รวยเท่านั้นจึงจะได้แชมป์โลก
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
บทความเรื่อง How to win the World Cup ของ Sandra Navarro เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ในนิตยสาร The Economist ฉบับเดือนมิถุนายน 2026 นี้เอง โดยรอบนี้ทางกองบรรณาธิการเขาทำการสร้างแบบจำลองทางสถิติ (Statistical Model) เพื่อหาสูตรสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ว่าปัจจัยตัวไหนที่มีอิทธิพลมากที่สุด
ตัวบทความจงใจเล่นกับสถิติทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ โดยตั้งคำถามว่า นับตั้งแต่ปี 1930 มีกว่า 80 ประเทศที่เคยเข้าร่วมฟุตบอลโลก แต่ทำไมมีแค่ 8 ประเทศเท่านั้นที่เคยได้ชูถ้วยแชมป์? และนี่คือข้อสรุปและสาระสำคัญที่ The Economist วิเคราะห์ไว้
1. ความรวยช่วยได้จริง (Being rich helps)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ความมั่งคั่งของประเทศ (GDP per capita) มีผลโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของฟุตบอล ประเทศที่ร่ำรวยมีเงินทุนมหาศาลในการสร้างอคาเดมี่เยาวชน วิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกที่ทันสมัย และการจ้างโค้ชระดับโลก อีกทั้งเด็กๆ ในประเทศร่ำรวยมีโอกาสเข้าถึงสนามฟุตบอล อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และโภชนาการที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย
อย่างไรก็ตาม ความรวยอย่างเดียวไม่พอที่จะรับประกันความสำเร็จ เช่น สหรัฐฯ หรือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ร่ำรวย ก็ยังไม่เคยไปถึงแชมป์โลก
2. แต่การเปิดรับผู้อพยพ คือ ไม้ตายสำคัญที่สุด (Being open to immigration works best of all)
ไฮไลต์ของบทความนี้ชี้ไปที่ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และการย้ายถิ่นฐาน โดยระบุว่าประเทศที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลโลกยุคใหม่ได้ มักเป็นประเทศที่เป็น "Melting Pot" คือ เป็นหม้อหลอมทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ หรือเปิดรับผู้อพยพอย่างเปิดกว้าง
ผู้อพยพนำมาซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ ทักษะ ร่างกาย และสไตล์การเล่นที่แตกต่างจากประชากรดั้งเดิม ลูกหลานของผู้อพยพมักมองว่า กีฬา คือ ช่องทางหลักในการยกระดับฐานะทางสังคมและความเป็นอยู่ของครอบครัว ทำให้มีความมุ่งมั่นและวินัยสูงเป็นพิเศษ เรียกได้ว่า พวกเขาเหล่านี้มีความกระหายในความสำเร็จ (Hunger for Success) อย่างสูง
มีกรณีศึกษาที่ชัดเจน อย่างเช่นฝรั่งเศส ทีมแชมป์โลก (1998 และ 2018) และรองแชมป์ (2022) ขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นที่มีเชื้อสายแอฟริกันเกือบครึ่งทีม เช่น Kylian Mbappé หรืออดีตแกนหลักอย่าง Paul Pogba, N'Golo Kanté
ขณะที่ชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีในยุคที่ได้แชมป์ 2014 มีผู้เล่นเชื้อสายตุรกี/โปแลนด์ หรือเบลเยียมและอังกฤษในปัจจุบัน ล้วนพึ่งพาพลังของลูกหลานผู้อพยพรุ่นที่ 2 และ 3 ทั้งสิ้น
3. วัฒนธรรมฟุตบอลและความคลั่งไคล้ (Football Obsession)
นอกจากความรวยและการเปิดรับประชากรแล้ว ตัวแบบจำลองยังชี้ว่า ความนิยมของกีฬาฟุตบอลในประเทศนั้น ต้องสูงเป็นอันดับหนึ่งด้วย เพราะต่อให้รวยและมีประชากรหลากหลาย แต่ถ้าคนในประเทศฮิตเล่นเบสบอล อเมริกันฟุตบอล หรือคริกเก็ต มากกว่า เช่น สหรัฐฯ หรืออินเดีย เม็ดเงินและทรัพยากรบุคคลที่ดีที่สุดก็จะไม่หลั่งไหลเข้ามาในระบบฟุตบอลโลก
บทความนี้พยายามจะบอกว่า ฟุตบอลโลกก็เหมือนกับระบบเศรษฐกิจในโลกยุคโลกาภิวัตน์ครับ ประเทศที่เลือกจะปิดประตูขังตัวเอง (Isolate) หรือมีนโยบายต่อต้านผู้อพยพอย่างสุดโต่ง จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในทางกลับกัน ประเทศที่มั่งคั่งและเปิดรับความหลากหลายจากภายนอกเข้ามาผสมผสาน จะกลายเป็นผู้ชนะทั้งในเวทีเศรษฐกิจ ... และบนผืนหญ้าฟุตบอลโลก
แต่ว่าคงไม่ใช่แบบนั้นไปเสียทั้งหมด บทความตั้งใจลืมกล่าวถึงแชมป์โลกอย่างบราซิล อาร์เจนติน่า หรืออาจจะเป็นอิตาลีด้วย ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่มีปัจจัยที่ 2 และ 3 ที่ชัดเจน สองอย่างแค่นี้ก็ทำให้พวกเขาเป็นแชมป์โลกได้รวมๆ แล้ว 10 ครั้งในรอบ 80 ปี เลยทีเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น