วิถีวงศาวิทยา ตอนที่ ๒ ก้าวพ้นถูกกดทับ
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผมขอเริ่มต้นทำความเข้าใจสิ่งสำคัญที่กำลังก่อความโกลาหลให้กับสังคมที่เปราะบางอยู่ในหลายๆ ชุมชน ด้วยคำถามว่า “หากเอาคนที่เชื่อมั่นในวิถีวงศาวิทยาแบบสุดขั้ว มาวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาของฟลอยท์ มันจะออกมาในรูปไหน”
เมื่อเรานำเอาคนที่ยึดมั่นใน "วิถีวงศาวิทยา" (Genealogy) แบบสุดขั้ว ในสายตาของฟรีดริช นีทเช่ และมิเชล ฟูโกต์ มาสวมหมวกนักวิเคราะห์เพื่อชำแหละจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์ ภาพที่ออกมาจะเป็นการปะทะกันทางความคิดที่ดุเดือดมาก เพราะในขณะที่ซิกมุนด์ ฟรอยด์ พยายามค้นหาความจริงแท้เหนือกาลเวลาของจิตใจมนุษย์ แต่นักวงศาวิทยาจะมองว่าจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ไม่ใช่สัจนิรันดร์ แต่เป็นเพียงผลผลิตทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้น
หากนักวงศาวิทยาสุดขั้วมาวิเคราะห์ฟรอยด์ สิ่งที่จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้ คือสิ่งที่พวกเขาจะชำแหละออกมา
1. ปมปิตุฆาตไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นกลไกการควบคุม ต้องรื้อถอน
ซิกมุนด์ ฟรอยด์ มองว่าปมปิตุฆาต (Oedipus Complex) ซึ่งหมายถึงการที่เด็กชายรักแม่และเกลียดกลัวพ่อนั้น เป็นโครงสร้างสากลทางจิตวิทยาที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ หากแต่ว่าจากคำวินิจฉัยของนักวงศาวิทยา พวกเขาจะหัวเราะ และบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องสากลของมนุษยชาติ แต่เป็นภาพสะท้อนของครอบครัวชนชั้นกลางในยุควิกตอเรียน (Viennese Bourgeoisie) ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เท่านั้น นักวงศาวิทยาจะมองว่า ฟรอยด์กำลังเอาโครงสร้างครอบครัวที่มีพ่อเป็นศูนย์กลางอำนาจมาทึกทักว่าเป็นความจริงสากล เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการจัดระเบียบสังคมแบบปิตาธิปไตย
2. ตัวตน คือ วาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น
ในมุมมองของฟรอยด์ จิตใจมนุษย์แบ่งเป็นฝั่งสัญชาตญาณดิบ (Id) ฝั่งศีลธรรม (Superego) และตัวตนที่ประนีประนอม (Ego) โครงสร้างเหล่านี้นักวงศาวิทยาวินิจฉัยว่าไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่มันคือเทคโนโลยีทางจิตที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในยุคโมเดิร์น เพื่อทำให้มนุษย์หันมาจับตาดู ควบคุม และพิพากษาตัวเอง การบอกว่าเรามี Superego คอยตรวจจับความผิดบาปในหัว ก็คือกลไกของรัฐหรืออำนาจที่เนียนเข้ามาสิงอยู่ในหัวของเรา เพื่อให้เรากลายเป็นพลเมืองที่เชื่องเชื่อ (Docile Bodies) โดยที่รัฐไม่ต้องใช้กำลังบังคับเลยด้วยซ้ำ
3. ห้องบำบัด คือ คุกรูปแบบใหม่
ตามมุมมองของฟรอยด์ การนอนบนโซฟาและพูดทุกอย่างที่คิด (Free Association) เพื่อให้จิตแพทย์ช่วยปลดปล่อยปมที่ถูกกดทับ นักวงศาวิทยาวินิจฉัยว่า นี่คือการลอกคราบของการสารภาพบาปในคริสตจักรยุคกลางชัดๆ! นักวงศาวิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายฟูโกต์ จะมองว่าห้องบำบัดของฟรอยด์ไม่ได้มีไว้เพื่อปลดปล่อย แต่เป็นพื้นที่แห่งอำนาจ/ความรู้ หรือคุกรูปแบบใหม่ (Confessional Space) ที่คนไข้ต้องยอมจำนนเปิดเผยความลับของตนเอง เพื่อให้นักจิตวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้มีอำนาจในการตีความและนิยามว่า อะไรคือปกติ หรือ อะไรคือวิปริต
4. ทฤษฎีเรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องการปลดปล่อย แต่คือการจัดหมวดหมู่เพื่อควบคุม
มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเพศ (Libido) และความผิดปกติทางจิตเกิดจากการเก็บกดเรื่องเพศ ตามมุมมองของฟรอยด์ แต่คำวินิจฉัยของนักวงศาวิทยาทั้งนีทเช่หรือฟูโกต์ต่างแย้งว่า การที่ฟรอยด์เอะอะก็โยงทุกอย่างเข้าเรื่องเพศ ไม่ใช่การปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากการเก็บกด แต่เป็นความหมกมุ่นของยุคสมัยที่ต้องการพูดถึงเรื่องเพศในเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientia Sexualis) เพื่อที่จะได้จัดระเบียบ รวบรวมสถิติ และควบคุมประชากรได้ง่ายขึ้น การนิยามว่าพฤติกรรมทางเพศแบบไหนโตตามวัย แบบไหนหยุดพัฒนา (Fixation) คือการสร้างเกณฑ์มาตรฐานเพื่อกีดกันคนที่ไม่เข้าพวกออกไป
นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะสรุปว่า ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบความลี้ลับของจิตใจมนุษย์ แต่เป็นสถาปนิกผู้สร้างคุกทางจิตวิทยาขึ้นมาเพื่อขังมนุษย์ในศตวรรษที่ 20 โดยทำให้มนุษย์เชื่อว่าคุกนั้นคือธรรมชาติของตนเอง
เก็บกด
เมื่อขยับมาโฟกัสที่คำว่า การเก็บกด (Repression หรือ Verdrängung ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งถือเป็นเสาหลักและกลไกสำคัญที่สุดในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ นั่นจะทำให้การปะทะกันระหว่างแนวคิดของฟรอยด์กับนักวงศาวิทยาสุดขั้วจะยิ่งทวีความเข้มข้นและเฉียบคมขึ้นไปอีก
หากนำแนวคิดวงศาวิทยา (Genealogy) มาชำแหละกลไกการเก็บกดของฟรอยด์ ภาพจะกลับหัวกลับหางทันที จากเดิมที่เรามองว่ามันคือ กลไกป้องกันตัวเองทางจิตวิทยา ก็จะกลายสภาพเป็นประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์ความรู้สึกผิด โดยแยกแยะการวิเคราะห์ออกมาได้ 3 มิติหลักๆ ดังนี้
การเก็บกด คือ การหันคมดาบเข้าหาตัวเองของผู้แพ้
ฟรีดริช นีทเช่ (ผู้ให้กำเนิดวิธีคิดแบบวงศาวิทยา) เคยวิเคราะห์รากเหง้าของศีลธรรมและความรู้สึกผิดไว้ลึกซึ้งมาก ซึ่งส่งอิทธิพลต่อฟรอยด์โดยตรง ฟรอยด์มองว่าการเก็บกดสัญชาตญาณดิบ (Id) โดยเฉพาะความก้าวร้าวและความต้องการทางเพศ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแลกกับการมีอารยธรรม ถ้าไม่เก็บกด มนุษย์จะฆ่าและแย่งชิงกันจนสังคมล่มสลาย
นักวงศาวิทยาสายสืบสาว Nietzschean จะมองย้อนกลับไปว่า การเก็บกดไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปกป้องอารยธรรม แต่เกิดจากกลไกทางประวัติศาสตร์ที่สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ไม่มีช่องทางให้ระบายออกภายนอก มนุษย์ยุคโบราณระบายความก้าวร้าวผ่านการต่อสู้ การล่า และการใช้กำลังอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อโครงสร้างสังคมและรัฐเริ่มเข้ามาตีกรอบ ห้ามไม่ให้คนทำตามใจชอบ พลังงานความก้าวร้าวเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันระเบิดย้อนกลับเข้าไปข้างใน (Inwardness)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ มนุษย์เริ่มทารุณกรรมตัวเองในระดับจิตใจ เกิดเป็นโครงสร้างที่ฟรอยด์เรียกว่า Superego นักวงศาวิทยาจะสรุปว่า การเก็บกดคือกระบวนการที่มนุษย์กลายเป็นสัตว์ที่เชื่องและป่วยไข้ด้วยโรคจิตสำนึกที่ผิดบาป (Bad Conscience)
วาทกรรมเรื่องการเก็บกด คือ กับดักให้เราพูดไม่หยุด
มิเชล ฟูโกต์ ได้อุทิศหนังสือเล่มสำคัญ คือ The History of Sexuality (Vol. 1) เพื่อรื้อถอนสิ่งที่เขาเรียกว่า สมมติฐานเรื่องการเก็บกด (The Repressive Hypothesis) ของฟรอยด์และนักคิดยุคโมเดิร์นโดยเฉพาะ
ฟรอยด์และสังคมทั่วไปมักเชื่อว่า ยุควิกตอเรียนเป็นยุคแห่งการเก็บกดเรื่องเพศอย่างรุนแรง ทุกคนต้องปิดบัง ซ่อนเร้น และฟรอยด์มาเพื่อทำหน้าที่ปลดปล่อยสิ่งที่ถูกเก็บกดนั้นผ่านการบำบัด ส่วนนักวงศาวิทยาสายโครงสร้างอำนาจ(Foucaultian) จะชี้ให้เห็นความย้อนแย้ง (Paradox) ว่า ถ้าหากสังคมยุคนั้นเก็บกดและห้ามพูดเรื่องเพศจริงๆ ทำไมในประวัติศาสตร์ช่วงศตวรรษที่ 18-19 กลับมีหนังสือ งานวิจัย กฎหมาย ตำราแพทย์ และทฤษฎีจิตวิทยา (รวมถึงของฟรอยด์เอง) ที่พูดถึงเรื่องเพศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์?
จึงมีคำวินิจฉัยของฟูโกต์ที่มองว่าการเก็บกดเป็นเพียงวาทกรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความลับ มีสิ่งต้องห้ามซ่อนอยู่ข้างใน และกระตุ้นให้เราต้อง "พูด พูด และพูด" เรื่องเพศออกมาผ่านการสารภาพบาป หรือการทำจิตวิเคราะห์ เพื่อให้อำนาจและผู้เชี่ยวชาญสามารถเข้ามาจัดระเบียบและควบคุมตัวตนของเราได้ง่ายขึ้น สรุปคือ ยิ่งเราเชื่อว่าเรามีสิ่งเก็บกด เรายิ่งตกเป็นทาสของกลไกที่สั่งให้เราเปิดเผยตัวเอง
สินค้าและผลผลิตทางประวัติศาสตร์
นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะปฏิเสธแนวคิดที่ว่า จิตใต้สำนึก (Unconscious) ที่บรรจุสิ่งเก็บกดไว้นั้น เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ยุคหิน พวกเขามองว่า จิตใต้สำนึกและการเก็บกด เป็นสิ่งเพิ่งสร้างของยุคทุนนิยมสมัยใหม่ มนุษย์ในสังคมอุตสาหกรรมจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นแรงงานที่ตรงต่อเวลา มีระเบียบวินัย และควบคุมอารมณ์ได้ดี สังคมจึงต้องสร้างกลไกการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ที่เข้มข้นมาก จนทำให้มนุษย์ต้องตัดสัญชาตญาณส่วนตัวทิ้งไป เพื่อให้อยู่รอดในระบบโรงงานและออฟฟิศได้
การเก็บกดจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างเด็กกับพ่อแม่ตามปมอีดิปัส แต่เป็นกระบวนการผลิตแรงงานที่เชื่องเชื่อให้แก่ระบบทุนนิยม โดยมีสถาบันครอบครัวเป็นโรงงานย่อยในการกดทับสัญชาตญาณนั้นลงไปตั้งแต่เด็ก
ดังนั้น หากฟรอยด์มองว่า การเก็บกดคือโรค และจิตวิเคราะห์คือยารักษา นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะมองกลับกันว่า จิตวิเคราะห์และคำว่าเก็บกดนั่นแหละคือตัวโรค ส่วนยารักษาคือการตระหนักรู้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกณฑ์สมมติที่ประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาหลอกเรา
วงศาวิทยาสุดขั้วกับภาวะเก็บกด
หากเราสวมแว่นตาของนักวงศาวิทยาสุดขั้ว (Radical Genealogist) อย่างเต็มตัว วิธีการมองและการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากภาวะเก็บกดจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที พวกเขาจะปฏิเสธวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ในสังคม เช่น การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา การเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพจิต หรือการรณรงค์ให้คนปลดปล่อยความรู้สึก เพราะพวกเขามองว่านั่นเป็นแค่การเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเข้ามาควบคุมมนุษย์ให้เนียนกว่าเดิม
ตรงกันข้ามกับวิธีการแก้ปัญหาสังคมของนักวงศาวิทยาสุดขั้ว ที่จะดุเดือดและท้าทายรากเหง้าของสังคม ผ่าน 4 แนวทางนี้
เปลี่ยนการบำบัดจิตใจเป็นรื้อถอนสถาบันควบคุม (Deinstitutionalization)
นักวงศาวิทยามองว่า อาการป่วยไข้ทางจิตและการเก็บกดไม่ได้เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติ หรือเกิดจากปมในอดีตส่วนตัว แต่เกิดจากสถาบันและโครงสร้างสังคมที่คอยตีกรอบและประทับตราว่า อะไรคือ ปกติ หรือไม่ปกติ แนวทางการแก้ปัญหาของพวกเขา แทนที่จะส่งคนไปบำบัดในโรงพยาบาลหรือห้องปิด นักวงศาวิทยาสุดขั้วจะมุ่งรื้อถอนและตั้งคำถามกับสถาบันหลักของสังคม เช่น ระบบโรงเรียนที่เน้นวินัยแบบทหาร โครงสร้างออฟฟิศที่มองมนุษย์เป็นเครื่องจักรผลิตผลกำไร หรือแม้กระทั่งสถาบันครอบครัวแบบนิวเคลียร์ (Nuclear Family) ที่ทำหน้าที่บังคับให้เด็กต้องเดินตามรอยพิมพ์เขียวของสังคม พวกเขาจะสร้างพื้นที่ทางเลือกที่ลดทอนอำนาจของสถาบันเหล่านี้ เพื่อให้มนุษย์ไม่ต้องถูกกดดันให้เข้ากรอบตั้งแต่แรก
ทำลายเกณฑ์มาตรฐานที่คอยพิพากษามนุษย์ (Dethroning the Norm)
ความทุกข์ส่วนใหญ่ของการเก็บกด มาจากการที่มนุษย์พยายามฝืนตัวเอง เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่สังคมบอกว่าดี เช่น ต้องประสบความสำเร็จตอนอายุเท่านี้ ต้องมีพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ หรือต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ตลอดเวลา นักวงศาวิทยาจะแก้ด้วยการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของมาตรฐาน โดยชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์ที่บอกว่าแบบนั้น คือ คนสุขภาพจิตดี หรือแบบนี้คือ คนปกติ มันถูกสร้างขึ้นมาในประวัติศาสตร์ตอนไหนและเพื่อรับใช้อำนาจของใคร เมื่อสังคมเลิกเชื่อในมาตรฐานสากลที่แข็งทื่อ แรงกดดันที่ทำให้เกิดการเก็บกดก็จะพังทลายลง เปิดทางให้มนุษย์ยอมรับความหลากหลาย และความแปรปรวนในตัวเองได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดบาป
เปลี่ยนสารภาพเป็นสร้างสรรค์ศิลปะและวิถีชีวิตใหม่
ในขณะที่สังคมปัจจุบันแก้ปัญหาการเก็บกดด้วยการบอกว่ามีอะไรระบายออกมา ซึ่งฟูโกต์มองว่าเป็นกับดักของการสารภาพบาปเพื่อให้อำนาจเข้ามาตรวจสอบ แต่นักวงศาวิทยาจะชวนให้ระบายพลังงานเหล่านั้นออกไปในทิศทางอื่น พวกเขาจะสนับสนุนสิ่งที่นีทเช่เรียกว่า การแปรเปลี่ยนสัญชาตญาณขั้นสูง (Sublimation) หรือการนำพลังงานดิบ พลังงานความก้าวร้าว และความต้องการที่ถูกกดทับ เปลี่ยนให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ เช่น ศิลปะ วรรณกรรม การเต้นรำ หรือการทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ (Aesthetics of Existence) ที่ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรมเดิม แทนที่จะมานั่งวิเคราะห์ว่าเราป่วยเป็นอะไร ก็เปลี่ยนไปโฟกัสว่าเราจะสร้างสรรค์ตัวตนแบบไหนขึ้นมาใหม่แทน
ปลุกเร้าให้เกิดการต่อต้านในระดับจุลภาค (Micro-Resistance)
นักวงศาวิทยาสุดขั้วไม่เชื่อในการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลแล้วทุกอย่างจะจบ เพราะอารมณ์ของการควบคุมและการเก็บกดมันแฝงอยู่ในทุกความสัมพันธ์ (Micro-politics) แม้แต่ในภาษาที่เราใช้ หรือวิธีที่เรามองตัวเอง การแก้ปัญหาสังคมจึงเกิดขึ้นผ่านการต่อต้านเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การปฏิเสธที่จะนิยามตัวเองด้วยโรคทางจิตเวช เช่น ไม่ยอมรับตราประทับว่าฉันคือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ให้บอกว่าฉันกำลังตอบสนองต่อสังคมที่บ้าคลั่งนี้ต่างหาก การใช้ภาษาที่แปลกแยกออกไปเพื่อไม่ให้อำนาจของวาทกรรมหลักมาครอบงำ หรือการรวมกลุ่มกันในระดับรากหญ้าเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ปลอดจากการจับจ้องและพิพากษาของรัฐและทุนนิยม
โดยเชื่อว่า หากสังคมดำเนินไปตามแนวคิดนี้ สังคมจะไม่ใช่ที่ที่ทุกคนได้รับการบำบัดจนมีความสุขเยียวยาจิตใจได้ แต่จะเป็นสังคมที่ไร้ระเบียบอันดีงาม (Creative Chaos) ที่มนุษย์เลิกกลัวความบ้าคลั่ง เลิกกลัวความผิดแปลกของตัวเอง และกล้าที่จะปลดปล่อยศักยภาพและสัญชาตญาณออกมาในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ชีวิตตนเอง
Spatiality ของวงศาวิทยาสุดขั้ว
อันที่จริงแล้ว ทั้งมิเชล ฟูโกต์ และนักคิดสายวงศาวิทยายุคหลัง ต่างมองว่าอำนาจไม่ได้ทำงานผ่านกาลเวลาหรือประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่มันทำงานผ่านการจัดระเบียบพื้นที่อย่างแนบเนียนที่สุด ดังนั้น เมื่อเรานำวิธีแก้ปัญหาแบบวงศาวิทยาสุดขั้ว ที่มุ่งรื้อถอนสถาบันควบคุมและทำลายเกณฑ์มาตรฐาน มาวิเคราะห์ผ่านเลนส์ Spatiality เราจะเห็นบทบาทของพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก คือ ในฐานะตัวป้อน ผลลัพธ์ และผลกระทบ ดังนี้
พื้นที่ที่เป็นเงื่อนไขและเครื่องมือ
หากจะแก้ปัญหาภาวะเก็บกดด้วยวิธีวงศาวิทยา เราไม่สามารถทำแค่ในระดับความคิดได้ แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนกายภาพของพื้นที่ที่รายล้อมมนุษย์ เพราะพื้นที่เดิมคือตัวการที่สร้างภาวะเก็บกด ซึ่งการรื้อถอนสถาบันผ่านสถาปัตยกรรม (Spatial Deconstruction) มีตัวป้อนสำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่มีลักษณะของการสอดส่องและจัดระเบียบ (สเปซแบบเรือนจำ Panopticon ของฟูโกต์ ที่คุมให้คนเชื่อง) เช่น การทลายห้องสี่เหลี่ยมบล็อกๆ ในออฟฟิศ การรื้อกำแพงโรงเรียน หรือการเปลี่ยนโครงสร้างโรงพยาบาลจิตเวชให้กลายเป็นพื้นที่เปิด
ฟูโกต์เคยพูดถึงแนวคิดในการสร้างพื้นที่อื่น (Heterotopia) หรือพื้นที่ที่ดำรงอยู่จริงในสังคม แต่มีกฎเกณฑ์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เช่น สวนสาธารณะแนวทดลอง ชุมชนวัฒนธรรมย่อย หรือเทศกาลศิลปะชั่วคราว พื้นที่เหล่านี้จะถูกใช้เป็นห้องทดลองทางสังคม เพื่อให้มนุษย์ได้เข้ามาถอดหน้ากากที่ถูกสังคมกดทับไว้ และทดลองเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องกลัวสายตาพิพากษา
รูปแบบพื้นที่ใหม่ที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหา
เมื่อวิธีคิดแบบวงศาวิทยาสุดขั้วทำงานสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาในเชิงภูมิทัศน์ และโครงสร้างเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เกิดเป็นพื้นที่เมืองที่ไร้ระเบียบแบบสร้างสรรค์ (Fluid and Porous Spaces) เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ เมืองจะลดความเป็นทางการ (Informalization) พื้นที่ที่เคยถูกแบ่งโซนนิ่งอย่างตายตัวเพื่อรับใช้ทุนนิยม เช่น โซนโรงงาน โซนที่อยู่อาศัย โซนพาณิชย์ จะพังทลายลง เมืองจะมีลักษณะลื่นไหล มีพื้นที่ว่าง (Loose Spaces) ที่ไม่ได้ถูกกำหนดนิยามล่วงหน้าเพิ่มขึ้นมากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้
การเกิดขึ้นของภูมิศาสตร์แห่งความหลากหลาย (Geographies of Difference) ในรูปแบบที่โครงสร้างพื้นฐานทางพื้นที่จะไม่ถูกออกแบบมาเพื่อคนปกติมาตรฐานอีกต่อไป แต่สเปซจะรองรับสภาวะจิตใจและกายภาพที่หลากหลาย จะมีพื้นที่รองรับความต้องการที่แปลกแยก (Eccentric Spaces) พื้นที่ระบายพลังงานดิบทางศิลปะ หรือพื้นที่สำหรับการอยู่กับตัวเองโดยปราศจากการรบกวนจากกลไกของรัฐและทุน
ผลกระทบสะท้อนกลับต่อความสัมพันธ์เชิงพื้นที่
ผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาแบบนี้ จะส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ อำนาจ และพื้นที่ในระดับลึก ทั้งนี้ ภาวะล่มสลายของการสอดส่องทางพื้นที่ (Collapse of Spatial Surveillance) จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เลิกเก็บกดและเลิกยอมรับเกณฑ์มาตรฐาน ผลกระทบคือกลไกการควบคุมพื้นที่แบบเดิมจะไร้ผล ระบบกล้องวงจรปิด หรือการออกแบบเมืองเพื่อการจัดระเบียบฝูงชนจะถูกต่อต้าน มนุษย์จะทวงคืนสิทธิในเมือง (Right to the City) และสิทธิในการใช้วิถีชีวิตตามความต้องการของตนเอง
การปลดปล่อยภาวะเก็บกดแบบสุดขั้วอาจส่งแรงกระทบให้เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวที่เคยใช้ซ่อนสิ่งเก็บกดกับพื้นที่สาธารณะ จะเลือนหายไป พฤติกรรมที่เคยถูกมองว่าต้องทำในที่ลับ เพราะสังคมบอกว่าไม่ปกติ อาจทะลักออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ เกิดเป็นข้อขัดแย้งเชิงพื้นที่รูปแบบใหม่ระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการเสรีภาพในการแสดงออกขั้นสุด กับกลุ่มคนที่ยังโหยหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในเชิงสเปซ
วิธีแก้ปัญหาแบบวงศาวิทยาสุดขั้ว มองว่าพื้นที่ไม่ใช่แค่เวทีที่มนุษย์ไปยืนอยู่ แต่พื้นที่คือกลไกที่หล่อหลอมและกดทับจิตใจมนุษย์ ดังนั้น การแก้ปัญหาภาวะเก็บกดที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเดินเข้าห้องบำบัดเพื่อเปลี่ยนความคิดข้างในหัว แต่คือการเดินออกไปปฏิวัติภูมิศาสตร์รอบตัวเพื่อไม่ให้พื้นที่เหล่านั้นกลับมาทำหน้าที่เป็นคุกขังจิตวิญญาณของเราได้อีกต่อไป
พื้นที่ที่ไม่ถูกกดทับ
ความเป็นจริงที่เป็นปมแหลมคมและท้าทายที่สุด คือ ความยุ่งยากของนักบริหารจัดการพื้นที่ ที่ต้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ โดยต้องยอมรับว่าความระเบียบเรียบร้อย (Order/Normal) ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สังคมดำเนินไปได้ และการมีพื้นที่ปลดปล่อย (Emancipatory Space) ก็เป็นสิทธิที่คนถูกกดทับควรได้รับ โจทย์นี้จะกลายเป็นปัญหาระดับมหากาพย์ของนักผังเมือง นักปกครอง หรือผู้บริหารพื้นที่ทันที เพราะหากเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สังคมจะเกิดภาวะขัดแย้งเชิงพื้นที่ (Spatial Conflict) ทันที
จึงมีความพยายามที่จะออกแบบกลไกเพื่อบริหารจัดการความยุ่งยากนี้ โดยไม่ให้ฝั่งคนปกติรู้สึกว่ารัฐเอาใจแต่คนที่ประกาศตัวว่าถูกกดทับ ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ
แยกส่วนตามกาลเวลา
เมื่อไม่สามารถแยกคนสองกลุ่มออกจากกันในเชิงกายภาพได้อย่างเด็ดขาด นักบริหารจัดการจะใช้มิติของเวลา (Temporal Zoning) เข้ามาช่วยแบ่งสเปซ เพื่อให้พื้นที่เดียวกันตอบสนองทั้งความระเบียบและความเป็นอิสระ โดยมีหลักการอยู่ว่า พื้นที่สาธารณะผืนเดียวกันจะเปลี่ยนฟังก์ชันและกฎเกณฑ์ไปตามช่วงเวลา ในเวลากลางวัน พื้นที่ดำเนินไปด้วยความระเบียบเรียบร้อย (Normal Order) เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตปกติของคนส่วนใหญ่ แต่ในเวลากลางคืนหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ พื้นที่เดิมจะถูกเปลี่ยนผ่าน (Transform) ให้กลายเป็นพื้นที่ทางเลือก ที่ยืดหยุ่นต่อกฎเกณฑ์และการแสดงออกทางอัตลักษณ์
วิธีนี้ช่วยลดความรู้สึกของคนกลุ่มปกติว่าถูกเบียดเบียน เพราะพวกเขายังคงเข้าถึงพื้นที่ในฟังก์ชันที่ต้องการได้ตามเวลาปกติ ขณะที่กลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่ปลดปล่อยก็มีหมุดหมายทางเวลาที่ชัดเจนในการแสดงออก
สร้างพื้นที่กันชนและการต่อรอง
ในทางผังเมือง การจัดวางพื้นที่สำหรับกลุ่มวัฒนธรรมย่อยหรือกลุ่มที่ต้องการปลดปล่อยจากการเก็บกด มักไม่ถูกยัดเยียดไว้ใจกลางเมือง ซึ่งจะทำให้ต้องปะทะกับคนกลุ่มใหญ่โดยตรง แต่ก็จะไม่ถูกขับไล่ไปอยู่ชายขอบจนมองไม่เห็น ซึ่งนั่นเท่ากับว่ายังเป็นการกดทับซ้ำ
นักบริหารจัดการจะเลือกใช้พื้นที่เปลี่ยนผ่าน (Liminal Space) เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วนที่ถูกปรับปรุง ย่านคลังสินค้าเก่าที่หมดฟังก์ชันทางเศรษฐกิจ หรือพื้นที่รอยต่อระหว่างย่านธุรกิจกับย่านที่อยู่อาศัย มาพัฒนาเป็นพื้นที่ทางเลือก
พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะกึ่งถาวรกึ่งชั่วคราว การขยับเอากิจกรรมที่อาจดูแปลกแยกในสายตาของคนทั่วไปมาไว้ในจุดที่มีระยะห่างที่เหมาะสม จะช่วยลดแรงปะทะทางสายตา (Visual Friction) คนปกติที่ไม่อยากข้องเกี่ยวสามารถเลือกที่จะไม่ข้ามผ่านเข้าไปได้ โดยไม่รู้สึกว่าสูญเสียพื้นที่หลักของตนเองไป
เปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้แจกจ่ายสเปซ เป็นผู้คุ้มครองกติกาการอยู่ร่วมกัน
ความรู้สึกว่ารัฐเอาใจคนเฉพาะกลุ่ม มักเกิดจากการที่รัฐลงไปชี้นำหรือจัดพื้นที่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ (Top-down allotment) ซึ่งมักนำไปสู่ความขัดแย้ง นักบริหารจัดการที่ฉลาดจะไม่สร้างพื้นที่ขึ้นมาเพื่อบอกว่า นี่คือพื้นที่ของคนถูกกดทับ แต่จะใช้วิธีผ่อนปรนกฎระเบียบแบบมีเงื่อนไขในพื้นที่สาธารณะทั่วไป (Negotiated Commons) โดยเปิดให้ชุมชนหรือกลุ่มคนต่างๆ เข้ามาลงทะเบียนขอใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมตามความหลากหลายของตนเอง ภายใต้กติกากลางที่ทุกคนยอมรับได้ เช่น การควบคุมระดับเสียงหลังเวลาที่กำหนด หรือการรักษาความสะอาดร่วมกัน
กระบวนการนี้ทำให้คนกลุ่มปกติเห็นว่า กลุ่มที่เข้ามาใช้พื้นที่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาและมีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน ไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น เพียงแต่ได้รับสิทธิในการแสดงออกในพื้นที่ที่รัฐจัดระเบียบให้รับฟังกันและกัน
สุดท้ายแล้ว ความยุ่งยากที่คุณเห็นนั้นเป็นเรื่องจริงที่สุดครับ เพราะในโลกีย์วิสัย นักบริหารจัดการพื้นที่ไม่ได้มีหน้าที่ทำตามอุดมคติของฟรอยด์หรือวงศาวิทยาสุดขั้ว แต่มีหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเชิงพื้นที่ (Spatial Mediator)
หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่การทำลายระบบระเบียบเพื่อปลดปล่อยทุกคน และไม่ใช่การตีกรอบทุกคนจนอึดอัด แต่คือการบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลอันตึงเครียด (Tense Equilibrium) คือ ทำให้เมืองมีระเบียบพอที่คนปกติจะใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีความยืดหยุ่นพอที่จะไม่กลายเป็นคุกคอนกรีตที่บดขยี้สภาวะจิตใจของคนที่แตกต่าง
Temporal Zoning
ในมิติของการบริหารจัดการพื้นที่ (Spatial Management) เวลา คือ ทรัพยากรที่ยืดหยุ่นกว่ากายภาพเสมอ การทุบตึก สร้างกำแพง หรือแบ่งเขตแดน (Spatial Zoning) มักจะสร้างความขัดแย้งที่ถาวรและเจ็บปวด เพราะมันเป็นการประกาศว่านี่พื้นที่ของฉัน ไม่ใช่ของเธอ แต่การแบ่งด้วยเวลา (Temporal Zoning) คือ การแชร์สเปซร่วมกัน แค่สลับคิวกันใช้เท่านั้น
หากเราสวมหมวกเป็นนักบริหารจัดการพื้นที่ที่เลือกใช้แนวทาง Temporal Zoning เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เกิดความประนีประนอมในโลกจริง เราจะเห็นภาพการทำงานและคุณค่าของมันใน 3 มิติหลัก คือ
ลดความยุ่งยากและแรงต้านจากคนปกติ
สาเหตุที่คุณมองเห็นว่าความยุ่งยากจะเกิดขึ้นหากรัฐไปเอาใจคนที่ประกาศตัวว่าถูกกดทับ ก็เพราะคนปกติจะเกิดความรู้สึกสูญเสีย (Loss of Space) แต่ Temporal Zoning ปิดจุดบกพร่องนี้ได้ดีมาก เพราะคนปกติไม่ได้สูญเสียสวนสาธารณะ ถนน หรือจัตุรัสเมืองไป พวกเขายังคงใช้งานมันได้ตามฟังก์ชันเดิมในชีวิตประจำวัน เช่น เดินทาง ออกกำลังกาย พักผ่อน
สำหรับผลลัพธ์เชิงจิตวิทยา แรงต้านจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะกลุ่มคนปกติจะไม่รู้สึกว่ารัฐแย่งพื้นที่ของตนเองไปประเคนให้กลุ่มอื่นอย่างถาวร แต่เป็นการแบ่งปันในช่วงเวลาที่พวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องใช้งานหลักแล้ว เช่น ช่วงค่ำ หรือวันหยุดพิเศษ
มันคือพื้นที่ Carnivalesque ที่ปลอดภัยสำหรับคนที่ถูกกดทับ
สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้ความเก็บกดจากกรอบมาตรฐานของสังคมมาตลอด 24 ชั่วโมง การมี Temporal Zoning ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกจำกัด แต่กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นอิสระมากกว่า ซึ่งในทางสังคมวิทยา มีแนวคิดเรื่อง Carnivalesque (สภาวะแบบงานคาร์นิวาล) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาพิเศษชั่วคราวที่สังคมอนุญาตให้คนเปลี่ยนอัตลักษณ์ ล้อเลียนอำนาจ และทำลายกฎเกณฑ์ปกติได้
การรู้ว่าเมื่อถึงเวลานี้ พื้นที่นี้จะปลอดภัยจากการจับจ้อง พิพากษา หรือการตีตราจากสังคมปกติ จะช่วยให้ผู้ที่เผชิญภาวะเก็บกดสามารถระบายพลังงานดิบ พลังงานสร้างสรรค์ หรือตัวตนที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องระแวงสายตาของคนกลุ่มอื่น
ความท้าทายในทางปฏิบัติ
แม้ Temporal Zoning จะเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด แต่สำหรับนักบริหารจัดการพื้นที่ มันก็ยังมีความยุ่งยากในการสลับโหมด (Mode Transition) ที่ต้องบริหารให้ดูการบริหารการเปลี่ยนผ่าน (Transition Management) จะนำความยุ่งยากจะย้ายจากเรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ มาเป็นเรื่องการจัดการหน้างาน เช่น รัฐจะทำอย่างไรให้พื้นที่เปลี่ยนผ่านจากโหมดเป็นระเบียบเรียบร้อย ไปสู่โหมดปลดปล่อย ได้อย่างราบรื่น? และที่สำคัญคือ กระบวนการล้างพื้นที่ (Resetting the Space) เพื่อให้กลับมาอยู่ในโหมดระเบียบปกติในเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างทันท่วงที โดยไม่ทิ้งร่องรอยที่จะทำให้คนกลุ่มปกติมาตำหนิได้ในภายหลัง
การเลือก Temporal Zoning คือ การยอมรับว่า เราไม่จำเป็นต้องสร้างโลกอุดมคติที่ทุกคนเข้าใจกัน 100% แต่เราสามารถสร้างพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เดินชนกัน
หลักการ Fluid & Porous Spaces ที่มีลักษณะเป็น Loose Spaces และ Eccentric Spaces รองรับความต้องการที่แปลกแยก พื้นที่ระบายพลังงานดิบทางศิลปะ หรือพื้นที่สำหรับการอยู่กับตัวเองโดยปราศจากการรบกวนจากกลไกของรัฐและทุน แบบนี้น่าสนใจ เพียงแต่ดูเป็นอุดมคติไปหน่อย หากจะให้ยึดเป็นสรณะจะเอา Productivity รองรับ Real Economy ได้อย่างไร
เป็นจุดตัดสำคัญที่สุดระหว่างทฤษฎีวิพากษ์ถอนรากถอนโคน (Radical Critical Theory) กับความจริงทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Realism) ถ้าหากปล่อยให้พื้นที่ลื่นไหล ไร้นิยาม และตัดขาดจากรัฐ/ทุนโดยสิ้นเชิง (Autonomous Zones) ตัวเมืองจะสูญเสียระบบไหลเวียนโลหิตที่เรียกว่า Real Economy ที่เป็นเศรษฐกิจจริงที่จับต้องได้และมีผลผลิต ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตคนในเมือง ท้ายที่สุดพื้นที่เหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงดินแดนในอุดมคติที่ล่มสลาย เพราะไม่มีฐานรากทางเศรษฐกิจมารองรับ
แต่หากเราต้องการยึดหลักการ Fluid, Porous, Loose, และ Eccentric Spaces เป็นสาระสำคัญในการออกแบบเมืองจริงๆ โดยไม่ทิ้ง Productivity ต้องไม่มองว่าสองสิ่งนี้เป็นศัตรูกัน แต่ต้องเปลี่ยนความแปลกแยกและพลังงานดิบให้กลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านกลไกเชิงโครงสร้าง 3 รูปแบบ คือ
เปลี่ยนพลังงานดิบเป็นนวัตกรรมต้นน้ำ
ในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม (Knowledge & Creative Economy) สิ่งที่ทุนและรัฐกลัวที่สุด คือ ภาวะทางตันของความคิด (Creative Stagnation) ซึ่งมักเกิดในพื้นที่ออฟฟิศที่เป็นระเบียบเกินไป ความคิดสร้างสรรค์ระดับเปลี่ยนโลกมักเกิดในพื้นที่ที่ไร้ระเบียบ (Loose Spaces)
เป็นกลไกเชิงพื้นที่ที่รัฐและทุนสามารถเข้ามาอุดหนุนแบบไม่แทรกแซง (Arm’s-length Funding) โดยมองว่าพื้นที่ Eccentric Spaces คือ ห้องแล็บทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ปล่อยของที่ยอมให้เกิดความล้มเหลว ความแปลกแยก และการทดลองที่ไม่มีกรอบ ดำเนินการสร้าง Productivity โดยส่งเสริมให้พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นตัวกำเนิดไอเดียดิบ (Raw Ideas) เมื่อไอเดียหรือนวัตกรรมเหล่านั้นเริ่มตกผลึก มันจะถูกขยับขยาย (Scale up) ออกไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจจริงรอบนอกเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ ทุนได้นวัตกรรมใหม่ คนทำงานศิลปะ/นวัตกรรมได้ระบายพลังงานดิบและได้รายได้กลับมาหล่อเลี้ยงสเปซ
ทฤษฎีความพรุนทางเศรษฐกิจ
ความพรุน (Porous) ไม่ได้หมายถึงการยอมให้คนทำอะไรก็ได้ตามใจชอบเท่านั้น แต่ในเชิงเศรษฐกิจ มันหมายถึง การไหลเวียนระหว่างเศรษฐกิจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ (Economic Porosity & Spillover Effect) ด้วยการออกแบบให้พื้นที่ลื่นไหลเหล่านี้มีลักษณะเป็นข้อต่อที่เชื่อมอยู่กับย่านเศรษฐกิจหลัก ไม่ใช่เกาะร้างที่แยกตัวโดดเดี่ยว ตัวอย่างเช่น ย่านศิลปะใต้ดินที่ตั้งอยู่ติดกับย่านการค้าหลัก
สร้าง Productivity ให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis) กลุ่มคนในพื้นที่อิสระผลิตงานศิลปะ งานออกแบบ ดนตรี หรือแนวคิดทางเลือก ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสินค้าที่มีมูลค่าสูง ในปัจจุบัน เมืองสามารถเก็บเกี่ยว Productivity จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทางเลือก (Alternative Tourism) หรือการขายทรัพย์สินทางปัญญา ขณะเดียวกัน ทุนในย่านหลักก็ทำหน้าที่เป็นตลาดรองรับและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สเปซนั้นไม่มี
สร้างระบบสัมปทานพื้นที่ว่างชั่วคราว
ถ้าจะเอา Productivity รองรับ Real Economy เราต้องแก้โจทย์เรื่องต้นทุนค่าเสียโอกาสของที่ดิน (Opportunity Cost of Land) รัฐและทุนจะไม่ยอมปล่อยให้ที่ดินมูลค่าสูงใจกลางเมืองกลายเป็น Loose Space เฉยๆ โดยไม่มีผลตอบแทน เป็นการสร้างระบบสัมปทานพื้นที่ว่างชั่วคราว (Adaptive Reuse & Temporary Urbanism) โดยใช้โมเดลพื้นที่รอการพัฒนา (Stalled/Underutilized Spaces) เช่น ที่ดินรถไฟ คลังสินค้าเก่า หรือพื้นที่เอกชนที่ยังไม่เริ่มโครงการ นำมาทำข้อตกลงปล่อยเช่าระยะสั้นในราคาต่ำหรือฟรี เพื่อให้เกิด Fluid & Loose Spaces ชั่วคราว
ด้วยโมเดลนี้ Productivity จะถูกสร้างขึ้นมา กล่าวคือ แทนที่ที่ดินจะถูกปล่อยทิ้งร้างให้เมืองเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นการลด Productivity ของเมืองในภาพรวม การเปิดให้เกิดพื้นที่กิจกรรม ศิลปะ หรือพื้นที่อยู่กับตัวเองชั่วคราว จะช่วยสร้างมูลค่าทางอ้อม (Place-making) ทำให้ย่านรอบข้างคึกคักขึ้น มูลค่าอสังหาริมทรัพย์โดยรวมสูงขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่ทุนพร้อมจะพัฒนาเศรษฐกิจจริงในพื้นที่นั้น สเปซลื่นไหลนี้ก็ขยับย้ายไปสู่พื้นที่ร้างจุดถัดไป เกิดเป็นวัฏจักรที่เมืองได้ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพื้นที่ปลดปล่อยทางจิตใจไปพร้อมกัน
“ต้องไม่มองว่าสองสิ่งนี้เป็นศัตรูกัน” ซึ่งก็ยังเป็นอุดมคติอยู่อีก เพราะต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู ฝ่ายหนึ่งก็พร่ำอยู่ตลอดว่าตัวเองถูกกดทับ อีกฝ่ายก็ห่วงระบบเดิมที่ต่อ productivity หากเราคิดแบบอยู่ตรงกลางก็พอได้อยู่ แต่คนเรามันไม่อยู่ตรงกลางซ่ะทีเดียวหรอก
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงของสังคม มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความเชื่อ และผลประโยชน์ คนเราไม่ได้อยู่ตรงกลาง และต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ประนีประนอมไม่ได้ ฝั่งวงศาวิทยาสุดขั้วที่รู้สึกว่าถูกกดทับ จะมองว่าทุนและรัฐคือปีศาจที่คอยจ้องจะกลืนกินและหลอกใช้พวกเขา การที่ทุนจะเข้ามาอุดหนุนหรือเอาศิลปะของพวกเขาไปสร้าง Productivity จะถูกตีความทันทีว่าเป็นการชุบเปิปหรือขูดรีดทางวัฒนธรรม (Co-optation / Capitalist Recuperation) เพื่อเอาไปทำกำไร พวกเขาจึงเลือกที่จะตั้งป้อมปฏิเสธและกรีดร้องว่าถูกกดทับต่อไปเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของอุดมการณ์
ฝั่งรัฐและทุนที่คุมระบบก็จะมองคนกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกรกโลก ไร้ระเบียบ ไม่สร้างมูลค่า และเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงดูคนส่วนใหญ่ในเมือง พวกเขาจึงมักเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้กฎหมาย กวาดล้าง หรือตีกรอบให้สยบยอม
เมื่อมนุษย์สองฝั่งเลือกที่จะไม่ยอมอยู่ตรงกลางและกอดอุดมการณ์ของตัวเองไว้แน่น ความยุ่งยากของการบริหารจัดการพื้นที่ในโลกจริงจึงไม่ใช่การหาจุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ การบริหารจัดการสงครามตัวแทนเชิงพื้นที่(Spatial Proxy War)
ถ้าเรายอมรับความจริงข้อนี้ว่า คนเราไม่อยู่ตรงกลางแน่ๆ นักบริหารจัดการพื้นที่ที่เข้าใจโลก จะเลิกทำตัวเป็นนักประนีประนอมผู้อ่อนโยน แต่จะเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่าการทูตเชิงพื้นที่ (Spatial Diplomacy) ซึ่งไม่ได้ขยับให้คนย้ายมาอยู่ตรงกลาง แต่ใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้แทน
ล่อซื้อด้วยความอยู่รอด
นักบริหารจัดการรู้ดีว่าอุดมการณ์กินไม่ได้ แม้คนถูกกดทับจะเกลียดทุนแค่ไหน แต่พวกเขาก็ต้องการพื้นที่ ข้าวสาร และทุนรอนในการดำรงชีวิต ในขณะเดียวกัน ทุนก็ต้องการพื้นที่ใหม่ๆ ในการขยายตัว
กลยุทธ์ล่อซื้อเพื่อความอยู่รอด (Material Pragmatism) รัฐจะทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางที่เข้าไปเจรจาแยกกัน โดยไม่จับสองฝ่ายมานั่งเผชิญหน้ากัน เพราะพวกเขาจะทะเลาะกันทันที รัฐจะไปบอกฝ่ายทุนว่าจ่ายเงินมาเดี๋ยวจัดการพื้นที่ให้ และไปบอกกลุ่มคนทำงานทางเลือกว่า มีพื้นที่ฟรีและเงินทุนให้ทำงาน โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด คือ ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างเกลียดกันต่อไป แต่ระบบมันเดินหน้าได้เพราะผลประโยชน์ลงตัว
สร้างพื้นที่ไม่ต้องสบตา
ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า Agonism ของ Chantal Mouffe ซึ่งบอกว่า เราไม่ต้องเปลี่ยนศัตรูที่ต้องทำลายกัน ให้กลายเป็นเพื่อนรัก แต่เปลี่ยนให้เป็นคู่แข่งที่เคารพกติกากลาง (Adversaries) เป็นกลยุทธ์เชิงพื้นที่ที่ไม่ต้องพยายามสร้างพื้นที่สาธารณะที่จับคนสองกลุ่มนี้มารวมกันเพื่อทำความเข้าใจกัน เพราะนั่นคือชนวนระเบิด แต่ให้สร้างระบบผังเมืองที่ต่างคนต่างมีสเปซของตัวเองอย่างชัดเจน มีอาณาเขตที่รู้กันโดยนัย เป็นการอยู่ร่วมกันแบบ ต่างคนต่างอยู่แต่ไม่ก้าวล่วงกัน (Peaceful Co-existence)
ยอมรับว่าเมืองต้องมีบาดแผลและความตึงเครียด
เมืองที่สงบราบเรียบ ไม่มีกลุ่มคนประท้วง ไม่มีกลุ่มคนแปลกแยก คือ เมืองที่ตายแล้วในเชิงความคิดสร้างสรรค์ ส่วนเมืองที่มีแต่ความโกลาหลก็อยู่ไม่ได้เพราะยากจน นักบริหารจัดการพื้นที่ยุคใหม่ต้องเปลี่ยน Mindset จากการพยายามเคลียร์ปัญหาให้จบ เป็นการเลี้ยงไข้ความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ยอมให้มีความตึงเครียด มีการด่าทอ มีการพ่นกราฟฟิตี้ประท้วงทุน มีการปะทะกันทางวาทกรรมในพื้นที่เมืองบ้าง เพราะนั่นคือสัญญาณว่าเมืองยังมีชีวิต และพลังงานความขัดแย้งนั่นแหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เมืองขยับขยายไปข้างหน้า
สุดท้ายแล้ว บทสรุปที่จริงแท้ที่สุดก็คือสิ่งที่กล่าว คือ คนเรามันไม่อยู่ตรงกลางซะทีเดียวหรอก คนกลุ่มหนึ่งจะพร่ำบ่นว่าถูกกดทับไปตลอดชีวิต เพราะนั่นคืออัตลักษณ์และคุณค่าของพวกเขา ส่วนอีกกลุ่มก็จะบ้าคลั่ง Productivity ไปตลอดชีวิตเพราะมันคือความมั่นคง การบริหารพื้นที่ในโลกจริงจึงไม่ใช่เรื่องของการจัดฉากให้ทุกคนมาร้องเพลงสามัคคีชุมนุม แต่เป็นเรื่องของศิลปะในการจัดวางคนใจแคบสองกลุ่ม ให้อยู่ในเมืองเดียวกันได้โดยไม่ฆ่ากันตายไปซะก่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น