หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Geography of Atlethe

Connected Ball Technology: The Kick Point

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


การทำงานของ Kick Point หรือจุดที่เท้ากระทบลูกบอล ในการเช็กล้ำหน้า เป็นการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่าง ชิปเซ็นเซอร์ในลูกบอล และกล้องอัจฉริยะรอบสนาม


หากไม่มีเทคโนโลยีนี้ กรรมการในห้อง VAR จะต้องใช้วิธีกด Pause จากกล้องถ่ายทอดสดทั่วไปเพื่อหาจังหวะที่เท้าเตะบอล ซึ่งมักเกิดปัญหาภาพเบลอ หรือหาเฟรมที่เป๊ะที่สุดไม่ได้ แต่ระบบปัจจุบันทำงานด้วยความแม่นยำระดับเสี้ยววินาทีผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก เรียกว่าเป็น 3 ขั้นตอนการจับจังหวะล้ำหน้าด้วย Kick Point คือ 1) จับจังหวะเตะบอล 2) ซิงค์เวลาเข้ากับกล้องจับตำแหน่งผู้เล่น และ 3) วาดเส้นไลน์ล้ำหน้าอัตโนมัติ ประมวลผลด้วยเอไอ


  • จับจังหวะเตะบอล (The Kick Point) ด้วยความแม่นยำ 500 ครั้ง/วินาที


ทันทีที่นักเตะฝ่ายรุกออกบอล (ไม่ว่าจะเป็นส่งให้เพื่อนร่วมทีมหรือยิงประตู) ชิปเซ็นเซอร์ IMU ขนาด 500Hz ในลูกบอลจะตรวจจับแรงสั่นสะเทือนจากการปะทะได้ทันที และส่งสัญญาณบอกเวลาที่เกิดการกระทบอย่างแท้จริง (Exact Time Stamp) กลับมายังระบบส่วนกลางภายในเสี้ยววินาที


  • ซิงค์เวลาเข้ากับกล้องจับตำแหน่งผู้เล่น ทำงานร่วมกับกล้อง 16 ตัว


ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางจะนำเวลาที่เกิด Kick Point จากลูกบอล ไป Sync เข้ากับชุดภาพจากกล้องติดตามตำแหน่ง (Tracking Cameras) 16 ตัวรอบสนาม ซึ่งกล้องเหล่านี้จะจับความเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ บนร่างกายนักเตะทุกคน (รวม 29 จุดต่อคน) อยู่ตลอดเวลา


  • วาดเส้นไลน์ล้ำหน้าอัตโนมัติ ประมวลผลด้วยเอไอ


ระบบเอไอจะดึงภาพพิกัดของผู้เล่นทุกคน ณ วินาทีที่เกิด Kick Point เป๊ะๆ มาคำนวณและสร้าง เส้นไลน์ล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automated Offside) ขึ้นมาทันที เพื่อดูว่าอวัยวะที่ใช้ทำประตูได้ของผู้เล่นฝ่ายรุก อยู่เหลื่อมกว่าผู้เล่นฝ่ายรับตัวสุดท้าย (ไม่นับผู้รักษาประตู) หรือไม่


Connected Ball Technology นี้ ช่วยแก้ปัญหา Motion Blur และ Frame Rate โดยกล้องถ่ายทอดสดทั่วไปมีความเร็วภาพอยู่ที่ 50-60 เฟรมต่อวินาที (FPS: frame per second) หมายความว่าใน 1 วินาทีจะมีภาพให้ดูแค่ 50 ภาพ ซึ่งบางครั้งจังหวะที่เท้าสัมผัสบอลจริงๆ อาจจะอยู่ระหว่างเฟรมทำให้ภาพเบลอและตัดสินยาก


แต่ชิปที่ฝังไว้ในลูกบอลจะส่งข้อมูล 500 ครั้งต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่ากล้องทั่วไปเกือบ 10 เท่า ทำให้ระบบรู้จุดที่เท้ากระทบชิ้นส่วนของบอลได้อย่างคมชัด ปราศจากความคลุมเครือ


เมื่อเอไอประมวลผลเสร็จ ระบบจะส่งสัญญาณ Alert ไปยังกรรมการในห้อง VAR เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ก่อนที่ห้อง VAR จะส่งสัญญาณยืนยันไปที่นาฬิกาข้อมือของผู้ตัดสินในสนาม กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 20–25 วินาที เท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการนั่งตีเส้นเองด้วยมือแบบสมัยก่อนมาก


เพื่อให้นึกภาพออก ลองนึกถึงจังหวะที่ผู้เล่นสองคนจากคนละทีม (ฝ่ายรุกโครเอเชีย กับ ฝ่ายรับทีมคู่แข่ง) วิ่งเบียดกันเข้าไปเพื่อแย่งเตะบอลลูกเดียวกันในเสี้ยววินาที จนเกิดคำถามว่า "ใครเป็นคนเตะบอลจังหวะสุดท้ายกันแน่?" เพราะถ้าคนโครเอเชียเตะโดนบอลก่อนเพื่อส่งให้เพื่อนล้ำหน้า ก็จะเป็นลูกล้ำหน้าทันที

ข้อมูลจาก The Kick Point และชิปเซ็นเซอร์จะอธิบาย "กราฟพุ่งสูง" ที่ผู้ตัดสินใช้ชี้ขาดได้ดังนี้


1. ลักษณะของกราฟ Heartbeat Baseline


ภายในลูกบอลมีเซ็นเซอร์ต IMU: Inertial Measurement Unit คอยตรวจจับความเร่ง (Acceleration) ความเร็วเชิงมุมในการหมุน (Angular Rate) และบางครั้งก็จะตรวจจับสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) รอบตัววัตถุด้วย โดยความถี่ 500Hz ส่งสัญญาณออกมาเป็นเส้นกราฟต่อเนื่อง


  • เมื่อบอลลอยอยู่เฉยๆ หรือกลิ้งไปกับพื้น: กราฟจะเป็นเส้นนิ่งๆ เรียบๆ
  • เมื่อมีการกระแทก (Touch/Kick) พลังงานจากการเตะจะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกะทันหัน ส่งผลให้เส้นสัญญาณพุ่งขึ้นสูงเป็นรูปยอดแหลม (Peak) คล้ายกราฟอัตราการเต้นของหัวใจ


2. วิเคราะห์กราฟพุ่งสูงในเสี้ยววินาที


ในจังหวะก้ำกึ่งที่ผู้เล่นเข้าปะทะบอลพร้อมกัน ระบบคอมพิวเตอร์ในห้อง VAR จะขยายกราฟตรงช่วงเวลานั้น (Time-stamp) ออกมาดูอย่างละเอียด 


  • จุดที่กราฟเริ่มขยับพุ่งขึ้น: คือเสี้ยววินาทีแรกที่ "วัตถุภายนอก" เริ่มสัมผัสโดนผิวลูกบอล
  • ระดับความสูงของกราฟ (Amplitude): บ่งบอกถึงแรงกระทบหรือความแน่นในการสัมผัส ในกรณีนี้ระบบ AI และผู้ตัดสินพบว่า "แรงกระแทกในจุดพีคสูงสุด (The Main Kick Point)" หรือจุดที่แรงสั่นสะเทือนส่งพลังงานเข้าเนื้อบอลมากที่สุด เกิดจากเท้าของผู้เล่นโครเอเชียที่เข้าถึงบอลได้อย่างเต็มหน้าเท้า (มากกว่าการสะกิดโดนเบา ๆ ของฝ่ายรับ)


3. จาก Kick Point สู่การตัดสินล้ำหน้า


เมื่อชิปเซ็นเซอร์ยืนยันพิกัดเวลาจากยอดกราฟที่พุ่งสูงที่สุดนั้นได้แล้ว ระบบจะทำหน้าที่ตามนี้ต่อทันที


1. ล็อกเวลา (Lock Frame) ระบบจะแช่แข็งเวลา (Time-stamp) ณ วินาทีที่กราฟพุ่งสูงนั้นไว้ เพราะนั่นคือจุด "ปล่อยบอล" หรือ "Kick Point" ที่แท้จริง

2. จับตำแหน่งผู้เล่นโครเอเชียอีกคน ณ เสี้ยววินาทีที่ล็อกไว้ AI จะไปดูภาพจากกล้องรอบสนามทันทีว่า ผู้เล่นโครเอเชียอีกคนที่รอรับบอล (หรืออยู่ในแนวรุก) ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าเหนือผู้เล่นเกมรับตัวสุดท้าย ณ วินาทีนั้นหรือไม่


การที่กราฟพุ่งขึ้นสูงเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า มีการส่งถ่ายพลังงานจากการเตะเข้าสู่ลูกบอลอย่างชัดเจนจากผู้เล่นโครเอเชีย ไม่ใช่แค่การเฉี่ยวชนของฝ่ายรับ ผู้ตัดสินจึงใช้จุดเวลานั้นเป็นเกณฑ์ในการหยุดภาพเพื่อเช็กตำแหน่งร่างกาย และตัดสินชี้ขาดว่าเป็นลูกล้ำหน้าได้อย่างไม่มีข้อโต้


IMG_8913.jpeg

ภาพที่ปรากฎข้างบนนี้เป็นจังหวะไฮไลต์ระดับโลกจากศึกฟุตบอลโลก แมตช์ระหว่างโครเอเชียกับปอร์ตุเกว ซึ่งภาพนี้อธิบายการทำงานของระบบ Connected Ball Technology และกราฟ Kick Point ที่ใช้ในการตัดสินล้ำหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ


อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพโดยละเอียด


1. วงกลมสีแดงด้านบน (จังหวะเบียดโหม่งบอลก้ำกึ่ง)


ในจังหวะนี้ มีผู้เล่นสองคนกระโดดขึ้นเบียดแย่งบอลกันในอากาศอย่างสูสีมาก โดยผู้เล่นชุดน้ำเงินและผู้เล่นชุดขาว (โครเอเชีย หมายเลข 20) อยู่ในระนาบเดียวกันจนมองด้วยตาเปล่ายากมากว่าใครเป็นคนสัมผัสบอลคนสุดท้าย


ตามกฎฟุตบอล หากผู้เล่นโครเอเชีย (สีขาว) เป็นคนโหม่งโดนบอลเพื่อเสยไปข้างหน้า แล้วเพื่อนร่วมทีมโครเอเชียคนอื่นยืนอยู่ในตำแหน่งที่เหลื่อมกว่ากองหลังคู่แข่ง ณ วินาทีนั้น จะถือว่าเป็นการล้ำหน้าทันที แต่ถ้าผู้เล่นชุดน้ำเงินเป็นคนโดนบอลสกัดกลับหลัง จะไม่ล้ำหน้า


2. วงกลมสีแดงด้านล่างของ Heartbeat Graphic


นี่คือหน้าจอระบบสัมผัสที่ห้อง VAR ใช้ตรวจสอบ ซึ่งแสดงข้อมูลจากชิปเซ็นเซอร์ IMU ภายในลูกบอลแบบเรียลไทม์ เส้นตรงสีขาวแนวตั้ง คือ เส้นเวลา (Time-stamp) ที่ระบบเอไอใช้ล็อกภาพถ่ายจากกล้องรอบสนาม


เส้นกราฟสีเขียวที่พุ่งขึ้นเป็นเนิน (Peak) คือ หลักฐานชิ้นสำคัญ! มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ชิปตรวจจับได้ ณ วินาทีนั้น การที่กราฟพุ่งขึ้นสูงอย่างชัดเจนและมียอดแหลมตรงกับเส้นแนวตั้งพอดี แปลว่า มีการสัมผัสบอลเกิดขึ้นจริง 100%  เสี้ยววินาทีนั้น


ผู้ตัดสินใช้ข้อมูลนี้ชี้ขาดอย่างไร?


เมื่อระบบในห้อง VAR เห็นยอดกราฟพุ่งขึ้นสูงปุ๊บ กระบวนการตัดสินจะทำงานตามสเต็ปนี้ทันที


1. พิสูจน์คนโดนบอล จากภาพมุมกล้องอื่นประกอบกับจังหวะที่กราฟกระเด้งขึ้น ยืนยันว่าศีรษะของผู้เล่นโครเอเชียคือส่วนที่เข้าถึงบอลและส่งแรงกระทบจนกราฟพุ่ง


2. ล็อกเฟรมเพื่อเช็กไลน์ ระบบจะใช้เส้นสีขาวแนวตั้ง (ตรงที่กราฟพุ่งสูงที่สุด) เป็นตัวกำหนดเฟรมภาพ จากนั้น AI จะลากเส้นเช็กตำแหน่งของผู้เล่นโครเอเชียคนอื่นทันทีว่า ณ วินาทีที่บอลโดนหัวผู้เล่นหมายเลข 20 นั้น เพื่อนร่วมทีมยืนล้ำหน้าอยู่หรือไม่




เมื่อมองผ่านเลนส์ของ Data Science (วิทยาการข้อมูล) ภาพอินเทอร์เฟซในไฟล์ ⁠image_5.png⁠ นี้ไม่ใช่แค่กราฟเส้นธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการทำ Real-time Time-Series Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลาแบบเรียลไทม์) และ Anomaly Detection (การตรวจจับสิ่งผิดปกติ) เพื่อใช้ในการตัดสินใจระดับวิกฤต (Critical Decision Making)


หากเราถอดรหัสภาพนี้ด้วยกระบวนการทาง Data Science จะสามารถแบ่งองค์ประกอบออกได้เป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้


1. ข้อมูลนำเข้าและการแปลงสภาพข้อมูล (Data Ingestion & Preprocessing)


Raw Data (ข้อมูลดิบ): สัญญาณส่งมาจากชิป IMU ความถี่ 500Hz ในลูกบอล ซึ่งสร้างข้อมูลดิบออกมาเป็นชุดตัวเลขความเร่ง (Acceleration) ใน 3 แกน (X, Y, Z) ทุก ๆ 2 มิลลิวินาที


Feature Engineering: ระบบไม่ได้แสดงผลแยก 3 แกนให้กรรมการปวดหัว แต่ใช้วิธีคำนวณหาค่ารวมหรือค่าความเบี่ยงเบนเชิงรวม (เช่น การหา Magnitude \sqrt{X^2 + Y^2 + Z^2}) เพื่อแปลงสัญญาณให้ออกมาเป็น "เส้นกราฟมิติเดียว" ที่สะท้อนถึง "แรงสะเทือนรวม (Impact Energy)"


2. การวิเคราะห์อนุกรมเวลาและการตรวจจับเหตุการณ์ (Time-Series Anomaly Detection)


ในทาง Data Science เส้นกราฟสีขาวในไฟล์ ⁠image_5.png⁠ สามารถอธิบายพฤติกรรมของข้อมูลได้ 2 สถานะ:


The Baseline (สถานะปกติ): ช่วงที่เส้นกราฟวิ่งเรียบ ๆ ขนานไปกับแกนนอน คือช่วงที่ข้อมูลมีความแปรปรวนต่ำ (Low Variance) ลูกบอลลอยอยู่กลางอากาศหรือกลิ้งตามปกติ ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ


The Anomaly / Event Detection (การเกิดเหตุการณ์): จังหวะที่กราฟพุ่งขึ้นเป็นเนินสูง (Peak) คือสิ่งที่เราเรียกว่า Anomaly หรือจุดที่ข้อมูลหลุดออกจาก Baseline กะทันหัน ซึ่งอัลกอริทึมจะตีความทันทีว่า "มีสัมผัส (Touch Event)" เกิดขึ้นแล้ว


3. การซิงโครไนซ์ข้อมูลและการจำแนกพิกัดเวลา (Data Synchronization & Time-stamping)


เส้นแนวตั้งสีขาวกลางกราฟ: ในทางวิทยาศาสตร์ข้อมูล นี่คือ "Target Label" หรือจุดตัดเวลาที่ผ่านการตรวจจับยอดพีคสูงสุด (Peak Detection Algorithm)


Multi-modal Data Fusion: ระบบทำการเชื่อมโยงข้อมูลต่างประเภทกัน (Data Fusion) โดยนำเวลา ณ จุดพีคของชิปบอล (ข้อมูลประเภท Sensor Logs) ไปสั่ง "คัต" หรือล็อกเฟรมภาพของกล้องวิดีโอรอบสนาม (ข้อมูลประเภท Video/Image Frame) เพื่อให้มั่นใจว่าภาพนักเตะที่กรรมการเห็นด้านบน เป็นภาพ ณ เสี้ยววินาทีเดียวกันกับที่บอลโดนสัมผัสจริง ๆ อย่างไร้รอยต่อ


4. บิ๊กดาต้าและการขยายผลไปสู่กีฬาอื่น (Scalability & Future Impact)


ข้อความด้านบนของรูปภาพที่ระบุว่า "the NBA is gona have this asap" (NBA ต้องเอาสิ่งนี้ไปใช้ให้เร็วที่สุด)สะท้อนถึงคุณสมบัติทาง Data Science ในเรื่อง Scalability (การขยายผลของโมเดล) โดยขยายสู่อุตสาหกรรมอื่น: สถาปัตยกรรมข้อมูล (Data Architecture) แบบเรียลไทม์ที่ใช้จับการสัมผัสบอลในฟุตบอล สามารถนำไปปรับใช้ (Fine-tune) กับกีฬาบาสเกตบอล (NBA) ได้ทันที เพื่อเช็กจังหวะบอลออกจากมือนักกีฬาในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหมดควอเตอร์ (Buzzer Beater) หรือเช็กการฟาวล์ตีมือตอนชู้ตบอลได้เช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น