Spatiality - เทศะภาวะ
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ในวันที่โลกเผชิญกับวิกฤตการณ์เดียวกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุใดการใช้ 'โมเดลสำเร็จรูป' หรือการส่งผ่านนโยบายแบบ 'จากบนลงล่าง' จึงมักล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่? หรือแท้จริงแล้ว เรากำลังหลงลืมความละเอียดอ่อนเชิงพื้นที่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขสถิติและกฎเกณฑ์สากล?
ความละเอียดอ่อนเชิงพื้นที่ (Spatial nuance) คือหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์สมัยใหม่ หมายถึงการพิจารณาความแตกต่างหรือความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละพิกัดพื้นที่ โดยปฏิเสธการมองแบบเหมาเข่ง (Generalization) แต่ให้ความสำคัญกับ “อัตลักษณ์เฉพาะ” ที่ทำให้พื้นที่หนึ่งมีความต่างจากพื้นที่อื่น แม้จะอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์เดียวกันก็ตาม
ความละเอียดอ่อนเชิงพื้นที่ในมิติของภูมิศาสตร์ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ประการ คือ
1. บริบทเฉพาะของพื้นที่ (Site-Specific Context) การตระหนักว่าปรากฏการณ์เชิงเดี่ยว เช่น การขยายตัวของเมืองหรือภาวะโลกร้อน ย่อมส่งผลกระทบที่แตกต่างกันไปตามปัจจัยกายภาพ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความละเอียดอ่อนเฉพาะจุด
2. มิติของระดับขนาด (Scale) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับโลก (Global) และท้องถิ่น (Local) ซึ่งอาจพบกลไกที่ย้อนแย้งกัน เช่น นโยบายมหภาคที่ดูเข้มแข็ง แต่อาจเปราะบางเมื่อพิจารณาในระดับชุมชน
3.ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ (Spatial Relationships) การมองความลุ่มลึกของระยะทางและขอบเขต ผ่านแนวคิด Place vs. Space ที่เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นสถานที่ที่เปี่ยมด้วยความหมายและอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงการไหลเวียนของทรัพยากร (Connectivity) ที่ทับซ้อนและเหลื่อมล้ำ
4. ความหลากหลายภายในพื้นที่ (Intra-spatial Diversity) การเจาะลึกลงไปใต้ภาพรวม เพื่อหาความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ภายใน เช่น การวิเคราะห์ว่าเหตุใดความยากจนหรือความมั่งคั่งจึงกระจุกตัวอยู่ในซอยหนึ่ง แต่กลับไม่ปรากฏในอีกซอยที่อยู่ติดกัน
วิกฤตภูมิวิทยาศาสตร์
ในทศวรรษ 1930 Richard Hartshorne ได้สร้างฐานที่มั่นทางความคิดผ่านผลงานระดับตำนานคือ The Nature of Geography (1939) โดยหยิบยกแนวคิด Areal Differentiation หรือการจำแนกความแตกต่างเชิงพื้นที่ มาเป็นหัวใจของวิชาภูมิศาสตร์ โดย Hartshorne เสนอว่าภูมิศาสตร์ไม่ใช่การหาสูตรสำเร็จหรือกฎเกณฑ์แบบฟิสิกส์ แต่เป็นวิชาที่ต้องอธิบายว่าทำไมพื้นที่หนึ่งถึงต่างจากอีกพื้นที่หนึ่ง โดยการนำเอาองค์ประกอบทั้งกายภาพและมนุษย์มาซ้อนทับกัน (Synthesis) เพื่อให้เห็นลักษณะเฉพาะ (Character) ของพื้นที่นั้นๆ เขาอ้างอิงแนวคิด Chorography และ Landschaft จากนักภูมิศาสตร์เยอรมัน เช่น Alfred Hettner เพื่อยืนยันว่า ความเป็นเอกลักษณ์(Uniqueness) คือ คุณค่าสูงสุด ภูมิศาสตร์ในสายตาของเขาจึงเป็นงานประณีตศิลป์ในการพรรณนาความซับซ้อนของโลกที่ไม่อาจย่อยให้เหลือเพียงสมการเดียวได้ นี่คือที่มาของ Spatial Exceptionalism ที่มองว่าพื้นที่คือข้อยกเว้นของกฎสากล
ต่อมาในปี 1953 Fred K. Schaefer ได้ตีพิมพ์บทความประวัติศาสตร์ชื่อ Exceptionalism in Geography: A Methodological Examination ซึ่งถือเป็นการรื้อถอนความเชื่อแบบ Hartshorne อย่างถอนรากถอนโคน Schaefer วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าแนวคิดของ Hartshorne ทำให้ภูมิศาสตร์กลายเป็นวิชาที่ไร้กระดูกสันหลังทางทฤษฎี เขาใช้คำว่า "Exceptionalism" ในเชิงลบเพื่อสื่อว่า นักภูมิศาสตร์กำลังพยายามทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชนที่อ้างว่าวิชาของตนไม่ต้องมีกฎเกณฑ์เหมือนวิทยาศาสตร์แขนงอื่น การมัวแต่บรรยายรายละเอียดปลีกย่อย (Ideographic) โดยไม่มีหลักการรองรับ คือการทำให้ภูมิศาสตร์กลายเป็นเพียงคลังเก็บข้อมูลที่ไม่มีพลังในการทำนายหรือแก้ไขปัญหาใดๆ
Schaefer เสนอว่าภูมิศาสตร์ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างกฎเกณฑ์สากล (Nomothetic Approach) โดยมีแนวทางการค้นหารูปแบบโครงสร้างเชิงพื้นที่ที่ซ้ำกัน (Morphological Laws) เช่น รูปแบบการกระจายตัวของเมือง หรือโครงข่ายคมนาคม ขณะเดียวกันแทนที่จะออกไปสังเกตแล้วค่อยมาสรุปแบบที่ Hartshorne ทำ Schaefer เสนอให้ตั้งสมมติฐานจากทฤษฎี แล้วใช้สถิติหรือคณิตศาสตร์ในการทดสอบความถูกต้อง เรียกว่า Hypothetic-Deductive Method และสุดท้าย เขายกย่อง Alexander von Humboldt ว่าเป็นแบบอย่างของนักภูมิศาสตร์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง เพราะ Humboldt ไม่ได้แค่บันทึกว่าพบอะไรที่ไหน แต่พยายามหาความเชื่อมโยงว่าปัจจัย A กำหนดปัจจัย B อย่างไรภายใต้กฎธรรมชาติ
แรงผลักดันของ Schaefer นำไปสู่การปฏิวัติเชิงปริมาณ ที่ทำให้นักภูมิศาสตร์รุ่นต่อมากล้าประกาศกฎสากลเพื่อลบคำสบประมาทเรื่องการให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ทางพื้นที่ที่เป็นลักษณะเฉพาะ ปี 1970 Waldo Rudolph Tobler ประกาศกฎข้อที่ 1 ของภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกว่า The First Law of Geography ออกมา พร้อมคำอธิบายว่าระยะทางมีผลต่อความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ (Distance Decay)
ต่อมาก็มีกฎข้อที่ 2 ของ Goodchild (2004) คือ The Second Law of Geography - Spatial Heterogeneity ที่ระบุว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลกนั้นมีความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นกฎที่สามารถคำนวณและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และกฎข้อที่ 3 ของ Zhu et al. (2018) เรียกว่า The Third Law of Geography - Spatial Similarity เป็นกฎความคล้ายคลึงเชิงพื้นที่ อธิบายว่าพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกัน ย่อมมีลักษณะของปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เพื่อใช้ในโมเดลการทำนายที่แม่นยำกว่าการบรรยายด้วยปากกาแบบเดิม
สิ่งที่กฎ "พยายามพิสูจน์ | Spatial Nuance ที่กฎ "ยอมรับ" | |
กฎข้อที่ 1 (Tobler) | ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ | บริบทของเพื่อนบ้าน: พื้นที่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว |
กฎข้อที่ 2 (Goodchild) | ความต่างเชิงโครงสร้าง | ความไม่เท่าเทียม: พื้นที่แต่ละจุดมีคุณสมบัติไม่ซ้ำกัน |
กฎข้อที่ 3 (Zhu et al.) | รูปแบบความคล้ายคลึง | องค์ประกอบเฉพาะ: รายละเอียดที่รวมกันเป็นอัตลักษณ์พื้นที่ |
การบรรยายของ Hartshorne แม้จะดูละเอียดอ่อน แต่ในสายตาของ Schaefer มันคือทางตันทางวิชาการ ความขัดแย้งนี้เองที่บีบให้นักภูมิศาสตร์ต้องสร้างกฎขึ้นมา และกฎเหล่านี้เองที่ในที่สุดก็นำเรากลับมาพบกับความจริงที่ว่า แม้จะมีกฎ แต่รายละเอียดเล็กๆ ในพื้นที่ ก็ยังเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้อยู่ดี
กฎทั้งสามข้อไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อฆ่าความละเอียดอ่อนของพื้นที่ แต่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้สื่อสารความละเอียดอ่อนนั้น นักภูมิศาสตร์สมัยใหม่จึงไม่ได้เลือกระหว่างกฎหรือความเฉพาะตัว แต่ใช้กฎเพื่ออธิบายความเฉพาะตัว (laws to explain particularity)
แม้กฎทั้งสามข้อจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกฎสากล (General Laws) ตามอุดมคติของ Schaefer แต่ในเนื้อแท้ของกฎเหล่านั้นกลับแฝงการยอมรับและให้คุณค่ากับ Spatial nuance อย่างลึกซึ้ง โดยเปลี่ยนจากคำบรรยายเชิงพรรณนาให้กลายเป็นตัวแปรเชิงโครงสร้าง ดังนี้
1. กฎข้อที่ 1 ของ Tobler: ความเป็นนัยสำคัญของระยะทาง (Spatial Dependence)
หลักฐานการให้ความสำคัญ: Tobler ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างสัมพันธ์กันเท่ากันหมด แต่เขาเน้นว่า "ความสัมพันธ์จะแปรผันตามระยะทาง" (Distance Decay)
การสะท้อน Spatial Nuance: กฎนี้ยอมรับว่า "ตำแหน่งที่ตั้ง" (Location) มีความหมายในตัวเอง ความละเอียดอ่อนไม่ได้อยู่ที่ว่าวัตถุคืออะไร แต่อยู่ที่ว่ามันตั้งอยู่ "ใกล้กับอะไร" บริบทของเพื่อนบ้าน (Neighborhood context) จึงเป็นรายละเอียดเชิงพื้นที่ที่กฎนี้บังคับให้เราต้องพิจารณาเสมอ
2. กฎข้อที่ 2 ของ Goodchild: ความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (Spatial Heterogeneity)
หลักฐานการให้ความสำคัญ: Goodchild ถึงขั้นกล่าวว่า "ความไม่เป็นเนื้อเดียวกันคือคุณลักษณะพื้นฐานของพื้นที่" (Heterogeneity is the norm, not the exception)
การสะท้อน Spatial Nuance: นี่คือการให้ความสำคัญกับ Nuance อย่างชัดเจนที่สุดในเชิงวิทยาศาสตร์ กฎนี้บอกเราว่า "ผลลัพธ์ของกระบวนการหนึ่งจะไม่เท่ากันในทุกพื้นที่" (Non-stationarity)
ตัวอย่าง: นโยบายลดภาษีอาจกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองได้ 10% แต่ในชนบทอาจได้แค่ 2% ความแตกต่างของตัวเลข 8% นี้เองคือ "Spatial Nuance" ที่ Goodchild พยายามอธิบายว่ามันไม่ใช่ความผิดพลาดของโมเดล แต่เป็นธรรมชาติของพื้นที่
3. กฎข้อที่ 3 ของ Zhu et al.: ความคล้ายคลึงเชิงพื้นที่ (Spatial Similarity)
หลักฐานการให้ความสำคัญ: กฎนี้เสนอว่า "ยิ่งสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์คล้ายกัน ลักษณะของปรากฏการณ์ก็จะยิ่งคล้ายกัน"
การสะท้อน Spatial Nuance: กฎนี้พยายาม "ถอดรหัส" ความละเอียดอ่อนที่ Hartshorne เคยพรรณนาไว้ Zhu มองว่าความจำเพาะของพื้นที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากองค์ประกอบ (Configuration) ของปัจจัยต่างๆ
การประยุกต์ใช้: หากเราเข้าใจความละเอียดอ่อนของพื้นที่ A (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากในดินเหนียว) เราจะสามารถคาดการณ์พื้นที่ B ที่มี "Nuance" ขององค์ประกอบที่คล้ายกันได้ กฎนี้จึงเป็นการเปลี่ยน "ความเฉพาะตัว" ให้กลายเป็น "ความเข้าใจเชิงระบบ"
เทศภาวะ - ความละเอียดอ่อนของพื้นที่
แนวคิดเรื่อง Spatial nuance ปรากฏอยู่ในงานของนักภูมิศาสตร์สายวิพากษ์และนักทฤษฎีเศรษฐกิจภูมิศาสตร์หลายท่าน โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นว่า "พื้นที่ไม่ได้เป็นแค่เวทีว่างเปล่า แต่มีชีวิตและบริบท" ดังนี้
รากฐานแนวคิดผ่านงานของนักทฤษฎีสำคัญ
นักภูมิศาสตร์ | หนังสือ | นิยามศัพท์ | มุมมองความละเอียดอ่อนเชิงพื้นที่ |
David Harvey (1989) | The Condition of Postmodernity | Uneven Development | ความละเอียดอ่อนถูกสร้างโดย “กลไกของทุน” ที่เลือกปฏิบัติกับพื้นที่เพื่อสร้างกำไร |
Paul Krugman (1991) | Geography and Trade | Spatial Heterogeneity | ความละเอียดอ่อนเกิดจาก “แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจ” และการกระจุกตัวที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน |
Doreen Massey (1994) | Space, Place, and Gender | Specificity of Place | ความละเอียดอ่อนเกิดจาก “เครือข่ายความสัมพันธ์” ที่มาบรรจบกันในจุดเดียวอย่างไม่ซ้ำใคร |
Edward Soja (1996) | Thirdspace | Thirdspace / Spatiality | ความละเอียดอ่อนเกิดจาก “ประสบการณ์ชีวิต” ที่ทับซ้อนระหว่างพื้นที่จริงและจินตนาการ |
Peter Daniels (2016) | Introducing Human Geographies | Contextuality | ความละเอียดอ่อนเกิดจาก “การปรับตัวของปรากฏการณ์” เมื่อลงสู่ระดับพื้นที่และมาตราส่วนที่ต่างกัน |
1. Doreen Massey
หากพูดถึงความละเอียดอ่อนของพื้นที่ งานของ Massey (1994) เรื่อง Space, Place, and Gender คือหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะแนวคิด "A Global Sense of Place" เธอมองว่าสถานที่ (Place) ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งหรือมีขอบเขตตายตัว แต่เกิดจากเครือข่ายความสัมพันธ์ (Social relations) ที่ซับซ้อนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ งานเขียนของ Massey ยังเน้นให้เห็นว่าแต่ละจุดบนโลกมีความจำเพาะ (Uniqueness) เพราะเป็นการรวมตัวกันของเส้นทางความสัมพันธ์ที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละพื้นที่
Massey ใช้คำว่า "Specificity of Place" หรือ "Unique Mixture" อธิบายสถานที่หนึ่งๆ มีความจำเพาะเพราะมันเป็นจุดตัดของความสัมพันธ์ทางสังคมที่มาจากหลายทิศทาง (A constellation of social relations) เธอหลีกเลี่ยงการมองพื้นที่แบบนิ่งสนิท แต่ให้มองว่ามันคือกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อนตามกาลเวลา
แนวคิดของ Doreen Massey ในหนังสือ Space, Place, and Gender (1994) ถือเป็นการปฏิวัติวงการภูมิศาสตร์มนุษย์เลยทีเดียวครับ เพราะเธอกล้าที่จะท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่า "สถานที่" (Place) ต้องเป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง มีขอบเขตชัดเจน และต้องรักษา "ความดั้งเดิม" ไว้เพื่อสร้างเอกลักษณ์ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมสรุปประเด็นที่คุณสงสัยออกมาเป็นหัวข้อดังนี้
1. ความรู้สึกเกี่ยวกับสถานที่ทั่วๆ ไป (A Global Sense of Place)
Massey เสนอว่าในยุคโลกาภิวัตน์ เราไม่สามารถมองสถานที่ว่าเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่ที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกได้ เธอเสนอให้มองสถานที่แบบก้าวหน้าและเปิดรับภายนอก (Progressive & Extroverted) สถานที่หนึ่งๆ ไม่ได้เกิดจากกำแพงที่ล้อมรอบ แต่มันคือจุดตัด (A Node in Networks) ของความสัมพันธ์ทางสังคม เส้นทางการคมนาคม และเครือข่ายข้อมูลที่โยงใยไปทั่วโลก เช่น ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนอาจจะใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากเวียดนาม ดื่มกาแฟจากบราซิล และคุยโทรศัพท์กับลูกหลานที่ทำงานในลอนดอน สิ่งเหล่านี้ทำให้ที่นี่เชื่อมต่อกับที่อื่นตลอดเวลา การมีความเป็นสากลไม่ได้ทำให้สถานที่เสื่อมสลายลง แต่มันคือวิถีที่สถานที่นั้นดำรงอยู่ในปัจจุบัน
2. ความเฉพาะเจาะจงของสถานที่ (Specificity of Place)
ต่อคำถามที่ว่า หากทุกอย่างเชื่อมต่อกันไปหมด แล้วอะไรที่ทำให้แต่ละที่ยังต่างกันอยู่? Massey อธิบายว่าความเฉพาะเจาะจงไม่ได้มาจากประวัติศาสตร์อันเก่าแก่เพียงอย่างเดียว และไม่ได้มาจากสายเลือดบริสุทธิ์ แต่มาจากวิถีการผสมผสานที่กระแสโลกาภิวัตน์นำพาให้หลั่งไหลเข้ามา สถานที่แต่ละแห่งจะรับเอาสิ่งเหล่านั้นมาปะทะและผสมกับต้นทุนเดิมแบบไม่เหมือนกัน และมาจากกระบวนการสั่งสมความเฉพาะเจาะจงที่เกิดจากชั้นของประวัติศาสตร์ที่ทับถมกันมา (Layers of History) ตั้งแต่ธรณีวิทยา การตั้งถิ่นฐานในอดีต ไปจนถึงอิทธิพลของทุนนิยมสมัยใหม่ ทุกอย่างมาประกอบร่างกันในจุดนั้นๆ
3. ส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์ (The Unique Mixture)
นี่คือหัวใจสำคัญของแนวคิด Massey เธอเปรียบเทียบสถานที่เหมือนการถักทอ (Articulated Moments)
มุมมองแบบเก่า (Reactionary) | มุมมองของ Massey (Progressive) |
สถานที่ต้องหยุดนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง | สถานที่คือกระบวนการ (Process) ที่เปลี่ยนตลอดเวลา |
มีขอบเขตชัดเจน (Inside vs Outside) | ไม่มีขอบเขตที่ตายตัว เชื่อมต่อกับโลกภายนอก |
เอกลักษณ์มาจากอดีตและสายเลือด | เอกลักษณ์มาจาก "ส่วนผสม" ของความสัมพันธ์ |
กลัวโลกาภิวัตน์ว่าจะมาทำลายตัวตน | มองว่าโลกาภิวัตน์คือส่วนหนึ่งที่สร้างตัวตนใหม่ |
"ความโดดเด่นของสถานที่ไม่ได้เกิดจากกำแพงที่ปิดกั้นโลกภายนอก แต่เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวของความสัมพันธ์ในท้องถิ่นและความสัมพันธ์ในระดับโลกที่มาเจอกัน ณ จุดนั้นพอดี"
ลองนึกถึงย่านเยาวราชในกรุงเทพฯ มันมีความเป็น Global เพราะมีสินค้าจากจีน มีนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีตลาดหุ้นที่โยงกับราคาทองคำโลก มันมีความ Specific เพราะมีวัฒนธรรมไทย-จีนที่ฝังรากมานาน มีตึกแถวโบราณ และมีวิถีชีวิตแบบเฉพาะตัว ขณะที่ Unique Mixture คือ การที่สิ่งเก่า (ศาลเจ้า) มาเจอกับสิ่งใหม่ (คาเฟ่สมัยใหม่หรือรถไฟฟ้า) ในจังหวะที่ลงตัว จนเกิดเป็นบรรยากาศที่หาจากย่าน China Town ที่อื่นในโลกไม่ได้
การมองแบบ Massey ช่วยให้เข้าใจว่าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของโลกได้ โดยที่ยังรักษาความพิเศษของพื้นที่เราไว้ได้ ผ่านการยอมรับความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลง
2. Paul Krugman
แม้ Krugman จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล แต่ด้วยความที่มีพื้นฐานความคิดเชิงพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน ผลงานเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของเขา จึงเน้นเรื่อง Spatial nuance ในเชิงโครงสร้าง งานเขียนเรื่อง Geography and Trade (1991) หรือ The Self-Organizing Economy (1996) อธิบายว่าทำไมกิจกรรมทางเศรษฐกิจถึงไม่กระจายตัวเท่ากัน แต่กลับไปกระจุกตัว (Agglomeration) ในบางพื้นที่ Krugman ชี้ให้เห็นความละเอียดอ่อนของแรงเหวี่ยงเข้าและออกทางเศรษฐกิจ (Centripetal & Centrifugal forces) ที่ทำให้พื้นที่ที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายกัน อาจมีชะตากรรมทางเศรษฐกิจที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Krugman ใช้คำว่า "Spatial Heterogeneity" หรือ "Local Increasing Returns" แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่ออธิบายว่าทำไมพิกัดที่อยู่ใกล้กันเพียงนิดเดียวถึงมีแรงดึงดูดและแรงผลักทางเศรษฐกิจที่ต่างกันอย่างมหาศาล
ในผลงานคลาสสิกของ Paul Krugman ทั้ง Geography and Trade (1991) และ The Self-Organizing Economy (1996) เขาได้นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาอธิบายว่าทำไมกิจกรรมทางเศรษฐกิจถึงไม่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่กลับไปกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่จนเกิดเป็นเมืองหรือย่านอุตสาหกรรม
1. การประหยัดจากความรวมกลุ่ม
Krugman อธิบายว่า การประหยัดจากความรวมกลุ่ม (Agglomeration) คือ สภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น โรงงาน ร้านค้า แรงงาน เข้าไปตั้งอยู่ใกล้ชิดกันในพื้นที่หนึ่งๆ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เขาใช้แบบจำลองแกนกลาง-ชายคอบ (Core-Periphery Model) อธิบายว่าเมื่อต้นทุนการขนส่งต่ำลงในระดับหนึ่ง บริษัทจะเลือกไปตั้งในพื้นที่ที่มีตลาดขนาดใหญ่ (Market Access) เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการผลิตขนาดใหญ่ (Economies of Scale) ขณะเดียวกัน แรงงานก็จะย้ายตามไปเพราะมีสินค้าหลากหลายและค่าจ้างดีกว่า แบบนี้เรียกว่าศูนย์กลางมีแรงดึงดูด (Centripetal Forces) และเมื่อคนไปอยู่เยอะ ตลาดก็ยิ่งใหญ่ขึ้น เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น บริษัทก็ยิ่งอยากเข้าไปตั้ง จนเกิดเป็นวงจรที่เรียกว่า Circular Causation
2. ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในระดับท้องถิ่น
ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในระดับท้องถิ่น (Local Increasing Returns) คือ หัวใจที่ Krugman นำมาหักล้างแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเดิม ซึ่งมักเชื่อเรื่อง Constant Returns ในระดับท้องถิ่น หากมีการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจะลดลง (Economies of Scale) กล่าวคือ ยิ่งผลิตมาก ต้นทุนยิ่งถูกลง เพราะผลประโยชน์นี้จะเกิดขึ้นสูงสุดเมื่อปัจจัยการผลิตอยู่ใกล้กัน เช่น การเข้าถึงซัพพลายเออร์เฉพาะทาง หรือการที่แรงงานมีทักษะไหลเวียนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (Labor Pooling) สิ่งนี้จะทำให้พื้นที่ที่เริ่มก่อนหรือมีความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยในตอนแรก สามารถดึงดูดทุนและทรัพยากรได้มากกว่าพื้นที่อื่นอย่างรวดเร็ว
3. ความไม่เป็นเนื้อเดียวกันเชิงพื้นที่ (Spatial Heterogeneity)
Krugman อธิบายความไม่เป็นเนื้อเดียวกันเชิงพื้นที่ (Spatial Heterogeneity) ว่าทำไมโลกเราถึงมีความแตกต่างของพื้นที่ที่ทำให้มีความเจริญที่ไม่เท่ากัน โดยแบ่งที่มาออกเป็น 2 ประเภท คือ First Nature Geography เป็นความแตกต่างที่มาจาก "ธรรมชาติ" เช่น ท่าเรือ แม่น้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวกำหนดจุดเริ่มต้นของเมือง และ Second Nature Geography เป็นความแตกต่างที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และการจัดระเบียบตัวเอง (Self-Organization) แม้พื้นที่สองแห่งจะว่างเปล่าและเหมือนกันทุกประการในตอนแรก แต่เมื่อมีคนเข้าไปตั้งรกรากในจุดใดจุดหนึ่งเพียงเล็กน้อย กระบวนการ Increasing Returns จะทำให้จุดนั้นกลายเป็นศูนย์กลาง ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นพื้นที่รอบนอกทันที และสุดท้าย เมื่อโครงสร้างพื้นที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว มันจะคงอยู่เช่นนั้นไปอีกนาน แม้เหตุผลเริ่มแรก เช่น ท่าเรือ จะหมดความสำคัญไปแล้วก็ตาม
แนวคิดของ Krugman มักจะเน้นว่าประวัติศาสตร์มีความสำคัญ เพราะการตัดสินใจในอดีตเพียงเล็กน้อย สามารถกำหนดได้ว่าที่ไหนจะกลายเป็นมหานครในอนาคต เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษเสมือนเป็นหัวใจของทฤษฎีทั้งหมด คำนั้นคือ Local Increasing Returns เหตุผลเพราะว่าในทางเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมที่เชื่อมั่นในการแข่งขันแบบสมบูณณ์ (Perfect Competition) เรามักสมมติว่ายิ่งผลิตเยอะ ต้นทุนอาจจะคงที่หรือเพิ่มขึ้น แต่ Krugman หัโลบล้างความเชื่อนั้นลงด้วยคำกล่าวที่ว่า "ยิ่งรวมกลุ่มผลิตมาก ต้นทุนยิ่งต่ำลง" ซึ่งตัวแปรนี้นี่เองที่เป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่เหลือตามมา
3. David Harvey
Harvey เป็นนักภูมิศาสตร์สายมาร์กซิสต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง งานเขียนระดับไอคอนนิค เรื่อง The Condition of Postmodernity (1989) หรือแนวคิดเกี่ยวกับการย่อขยายกาลเทศะ (Time-Space Compression) เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ Harvey วิเคราะห์ว่าทุนนิยมเข้าไปปรับเปลี่ยนพื้นที่อย่างไร และความละเอียดอ่อนนั้นอยู่ที่การที่ทุนเลือกปฏิบัติกับแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เพื่อสร้างกำไรสูงสุด (Uneven Geographical Development)
David Harvey ใช้คำว่า "Uneven Geographical Development" หรือ "Spatial Fix" เพื่อชี้ให้เห็นความละเอียดอ่อนผ่านความไม่เท่าเทียม โดยมองว่าทุนนิยมจะสร้างความแตกต่างเชิงพื้นที่ขึ้นมาอย่างตั้งใจ เช่น การทำให้ย่านหนึ่งรุ่งเรืองในขณะที่อีกย่านเสื่อมโทรม เพื่อระบายทุนส่วนเกิน
ในหนังสือ The Condition of Postmodernity (1989) David Harvey ได้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคหลังสมัยใหม่ไว้อย่างแหลมคม โดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างทุนนิยมกับพื้นที่และเวลา
1. Time-Space Compression
Harvey เสนอว่าการย่อขยายกาลเทศะ คือ ปรากฏการณ์ที่ระยะทางไม่ใช่เครื่องกีดขวางกิจกรรมของมนุษย์อีกต่อไป แต่มันถูกบีบให้เล็กลงด้วยความเร็ว การย่อขยายกาลเทศะเกิดจากการเร่งความเร็วของวงจรทุน (Capital Circulation) เพื่อให้ได้กำไรเร็วขึ้น ทุนจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารและการขนส่งให้เร็วที่สุด เช่น จากเรือใบเป็นเครื่องบินไอพ่น จากจดหมายเป็นอีเมล เราจะรู้สึกว่าโลกแคบลง (The world shrinking) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ไกลๆ ส่งผลกระทบต่อเราในทันที (Simultaneity) และเมื่อเวลาถูกเร่งให้เร็วขึ้น (Time speeds up) พื้นที่จึงดูเหมือนจะสลายตัวไป (Space disappears) ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจหรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที
2. Uneven Geographical Development (การพัฒนาทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เท่าเทียม)
สำหรับ Harvey ความไม่เท่าเทียมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความจำเป็นของระบบทุนนิยมเพื่อความอยู่รอด เมื่อทุนในที่หนึ่งเกิดภาวะล้นเกิน (Over-accumulation) เช่น ผลิตของมากไปจนขายไม่ได้ หรือค่าแรงแพงเกินไป ทุนจะทำการย้ายฐานไปยังพื้นที่ใหม่ที่ค่าแรงถูกกว่าหรือมีทรัพยากรมากกว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยพื้นที่ (Spatial Fix)เพื่อระบายทุนและสร้างกำไรใหม่ จะเห็นได้ว่ามีทั้งการสร้างที่แห่งหนึ่งและการทำลายที่อีกแห่งหนึ่ง ไปพร้อมๆ กัน ทุนจะเข้าไปสร้างความเจริญในพื้นที่หนึ่ง เช่น สร้างโรงงาน ถนน แต่เมื่อพื้นที่นั้นเริ่มหมดผลประโยชน์ หรือมีที่อื่นที่กำไรดีกว่า ทุนจะถอนตัวออกไป ทิ้งให้พื้นที่เดิมเสื่อมโทรมและไปสร้างความเจริญในที่ใหม่แทน
สิ่งนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นภาพของโลกที่มีทั้งศูนย์กลางความมั่งคั่งและพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้งสลับกันไปมาอย่างต่อเนื่องในเชิงภูมิศาสตร์
Harvey อธิบายความเชื่อมโยงผ่านข้อความ "ยิ่งเร็ว ยิ่งไม่เท่าเทียม" ว่า ทั้งสองแนวคิดนี้ทำงานร่วมกัน โดย Time-Space Compression เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น เมื่อทุนเคลื่อนย้ายได้เร็ว มันยิ่งมีอำนาจในการเลือกพื้นที่ที่จะตักตวงผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น อำนาจในการเลือกและถอนตัวของทุนนี้เองที่ตอกย้ำให้เกิด Uneven Geographical Development เพราะทุนจะไหลไปรวมตัวกันในจุดที่ทำกำไรได้สูงสุด และทิ้งพื้นที่ที่เสียเปรียบไว้เบื้องหลัง
4. Edward Soja
ผู้นำเสนอแนวคิด "Thirdspace" เอาไว้ในหนังสือชื่อเดียวกันนี้ โดยเสนอว่าเราไม่ควรดูแค่พื้นที่ทางกายภาพ (Firstspace) หรือพื้นที่ในจินตนาการ/ความคิด (Secondspace) เท่านั้น แต่ต้องมองพื้นที่ในฐานะ พื้นที่ที่ถูกใช้จริงและมีประสบการณ์ (Thirdspace/Lived Space) อันถือได้ว่าเป็นการเพิ่มมิติความละเอียดอ่อนด้านประสบการณ์มนุษย์เข้าไปในแผนที่
Edward Soja ใช้คำว่า"Spatiality" หรือ "Trialectics of Spatiality" เพื่อสื่อว่าพื้นที่ไม่ได้มีแค่ กายสภาพ คือ กว้างxยาวxสูง เท่านั้น แต่มีความละเอียดอ่อนของมิติที่สาม คือ การที่มนุษย์เข้าไปให้ความหมายและใช้ชีวิตอยู่จริง
แนวคิด Thirdspace ของ Edward Soja เป็นการขยายพรมแดนทางความคิดที่พาเราก้าวข้ามการมองพื้นที่แบบทวิลักษณ์ เช่น การมองแค่กายภาพกับความคิด ไปสู่มิติที่สามที่ลุ่มลึกกว่าเดิม
1. ไตรลักษณ์แห่งพื้นที่
Soja ได้แรงบันดาลใจเรื่องไตรลักษณ์แห่งพื้นที่ (Trialectics of Spatiality) มาจาก Henri Lefebvre โดยเสนอว่านักภูมิศาสตร์ควรทำความเข้าใจพื้นที่ผ่าน 3 มิติที่สัมพันธ์กัน (Trialectics) ไม่ใช่แค่สองมิติแบบเดิม มิติแรกเรียกว่า Firstspace (Perceived Space) เป็นพื้นที่ทางกายภาพที่มองเห็นและวัดค่าได้ เช่น แผนที่เชิงปริมาณ ตึก ถนน พิกัด GPS เป็นสิ่งที่นักผังเมืองหรือนักภูมิศาสตร์สายวิทย์ใช้กัน มิติที่สองเรียกว่า Secondspace (Conceived Space) เป็นพื้นที่ในจินตนาการและการออกแบบ เช่น พิมพ์เขียว แผนผังเมือง หรือภาพตัวแทนของพื้นที่ เป็นพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านความคิดและอำนาจ และมิติที่สามเรียกว่า Thirdspace (Lived Space) เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้จริงและมีประสบการณ์ เป็นการรวมเอา Firstspace และ Secondspace เข้าด้วยกัน แล้วเติมชีวิตและความหมายลงไป เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ มีความทรงจำ มีการต่อต้าน และมีความฝัน
2. พื้นที่แห่งความละเอียดอ่อนของมนุษย์
Soja เรียกพื้นที่ในมิติที่สามนี้ว่าพื้นที่ที่ทุกอย่างมาบรรจบกัน (The space where everything comes together) เป็นประสบการณ์จริงที่ถูกบรรจุในแผนที่ ซึ่งในแผนที่ทั่วไป (Firstspace) เราจะเห็นแค่เส้นถนน แต่ใน Thirdspaceถนนเส้นนั้นอาจเป็นพื้นที่ประท้วงของกลุ่มคนชายขอบ เป็นที่ที่เด็กๆ วิ่งเล่น หรือเป็นพื้นที่แห่งความกลัวของคนบางกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีความเป็นอื่น (Otherness) ที่ปรากฎอยู่บน Thirdspace คือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เสียงที่ถูกลืมหรือความเป็นอื่นได้ปรากฏตัวขึ้นมา ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นและไม่หยุดนิ่ง
3. ความเป็นพื้นที่เชิงสังคม
Soja ใช้คำว่าความเป็นพื้นที่เชิงสังคม (Spatiality) เพื่ออธิบายว่าพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงเวทีว่างเปล่าที่รอคนไปยืน แต่พื้นที่กับมนุษย์สร้างซึ่งกันและกัน (Socially produced space) ขณะที่ตัวตนของเรา (Subjectivity) ถูกสร้างขึ้นโดยพื้นที่ที่เราอยู่ และในขณะเดียวกัน เราก็สร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาใหม่ผ่านการกระทำของเรา ดังนั้น Spatiality จึงไม่ใช่แค่เรื่องของระยะทาง แต่เป็นเรื่องของ "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและสังคม" ที่แสดงออกผ่านพื้นที่
5. Peter Daniels
ใฉบับนตำราเรียน Introducing Human Geographies ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ของ Peter Daniels และคณะ เราจะเห็นว่ามีการใช้คำว่า Scale และ Place ค่อนข้างเยอะ เขาใช้คำว่า "Contextuality" หรือ "Place-specific variations" ที่ดูแล้วเข้าใจง่ายกว่า เพื่ออธิบายว่าทฤษฎีระดับโลก (Global) เมื่อนำไปปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ในท้องถิ่น (Local) จะเกิดความแปรผันอย่างไร
เทศภาวะกับกฎของภูมิศาสตร์
สนาาาสวยส่วนส่กเวย่หพีรนนงบสา
กฎข้อที่หนึ่งของภูมิศาสตร์
แม้กฎข้อที่หนึ่งของ Tobler จะฟังดูเหมือนกฎทางคณิตศาสตร์ที่เรียบง่าย แต่ในเชิงปรัชญาภูมิศาสตร์ มันคือการประกาศเอกราชให้แก่ Spatiality โดยยืนยันว่า ข้อมูลทุกตัวมีรากเหง้าผูกติดกับสถานที่ และความสัมพันธ์ที่จางลงตามระยะทางนั้นเองคือ Spatial nuance ที่นักภูมิศาสตร์ต้องตีความ เพื่อทำความเข้าใจว่าโลกถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างไรภายใต้มิติของพื้น
1. ปฏิเสธภาวะไร้ตำแหน่ง
ก่อนหน้าที่จะมีกฎของ Tobler นักสถิติมักมองข้อมูลในลักษณะ IID (Independent and Identically Distributed) คือ มองว่าข้อมูลแต่ละจุดเป็นอิสระต่อกัน ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดๆ ก็ตาม การนำ Spatiality มาใช้ด้วยการประกาศว่าตำแหน่งที่ตั้งมีผลต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น (Location matters) การที่สิ่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือเทศภาวะที่สร้างปฏิสัมพันธ์ต่อกัน โดยความละเอียดอ่อนทางพื้นที่ปรากฎอยู่ที่คำว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ (Near things) ซึ่ง Tobler กำลังบอกว่าบริบทโดยรอบของพื้นที่ คือ ตัวกำหนดพฤติกรรมของข้อมูล หากเราไม่มองความละเอียดอ่อนของเพื่อนบ้าน (Neighborhood) เราจะไม่มีวันเข้าใจความจริงของพื้นที่นั้นเลย
2. การสร้างความหมายให้ระยะทาง
ในทางคณิตศาสตร์ ระยะทางคือตัวเลข เช่น 5 กม. แต่ในทางภูมิศาสตร์ของ Tobler ระยะทาง คือ แรงหน่วง (Friction of Distance) นั่นถือเป็นการสร้างความหมายให้ระยะทาง (Nuance of Distance) เขามองว่าพื้นที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนกระดาษขาว แต่มีความหนืดที่ทำให้ความสัมพันธ์จางลงเมื่อห่างออกไป (Distance Decay) ซึ่งความละเอียดอ่อนเชิงพื้นที่ปรากฏชัดในกระบวนการที่เรียกว่าการสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่ (Spatial Autocorrelation) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ว่าความคล้ายคลึงกันของปรากฎการณ์มันกระจุกตัวหรือกระจายตัวอย่างไร หากเรามองเห็น Nuance นี้ เราจะเข้าใจว่าทำไมชุมชนหนึ่งถึงมีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมมากกว่าอีกชุมชนหนึ่ง แม้จะมีขนาดประชากรเท่ากันก็ตาม
3. พื้นที่เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์
กฎของ Tobler เป็นรากฐานสำคัญที่ส่งต่อให้นักภูมิศาสตร์อย่าง Doreen Massey นำไปขยายความต่อ กฎข้อนี้ไม่ได้มองพื้นที่เป็นแค่พิกัด x, y แต่มองเป็นโครงข่ายของความเกี่ยวข้อง ซึ่ง Spatial nuance ของ Tobler เป็นการพินิจวิเคราะห์ตามกฎของ Tobler บังคับให้นักภูมิศาสตร์ต้องมองหาความต่อเนื่องและความขาดตอนในพื้นที่ เช่น การวิเคราะห์ว่าทำไมอุณหภูมิในเมืองถึงสูงกว่ารอบนอก ความละเอียดอ่อนอยู่ที่เส้นขอบเขตที่ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งนี่คือการวิเคราะห์ Spatial nuance ในเชิงกายภาพอย่างเข้มข้น
กฎข้อที่สองของภูมิศาสตร์
ในทางสถิติและคณิตศาสตร์ IID คือ สมมติฐานพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งนักภูมิศาสตร์สายกฎสากล (Nomothetic) ในยุคแรกพยายามนำมาใช้ แต่ต่อมาถูกนักภูมิศาสตร์รุ่นหลังวิพากษ์ว่าขัดกับความจริงเชิงพื้นที่อย่างรุนแรง หากจะอธิบายให้เห็นภาพในบริบทของภูมิศาสตร์ สามารถแยกออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. ความเป็นอิสระต่อกัน (Independent) หมายถึง เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ A ไม่ส่งผลกระทบหรือให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในพื้นที่ B
ในเชิงสถิติก็เหมือนการทอยลูกเต๋า ครั้งที่ 1 ได้เลข 6 ไม่ได้แปลว่าครั้งที่ 2 จะมีโอกาสได้เลข 6 มากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งบนหลักความขัดแย้งเชิงพื้นที่แล้ว กฎข้อที่ 1 ของ Tobler บอกว่ามันไม่เป็นอิสระ เพราะสิ่งที่อยู่ใกล้กันมักจะคล้ายกัน (Spatial Autocorrelation) เช่น ถ้าบ้านหลังหนึ่งน้ำท่วม บ้านข้างๆ ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะน้ำท่วมเช่นกัน พื้นที่จึงไม่เคยเป็นอิสระต่อกันอย่างแท้จริง
2. มีการกระจายตัวเหมือนกัน (Identically Distributed) หมายถึง ทุกพื้นที่ถูกควบคุมด้วยกลไกหรือกฎเดียวกัน และมีโอกาสเกิดผลลัพธ์ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
โดยในเชิงสถิติจะเหมือนการหยิบลูกบอลจากถุงเดิมที่มีสัดส่วนสีขาว-ดำเท่าเดิมทุกครั้ง ไม่ว่าจะหยิบที่ไหนหรือเมื่อไหร่ บนความขัดแย้งเชิงพื้นที่ กฎข้อที่สองของ Goodchild และแนวคิดของ Harvey บอกว่าโลกมีความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (Heterogeneity) พื้นที่แต่ละจุดมีต้นทุนและบริบทที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น การลงทุน 1 ล้านบาทในกรุงเทพฯ กับในป่าดงดิบ ให้ผลตอบแทนที่ไม่มีทางเหมือนกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในตอนที่ Schaefer พยายามผลักดันภูมิศาสตร์ให้เป็นวิทยาศาสตร์ เขาต้องการใช้สถิติชั้นสูงมาพิสูจน์กฎ ซึ่งสถิติเหล่านั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนสมมติฐาน IID (คือมองว่าพื้นที่ไม่มีผล ทุกจุดในแผนที่เปรียบเสมือนข้อมูลดิบที่ไร้ชีวิต) แต่เมื่อนักภูมิศาสตร์เริ่มใช้โมเดล IID ไปเรื่อยๆ พวกเขากลับพบว่า มันใช้ไม่ได้ผลกับโลกความจริง เพราะพื้นที่มีความลำเอียง กล่าวคือ สถานที่มีอิทธิพลต่อข้อมูล และมีความละเอียดอ่อน (Nuance): ข้อมูลในพื้นที่หนึ่งมักจะเกาะกลุ่มหรือต่อต้านข้อมูลจากอีกพื้นที่หนึ่ง
สามารถใช้ประเด็น IID เป็นตัวแทนของ "ความพยายามที่จะทำให้พื้นที่กลายเป็นตัวเลขที่ไร้หน้าตา" แล้วขมวดเข้าสู่การที่ Goodchild (และแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจาก Harvey) เข้ามาทำลายสมมติฐานนี้ โดยการประกาศกฎความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อยืนยันว่า "พื้นที่แต่ละแห่งมีศักดิ์ศรีและความแตกต่างที่สถิติแบบ IID ไม่อาจมองเห็นได้"
กฎข้อที่สามของภูมิศาสตร์
กฎข้อที่สามของภูมิศาสตร์ คือ การยกระดับแนวคิด Spatial nuance ขึ้นมาเป็นอัลกอริทึมที่ทรงพลังที่สุดกฎหนึ่ง โดยกฎนี้ระบุว่ายิ่งสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกัน ลักษณะของปรากฏการณ์ที่ปรากฏย่อมคล้ายคลึงกัน (Geographical Similarity Law) การที่กฎนี้ให้ความสำคัญกับ Spatiality และ Spatial nuance ปรากฏชัดในประเด็นดังนี้
1. การเปลี่ยนจากการมองพิกัดเป็นการมองคุณลักษณะ
กฎข้อที่สามเน้นความละเอียดอ่อนขององค์ประกอบพื้นที่ ถ้าหากว่าเหมือนกัน แม้อยู่ไกลกันก็ต้องให้ผลลัพธ์คล้ายกันกฎนี้ยอมรับว่าพื้นที่ที่ตั้งอยู่ไกลกัน เช่น เมืองที่มีผังเมืองคล้ายกันในคนละทวีป อาจมี Spatiality ที่เหมือนกันมากกว่าพื้นที่ที่อยู่ติดกัน แต่มีภูมิประเทศต่างกัน นี่คือการนำรายละเอียดเชิงลึก" (Nuance) ของปัจจัยสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวตั้งในการวิเคราะห์
2. การวิเคราะห์แบบองค์รวม
กฎข้อที่สามของ Zhu ไม่ได้มองแค่ปัจจัยเดียว แต่พิจารณาชุดของปัจจัยที่ประกอบกันเป็นพื้นที่หนึ่งๆ เนื่องจากการที่พื้นที่หนึ่งมีความจำเพาะเกิดจากการซ้อนทับของ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมนุษย์ กฎนี้ใช้สิ่งที่เรียกว่า Spatial Similarity Index เพื่อวัดความละเอียดอ่อนว่าพื้นที่ A กับพื้นที่ B มีความคล้ายกันแค่ไหนในเชิงโครงสร้าง เช่น มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเท่ากัน หรือมีความหนาแน่นประชากรเท่ากัน การพินิจวิเคราะห์เช่นนี้คือการลงลึกในรายละเอียดที่ Hartshorne เคยพยายามพรรณนา แต่ Zhu ทำให้มันกลายเป็นคณิตศาสตร์ที่วัดผลได้
3. การก้าวข้ามขีดจำกัดของกฎค่าเฉลี่ย
กฎสากลทั่วไปมักสรุปว่าปรากฏการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก แต่ว่ากฎของ Zhu ให้ความสำคัญกับ Local context อย่างยิ่งยวด โดยใช้หลักการที่ว่าหากเราจะทำนายปรากฏการณ์ในจุดที่ไม่เคยสำรวจ เราต้องหาพื้นที่อ้างอิง (Representative location) ที่มีความละเอียดอ่อนของสภาพแวดล้อมเหมือนกันมากที่สุดมาเป็นตัวเทียบ นี่คือการนำ Spatial Nuance มาใช้เป็นเครื่องมือทำนายผล โดยเชื่อว่ารายละเอียดของสถานที่ คือ รหัสลับที่จะบอกว่าปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นอย่างไร
ส่งท้าย
กฎทั้ง 3 ข้อนี้ทำหน้าที่เป็น "รันเวย์" ให้กับแนวคิดของ Massey, Harvey และคนอื่นๆ ได้อย่างไร? จาก Tobler สู่Massey: Massey ต่อยอดกฎของ Tobler โดยบอกว่าความใกล้ชิดไม่ใช่แค่ระยะทางกิโลเมตร แต่คือ "ระยะทางทางสังคม" (Social Distance) ซึ่งสร้างความละเอียดอ่อนเชิงความสัมพันธ์ (Relational Nuance) ที่ซับซ้อนกว่าจุดบนแผนที่
จาก Goodchild สู่ Harvey: Harvey หยิบเอาความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (Heterogeneity) มาวิเคราะห์ในเชิงการเมืองการปกครอง ว่าความต่างของพื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูก "สร้าง" ขึ้นโดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Uneven Development)
จาก Zhu สู่ Daniels: ตำราของ Daniels พยายามสอนให้เราใช้กฎความคล้ายคลึงในการวิเคราะห์บริบท (Contextuality) เพื่อดูว่าปรากฏการณ์ Global เมื่อเจอ "ความคล้าย/ความต่าง" ในระดับ Local จะให้ผลลัพธ์ที่ละเอียดอ่อนอย่างไร
Spatial nuance คือการปฏิเสธคำตอบแบบ "สูตรสำเร็จเดียวใช้ได้กับทุกที่" (One-size-fits-all) และหันมามองความสลับซับซ้อนที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ กายภาพ และเวลา ในแต่ละพิกัดของโลกอย่างถี่ถ้วน
แม้คำว่า “Spatial nuance” มักไม่ถูกใช้เป็นคำหลักในงานยุคคลาสสิก แต่เหล่านักภูมิศาสตร์สายวิพากษ์และนักทฤษฎีเศรษฐกิจได้วางรากฐานผ่านแนวคิดที่ลึกซึ้ง โดยมักกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การทำความเข้าใจ Spatiality (เทศภาวะ) ผ่านเลนส์ของ Spatial nuance ช่วยให้นักภูมิศาสตร์ก้าวข้ามคำตอบแบบ “สูตรสำเร็จเดียวใช้ได้กับทุกที่” (One-size-fits-all) เพื่อหันมาพิจารณาปฏิสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างมนุษย์ กายภาพ และกาลเวลาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวิเคราะห์ประเด็นร่วมสมัย เช่น “เมืองกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่ต้องการความละเอียดอ่อนในการจัดทำนโยบายเพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น