ความทนทานต่อความไม่แน่นอน
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร
ในยุคที่โลกเปลี่ยนไวแบบก้าวกระโดด (Hyper-disruption) สิ่งที่เราเคยคิดว่ามั่นคงอาจหายไปในข้ามคืน สมองของเราจะมองความไม่แน่นอนนี้เป็นภัยคุกคามโดยสัญชาตญาณ ซึ่งกลไกทางประสาทวิทยาและวิธีการรับมือกับเรื่องนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจมาก เรื่องความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอน (Tolerance for Uncertainty หรือ Tolerance for Ambiguity) จึงถือเป็นอีกหนึ่งแกนสำคัญทางประสาทวิทยาที่ Hannah Critchlow รวมถึงนักวิทยาศาสตร์สมองยุคนี้ให้ความสำคัญมาก
ในเชิงวิวัฒนาการ สมองคือเครื่องจักรทำนายอนาคต (Prediction Machine) มันชอบรูปแบบที่คาดเดาได้ เพื่อประหยัดพลังงานและสามารถระวังภัยได้ดี เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่คาดไม่ถึง สมองส่วน Amygdala ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์และความกลัวจะตื่นตัวทันที
มันจะสั่งหลั่งสารเคมีแห่งความเครียด ทำให้เราเกิดความวิตกกังวล รู้สึกอึดอัด และอยากรีบตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งเร็วๆ เรียกว่า Need for Closure เพื่อให้ความอึดอัดนั้นจบลง แม้ว่าทางเลือกนั้นจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดก็ตาม
ในยุคปัจจุบัน คนที่มี Tolerance for Uncertainty ต่ำ มักจะรู้สึก Burnout คือ หมดพลังได้ง่าย เพราะสมองต้องเปิดระบบเตือนภัยอยู่ตลอดเวลาจากข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
Hannah Critchlow และนักวิจัยด้านสมองชี้ให้เห็นว่า คนที่มีความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอนสูง จะมีสมองที่มีความยืดหยุ่นทางประสาทที่ดีกว่า เมื่อพวกเขายังไม่รู้คำตอบ แทนที่สมองจะตื่นตระหนก พวกเขาจะสามารถรักษาสภาวะใจเย็นและปล่อยให้สมองส่วนหน้า Prefrontal Cortex ทำงานประมวลผลทางเลือกที่หลากหลายได้นานขึ้น นั่นทำให้พวกเขาสามารถอยู่กับความคลุมเครือได้
พวกเขามองความไม่แน่นอนเป็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ แทนที่จะมองเป็นภัยอันตราย สภาวะนี้เองที่เป็นปุ๋ยชั้นดีของนวัตกรรมและการคิดนอกกรอบ เพราะไอเดียที่เปลี่ยนโลกส่วนใหญ่ มักเกิดจากการตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน
Hannah Critchlow เน้นย้ำเสมอว่า สมองของเราสามารถฝึกฝนและเปลี่ยนวงจรใหม่ได้ตลอดชีวิต (Rewiring the Brain) นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเพิ่มค่า Tolerance ในตัวเอง
เปลี่ยนการประเมินสถานการณ์
เมื่อเจอสถานการณ์ที่เดาอนาคตไม่ได้ และเริ่มรู้สึกกังวล ให้ฝึกรู้ทันอารมณ์ตัวเองแล้วเปลี่ยนกรอบความคิด (Reframing) จากเดิมที่สมองคิดว่า "แย่แล้ว เราควบคุมอะไรไม่ได้เลย" ให้เปลี่ยนเป็นคำถามปลายเปิดที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น เช่น "สถานการณ์นี้ มีอะไรน่าสนุกให้เราทดลองทำบ้าง?" การเปลี่ยนความกลัวเป็นความอยากรู้อยากเห็นจะย้ายการทำงานของสมองจากโหมดเอาตัวรอด (Fear Mode) มาสู่โหมดเรียนรู้ (Growth Mode)
ฝึกบริหารความล้มเหลวทีละนิด
อย่ารอให้วิกฤตใหญ่มาถึงแล้วค่อยฝึก ให้พาตัวเองไปเจอความไม่แน่นอนเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับสมอง เช่น ลองเดินกลับบ้านทางใหม่ที่คุ้นเคยน้อย ลองสั่งอาหารเมนูที่ไม่เคยรู้จัก หรือลองคุยกับคนที่มีทัศนคติต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ สอนสมองส่วน Amygdala ว่า "เฮ้ย การไม่รู้ล่วงหน้าก็ไม่ได้อันตรายถึงชีวิตนี่นา"
กลยุทธ์ลองผิดลองถูกแบบรวดเร็ว
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไว การนั่งวางแผน 5 ปี 10 ปีแบบละเอียดพึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป ให้ฝึกสมองให้คิดแบบ "สร้างตัวแบบทดลอง (Prototype) -> ทดลองทำ -> ล้มเหลว -> เรียนรู้ -> ปรับปรุง" อย่างรวดเร็ว เมื่อเรามองว่าความผิดพลาดคือข้อมูล (Feedback) ไม่ใช่ความล้มเหลว สมองจะลดความกลัวต่อความไม่แน่นอนลงไปโดยอัตโนมัติ
ต้องเข้าใจว่าการทนทานต่อความไม่แน่นอน ไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นคนไร้แผนการ หรือไม่รู้สึกกลัวเลย แต่หมายถึง การยอมรับว่าเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ และเรายังเต็มใจที่จะก้าวเดินต่อไป พร้อมรักษาสมดุลของจิตใจท่ามกลางหมอกหนาเหล่านั้น ซึ่งนี่คือทักษะขั้นสูงสุดของการอยู่รอดในศตวรรษนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น