หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

Human Geographies 08

มากกว่าที่นำเสนอ 

พัฒนา ราชวงศ์ และสุดารัตน์ สุขอยู่

อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร

แปลและเรียบเรียงจาก Paul Simpson(2024) More-than-representation. In Introducing Human Geographies, Fourth Edition. Edited by Kelly Dombroski, Mark Goodwin, Junxi Qian, Andrew Williams and Paul Cloke. pp.166-181. London: Routlege.

บทนำ

ลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่คุณออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ อาจเป็นการไปสโมสรนักศึกษาในมหาวิทยาลัย บาร์ หรือไนท์คลับ คุณอาจจะไปดูคอนเสิร์ต ไปโรงภาพยนตร์ คาเฟ่ หรือไปซื้อของ หรืออาจจะเป็นเพียงการไปหาพวกเขาที่บ้านหรืออพาร์ตเมนต์ คงมีเรื่องราวมากมายที่น่าจดจำและสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ทริปนั้นสนุกสนาน ผมพนันได้เลยว่าอย่างน้อยต้องมีคนหนึ่งในกลุ่มที่ถ่ายรูปไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเซลฟี่กลุ่มก่อนออกเดินทาง รูปที่คนใดคนหนึ่งยืนหน้ากระจกในห้องพัก รูปอาหาร หรือ 'ลาเต้อาร์ต' บนถ้วยกาแฟ และอื่น ๆ หลังจากนั้น ผมเดาว่าต้องมีคนหนึ่งเลือกรูปขึ้นมา ปรับแต่งด้วยฟิลเตอร์ แอนิเมชัน หรือสติกเกอร์ที่เหมาะสม แล้วโพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับหลาย ๆ คน ฟีดในโซเชียลมีเดียนั้นทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานแห่งชีวิต ช่วยให้คุณจดจำช่วงเวลาที่สนุกสนานกับผู้คนซึ่งกลายมาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในวัยนี้

ภาพถ่ายเหล่านั้นบอกอะไรเราได้หลายอย่าง คุณอาจจะ 'แท็ก' (tagged) เพื่อนที่ไปด้วยหรือสถานที่ที่ถ่ายรูป เราอาจระบุได้ว่าภาพนั้นถ่ายเมื่อใดจากวันที่โพสต์ และเราจะได้รับรู้ถึงบรรยากาศทั่วไปว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใบหน้าที่ยิ้มแย้มบ่งบอกถึงความสนุกสนาน ท่าทางอาจสื่อถึงกิจกรรมที่ทำ (ร้องเพลง เต้นรำ ดื่ม กิน ฯลฯ) รวมถึงวัตถุต่างๆ หรือองค์ประกอบพื้นหลังของฉากจะให้เบาะแสว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ตาม คงกล่าวได้อย่างยุติธรรมว่า ภาพเหล่านี้แทบจะไม่ได้บันทึกสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ที่ปรากฏในภาพนั้นน่ารื่นรมย์ไว้ได้ทั้งหมดเลย สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบันทึกที่บางส่วนหรือไม่สมบูรณ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และของประสบการณ์ที่คุณมีร่วมกับเพื่อนๆ ความไม่สมบูรณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะภาพถ่ายคือภาพจำลอง (snapshot) ของมุมมองเดียว ณ ขณะเวลาเดียวเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บันทึกเหตุการณ์ที่ค่อยๆ คลี่คลายตลอดทั้งวันหรือคืนนั้น

นอกจากนี้ ภาพถ่ายยังพลาดแง่มุมสำคัญของประสบการณ์ของคุณ ณ ขณะนั้นไป ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงว่าคุณกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร การแสดงออกทางสีหน้าอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ได้บ้าง แต่ก็เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น (ภาพที่ 8.1) เราไม่ได้ยินเสียงเพลงที่คุณกำลังเต้นตาม ไม่ได้ยินเสียงดนตรีในห้องที่ดังกระหึ่มจนคุณสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในช่องท้อง (Simpson, 2014) เรามองไม่เห็นแอลกอฮอล์ (หรือสารสันทนาการอื่นๆ) ที่ส่งผลต่ออารมณ์และการตัดสินใจซึ่งเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคุณต่อคนรอบข้าง (Latham and McCormack, 2004) เราได้รับรู้เพียงความรู้สึกเลือนลางของความคึกคัก (buzz) หรือบรรยากาศ (vibe) ที่แผ่ออกมาจากการเคลื่อนไหวและความใกล้ชิดของร่างกายที่เต้นรำท่ามกลางฝูงชน (McCormack, 2008) เราไม่ได้กลิ่นอาหารที่คุณกำลังรับประทาน หรือกลิ่นน้ำหอมและโลชั่นหลังโกนหนวดของผู้คนที่คุณอยู่ด้วย ในทำนองเดียวกัน สิ่งที่เราเห็นอาจนำเสนอเพียง 'ความจริง' ในเวอร์ชันเดียวของสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่คุณต้องการจดจำหรือต้องการให้ผู้อื่นเห็น เราไม่เห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเพื่อนผู้อ่อนไหวขณะที่คุณกำลังปลอบโยนพวกเขาเรื่องความสัมพันธ์ที่จบลง เราไม่เห็นความวิตกกังวลที่อาจเกิดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจขณะที่คุณเดินกลับบ้านผ่านถนนที่มืดมิดในเมืองที่ไม่คุ้นเคย


ภาพที่8.1 ภาพจำลองของค่ำคืนที่ออกไปเที่ยว

ที่มา: Hinterhaus Productions/Getty images


ในขณะที่ข้อความข้างต้นหวังว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ชีวิตในมหาวิทยาลัยของคุณบ้างไม่มากก็น้อย คุณย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์มนุษย์อย่างไร สิ่งที่ผมเขียนมาส่วนใหญ่นั้นแตกต่างไปจากสิ่งที่ภูมิศาสตร์มนุษย์ให้ความสนใจมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ความสนใจพื้นฐานของนักภูมิศาสตร์มนุษย์คือความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยและเคลื่อนที่ผ่าน ดังนั้น ประเด็นสำคัญสำหรับบทนี้คือ: ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นประกอบขึ้นจาก "บางสิ่งที่มากกว่า" (more than) สิ่งที่อาจถูกบันทึกไว้ในภาพลักษณ์ที่เรามีหรือสร้างขึ้นจากสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น ในบทนี้ จะได้สำรวจแนวทางที่สิ่งแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายผ่านปฏิสัมพันธ์และแนวปฏิบัติ (Interaction and practice) (Simpson, 2021) และผลที่ตามมาคือ สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นถูกสร้างและสร้างใหม่ผ่านกิจกรรมที่ผู้คนเข้าไปมีส่วนร่วมภายในพื้นที่นั้นได้อย่างไร รูปแบบต่างๆ ของการเป็นตัวแทน (Representation) เช่น รูปภาพที่กล่าวถึงข้างต้น มีส่วนในเรื่องนี้ แต่ยังมีสิ่งที่มากกว่านั้น

สรุปย่อ

  • ความหมายของสิ่งแวดล้อมไม่สามารถเข้าใจได้อย่างครบถ้วนผ่านการเป็นตัวแทนทางตัวอักษร
  • นักภูมิศาสตร์มีความสนใจเพิ่มขึ้นในแง่มุมที่ลื่นไหลและมีลักษณะพหุสัมผัส (Multisensory) ของสิ่งแวดล้อม

มากกว่าอะไร? (More-than what?)

นักภูมิศาสตร์เริ่มให้ความสนใจกับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น 'สิ่งที่มากกว่าการเป็นตัวแทน' (More-than-representational) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนหน้านี้ ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 นักภูมิศาสตร์ได้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนของโลก รวมถึงภาพลักษณ์ของผู้คนและสถานที่ที่ปรากฏอยู่ในนั้น ภาพถ่าย ภาพวาด เอกสาร รูปปั้น อาคาร ภาพยนตร์ เนื้อเพลง และสิ่งอื่นๆ ถูกตั้งคำถามโดยพิจารณาจากภาพลักษณ์ของโลกที่สิ่งเหล่านั้นมีส่วนในการผลิตซ้ำ (Cosgrove and Daniels, 1988, Barnes and Duncan, 1992) หากอธิบายอย่างง่าย การเป็นตัวแทน (representation) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่แทนสิ่งอื่น มันเป็นการนำเสนออีกครั้ง (represents) โดยนำสิ่งหนึ่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และบอกเล่าเรื่องราวในกระบวนการนั้น

ภาพถ่ายที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งสถานที่และเวลาถูกบันทึกไว้ในภาพนิ่ง แล้วจึงถูกส่งต่อและบอกเล่า เราสามารถนึกถึงตัวอย่างอื่นๆ ได้ที่นี่ เช่น หนังสือแนะนำการศึกษา (prospectuses) หรือวัสดุการตลาดอื่นๆ ที่คุณอาจเคยเปิดดูเมื่อพิจารณาว่าจะสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยใด เอกสารเหล่านั้นมักประกอบด้วยภาพและข้อความที่พยายามนำเสนอสิ่งที่บ่งบอกถึงธรรมชาติและเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่ผลิตสื่อนั้นขึ้นมา รวมถึง 'จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์' (unique selling point) ตลอดจนนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่นั่นและสถานที่ที่มหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่

นักภูมิศาสตร์ตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้สร้างการเป็นตัวแทนเหล่านี้ และพวกเขามีวาระแอบแฝงอย่างไรในการสร้าง หากพิจารณาสื่อการตลาดของมหาวิทยาลัยต่อไป จะเห็นได้ชัดว่าสื่อเหล่านี้ถูกผลิตโดยแผนกการตลาดที่พยายามดึงดูดนักศึกษาให้มาเรียนที่สถาบันของตน ซึ่งหมายความว่ามหาวิทยาลัยในเวอร์ชันที่เฉพาะเจาะจงมากๆ จะถูกนำเสนอ ลองคิดดูว่า มีภาพกี่ภาพที่แสดงถึงแสงแดดอันสดใส และมีกี่ภาพที่ถ่ายในวันฝนตกในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว? ผมพนันได้เลยว่าคุณคงไม่เห็นภาพนักศึกษาที่ต้องทนต่อฝนที่ตกหนักขณะเดินทางไปฟังบรรยายตอน 9 โมงเช้าวันจันทร์ในช่วงกลางฤดูหนาวใช่ไหม?

นักภูมิศาสตร์ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับ "ใคร" ที่ปรากฏอยู่ในการเป็นตัวแทนเหล่านี้ หรือในทางกลับกัน ใครที่ "ขาดหาย" ไปจากภาพเหล่านั้น เมื่อนึกถึงหนังสือแนะนำการศึกษา คุณมักจะเห็นนักศึกษาหลากหลายกลุ่มที่ครอบคลุมลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่หลากหลาย แต่ภาพเหล่านี้เป็นตัวแทนของประชากรนักศึกษาจริงของมหาวิทยาลัยนั้นมากน้อยเพียงใด? วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยทุกแห่งอาจไม่ได้มีความหลากหลายเท่าที่ภาพเหล่านี้สื่อ หรือร่างกาย (Bodies) บางประเภทอาจปรากฏในภาพมากกว่าประเภทอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น นักภูมิศาสตร์ได้สำรวจว่าผู้คนถูกนำเสนออย่างไร และภาพนั้นสร้างความประทับใจต่อสถานการณ์ของพวกเขาอย่างไร ลองนึกถึงนักศึกษาเหล่านี้และสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่ทำในภาพ มีกี่คนที่นั่งแฮงเอาท์อยู่หลังห้องบรรยายในชุดและรองเท้าผ้าใบที่เปียกชื้นในเช้าวันจันทร์ที่ฝนตก? มีกี่คนที่กำลังยิ้มและหัวเราะกับเพื่อนบนพื้นที่สีเขียวที่แดดจ้าในวิทยาเขต หรือมีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉงในกิจกรรมกีฬาบางอย่าง? มีกี่คนที่กำลังทำการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ดูน่าตื่นเต้นในห้องปฏิบัติการที่ดูทันสมัย หรือการแสดงในสตูดิโอศิลปะ หรือกำลังมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการอภิปรายกลุ่มย่อย? และมีกี่คนที่เบียดเสียดกันท่ามกลางสายฝนและสายลมบนเนินเขาที่ห่างไกล พยายามดิ้นรนเพื่อให้ได้ยินสิ่งที่อาจารย์ภูมิศาสตร์กำลังบอกพวกเขาเกี่ยวกับพื้นที่ศึกษาภาคสนามที่พวกเขากำลังไปเยี่ยมชม? (ดูภาพที่ 8.2)

ท้ายที่สุด นักภูมิศาสตร์กังวลเกี่ยวกับแหล่งที่ภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่และผู้ที่อาจเป็น (หรือไม่เป็น) ผู้รับสาร อีกครั้งที่ต้องถามว่า ใครถูกดึงเข้ามาในภาพเหล่านี้และถูกจัดวางในฐานะสมาชิกที่มีศักยภาพของประชากรนักศึกษา และใครที่อาจไม่มีโอกาสได้เห็นภาพเหล่านี้เลย? โครงสร้างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำใดที่จำกัดโอกาสของบางคนในการเข้าสู่มหาวิทยาลัย ในขณะที่รับรองที่นั่งในสถาบันชั้นนำที่คัดเลือกผู้สมัครอย่างเข้มงวดให้แก่คนอื่นๆ?

 






ภาพที่ 8.2a และ b ภาพอุดมคติเทียบกับความเป็นจริงของการออกภาคสนามทางภูมิศาสตร์?

ที่มา: Paul Simpson


ในภาพที่ 8.2a เราเห็นสิ่งที่อาจพบได้ในสื่อการตลาดของหลักสูตรภูมิศาสตร์ในมหาวิทยาลัย: นักศึกษากำลังมีส่วนร่วมในการอภิปรายและถ่ายภาพภูเขาเซนต์เฮเลนส์ (Mt St Helens) ในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ระหว่างการทัศนศึกษาภาคสนาม ส่วนภาพที่8.2b ซึ่งถ่ายในอีกสามปีต่อมา เป็นภาพที่ไม่น่าจะถูกนำไปใช้ในสื่อส่งเสริมการขายของมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่หนาวเหน็บและเปียกชื้นเหล่านี้มองไม่เห็นปล่องภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์เนื่องจากเมฆปกคลุมต่ำระหว่างการเดินทางของพวกเขา

คำถามเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญเมื่อพิจารณาถึงกระบวนการที่ความรู้เกี่ยวกับโลกของเราเกิดขึ้นและดำรงอยู่ การเป็นตัวแทนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพสะท้อนที่แม่นยำของโลกรอบตัวเรา ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่วางตัวเป็นกลางที่เพียงแค่สะท้อนความเป็นจริงกลับมาหาเรา แต่สิ่งเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการหล่อหลอมความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราและผู้อื่น (Mitchell, 1996)

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเป็นตัวแทนและความหมาย นักภูมิศาสตร์เริ่มตั้งคำถามว่า: โลกนี้ไม่ได้มีสิ่งที่ "มากกว่า" การเป็นตัวแทนเหล่านี้หรอกหรือ? หรือหากจะกล่าวในมุมที่ต่างออกไป ปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องของเราในโลกไม่ได้หล่อหลอมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลกและผู้ที่อาศัยอยู่ในนั้นด้วยหรือ? หรือในเชิงวิชาการมากขึ้น ไนเจล ทริฟต์ (Nigel Thrift, 1996: 5) เสนอว่าในทางภูมิศาสตร์เมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 20:

"ขอบเขตของการเป็นตัวแทนที่แทบไม่ถูกตั้งคำถาม [ได้รับ] อนุญาตให้มีความสำคัญเหนือกว่าประสบการณ์ที่ถูกใช้จริง (lived experience) และความเป็นวัตถุ (materiality) โดยมักมาในรูปแบบของชุดภาพหรือข้อความที่นักทฤษฎีทำการรื้อสร้าง (deconstructs) อย่างพินิจพิเคราะห์ ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของแนวปฏิบัติ (practice) โดยปริยาย"

เพื่อเป็นการตอบโต้ ทริฟต์ (Thrift, 1996) เสนอว่า นักภูมิศาสตร์ควรให้ความสำคัญมากขึ้นกับประสบการณ์ที่ถูกใช้จริงในโลก ต่อการ "กระทำ" ในชีวิตประจำวันของเรา ทริฟต์โต้แย้งว่าสิ่งนี้สำคัญเนื่องจากเป็นพื้นฐานของวิธีที่มนุษย์สร้างความสัมพันธ์ต่อกันและต่อโลกรอบตัว สิ่งนี้หมายถึงการมุ่งเน้นไปที่มิติ 'ที่ไม่ใช่การเป็นตัวแทน' (non-representational) ของภูมิศาสตร์เหล่านี้ ต่อการกระทำจริงของเราในสิ่งต่างๆ ที่หล่อหลอมความเข้าใจเกี่ยวกับที่ทางของเราในโลกอย่างต่อเนื่อง การตั้งคำถามเช่นนี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อวิธีคิดทางภูมิศาสตร์แบบ 'ไม่ใช่การเป็นตัวแทน' (non-representational thinking) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่:

 

"วิธีที่ชีวิตก่อตัวและแสดงออกในประสบการณ์ร่วมกัน กิจวัตรประจำวัน การเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นชั่วครู่ การเคลื่อนไหวผ่านร่างกาย (Embodied movements) ตัวกระตุ้นก่อนการรับรู้ (Pre-cognitive triggers), ทักษะเชิงปฏิบัติ ความเข้มข้นของอารมณ์ความรู้สึก (Affective intensities) แรงผลักดันที่ยั่งยืน ปฏิสัมพันธ์ที่ธรรมดาสามัญ และความโน้มเอียงทางผัสสะ... ซึ่งรอดพ้นจากนิสัยทางวิชาการแบบเดิมที่มุ่งเปิดเผยความหมายและคุณค่าที่ดูเหมือนจะรอคอยการค้นพบ การตีความ การตัดสิน และการเป็นตัวแทนขั้นสุดท้ายของเรา"

(Lorimer, 2005: 84)

สิ่งที่ลอริเมอร์ (Lorimer) อธิบายที่นี่คือภูมิศาสตร์ทั้งหมดของการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่ง "ให้ความสำคัญกับพลวัตของประสบการณ์เชิงเวลาที่จับต้องได้ยาก ซึ่งมักถูกมองข้าม" (Barron, 2021: 603) ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดิน ขึ้นรถบัส/รถไฟ ขับรถ หรือปั่นจักรยานไปวิทยาเขต (หรือที่ทำงาน) เราเคลื่อนที่ท่ามกลางกลุ่มผู้เดินทางคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอพยพประจำวันที่ซับซ้อนและมีการประสานกันของร่างกายนับพันจากบ้านไปสู่ที่ทำงาน (ดู Bissell, 2010, Wilson, 2011, Simpson, 2017) ในแง่นั้น ความสัมพันธ์ของเรากับสภาพแวดล้อมจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่เราเป็นอยู่ ช่วงเวลาของวันที่เราเดินทาง ประสบการณ์ที่เราได้รับในวัน/สัปดาห์/เดือนก่อนหน้า และสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปในวันนั้น

เราอาจรู้สึกถึงความหวาดกลัวเมื่อใกล้ถึงเวลาสอบ หรือความรู้สึกวิตกกังวลสำหรับสัมมนาอภิปรายที่เราเตรียมตัวมาไม่เต็มที่ เราอาจจะตื่นเต้นด้วยความคาดหวังถึงแผนทางสังคมในช่วงบ่ายของวันหรือจะได้พบกับคนที่อยากเจอมากขึ้น เราอาจรู้สึกเฉื่อยชาหรือไม่ยินดียินร้ายเมื่อต้องเข้าฟังการบรรยายอีกครั้งในหัวข้อที่เราพบว่าไม่สร้างแรงบันดาลใจ โดยที่เครื่องดื่มคาเฟอีนในมือยังไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติที่หดหู่ของคุณได้ เราอาจคิดถึงเหตุการณ์ในคืนก่อนหน้า เราอาจเดินและพูดคุยกับคนอื่นจนเพลิดเพลินไปกับการสนทนา และเราอาจถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันอย่างกะทันหันเมื่อเราก้าวข้ามถนนผิดจังหวะ: เสียงแตรดังขึ้น และจังหวะการก้าวเดินถูกขัดจังหวะ เราอาจไม่ได้ยินเสียงรถที่กำลังเข้ามาเนื่องจากการสนทนาที่ดึงดูดความสนใจนั้น หรืออาจเป็นเพราะเพลงที่เราฟังผ่านหูฟังซึ่งทำหน้าที่สื่อกลางความสัมพันธ์ของเรากับสภาพแวดล้อม (กลบเสียงบางอย่าง ทำให้เราเดินตามจังหวะเพลง และอื่น ๆ) ในฉากนี้ ความสัมพันธ์มากมายกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้คลี่คลายออกมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา เรื่องราวเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับความสนใจนักเพราะมันเป็นกิจวัตร แต่ย้ำอีกครั้งว่า มันเป็นพื้นฐานของการพำนักอาศัยอยู่ในโลกของเรา (ดู Simpson, 2021)

ในฐานะส่วนหนึ่งของการมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์ที่กำลังคลี่คลายของเรากับโลกรอบตัว ผู้ที่สนใจในวิธีคิดแบบไม่ใช่การเป็นตัวแทนโต้แย้งว่า เราจำเป็นต้องตระหนักว่าทั้งตัวเราและโลกรอบตัวเรากำลังปรากฏขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผ่านความสัมพันธ์ที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมภายในนั้น ความสัมพันธ์เหล่านั้นประกอบด้วยองค์ประกอบที่หลากหลายมาก: ลองนึกถึงกลุ่มของ 'สรรพสิ่ง' (stuff) มากมายที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (ที่มากกว่าแค่มนุษย์) ซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งและคอยหล่อเลี้ยงเรา (Wilson, 2017); ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่เราพึ่งพาอยู่ตลอดเวลา (บางครั้งก็โดยไม่คิดหรือไม่รู้ตัว) เพื่อปฏิบัติภารกิจพื้นฐานที่สุด (Kinsley, 2014); ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเราเมื่อเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งหล่อหลอมอารมณ์และความโน้มเอียงของเรา (McCormack, 2007) ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสามารถในการกำหนดว่าโลกรอบตัวเราจะปรากฏต่อเราอย่างไร และส่งผลต่อประสบการณ์และตำแหน่งแห่งที่ของเราในโลกใบนี้

สรุปย่อ

  • นักภูมิศาสตร์ได้ตั้งคำถามมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนของโลกและวาระแอบแฝงที่อยู่เบื้องหลัง โดยตรวจสอบภาพลักษณ์และข้อความที่ใช้สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน สถานที่ และสถาบัน
  • วิธีคิดแบบไม่ใช่การเป็นตัวแทน (Non-representational thinking) เกิดขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้ โดยเน้นความสำคัญของประสบการณ์ที่ถูกใช้จริง ปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน และความเป็นวัตถุในการหล่อหลอมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลก โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่พลวัตและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอระหว่างปัจเจกบุคคลและสิ่งแวดล้อมของพวกเขา

การทำให้สถานที่เป็นสิ่งที่มีชีวิต (Animating places)

สถานที่ (Place) เป็นแนวคิดหลักสำหรับนักภูมิศาสตร์ (ดูบทที่ 5) โดยทั่วไปนักภูมิศาสตร์ให้คำนิยามสถานที่ว่าเป็น "พื้นที่" (Spaces) ที่ได้รับการ "จารึก" (Inscribed) ด้วยความหมาย (ไม่ว่าจะในแง่ดีหรือร้าย) ตามกาลเวลา คำว่า 'จารึก' มีความสำคัญอย่างยิ่ง ณ ที่นี้ เพราะเราและคนรอบข้างต่างเป็น "ผู้ประพันธ์" (Authors) ของประสบการณ์อันมีความหมายมากมายในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อสถานที่ ลองนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของเราและสิ่งที่เคยเกิดขึ้นที่นั่นซึ่งเราเล่าให้คนอื่นฟัง พิจารณาการหวนระลึกถึงความหลังที่เรามีร่วมกับเพื่อนและครอบครัว หรือนึกถึงเรื่องราวที่เราบอกเล่าเกี่ยวกับตัวเราเองผ่านวิธีการที่เราตกแต่งพื้นที่เหล่านั้น (การประดับประดา การติดรูปภาพ และอื่น ๆ) อย่างไรก็ตาม ยังมี "ระดับการรับรู้" (Registers) อื่น ๆ ที่สถานที่ส่งผลกระทบต่อเราและหล่อหลอมความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่นั้น ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการเป็นตัวแทนของสถานที่เพียงอย่างเดียว (ดู Barron, 2021)

เรา (หวังว่าจะ) รู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ในพื้นที่เหล่านั้น เราอาจมีความผูกพันทางอารมณ์กับสถานที่เหล่านี้ ซึ่งในบางครั้งก็ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด สถานที่แห่งหนึ่งอาจ "รู้สึกเหมือนบ้าน" (หรือไม่ใช่) เราได้รับผลกระทบจากการเผชิญหน้าที่สั่งสมมา ณ ที่แห่งนั้นในลักษณะที่อาจทำให้เราผ่อนคลาย (หรือตึงเครียด) การเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่คุ้นเคย การเห็นชื่อสถานีรถไฟบนชานชาลาที่ปรากฏแก่สายตา การได้กลิ่นของบ้านเราเอง (ซึ่งแตกต่างจากบ้านของคนอื่น) ทั้งหมดนี้สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของเราในขณะนั้นได้ ความตึงเครียดอาจคลี่คลาย (หรือรัดตัว) ความเครียดอาจจางหายไป (หรือก่อตัวขึ้น) ความกังวลของเราเกี่ยวกับโลก "ภายนอกนั่น" อาจดูเหมือนไกลออกไปอีกนิด (หรือดูเหมือนจะประชิดตัวจนเกินไป)

ในทำนองเดียวกัน มักจะมีสถานที่ในเมืองเกิดของคุณที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของสถานที่นั้นซึ่งเป็นมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัวของคุณ อาจมีรูปปั้น อนุสาวรีย์ หรือสิ่งอนุสรณ์รูปแบบอื่น ๆ ที่มีต่อบุคคลและเหตุการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นนั้น หรือบริบทในระดับภูมิภาคและระดับชาติที่กว้างกว่า ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หลุมศพและม้านั่งในสวนสาธารณะที่มีป้ายชื่อ ไปจนถึงถนนและอาคารที่ตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญ ตลอดจนอนุสรณ์สถานแห่งความขัดแย้งในระดับชาติและนานาชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ ผู้คน และอดีต ผ่านถ้อยคำที่สลักไว้ แต่ยังสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ที่บรรจุอยู่หรือรูปแบบทางกายภาพที่ปรากฏ

ทว่านอกเหนือจากการอ่าน "ภูมิทัศน์วัฒนธรรม" (Cultural landscape) และการตีความสิ่งที่ถูกสื่อสารออกมาแล้ว เรายังสามารถสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นในระดับการรับรู้อื่นที่ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นตัวแทน (Hoelscher and Alderman, 2004) คุณอาจน้ำตาซึมเมื่อไปเยี่ยมหลุมศพของสมาชิกในครอบครัวที่ล่วงลับ โดยถูกครอบงำด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่พรั่งพรูซึ่งคุณแทบจะควบคุมไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ เราสามารถสัมผัสได้ถึง "น้ำหนัก" (Weight) ของความรู้สึกที่เปลี่ยนอารมณ์ของเราและสิ่งที่โลกปรากฏแก่เราในขณะนั้นไปอย่างสิ้นเชิง (ดู กล่องที่ 8.1) สิ่งนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวแทนต่าง ๆ ที่คุณเผชิญ หรืออาจถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นโดยสิ่งเหล่านั้นก็ได้ เช่น การอ่านคำจารึกบนป้ายเหนือหลุมศพอาจเป็นตัวจุดชนวนบางอย่างหรือขยายความรู้สึกที่คุณมีอยู่แล้วให้เด่นชัดขึ้น หรือคุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยต่อชื่อและวันที่ที่ไร้ความหมายซึ่งคุณเดินผ่านวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า เพราะสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิหลังในกิจวัตรประจำวันของคุณ (การเดินไปโรงเรียน ไปทำงาน หรือไปร้านค้า) ซึ่งคุณทำไปโดยไม่ทันได้ยั้งคิด (Harrison, 2000) ไม่ว่าในกรณีใด มี "บริบททางอารมณ์ตามสถานการณ์ของมรดก" (Situational affective contexts of heritage) ปฏิบัติการอยู่ในสถานที่เหล่านี้ ที่ซึ่งอดีตของเราหรืออดีตของผู้คนในวงกว้างเข้ามาส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่ในลักษณะเชิงประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจง (Waterton, 2014: 824)

กล่องที่ 8.1: ความเข้มข้นของความรู้สึก (DENSITIES OF FEELING)

ผลกระทบจากความรู้สึกในลักษณะที่มีบางสิ่งกดทับเราอย่างหนักหน่วงดังที่กล่าวมาข้างต้น ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในบันทึกของ เอ็มม่า วอเทอร์ตัน (Emma Waterton) เกี่ยวกับการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ซึ่งบันทึกเรื่องราวการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอกล่าวว่า:

"สำหรับฉัน ความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดของการสัมผัสกับ 'ความเข้มข้นของความรู้สึก' เช่นนั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1999 เมื่อฉันไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา (Hiroshima Peace Memorial Museum) ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บรักษาเศษซากของกำแพงส่วนเล็ก ๆ และบันไดหินที่ติดกันสองขั้น ทั้งกำแพงและบันไดถูกทำเครื่องหมายด้วยร่องรอยของความร้อนและบาดแผลทางใจที่มองเห็นได้ แต่สิ่งที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อวัสดุคือบางอย่างที่ต่างออกไป: รอยเปื้อน รอยป้าย รอยเงา มันคือทั้งหมดที่เหลืออยู่ของชายคนหนึ่งที่นั่งรอธนาคารซูมิโตโม (Sumitomo Bank) เปิด ณ วินาทีที่ระเบิดปรมาณูถูกปล่อยลงสู่เมือง ฉันจำได้ว่าต้องใช้เวลาชั่วขณะเพื่อให้การรับรู้และตระหนักถึงสิ่งที่เห็นนั้นเข้าที่ทาง เพื่อให้เข้าใจมันอย่างแท้จริง ฉันจำได้เช่นกันว่าร่างกายถูกขัดจังหวะ (bodily interrupted) ในแบบที่ฉันลังเลจะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ฉันแบกเอาบรรยากาศนั้นติดตัวมาตั้งแต่นั้น มันมีความต่อเนื่องในชีวิตจริง (lived duration) อันที่จริง มันตามหลอกหลอนฉันในบางครั้ง แม้ว่าตอนนี้มันจะเบาบางลงกว่าเมื่อก่อนก็ตาม" (Waterton, 2014: 823)

เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงอำนาจของการเผชิญหน้ากับบางสิ่งในโลกที่สามารถ "ส่งผลกระทบ" (affect) ต่อเราได้ทุกเมื่อ ผลกระทบในที่นี้เป็นสิ่งที่ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นตัวแทนและการบอกเล่าเรื่องราวในเบื้องต้น โดยเอ็มม่าสังเกตว่าเธอต้องใช้เวลาสักพักเพื่อตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น เธอกำลังเผชิญหน้ากับอะไร หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากมันไปแล้วก่อนที่มันจะสมเหตุสมผลหรือถูกเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูด (อย่างตะกุกตะกัก) ได้ น่าเสียดายที่มีตัวอย่างมากมายของสถานการณ์เช่นนี้ที่เราเผชิญกับตัวกระตุ้นทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมยืนสงบนิ่งในพิธีรำลึก เช่น วันฉลองชัยชนะในยุโรป (VE Day) หรือวันครบรอบเหตุการณ์การก่อการร้าย ณ ที่นี้ "น้ำหนัก" ของความเงียบอาจกดทับเรา กลายเป็น "ตัวตนที่สัมผัสได้" (tangible presence) ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกของเรา หรือในทำนองเดียวกัน เราอาจพยายามปรับจูนเข้ากับความรู้สึกของคนรอบข้างแต่ไม่แน่ใจว่าควรทำตัวอย่างไร หรือรู้สึกอึดอัดที่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง (ดู Closs Stephens et al., 2017) (ภาพที่8.3) หรืออาจเป็นได้ว่าเราได้รับผลกระทบจากการเผชิญกับวัตถุสัญลักษณ์ที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์หรือความโน้มเอียงของเราไม่ว่าจะนานเพียงใด ตั้งแต่ช่วงเวลาของพิธีกรรมไปจนถึงหลายปี ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของคุณกับสิ่งเหล่านั้นและสิ่งที่มันสื่อถึง สัญลักษณ์เหล่านี้อาจมีความหมายและส่งผลกระทบในระดับชาติหรือนานาชาติ เช่น ดอกป๊อปปี้ที่สวมเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในความขัดแย้งทางอาวุธ หรืออาจปฏิบัติการในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เช่น "ผึ้งงาน" (worker bees) ที่แพร่กระจายไปทั่วเมืองแมนเชสเตอร์หลังเหตุการณ์ระเบิดที่สนามกีฬา (ดู Merrill et al., 2020) การผสมผสานระหว่างสัญลักษณ์และความรู้สึกของปัจเจกบุคคลหรือส่วนรวมได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของวัตถุเหล่านี้ในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ที่มีร่วมกันต่อเหตุการณ์ในอดีต

 

ภาพที่ 8.3 ผู้สัญจรและพนักงานเข้าร่วมการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที

ที่มา: Kawai Tang/Getty


เนื้อหาที่ผ่านมาอาจดูค่อนข้างหนักอึ้งเนื่องจากพูดถึงความตาย อนุสรณ์สถาน และสิ่งที่ลึกซึ้งอื่น ๆ แต่ยังมีวิธีอื่นที่เราจะคิดเกี่ยวกับการทำให้สถานที่มีชีวิตขึ้นมาในแง่มุมที่เบาและเป็นเรื่องสามัญ (Mundane) มากกว่า หากย้อนกลับไปที่การออกไปเที่ยวในช่วงกลางวันหรือกลางคืนที่เราเริ่มไว้ในตอนต้นของบท มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจินตนาการว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "คืนเที่ยวคลับ" เราสามารถนึกถึงสถานที่ที่มีรูปลักษณ์เฉพาะและมีลักษณะเด่นบางอย่าง เช่น พื้นที่ที่นั่ง ฟลอร์เต้นรำ บาร์ และอื่น ๆ สถานที่นั้นจะถูกตกแต่งในรูปแบบที่มีความหมาย อาจพยายามทำให้ดูโฉบเฉี่ยวและหรูหราโดยใช้สื่อวัสดุและการจัดแสงบางประเภท หรืออาจเป็น "สถานที่ที่มีธีม" (themed) โดยมีวัตถุและรูปภาพที่เป็นภาพจำ (Clichéd) ต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับธีมนั้น ตัวอย่างเช่น ในบาร์ธีมออสเตรเลีย จะมีธงชาติออสเตรเลีย อาจมีสัตว์เป่าลมอย่างจิงโจ้ มีหมวกห้อยจุกไม้ก๊อกแขวนอยู่บนผนัง และอื่น ๆ ผ่านการไปเยือนสถานที่ที่เต็มไปด้วยการเป็นตัวแทนเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความทรงจำและบันทึกประสบการณ์ต่าง ๆ จะถูกสะสมและไหลเวียน ทำให้สถานทีนั้นมีความหมายต่อคุณและเพื่อน ๆ

หากก้าวข้ามกรอบแนวคิดที่อิงอยู่กับการเป็นตัวแทนเป็นหลักในความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อสถานที่นั้น ซึ่งสร้างขึ้นผ่านการผสมผสานของสัญลักษณ์ สัญวิทยา (Iconography) และการบอกเล่าเรื่องราว เราสามารถคิดถึงประสบการณ์ของคุณได้มากกว่านั้น สิ่งที่ทำให้สถานที่ที่คุณไปเยือนมีชีวิตชีวา (Animates) ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับของความสัมพันธ์เฉพาะตัวผ่านร่างกาย (Embodied relationship) ที่คุณมีต่อสถานที่นั้นในคืนที่ออกไปเที่ยว คุณต้องอยู่ที่นั่น ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับสถานที่และผู้คนเพื่อให้มันมีความหมายอย่างแท้จริง นั่นมักเป็นเพราะการออกไปเที่ยวในแต่ละคืนนั้นไม่เหมือนกัน บางครั้งคุณอาจมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม โดยได้รับผลกระทบในทางบวกจากการเผชิญหน้าที่หลากหลาย ในขณะที่บางครั้งอาจไม่เป็นเช่นนั้น โดยได้รับผลกระทบในทางลบด้วยเหตุผลที่คุณไม่สามารถระบุได้เสมอไป บางครั้งบรรยากาศ (Atmosphere) อาจไม่เหมือนกับครั้งล่าสุดที่คุณอยู่ที่นั่น แม้คุณจะไม่แน่ใจว่าทำไมก็ตาม อาจมีเหตุการณ์ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาซึ่งกำหนดทิศทางของเหตุการณ์ในครั้งนี้ เช่น การโต้เถียง การเลิกรา หรือการเผชิญหน้าที่ไม่พึงประสงค์กับคนแปลกหน้า แต่สิ่งนั้นอาจชัดเจนน้อยกว่านั้น บางทีดนตรีอาจไม่เข้ากับอารมณ์ของคุณเลย เป็นเรื่องยากที่จะผลิตซ้ำความคึกคัก (buzz) ที่เคยเกิดขึ้นในคืนที่ยอดเยี่ยมครั้งก่อนให้เหมือนเดิมทุกประการ แม้ว่าผู้คนและสถานที่ส่วนใหญ่จะคล้ายเดิมก็ตาม (Ash, 2010) ประสบการณ์ที่เรามีและความคึกคักที่เราอาจจะได้รับหรือไม่ได้รับนั้นเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่จีรัง มักจะมีเส้นแบ่งที่บางเบาระหว่างคืนที่สนุกสนานกับคืนที่ทำให้เราเฉยชา และทั้งหมดนี้คลี่คลายผ่าน "การกระทำ" (doing) ของการออกไปเที่ยวในคืนนั้น ซึ่งประสบการณ์ของคุณต่อสถานที่และเวลานั้นถูกสร้างและสร้างขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุก ๆ โอกาส

สรุปย่อ

  • สถานที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อเราได้มากกว่าแค่การเป็นตัวแทน โดยหล่อหลอมความสัมพันธ์และประสบการณ์ของเราผ่านการเผชิญหน้าผ่านร่างกาย
  • ทฤษฎีแบบไม่ใช่การเป็นตัวแทน (Non-representational theory) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมอยู่ในร่างกาย (Embodiment) ความเป็นวัตถุ (Materiality) และบรรยากาศทางอารมณ์ (Affective atmospheres) ในการหล่อหลอมว่าโลกถูกสร้างและสร้างขึ้นใหม่อย่างไร

สรุปท้ายบท

บทนี้ได้แนะนำความสนใจล่าสุดของวิชาภูมิศาสตร์ต่อสิ่งที่อาจเรียกว่า "สิ่งที่มากกว่าการเป็นตัวแทน" (More-than-representational) ในการดำเนินการดังกล่าว บทนี้ได้นำเสนอแนวคิดว่าความสนใจที่สถาปนาขึ้นอย่างมั่นคงของนักภูมิศาสตร์คือวิธีที่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมถูกนำเสนอ (Represented) ผ่านสื่อหลากหลายประเภท มีคำถามมากมายที่สามารถตั้งขึ้นเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนเหล่านั้น ทั้งในด้านการผลิต ภาพลักษณ์ของโลกที่ไม่สมบูรณ์หรือเป็นเพียงบางส่วนที่พวกมันนำเสนอต่อเรา และวิธีที่สิ่งเหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในโลกเพื่อผลิตซ้ำวิสัยทัศน์บางประการต่อสิ่งที่ถูกพรรณนา

อย่างไรก็ตาม นักภูมิศาสตร์ได้โต้แย้งว่าอาจมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่านั้นซึ่งควรค่าแก่การตรวจสอบในเชิงภูมิศาสตร์ นอกเหนือจากการสะท้อนภาพว่าผู้คนและสิ่งแวดล้อมถูกนำเสนออย่างไร เราอาจคิดถึงวิธีที่สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นถูกใช้ชีวิตจริง มีความสัมพันธ์ต่อกัน และถูกผลิต (ซ้ำ) ในการปฏิบัติการเชิงรูปธรรมและผ่านร่างกาย การมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่มากกว่าการเป็นตัวแทนนี้จะ "ให้ความสำคัญกับกระบวนการ การเปลี่ยนแปลง และการสลับสับเปลี่ยนความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง" ในการเข้าพำนักอาศัยในโลกของเรา (Barron, 2021: 606) ในหลาย ๆ ด้าน มีความปรารถนาที่จะคิดว่าสถานที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้อย่างไรผ่านสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำในการใช้ชีวิตในสถานที่เหล่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านักภูมิศาสตร์ไม่ควรศึกษาการเป็นตัวแทนหรือสิ่งเหล่านั้นไม่มีความสำคัญ ในทางกลับกัน ประเด็นสำคัญคือการคิดเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน (ทั้งในการผลิตและการบริโภค) ในมุมที่ต่างออกไป โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสนใจที่เน้นด้านแนวปฏิบัติ (Practice-orientated concern) ในวงกว้างเกี่ยวกับวิธีที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกและสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น