒนาโดยนักภูมิศาสตร์ อย่างเช่นรัทเซลที่ได้แสดงแนวคิดใหม่เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม ยิ่งกว่านั้นเมื่อผนวกเข้ากับหลักการเบื้องต้นทางธรณีวิทยา Principles of Geology ของไลเอลล์ (Lyell, 1830-33) จะเห็นได้เลยว่า ข้อเสนอของดาร์วินได้ให้แนวทางที่ท้าทายแก่นักภูมิศาสตร์ ให้กระตือรือล้นที่จะรักษาขอบเขตการศึกษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพในฐานะที่เป็นการรักษารากฐานชีวิตของมนุษย์ ผลที่เกิดต่อมาในศตวรรษที่ 20 ทำให้วิชาภูมิศาสตร์เริ่มต้นเข้าสู่การแยกแยะความคิดให้อยู่ในส่วนของแนวคิดที่ยอมรับการกำหนดของสภาพแวดล้อม (Environmental Determinism) และแนวคิดทางภูมิภาค (Regionalism)

            อิทธิพลของดาร์วินต่อวิชาภูมิศาสตร์

อิทธิพลของความคิดทางด้านชีววิทยาทั้งหลายที่มีต่อแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งสตอดดาร์ท (Stoddart, 1986: 159) ชี้แจงเรื่องนี้ว่า

งานทางภูมิศาสตร์มากมายในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ . . . มีแรงบันดาลใจไม่โดยตรงก็โดยนัยจากวิชาชีววิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากดาร์วิน กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สายดาร์วินหลายคน เป็นต้นว่า ฮุกเกอร์ (Hooker) วาลเลซ (Wallace) ฮักซ์เลย์ (Huxley) เบตส์ (Bates) และดาร์วินเอง ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อการสำรวจทางภูมิศาสตร์ และก็เป็นปรากฏการณ์ต่างๆ ที่กระจายอยู่บนพื้นที่ ที่ถูกพินิจพิจารณาโดยดาร์วินกับทฤษฎีของเขา

อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19 หลายคนได้เลือกเอามาเฉพาะส่วนของแนวคิดที่ดาร์วินเสนอไว้ เพื่อนำมาประกอบในเนื้อหาสาระของวิชาการใหม่ของพวกเขา ทั้งนี้ สตอดดาร์ท (Stoddart, 1986: 159) กล่าวว่า ในวิชาภูมิศาสตร์ . . . แนวคิดนิยมดาร์วิน (Darwinism) ในเบื้องต้นนั้นจะถูกตีความ อย่างเช่นเรื่องวิวัฒนาการ ซึ่งถูกแปลงมาอยู่ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา

ในการพัฒนาแนวความคิดนั้น ดาร์วินเริ่มต้นจากการวิพากย์ถึงวิถีในกระบวนการของท้องถิ่น ที่จะมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการเปลี่ยนแปลง อันเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนสถานะของชีวิตสิ่งต่างๆ ทั้งนี้เขากล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแท้จริงนั้นไม่ใช่เกิดจากตัวมนุษย์ . . . แต่ว่ามนุษย์ก็สามารถหรือมีโอกาสในการเลือกอยู่บนความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ธรรมชาติมอบให้มา (Darwin, 1888: 3) หัวใจแห่งแนวความคิดของดาร์วินที่เขาเคยร่างไว้ในสมุดบันทึกเมื่อปี ค.ศ.1842 และเคยกล่าวไปบ้างในปี ค.ศ.1844 คือ ความสำคัญของความแปรปรวนเบื้องต้นที่เป็นแบบสุ่มของธรรมชาติ (Darwin and Wallace, 1958) จากจุดนี้ที่เขาได้พัฒนาข้อเสนอเกี่ยวกับ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก อย่างที่เขามีความเห็นต่อหลักการของโธมัส มัลธัส ซึ่งได้ประยุกต์ใช้สำหรับอธิบายอาณาจักรและพืช (Darwin, 1888: 3) และจากนี้ดาร์วินก็ได้พัฒนาแนวคิดเพิ่มเติมเป็น การคัดสรรโดยธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้เกิดแนวความคิดสำคัญที่ว่าด้วย วิวัฒนาการ ที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงผ่านห้วงเวลา หมายถึงว่า ประเด็นสำคัญของพิจารณาแนวคิดของดาร์วินอยู่ที่จุดริเริ่มทั้งหลายของการเปลี่ยนแปลง และกระบวนการในการเลือกสรร การตีความประเด็นสำคัญเหล่านี้ จะก่อประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิจัยและการสอนภูมิศาสตร์ 3 ประเด็นหลัก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจกระบวนการทางกายภาพ และการใช้ภูมิภาคเป็นกรอบวิชาภูมิศาสตร์

            มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

จากข้อเสนอของดาร์วินทำให้เกิดความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ เช่นเดียวกับฮุมโบลดท์และริทเทอร์ ที่ดาร์วินผนวกเอาประชาชนเข้าเป็นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติของโลก (Stoddart, 1986: 167) โดยเฉพาะที่ดาร์วินได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ ของโลกแห่งสิ่งมีชีวิต และเขาได้วางกรอบภายในที่จะทำการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับนิเวศวิทยา (Stauffer, 1960; Vorzimmer, 1965) อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเรื่องของนักนิเวศวิทยามากกว่าที่จะเป็นเรื่องของนักภูมิศาสตร์ ซึ่งพวกเขาก็กำลังค้นหาสาระมาเติมให้เต็มอยู่อย่างขมักเขม้น โดยแฮกเกิล (Haeckel, 1965) ศาสตราจารย์สาขาสัตววิทยาที่เจน่า เป็นคนแรกที่สร้างคำว่านิเวศวิทยาขึ้นมา และก็ไม่มีอะไรมากมายจนกระทั่งเมื่อมีการวิวาทะกันกว้างขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลให้มีการนำเอาความคิดทางชีววิทยาที่เหมาะสมตรงประเด็นเข้ามาอยู่ในสาระของนิเวศวิทยา นั่นเองจึงทำให้สาระเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้รับการพิจารณาในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ใหม่อีกครั้ง

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มศตวรรษที่ 20 วิชาภูมิศาสตร์ได้นำเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเข้ามา โดยเน้นสองแนวคิดหลัก คือ แนวคิดยอมรับว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด (Environmental Determinism) และสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นไปได้ (Possiblilism) (Tatham, 1951) ซึ่งเรื่องนี้จอห์นสตัน (Johnston, 1987: 36) มองว่าสองวิธีคิดนี้ขัดแย้งกัน  ตอนแรกเป็นความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกันให้เป็นสากลของบรรดานักภูมิศาสตร์สมัยใหม่ อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาต่อมา ขอบเขตระหว่างสองแนวคิดนี้ก็มีลักษณะตายตัวไม่ยืดหยุ่นเข้าหากันอีกเลย ดังได้มีการอธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ โดยนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน คือ เฟรดริช รัทเซล (Freidrich Ratzel. 1844-1904) ซึ่งเป็นบุคคลที่ริเริ่มให้ความสนใจต่อแนวความคิดที่ว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด (Wanklyn, 1961; Buttermann, 1977) และในหนังสือ Anthropo geographie ของเขาก็ได้นำเอามุมมองที่ว่ากิจกรรมของมนุษย์บนโลกนี้ล้วนถูกกำหนดตามธรรมชาติจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ อันนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่แนวความคิดของนักภูมิศาสตร์อเมริกัน อย่างเช่น เซมเปิ้ล และฮันติงตัน ที่มีส่วนทำให้แนวคิดเหล่านี้ได้เผยแพร่ไปยังประเทศที่สื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษ

การที่มีผู้กล่าวว่า แนวความคิดของดาร์วินมีอิทธิพลโดยตรงต่อรัทเซลนั้น ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาก แต่บาสซินเชื่อว่า จริงๆ แล้วรัทเซลได้รับอิทธิพลแนวความคิดมาจากมอริทซ์ แวกเนอร์ (Moritz Wagner) ซึ่งเขาได้รับแนวความคิดนี้มาจากดาร์วิน ที่เบสซินมีความเห็นว่าข้อเสนอของดาร์วินขาดมิติทางพื้นที่ และจากแนวคิดของแวกเนอร์นั้นทำให้รัทเซลได้พัฒนามาเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับการอพยพ ความเป็นอยู่ และขอบเขตของพืชพรรณ ซึ่งจากที่กล่าวมาได้อธิบายไว้ในภูมิศาสตร์มนุษย์ของรัทเซลเล่มแรก สามประการ คือ 1) อธิบายถึงดินแดนที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้และการแพร่กระจายของมนุษย์บนดินแดนเหล่านั้น 2) ศึกษาเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ทุกรูปแบบ ซึ่งเขาจัดระบบคิดให้มนุษย์เป็นผู้พึ่งพาที่ดินเป็นหลัก และ 3) การวิเคราะห์ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์ในฐานะที่เป็นคนและกลุ่มคน (Bassin, 1987a: 126) แม้ว่าข้อเสนอของรัทเซลในการตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดยอมรับว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด ซึ่งเป็นอะไรบางอย่างที่กำกวมและเป็นนามธรรมมาก นักเขียนรุ่นหลังหลายคนก็ให้ความสนใจที่จะแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อผู้คน ในทางกลับกันจำเป็นจะต้องตีความสิ่งเหล่านี้ไปในอีกทางหนึ่งที่คลื่นของการสนับสนุนทางปัญญาสำหรับมุมมองของกลุ่มวัตถุนิยมและกลุ่มปฏิฐานนิยมในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ให้ความสนใจต่อสถานที่ของผู้คน โดยผู้คนเป็นเจ้าของที่สามารถครองธรรมชาติได้ตามอำเภอใจ ตรงนี้เองที่แนวความคิดของเฮอร์เบอร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer, 1864, 1882) ยังคงมีความสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิวัฒนาการของอวัยวะ ซึ่งซึมซับรับมาจากลามาร์กและดาวิน จนทำให้สามารถพัฒนาเป็นแนวคิดเรื่อง องค์การทางสังคม ขึ้นมา (Peet, 1985: 313)

ภาพทั้งหลายที่กลับเข้ามาสู่การก่อรูปร่างของวิชาภูมิศาสตร์ตลอดช่วงเวลาสิบกว่าปีในศตวรรษที่ 20 อันเป็นช่วงของการสร้างสังคมยุโรปและอเมริกาเหนือ ดังที่ลิฟวิงสโตน (Livingstone, 1984: 22) ได้กล่าวไว้ว่า เหตุผลของกฎเกณฑ์ทางสังคมนั้น ได้รับการปรับแปลงมาจากการแก้ต่างให้กับคุณความดีของพระเจ้าที่มีพื้นฐานอยู่บนเทววิทยาธรรมชาติ ไปสู่สิ่งอื่นๆ จนเกิดเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ทางธรรมชาติ อีกทั้งยังคงมีมุมมองหลายมุมมองที่แสดงถึงสิ่งสำคัญที่ไปกำหนดบทบาททางการเมือง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยอันซ่อนอยู่เบื้องหลังการตีพิมพ์งานเขียนทางภูมิศาสตร์หลายฉบับ ที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทนำของชนชาติคนผิวขาวจากยุโรปและอเมริกาเหนือประชาชนในประเทศอาณานิคมอัฟริกาและเอเชีย เฉกเช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยในอเมริกาเอง

ในอเมริกา วิลเลี่ยม มอร์ริส เดวิส (William Morris Davis, 1906) อยู่ท่ามกลางนักภูมิศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เขาได้ตั้งเนื้อหาของวิชาภูมิศาสตร์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและการตอบสนองของมนุษย์ เขาอ้างว่า ถ้อยแถลงใดจะเป็นเรื่องของภูมิศาสตร์ ถ้าหากว่ามันมีเหตุผลที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิตบางอย่างบนโลกที่เราอาศัยอยู่ มีการทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม และความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นอยู่ หรือการเจริญเติบโต หรือพฤติกรรม หรือการกระจายของสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลก(Davis, 1906: 71) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเดวิสจะสนับสนุนแนวความคิดในระดับทฤษฎีอย่างเต็มที่  แต่ในทางปฏิบัติเขากลับทำน้อยมาก (Hartshorne, 1939) มีก็เอลเลน เชอร์ชิลล์ เซมเปิ้ล (Ellen Churchill Semple) หนึ่งในนักเรียนของราทเซล ที่เป็นคนที่แสดงบทบาทนี้ โดยให้ความหมายของการยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ Influences of Geographic Environment หนึ่งในซึ่งมีหัวข้อหลัก คือ ในหัวข้อย่อย On the Basis of Ratzel’s System of Anthropogeography งานชิ้นนี้ถือว่าเป็นการเผยแพร่แนวความคิดของรัทเซลออกไปสู่สังคมคนพูดภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง (Wrigth, 1966; James, Bladen and Karan, 1983) แม้ว่าเซมเปิ้ลจะพยายามค้นหาทางสลัดคราบไคลของแนวความคิดของราทเซล เธอเห็นว่ารัทเซลได้รับมาจากเฮอร์เบอร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ที่เชื่อในทฤษฎีสังคมและรัฐมีชีวิต ซึ่งต่อมาปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในงานเรื่อง Mein Kampf ทั้งนี้เซมเปิ้ลไม่สามารถหลีกหลบไปจากการยอมรับแนวความคิดของสเปนเซอร์อย่างเต็มท่วมใจ Influences of Geographic Environment ได้เริ่มต้นว่า

มนุษย์เป็นผลผลิตของพื้นผิวโลก นี่ไม่ได้หมายความเฉพาะแต่เพียงว่า มนุษย์เป็นบุตรของแผ่นดิน ฝุ่นเป็นฝุ่นของแผ่นดินเท่านั้น แต่ว่าโลกยังเป็นแม่ของพวกเราอีกด้วย เป็นแม่ที่คอยเลี้ยงดู คอยสร้างงานให้ทำ วางแนวทางความคิด นำพาให้กล้าแกร่งทั้งทางกายและสติปัญญาในการเผชิญความยุ่งยาก ให้ทิศทางในการแก้ปัญหา และในขณะเดียวกันก็กระซิบบอกกล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาด้วย (Semple, 1911: 1)

สำหรับเซมเปิ้ล (Semple, 1911: 2) สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เป็นส่วนจัดหาปัจจัยทางกายภาพของประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่เปลี่ยนแปรรูปไม่ได้ เป็นพื้นฐานของกิจกรรมมนุษย์ทุกอย่าง ซึ่งตรงกันข้ามกับ การปรับเปลี่ยน การยืดหยุ่น ความก้าวหน้า ความเสื่อมถอยของมนุษย์ อารมณ์ขี้โมโหของมนุษย์ วัฒนธรรม ศาสนา กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และชีวิตในสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สืบเนื่องมาจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เซมเปิ้ล (Semple, 1911: 620) มีความเห็นว่า คนทางตอนเหนือของยุโรป ขยันรอบคอบ เอาจริงเอาจังใช้ความคิดมากกว่าความรู้สึก รอบคอบมากกว่าใจร้อน คนอยู่ทางตอนใต้ของกึ่งทรอปิกในเมดิเตอร์เรเนียน ชอบสนุกสนาน อ่อนไหว ครื้นเครง และมีจินตนาการ และทุกอย่างนี้จะเป็นข้อเสียของคนผิวดำในเขตศูนย์สูตรมุมมองในเชิงกำหนดกฎเกณฑ์อย่างนี้ กำลังถูกปลดปล่อยโดยนักภูมิศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 อย่างเช่น ฮันทิงตัน (Huntington, 1925; 1945) และเทย์เลอร์ (Taylor, 1937) อย่างไม่ค่อยจะปรกติธรรมดานัก เซมเปิ้ลและฮันทิงตันได้หาทางผสมผสานแนวคิดการยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดให้เข้ากัน ตามแต่โอกาสจะอำนวย (Lewthwaite, 1966) โดยเซมเปิ้ลกล่าวอ้างว่า เธอจะพยายามที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ตัวกำหนดทางภูมิศาสตร์ (Geographic Determinant) และกล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับตัวควบคุมทางภูมิศาสตร์ (Geographic Control) ในส่วนของฮันทิงตันและคุสชิง (Huntington and Cushing, 1934: 22) ได้กล่าวยืนยันอะไรบางอย่างว่า สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียวที่เป็นตัวกำหนดความก้าวหน้าของชาติอย่างไรก็ตาม ตามที่สตอดดาร์ท (Stoddart, 1986: 171) ได้บันทึกเอาไว้ว่า คำถามหลายคำถามเกี่ยวสภาพของเหตุปัจจัยกำหนดดูเหมือนจะเพิ่มความยุ่งยากในการหาคำตอบมากขึ้นเรื่อยๆ นักภูมิศาสตร์ส่วนมากตระหนักต่อเรื่องนี้ดี และก็ไม่ใช่ทั้งเทย์เลอร์และฮันทิงตันที่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการในเรื่องนี้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับแนวคิดการยอมรับสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดนั้น ก็คือว่า ลักษณะของแนวคิดได้รับการปรับแปลงและอธิบายจากคุณลักษณะของมนุษย์ที่อยู่ในที่ต่างๆ ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน แต่ว่าพวกเขาขาดการค้นหากระบวนการด้วยกระจายจุดกำเนิดแล้วหาทางยืนยันเสริมความแข็งแกร่งให้กับข้อสรุปที่ได้

แม้ว่าในตอนต้นศตวรรษที่ 20 แนวความคิดของเซมเปิ้ลจะมีอิทธิพลสูงมากในแวดวงภูมิศาสตร์อเมริกาเหนือ (Hartshorne, 1939) แต่ก็ยังไม่ได้มีผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ความเข้าในในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมออกมา นอกจากงานเขียนของมาร์ชกับชาลเลอร์เท่านั้น (Olwig, 1980; Livingstone, 1980, 1987) จอร์จ เปอร์กินส์ มาร์ช (George Perkins Marsh) ผู้ที่มีอายุได้ 63 ปีแล้ว ที่ได้เขียนหนังสือชื่อ Man and Nature ในปี ค.ศ.1864 งานเขียนของมาร์ชฉบับนี้ เขาได้แสดงถึงลักษณะและขอบเขตโดยประมาณของการเปลี่ยนแปลงที่กระทำโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อสภาพกายภาพของพื้นผิวโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ โอลวิกได้อ้างงานของมาร์ช ที่ว่าให้แก่นแท้ของปัญหาในการอนุรักษ์การย้ายถิ่น  มนุษย์  ไม่เอาใจใส่ต่อส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติ  หรือทำความเข้าใจกับส่วนต่าง ๆ ดีพอ  แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นและวางแนวทางปฎิบัติ  โดยชาลเลอร์ซึ่งได้รับการสอนจากนักธรรมชาติวิทยาชาวสวิส หลุยส์ อากกัซซี (Louis  Aggasiz)  ซึ่งแนวคิดนี้เหมือนกับของกูโยต์ ทั้งกูโยต์และอากกัซซีได้มีส่วนสำคัญต่อการนำแนวความคิดของฮุมโบดท์และริทเทอร์เข้ามาในอเมริกาเหนือ เขาได้ผสมผสานสิ่งผิดทางด้านเทววิทยา ในเรื่องการวางระเบียบของโลก โดยใช้ความรู้สึกทำนาย ิฟวิงสโตนกล่าวว่าแนวคิดของอากกัซซี มีอิทธิพลต่อชาเลอร์ จากเหตุผลของชาเลอร์ ดูเหมือนว่าจะมีความพยายาม เพื่อที่จะทำการรวม 2 ศาสนา สนุทรียภาพ และการรักษารูปแบบของสิ่งแวดล้อมในที่ต่างๆ

ขณะที่การยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดแนวคิดที่สำคัญทางภูมิศาสตร์มีอยู่หลากหลายในระหว่าง 30 ปี แรกของศตวรรษที่ 20 ได้มีข้อโต้แย้งในยุโรปเกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อกิจกรรมของมนุษย์ที่มีความหลากหลายซับซ้อนอย่างมาก  โดยหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงแนวคิดของเซมเปิลที่ตีความหมายมาจากรัทเซลมีการอธิบายอย่างกว้างขวาง  แต่ในตอนท้ายก็ไม่มีอิทธิพลอะไรมากนัก อีกแนวคิดหนึ่งคือ แนวคิดสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นไปได้ของนักประวัติศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ลูเชียน เฟบเวร์ (Lucien Febvre) นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกับนักภูมิศาสตร์มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เฟบเวร์  สร้างแนวคิดโดยยึดหลักนักภูมิศาสตร์อย่างเช่น วิดาล เดอ ลา บลาช (Vidal de la Blache) และจอง บรุนหส์ (Jean Brunhes) ผู้ซึ่งศึกษาลักษณะทางธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อกิจกรรมของมนุษย์  ซึ่งสิ่งแวดล้อมไม่สามารถที่จะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมของมนุษยืได้ บรุนหส์กล่าวว่าถ้าปราศจากภูมิศาสตร์กายภาพแล้วภูมิศาสตร์มนุษย์ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และเขาได้แนะนำต่อไปว่าสาระสำคัญในการวิจัยทางภูมิศาสตร์ได้ก่อร่างสร้างตัวมาจากพันธะและผลลัพธ์ที่ได้  โดย เศรษฐศาสตร์ สังคม การเมืองของประชากร และอารยธรรมทางด้านวัตถุ ถูกก่อตัวมาด้วยธรรมชาติทางกายภาพ เฟบเวร์เสนอแนวคิดที่เป็นที่นิยมมากคือ ทุกที่มีโอกาสจะเกิดอะไรก็ได้และมนุษย์เป็นตัวการผู้กำหนดความเป็นไปทั้งหลาย ด้วยการยืนยันการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น (Unwin, 1992, 91-95)

การแบ่งภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์

ช่วงปลายๆ ศตวรรษที่ 19 ที่มีการซ้อนทับของสิ่งต่างๆ ที่นักภูมิศาสตร์กับนักธรณีวิทยาให้วามสนใจ ได้มีการสร้างความกระจ่างชัดขึ้นทั้งในสหราชอาณาจักรและในสหรัฐอเมริกา (James, 1967; Gregery, 1985) อันที่จริงแล้วเหตุการณ์นี้นำไปสู่การขัดแย้งอย่างสมบูรณ์ เคลที (Keltie, 1886) ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศอังกฤษว่า การขัดแย้งที่ชัดเจนที่สุดต่อภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นสาขาการวิจัยที่ต่างออกไปนั้น มาจากสาขาธรณีวิทยา โดยเฉพาะนักธรณีวิทยาที่ไม่ยอมรับว่าภูมิศาสตร์มีสิ่งที่แตกต่างไปจากธรณีวิทยาดังเช่นที่ สต๊อดดาร์ท (Stoddart 1986) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ปัญหานั้นเกิดจากความยุ่งยากที่รุมเร้านักภูมิศาสตร์ ในขณะที่ตัววิชาภูมิศาสตร์เองก็คลุมเครือและสับสน ซึ่งประกอบด้วยบางส่วนของวิชาประวัติศาสตร์ การค้า และธรณีวิทยา

ในสหรัฐอเมริกา เดวิส (Davis, 1915) กล่าวว่า การรวบรวมลักษณะสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตของโลก และขึ้นอยู่กับกฎการวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ (Herbst, 1961:   540-1) ซึ่งเลย์ลี (Leighly 1955) กล่าวว่า งานของเดวิสในช่วงก่อนกลางทศวรรษที่ 1890 นั้นไม่ได้แสดงถึงการให้ความสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ จนกระทั่งในช่วงปี 1900

มันยังไม่มีความชัดเจนทั้งหมดว่าเหตุใดนักภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นละทิ้งเนื้อหาสาระที่เป็นภูมิศาสตร์กายภาพอย่างเด่นชัดไปให้กับนักธรณีวิทยา เช่น กระบวนการสึกกร่อนของหิน การพังทลายของดิน การสูญเสียหน้าดินโดยการกระทำของสายน้ำ การเกิดร่องรอยบนพื้นดินเดิมโดยการกระทำของคลื่น ถ้าหากกระบวนการเหล่านี้เคยเกิดขึ้นแค่เพียงในอดีตอันห่างไกล คงมีเพียงนักธรณีวิทยาเท่านั้นที่สามารถจะเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่าล้วนเป็นส่วนที่เป็นปัจจุบัน (Davis, 1900)

อย่างไรก็ตาม การยืนกรานของเดวิสเกี่ยวกับบทบาทของภูมิศาสตร์นั้นชึ้นอยู่กับสมมติฐานในเรื่องของห่วงโซ่ที่มาจากการเชื่อมโยงกันระหว่างปรากฏการณ์ทางกายภาพและสังคมมนุษย์นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งกับภูมิศาสตร์อเมริกันในอนาคต (Leighly 1955) แม้ว่าเดวิสจะได้เสนอแนวความคิดของดาร์วิน หรือที่เรียกว่า Darwinian แต่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ดนั้นโต้แย้งว่ามรดกทางปํญญาของสเปนเซอร์ และทฤษฎีของดาร์วินนั้นไม่เหมาะสม (Wiener, 1949) เดวิสทำให้ทราบว่าการใช้มาตรฐานเดียวกันของมนุษย์กับเครื่องจักรนั้นเป็นเรื่องล้าสมัย เนื่องจากกระบวนการรับรู้ของสังคมมนุษย์นั้นแตกต่างจากการใช้คำสั่งกับเครื่องจักรในการทำงาน และไม่สามารถนำไปใช้ร่วมกับการจำแนกหมวดหมู่กับปรากฏการณ์ของสิ่งมีชีวิตได้ (Leighly 1955) จากการแตกแยกทางความคิดของเดวิสในสหรัฐอเมริกา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จำกัดการศึกษาอยู่เพียงแค่ด้านวัฒนธรรมอย่างเดียว ส่วนผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับด้านกายภาพนั้นจะมุ่งเน้นในการศึกษาโลกของสิ่งไม่มีชีวิตหรือเน้นฉพาะบทบาทที่เป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่รวมทั้งพืชและสัตว์แบบกว้างๆ (Herbst, 1961) จากแนวทางการศึกษาเหล่านี้ไม่ส่งผลดีต่อการประสบความสำเร็จของการศึกษาในสถาบัน ดังเช่นที่เฮิร์บสต์ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับนักภูมิศาสตร์ธรรมชาติว่า นักภูมิศาสตร์ต้องอดทนเกี่ยวกับการถูกประนามว่าเป็นผู้ละเมิดและเป็นผู้ปฏิบัติชั้นสองในสาขาธรณีวิทยา อุตุนิยมวิทยา ธรณีฟิสิกส์ และนิเวศวิทยาพืชและสัตว์ และนักภูมิศาสตร์มนุษย์กำลังจะเป็นนักสังคมวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์จอมปลอม

การแบ่งแยกที่ตายตัวไม่ยืดหยุ่นระหว่างภูมิศาสตร์ทางกายภาพกับภูมิศาสตร์ทางด้านมนุษย์ ได้รับการจัดการให้เกิดความกระจ่างชัดมากขึ้นโดยนายกสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน คือ ฮาร์ลาน เฮช บาร์โรวส์ (Harlan H. Barrows) เขาได้กล่าวนำต่อสมาชิกของสมาคมเมื่อปี ค.ศ.1922 ว่า ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับนิเวศวิทยามนุษย์  (Science of Human Ecology)[2] ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแสดงความสัมพันธ์อันชัดเจนระหว่างสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติกับการกระจายตัวและกิจกรรมของมนุษย์ และจากการกล่าวของบาร์โรวส์นั้นเป็นการแยกออกจากภูมิศาสตร์กายภาพโดยสิ้นเชิง โดยสรุปคือ ภูมิศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับนิเวศวิทยามนุษย์นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับขอบเขตของศาสตร์เฉพาะที่อ้างอิงถึงภูมิศาสตร์ทางกายภาพ อากาศวิทยา นิเวศวิทยาพืชและนิเวศวิทยาสัตว์ แต่จะยอมให้ศึกษาธรณีวิทยา อุตุนิยมวิทยา พฤกษศาสตร์ สัตววิทยา หรือก้าวเข้าสู่การทำงานหน้าที่ในฐานะวิทยาศาสตร์อิสระ (Barrows, 1923: 4)

จากมุมมองต่างๆ นั้นเป็นเหตุให้เกิดการพิจารณาอย่างเคร่งเครียดในสังคมนักภูมิศาสตร์  ในขณะที่เดวิสสนับสนุนให้ภูมิศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและกิจกรรมของมนุษย์ แต่งานวิจัยของเขาเกือบทั้งหมดศึกษาเฉพาะธรณีสัณฐานวิทยา กระทั่งในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคของพาวเวลล์และกิลเบิร์ต การวิจัยส่วนใหญ่ในอเมริกาศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยูบนพื้นผิวโลกและทำการศึกษาในภาควิชาธรณีวิทยา แต่อย่างไรก็ตามเดวิสยังทำการศึกษาในศาสตร์แขนงนี้ และเรียกว่าตัวเองว่านักภูมิศาสตร์กายภาพ และเขาเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์กายภาพและอุตุนิยมวิทยา มากกว่าวิชาธรณีวิทยา โดยสอนเป็นครั้งแรกที่ฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ.1878 ก่อนที่จะได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู่ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์กายภาพที่นั่นในปี ค.ศ.1885 เดวิสมีอิทธิพลต่อสาขาวิชานี้เหมือนกับบางคนก่อนหน้าหรือรุ่นต่อจากเขา ดังที่ชอร์ลีย์ ดันน์ และเบคกินเซล (Chorley, Dunn and Beckinsale, 1964: 621) ได้กล่าวไว้ว่า เดวิสเป็นผู้รวบรวมความรู้ที่ยอดเยี่ยมในด้านธรณีสัณฐานวิทยา และงานของเขาเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดในช่วงครึ่งศตวรรษหลัง เขาเป็นผู้ขยายขอบเขตของการศึกษาซึ่งเป็นการพัฒนาสาขาธรณีสัณฐานวิทยาในช่วงทศวรรษ 1880-1930 (Chorley, Beckinsale and Dunn, 1973: 6) เช่นเดียวกับโบแมน ที่เดวิสมองว่าสิ่งที่เขาให้กับธรณีสัณฐานวิทยาส่วนใหญ่นั้น ผ่านระบบของรูปแบบลำดับขั้นตามกรอบแนวความคิดที่เป็นวงจรที่ดีเลิศและผ่านคำศัพท์เฉพาะทางที่เป็นทางการ นั่นคือแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ของเขาเกี่ยวกับการเกิดกษัยการ (Erosion) รวมทั้งแนวความคิดเรื่องช่วงอายเยาว์วัย วัยรุ่น หรือวัยชราของภูมิประเทศ ซึ่งภูมิทัศน์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของโครงสร้าง กระบวนการและเวลา ทั้งหมดนี้เป็นแบบจำลองที่เดวิสยอมรับ แต่ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด และเป็นแบบกว้างเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นแบบจำลองที่กว้างมากเกินไปและขาดความจำเป็นที่จะยอมรับ ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีการวิจารณ์แนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเยอรมันโดยเฮตเนอร์  (Hettner, 1921) อัลเบรชท์ เปงค์ (Albrecht Penck,1919) และลูกชายของเขาวอลเธอร์ เปงค์ (Walther Penck, 1924) วิธีการของเดวิสนั้นเป็นหัวใจสำคัญของภูมิศาสตร์กายภาพในอเมริกาและอังกฤษ จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1940 ก็มีผู้สนับสนุนแนวคิดของเขา อย่างเช่น วูดริดจ์ (Woodridge, 1955)

ช่วงระหว่างทศวรรษ 1920 และ 1930 การแบ่งแยกภายในสังคมภูมิศาสตร์ของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ทำให้ได้รับการสนใจเพิ่มมากขึ้น และเฮิร์บสต์ (Herbst, 1961) ก็เห็นว่ามันกำลังเป็นเหตุผลหลักอันหนึ่งที่ทำให้ภูมิศาสตร์ได้รับความเชื่อถือน้อยลงในขณะนั้น หลังจากที่บาร์โรวส์ดูเหมือนว่าจะละทิ้งภูมิศาสตร์กายภาพ แต่คาร์ล ซาวเออร์ (Carl Sauer, 1924) นั้นเสนอทางเลือกที่ต่างออกไปมาก นั่นคือ ภูมิศาสตร์กายภาพมีบทบาทสำคัญในการเป็นภูมิหลังของกิจกรรมมนุษย์ ซาวเออร์ได้เรียนปริญญาเอกที่ซาลิสเบอรี่ ชิคาโก เขาได้ให้แนวคิดที่ต่างไปจากเดวิสซึ่งเป็นคนที่เขามักจะวิจารณ์ อย่างไรก็ตาม ซาวเออร์ต่างไปนักภูมิศาสตร์กายภาพในอเมริกา ที่ส่วนใหญ่ที่ไม่สนใจวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ แต่เขาไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองและลูกศิษย์ของเขาละเลยการสนใจสิ่งต่างๆที่อยู่บนพื้นผิวโลก (Leighly. 1963: 2) ในปี 1925 ซาวเออร์ได้ตีพิมพ์บทความที่มีชื่อเสียงของเขาเกี่ยวกับธรณีสัณฐานวิทยาของภูมิทัศน์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแบบแผนให้กับงานเขียนทางภูมิศาสตร์รุ่นต่อๆมา ในอเมริกาช่วงปี 1930 (Leighly, 1955) ในบทความชิ้นนี้ ซาวเออร์กล่าวไว้ว่า พื้นที่หรือภูมิทัศน์นั้นเป็นสาขาของภูมิศาสตร์ และ ภูมิศาสตร์ก็ยอมรับความรับผิดชอบในการศึกษาพื้นที่ เนื่องจากมันมีความน่าสนใจในตัวมันเอง นอกจากนี้เขายังอธิบายว่าสถานะของภูมิศาสตร์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ ดังต่อไปนี้

เราอ้างถึงจุดยืนของเราสำหรับวิทยาศาสตร์ ซึ่งพบว่าการศึกษาเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของภูมิศาสตร์ภูมิภาค ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดพื้นที่นั้นไม่ได้เพียงเป็นการจำแนกแบบธรรมดา แต่มีความเชื่อมโยงกัน หรือพึ่งพาอาศัยกัน ในการค้นหาความเชื่อมโยงกันของปรากฏการณ์และลำดับของปรากฏการณ์นั้นเป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของเราที่วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งเดียวที่ภูมิศาสตร์ควรจะอุทิศตนให้

สำหรับซาวเออร์แล้ว แนวคิดทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับภูมิทัศน์นั้นเหมือนกับช่วงเวลาของนักประวัติศาสตร์ นั่นคือ ข้อมูลของนักภูมิศาสตร์คือข้อมูลของพื้นที่ ในขณะที่ข้อมูลของนักประวัติศาสตร์คือข้อมูลของเวลา นอกจากนี้เขายังมุ่งเน้นในการศึกษาภูมิศาสตร์ในยุโรป จากคำพูดของวิดาล เดอ ลา บลาช (Vidal de la Blache, 1922) และเกรบส์ (Krebs, 1923) ว่าภูมิศาสตร์อยู่บนพื้นฐานของความจริงของการรวมกันของสภาพแวดล้อมทางกายภาพและวัฒนธรรมในภูมิทัศน์ จากการต้องทำให้เป็นแบบแผนอย่างเป็นทางการซึ่งงานเขียนทางภูมิศาสตร์จะต้องรับภาระในเรื่องนี้ด้วย งานของซาวเออร์ ในปี 1925 นั้นทำให้มีการตีพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับภูมิภาคออกมาเป็นวาระ และหลายๆฉบับต่อมาถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง ไลท์ลีย์กล่าวว่า โชคไม่ดีที่ผลทางด้านบวกของงานของเขานั้นใช้อธิบายรายละเอียดของพื้นที่เล็กๆในช่วงเวลาเพียงยี่สิบปี ซึ่งมีคุณค่าเพียงเล็กน้อยกับทั้งทางการศึกษาหรือการปฏิบัติ ตัวซาวเออร์เองก็ทราบเรื่องนี้ และในช่วงหลังเขาก็ไม่ยอมรับข้อจำกัดในวงแคบของการหาความจริงทางภูมิศาสตร์แบบนี้ โดยซาวเออร์กล่าวแย้งว่า

ทักษะทางภูมิศาสตร์นั้นเป็นการมองและคิดว่ามีอะไรที่อยู่ในภูมิทัศน์ และจะเรียกองค์ประกอบที่อยู่บนพื้นผิวโลกเป็นชื่อเฉพาะว่าอะไร จากวิธีการนี้ไม่ได้จำกัดเราอยู่กับสิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เราพยายามที่จะแสดงทั้งรายละเอียดและองค์ประกอบของทิวทัศน์, การค้นหาคำถาม, การยืนยัน สิ่งของ หรือ ธาตุที่เป็นสิ่งใหม่หรือเป็นสิ่งที่หายไป  (Sauer, 1956: 289)

ภูมิภาคเป็นเป้าหมายสำคัญการสังเคราะห์และค้นหาคำตอบทางภูมิศาสตร์

ความพยายามของซาวเออร์ที่จะนำเอาภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์มารวมอยู่ด้วยกันโดยการเรียนวิชาภูมิทัศน์ และรวมภูมิศาสตร์ในอเมริกาเข้าด้วยกันอีกครั้งด้วยแนวทางการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่ก่อตัวขึ้นในยุโรปในช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ตามการตีความหมายของภูมิศาสตร์ภูมิภาคนั้นมีอย่างหลากหลายระหว่างประเทศและเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะเฮิร์บสต์ (Herbst, 1961: 543) กล่าวว่าความแตกต่างที่สำคัญของภูมิศาสตร์ภูมิภาคระหว่างอเมริกาเหนือและยุโรปคือ

โชคไม่ดีที่ภูมิศาสตร์ภูมิภาคในอเมริกานั้นดูเหมือนจะเป็นการบรรยายมากกว่าการศึกษาแบบเป็นระบบ -การพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มในการไม่ยอมรับการศึกษาภูมิศาสตร์ธรรมชาติ ต่างจากนักภูมิศาสตร์ในภูมิภาคยุโรปที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการปฎิเสธการศึกษาภูมิศาสตร์ธรรมชาติและพวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธการยอมรับแนวความคิดของดาร์วิน พวกเขาเป็นกลุ่มที่ยอมรับภูมิศาสตร์ภูมิภาคและการศึกษาภูมิศาสตร์แบบเป็นระบบ จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ยุโรปจึงได้รับการยอมรับอย่างสม่ำเสมอ

มีการจัดตั้งวิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาคในประเทศเยอรมนีโดยวอน ริชโธเฟน (Von Richthofen) ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 และมีกรอบวิธีการนำเสนอโดยฮุมโบลดท์  จากคำกล่าวที่มีความสำคัญของวอน ริชโธเฟนตอนหนึ่งว่า ภูมิศาสตร์ศึกษาความแตกต่างระหว่างปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์กันในส่วนต่างๆของผิวโลก (Hartshorne, 1939: 92) นอกจากนี้เขายังได้เสนออีกว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของภูมิศาสตร์ระบบนั้นนำไปสู่การเข้าใจความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ในพื้นที่ . . . การเข้าใจซึ่งอาจแสดงในรูปของทฤษฎีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแปลความหมายของแต่ละพื้นที่ได้ เช่น วิชาภูมิศาสตร์ภูมิภาค” (Hartshorne, 1939: 92) ซึ่งชูลทซ์ (Schultz, 1980) กล่าวว่ามุมมองของวอน ริชโธเฟนที่ต่อมาถูกนำมาขยายและพัฒนาโดยอัลเฟรด เฮทเนอร์ (Alfred Hettner, 1895, 1903, 1927) ในงานช่วงต้นๆ ของเฮตต์เนอร์นั้นได้รับอิทธิพลจากแนวคิดที่ยอมรับสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด แต่เขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนจุดยืนดังที่เขาได้กล่าวไว้ภายหลังว่า บทบาทหลักของภูมิศาสตร์นั้นคือการสร้างสะพานข้ามช่องว่างที่มีการพัฒนาอย่างมากระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์มนุษย์ สำหรับเฮทเนอร์ การรวมตัวของภูมิศาสตร์นั้นมาจากวิธีการทางภูมิศาสตร์ภูมิภาคและเป็นศูนย์กลางของแนวคิดทั้งมวลของความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งๆบนพื้นโลก ซึ่งจะทำให้พิจารณาแต่ละสถานที่ได้ทั้งหมดและสามารถบอกลักษณะเฉพาะของสถานที่ได้ด้วยเอกลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ (Elkins, 1989: 23) จากการเป็นบรรณาธิการของวารสาร Geographische Zeitschrift และจากบทความหลายชิ้นของเฮทเนอร์ ทำให้ภูมิศาสตร์ในเยอรมันมีความโดดเด่นในช่วงสามสิบปีแรกของศตวรรษที่ 20 ถึงแม้ว่าเขาจะสนับสนุนอย่างแข็งขันเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาภูมิภาคในเยอรมัน แต่เฮทเนอร์ก็ยังสนับสนุนงานทางด้านระบบด้วย และเขามองว่าภูมิศาสตร์นั้นเป็นการผสมผสานของทั้งสองสิ่ง ดังคำกล่าวของฮาร์ทชอร์น (Hartshorne, 1939: 94) ที่ว่า

เฮทเนอร์นำคำศัพท์เฉพาะทางที่ค่อนข้างจะแปลกมาใช้เพื่อต้องการจะเน้นสิ่งที่มีความแตกต่างกันไม่มากนัก ในการศึกษาภูมิภาคในพื้นที่เฉพาะใดๆนั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางภูมิศาสตร์ในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้การศึกษาองค์ประกอบของลักษณะทางภูมิศาสตร์อย่างเป็นระบบนั้นไม่ได้ทำเพียงเพื่อเป็นการอ้างอิงเท่านั้น แต่เป็นชื่อที่บอกความสัมพันธ์ทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ

ในทางปฏิบัติแล้ว แนวคิดของวอนริทโธเฟนและเฮทเนอร์ มีอิทธิพลต่อการศึกษาภูมิภาคจำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาของกรานด์แมน (Grandman) ทางตอนใต้ของเยอรมนี การศึกษาเหล่านี้ศึกษาบนพื้นฐานขององค์ประกอบพื้นฐาน 6 อย่าง (ที่ดิน น้ำ อากาศ พืช สัตว์ และผู้คน) และโครงการที่พวกเขาศึกษานั้นต่อมารู้จักกันในชื่อโครงการ Länderkundliche Schema (Hettner, 1932) อย่างไรก็ดีมุมมองของเฮทเนอร์นั้นถูกคัดค้านโดยออตโต ชลูเตอร์ (Otto Schlüter) เขารู้สึกว่าแนวคิดการศึกษาภูมิภาคหรือการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้เป็นพื้นฐานในการทำให้ภูมิศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่มีลักษณะเฉพาะ (Elkins, 1989) ชลูเตอร์กล่าวแย้งว่าการวิจัยทางภูมิศาสตร์ควรจะสนใจภูมิทัศน์ที่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งควรจะยกเว้นกิจกรรมของมนุษย์ที่ไม่มีลักษณะทางกายภาพ (Schlüter, 1906) สำหรับชลูเตอร์แล้วการวิเคราะห์สัณฐานของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่กำหนดลักษณะสำคัญในข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ และแนวความคิดนี้มีอิทธิพลกับภูมิศาสตร์ในเยอรมันอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1950

สำหรับภูมิศาสตร์ภูมิภาคของฝรั่งเศสนั้นมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับงานของวิดาล เดอ ลา บลาช ซึ่งไม่เหมือนกับนักภูมิศาสตร์ในอเมริกาที่ส่วนใหญ่ศึกษาเรื่องธรณีวิทยาอย่างลึกซึ้ง การศึกษาของวิดาล เดอ ลา บลาช เน้นในเรื่องวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับภูมิภาคของเขาจึงเป็นมิติทางมนุษย์และวัฒนธรรม ทำให้การศึกษาที่ฝรั่งเศสเน้นไปทางสังคมวิทยา นั่นจึงทำให้มีการต่อต้านจากนักสังคมวิทยามากกว่านักธรณีวิทยา ซึ่งเขาได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของภูมิศาสตร์อย่างอิสระโดยกล่าวว่า ภูมิศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสถานที่ (Vidal de la Blache, 1913) โดยแทนที่จะมองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่กับที่เพื่อตอบสนองกิจกรรมของมนุษย์เหมือนกับนักประวัติศาสตร์และนักสังคมวิทยา (Buttimer, 1971: 45) แต่วิดาล เดอ ลา บลาช รวมเอาธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีการเคลื่อนไหวในการศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์ของเขา ใจความสำคัญของแนวคิดของเขาแบ่งเป็นสามเรื่องคือ Milieu, Genre de vie และ Circulation ซึ่ง Milieu คือความแตกต่างพื้นฐานของพื้นโลกซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น Genre de vie เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนคุณลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม ระบบความคิด และจิตศาสตร์ ที่ปรากฏอยู่บนภูมิทัศน์ และ Circulation คือ กระบวนการกระจายกิจกรรมของมนุษย์ และกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างพื้นที่ (Buttimer, 1971) สำหรับความสนใจหลักทางภูมิศาสตร์ของวิดาล เดอ ลา บลาช คือ ภูมิภาค ที่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถศึกษาร่วมกันได้ โดยที่แต่ละภูมิภาคนั้นจะแสดงลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ แนวความคิดนี้คล้ายกับของริทเทอร์ที่ศึกษารายละเอียดของความแตกต่างกันของพื้นที่ต่างๆในฝรั่งเศส เช่น นอร์มังดีตะวันออก และบทความเรื่องภูมิภาคนั้นเป็นแบบแผนให้กับภูมิศาสตร์ในฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 1930

ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของอังกฤษนั้นสะท้อนถึงการได้รับอิทธิพลจากหลายแนวความคิด แต่หัวใจของภูมิศาสตร์ในอังกฤษนั้นดูเหมือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองนั่นคือเป็นการผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์มนุษย์กับภูมิศาสตร์กายภาพ ดังที่จอห์นสตัน (Jonhston, 1984) และฟรีแมน (Freeman, 1961) ได้ชี้ให้เห็นว่าภูมิศาสตร์ภูมิภาคส่วนใหญ่ในอังกฤษทำงานในสองระดับ คือ ระดับกว้างและระดับท้องถิ่น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แมคกินเดอร์ได้กล่าวว่าความก้าวหน้าของภูมิศาสตร์กายภาพนั้นทำให้ภูมิศาสตร์มนุษย์มีการพัฒนามากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะพิจารณาภูมิศาสตร์มนุษย์ได้เพียงในแง่ของธรณีสัณฐานวิทยาและภูมิศาสตร์ชีวภาพ เขาจึงแนะว่าคงจะเป็นการดีที่สุดถ้าใช้ภูมิศาสตร์ภูมิภาคมากกว่าภูมิศาสตร์ระบบ โดยเขากล่าวว่า วิธีการใช้ภูมิภาคนั้นมีเหตุผลทางภูมิศาสตร์ที่ละเอียดกว่าวิธีการทดลองตามประเภทของปรากฏการณ์ มีการสนับสนุนการพัฒนาของภูมิศาสตร์ภูมิภาคในทางอ้อมจากฝรั่งเศส นั่นคือนักชีววิทยาชาวสก็อตซ์ พาทริก เกดดส์ (Patrik Geddes. 1854-1932) หนึ่งในลูกศิษย์ของเลอ เพลย์ (Le Play) ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมเลอ เพลย์ ในปี ค.ศ.1930 เกดดส์ให้ความสนใจการสำรวจภูมิภาคเป็นอย่างมาก และมีอิทธิพลอย่างมากต่อเฮอร์เบอร์ตสัน (Herbertson. 1865-1915) ผู้ที่เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยของเกดดส์ที่ดันดี ต่อมา เฮอร์เบอร์ตสันได้ย้ายมาอยู่อ๊อกฟอร์ด ในปี ค.ศ.1899 และได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับภูมิภาคทางธรรมชาติของโลก ในปี ค.ศ.1905 ส่วนหนึ่งของงานเขียนของเขามาจากพื้นฐานเรื่องการจำแนกเขตภูมิอากาศและโครงสร้างทางธรณีวิทยาของคอปเปนและซูเอสส (Köppen and Suess) และเขาตระหนักในเรื่องของการหลีกเลี่ยงที่จะรวมเอาการจำแนกทางการเมืองเข้ากับการจำแนกทางกายภาพของโลก เกดดส์นั้นมีอิทธิพลต่อฟลูเร่ (H.J.Fleure, 1919) ซึ่งตรงกันข้ามกับเฮอร์เบอร์ตสัน ฟลูเร่ผนวกเอาผู้คนเข้ากับระบบภูมิภาคของเขา ทั้งนี้ระบบภูมิภาคที่ว่านี้ประกอบด้วย การเพิ่มขึ้น ความยากลำบาก ความขาดแคลน และการทรุดโทรมของภูมิภาคของโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนภาพของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกิจกรรมของมนุษย์กับข้อจำกัดทางกายภาพ อีกทั้งยังพยายามศึกษาระดับภูมิภาคที่เล็กลงไปอีก ตัวอย่างเช่น ฟอว์เซทท์ (Fawcett, 1917) ได้พัฒนาผังการแบ่งประเทศอังกฤษตามรูปแบบภูมิภาคธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนแนวความคิดหลายแบบของเกดดส์ และในปี ค.ศ.1933  อันสเตดก็ได้จำแนกภูมิภาคอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดลำดับที่เป็นหมวดหมู่ของประเภทของภูมิภาคต่างๆ โดยเริ่มจากการจัดเก็บคุณลักษณะต่างๆ แล้วจึงขยายขอบเขตเป็นพื้นที่จากภูมิภาคย่อยไปสู่ภูมิภาคหลักที่ใหญ่กว่า (Unstead, 1933)

ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1930 ดูเหมือนว่าจะมีการศึกษาภูมิภาคกันอย่างมาก โดยแยกมาจากงานเขียนของซาวเออร์ที่เบอร์กเลย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจมส์ (James, 1934) และฮอลล์ (Hall, 1935) ที่มองว่าการใช้ภูมิภาคต่างๆ เป็นวิธีการที่เหมาะสมำหรับการทำให้ภูมิศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเจมส์ (James, 1934) จึงมองว่าสถานที่ของมนุษย์ในธรรมชาติเป็นศูนย์กลางของภูมิศาสตร์ภูมิภาค ซึ่งมีมนุษย์ครอบครองและประกอบกิจกรรมอยู่ จะนำไปสู่การพัฒนาภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมแต่ละอย่างเป็นการเฉพาะ ความเป็นวิทยา ศาสตร์ของภูมิศาสตร์จึงเป็นศึกษาระดับความแตกต่างของปรากฎการณ์ที่มีความเป็นสากล จากลักษณะภูมิประเทศไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ของโลก ฮอลล์ (Hall, 1935: 122) กล่าวว่า การนำเสนอที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นวิทยาศาสตร์ คือ การใคร่ครวญอย่างมากเกี่ยวกับ  หนึ่ง ความแปลกแยกแตกต่างกันที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และสอง ความแปรปรวนเหล่านี้ จะทำให้แผ่นดินถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ที่ดูคล้ายคลึงกันมากหรือน้อย จนทำให้เรียกว่า ภูมิภาค นอกจากยังระบุอีกว่า ภูมิภาคมีหน้าที่หลักอยู่ 4 อย่าง คือ เป็นพื้นฐานสำหรับอนุกรมวิธานและการจำแนก เป็นพื้นฐานของการศึกษาสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา เป็นหน่วยขององค์กรสำหรับการพัฒนาสวัสดิการแก่มนุษย์ และเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดแทนความสัมพันธ์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตามการวิพากษ์เกี่ยวกับวิธีการและทฤษฎีของภูมิศาสตร์ภูมิภาค ซึ่งเป็นบทความของฮาร์ทชอร์น เรื่อง The Nature of Geography: a Critical Survey of Current Thought in the Light of the Past ที่มีการตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1939 งานชิ้นนี้เกิดขึ้นมาจากความผิดหวังกับการขาดความเข้าใจธรรมชาติของสาขาวิชานี้ของนักภูมิศาสตร์อเมริกัน (Martin, 1989: 69) และงานชิ้นนี้จึงกลายเป็นงานเขียนทางภูมิศาสตร์ที่ถือเป็นแบบฉบับอยู่จนทุกวันนี้ และเป็นการยืนยันสถานะของวิชาภูมิศาสตร์ในสังคมวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ จากคำพูดของเอนทริกิน (Entrikin, 1989:1) ที่ว่า จากการวิเคราะห์งานเขียนเกี่ยวกับวิธีการแบบเยอรมันและจากทัศนะของเขา ทำให้ฮาร์ทชอร์นสามารถแก้ปัญหาความตรึงเครียดพื้นฐานของภูมิศาสตร์ในวงล้อมของวิทยาศาสตร์ ด้วยการจัดวางตำแหน่งให้มีมุมมองทางพื้นที่ ให้เห็นถึงความแตกต่างของปรากฎการณ์ในสถานที่และภูมิภาคต่างๆ ร่วมกับความต้องการในการสร้างกรอบแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล นอกจากนี้ ฮาร์ทชอร์นยังให้เหตุผลว่า เมื่อภูมิศาสตร์ต้องสำรวจปรากฏการณ์ในสถานการณ์จริงที่ซับซ้อน ซึ่งพวกเขาพบว่าในทางปฏิบัติแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะแบ่งแยกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติกับมนุษย์ออกจากกัน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคัดค้านอย่างรุนแรงต่อมุมมองที่ว่าภูมิศาสตร์เป็นสะพานระหว่างวิทยาศาสตร์ธรรมชาติกับสังคมศาสตร์ แล้วกล่าวว่าเราควรจะคิดว่า เป็นแนวความคิดที่มีความเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์เชิงระบบทั้งมวลที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับโลกของเรา โดยสรุปแล้ว ฮาร์ทชอร์นได้กล่าวเป็นคำพูดที่ทำให้รำลึกถึงค้านท์ว่า

ภูมิศาสตร์ก็เหมือนประวัติศาสตร์ที่เป็นศาสตร์ที่มีความโดดเด่นจากศาสตร์สาขาอื่นที่ไม่ใช่สิ่งต่างๆหรือการศึกษาปรากฏการณ์ แต่เป็นการเรียกชื่อการปฏิบัติงานที่เป็นพื้นฐาน ถ้าหากการปฏิบัติงานที่เป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ระบบสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้ทั้งแบบวิเคราะห์และสังเคราะห์ ซึ่งเป็นศาสตร์ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่สามารถอธิบายได้ทั้งแบบวิเคราะห์และสังเคราะห์การผสมผสานของปรากฏการณ์ต่างๆทั้งในส่วนของพื้นที่และเวลา

สำหรับฮาร์ทชอร์นแล้ว ภูมิศาสตร์เป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ปรากฏการณ์ในพื้นที่ : บทบาทที่โดดเด่นของภูมิศาสตร์คือการศึกษา โลกเป็นการค้นหาเพื่ออธิบายและแปลความหมายถึงความแตกต่างระหว่างส่วนต่างๆของโลก ที่มองเห็นได้ในห้วงเวลาหนึ่งๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาปัจจุบัน (Hartshorne, 1939: 460)

เช่นเดียวกับซาวเออร์ในช่วงก่อนหน้านี้ ฮาร์ทชอร์นได้พัฒนาแนวความคิดออกมาหลายอย่าง จากการที่ได้ติดต่อกับนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน และจากงานเขียนของพวกเขาเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเฮทเนอร์ อย่างไรก็ตามในบทสรุปของเขาได้ให้ความสำคัญกับจุดยืนของภูมิศาสตร์ที่ดูแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างชัดเจน และจากแนวคิดนี้ทำให้เกิดการแบ่งภูมิศาสตร์อเมริกันออกเป็นสองแบบอย่างชัดเจน โดยแนวคิดของฮาร์ทชอร์นมีอิทธิพลต่อภาควิชาภูมิศาสตร์แถบชายฝั่งตะวันตกกลางและตะวันออก ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก วิสคอนซิน คลาร์ก และมิชิแกน ซึ่งเน้นในการทดลองเชิงประจักษ์ในการวิเคราะห์ภูมิภาคร่วมสมัย ในทางตรงข้ามซาวเออร์ ที่เน้นในเรื่องของบทบาททางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ จากคำกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปี ค.ศ.1940 ในฐานะนายกสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน ซาวเออร์ได้วิจารณ์ฮาร์ทชอร์นอย่างรุนแรง ที่ผลักความเข้าใจทางด้านประวัติศาสตร์ไปอยู่ที่ขอบนอกของสาขาวิชานี้ ทั้งฮาร์ทชอร์นและซาวเออร์นั้นต่างก็ให้ความสำคัญกับภูมิศาสตร์ว่าเป็นการศึกษาสถานที่หรือภูมิภาค แต่ในขณะที่ซาวเออร์ได้รวมเอาการให้ความสนใจด้านสุนทรียศาสตร์และการเข้าใจเฉพาะตัวของพื้นที่เข้าไปในการแปลความหมายทางภูมิศาสตร์ของเขาด้วย แต่ฮาร์ทชอร์นปฏิสธว่ามันเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็นและอยู่นอกขอบเขตของวิทยาศาสตร์

ถึงแม้จะถูกวิจารณ์จากซาวเออร์อย่างรุนแรง แต่งานเขียนของฮาร์ทชอร์นก็ยังเป็นมาตรฐาน และได้รับการยอมรับในมุมมองของสาขาวิชานี้อย่างกว้างขวางจนกระทั่งทศวรรษ 1950 ที่เป็นอย่างนี้ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากมีการยอมรับในฐานะที่เป็นแบบอย่างแนวปฏิบัติทางภูมิศาสตร์ปัจจุบันในมหาวิทยาลัยแถบตะวันตกกลางหลายแห่ง อีกส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการแทรกแซงของสงครามโลกครั้งที่สอง และบางส่วนก็เป็นเพราะมีความลึกซึ้งมาก นั่นหมายความว่านักภูมิศาสตร์น้อยคนที่จะสามารถเข้าใจความซับซ้อนอย่างสมบูรณ์ในเหตุผลของเขาได้ จะอย่างไรก็ตาม โดยแท้ที่จริงแล้วหนังสือ Nature of Geography นั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเหตุผลสำหรับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมากกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อทดสอบและแปลความหมายในเชิงวิพากษ์วิจารณ์กัน

บริบทเชิงสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์

นับตั้งแต่การก่อร่างสร้างตัวตนของวิชาภูมิศาสตร์ตามแบบแผนของวาเรนเนียสในศตวรรษที่ 17 มีประเด็นสาระหลักสำคัญ 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรก ความสมดุลระหว่างภูมิศาสตร์ในลักษณะของวิชาการทางด้านภูมิภาค (การบรรยายเชิงภูมิภาค) และวิชาการที่มีระบบแบบแผน ประเด็นที่สอง สถานะของวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง และประเด็นสุดท้าย การสร้างกรอบแนวความคิดเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างทั่วๆ ไปในการแก้ไขประเด็นต่างๆ เหล่านี้ และพลังแสงแห่งความนิยมร่วมสมัยของพหุสังคมหลังสมัยใหม่ (Postmodernist Plurality) ที่ดูเหมือนจะทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม การไม่มีทิศทางที่ชัดเจน และการเน้นไปที่ความหมายของสาขาวิชา โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรนั้น ทำให้เกิดความยุ่งยากในการสร้างตัวตนของภูมิศาสตร์ในลักษณะของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ที่หลุดพ้นจากข้อโต้แย้งกับนักธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ และสังคมวิทยา ตอนหลังมีการก่อตั้งภาควิชาภูมิศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ริเริ่มมาอย่างสอดสัมพันธ์กับภาควิชาธรณีวิทยา บทบาทหลักของวิชาภูมิศาสตร์ในการขยายอาณานิคมและจักรวรรดิของมหาอำนาจยุโรป คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับดินแดนส่วนต่างๆ ของโลก ซึ่งทำให้การขยายอำนาจของยุโรปประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง สิ่งนี้ถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านการก่อตั้งสมาคมภูมิศาสตร์จำนวนมากระหว่างศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของภูมิศาสตร์ในฐานะวิชาแห่งการสำรวจและการบรรยายเรื่องราวต่างๆ จากการเดินทาง ซึ่งหมายความว่า เป็นความพยายามที่เล็กๆ ที่ทำให้เกิดกิตติศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต่อเนื่องมาถึงตอนต้นศตวรรษที่ 20

ในความพยายามค้นหาแนวทางในการสร้างหลักการพื้นฐานเชิงโครงสร้างวิชาการ นักภูมิศาสตร์หลายท่านได้เน้นถึงประเด็นหลักสองประเด็น คือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม และแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิภาค แม้ว่าแนวความคิดที่ยอมรับสภาพแวดล้อมล้อมเป็นตัวกำหนด จะเป็นแนวคิดหลักโดดเด่นที่มากำหนดเป็นกรอบสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาเหนือ ที่ไม่ได้มีการกำหนดกรอบแนวความคิดของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถานที่ต่างๆ แต่อย่างใด การสร้างผลงานของฮุมโบลดท์และริทเทอร์ นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน และนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกสองคน คือ วอน ริทโธเฟน และวิดาล เดอ ลา บลาช ที่จะเน้นถึงความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดความแปรปรวนของปรากฎการณ์บนพื้นผิวโลก และนั่นคือการคืนกลับมาสู่การบรรยายบริเวณใดบริเวณหนึ่งและภูมิศาสตร์ทั่วไปของวาเรนเนียส จุดเน้นเกี่ยวภูมิภาคนี้แสดงบทบาทที่สำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ประการแรก การให้กรอบในการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้โดยไม่มีการกำหนดทิศทางของความเชื่อมโยงสัมพันธ์เหล่านั้น ประการที่สอง การสนับสนุนสำหรับการเรียนการสอน ด้วยการนำเสนอและเผยแพร่ความรู้จากส่วนต่างๆ ของโลก ประการที่สาม การสนับสนุนให้ภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการจำแนกที่เหมาะสม อย่างน้อยที่สุดก็ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง และประการสุดท้าย การสนับสนุนให้นักภูมิศาสตร์มีเกิดความกระจ่างชัดในวัตถุประสงค์ที่จะทำการศึกษาอะไรสักอย่าง เทียบได้เท่าเทียมกับการศึกษาเกี่ยวกับพืชพรรณของนักพฤกษศาสตร์ และการศึกษาเกี่ยวกับหินของนักธรณีวิทยา

อย่างไรก็ตาม แทนที่วิชาภูมิศาสตร์ดังกล่าวมาทั้งหมดจะประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปทุกอย่าง ภูมิศาสตร์ภูมิภาคกลับต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ระบุว่า ภูมิศาสตร์ภูมิภาคล้มเหลวในการกำหนดสถานะสำหรับการศึกษาภูมิศาสตร์เชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของวิชาภูมิศาสตร์กายภาพที่มีการบรรยายออกห่างไปจากวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ ซึ่งวิทยาศาสตร์ที่ว่านี้ล้วนพยายามที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างและทดสอบกฎต่างๆ

บรรณานุกรม

Holt-Jensen, A. Geography Its History and Concepts: a Student's Guide. New York: Harper & Row, 1982.

James, P. E. and  Martin, G. J. All Possible Worlds: a History of Geographical Ideas.  New York: Wiley, 1981.

May, J. A. Kant's Concept of Geography and Its Relation to the Recent Geographical Thought. Toronto: University of Toronto Press, 1970.

Stoddard, D. R. On Geography and Its History. Oxford: Basil Blackwell, 1986.

Unwin, T. The Place of Geography. London: Longman, 1992.

 



[1] การประชุมตกลงกันของชาติยุโรปที่เรียกว่า The Berlin Conference จัดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1884-85        ณ กรุงเบอร์ลิน เพื่อหาข้อสรุปด้านการค้าและครอบครองดินแดนส่วนต่างๆ ของอัฟริกา ทำให้มีกฎทั่วไป (General Act of the Berlin Conferenc) ขึ้นมา ซึ่งอันนี้บ่อยครั้งที่ถูกค่อนขอดว่าเป็นการสร้างระเบียบแห่งการบุกรุกและยึดครองทวีปอัฟริกา สำหรับในเยอรมนีกฎทั่วไปนี้เรียกว่า Kongokonferen (หรือการประชุมคองโก)

[2] Harlan H. Barrows: "Geography as Human Ecology," Annals 13 (1923): 1-14.