Urban Land Use
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย
การศึกษาผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมือง (Urban Land Use) ถูกวิเคราะห์ผ่านมุมมองที่ตัดกันของนักภูมิศาสตร์เมือง (โครงสร้างพื้นที่), นักสังคมวิทยาเมือง (พฤติกรรมมนุษย์และการแข่งขัน), นักเศรษฐศาสตร์เมือง (กลไกราคาที่ดินและต้นทุนการเดินทาง) และนักออกแบบเมือง (กายภาพและการจัดระเบียบพื้นที่)
ตลอดศตวรรษที่ 19, 20 และ 21 แนวคิดเหล่านี้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็น Spatial Models ที่สะท้อนบริบททางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของแต่ละยุคสมัย ดังนี้
ศตวรรษที่ 19: ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเติบโตตามแนวคิดคลาสสิก
ยุคนี้ เมืองเติบโตอย่างหนาแน่นรอบๆ โรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมยังพึ่งพารถไฟและเดินเท้า ค่าเช่าที่ดินแปรผันตรงกับความใกล้ชิดศูนย์กลางเศรษฐกิจ
Johann Heinrich von Thünen (นักเศรษฐศาสตร์เกษตรกรรม/ภูมิศาสตร์) เป็นนำเสนอ Isolated State Model (1826) โดยมีแนวคิดหลักอยู่ว่า แม้จะเป็นโมเดลเกษตรกรรม แต่เป็น รากฐานสำคัญที่สุด ของทฤษฎีการใช้ที่ดินในเมือง โมเดลนี้ชี้ว่า ที่ดินจะถูกจัดสรรเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น (Concentric Rings) รอบศูนย์กลางตลาด (Central Market) โดยพิจารณาจาก "ค่าเช่าทำเลที่ตั้ง" (Location Rent) พื้นที่ใกล้ศูนย์กลางจะมีค่าเช่าสูงสุด กิจกรรมที่ทำกำไรได้มากที่สุดและเสียค่าขนส่งแพงที่สุดจะได้อยู่ใกล้จุดศูนย์กลาง
ศตวรรษที่ 20: ยุคเมืองอุตสาหกรรมและรถยนต์ส่วนบุคคล (Classic Urban Models)
ศตวรรษนี้เป็นยุคทองของ "สำนักคิดชิคาโก" (Chicago School of Sociology) ที่มองเมืองผ่านเลนส์ของสังคมวิทยาเชิงนิเวศมนุษย์ (Human Ecology) ควบคู่กับนักเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มนำรถยนต์เข้ามาเป็นปัจจัยร่วม
1. Concentric Zone Model (1925)
ผู้เสนอ คือ Ernest Burgess (นักสังคมวิทยาเมือง) มีแนวคิดหลัพัฒกที่พัฒนาพัฒนาจากการศึกษาเมืองชิคาโก โดยมองว่าเมืองเติบโตเป็นวงแหวน 5 ชั้นขยายออกจากศูนย์กลาง (CBD) เกิดจากการแข่งขันแย่งชิงพื้นที่และการอพยพของประชากรกลุ่มต่างๆ (Invasion and Succession)
- Zone 1: CBD (ศูนย์กลางธุรกิจ)
- Zone 2: Zone of Transition (ย่านเปลี่ยนผ่าน เสื่อมโทรม แหล่งโรงงานและที่อยู่ผู้มีรายได้น้อย)
- Zone 3: Working-Class Residential (ที่พักอาศัยของแรงงาน)
- Zone 4: Higher-Class Residential (ย่านชานเมืองของผู้มีรายได้สูง)
- Zone 5: Commuter Zone (ย่านพักอาศัยชานเมืองไกลๆ ที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงาน)
2. Sector Model (1939)
ผู้เสนอ: Homer Hoyt (นักเศรษฐศาสตร์ที่ดิน)
แนวคิดหลัก: Hoyt โต้แย้งว่าเมืองไม่ได้โตเป็นวงกลมสมบูรณ์ แต่โตตาม เส้นทางคมนาคม (ทางรถไฟ, ถนนสายหลัก) กลายเป็นรูปร่างคล้ายขนมเค้กแฉกๆ (Sectors) ย่านอุตสาหกรรมจะโตขนานไปกับเส้นทางรถไฟหรือแม่น้ำ ขณะที่ย่านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้สูงจะดึงดูดกันเองและขยายตัวออกไปตามแนวถนนสายหลักที่สะอาดและเดินทางสะดวกที่สุด
3. Multiple Nuclei Model (1945)
ผู้เสนอ: Chauncy Harris และ Edward Ullman (นักภูมิศาสตร์เมือง)
แนวคิดหลัก: เมื่อเมืองขยายใหญ่ขึ้นและรถยนต์เริ่มแพร่หลาย เมืองจะไม่พึ่งพา CBD เพียงจุดเดียวอีกต่อไป แต่จะมี "ศูนย์รวมกิจกรรมหลายศูนย์" (Nuclei) เกิดขึ้นกระจายทั่วเมือง เช่น ย่านมหาวิทยาลัย ย่านอุตสาหกรรมชานเมือง หรือศูนย์การค้าประจำเขต เนื่องจากกิจกรรมประเภทเดียวกันจะดึงดูดกัน (Agglomeration) ขณะที่กิจกรรมบางประเภทจะผลักกัน (เช่น บ้านหรูกับโรงงานอุตสาหกรรมหนัก)
4. Bid-Rent Theory (1961)
ผู้เสนอ: William Alonso (นักเศรษฐศาสตร์เมือง)
แนวคิดหลัก: แปลงโมเดลวงกลมของ Burgess ให้กลายเป็นสมการและกราฟทางเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจน Alonso อธิบายว่า กิจกรรมแต่ละประเภท (พาณิชยกรรม, อุตสาหกรรม, ที่อยู่อาศัย) มีความสามารถในการจ่ายค่าเช่าที่ดิน (Bid-Rent) แตกต่างกัน ณ ระยะทางที่ห่างจากศูนย์กลางเมือง พาณิชยกรรมยอมจ่ายแพงที่สุดเพื่ออยู่ใจกลางเมือง เกิดเป็นเส้นความชันค่าเช่าที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากเมือง
ศตวรรษที่ 21: ยุคสารสนเทศ, Polycentric, และการออกแบบเมืองยั่งยืน
เมืองในศตวรรษนี้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Economy) เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญหาสิ่งแวดล้อม นักผังเมืองและนักออกแบบเมืองหันมาเน้นโมเดลที่ลดการพึ่งพารถยนต์และเน้นความหนาแน่นที่ชาญฉลาด
1. Edge City & Polycentric Metropolis (1991 - ต้นศตวรรษที่ 21)
ผู้เสนอ: Joel Garreau (นักข่าว/นักคิดเมือง) และต่อยอดโดย Robert Lang (นักวางผังเมือง)
แนวคิดหลัก: เมืองยุคใหม่กลายเป็น "มหานครไร้ศูนย์กลาง" หรือมีหลายศูนย์กลางอิสระจากกัน เกิด Edge Cities(เมืองขอบทาง) ตามจุดตัดทางด่วนชานเมือง ซึ่งมีทั้งออฟฟิศขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า และความบันเทิงครบวงจรโดยไม่ต้องพึ่งพาใจกลางเมืองเก่าอีกต่อไป
2. Transit-Oriented Development Model: TOD (2000s)
ผู้เสนอ: Peter Calthorpe (นักออกแบบเมืองและสถาปนิกผังเมือง)
แนวคิดหลัก: โมเดลการใช้ที่ดินที่เน้น ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง พื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า (รัศมี 400-800 เมตร) จะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ผสมผสาน (Mixed-use) มีความหนาแน่นสูง เดินเท้าได้ง่าย (Walkability) เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เปลี่ยนโครงสร้างเมืองจากกระจายตัว (Urban Sprawl) ให้กลายเป็นเมืองที่กระชับ (Compact City)
3. Eco-City & Sponge City Models (2010s - ปัจจุบัน)
ผู้เสนอ: Richard Register (นักคิดเมืองเชิงนิเวศ) และต่อยอดในเชิงวิศวกรรม/ผังเมืองโดย Kongjian Yu (ภูมิสถาปนิกและนักออกแบบเมือง)
แนวคิดหลัก: การมองเมืองเป็นระบบนิเวศจำลอง (Urban Metabolism) การจัดสรรที่ดินในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มองแค่กิจกรรมมนุษย์ แต่มองเรื่อง Green and Blue Infrastructure (พื้นที่สีเขียวและทางน้ำ) โมเดล Sponge City(เมืองฟองน้ำ) เน้นการใช้ที่ดินเปิดโล่ง พื้นที่ซับน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำเมือง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
สรุปภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของแนวคิด
ตัวขับเคลื่อนหลัก | มุมมองการจัดสรรที่ดิน | รูปร่างของโมเดล | |
ศตวรรษที่ 19 | ค่าขนส่งสินค้าเกษตร/ อุตสาหกรรมแรกเริ่ม | เศรษฐศาสตร์คลาสสิก(ต้นทุนขนส่งเบ็ดเสร็จ) | วงแหวนเกษตรกรรมรอบตลาด |
ศตวรรษที่ 20 | รถไฟ รถยนต์ส่วนบุคคล ชนชั้นทางสังคม | สังคมวิทยาเชิงนิเวศ + เศรษฐศาสตร์ที่ดิน | วงกลมซ้อน (Burgess), แฉกตามทางคมนาคม(Hoyt), หลายศูนย์กลาง (Harris/Ullman) |
ศตวรรษที่ 21 | ระบบดิจิทัล รถไฟฟ้าวิกฤตภูมิอากาศ | การออกแบบเมืองยั่งยืน+ โครงข่ายพาณิชย์ดิจิทัล | ไร้ศูนย์กลางเดี่ยว (Edge City), กระจุกตัวรอบสถานี(TOD), ผสานพื้นที่สีเขียวซับน้ำ (Sponge City) |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น