แม้ว่า "วิชาภูมิศาสตร์" ไม่ได้มีไว้ขาย แต่ทุกวันนี้ อะไร อะไร ก็ขายได้กันหมด ภูมิศาสตร์ที่เคยมีไว้เป็นเครื่องมือสรวญเสเฮฮา มีไว้ประเทืองปัญญา ที่จะพาสังคมพัฒนาและอยู่รอด หลายส่วนของสังคมเรียนรู้ของคนที่เรียนวิชาภูมิศาสตร์ จึงต้องแสดงคุณค่าแห่งปัญญาที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569
GLOF: Glacial Lake Outburst Flood
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันที่เพิ่งเกิดขึ้นในเนปาลเมื่อวานนี้ คือ อุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตความสุ่มเสี่ยงของภูมิภาคหิมาลัยได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อมวลน้ำมหาศาลจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF: Glacial Lake Outburst Flood) ไหลซัดทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานและชุมชนท้ายน้ำในพริบตา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากแต่เป็นผลลัพธ์เชิงระบบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่เร่งให้อ่างกักเก็บน้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลายและเกินจุดรับไหว (tipping point) การเข้าใจภัยพิบัติดังกล่าวผ่านกรอบความคิดเชิงระบบ (systems thinking) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การเปลี่ยนรูปของธารน้ำแข็ง และความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่เปราะบางข้ามพรมแดน
ทั้งนี้เมื่อมองปรากฏการณ์ภัยพิบัตินี้ผ่านสายตาของนักคิดเชิงระบบที่เห็นเทือกเขาหิมาลัยเป็นเหมือน มหาเครื่องจักรแห่งธรรมชาติ ที่กำลังสูญเสียสมดุล โดยสภาวะดั้งเดิม ธารน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นอ่างกักเก็บ (reservoir) ขนาดใหญ่ที่สุด มันคอยกักเก็บน้ำในรูปของแข็งและค่อยๆ ปลดปล่อยกระแสการไหล (flux) ออกมาเลี้ยงผู้คนนับพันล้านอย่างสม่ำเสมอตามฤดูกาล แต่เมื่อกิจกรรมมนุษย์อัดฉีดก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้เข้าไปเร่งอัตราการละลาย (input flux) ให้เร็วกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างหิมะใหม่มาทดแทนได้
น้ำที่ละลายออกมาอย่างรวดเร็ว เริ่มมองหาที่อยู่ใหม่ มันไหลไปสะสมรวมกันเกิดเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lakes) ซึ่งกลายเป็น อ่างกักเก็บใหม่ ที่ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่บนมือของเปรตภูเขา โดยมีเพียงเขื่อนหินและน้ำแข็งธรรมชาติคอยกั้นไว้
ตรงนี้เองที่ลูปป้อนกลับเชิงบวก (positive feedback loop) เริ่มทำงานและเร่งวิกฤตให้รุนแรงขึ้น เมื่อธารน้ำแข็งหดตัว พื้นผิวสีขาวที่เคยสะท้อนแสงแดดกลับหายไป เปิดให้เห็นผืนน้ำและแผ่นดินสีเข้มที่ดูดซับความร้อนได้ดีกว่าเดิม ยิ่งเร่งให้ธารน้ำแข็งรอบข้างละลายไวขึ้น และเมื่อมวลน้ำในทะเลสาบขยายตัวและเชื่อมรวมกันเป็นแอ่งใหญ่ขึ้น ผืนน้ำกว้างนี้จะสะสมความร้อนไว้ และกัดเซาะฐานธารน้ำแข็งที่อยู่ติดกัน ดันให้ธารน้ำแข็งถอยร่นและละลายหนักขึ้นไปอีก
ระบบถูกบีบให้สุ่มเสี่ยงเดินหน้าเข้าหาจุดเปลี่ยนผ่านวิกฤตตลอดเวลา มวลน้ำและแรงดันมหาศาลสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ปัจจัยภายนอกเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือก้อนหิมะถล่มลงมาสะกิด เขื่อนธรรมชาติกักเก็บน้ำก็พังทลายลงทันที
ในเสี้ยววินาทีนั้น ระบบได้เปลี่ยนสถานะจากการกักเก็บไปสู่การปลดปล่อยฉับพลัน เกิดเป็น output flux ขนาดมหึมา คือ GLOF มวลน้ำซัดทะลักลงตามไหล่เขา กวาดทำลายทุกสิ่งในชุมชนท้ายน้ำ และทิ้งไว้เพียงร่องรอยของระบบธรรมชาติที่สมดุลพังทลายลงเพราะความร้อนที่มนุษย์เป็นผู้จุดขึ้น
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น บ่อยครั้งและเป็นภัยพิบัติประจำภูมิภาค สำหรับประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย ทั้งเนปาล ทิเบต และภูฏาน เนื่องจากทั้งสามพื้นที่มีธรณีแปรโครงสร้างและลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน คือ มีธารน้ำแข็งจำนวนมากที่กำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว
ที่ทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการบันทึกเหตุการณ์ GLOF มากที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยตั้งแต่ปี 1935 เป็นต้นมา เกิดเหตุการณ์ GLOF ขนาดใหญ่ข้ามระดับวิกฤตไปแล้ว มากกว่า 40 ครั้ง เนปาลมีเหตุการุการณ์ใหญ่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1981 ที่ทะเลสาบ Cirenmaco เกิดน้ำท่วมฉับพลันทะลักจากฝั่งทิเบตข้ามชายแดนเข้ามายังเนปาล ทำลายล้างโรงไฟฟ้าพาวเวอร์สเตชัน สะพาน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 200 คน
ในเนปาล เคยเกิดเหตุการณ์ GLOF ใหญ่ที่บันทึกไว้ชัดเจนอย่างน้อย 26 ครั้ง โดยในจำนวนนี้ มี 10 ครั้งที่จุดกำเนิดน้ำท่วมเกิดในฝั่งทิเบต แล้วทะลักข้ามแดนลงมาทำลายล้างชุมชนในเนปาล เหตุการุการณ์ใหญ่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1994 เมื่อเขื่อนธรรมชาติของทะเลสาบ Luggye Tsho พังทลาย ปล่อยมวลน้ำท่วมเมืองโบราณ Punakha ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 21 คน และทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและโบราณสถานสำคัญเสียหายหนัก
ขณะที่ที่ภูฏาน มีการบันทึกเหตุการณ์ GLOF ครั้งใหญ่มาแล้วอย่างน้อย 21 ครั้ง โดยมีทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอันตรายสูง ณ ปัจจุบันอีกอย่างน้อย 17 แห่ง เหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อปี2016สิบปีที่แล้วคือ 2016 ที่บริเวณทะเลสาบ Bhote Koshi / Gonggha เกิด GLOF จากฝั่งทิเบต แล้วไหลทะลักเข้าเนปาล ทำลายถนนสายหลักที่เชื่อมการค้าเนปาล-จีน และสะพานสำคัญหลายแห่ง
สำหรับเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันที่เพิ่งเกิดขึ้นในเนปาลเมื่อวานนี้ คือ อุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตความสุ่มเสี่ยงของภูมิภาคหิมาลัยได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อมวลน้ำมหาศาลจาก GLOF ไหลซัดทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานและชุมชนท้ายน้ำในพริบตา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากแต่เป็นผลลัพธ์เชิงระบบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่เร่งให้อ่างกักเก็บน้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลายและเกินจุดรับไหว การเข้าใจภัยพิบัติดังกล่าวผ่านกรอบความคิดเชิงระบบจึงเป็นหัวใจสำคัญในการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การเปลี่ยนรูปของธารน้ำแข็ง และความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่เปราะบางข้ามพรมแดน
ในพื้นที่ทั้งสามที่กล่าวถึงนี้ มีต้นเหตุที่ทำให้เกิด GLOF หลักๆ เพียงแค่สองอย่าง ประการแรกเลย คือ อัตราการละลายสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้เทือกเขาหิมาลัยได้ชื่อว่าเป็นขั้วโลกที่สาม (The Third Pole) ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้เกิดทะเลสาบธารน้ำแข็งใหม่ๆ และขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกประการหนึ่ง ลักษณะธรณีวิทยาที่ไม่มั่นคง ทำให้เขื่อนธรรมชาติที่กั้นน้ำไว้ ที่สร้างขึ้นมาด้วยกองหินและดินที่ธารน้ำแข็งพัดมา (moraine) ซึ่งไม่มีความคงทนแข็งแรง เมื่อเจอกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง หรือก้อนหิมะ/หินถล่ม (avalanche) ตกลงไปกระแทก น้ำก็พร้อมจะทะลักออกมาทันที
เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งสองประการผ่านกรอบความคิดเชิงระบบ ทั้งจากการละลายอย่างรวดเร็วของขั้วโลกที่สาม และความยืดหยุ่นต่ำของคันดินหินธรรมชาติ จะพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์เชิงบวกเร่งความเร็ว (reinforcing feedback loop) และการข้ามจุดวิกฤตของระบบธรรมชาติ
การเร่งตัวของอุณหภูมิโลกทำให้อัตราการไหลเข้าของน้ำ (input flux) สูงเกินกว่าความจุเชิงโครงสร้างของคันกั้นธรรมชาติที่ไม่มั่นคง เมื่อคันกั้นที่เปราะบางนี้ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งรบกวนภายนอกอย่างแผ่นดินไหวหรือหิมะถล่ม ระบบจึงเกิดการพังทลายเชิงโครงสร้าง และปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลัน (output flux) การแก้ปัญหานี้จึงไม่สามารถใช้เพียงวิธีทางวิศวกรรมเฉพาะจุด แต่ต้องแก้ที่ จุดคานงัดเชิงระบบ (leverage points) เพื่อลดความเสี่ยงทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น
ทั้งหลายทั้งปวง มีข้อเสนอเป็นทางออกเชิงระบบ (Systemic Interventions & Leverage Points) เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการอยยู่ร่วมกับธรรมชาติ และมีความสามารถในการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนี้
1. การบริหารจัดการอ่างกักเก็บและกระแสการไหล (managing reservoirs & fluxes)
ทางออกทางกายภาพ (engineering & nature-based solutions): การลดระดับน้ำในทะเลสาบเสี่ยงสูงเชิงรุก (siphon systems & controlled drainage) เพื่อควบคุมปริมาณการกักเก็บ (reservoir volume) ไม่ให้ชนขีดจำกัดวิกฤต พร้อมปรับปรุงคันกั้นธรรมชาติด้วยโครงสร้างวิศวกรรมผสมผสาน เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระแทกจากหิมะถล่ม
2. การตัดลูปป้อนกลับรุนแรงและรับมือสิ่งรบกวน (disrupting feedback & disturbance response)
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เชื่อมโยงกัน (integrated early warning systems): ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของหิมะ และระดับน้ำ real-time เพื่อเปลี่ยนสัญญาณการกระตุ้นภายนอกให้กลายเป็นระบบเตือนภัยทันที ซึ่งช่วยซื้อเวลาให้ชุมชนท้ายน้ำอพยพได้ทัน
3. การกำกับดูแลข้ามพรมแดน (transboundary systemic governance)
ความร่วมมือระดับภูมิภาค (regional data sharing): ภัยพิบัติจาก GLOF ไม่เคยหยุดที่พรมแดนการเมือง ประเทศในแถบหิมาลัย ต้องสร้างข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมและสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อวางแผนรับมือมวลน้ำหลากข้ามชายแดนร่วมกัน
4. การปรับโครงสร้างระดับรากเหง้า (structural leverage point)
การกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก (global climate mitigation): ในระดับโครงสร้างใหญ่ที่สุด การชะลออัตราการ warming ของขั้วโลกที่สามจำต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก เพราะหากไม่สามารถลดอุณหภูมิโลกได้ อัตราการละลายของธารน้ำแข็งจะยังคงสร้างทะเลสาบแห่งใหม่ขึ้นมารวดเร็วกว่าที่มนุษย์จะตามไปจัดการได้ทั้งหมด
ที่มา - วิเคราะห์ด้วยกรอบ Cyclic & System Thinking จากบทความ Robin George Andrews (2019) Flash floods threaten more people than thought, as ice melts. National Geographic., Published April 18. ใน https://www.nationalgeographic.com/.../himalayan-glacial...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)