หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Human Geography 84

Urban Land Use

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย


การศึกษาผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมือง (Urban Land Use) ถูกวิเคราะห์ผ่านมุมมองที่ตัดกันของนักภูมิศาสตร์เมือง (โครงสร้างพื้นที่), นักสังคมวิทยาเมือง (พฤติกรรมมนุษย์และการแข่งขัน), นักเศรษฐศาสตร์เมือง (กลไกราคาที่ดินและต้นทุนการเดินทาง) และนักออกแบบเมือง (กายภาพและการจัดระเบียบพื้นที่)


ตลอดศตวรรษที่ 19, 20 และ 21 แนวคิดเหล่านี้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็น Spatial Models ที่สะท้อนบริบททางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของแต่ละยุคสมัย ดังนี้


ศตวรรษที่ 19: ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเติบโตตามแนวคิดคลาสสิก


ยุคนี้ เมืองเติบโตอย่างหนาแน่นรอบๆ โรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมยังพึ่งพารถไฟและเดินเท้า ค่าเช่าที่ดินแปรผันตรงกับความใกล้ชิดศูนย์กลางเศรษฐกิจ


Johann Heinrich von Thünen (นักเศรษฐศาสตร์เกษตรกรรม/ภูมิศาสตร์) เป็นนำเสนอ Isolated State Model (1826) โดยมีแนวคิดหลักอยู่ว่า แม้จะเป็นโมเดลเกษตรกรรม แต่เป็น รากฐานสำคัญที่สุด ของทฤษฎีการใช้ที่ดินในเมือง โมเดลนี้ชี้ว่า ที่ดินจะถูกจัดสรรเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น (Concentric Rings) รอบศูนย์กลางตลาด (Central Market) โดยพิจารณาจาก "ค่าเช่าทำเลที่ตั้ง" (Location Rent) พื้นที่ใกล้ศูนย์กลางจะมีค่าเช่าสูงสุด กิจกรรมที่ทำกำไรได้มากที่สุดและเสียค่าขนส่งแพงที่สุดจะได้อยู่ใกล้จุดศูนย์กลาง


ศตวรรษที่ 20: ยุคเมืองอุตสาหกรรมและรถยนต์ส่วนบุคคล (Classic Urban Models)


ศตวรรษนี้เป็นยุคทองของ "สำนักคิดชิคาโก" (Chicago School of Sociology) ที่มองเมืองผ่านเลนส์ของสังคมวิทยาเชิงนิเวศมนุษย์ (Human Ecology) ควบคู่กับนักเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มนำรถยนต์เข้ามาเป็นปัจจัยร่วม


1. Concentric Zone Model (1925)


ผู้เสนอ คือ Ernest Burgess (นักสังคมวิทยาเมือง) มีแนวคิดหลัพัฒกที่พัฒนาพัฒนาจากการศึกษาเมืองชิคาโก โดยมองว่าเมืองเติบโตเป็นวงแหวน 5 ชั้นขยายออกจากศูนย์กลาง (CBD) เกิดจากการแข่งขันแย่งชิงพื้นที่และการอพยพของประชากรกลุ่มต่างๆ (Invasion and Succession)


  • Zone 1: CBD (ศูนย์กลางธุรกิจ)
  • Zone 2: Zone of Transition (ย่านเปลี่ยนผ่าน เสื่อมโทรม แหล่งโรงงานและที่อยู่ผู้มีรายได้น้อย)
  • Zone 3: Working-Class Residential (ที่พักอาศัยของแรงงาน)
  • Zone 4: Higher-Class Residential (ย่านชานเมืองของผู้มีรายได้สูง)
  • Zone 5: Commuter Zone (ย่านพักอาศัยชานเมืองไกลๆ ที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงาน)


2. Sector Model (1939)


ผู้เสนอ: Homer Hoyt (นักเศรษฐศาสตร์ที่ดิน)

แนวคิดหลัก: Hoyt โต้แย้งว่าเมืองไม่ได้โตเป็นวงกลมสมบูรณ์ แต่โตตาม เส้นทางคมนาคม (ทางรถไฟ, ถนนสายหลัก) กลายเป็นรูปร่างคล้ายขนมเค้กแฉกๆ (Sectors) ย่านอุตสาหกรรมจะโตขนานไปกับเส้นทางรถไฟหรือแม่น้ำ ขณะที่ย่านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้สูงจะดึงดูดกันเองและขยายตัวออกไปตามแนวถนนสายหลักที่สะอาดและเดินทางสะดวกที่สุด


3. Multiple Nuclei Model (1945)


ผู้เสนอ: Chauncy Harris และ Edward Ullman (นักภูมิศาสตร์เมือง)

แนวคิดหลัก: เมื่อเมืองขยายใหญ่ขึ้นและรถยนต์เริ่มแพร่หลาย เมืองจะไม่พึ่งพา CBD เพียงจุดเดียวอีกต่อไป แต่จะมี "ศูนย์รวมกิจกรรมหลายศูนย์" (Nuclei) เกิดขึ้นกระจายทั่วเมือง เช่น ย่านมหาวิทยาลัย ย่านอุตสาหกรรมชานเมือง หรือศูนย์การค้าประจำเขต เนื่องจากกิจกรรมประเภทเดียวกันจะดึงดูดกัน (Agglomeration) ขณะที่กิจกรรมบางประเภทจะผลักกัน (เช่น บ้านหรูกับโรงงานอุตสาหกรรมหนัก)


4. Bid-Rent Theory (1961)


ผู้เสนอ: William Alonso (นักเศรษฐศาสตร์เมือง)

แนวคิดหลัก: แปลงโมเดลวงกลมของ Burgess ให้กลายเป็นสมการและกราฟทางเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจน Alonso อธิบายว่า กิจกรรมแต่ละประเภท (พาณิชยกรรม, อุตสาหกรรม, ที่อยู่อาศัย) มีความสามารถในการจ่ายค่าเช่าที่ดิน (Bid-Rent) แตกต่างกัน ณ ระยะทางที่ห่างจากศูนย์กลางเมือง พาณิชยกรรมยอมจ่ายแพงที่สุดเพื่ออยู่ใจกลางเมือง เกิดเป็นเส้นความชันค่าเช่าที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากเมือง


ศตวรรษที่ 21: ยุคสารสนเทศ, Polycentric, และการออกแบบเมืองยั่งยืน


เมืองในศตวรรษนี้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Economy) เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญหาสิ่งแวดล้อม นักผังเมืองและนักออกแบบเมืองหันมาเน้นโมเดลที่ลดการพึ่งพารถยนต์และเน้นความหนาแน่นที่ชาญฉลาด


1. Edge City & Polycentric Metropolis (1991 - ต้นศตวรรษที่ 21)


ผู้เสนอ: Joel Garreau (นักข่าว/นักคิดเมือง) และต่อยอดโดย Robert Lang (นักวางผังเมือง)

แนวคิดหลัก: เมืองยุคใหม่กลายเป็น "มหานครไร้ศูนย์กลาง" หรือมีหลายศูนย์กลางอิสระจากกัน เกิด Edge Cities(เมืองขอบทาง) ตามจุดตัดทางด่วนชานเมือง ซึ่งมีทั้งออฟฟิศขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า และความบันเทิงครบวงจรโดยไม่ต้องพึ่งพาใจกลางเมืองเก่าอีกต่อไป


2. Transit-Oriented Development Model: TOD (2000s)


ผู้เสนอ: Peter Calthorpe (นักออกแบบเมืองและสถาปนิกผังเมือง)

แนวคิดหลัก: โมเดลการใช้ที่ดินที่เน้น ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง พื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า (รัศมี 400-800 เมตร) จะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ผสมผสาน (Mixed-use) มีความหนาแน่นสูง เดินเท้าได้ง่าย (Walkability) เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เปลี่ยนโครงสร้างเมืองจากกระจายตัว (Urban Sprawl) ให้กลายเป็นเมืองที่กระชับ (Compact City)


3. Eco-City & Sponge City Models (2010s - ปัจจุบัน)


ผู้เสนอ: Richard Register (นักคิดเมืองเชิงนิเวศ) และต่อยอดในเชิงวิศวกรรม/ผังเมืองโดย Kongjian Yu (ภูมิสถาปนิกและนักออกแบบเมือง)

แนวคิดหลัก: การมองเมืองเป็นระบบนิเวศจำลอง (Urban Metabolism) การจัดสรรที่ดินในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มองแค่กิจกรรมมนุษย์ แต่มองเรื่อง Green and Blue Infrastructure (พื้นที่สีเขียวและทางน้ำ) โมเดล Sponge City(เมืองฟองน้ำ) เน้นการใช้ที่ดินเปิดโล่ง พื้นที่ซับน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำเมือง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)


สรุปภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของแนวคิด


ตัวขับเคลื่อนหลัก

มุมมองการจัดสรรที่ดิน

รูปร่างของโมเดล

ศตวรรษที่ 19

ค่าขนส่งสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมแรกเริ่ม

เศรษฐศาสตร์คลาสสิก(ต้นทุนขนส่งเบ็ดเสร็จ)

วงแหวนเกษตรกรรมรอบตลาด

ศตวรรษที่ 20

รถไฟ รถยนต์ส่วนบุคคล ชนชั้นทางสังคม

สังคมวิทยาเชิงนิเวศ + เศรษฐศาสตร์ที่ดิน

วงกลมซ้อน (Burgess), แฉกตามทางคมนาคม(Hoyt), หลายศูนย์กลาง (Harris/Ullman)

ศตวรรษที่ 21

ระบบดิจิทัล รถไฟฟ้าวิกฤตภูมิอากาศ

การออกแบบเมืองยั่งยืนโครงข่ายพาณิชย์ดิจิทัล

ไร้ศูนย์กลางเดี่ยว (Edge City), กระจุกตัวรอบสถานี(TOD), ผสานพื้นที่สีเขียวซับน้ำ (Sponge City)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น