แม้ว่า "วิชาภูมิศาสตร์" ไม่ได้มีไว้ขาย แต่ทุกวันนี้ อะไร อะไร ก็ขายได้กันหมด ภูมิศาสตร์ที่เคยมีไว้เป็นเครื่องมือสรวญเสเฮฮา มีไว้ประเทืองปัญญา ที่จะพาสังคมพัฒนาและอยู่รอด หลายส่วนของสังคมเรียนรู้ของคนที่เรียนวิชาภูมิศาสตร์ จึงต้องแสดงคุณค่าแห่งปัญญาที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ปารีสบนปากปล่องภูเขาไฟ
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิศาสตร์
ที่ปรึกษาสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย
อุดมการณ์ Macronisme ที่เคยชูคำสัญญาอันยิ่งใหญ่ว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งแบบ "ni droite, ni gauche" คือ ไม่ขวาไม่ซ้าย ได้ก้าวมาถึงจุดล่มสลายเชิงโครงสร้าง ดังที่ Nathalie Ségaunes (2026) วิเคราะห์ไว้ใน Le Monde ถึงผลกระทบจากการอวสานของระเบียบการเมืองตรงกลาง รัฐบาลไม่เพียงสูญเสียบทบาทตัวกลางในการสร้างความประนีประนอม แต่ยังปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการสังคมสูบฉีดทรัพยากรไปจนตึงมือ ท่ามกลางนโยบายเสรีนิยมที่มุ่งส่งเสริมทุนนิยมและภาคเอกชนจนขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนให้กว้างขึ้น ส่งผลให้ความคับแค้นใจทางสังคมสะสมลึกล้ำจนพร้อมจะปะทุออกสู่ท้องถนนทุกเมื่อ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังซ้ำเติมด้วยปัญหาในระบบการศึกษาที่ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังหรือสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่เยาวชนได้ นำไปสู่สภาวะที่นักประวัติศาสตร์ Thibaut Tellier (2026) สะท้อนผ่าน Le Point ว่า สังคมกำลังเผชิญกับกระบวนการถดถอยของการเรียนรู้ประชาธิปไตย หรือ "Désapprentissage de la démocratie" เยาวชนรุ่นใหม่เริ่มตัดขาดจากช่องทางสภาและระบบสหภาพแรงงานดั้งเดิมที่หมดอิทธิพลในการขับเคลื่อน เมื่อปราศจากสถาบันตัวกลางที่คอยประสานข้อเรียกร้อง ความไม่พอใจและแรงกดดันทางสังคมจึงหลุดออกจากกรอบการถกเถียงด้วยเหตุผล และกลายสภาพเป็นการลุกฮือทำลายล้างอย่างไร้เป้าหมายทางการเมือง
ในมิติทางการเมือง สังคมฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอัมพาตจากพฤติกรรม "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วโยนให้รัฐบาล" ของนักการเมืองและสถาบันต่างๆ ดังเช่นกรณีข่าวใน Le Point ของ Bartolomé Simon (2026) ที่ตีแผ่ภาพเหตุการณ์ปล้นสะดมในเมือง Saint-Denis ซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นเลือกที่จะเบี่ยงกระแสความรับผิดชอบและลงโทษปฏิบัติการของตำรวจแทนการประณามอาชญากรรม ในขณะเดียวกัน บทวิเคราะห์จาก Le Figaro ก็ชี้ให้เห็นว่าสหภาพนักศึกษาบางกลุ่มกลับช่วยสร้างความชอบธรรมให้ความรุนแรง โดยอ้างว่าการทำลายทรัพย์สินเป็นเพียง "ผลลัพธ์จากความรุนแรงเชิงโครงสร้างของรัฐ" ซึ่งเป็นการปัดความรับผิดชอบส่วนบุคคล
นิตยสาร Le Monde รายงานสถานการณ์บานปลายที่มาถึงจุดที่ต้องมีมาตรการฉุกเฉิน ทั้งการประกาศเคอร์ฟิวเฉพาะจุดและการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือร้านค้าที่ถูกทำลาย ขณะที่นักปรัชญาอย่าง Bernard-Henri Lévy (2026) ได้เขียนเตือนสติในคอลัมน์ของ Le Point ถึงความน่าสะพรึงกลัวของ "Révolte nihiliste" หรือการก่อจลาจลแบบนิยมความว่างเปล่า เขายกคำกล่าวคลาสสิกของ Tocqueville ขึ้นมาเตือนว่า สังคมฝรั่งเศสกำลังนอนหลับอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟแห่งความเกลียดชังและความคับแค้นใจที่ถูกขยายผล จนทำให้โครงสร้างสาธารณรัฐตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างร้ายแรง
แต่สิ่งที่น่าสะเทือนใจและเด่นชัดที่สุดในวิกฤตครั้งนี้ คือปัญหาจิตวิทยาวัฒนธรรมของมวลชนยุคดิจิทัล ดังที่ Raphaëlle Bacqué (2026) ได้ถ่ายทอดภาพบรรยากาศอันเหนือจริงใน Le Monde เป็นปรากฏการณ์ที่เยาวชนและผู้ก่อเหตุใช้ "มือซ้ายถือสมาร์ทโฟนถ่ายคลิป ถ่ายเซลฟี่ หน้ากระจกร้านค้าที่แตกเสียหายยับ ส่วนมือขวากำก้อนหิน ขว้างปา และจุดไฟเผา โดยมีจิตใจจ้องจะหยิบฉวยของมีค่า" พฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนเหตุจลาจลและความวุ่นวายให้กลายเป็นเพียงพื้นที่ปลดปล่อยอารมณ์ความคึกคะนอง (défouloir) และการแสวงหาความบันเทิงบนโซเชียลมีเดีย
ความย้อนแย้งที่โลกสองใบดำเนินไปพร้อมกัน—ระหว่างกลุ่มคนที่สนุกสนานกับการปล้นชิง กับผู้คนที่ยังคงนั่งดื่มชิล ๆ ตามระเบียบคาเฟ่ในบริเวณใกล้เคียง—ทำให้ Raphaëlle Bacqué (2026) รู้สึกสลดใจอย่างลึกซึ้ง เพราะมันสะท้อนว่า "ปารีสในค่ำคืนนั้น เต็มไปด้วยความระสระสายเชิงศีลธรรม" ที่ซึ่งความรุนแรง การไร้สำนึกต่อกฎหมาย และวัฒนธรรมเซลฟี่ ได้หลอมรวมกันจนไร้รากฐานทางจริยธรรม สภาพการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความล้มเหลวของ Macronisme ที่ไม่เพียงทำลายระบบการเมืองการปกครอง แต่ยังปล่อยให้บรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคมพังทลายลงอย่างน่าเศร้าสลด
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น