หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 10

ความเป็นชนพื้นเมือง (Indigeneity)

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Pasang Yangjee Sherpa, Ritodhi Chakraborty and Aline Carrara (2024) spectral geography. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.129-140. London: Routlege.

บทนำ

ในภูมิภาคคุมบู (Khumbu) มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่งที่คอยปกปักรักษาผู้คน ร่างตระหง่านของภูเขานี้สืบเนื่องมาจากหมู่บ้านแฝดคุมจุง (Khumjung) และคุนเด (Khunde) โดยตั้งตระหง่านทอดสายตามองลงไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างจากจุดยุทธศาสตร์ที่อยู่สูงขึ้นไป (ดูภาพที่ 10.1) สำหรับชาวเชอร์ปา (Sherpa) ที่อาศัยอยู่บนตักของขุนเขา ภูเขามิได้เริ่มต้นหรือสิ้นสุดเพียงแค่หินสีเข้มที่มองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายครอบคลุมไปถึงเนินเขา หุบเขา หมู่บ้าน ผู้คน และลำธารโดยรอบ เป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างปฐพีและนภากาศ

ภูเขานี้เป็นที่รู้จักในนาม คุมบิ-ยุลลา (Khumbi-Yullha) ซึ่งในภาษาเชอร์ปา ชื่อนี้หมายถึงเทพเจ้าแห่งหมู่บ้าน หรือ ยุลลา (Yullha) แห่งคุมบู องค์เทพสถิตอยู่ในภูเขาทางกายภาพที่เราสามารถมองเห็นได้ เทพเจ้า เจ-กยาล ตรี-เซน เนียน (Je-gyal Tri-tsen Nyen) ถูกพรรณนาว่ามีรัศมีสีขาวสว่างไสว ทรงเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไหมสีขาวและโพกศีรษะด้วยผ้าไหมสีขาว รูปลักษณ์ของพระองค์ประดิษฐานอยู่บนหิ้งบูชาของครอบครัวชาวเชอร์ปาในคุมบู แสดงภาพขณะทรงม้าสีแดง ถือหอกประดับแถบผ้าไหมสีแดงในพระหัตถ์ขวา และถือบ่วงบาศสีแดงในพระหัตถ์ซ้าย ภูเขาลูกนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะปีนป่าย การย่างกรายลงบนพื้นที่ส่วนบนของภูเขาถือเป็นการกระทำที่สร้างมลทินทางจิตวิญญาณ ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเจ็บป่วย ความตาย และความพินาศ ชาวเชอร์ปาจึงระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่รบกวนองค์เทพผู้สถิตอยู่ ณ ที่นั้น รวมถึงบริวารของพระองค์ (เรียกว่า ‘khor’) ซึ่งประกอบไปด้วย เยติ (Yeti) จามรี แพะ และแกะ

ผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นจะทำการถวายเครื่องหอมแด่ยุลลาในทุกเช้า โดยเชื่อว่าควันไฟจะลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์เพื่อไปถึงองค์เทพ นอกจากนี้ชาวเชอร์ปายังประกอบพิธีกรรม ลับซัง (lhapsang) เป็นประจำทุกปี โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย เพื่อเป็นการปลอบประโลมองค์เทพและขอรับการคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างยุลลาและชาวบ้านนั้นต้องการความเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้คงความแน่นแฟ้น และมิอาจถูกละเลยได้

 




ภาพที่ 10.1 ภูเขาคุมบิลา (Mount Khumbila) ประเทศเนปาล

ที่มา: อุน เชอร์ปา (Un Sherpa)

ความทรงจำในวัยเด็กที่เห็นคุณยายฝั่งแม่ถวายเครื่องหอมแด่คุมบิ-ยุลลา ได้เชื่อมโยงฉันเข้ากับสถานที่ที่ฉันเรียกว่าบ้านในทางจิตวิญญาณ ฉันเคยมักจะตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับเสียงสวดมนต์พุทธมหายาน "โอม มณี ปัทเม หุม" (Om Mane Padme Hung) ของท่าน ฉันเฝ้ามองท่านหยิบถ่านไฟจากเตา วางลงบนใบสนจูนิเปอร์ (juniper) แห้ง และเป่าลมใส่ กลิ่นอายในห้องครัวที่แสงสลัวจะอบอวลไปด้วยควันไฟขณะที่ท่านเดินออกไปวางกระถางทองเหลืองไว้ที่ลานหน้าบ้าน ควันสีเทาลอยล่องไปยังภูเขา และกลิ่นหอมนั้นยังคงกรุ่นอยู่รอบตัวเรา การกล่าวถึงภูเขานี้คือการกล่าวถึงบ้าน คือการกล่าวถึงวิถีที่ชาวเชอร์ปาเป็นส่วนหนึ่งของคุมบู คือการทำความเข้าใจในพลังชีวิตของจิตวิญญาณเก่าแก่ที่ภูเขานี้เป็นตัวแทน คือการตระหนักถึงสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่ภูเขานี้เกื้อกูลมาโดยตลอด และคือการยอมรับความดำรงอยู่เพียงชั่วครู่ของมนุษย์เมื่อเปรียบเทียบกับการดำรงอยู่ของภูเขาผ่านกาลสมัย

พาสัง ยางจี เชอร์ปา

การกล่าวถึงความเป็นชนพื้นเมือง

ความเป็นชนพื้นเมือง (Indigeneity) คือเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีแห่งความดำรงอยู่ (ways of being) และวิถีแห่งความรู้ (ways of knowing) ของชนพื้นเมือง ตลอดจนวิธีการที่กลุ่มชนพื้นเมืองนำประเพณีดั้งเดิมมาใช้ในชีวิตประจำวัน (Perley, 2014) ดังนั้น ความเป็นชนพื้นเมืองของชาวเชอร์ปาจึงมีความเฉพาะตัว เช่นเดียวกับความเป็นชนพื้นเมืองของกลุ่มอื่นๆ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป กลุ่มชนพื้นเมืองแต่ละกลุ่มล้วนมีประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า บทเพลง ระบำรำฟ้อน อาหาร จารีต และประเพณีที่เป็นของตนเอง ซึ่งหล่อหลอมความซับซ้อนของชีวิตพวกเขา การกล่าวถึงความเป็นชนพื้นเมืองจึงเป็นการกล่าวถึงความดำรงอยู่ที่หลากหลายและขนานกันไป เป็นการตระหนักถึงวิถีแห่งความดำรงอยู่และความรู้ที่มีมากกว่าหนึ่งรูปแบบ มิใช่เรื่องของลำดับชั้นแห่งการคงอยู่หรือความรู้ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงระบบ (relationality)

ความเป็นชนพื้นเมืองในฐานะมโนทัศน์ได้เสนอวิถีทางในการสร้างความสัมพันธ์ต่อกันและกัน เปิดประสาทสัมผัสของเราไปสู่การสร้างความหมายเชิงความสัมพันธ์ และขยายความเป็นไปได้ของการสร้างโลกอย่างรับผิดชอบ (responsible worlding) เรื่องเล่าและการเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งผ่านรายละเอียดทางวัฒนธรรม โดยที่เรายังคงมีความรับผิดชอบต่อบรรพชนผู้ล่วงลับและผู้ที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคต

ในบทนี้ ผู้เขียนทั้งสามคนได้ร่วมกันแบ่งปันว่ามโนทัศน์เรื่องความเป็นชนพื้นเมืองช่วยให้เราตระหนักถึงวิถีแห่งความรู้และความดำรงอยู่ที่หลากหลายได้อย่างไร เราแสดงให้เห็นว่าความเป็นชนพื้นเมืองสามารถเข้าถึงได้จากหลากหลายมุมมองแทนที่จะเป็นการจำกัดความเพียงอย่างเดียว ก่อนจะดำเนินการดังกล่าว เราขอแนะนำตัวและอธิบายถึงตำแหน่งแห่งที่ของตน (positionalities) เพราะตัวตนของเรามีผลกระทบต่อวิธีที่เรามองและมีส่วนร่วมกับความเป็นชนพื้นเมือง เราฝึกฝนความรับผิดชอบเชิงความสัมพันธ์ (relational accountability) ผ่านความเป็นชนพื้นเมือง โดยเริ่มต้นจากการเล่าเรื่องราวว่าเรามาจากที่ใด และจะปิดท้ายบทนี้ด้วยการเน้นย้ำถึงความหมายของความเป็นชนพื้นเมือง

สรุปย่อ

  • ความเป็นชนพื้นเมืองคือเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีแห่งความดำรงอยู่และความรู้ของชนพื้นเมือง และวิธีที่พวกเขามีวิถีชีวิตตามประเพณีดั้งเดิมในชีวิตประจำวัน
  • กลุ่มชนพื้นเมืองแต่ละกลุ่มมีประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า บทเพลง การเต้นรำ อาหาร จารีต และประเพณีที่หล่อหลอมความซับซ้อนของชีวิต
  • ความเป็นชนพื้นเมืองในฐานะมโนทัศน์นำเสนอหนทางในการสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างความหมายเชิงความสัมพันธ์ และขยายความเป็นไปได้เพื่อโลกที่ดีกว่า

รากเหง้าของเรา

พาสัง ยางจี เป็นมารดาชาวเชอร์ปาจากฟารัก (Pharak) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเนปาล ปัจจุบันพำนักอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา คำว่า เชอร์ปา (Sherpa) มีที่มาจากคำว่า ชาร์วา (Sharwa) ซึ่งแปลว่า ชาวตะวันออก เธอเป็นนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเรื่องความเป็นชนพื้นเมือง มิติด้านมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลุ่มชาวเชอร์ปาพลัดถิ่น เธอใช้วิธีวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (ethnographic methods) เพื่อศึกษาประเด็นในชีวิตประจำวันของผู้คนในแถบเทือกเขาหิมาลัย เพื่อทำให้ประสบการณ์ของพวกเขาเป็นเรื่องปกติและเป็นตัวแทนฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียมในพื้นที่การตัดสินใจ งานของเธอขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า ความยั่งยืนของชนพื้นเมืองในเทือกเขาหิมาลัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ขึ้นอยู่กับการรักษาเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้คน สถานที่ และสรรพสิ่งให้คงอยู่ต่อไปสำหรับคนรุ่นหลัง

ริโตธี จักรบอร์ตี เป็นผู้ปกครอง นักวิชาการ และนักกิจกรรมจากประเทศอินเดีย ผู้ทำงานร่วมกับชุมชนในชนบท กลุ่มผู้อพยพ และกลุ่มชนพื้นเมืองในประเด็นความยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ในอดีตเขาเคยทำงานในประเทศภูฏานและทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และยังคงทำงานต่อเนื่องในแถบเทือกเขาหิมาลัยของอินเดีย รวมถึงล่าสุดในประเทศอาโอเตียโรอา นิวซีแลนด์ (Aotearoa New Zealand) ความสำเร็จทางวิชาชีพและส่วนตัวของเขาได้รับแรงหนุนจากอภิสิทธิ์ด้านวรรณะ เพศ และการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยากอย่างไม่เป็นธรรม งานวิจัยปัจจุบันของเขาสำรวจการเมืองของการผลิตองค์ความรู้ด้านภูมิอากาศ และการตอบสนองของเยาวชนในชนบทแถบหิมาลัยต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและนิเวศวิทยา

อาลีน คาร์รารา จากประเทศบราซิล เป็นมารดา ศิลปิน นักเล่าเรื่อง และนักกิจกรรม เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์สังคมด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างกว้างขวาง และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอได้มีส่วนร่วมในจุดตัดระหว่างสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม และประเด็นการจัดการที่ดินในลาตินอเมริกา บรรพบุรุษส่วนใหญ่ของเธอมาจากยุโรปและเป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน (settler-colonists) ในบราซิล เธอได้รับอภิสิทธิ์บางประการจากการเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานที่มีรูปลักษณ์เหมือนคนขาวในประเทศที่ชุมชนเชื้อสายแอฟริกันและชนพื้นเมืองยังคงถูกกดดันทางการเมืองและวัฒนธรรม งานวิจัยปัจจุบันของเธอมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจของชนพื้นเมืองและความปรารถนาทางเขตแดนที่นอกเหนือไปจากรัฐแห่งการพัฒนาในบราซิล

เราเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของตัวเราเอง และตอนนี้เราจะเปลี่ยนไปสู่การเล่าเรื่องราวของวิชาภูมิศาสตร์ในฐานะศาสตร์แขนงหนึ่ง รวมถึงความสัมพันธ์ของวิชานี้กับความเป็นชนพื้นเมืองและกลุ่มชนพื้นเมือง

ภูมิศาสตร์และความเป็นชนพื้นเมือง

ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย มันถูกสร้างขึ้นเพื่อบันทึกสถานที่และผู้คนที่อยู่ในเส้นทางของจักรวรรดิ

– Curley and Smith (2020: 39)

เราเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของตัวเราเอง ตอนนี้เราจะหันมาเล่าเรื่องราวของภูมิศาสตร์ในฐานะสาขาวิชา และความสัมพันธ์ของมันกับความเป็นชนพื้นเมืองและชนพื้นเมือง วิชาภูมิศาสตร์ตามที่ระบุในคำกล่าวข้างต้นมีอดีตที่มีปัญหา ด้วยความเกี่ยวข้องกับอำนาจอาณานิคมของยุโรป นักภูมิศาสตร์จึงมีส่วนร่วมในการครอบงำทางอาณานิคมต่อชุมชนและระบบนิเวศทั่วโลก และสาขาวิชานี้ยังคงหยั่งรากอยู่ในเครื่องมือการผลิตความรู้ที่กดขี่วิถีการทำความเข้าใจโลกบางรูปแบบ (Curley and Smith, 2020) สาขาวิชานี้ได้ถูกท้าทายด้วยการกระตุ้นเตือนที่หลากหลาย โดยแสวงหาการปฏิรูปและหากเป็นไปได้คือการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 (Shaw et al., 2006) ข้อวิพากษ์เหล่านี้เกิดจากนักวิชาการและนักกิจกรรมที่ฝังตัวอยู่ในความเคลื่อนไหวที่หลากหลาย เช่น ขบวนการสตรีนิยมและกลุ่มเควียร์ (feminist and queer movements), มุมมองหลังอาณานิคม (postcolonial perspectives), ลัทธิหลังโครงสร้างนิยม (post-structuralism) และเศรษฐศาสตร์แบบมาร์กซิสต์ (Marxist economics) เป็นต้น (ดูบทที่ 12, 33, 38, 49, 65, 71 และ 72 ประกอบ) เป็นเวลาหลายทศวรรษที่พวกเขาได้ "ชี้ให้เห็นถึงทั้งรูปแบบที่จำกัดของความรู้กระแสหลัก และความไม่เท่าเทียมทางสังคมของบุคลากรในภาควิชาภูมิศาสตร์ สมาคม และพื้นที่การตีพิมพ์" (Panelli, 2008: 802) ความพยายามที่จะทำให้สาขาวิชานี้มีความหลากหลายและเป็นประชาธิปไตยได้ผลิดอกออกผล ในขณะที่บางคนอธิบายว่าสาขาวิชานี้ "มีความโดดเด่นและมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง" (Castree et al., 2022: 3) แต่คนอื่นๆ กลับโต้แย้งว่าสภาวะอาณานิคม (coloniality) ยังคงเป็นโครงสร้างของมันอยู่ (de Leeuw and Hunt, 2018) ควรสังเกตด้วยว่าภูมิศาสตร์มนุษย์ (human geography) และภูมิศาสตร์กายภาพ (physical geography) ได้เติบโตและดำเนินไปตามเส้นทางการผลิตความรู้ที่แตกต่างกัน (Colven and Thomson, 2019) ปัจจุบันเครื่องมือและกลยุทธ์จากภูมิศาสตร์ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางเกินขอบเขตทางมโนทัศน์และวัตถุของสาขาวิชา โดยบุคคลและชุมชนที่หลากหลาย ตั้งแต่นักวิชาการและนักกิจกรรม ไปจนถึงศิลปินและผู้กำหนดนโยบาย (Gregory and Castree, 2012)

เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้งของสาขาวิชานี้ การมีส่วนร่วมของภูมิศาสตร์ต่อความเป็นชนพื้นเมืองในฐานะคำศัพท์ มโนทัศน์ และการปฏิบัติ จึงมีความแตกต่างกันอย่างมากตามพื้นที่และเวลา บางคนชี้ไปที่พื้นที่ของทุนการศึกษาด้านภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์และหัวรุนแรงในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งบ่มเพาะภูมิศาสตร์ชนพื้นเมือง (Indigenous geographies) ที่ดำเนินโดยทั้งบุคคลที่เป็นชนพื้นเมืองและไม่ใช่ชนพื้นเมือง ภายในการศึกษาภูมิศาสตร์ภาษาอังกฤษ สาขาวิชาย่อยที่เล็กแต่ทรงพลังอย่างภูมิศาสตร์ชนพื้นเมืองนี้ ได้ถูกนำมาวางคู่ขนานกับการปรากฏอยู่ของญาณวิทยา (epistemologies - ทฤษฎีว่าด้วยการรู้โลก) และภววิทยา (ontologies - ทฤษฎีว่าด้วยโลกประกอบด้วยอะไรและทำงานอย่างไร) ของชนชั้นนำและอาณานิคม (Hunt, 2016) นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้มีนักภูมิศาสตร์ชนพื้นเมืองในแวดวงวิชาการมากขึ้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 การขับเคลื่อนดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดพื้นที่บ่มเพาะและสนับสนุนความเป็นชนพื้นเมืองภายในสมาคมนักภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านชนพื้นเมือง (Indigenous Peoples Speciality Group) ในสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน (Association of American Geographers), กลุ่มทำงานด้านชนพื้นเมือง (Indigenous Peoples Working Group) ของสมาคมนักภูมิศาสตร์แคนาดา, กลุ่มวิจัยความรู้และสิทธิของชนพื้นเมือง (Indigenous Peoples Knowledge and Rights Study Group) ของสถาบันนักภูมิศาสตร์ออสเตรเลีย และงานด้านการเน้นย้ำประเด็นชนพื้นเมืองในสหภาพภูมิศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Geographical Union) ด้วยแรงขับคู่ขนานระหว่างความปรารถนาในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง (self-determination) และการเป็นตัวแทน (representation) การแสดงออกของความเป็นชนพื้นเมืองในสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันเช่นนี้ได้ท้าทายโครงสร้างทางจริยธรรมของสาขาวิชา โดยตั้งคำถามต่อการใช้วิธีวิจัยที่กีดกันและเป็นการตักตวงผลประโยชน์ (Coombes et al., 2012, 2013, 2014, McCreary and Milligan, 2018) แม้จะมีการบุกเบิกดังกล่าว แต่ความเป็นชนพื้นเมือง ทั้งในฐานะแรงขับทางปัญญาและโครงการทางการเมือง ยังคงอยู่ที่ขอบรอบนอก

มีฉันทามติที่เพิ่มขึ้นในหมู่นักภูมิศาสตร์ว่า สาขาวิชานี้จำเป็นต้องรับฟังและทำงานร่วมกับข้อมูลเชิงลึกเชิงความสัมพันธ์ของความเป็นชนพื้นเมือง หากต้องการถอนรากถอนโคนแนวคิดอาณานิคม (decolonise) และเพื่อให้แน่ใจว่าความปรารถนาของชุมชนและระบบนิเวศที่ถูกทำให้ชายขอบในประวัติศาสตร์ได้รับการรวมเข้าไว้ด้วยกันตามที่ได้กล่าวอ้าง (de Leeuw and Hunt, 2018, Radcliffe and Radhuber, 2020, Sundberg, 2014) ดังนั้น คำถามที่สามารถถามได้ที่นี่คือ ความเป็นชนพื้นเมืองสร้างความแตกต่างอย่างไรให้กับสาขาวิชาภูมิศาสตร์? (Radcliffe, 2020) แม้ว่าจะมีวิธีตอบคำถามนี้ที่แตกต่างกันไป แต่อย่างหนึ่งคือการจัดหมวดหมู่เป้าหมายที่เกื้อหนุนกันดังนี้:

ประการแรก ภูมิศาสตร์ในฐานะสาขาวิชาสามารถมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในด้านการวิจัยและการสอน อย่างไรก็ตาม ความกว้างของจุดเน้นนี้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งจากการหลีกเลี่ยงความเชื่อทางปัญญาและครุศาสตร์แบบตายตัว อาจเป็นเรื่องยากที่จะรักษาไว้หากไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการทางวัตถุของทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ความเป็นชนพื้นเมืองได้มอบพื้นฐานดังกล่าว ความเป็นชนพื้นเมืองมักถูกวิพากษ์ว่าไม่สามารถสื่อสารกับ "ประธานที่เป็นสากล" (universal subject) และความสัมพันธ์ของประธานดังกล่าวกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ อย่างไรก็ตาม ความเฉพาะเจาะจงของความเป็นชนพื้นเมืองช่วยให้ภูมิศาสตร์ในฐานะสาขาวิชาสามารถท้าทายความเป็นสากลที่มักมีลักษณะเป็นอาณานิคม คุณจะสังเกตเห็นว่าบทต่างๆ ในหนังสือเรียนเล่มนี้ที่แตะต้องเรื่องความเป็นชนพื้นเมืองในทางใดทางหนึ่ง ต่างปฏิเสธที่จะอ้างความเป็นสากล (ดูบทที่ 7, 43, 45 และ 71 เป็นต้น) มโนทัศน์เรื่องความเป็นชนพื้นเมืองเผชิญหน้ากับทวิลักษณ์ (binaries) ขาวดำที่หยุดนิ่ง เนื่องจากมันถูกสร้างขึ้นบนข้อวิพากษ์ต่อความเข้าใจที่เรียบง่ายเกินไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเชิงโครงสร้าง ประธาน และความคิด มันเน้นย้ำถึงทั้งความหลากหลายของความสัมพันธ์ดังกล่าวและลักษณะที่ "ยังไม่สิ้นสุด" และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ดูความพยายามในการจัดการกระบวนการอาณานิคม รัฐ และวัฒนธรรมผู้ตั้งถิ่นฐาน ดังที่แสดงในกรณีศึกษา อาอูเว อุปตาบิ (ซาวันเท) [A’uwe Uptabi (Xavante)] ด้านล่าง

ประการที่สอง เมื่อภูมิศาสตร์เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับสาขาวิชานี้ (และสาขาอื่นๆ) ในการท้าทายการแบ่งแยกจาก "โลกแห่งความจริง" ในประวัติศาสตร์อย่างแข็งขัน นักวิชาการและนักกิจกรรมชนพื้นเมืองจำนวนมากได้ตั้งคำถามว่า การถอนรากถอนโคนอาณานิคมที่แท้จริงจะสามารถบรรลุได้ภายในกำแพงของระบบการศึกษาชั้นนำหรือไม่ คำถามเกี่ยวกับศักยภาพในการปลดปล่อยของการ "ผลิตความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวิชาภูมิศาสตร์ และยิ่งทวีความกังวลมากขึ้นในสถาบันต่างๆ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อโครงการถอนรากถอนโคนอาณานิคมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ความเป็นชนพื้นเมืองกลับถูกนำมาใช้ในเชิง "อุปมาอุปไมย" และ/หรือถูกช่วงชิงโดยกลุ่มคนและสถาบันต่างๆ การจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อน การทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นกลายเป็นคนอื่น (ethnic othering) การสร้างรัฐแบบเสรีนิยมใหม่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบปิตาธิปไตย และการระบาดใหญ่ของ COVID-19 รวมถึงเรื่องอื่นๆ กำหนดให้ภูมิศาสตร์ในฐานะสาขาวิชาต้องละทิ้งการแสวงหา "เอกภาพ" ภายใน และมุ่งแสวงหาการเป็นพันธมิตรกับการเมืองแห่งความหลากหลายโดยได้รับข้อมูลจากความเป็นชนพื้นเมืองแทน เป้าหมายดังกล่าวเบี่ยงเบนไปจากเครื่องมือในการอธิบายที่กดขี่และหยุดนิ่ง มันสนับสนุนให้เผชิญหน้ากับความไม่สบายใจของสิ่งที่ยุ่งเหยิง ดูเหมือนขัดแย้งกัน และสิ่งผสมผสาน (hybrid entities) ที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าระหว่างกระบวนการผลิตความรู้ของชนชั้นนำและที่ไม่ใช่ชนชั้นนำ ประธานและสถาบันที่ผสมผสานและกำลังก่อตัวขึ้นเหล่านี้ ช่วยให้เกิดการเมืองแห่งการยอมรับ (politics of recognition) ที่ปลดปล่อยชุมชนชนพื้นเมืองและความสัมพันธ์เชิงระบบที่หลากหลายของพวกเขาออกจากหมวดหมู่ทางมโนทัศน์ที่ถูกทำให้แข็งทื่อและแปลกแยก

เรากำลังเป็นพยานถึงการเปลี่ยนแปลงจุดเน้นของสาขาวิชาไปสู่สิ่งที่จำเป็นที่สุด นั่นคือการสร้างความสามัคคีข้ามสาขาวิชา ภาควิชา สาขา ภูมิภาค และความปรารถนา เพื่อบ่อนทำลายและรื้อถอนความรุนแรงที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องจากกระบวนการต่างๆ เช่น การล่าอาณานิคม ทาส ลัทธิคนขาวเป็นใหญ่ ทุนนิยม ระบบวรรณะ และระบบปิตาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ยังไม่เสร็จสิ้นในการขยายขอบเขตของการวิจัยทางวิชาการผ่านการมีส่วนร่วมของชนพื้นเมืองที่ยึดโยงกับพื้นที่ เพื่อทำให้ภูมิศาสตร์เชื่อมโยงกับความต้องการและความปรารถนาของชุมชนมากขึ้น (Curley et al., 2022) กรณีศึกษา ‘Skin of Chitwan’ ด้านล่าง จะสำรวจความพัวพันของชีวิตชาวถารู (Tharu) ชนพื้นเมืองที่ยึดโยงกับพื้นที่

สรุปย่อ

  • -     เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยข้อขัดแย้งของสาขาวิชานี้ การมีส่วนร่วมของภูมิศาสตร์ต่อความเป็นชนพื้นเมืองในฐานะคำศัพท์ มโนทัศน์ และการปฏิบัติ จึงมีความแตกต่างกันอย่างมากตามพื้นที่และเวลา
  • -    มีฉันทามติเพิ่มขึ้นในหมู่นักภูมิศาสตร์ว่า สาขาวิชานี้จำเป็นต้องรับฟังและทำงานร่วมกับข้อมูลเชิงลึกเชิงความสัมพันธ์ที่หลากหลายของความเป็นชนพื้นเมือง หากต้องการถอนรากถอนโคนอาณานิคม และเพื่อให้แน่ใจว่าความปรารถนาของชุมชนและระบบนิเวศที่ถูกทำให้ชายขอบในประวัติศาสตร์ได้รับการรวมเข้าไว้ด้วยกัน
  • -     จุดเน้นของสาขาวิชากำลังเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่จำเป็นที่สุด: การสร้างความสามัคคีข้ามสาขาวิชา ภาควิชา สาขา ภูมิภาค และความปรารถนา เพื่อบ่อนทำลายและรื้อถอนความรุนแรงที่ต่อเนื่องของกระบวนการต่างๆ เช่น การล่าอาณานิคม ความเป็นทาส ลัทธิคนขาวเป็นใหญ่ ทุนนิยม ระบบวรรณะ และระบบปิตาธิปไตย

สำรวจ: กรณีศึกษา

ในกรณีศึกษาต่อไปนี้ คุณจะได้สำรวจ "ความเป็นชนพื้นเมือง" และความซับซ้อนของโลกแห่งชนพื้นเมือง แต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน ทว่าล้วนเชื่อมโยงกันด้วยจุดร่วมของการต่อสู้ดิ้นรน กรณีศึกษาแรกคือนิทรรศการออนไลน์เรื่อง ผิวหนังแห่งจิตวัน (The Skin of Chitwan) (ดูภาพประกอบ 10.2) ซึ่งจะช่วยให้กระจ่างในมโนทัศน์เรื่องความเป็นชนพื้นเมือง นิทรรศการนี้เชิญชวนให้เราขบคิดเกี่ยวกับความเป็นชนพื้นเมืองของชาวถารู (Tharu) จากเนปาลตอนใต้ และสะท้อนภาพชีวิตของเราตลอดจนความสามารถในการอยู่อาศัยได้ของดาวเคราะห์โลก ส่วนกรณีศึกษาที่สองมีชื่อว่า การปราบพยศวารัดซู (คนขาว) (Taming the Waradzu [white man]) ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานและชนพื้นเมืองในชุมชนอาอูเว อุปตาบิ (ซาวันเท) [A’uwe Uptabi (Xavante)] จากรัฐมาตูโกรซู (Mato Grosso) ประเทศบราซิล

ผิวหนังแห่งจิตวัน (The Skin of Chitwan)

สิ่งแรกที่ผู้ชมจะได้สัมผัสในนิทรรศการนี้คือเสียงหวีดหวิวของสายลม ขณะที่ภาพนิ่งสองภาพเผยให้เห็น "ผิวหนังแห่งจิตวัน" ผิวหนังที่มีเกล็ดและร่องรอยแผลเป็น มันถูกจารึกไว้ด้วยการใช้งานและการล่วงละเมิด ในสภาวะพื้นผิวเช่นนั้น สิ่งที่เรามองเห็นได้คือชีวิต พื้นดินคือทั้งหมดที่มี และบนพื้นดินนั้น เราพบเรื่องราวของวิถีที่โลกอันคุ้นเคยได้กลายเป็นสิ่งแปลกหน้า ภูมิทัศน์นี้บรรจุร่องรอยของความพัวพันแห่งชีวิตที่เคยดำรงอยู่ก่อนหน้า ร่องรอยเหล่านี้คือ "วิญญาณแห่งระบบนิเวศ" (ghosts of our ecologies) ที่คอยดึงให้ผู้คนบนพื้นดินในปัจจุบันสัมผัสถึงประวัติศาสตร์ของแผ่นดินที่ยังไม่ได้รับการสะสาง นิทรรศการนี้จะดึงผู้ชมให้สะท้อนว่าเราหลงลืมการเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินเฉพาะถิ่นไปได้อย่างไร และเหล่าวิญญาณได้บอกให้เรากลับมาเป็น "ชาวโลก" (terrestrial) อย่างไร พร้อมทั้งเตือนสติว่าเรื่องราวหลักยังคงเป็นเรื่องความสามารถในการอยู่อาศัยได้ของโลก





ภาพที่ 10.2ภาพถ่ายการจัดแสดงนิทรรศการ ‘Skin of Chitwan’ ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

ที่มา: สิกขะ ภัตตาไร (Shikhar Bhattarai)

นิทรรศการนี้กล่าวถึงความเป็นชนพื้นเมืองในฐานะการมุ่งเน้นไปยังสถานที่เฉพาะแห่ง ภัณฑารักษ์แสดงให้เห็นว่าความเป็นชนพื้นเมืองคือ "การรู้วิธีหาทางไปและการก้าวเดินของตนเองเพื่อที่จะสร้างหรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสรรพสิ่งที่ได้รับการยอมรับอื่นๆ ซึ่งใช้พื้นที่นี้ร่วมกัน" ชาวถารูซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของสถานที่แห่งนี้ (ปัจจุบันเรียกว่า จิตวัน) มีศาลเทพเจ้าแห่งพงไพรและภูตผีที่พวกเขาใช้ผืนดินร่วมกัน ศาลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "ค่าพิกัด" (coordinates) ให้พวกเขาใช้กำหนดทิศทางในพื้นที่นี้ เรื่องเล่าและความทรงจำเกี่ยวกับเทพเจ้า ผี และสัตว์ต่างๆ เป็นกรอบอ้างอิงในการเชื่อมต่อกับสถานที่ข้ามผ่านกาลเวลา ซึ่งช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมในปัจจุบันและอนาคต ทว่าในปัจจุบัน การเชื่อมต่อกับผืนดิน ค่าพิกัดของสถานที่ และผู้ร่วมอาศัยบนแผ่นดินนี้ กลับต้องเผชิญกับการนำทางผ่านเครือข่ายเส้นทางและทิศทางใหม่ๆ ที่ถูกนำมาทาบทับลงบนภูมิทัศน์ของจิตวัน

วิสัยทัศน์เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐชาติเนปาลที่วางกรอบว่าเป็น "ความก้าวหน้า" ได้รุกคืบเข้าสู่จิตวันพร้อมกับเครื่องจักรใหม่ๆ สำหรับขุดพลิกหน้าดิน ชาวเนปาลร่วมสมัยมองว่าจิตวันเป็นพื้นที่ป่าสำหรับการเที่ยวชมธรรมชาติ ทว่าประวัติศาสตร์ของวิกฤตนิเวศวิทยาที่ทวีความรุนแรงขึ้นในถิ่นที่อยู่ของชาวถารูกลับถูกปิดบังไว้ การตัดไม้ทำลายป่าขนานใหญ่ การใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเข้มข้น การปนเปื้อน การสูญพันธุ์ของสายพันธุ์พืชและสัตว์ การทำลายบ้านเรือนและถิ่นที่อยู่อาศัย ทั้งหมดนี้ถูกซ่อนไว้ในที่สว่างต่อหน้าสาธารณชน แต่กลับถูกสัมผัสได้อย่างรุนแรงบน "ร่างกายของชนพื้นเมือง" เรื่องเล่าและบทเพลงทำหน้าที่เป็นคลังจัดเก็บวิกฤตเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของสาธารณะ เช่นเดียวกับที่ผู้คนเองก็กำลังดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดตามวิถีของตนเอง

ประสบการณ์ของชาวถารูในเนปาลถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมัยแห่งมนุษย์ (Anthropocene) และไม่ได้แยกขาดจากสภาวะความเปราะบางทางนิเวศวิทยาของมนุษย์ในปัจจุบัน มันคือตัวอย่างของวิถีที่ความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจอันไร้ขีดจำกัดของมนุษยชาติได้ดำเนินไปไกลถึงขั้นวิศวกรรมสภาวะความเป็นความตายบนโลก และแทรกซึมเข้าสู่พลวัตทางธรณีฟิสิกส์ที่เป็นแกนกลางของดาวเคราะห์

การปราบพยศวารัดซู (คนขาว): สำรวจเศรษฐกิจ ความเป็นเมือง และอัตลักษณ์กับชาวอาอูเว อุปตาบิ (ซาวันเท)

บาร์รา ดู กาซัส (Barra do Garças) เป็นเมืองหน้าด่านในรัฐมาตูโกรซู ประเทศบราซิล ปัจจุบันรัฐนี้เป็นผู้นำด้านการผลิตปศุสัตว์และถั่วเหลืองของบราซิล ท่ามกลางมหาสมุทรของทุ่งปศุสัตว์ที่กลืนกินทุ่งสะวันนาของบราซิลไปนั้น มีเขตแดนชนพื้นเมืองที่รัฐให้การรับรองตั้งตระหง่านอยู่ประดุจเกาะแห่งความเป็นชนพื้นเมืองที่ตัดขาดจากกัน

เขตแดนชนพื้นเมืองแห่งหนึ่งใกล้เมืองบาร์รา ดู กาซัส เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอาอูเว อุปตาบิ (หรือที่คนนอกเรียกว่า ซาวันเท) ซึ่งเป็นประชากรชนพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ที่สุดของรัฐ ก่อนทศวรรษ 1950 ชาวอาอูเวเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนที่ครอบครองพื้นที่อันกว้างขวาง พวกเขายึดถือจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่เข้าใจพื้นที่เขตแดนว่าเป็นสิ่งที่มีความลื่นไหล ต่อเนื่อง และไร้ขีดจำกัด เปิดกว้างสำหรับการเคลื่อนย้าย ซึ่งเรียกว่า โซโมริ (zomori)

โซโมริ (สภาวะที่นิยามด้วยการเดินอย่างต่อเนื่อง) ถือเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะทางจักรวาลวิทยาของชาวอาอูเว อุปตาบิ และเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการสืบทอดทางวัฒนธรรมและกายภาพผ่านการเดินระยะไกลเพื่อล่าสัตว์และเก็บเกี่ยว ระหว่างการเดินไกลเหล่านี้เองที่ความรู้ทั้งหมดจะถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นจุดที่การระบุสถานที่คลี่คลายออกมาเป็นอาณาเขตของชาวอาอูเว อุปตาบิ ซึ่งครองพื้นที่ที่เรียกว่า โร (Ró)

โร สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นตัวแทนของมโนทัศน์เรื่องโลกแห่งเขตแดนของชาวอาอูเว อุปตาบิ ซึ่งจัดวางพื้นที่ผ่านวงกลมซ้อนวง (concentric circles) ตั้งแต่ในหมู่บ้านไปจนถึงเขตแดนหรือโลก "ภายนอก" มันมีความแตกต่างของพื้นที่ที่ทำงานและปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างลื่นไหลจนกลายเป็นความต่อเนื่องเชิงพื้นที่ เมื่อชาวอาอูเวอธิบายถึง โร ในฐานะ "พื้นที่" มักจะเริ่มต้นจาก อาลเดยา (Aldeia - หมู่บ้าน) เป็นส่วนในสุด เคลื่อนออกไปยังพื้นที่กสิกรรม และออกไปสู่โลกกว้างพร้อมกับสัตว์ พืช และวิญญาณทั้งปวง

นับตั้งแต่การติดต่อในยุคอาอานิคม ผ่านอิทธิพลที่ต่อเนื่องของคริสตจักร และนโยบายการตักตวงทรัพยากรของรัฐผู้ตั้งถิ่นฐานและระบบทุนนิยม การเข้าถึงและตัวตนของชาวอาอูเวในภูมิภาคนี้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ชาวอาอูเวไม่ใช่เหยื่อที่นิ่งเฉย แต่ตามคำกล่าวของพวกเขาเอง พวกเขาได้พยายาม "ปราบพยศวารัดซู (คนขาว)" มาตั้งแต่การติดต่อครั้งแรก กลยุทธ์เหล่านี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเมืองบาร์รา

ชาวอาอูเวปรากฏตัวอยู่ทุกแห่งหนในบาร์รา ดู กาซัส ทั้งเดินบนท้องถนน ซื้อของในร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยา รับประทานอาหารในร้านอาหาร นั่งในจัตุรัสสาธารณะ เข้าใช้บริการธนาคาร โรงแรม และโรงพยาบาล แม้จะมีการปรากฏตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ประชากรที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองในเมืองกลับปฏิบัติกับพวกเขาประดุจคนล่องหน คอยตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในความเป็นชนพื้นเมืองของพวกเขา พร้อมกับลดทอนคุณค่าพวกเขาให้เหลือเพียงภาพลักษณ์ที่ติดลบในเชิงประวัติศาสตร์

ชาวอาอูเวมีปฏิสัมพันธ์กับเมืองเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายเชิงสถาบันได้ ผ่านความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและ "ผู้เฝ้าประตู" (gatekeepers) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้แปลและสื่อกลางระหว่าง "โลก" ต่างๆ หญิงชาวอาอูเวคนหนึ่งกล่าวถึงประสบการณ์ของเธอกับบริการสาธารณสุขของรัฐที่รักษาอาการป่วยของลูกสาวว่า:

"ฉันอยากย้ายมาที่นี่ การอยู่ในเมืองจะทำให้ฉันได้เรียนหนังสือและมีงานทำ ฉันอยากเป็นพยาบาลเพื่อไปช่วยคนในหมู่บ้าน หรืออาจจะเป็นนักโภชนาการ เพราะฉันได้ยินมาว่าคณะนี้สอบเข้าได้ง่ายกว่า อาชีพนี้ก็น่าจะช่วยคนของฉันได้เหมือนกัน ทุกคนที่นั่นมีปัญหาสุขภาพจากอาหาร คุณก็รู้... อาหารของพวกวารัดซูน่ะ"

สัมภาษณ์โดย อาลีน คาร์รารา, 2017

นอกจากการต่อต้านการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยสถาบันของรัฐแล้ว ชาวอาอูเวยังท้าทายการถูกกีดกันออกจากเมืองด้วยการใช้ร่างกายปรากฏตัวในพื้นที่นั้น แผนภูมิด้านล่าง (ภาพประกอบ 10.3) แสดงถึงการปรากฏตัวของ "ร่างกาย" ชาวอาอูเวในสถานที่ต่างๆ ผ่านรูปแบบการบริโภค ชาววารัดซูบางคนมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวขัดแย้งกับความเป็นชนพื้นเมืองของชาวอาอูเว แต่สำหรับชาวอาอูเว นี่คือความพยายามในการทวงคืนเขตแดนและเพื่อปราบพยศทั้งระบบทุนนิยมและรัฐอาอานิคม ทว่าโครงการดังกล่าวมีความยากลำบากอย่างยิ่ง และผลลัพธ์ของกลยุทธ์ยังคงปะปนกัน ดังเห็นได้จากปัญหาสุขภาพทางกายที่ต่อเนื่อง ความไม่มั่นคงทางอาหาร ความรุนแรงภายในชุมชน การเป็นตัวแทนทางการเมืองที่จำกัด และภัยคุกคามต่อเขตแดนชนพื้นเมืองที่เพิ่มขึ้น (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Carrara, 2020)





ภาพที่ 10.3 แผนที่แสดงการปรากฏตัวของชาวอาอูเวในเมืองบาร์รา ดู กาซัส

ที่มา: โดย อาลีน คาร์รารา โดยใช้ภาพจาก Google Earth

สรุปย่อ

  • -     กรณีศึกษาจากเนปาลและบราซิลสำรวจความเป็นชนพื้นเมืองและความซับซ้อนของโลกแห่งชนพื้นเมือง โดยเน้นย้ำถึงการต่อสู้ดิ้นรนและความเชื่อมโยงถึงกัน
  • -     นิทรรศการ "ผิวหนังแห่งจิตวัน" เน้นย้ำความสำคัญของความเป็นชนพื้นเมืองที่หยั่งรากในสถานที่เฉพาะ รวมถึงความท้าทายที่ชาวถารูในเนปาลต้องเผชิญจากวิกฤตนิเวศวิทยาและการพัฒนาเศรษฐกิจ
  • -     ชุมชนอาอูเว อุปตาบิ (ซาวันเท) ในบราซิล แสวงหาวิถีทางในการต่อต้านและปฏิสัมพันธ์กับรัฐผู้ตั้งถิ่นฐานและระบบทุนนิยม พร้อมกับทวงคืนเขตแดนและท้าทายการถูกกีดกัน

ความเป็นชนพื้นเมืองหมายถึงอะไรในศตวรรษที่ 21?

การตอบสนองด้านความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของชนพื้นเมืองต่อคำถามเรื่องความยั่งยืนและสมัยแห่งมนุษย์ (ดูบทที่ 62) ทำให้ภาพลักษณ์ที่บิดเบือนเชิงอาณานิคม (colonial caricatures) เกี่ยวกับชุมชนชนพื้นเมืองที่ยังคงดำรงอยู่ปรากฏชัดเจนขึ้น ภาพลักษณ์เหล่านี้พยายามกักขังชุมชนชนพื้นเมืองไว้ภายใต้อุดมการณ์ทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจที่เรียบง่ายเกินจริง ซึ่งคุกคามโครงการอธิปไตย (sovereignty) ที่จำเป็นอย่างยิ่ง และขัดขวางการตอบสนองที่ยุติธรรมและเท่าเทียมต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-นิเวศวิทยา ภูมิศาสตร์มีความสนใจพื้นฐานในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันมีพลวัตระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และขณะนี้กำลังตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องที่เพิ่มขึ้นในการชำระประวัติศาสตร์ที่เป็นอาณานิคม เป็นเรื่องของชนชั้นนำ และเน้นอำนาจนำ (hegemonic) ผ่านความร่วมมือที่กำลังก่อตัวขึ้นกับชุมชนและสถาบันที่หลากหลาย (ดูบทที่ 71)

นักภูมิศาสตร์สามารถสนับสนุนการรื้อถอนภาพลักษณ์ที่บิดเบือนเหล่านั้น พร้อมกับศึกษา (และหวังว่าจะนำเสนอ) วิถีแห่งความดำรงอยู่ที่ยุติธรรมและครอบคลุมทุกกลุ่มคนมากขึ้น ผู้ที่ทำงานด้วยเครื่องมือทางภูมิศาสตร์หรือสนใจในสาขาวิชานี้ในวงกว้างควรสังเกตบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ประเด็นร้อนทางการเมืองและอุดมการณ์บางประการรวมถึงวิถีที่ประธาน/สถาบันของชนพื้นเมืองและกลุ่มที่ถูกทำให้ชายขอบในประวัติศาสตร์กำลังนำเสนอความปรารถนาของตน รวมถึงคำถามที่ฝังอยู่ในเรื่องการชดเชย (reparations) ทางวัตถุและวัฒนธรรมจากการล่าอาณานิคมในอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน

ความเป็นชนพื้นเมืองให้ความสำคัญกับกลุ่มชนพื้นเมืองเป็นศูนย์กลาง คือเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีที่ชนพื้นเมืองใช้ชีวิตประจำวันตามประเพณีดั้งเดิมของพวกเขา คือเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีแห่งความรู้และความดำรงอยู่ของชนพื้นเมือง ในฐานะมโนทัศน์ ความเป็นชนพื้นเมืองนำเสนอวิถีทางในการเปิดเผยความซับซ้อนของโลกแห่งชนพื้นเมืองดังที่แสดงในกรณีศึกษา ในฐานะเครื่องมือทางระเบียบวิธีวิจัย มันได้เปิดพื้นที่ทางสถาบันสำหรับการเป็นตัวแทนของชนพื้นเมืองภายในวิชาภูมิศาสตร์มากขึ้น (ดูบทที่ 71) มันกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงความสัมพันธ์ในสาขาวิชาเพื่อแผ่ขยายจากความกังวลของชนพื้นเมืองไปสู่กลุ่มอื่นๆ ที่ถูกกดขี่ทางการเมืองในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ ความเป็นชนพื้นเมืองจึงช่วยสนับสนุนโครงการที่ยังไม่เสร็จสิ้นในการถอนรากถอนโคนอาณานิคมในวิชาภูมิศาสตร์ ประการสุดท้าย การมีส่วนร่วมที่มีความหมายต่อความเป็นชนพื้นเมืองกำหนดให้ต้องดำเนินการด้วย "ความสัมพันธ์เชิงระบบ" มิใช่ "ลำดับชั้น" ระหว่างประสบการณ์ที่หลากหลายและขนานกันของเรา เมื่อนั้นเอง ภูเขาหินในคุมบูที่ชาวเชอร์ปารู้จักในนาม คุมบิ-ยุลลา จะเลิกถูกมองว่าเป็นเพียงลักษณะทางธรณีวิทยาอีกแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย และถูกแทนที่ด้วยภาพลักษณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้ ภูมิปัญญา และอำนาจ

สรุปย่อ

  • ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมของชนพื้นเมืองท้าทายภาพลักษณ์บิดเบือนเชิงอาณานิคม และแสวงหาอธิปไตยรวมถึงการตอบสนองที่เท่าเทียมต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-นิเวศวิทยา
  • นักภูมิศาสตร์กำลังจัดการกับอดีตที่เป็นอาณานิคมของสาขาวิชา โดยร่วมมือกับชุมชนและส่งเสริมวิถีแห่งความดำรงอยู่ที่ยุติธรรมและครอบคลุม
  • ความเป็นชนพื้นเมืองมุ่งเน้นที่ประเพณี วิถีแห่งความรู้ และความดำรงอยู่ของชนพื้นเมือง และช่วยในการถอนรากถอนโคนอาณานิคมในวิชาภูมิศาสตร์ พร้อมกับส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเชิงความสัมพันธ์และการเป็นตัวแทนของกลุ่มที่ถูกทำให้ชายขอบในประวัติศาสตร์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น