หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Philosophy of Geography

 ภูมิศาสตร์คลาสสิกและการค้นพบโลกใหม่


พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

เรื่องราวที่จะได้กล่าวต่อไปนี้ เป็นงานเขียนทางภูมิศาสตร์ นับตั้งแต่เริ่มต้นมาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 17 ทั้งนี้เนื่องจากว่า กลุ่มของประเด็นสาระต่างๆ ที่จะอธิบายนั้น มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในปัจจุบัน
ซึ่งจะได้ถือโอกาสกล่าวใบบทต่อๆ ไป มีบางประเด็นสาระที่มีการวิพากษ์กันอยู่อย่างจริงจัง และจุดเริ่มต้นของหลายๆ เรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงนั้น ล้วนแล้วแต่ศึกษาได้จากงานเขียนของนักคิดปราชญ์ที่มีมาแต่อดีตหรือมีมาก่อนทั้งนั้น และถึงแม้ว่าภูมิศาสตร์จะไม่ได้รับการจัดตั้งให้อยู่ในฐานะรายวิชาๆ หนึ่งในมหาวิทยาลัยจบจนกระทั่งตอนท้ายๆ ของศตวรรษที่ 19 ก็ตาม แต่ร่องรอยที่ปรากฏจากงานเขียนเก่าแก่ทั้งหลาย ล้วนเป็นที่มาของการก่อตัวของวิชาภูมิศาสตร์ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิศาสตร์ยังไม่ได้มีการยอมรับอย่างเป็นกลุ่มก้อนนักในปัจจุบัน ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากอดีตด้วยเช่นกัน โดยแท้จริงแล้ว งานเขียนทั้งหลายที่มีมาก่อนนี้ บางส่วนอาจถูกจัดอยู่ในประเภทของงานเขียนทางภูมิศาสตร์ได้ แม้ว่าจะไม่ได้เขียนขึ้นมาจากบุคคลที่เรียกขานตัวเองว่านักภูมิศาสตร์ก็ตาม เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากเลยที่จะต้องกล่าวถึงงานเขียนทางภูมิศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา

 

สำหรับงานทางภูมิศาสตร์ที่ว่านั้น สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรกเป็นงานเขียนของนักปราชญ์ที่เรียกตัวเองว่านักภูมิศาสตร์ ทั้งที่เรียกขานตัวเองตลอดชีวิตและบางช่วงของชีวิต กลุ่มที่สองเป็นงานเขียนที่ผู้เขียนได้อ้างอิงผลงานทางภูมิศาสตร์หรือแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ ไว้ในงานของพวกเขา หากแต่ไม่ได้อ้างตัวเองว่าเป็นนักภูมิศาสตร์ และกลุ่มที่สาม จะพบว่ามีงานจำนวนมากที่ถือเป็นแรงดลใจให้กับบรรดานักภูมิศาสตร์ทั้งหลาย แต่ว่าในช่วงเวลานั้นไม่ได้มีการระบุว่างเป็นผลงานทางภูมิศาสตร์แต่อย่างใด ทั้งนี้ผลงานทางภูมิศาสตร์ประเภทสุดท้ายนี้เองที่ได้บอกความนัยสะท้อนถึงความเป็นไปได้ของนักภูมิศาสตร์ในรุ่นต่อมาว่า สามารถที่จะอ้างสิทธิจากความรู้เหล่านั้นได้ว่า เป็นงานทางภูมิศาสตร์ที่มีมาแต่เดิม

 

แม้ว่าความรู้ทางภูมิศาสตร์จะไม่ค่อยปรากฏอย่างพอเหมาะพอดี หรืออย่างมีตัวมีตนก็ตาม แต่ความรู้ทางภูมิศาสตร์ก็เป็นอีกความรู้หนึ่งที่เป็นผลผลิตของสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สังคมล้วนเป็นผู้สร้างความรู้ทางภูมิศาสตร์ ดังนั้นมันจึงเป็นประโยชน์ที่จะแบ่งแยกระหว่างงานภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นรูปแบบและงานภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปแบบ โดยที่บุคคลต่างๆ นั้นสามารถผลิตงานภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นรูปแบบของตัวเองขึ้นมาได้ ส่วนงานภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปแบบนั้นถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและบันทึกไว้โดยสังคม ซึ่งสิ่งที่จะได้รับการยอมรับนั้น จะต้องเป็นความรู้ที่สังคมเห็นว่ามีประโยชน์และมีคุณค่าคู่ควรที่จะรักษาเอาไว้ใช้สืบไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปแบบจะปรากฏอยู่ในสังคมก่อน (ซึ่งเป็นสังคมที่ยังไม่มีงานเขียนออกมา) หากภูมิศาสตร์เช่นนั้นยังคงไม่ได้รับการบันทึกเอาไว้ ยิ่งกว่านั้น เรายังสามารถพบเห็นถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้าของภูมิศาสตร์ในสังคมหลายๆ แห่ง ที่เริ่มต้นจากภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นรูปแบบที่ไม่มีการบันทึกแต่อย่างใด ไปสู่ยุคก่อนของภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปแบบ และเข้าสู่ภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปแบบ

 

ภูมิศาสตร์คลาสสิกสมัยกรีกและโรมัน

 

คำว่าภูมิศาสตร์ หรือที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า geography นั้น มีรากมาจากภาษากรีกโบราณ คือ η γεωγζαϕια ซึ่งคำว่า γη หมายถึงโลก (earth) และคำว่า γζαϕω หมายถึงการเขียนหรือการบรรยาย (writing or describing) ซึ่งเมื่อรวมๆ แล้วจึงหมายถึง การเขียนเกี่ยวกับโลกนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่เป็นหนังสือที่เรียกว่างานภูมิศาสตร์ทั้งหลาย ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ล่าสุดอย่างหนึ่ง ซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล งานเขียนเกี่ยวกับโลกส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นงานทางภูมิศาสตร์แต่อย่างใด ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบงานเขียนต่างๆ ก็จะมีแต่ยุคก่อนของงานภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นรูปแบบ ที่สร้างขึ้นมาจากการค้นพบและการเดินทางของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ นั่นเองที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับโลก อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อรูปสู่ยุคของงานภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปแบบในสมัยคลาสสิก สำหรับงานเขียนสมัยกรีกนี้แบ่งออกเป็น 3 แบบอย่าง คือ

 

1. แบบอย่างการพรรณนา (topographic tradition) อันหมายถึง การบรรยายเกี่ยวกับโลกและผู้คนที่อาศัยอยู่บนโลก

2. แบบอย่างของคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ (mathematical and astronomical tradition) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการวัดขนาดของโลก

3. แบบอย่างของการศึกษาด้านความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ (theological tradition) เป็นเรื่องของการตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุผลต่างๆ ที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้บนส่วนต่างๆ ของโลก

 

แบบอย่างการพรรณนาและงานเขียนทางภูมิศาสตร์ถือเป็นผลผลิตโดยตรงที่ได้จากการเดินทางของผู้คนในสมัยก่อนที่จะมีการบันทึกเรื่องราวต่างๆ การแลกเปลี่ยนทางการค้าได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดแบบอย่างที่กล่าวข้างต้น เพราะประชาชนต่างๆ ล้วนอยากได้ใคร่รู้เรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับเส้นทางทั้งทางบกและทางทะเล ส่วนการสำรวจนั้นก็ทำให้มีการค้นพบสถานที่แห่งใหม่ๆ อันเป็นแหล่งความรู้ใหม่ๆ ที่สำคัญมากมาย อย่างไรก็ตามเมื่อแรกสุด ความรู้ทางภูมิศาสตร์จะมีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างๆ ทั่วๆ ไป ขณะที่แผนที่จะถูกร่างลงบนแผ่นศิลาและกระดูก ซึ่งเหล่านี้พบเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีอายุอยู่ตั้งแต่ 13,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งต่อมาได้มีการค้นพบงานเขียนที่กลายเป็นแหล่งความรู้ที่เป็นรูปแบบ และงานเขียนเหล่านั้นหลายชิ้นเป็นร้อยกรองและร้อยแก้วที่ทรงคุณค่า ซึ่งได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของโลกที่มนุษย์รับรู้และรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหากาพย์ Iiliad และ Odyssey ของ Homer ที่เขียนไว้เมื่อราวๆ ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวางว่าเป็นงานชิ้นที่ให้ข้อมูลและเรื่องราวทางภูมิศาสตร์ โดยเรื่องแรกได้กล่าวถึงความขัดแย้งแห่งยุคระหว่างชาวเอเจียนกับชาวทรอย (Achaeans and Trojans) และต่อเนื่องไปถึงเรื่องราวและสถานที่ประหลาดๆ ในเรื่องที่สอง กล่าวกันว่ามหากาพย์ทั้งสองเรื่องนี้เป็นการบรรยายอย่างละเอียดลออถึงผู้คนและสถานที่ต่างๆ ที่ผู้คนเหล่านั้นเดินทางไปถึง นอกจากนั้นยังมีการเดินทางสำรวจและการครอบครองอาณานิคมในทะเลเมดิเตอเรเนียนของจักรวรรดิกรีกในช่วงศตวรรษที่ 8 และ 7 ก่อนคริสตกาล ทำให้เกิดการขยายความรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง แต่น่าเสียดายที่ว่างานเขียนเรื่องราวเหล่านี้สูญหายไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบของแผนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความพยายามของ Anaximander of Miletus (611-547 BC) ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งแรกสุดในฐานะบรรณาธิการแผนที่แสดงพื้นผิวโลก ส่วนการบรรยายพื้นผิวโลกที่เห็นเป็นหลักฐานชัดเจนครั้งแรกนั้น คือหนังสือเรื่อง Periodus หรือ Description of the Earth ที่ Hecataeus of Miletus (c.550-476 BC) ได้ทำการปรับปรุงให้จนเสร็จเรียบร้อย ซึ่งหนังสือดังกล่าวนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่บรรยายเกี่ยวกับยุโรป และส่วนที่บรรยายถึงเอเชีย เรื่องนี้แม้ว่า Hecataeus จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะนักประวัติศาสตร์และยังเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้หลงเหลืออยู่เพียงแค่ 300 ส่วนเท่านั้น แต่ Thomson (1948: 47) เสนอแนะว่ามีประเด็นทางคณิตศาสตร์อยู่ในนั้นมากมาย “มีสิ่งใฝ่รู้เชิงปัญญาสิ่งซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับภูมิอากาศและกิจวัตรประเพณี พืชสัตว์ ดังนั้นมันจึงสมควรที่จะถูกเรียกว่าเป็นภูมิศาสตร์ทั่วไป (general geography)”

 

ในบรรดางานเขียนที่เป็นแบบอย่างการพรรณนาทั้งหมดในช่วงแรกๆ นั้น มีงานเขียนที่เป็นร้อยแก้วของวงวรรณกรรมยุโรปที่ยิ่งใหญ่มากเรื่องหนึ่ง นั่นคือ The Histories ของ Herodotus (c.485-425) ภายในหนังสือเล่มนี้ เป็นการแสดงผลลัพธ์ของความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องประวัติศาสตร์ ซึ่ง Herodotus ได้กำหนดเป้าหมายว่า “จะต้องทำในสองสิ่ง โดยสิ่งแรกนั้นจะต้องรักษาความทรงจำในอดีตด้วยการบันทึกเรื่องราวที่น่าพิศวงต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นกับพวกชาวยุโรปและที่เกิดขึ้นกับคนเอเชีย และสิ่งที่สองนั้นจะต้องแสดงถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชนสองเชื้อชาติว่าเกิดขึ้นอย่างไร” ด้วยการทำเช่นนั้นจึงถือได้ว่าเขาเป็นผู้ที่ให้ความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งมวลของโลกที่มีผู้ค้นพบแล้ว ทั้งนี้นำเสนอด้วยการเขียนและการบอกเล่าจากประสบการณ์ของเขาเอง ถึงแม้ว่างานของเขาจะดูเป็นเรื่องสนุกสนานตื่นเต้นเสียมาก แต่ก็ยังมีประเด็นสาระสำคัญทางด้านวรรณกรรมและด้านโบราณคดีผสมผสานอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่นในหนังสือเล่มที่สี่ของเขา แม้ว่าเขาจะให้ความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับอัฟริกา ซึ่งเขาเรียกว่าลิเบีย แต่เขาก็ยังแสดงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ออกมาว่า “ทุกๆ ด้านของทวีปนี้ล้วนติดทะเล ยกเว้นก็แต่เพียงด้านที่ติดต่อกับเอเชียเท่านั้น” เขาได้บันทึกด้วยความแปลกใจว่า ชาวบาบิโลนทำอย่างไรกันบ้าง เพื่อที่จะหาอุปทานไวน์แล้วขนส่งมาทางเรือที่ทำด้วยหนัง ซึ่งเหล่านี้ถูกจัดส่งเข้ามาเป็นส่วนๆ และถังไวน์ที่ทำด้วยหนังก็จะถูกขนโดยลาข้ามแผ่นดินไปยังอาร์เมเนีย เนื่องจากว่า “มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะพายเรือทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก” (Herodotus, 1954: 92) อีกหนึ่งศตวรรษต่อมาหลังจากที่ Herodotus เสียชีวิตแล้ว Alexander the Great (356-323 BC) ได้ขยายแผ่นดินกรีกของพระองค์ออกไปทางตะวันออก ไปยังดินแดนของอาณาจักรเปอร์เซีย ทั้งนี้แม้ว่า Herodotus จะเคยเขียนเรื่องราวของเปอร์เซียไว้มากมาย แต่ชัยชนะที่ได้มานี้ถือเป็นโอกาสเหมาะที่จะสร้างความถูกต้องให้กับงานเขียนต่างๆ ของชาวกรีกที่เกี่ยวกับดินแดนเหล่านี้ ดังจะเห็นได้จากงานเขียนของ Dicaearchus (ศิษย์คนหนึ่งของ Aristotle) และ Eratosthenes (c.276-194 BC)

 

ในขณะเดียวกันกับที่วงการวิชาการให้ความสนใจแบบอย่างการพรรณนาเพื่อใช้ในการอธิบายพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้นอยู่นั้น ความสนใจที่จะทำการวัดขนาดของโลกและดาราศาสตร์ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาควบคู่กัน ในสมัยกรีกยุคของ Homer การรับรู้เกี่ยวกับโลกนั้น รู้กันว่าโลกมีรูปร่างแบนๆ เหมือนกับจาน ทุกด้านล้อมรอบด้วยมหาสมุทร จนกระทั่งศตวรรษที่ 6 เมื่อมีความสนใจด้านดาราศาสตร์เพิ่มขึ้น จึงมีการทบทวนความเชื่อเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้ง Thales of Miletus (fl.580 BC) หนึ่งในปราชญ์ผู้ก่อตั้งสำนักไอโอเนียน (Ionian School) ที่รู้จักกันดีในฐานะที่ทำให้เกิดความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดสุริยุปราคา ซึ่ง Herodotus (1954: 42) ให้ข้อเสนอว่า Thales ได้ทำการทำนายสุริยุปราคาระหว่างที่เกิดสงครามระหว่างพวกเมดส์กับพวกไลเดียน (Meds and Lydians) และ Plutarch (c.AD 46-c.120; De placit. philosoph. Ii.24) กล่าวว่า Thales ได้อ้างเหตุของการเกิดปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการซ้อนทับสลับตำแหน่งของดวงจันทร์กับโลกและดวงอาทิตย์ แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีประเด็นที่มาบ่งชี้ว่าโลกมีรูปร่างเป็นทรงกลมแต่อย่างใด ตามอย่างที่ Plutarch กล่าวถึงนั้น (De placit. philosoph. Ii.10) Anaximander มีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปทรงของโลกว่า มีลักษณะเป็นกรวย เพราะจริงๆ แล้วในสมัยนั้นจะมีก็แต่เพียง Pythagoras (fl.6th century BC) เท่านั้นที่เชื่อว่ารูปทรงของโลกเป็นทรงกลม เนื่องจากว่าเขาไม่ได้มีข้อเขียนอะไรไว้ให้เห็นกัน จึงมีก็แต่เพียงข้อเสนอแนะต่อเนื่องของนักปราชญ์รุ่นต่อๆ มาเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ข้อเสนอแนะของ Aristotle (384-322 BC) ดูจะมีความสำคัญมากที่สุดต่อความคิดนี้ หากดูกันจริงๆ แล้ว Pythagoras ถูกจัดให้เป็นผู้หนึ่งที่มีความเห็นเกี่ยวกับรูปทรงของโลก เขาเห็นว่าโลกนั้นเคลื่อนตัวไปกับดวงดาวแห่งสวรรค์ดวงอื่นๆ มีดาวที่มีแสงไฟลุกโพลงตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของจักรวาล เนื่องจากการที่เราถือกันว่ารูปทรงกลมและวงกลมเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์ที่สุดตามข้อเสนอของ Pythagoras ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า วัตถุหรือดวงดาวแห่งสวรรค์ทั้งหลาย รวมทั้งโลกของเราด้วย จึงจะต้องมีรูปร่างเป็นทรงกลมที่กำลังปรับตัวให้เป็นวงกลมด้วย ความเชื่อเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องลึกลับและเป็นปรัชญาเสียมากกว่า ที่จะเป็นเรื่องราวเชิงประจักษ์ในการหาเหตุผลในเรื่องรูปทรงของโลก

 

การบรรยายถึงโลกว่ามีรูปร่างเป็นทรงกลมของ Plato (c.427-347 BC) ในหนังสือ The Republic (Plato, 1974) และ Timaeus (Plato, 1971: 44) ถือได้ว่ามีผลต่อเนื่องที่สำคัญมากในอันที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปทรงของโลกในอนาคต ทั้งนี้ Thomson (1948: 114) ยืนยันว่า “เป็นการยอมรับของ Plato ที่ให้ไว้จนแพร่หลายอย่างที่เห็น” อย่างไรก็ตามตำแหน่งของโลกทรงกลมใบนี้ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ที่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ต่างๆ โคจรรอบ จึงอาจถือได้ว่าข้อเสนอของ Plato นี้ มีส่วนในการกีดขวางความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านดาราศาสตร์อยู่หลายศตวรรษต่อมา ในทางตรงข้ามกับความสนใจของ Plato ที่เกี่ยวกับรูปทรงของโลกใหม่นั้น การเน้นย้ำของ Aristitle ที่ว่าด้วยการเก็บรวบรวมความจริงที่ประจักษ์ก็นำไปสู่ความสนใจที่ยิ่งใหญ่ คือ ทำให้เกิดความสนใจที่จะวัดขนาดของเส้นรอบโลก (earths circumference) แนวคิดนี้เกิดขึ้นมาในกลุ่มนักเรียนของ Dicaearchus และรุกลามต่อเนื่องมาถึงสถาบันศึกษาวิจัยแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การนำของ Eratosthenes ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นบุคคลแรกที่สามารถคำนวณขนาดของเส้นรอบโลกได้ถูกต้องมากที่สุด และเรื่องราวของเขายังได้รับการบรรยายโดย Bunbery (1879: I. 615) ว่าเป็น “บรรพบุรุษของภูมิศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์” (parent of scientific geography) ยิ่งกว่านั้น Eratosthenes ยังได้พัฒนาระบบลติจูดและลองกิจูด และตีพิมพ์บทความที่เป็นทางการออกมาสามเล่ม คือ Geographica ซึ่งแม้ว่าทุกวันนี้ต้นฉบับที่สมบูรณ์จะหาไม่ได้แล้ว แต่ก็ถือได้ว่าบทความนี้เป็นแหล่งข้อมูลหลักอันหนึ่งที่ Strabo และ Ptolemy ใช้ในการพัฒนาความรู้และปรัชญาภูมิศาสตร์

 

อย่างไรก็ดี แบบอย่างการพรรณนาและดาราศาสตร์เหล่านี้ยังมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับแบบอย่างของเทววิทยา อันเป็นแบบอย่างที่ให้ความสำคัญกับจุดกำเนิดของโลก และเหตุผลสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์บนโลกใบนี้ แน่นอนว่าแบบอย่างเหล่านี้ เราสามารถพบเห็นได้ถึง การผสมผสานร่วมกันจนกลายเป็นวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นการใช้ดาราศาสตร์สำหรับทำนายเหตุการณ์ของมนุษย์และธรรมชาติบนโลก เรื่องนี้ Glacken (1967: 5) ได้เสนอแนะว่า มีแนวคิดหลักๆ อยู่สามแนวคิดที่ดูเหมือนออกจะเป็นเรื่องของศาสตร์ที่ลี้ลับ อันเป็นประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม นั่นคือ ประเด็นที่หนึ่ง โลกของเรามีอาณัติและเจตนา ที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดหรือออกแบบไว้แล้ว ประเด็นที่สอง สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเหนือมนุษย์ และประเด็นที่สาม ผู้คนสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้สำหรับนักปราชญ์จากสำนักไอโอเนียน (Ionian School) แล้ว พวกเขาเริ่มพัฒนาปรัชญาชนิดพิเศษขึ้นมาอย่างหนึ่ง เรียกกันว่า จักรวาลวิทยา หรือ Cosmology ซึ่งเป็นทฤษฎีแห่งการผสมผสานจักรวาล (Theory of the composition of the universe) ซึ่ง Thales แห่งไมลิทุสได้เสนอว่า สรรพสิ่งทุกๆ อย่าง ล้วนถือกำเนิดมาจากน้ำ แต่ว่าทฤษฎีนี้ได้รับการปรับแต่งในระยะต่อมาโดย Anaximander ที่มองเห็นว่ามีสสารเริ่มต้นจำนวนอนันต์ที่มาจากสสารทั้งหลายบนโลกเรา ซึ่งเหล่านั้นรวมทั้งน้ำด้วย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Anaximander ก็ได้พัฒนาข้อเสนอของตัวเองขึ้นมาใหม่ว่า “ระเบียบจะถูกแสดงออกมาโดยการดิ้นรนแข่งขันระหว่างสิ่งที่ตรงกันข้ามหรือสวนทางกัน” (Glacken, 1967: 9) ขณะที่โดยทั่วไปแล้วในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลนั้น ทฤษฎีที่ทรงอิทธิพลมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ทฤษฎีองค์ประกอบสี่อย่าง ซึ่งคิดและนำเสนอโดย Empedocles แห่งอากรากาส (Acragas หรือ Agrigentum ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะซิซิลี) (c. 492-432 BC) ข้อเสนอของเขาก็คือ จะต้องแยกแยะให้อากาศเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ จากนั้นข้อเสนอแนะว่า มีองค์ประกอบอิสระที่สำคัญของการถือกำเนิดแห่งสรรพสิ่งอยู่สี่อย่างด้วยกัน ประกอบด้วย ดิน อากาศ ไฟ และน้ำ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ผสมกันด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกันทำให้เกิดสิ่งต่างๆ บนโลก ทั้งสี่สิ่งนี้หลอมรวมเข้าหากันได้เพราะความรัก และผละออกจากกันด้วยความเกลียด ตรงนี้เองที่เป็นการปรับปรุงแนวคิดของ Anaximander ในเรื่องของสิ่งที่ตรงกันข้ามกันขึ้นมาใหม่ เรื่องของการกำเนิดของสรรพสิ่งยังคงได้รับการยอมรับและกล่าวถึงกันอย่างนั้น จวบกระทั่งศตวรรษที่สี่ก่อนคริสตกาลที่ Aristotle ได้ผนวกเอาองค์ประกอบที่ห้า คือ อีเธอร์ (aether: on the heavens) เข้าไป ซึ่งสำหรับ Aristotle และ เขายอมรับความคิดที่ว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงกลม และวางตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์เดียวกันนี้ ล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดมาจากองค์ประกอบพื้นฐานสี่อย่างดังกล่าว ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงหรือผุพังสลายได้ ขณะที่ทุกสิ่งที่อยู่เหนือดวงจันทร์ขึ้นไป ล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบที่ห้า ซึ่งไม่มีทางที่จะถูกทำลายได้เลย

 

ขณะที่มีวิชาจักรวาลวิทยาเกิดขึ้นมานั้นก็ได้มีพัฒนาการของแนวความคิดที่ว่าด้วยเรื่องสถานที่ที่ประชาชนต้องอยู่ในอาณัติระเบียบของโลกนี่คือความแตกต่างที่น่าสนใจที่ Glacken (1967: 13) ชี้ว่า “การสร้างความเป็นสากลที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว จะถูกสร้างขึ้นมาจากทัศนคติต่างๆ ของคนในยุคคลาสสิกที่มีต่อธรรมชาติ เหล่านี้มีความแปรเปลี่ยนมาอย่างยาวนานในแต่ละยุคแต่ละสมัย” หากพิจารณาตรงวิสัยทัศน์สมัยคลาสสิกที่เชื่อมั่นในแนวคิดทั้งหลายทั้งปวงที่ยึดมั่นต่อศาสนาแล้ว ความเชื่อเหล่านั้นย่อมจะสัมพันธ์ต่อภาวะเจริญพันธุ์ การตายและการเกิดใหม่ ซึ่งหัวใจของเรื่องนี้ คือ การบูชาสตรีเพศในฐานะ “พระแม่ของแผ่นดิน” ต่อมาได้ก่อรูปเป็นเทพีที่ยิ่งใหญ่ของกรีก เรียกว่า Gaea ทั้งนี้เชื่อกันว่าก่อนที่จะมีการเริ่มต้นทำการเกษตรมนุษย์ดำรงชีพอยู่ด้วยพืชผลที่เติบโตออกดอกผลตามฤดูกาล และอยู่ได้ด้วย ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ซึ่งความอุดมของแผ่นดินตามธรรมชาติก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับความสมบูรณ์ของโลกมนุษย์ และพิธีกรรมต่างๆ ของมนุษย์ก็จัดทำขึ้นมาเพื่อให้สามารถเข้าถึงความอารีย์แห่งพระแม่ของแผ่นดินผู้มีเมตตาต่อสัตว์เพศผู้นั่นเอง อย่างไรก็ดี แนวคิดที่ว่าด้วยแผ่นดินแม่นี้ไม่ถือว่าเป็นสากล และในตำนานของชาวอียิปต์ที่มีเทพเจ้าแห่งแผ่นดินที่เป็นเพศชาย เรียกว่า Geb ขณะที่เทพยดาฝ่ายหญิงจะเป็นเทพีแห่งนภา ที่เรียกว่า Nut หรือ Hathor

 

แนวความคิดที่ว่าพระเจ้าได้วางแผนสำหรับโลกของเราไว้เรียบร้อยแล้วถือเป็นความคิดที่มีมาแต่โบราณความลับที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ก็เคยปรากฏให้เห็นในตำนานของอียิปต์ และยังเป็นเรื่องเล่าขานกันของคนในเขตลุ่มน้ําไทกรีส-ยูฟราเตส ทฤษฎีที่ว่าด้วยเหตุผลสุดท้ายหรือคำสอน ถูกออกแบบและกำหนดโดยธรรมชาติ ถือกำเนิดขึ้นมาในเอเธนส์เมื่อศตวรรษที่ 5 ดังที่ Xenophon (c.435-354 BC) อธิบายไว้ในหนังสือ Memorabilia ของเขา โดยกล่าวว่า Socrates (ก่อน 469-399 BC) ได้ใช้หลักฐานหลักสามประการเพื่อแสดงบัญชาแห่งสวรรค์ คือ ความจริงของสรีระ ความจริงของระเบียบจักรวาล และความจริงของโลกในสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะพอดี ส่วน Plato นั้นได้พัฒนาแนวความคิดนี้บางอย่างขึ้นมา ดังปรากฏในหนังสือเรื่อง Timaeus ของเขา ที่ให้กรอบในการมองจักรวาลไว้พอสมควร โดย Plato ได้กล่าวถึงการสร้างจักรวาลจากปฐมปัจจัยสี่ปัจจัย คือ ไฟ ดิน อากาศ และน้ำ ที่หลุดจากระเบียบมาอยู่ในสภาวะไร้ระเบียบ Plato เสนอแนะว่า พระเจ้าคือความดี พระเจ้าออกแบบสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ภายใต้กฎระเบียบของพระองค์ ดังนั้น “ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะเป็นสิ่งที่ดีด้วยเช่นกัน และจะไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์” (Plato, 1971: 42) ทางด้าน Aristotle ซึ่งเป็นศิษย์ของ Plato กลับละทิ้งไม่สนใจต่อแนวคิดที่ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง แต่ให้ความสำคัญกับตรรกะภายในของธรรมชาติแทน ตรรกะเหล่านั้นจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าตามความจำเป็นพื้นฐาน ความจำเป็นที่ว่านี้ คือ กาย ธรรมชาติดำเนินไปตามประสงค์แต่เป็นประสงค์หนึ่งที่ไม่ใช่จิตสำนึก ข้อเสนออันนี้เป็นปรัชญาของสำนักสโตอิก (Stoic school) ที่สร้างขึ้นมาโดย Zeno เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลและปรัชญานี้ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเชื่อและความคิดของยุโรปในยุคต่อๆ มา ซึ่ง Zeno เชื่อว่าองค์รวมของธรรมชาติถูกกำหนดโดยกฎระเบียบต่างๆ ที่เคร่งครัด และถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์แห่งมนุษยชาติ ซึ่ง Russell (1961: 262) กล่าวถึงปรัชญาสโตอิกนี้ว่า “ทุกสรรพสิ่งมีเป้าหมายหนึ่งที่เชื่อมโยงกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ สัตว์บางชนิดเหมาะที่จะเป็นอาหารของมนุษย์ บางชนิดเหมาะสำหรับทดสอบความกล้าหาญ แม้กระทั่งแมงตัวเล็กๆ ที่ไต่อยู่บนที่นอนก็ยังมีประโยชน์ เพราะมันช่วยปลุกให้เราตื่นนอนยามเช้า ไม่ทำให้เรานอนหลับในเวลาที่ยาวนานเกินไป” แต่ก็ใช่ว่าแนวคิดเหล่านี้จะไม่มีผู้โต้แย้งหรือตั้งข้อสงสัย สำนักที่ทรงพลังในการโต้แย้งแนวคิดนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดย Epicurus (c.341-270) จึงเรียกว่าสำนักเอปิกกูเรียน ในสำนักคิดนี้มีปราชญ์หลายคนรวมทั้ง Cicero (106-43 BC) และ Lucretius (c.99-55 BC) ด้วย สำนักคิดแห่งนี้ศรัทธาในความยินดีปรีดา ซึ่งเป็นความดีล่ะหลักและยอมรับความกลัวต่อความตายและกลัวพระเจ้าซึ่งอย่างหลังนี้เป็นความเลวร้ายหลัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกพระเจ้ากับธรรมชาติออกจากกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครที่จะอาศัยอยู่บนโลกนี้ได้อย่างบริบูรณ์ไปทุกอย่าง พวกเขาเสนอว่า ธรรมชาติไม่ได้รับการออกแบบอย่างบริสุทธิ์มาเพื่อให้มนุษย์ได้ใช้

 

กำเนิดของภูมิศาสตร์คลาสสิก

 

เมื่อก้าวพ้นยุคกรีก (Hellenistic Age) ก็ย่างเข้าสู่ยุคสมัยโรมันซึ่งมีกำลังกล้าแกร่งครอบครองดินแดนแถบ
เมดิเตอร์เรเนียนนั้น วิชาภูมิศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่เพียงเรื่องราวที่วกวนเวียนอยู่แต่กับการพรรณนาเกี่ยวกับโลกเท่านั้น หากแต่ยังคงมีคำถามที่สัมพันธ์กับดาราศาสตร์และทฤษฎีที่ว่าด้วยเหตุผลสุดท้าย ตรงนี้นี่เองเป็นหัวใจสำคัญของภูมิศาสตร์คลาสสิกที่วางตัววางระบบคิดอยู่แนบกระชับอย่างยิ่งกับคำถามเชิงปรัชญาทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ตามธรรมชาติที่มนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งเนื้อหาสาระต่างๆ มีความคล้ายคลึงกัน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงไปสู่เนื้อหาสาระของฟิสิกส์ τα ϕνσιχα ซึ่งหมายถึง สิ่งที่เป็นธรรมชาติและเรขาคณิต η γεωμετϛια ที่หมายถึง การวัดโลก ดังนั้นงานเขียนที่เกี่ยวกับโลก หรือภูมิศาสตร์ จึงประกอบไปด้วยงานที่กินขอบเขตเข้าไปสู่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ การวัดโลก และเนื้อหาแห่งเหตุผลสุดท้าย ซึ่งอันหลังนี้ว่าด้วยเรื่องของบทบาทของพลังบารมีแห่งพระเจ้าที่มาก่อร่างสร้างโลกเราขึ้นมา

 

อย่างไรก็ตาม ภูมิศาสตร์ที่เป็นงานเฉพาะอย่างก็มีอยู่บ้างแม้ไม่มากมายนัก โดยขณะที่นักเขียนหรือนักปราชญ์ต่างๆ อย่าง Polybius (c.205-c.123) และ Posidonius (c.135-51 BC) กำลังเขียนงานพรรณนาเกี่ยวกับโลกไว้มากมาย ซึ่งพวกเขาบรรยายถึงโลกด้วยประวัติศาสตร์มากกว่าภูมิศาสตร์ ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่างานเขียนทางภูมิศาสตร์ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก จนทำให้มีผู้เขียนจำนวนน้อยลงหรือแทบไม่มีเลยนั่นเอง ในงานเขียน Geography ของ Strabo (c.60 BC-post AD 21) ปราชญ์ชาวกรีกที่เกิดที่อามาเซียในปอนตุส (Amasia in Pontus) ดูเหมือนว่าจะทำให้วิชาภูมิศาสตร์มีอะไรต่อมิอะไรให้ได้พิจารณากันมากเป็นพิเศษ แต่ว่าที่สำคัญก็คือ ตัวของ Strabo เองไม่ได้บ่งชี้ว่าเขาเป็นนักภูมิศาสตร์บริสุทธิ์ และจากหนังสือของเขาทั้งหมด 47 เล่มนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ กระนั้นก็ตาม Bunbury (1879: II.209) ได้กล่าวเอาไว้ว่า งานของเขาจึงมีส่วนบอกให้นักภูมิศาสตร์รุ่นหลังๆ ทราบได้บ้างว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบเห็นมุมมองที่สมบูรณ์และน่าสนใจเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของวิชาภูมิศาสตร์”

 

ที่สำคัญกว่านั้น Strabo ได้นำเสนอสิ่งประจักษ์สิ่งหนึ่งเพื่อเป็นเค้าโครงในการเขียนงานทางภูมิศาสตร์ โดยเขาเริ่มต้นให้ดูในหนังสือเล่มที่ 1 ในบรรดาหนังสือ Geograpy รวม 17 เล่มของเขาว่า “เราคิดว่าศาสตร์ของภูมิศาสตร์นั้น ต้องเน้นไปที่การสืบค้นและพิสูจน์ ซึ่งนั่นจะเป็นเยี่ยงเดียวกับวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ ที่นักปราชญ์ทั้งหลายให้ความสำคัญ” (Strabo, 1949: 3) โดยที่ Strabo ได้ยืนยันหลักฐานพื้นฐานนี้ว่า

 

1. เป็นส่วนที่ผู้คนได้วิพากษ์กันมาแต่อดีต ในเรื่องของประเด็นเนื้อหา อย่างเช่นที่ Homer และ Anaximander ที่เป็นนักปราชญ์ได้เคยกระทำมาแล้ว

 

2. เป็น “การเรียนรู้ที่กว้างด้วยตัวของมันเองเดี่ยวๆ นั้น มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างงานทางภูมิศาสตร์ขึ้นมา โดยที่การเรียนรู้อย่างกว้างๆ นี้ จะดำเนินการโดยคนผู้ซึ่งสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ทั้งมนุษย์และสวรรค์ ซึ่งความรู้เหล่านี้เรียกกันว่า ปรัชญา” (Strabo, 1949: 5)

 

3. เป็นส่วนที่การใช้ประโยชน์ของภูมิศาสตร์ “เป็นสิ่งที่คาดคะเนล่วงหน้าของนักภูมิศาสตร์ เช่นเดียวกับนักปราชญ์ นั่นคือจะต้องเป็นคนที่วุ่นวายอยู่กับการสืบค้นหาศิลปะแห่งชีวิต ซื่งหมายความว่าจะเป็นความสุขแห่งกิจวัตร (Strabo, 1949: 5)

 

ไม่ปรากฏว่ามีที่ใดเลยที่ Strabo ได้ให้ความกระจ่างชัดและนิยามตรงๆ เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ แต่ในหนังสือเล่มที่ 1 ของเขา เขาได้กล่าวอ้างว่า ภูมิศาสตร์นั้นต้องการการเรียนรู้จากทุกสาขาวิชา อีกทั้งยังเป็น “เรื่องราวทั้งหลายทั้งมวลที่มีคนดำเนินการและให้รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะต่างๆ ของประเทศ ในการที่จะต้องมุ่งความสนใจเฉพาะไปยังสาระทางดาราศาสตร์และเรขาคณิต” (Book I. I. 12-13) (Strabo, 1948: 25) ยิ่งไปกว่านั้น เขายังกล่าวถึง ความจำเป็นที่จะต้องผนวกเอาประวัติศาสตร์ของพื้นที่เหล่านั้นเข้าไปด้วย ทั้งนี้เขาได้นิยามถึงประวัติศาสตร์ของสัตว์ พืช และทุกๆ สิ่งที่เป็นผลผลิตของแผ่นดินสีทะเลด้วย (Book I. I. 16) และยังจะต้องเน้นไปที่พัฒนาการทางการเมืองของรัฐเหล่านั้นด้วย (Book I. I. 18) อีกทั้งเขายังได้เพิ่มประเด็นเชิงประจักษ์เข้าไปอีก โดยที่เขาอ้างว่า “ภูมิศาสตร์ได้รวมเอาทฤษฏีที่ไม่มีคุณค่า ทฤษฎีศิลปะของคณิตศาสตร์ ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และทฤษฎีต่างๆ ที่วางอยู่บนขอบเขตแห่งประวัติศาสตร์และเรื่องราวลึกลับบางอย่าง” (Book II. 19) (Strabo, 1949: 39)

 

รายละเอียดจากงานของ Strabo ยืนยันว่า “ส่วนที่เป็นประโยชน์อย่างมากของภูมิศาสตร์ คือ การส่งเสริมสนับสนุนความปรารถนาของรัฐ” และ “นั่นหมายความว่า ภูมิศาสตร์จะอยู่ในฐานะองค์รวมที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของผู้มีอำนาจแห่งรัฐนั้น” (Book I. I. 16) (Strabo, 1949: 31) นั่นจึงเป็นการแน่นอนที่เขาเองจะยืนยันเสมอว่า “นายพลที่ยิ่งใหญ่จะต้องเป็นผู้ที่ปราศจากข้อจำกัดหรือข้อยกเว้นใดๆ ในอันที่ที่เข้ารอบครอบครองเหนือแผ่นดินและทะเลทั้งหลาย และทำการรวบรวมชาติต่างๆ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองและการเมืองที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (Book I. I. 16) (Strabo, 1949: 31) ดังนั้นบทบาทของภูมิศาสตร์จึงหมายถึง การให้ข่าวสารข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ปกครองในการที่นำชัยชนะเหนือดินแดน และการรักษาอำนาจเหนือดินแดนปกครองเหล่านั้นเอาไว้อย่างที่เขาได้กล่าวว่า “การพรรณนาที่ภูมิศาสตร์ได้ให้มานั้นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนทั้งหลายที่ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับสิ่งนี้หรือไม่ก็สิ่งนั้นที่เป็นอยู่อย่างนั้นหรือไม่ก็อย่างอื่น และสิ่งที่เป็นที่รู้จักหรือไม่ก็ไม่รู้จักดังนั้นพวกเขาจึงสามารถจัดการกิจการต่างๆ ของพวกเขาได้ในระดับที่น่าพึงใจ ถ้าหากว่าเขารู้ว่าประเทศของเขานั้นกว้างใหญ่ปานใด ประเทศของเขาอยู่ตรงไหน และอะไรเป็นสิ่งแปลกหรือผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าหรือดิน” (Book I. I. 16) (Strabo, 1949: 33) อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของภูมิศาสตร์นั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะกับเรื่องใหญ่ๆ ของรัฐของชาติเท่านั้นหากแต่ยังมีต่อเรื่องเล็กๆ ด้วยเหมือนกัน ซึ่ง Strabo ได้แสดงตัวอย่างให้เห็นถึงเรื่องของการออกล่าสัตว์ ที่บ่งชี้ถึงความสำคัญที่มีอยู่จริง “การออกล่าสัตว์ครั้งหนึ่งๆ นั้น จะประสบความสำเร็จในการไล่ล่าได้นั้นจำเป็นต้องรู้ถึงลักษณะและเรื่องราวทั้งหลายของป่าไม้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า เฉพาะแต่กับพรานที่รู้จักภูมิภาคต่างๆ เป็นอย่างดีเท่านั้น ที่จะสามารถตั้งแคมป์ล่าสัตว์ในตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์ต่อเขาได้ ทั้งในการซุ่มโจมตีหรือไล่ล่าออกไป” (Strabo, 1949: 35)

 

ในด้านเนื้อหาภูมิศาสตร์แล้ว Strabo เชื่อถือและได้ใช้งานของบรรพชนนักคิดนักปราชญ์รุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็น Eratosthenes, Polybius หรือว่า Aristotle ซึ่งนั่นย่อมเป็นการแน่นอนที่งานเขียนของเขาย่อมมีรายละเอียดที่เป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์หลายๆ อย่าง ที่เคยรู้มาก่อนหน้านี้ Strabo ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าโลกของเราเป็นทรงกลม ตั้งอยู่ในตําแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน เขาระบุว่า ส่วนที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้บนโลกของเราใบนี้ เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบทุกด้านด้วยมหาสมุทร และรายละเอียดส่วนใหญ่ในหนังสือ Geography ของเขานั้น จะประกอบไปด้วยแบบอย่างการพรรณนาเกี่ยวกับโลกที่เรารู้จัก โดยที่เขาได้เขียนเรื่องราวเริ่มต้นไว้ในหนังสือสองเล่มแรก ต่อจากนั้นอีกแปดเล่มก็เขียนบรรยายถึงเรื่องราวของยุโรป หกเล่มต่อมาเขียนเกี่ยวกับเอเชีย และเล่มสุดท้ายเขียนถึงอัฟริกา

 

การบรรยายเกี่ยวกับโลกที่สำคัญมากต่อจากหนังสือ Geography ของ Strabo ก็คือ Natural History ของ Pliny (AD 23-79) ซึ่งแม้ว่างานชิ้นนี้จะไม่ได้รับการกล่าวอ้างว่าเป็นผลงานทางภูมิศาสตร์ก็ตามที แต่ว่าก็มีความมุ่งหมายที่จะนำเสนอภาพทั่วๆ ไป ของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนขององค์ประกอบหรือการประกอบกันของลักษณะทางกายภาพของจักรวาล งานของ Pliny มีลักษณะเป็นวิธีวิจารณ์ (considerable criticism) โดยค่อนข้างที่จะขาดโครงสร้าง รวมถึงค่อนข้างด้อยต่อความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ นั่นจึงเป็นเรื่องแน่นอนที่ Bunbury (1879: 374) ได้อภิปรายว่า เมื่องานเขียนทางภูมิศาสตร์ของ Pliny ถูกนำมาเปรียบเทียบกับงานของ Eratosthenes และ Strabo แล้ว ดูคล้ายๆ กับว่า พวกเราถูกปะทะเข้ากับความขาดแคลนซึ่งความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ทั้งมวลเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้นำเสนอมา หรือเกี่ยวกับมุมมองทั่วไป ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้พัฒนาให้สมบูรณ์เยี่ยงเดียวกับนักภูมิศาสตร์สมัยกรีก มีปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับงานชิ้นนี้ของเขา ซึ่งเกิดจากการออกแบบและวิธีการรวบรวมต่างๆ อย่างในส่วนนำของหนังสือเล่มที่หนึ่ง Pliny ได้อ้างว่า เขาได้รวบรวมประเด็นต่างๆ ไว้มากมายถึง 20,000 หัวข้อ จากการอ่านหนังสือมากมาย จำนวน 2,000 เล่ม ของนักเขียนถึง 100 คน (Pliny, 1855: I. 7) และนั่นเองที่ดูเหมือนจะเป็นข้อขัดแย้งในงานของเขามากมาย เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีความไม่ชัดเจน และความสับสนไม่เป็นระเบียบมากมายในงานของเขา

 

หนังสือเล่มที่สองในงาน Natural History ของ Pliny เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับโลกและส่วนประกอบต่างๆ โดยกำหนดให้โลกอยู่ในระบบของดาราศาสตร์สิ่งเหล่านี้กล่าวไว้ในหนังสือสี่เล่มของเขาที่เป็นเรื่องราวทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเขาได้อธิบายถึงตำแหน่งของประเทศต่างๆ ผู้คนกลุ่มต่างๆ ทะเลหลายแห่ง เมือง ท่าเรือ ภูเขา แม่น้ำ และชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม ซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่กล่าวนี้ยังคงมีให้เห็นอยู่ แต่บางอย่างก็อันตรธานไปแล้ว (Pliny, 1855: I. 11) จากการพิจารณาจุดเปลี่ยนของรอยต่อระหว่างข้อสังเกตทางดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ของเขา ทำให้พบว่า Pliny ให้การยอมรับวิธีการเชิงพรรณนาอย่างง่ายๆ ในการศึกษาและนำเสนอทางภูมิศาสตร์อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือในส่วนที่กล่าวถึงกลุ่มเผ่าชนพื้นเมืองที่หายไปนั้น ถือได้ว่าเขาสามารถ ผสมผสานงานทางประวัติศาสตร์เข้ากับงานเขียนทางภูมิศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว ในหนังสือที่ยังปรากฏอยู่เล่มหนึ่งของเขา เขาเขียนอธิบายของมนุษย์และการค้นพบของมนุษย์ สัตว์ นก พืช ยา และแร่ธาตุ ซึ่งเหล่านี้มีการแยกบทเอาไว้ตามประเด็นหัวข้ออย่างชัดเจน

 

ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับงานเขียนของ Strabo และ Pliny คือ งานเขียน Geography ของ Claudius Ptolemaeus (c.AD. 90-168) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของชนรุ่นเราในนาม Ptolemy ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า Ptolemy นั้นเป็นนักดาราศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในหอสมุดแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย ก่อนที่เขาจะหันเหความสนใจมาสู่วิชาภูมิศาสตร์นั้น เขาได้เขียนหนังสือสรุปย่อเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาอาราบิก มีชื่อว่า Almagest ภายในหนังสือเล่มนี้ Ptolemy กำหนดให้โลกของเราสถิตอยู่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และยังให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นตารางแสดงลติจูด 33 เส้นเหนือเส้นอาคติก เซอร์เคิลขึ้นไป ตอนเริ่มต้นบทของ Geography งานของ Ptolemy เขาได้นิยามให้ภูมิศาสตร์เป็น “โครงร่างจำลองของส่วนต่างๆ ของโลกที่เราสามารถเข้าใจได้ ภายใต้ขอบเขตความรู้ของพวกเราโดยองค์รวม แล้วมีส่วนย่อยๆ เข้ามาเสริมประกอบ” และเขายังได้แสดงให้เห็นถึงความผิดแผกกันของพงศาวดาร ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการบรรยายรายละเอียดของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งชนโลกเรา ดังนั้นตามความเห็นของ Ptolemy แล้ว ภูมิศาสตร์นั้นเป็นเรื่องขององค์รวม ขณะที่พงศาวดารเป็นเรื่องเฉพาะที่เฉพาะส่วนเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังระบุชัดเจนว่า  คณิตศาสตร์เป็นแกนกลางของภูมิศาสตร์ ขณะที่พงศาวดารเป็นแต่เพียงการบรรยายลักษณะภูมิประเทศที่ไม่จำเป็นต้องใช้คณิตศาสตร์แต่อย่างใด

 

สำหรับการอธิบายเกี่ยวกับวิธีการสร้างลูกโลกจำลองนั้น Ptolemy ได้ใช้แนวเส้นขนานและเมอริเดียนร่วมกัน ซึ่งเขาได้ให้รายละเอียดเส้นโครงแผนที่ไว้สองลักษณะด้วยกัน อันหนึ่งเป็นแบบกรวย และอีกอันหนึ่งเป็นแบบทรงกลม ซึ่งสามารถใช้ได้ดีในการจำลองลงมาสร้างแผนที่บนแผ่นเรียบอย่างกระดาษหรือแผ่นหนัง เมื่อกรอบทฤษฎีของเขาชัดเจนแล้ว เขาจึงอุทิศพื้นที่ส่วนใหญ่ในหนังสือ Geography ของเขา ด้วยการบรรจุเอารายละเอียดแบ่งทวีปออกเป็นภูมิภาค และมีรายละเอียดของตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่หรือเหตุการณ์สำคัญๆ ที่มีลติจูดกับลองกิจูดกำกับอยู่ นี่เองที่ถือว่าเป็นแหล่งรวมแผนที่ที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป จวบจนกระทั่งมีการขยายอำนาจในการออกสำรวจดินแดนต่างๆ ของปอร์ตุเกสกับสเปนในศตวรรษที่ 15 และ 16 แต่ก็โชคไม่ดีเลยเพราะแทนที่ข้อมูลเหล่านี้จะมีความถูกต้องน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ในอนาคต กลับกลายเป็นว่ามันเป็นรายละเอียดที่ได้มาจากฐานข้อมูลที่มีความถูกต้องน้อยมาก ความผิดพลาดพื้นฐานที่เขานำเข้าไปใช้ในงานชิ้นสำคัญนี้เนื่องจากว่า Ptolemy เชื่อและใช้ตัวเลขแสดงความยาวของเส้นรอบโลกที่คำนวณโดย Posidonius ซึ่งมีระยะเพียง 180,000 stades การยอมรับดังกล่าวนี้ถือได้ว่าแปลกประหลาดพอสมควร เนื่องจากว่า ก่อนหน้านี้ Eratisthenes ได้ทำการคำนวณเส้นรอบโลกไว้แล้ว และผลการคำนวณนั้นก็มีความถูกต้องน่าเชื่อถืออยู่ กล่าวคือคำนวณได้ระยะทางยาว 252,000 stades มีปัญหาเบื้องต้นอยู่บ้างในการเทียบเคียงค่าของหน่วยวัดระยะทางของโรมันนี้ (stadion) เข้าสู่หน่วยวัดระยะทางสมัยใหม่ แต่เท่าที่ศึกษาเห็นว่า Ptolemy ใช้เทียบกับเลข 157.5 เมตร (Holt-Jensen, 1988) ถ้าหากตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาใช้แล้ว ความแตกต่างระหว่างการคำนวณของ Posidonius และ Ptolemy กับของ Eratosthenes จะมีอยู่ราวๆ 11,340 กิโลเมตร ดังนั้นการคำนวณระยะทางของ Ptolemy จึงน้อยกว่าความจริงประมาณ 11,729 กิโลเมตร และนี่เองเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้นักสำรวจในสมัยกลางใช้ผลการคำนวณอันน้อยกว่าความเป็นจริงอย่างกว้างขวาง

 

แนวความคิดภูมิศาสตร์กรีกและโรมัน

 

มีผู้เสนอแนะแนวความคิดหลายต่อหลายคน ที่กล่าวถึงความรู้ทางภูมิศาสตร์ในสมัยกรีกและโรมัน ว่ามีความแปลกแตกต่างกันเป็นอย่างมากในนวกรรม แตกต่างกันในพลวัต และการนำเสนอของชาวกรีกนั้นดูเป็นจุดเริ่มต้นที่สว่างไสวเต็มไปด้วยความหวังในอัตถประโยชน์ ขณะที่ยุคสมัยของโรมันกลับกลายไม่พัฒนาให้ก้าวหน้าและยังเป็นความซบเซาเหงาหงอยของภูมิศาสตร์ ดังนั้น Gould (1985: 13) จึงได้เสนอแนะว่า “น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ปัญญาชวนพิศวงและการก่อตัวเชิงศิลปะของโลกยุคคลาสสิคและกรีกไม่ใช่สิ่งสุดท้าย จิตวิญญาณของโรมันเป็นระเบียบที่แตกต่างออกไป แบบอย่างบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมาะสมของกรีกก็จะถูกขจัดออกไป แหล่งแห่งความอยากรู้อยากเห็นก็จะถูกตระเตรียมเพื่อก้าวต่อไปสู่คำถามต่างๆ” นี่มากจากภูมิศาสตร์ของ Strabo และ Ptolemy ที่ถือว่าเกี่ยวกับความแตกต่างของสถานที่และประชาชนนั้น มีตัวอย่างให้เห็นได้ชัดในการควบคุมทางการเมืองของอาณาจักรกรีกและโรมัน นี่จึงเป็นเครื่องแสดงที่แจ่มชัดถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างภูมิศาสตร์กับชัยชนะเหนือดินแดนอื่น ทั้งดินแดนตะวันออกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชกรีฑาทัพไปถึงและดินแดนยุโรป และเมดิเตอร์เรเนียนที่กองทัพโรมันแผ่ขยายอำนาจครอบครอง สำหรับชัยชนะต่อพวกเปอร์เซียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนั้น นอกจากจะส่งผลให้พระองค์สามารถครอบครองดินแดนกว้างไกลไปถึงอินเดียแล้ว และก่อให้เกิดความรู้ทางภูมิศาสตร์และมีงานเขียนทางภูมิศาสตร์เกิดขึ้นเป็นยุคแรกๆ ด้วยแล้ว ยังทำให้ความรู้ทางภูมิศาสตร์แพร่กระจายออกไปด้วย โดยเฉพาะความรู้ที่ได้จากงานของ Dicaearchus และ Eratosthenes

 

ภูมิศาสตร์จีนและอิสลาม

ภูมิศาสตร์จีน: แบบอย่างที่หลากหลาย

 

การที่อาณาจักรโรมันล่มสลายเมื่อปี ค.ศ.476 ภูมิศาสตร์ของชาวยุโรปก็ก้าวเข้าสู่ร่มเงาของความตกต่ำอย่างสุดๆ ถือเป็นการหยุดชะงักแห่งยุคมืดเลยทีเดียว มีงานเขียนทางภูมิศาสตร์คอนกรีกและโรมันเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ แต่ว่าคนป่าเถื่อนเยอรมันที่เข้ามาย่ำยียังดินแดนในอาณาจักรโรมันก็ได้ใช้ข้อมูลจากงานเหล่านี้บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ซึ่งก็แน่ละเพราะงานมากมายได้สูญหายไปเรียบร้อยแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งงานทั้งหลายที่อยู่ในกรุงอเล็กซานเดรีย ซึ่งถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงเมื่อปี 47 ก่อนคริสตกาล จนเป็นเหตุให้เอกสารต่างๆ กว่า 4 แสนฉบับในห้องสมุดใหญ่ถูกอัคคีเผาทำลายเกือบหมดสิ้น และเมื่อปี ค.ศ.391 ก็ยังมีการรบกวนที่นำไปสู่การสูญเสียแบบเดียวกันอีกในโบสถ์เซราปิส ซึ่งครั้งนั้นได้สูญเสียหนังสือและเอกสารดีๆ มากกว่า 3แสนเล่มเลยทีเดียว ช่วงเวลาเดียวกันนั้น แยกออกไปจากโลกของกรีกและโรมันอย่างสิ้นเชิงเป็นโลกของจีนที่มีวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน ณ ดินแดนตะวันออกแห่งนี้ มีความสนใจที่มุ่งเน้นไปสู่ปัญญาสากลและกิจกรรมเชิงวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงยุคสมัยของราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) และราชวงศ์สุ้งใต้ (ค.ศ.1127-1279) เรื่องราวเหล่านี้ได้รับการบรรยายอย่างละเอียดโดยนักเดินทางชาวเวนิส มาร์โค โปโล ในช่วงเวลานี้เองที่มีงานเขียนทางภูมิศาสตร์เกิดขึ้น งานเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากชัยชนะของกองทัพจีนและพระประสงค์ของฮ่องเต้ ที่ใคร่ได้มีความรู้เกี่ยวกับดินแดนในปกครองของพระองค์ นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาวิธีการสำรวจใหม่ๆ และทักษะการทำแผนที่ของชาวจีนขึ้นมา ส่งผลให้ชาวจีนสามารถผลิตแผนที่ที่มีคุณภาพดีกว่า เหนือกว่า แผนที่ที่ผลิตในยุโรปในยุคสมัยเดียวกัน

 

เอกสารทางภูมิศาสตร์ของจีนในช่วงแรกๆ ที่รู้จักกันดี คือ หยูกัง (Yu Kung: Tribute of Yu) ในบทที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์คลาสสิก หรือ ชูชิง (Shu Ching: Historical Classic) ซึ่งเขียนขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล เอกสารฉบับนี้ได้ให้เรื่องราวของการค้นพบในช่วงอาณาจักรชู (Chou Empire) โดยเนื้อหาหลักๆ จะเป็นเรื่องภูมิศาสตร์กายภาพ และรายการแสดง “ประเพณีต่างๆ ในพื้นที่เก้าจังหวัด รวมถึงชนิดดิน ผลิตภัณฑ์ และทางน้ำที่สามารถขนส่งสินค้าผ่านได้” (Needham and Wang Ling, 1970: 500) นอกจากนี้ยังมีเอกสารแนะการเดินทางอื่นๆ อีกหลายฉบับ เป็นต้นว่า ชานไฮ่ชิง (Shan Hai Ching) ที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานทางภูมิศาสตร์ แต่ก็ยังบรรจุเอาเรื่องราวลี้ลับแสนกลเข้ามาร่วมกับข้อมูลทางชาติพันธุ์และประชาชนด้วย ทั้งนี้ Needham and Wang Ling (1970) ได้นำเสนอว่างานเขียนทางภูมิศาสตร์ของจีนมีห้าประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันคือ

 

1. ภูมิศาสตร์มนุษย์ (Anthropological geographies) ซึ่งเรียกเป็นภาษาจีนว่า ฉีกังตู (Chih Gung Thu) เป็นเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา

 

2. การบรรยายถึงวิถีท้องถิ่นของจีนตอนใต้ (Descriptions of the folk customs of the countries to the south of China) เรียกว่า เฟ้งตูชี (Feng Thu Chi) และการบรรยายดินแดนที่ไม่เป็นที่รู้จักคุ้นเคย เรียกว่า อี้วูฉี (I Wu Chih) ทั้งสองเรื่องนี้เขียนในช่วงศตวรรษที่ 2

 

3. หนังสืออุทกศาสตร์และการบรรยายเกี่ยวกับชายฝั่ง (Hydrographic books and Coastal descriptions) ได้แก่ ซุยชิง (Shui Ching: Waterways classic)

 

4. ภูมิศาสตร์ท้องถิ่นหรืองานบันทึกท้องถิ่น (Local geographies or gazetteers) ได้แก่ หัวหยางกัวฉี (Hua Yang Kuo Chih: Historical geography of Szuchuan) ซึ่งส่วนใหญ่เขียนในช่วงศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา

 

5. พจนานุกรมภูมิศาสตร์ (Geographical encyclopaedias) ซึ่งรวบรวมไว้ตั้งแต่ราชวงศ์จิ๋น (ระหว่างศตวรรษที่ 3 และ 4) ซึ่งมีลักษณะงานคล้ายๆ กับที่ Strabo ได้เขียนเอาไว้

 

ภูมิศาสตร์จีนมีลักษณะใกล้ชิดกับดาราศาสตร์และการทำแผนที่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ดาราศาสตร์มีบทบาทสำคัญมากต่อวิทยาศาสตร์ของจีน เนื่องจากว่าเป็นประเด็นสำคัญทางศาสนาที่เชื่อในเรื่องกลุ่มก้อนแห่งจักรวาล และยังเชื่อมโยงกับโหราศาสตร์ด้วย ยิ่งกว่านั้น ความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์และการจัดทำปฏิทินการเกษตรยังเป็นวิถีในการควบคุมประสิทธิภาพการผลิตของประชากรด้วย อีกทั้งยังมีความเชื่อโบราณในจีนที่ว่า สวรรค์มีลักษณะกลมๆ และโลกมีลักษณะเป็นจัตุรัส แต่เมื่อเข้ามาสู่ศตวรรษที่ 2 ก็ได้เกิดแนวความคิดหลักๆ ทางด้านจักรวาลวิทยาและดาราศาสตร์ขึ้น จำนวน 3 สำนักคิด (Needham and Wang Ling, 1970) คือ ทฤษฎีไกเทียน (Kai Thien Theory) ที่ระบุว่าสวรรค์เปรียบประดุจกับผืนแผ่นกว้างที่ปกคลุมโลกเอาไว้ โดยสวรรค์นั้นมีรูปร่างเป็นชามที่วางอยู่เหนือสิ่งอื่นใดๆ สำนักคิดหันเทียน (Hun Thien School) มีคำสอนใกล้เคียงกับมุมมองเรื่องสวรรค์ของกรีก โดยระบุว่าสวรรค์มีลักษณะเป็นทรงกลมหมุนโอบอ้อมโลกเอาไว้ และการสอนของหซวนเหย (Hsuan Yeh Teaching) สำนักนี้สอนว่า อวกาศนั้นเป็นอนันต์ เป็นอวกาศที่เทหวัตถุแห่งสวรรค์ล่องลอยอยู่อย่างเสรี

 

นักคิดเกี่ยวกับดาราศาสตร์และงานทำแผนที่คนสำคัญที่สุดของจีน คือ Chang Heng (AD 78-139) และ Phei Hsiu (AD 224-271) ซึ่งแม้ว่าจะมีแผนที่เกิดขึ้นในจีนนับตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลแล้ว แต่ก็ถือกันว่าปราชญ์ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้พัฒนาวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ระบบพิกัดสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับการทำแผนที่ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ทั้งนี้กลุ่มของงานเขียนแผนที่ทั้งหลายในศตวรรษนั้นถูกนำมาใช้ร่วมกันโดย Chu Ssu-Pen (1273-1337) ผู้ที่ทำการสรุปข่าวสารและข้อมูลใหม่ๆ ที่มีอยู่มากมายให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งก็มีการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อผนวกดินแดนเอเชียเข้าด้วยกันของชาวมองโกล แผนที่จีนของเขานั้นมีประมาณ 1311-1320 ระวาง เหล่านี้ถูกใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงและเป็นแบบอย่างการทำแผนที่ของทั้งสองประเทศสืบมา และจากการที่ Chu Ssu-Pen เป็นคนที่รอบคอบเกี่ยวกับกับการแสดงดินแดนต่างๆ ที่ห่างจากจีนออกไป นั่นก็เป็นสิ่งแสดงถึงความแน่ชัดว่า เขามีระดับความรู้เกี่ยวกับยุโรปในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงกล่าวถึง
อัฟริกาว่า เป็นดินแดนที่อยู่ตรงจุดด้านใต้ของสามเหลี่ยม ซึ่งเรื่องนี้ในแผนที่ของชาวยุโรปและชาวอาหรับร่วมสมัยจะระบุว่า เป็นดินแดนที่อยู่ตรงจุดด้านตะวันออกมากกว่า (Needham and Wang Ling, 1970)

 

ภูมิศาสตร์ของโลกมุสลิม

 

การตั้งอยู่ระหว่างยุโรปกับจีนไม่ใช่เหตุผลอย่างเดียวที่ทำให้ปรัชญาทางภูมิศาสตร์ของมุสลิมโดดเด่นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 7 และ 8 หากแต่ยังมีการผลึกกำลังอันยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิมทั้งปวงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ และแม้ว่าคลื่นลูกแรกแห่งชัยชนะของมุสลิมที่นำความหายนะและทรุดโทรมไปสู่โลกตะวันตกที่เคยรุ่งเรืองในอดีต (อย่างเช่นที่เกิดที่อเล็กซานเดรียเป็นตัวอย่าง) แต่ในส่วนของโลกมุสลิมเองยังได้มีศูนย์กลางแห่งวิทยาการผุดขึ้นมามากมายด้วยเช่นกัน ศูนย์กลางที่สำคัญๆ ได้แก่ กรุงไคโร ดามาสกัส แบกแดด และกรานาดา ซึ่งศูนย์กลางเหล่านี้เป็นที่รวมงานเขียนทางภูมิศาสตร์ด้วย และจากเหตุผลที่ตั้งอยู่ระหว่างสองทวีปนี่เอง ที่นอกเหนือจากจะมีการแปลงานของกรีกและโรมันเพื่อเอามาใช้ประโยชน์แล้ว อาหรับยังเปิดรับเอาวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์หลายอย่างมาจากจีนด้วย

 

ปัจจัยพื้นฐานอันหนึ่งที่สำคัญมากต่องานเขียนทางภูมิศาสตร์มุสลิม คือ ความศรัทธาในศาสนา ทั้งนี้ชาวมุสลิมทุกคนถือเป็นความสัตย์แห่งชีวิตอย่างหนึ่ง นั่นคือ จะต้องเดินทางไปจาริกแสวงบุญยังกรุงเมกกะหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อยในชีวิต อันถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้า นี่เองที่ทำให้มีคู่มือหรือเอกสารแนะนำการเดินทางออกมามากมาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและบรรยายลักษณะต่างๆ ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้แสวงบุญทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้นความปรารถนาที่จะเดินทางนี้ยังทำให้นักปราชญ์จากที่ต่างๆ ทั่วโลกมุสลิมได้มีโอกาสได้พบปะกัน และมีการโต้แย้งในประเด็นต่างๆ ที่เป็นการประเทืองปัญญา จากการศึกษารวบรวมของ Baker (1937) พบว่ามีนักภูมิศาสตร์มุสลิมในยุคแรกๆ อยู่หลายคน ได้แก่ Ibn Khurradadhbih (fl.850), al-Yaqubi (fl.900) และ Ibn Hawkal (fl.953) ซึ่งเป็นผู้รวบรวมงานเขียนของปราชญ์คนอื่นๆ ขณะที่ al-Muqaddasi (c.945-c.988) ได้นำเสนอแนวคิดอะไรของตัวเองขึ้นมาใหม่ al-Muqaddasi ได้เดินทางออกไปยังที่ต่างๆ มากมาย จนทำให้เขามีประสบการณ์ในการเรียนรู้ ในการสังเกตและนำเสนอความรู้เหล่านั้นได้อย่างน่าสนใจยิ่ง อย่างไรก็ดีนักภูมิศาสตร์ยุคแรกๆ หลายคนยังมีอิทธิพลต่อโลกคริสเตียนยุโรปด้วย

 

ในทางตรงกันข้าม al-Idrisi หรือ Abu Abd Allah Muhammad B. Muhammad B. Abd Allah B. Idrisi al-Ali Bi-Amr Allah หรือเรียกสั้นๆ ว่า Al-Sharif Al-Idrisi (1099-1180) เป็นผู้ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานทางภูมิศาสตร์ตามแบบอย่างการพรรณนา โดยเขียนหนังสือเรื่อง Kitab Nuzhat al-mushtak fi Khtirak al-afak เสร็จลงเมื่อปี ค.ศ.1154 ถือกันว่า al-Idrisi เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางภูมิศาสตร์เป็นอย่างมากเพราะว่าเขานั้นมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงสภาขุนนางแห่งกษัตริย์โรเจอร์ที่สองแห่งซิซิลี (Roger II of Sicily) ในบทนำของหนังสือเล่มนี้ al-Idrisi ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องบรรยายถึงเมืองต่างๆ และขอบขัณฑ์ของเมือง แล้วนำมาแสดงในแผ่นเงินเรียบ โดยนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการเกษตรและการตั้งถิ่นฐานรวมถึงปรากฏการณ์ที่เห็นได้ในทะเล บนภูเขา แม่น้ำ และพื้นราบ (Jaubert, 1975: xxi) ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้รวบรวมเอารายละเอียดของพืชผลหลักศิลปะและหัตถกรรม การค้าส่งออกและนำเข้ารวมถึงวิถีชีวิต ความอยากรู้อยากเห็น และศาสนาของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตต่างๆ ทั้ง 7 เขตอากาศ ซึ่งเขาเองเป็นผู้ที่ได้แบ่งเขตอากาศของโลกดังกล่าวเอาไว้ ยังมีนักภูมิศาสตร์อาหรับบางคนอีกที่เขียนผลงานเอื้อประโยชน์ต่อยุโรปในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 12 ซึ่งนักเขียนนักเดินทางอาหรับที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในเรื่องดังกล่าว ก็คือ Ibn Batuta หรือ Shams al-Din Abu Abd Allah Muhammad B. Adb Allah B. Muhammad B. Ibrahim B. Muhammad B. Ibrahim B. Yusuf al-Lawati al-Tandji เขาเกิดที่แทงเจีย (Tangier) เมื่อปี ค.ศ.1304 และเสียชีวิตที่โมรอคโคเมื่อปี ค.ศ.1368-69 หรือไม่ก็เป็นปี ค.ศ.1377 อย่างใดอย่างหนึ่ง (Encyclopedia of Islam, 1971) งานเขียนเรื่อง Tuhfah al-nuzzar figharaib al-amsar wa-adjaib al-asfar ของเขาเขียนเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1357 และถือเป็นงานที่สำคัญมาก เพราะเป็นผลงานที่ได้บรรยายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับอินเดีย อนาโตเลีย และอัฟริกาตะวันตก นอกจากนั้นในระหว่างที่เขาเดินทางไปยังที่ต่างๆ มากมายนั้น Ibn Batuta ครั้งหนึ่งของเขาได้รับเชิญจากเจ้าผู้ครองกรุงเดลฮี ให้เป็นราชทูตไปสันทวไมตรีกับจีน อีกทั้งยังทำให้เขาได้มีโอกาสเดินทางไปยังหมู่เกาะมัลดิฟ และศรีลังกา Ibn Khaldun หรือ Wali Al-Din Abd al-Rahman B. Muhammad B. Muhammad B. Abi Bakr Muhammad B. al-Hassan (1332-1406) เป็นปราชญ์ร่วมสมัยกับ Ibn Batuta ที่บางครั้งถูกกล่าวถึงในฐานะนักภูมิศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่เขาจะถูกเรียกขานในฐานะนักประวัติศาสตร์ ปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ หรือไม่ก็นักสังคมวิทยาเสียมากกว่า ซึ่งแม้ว่าประเด็นนี้ ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาเรื่อง Mukaddimah จะเป็นมุมมองเชิงวัฐจักรที่ยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ได้ภาพรวมที่ดีเกี่ยวกับรัฐ อันเป็นแนวทางคิดเชิงภูมิศาสตร์ของอาหรับในช่วงศตวรรษที่ 14 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะพบว่างานเขียนของ Ibn Khaldun นั้นมุ่งเน้นที่กระบวนการก่อเกิดและล่มสลายของรัฐ แต่พวกเขาเองก็ได้พัฒนาแนวคิดหลายอย่างที่พิจารณาถึงความสำคัญของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทางสังคมและการเมือง ทั้งนี้ศูนย์กลางของแนวคิดของเขา คือ การมองว่ารัฐทั้งหลายพัฒนาการขึ้นมาอย่างเป็นขั้นตอนตามธรรมชาติ โดยเริ่มต้นเติบโต ย่างเข้าสู่วัยกลาง ช่วงสุดโทรม และห้วงเวลาแห่งความเสื่อมสลายลง ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการรวมตัวกันอย่างแน่นแฟ้นของความรุ่งเรืองนั้นจะถูกปัจจัยบางสิ่งบางอย่างกัดกร่อนลงอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับประเด็นสาระเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของ Ibn Khaldun ที่ประกอบอยู่ในบทที่หนึ่งนั้น หลักๆ แล้ว ได้มาจาก Ptolemy และ al-Idrisi ซึ่งแน่นอนว่าแผนที่และการบรรยายภูมิประเทศของส่วนต่างๆ ของโลกของเขา มีลักษณะคล้ายกับที่ al-Idrisi ได้ทำไว้ให้เป็นแบบอย่าง ส่วนการเตรียมการนำเสนอเชิงวิพากษ์ในครั้งที่สองของเขา เขาได้อธิบายรูปทรงของโลกว่า เป็นทรงกลมและล้อมรอบทุกด้านด้วยน้ำ ต่อเรื่องของเขตพื้นที่เพาะปลูกของโลกที่ว่ามีส่วนหลักๆ อยู่เจ็ดส่วน โดยส่วนที่อยู่เหนือสุดและใต้สุดจะไม่ค่อยมีผู้คนไปใช้ชีวิตและสร้างชุมชน ซึ่ง Ibn Khaldun (1967: 104) ได้กล่าวในหนังสือของเขาว่า “ความรุ่งเรืองจะมีอยู่ระหว่างบริเวณย่านที่ 3 และ 6 เท่านั้น” การพัฒนาข้อเสนอนี้ เขาพยายามแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของความรุ่งเรืองโดยมีปัจจัยที่จำเป็นข้อจำกัดสูงสุดของภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมทางกายภาพในเขตที่ 1 และ 7 คือ ในเขตใต้นั้นอากาศจะร้อนเกินไปส่วนเขตเหนือนั้นอากาศจะหนาวมากเกินไปที่จะสร้างความรุ่งเรืองของสังคมได้ ยิ่งกว่านั้นในการเตรียมการนำเสนอครั้งที่ 4 ของเขา Ibn Khaldun เสนอว่าภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญโดยตรงต่อคุณลักษณะของมนุษย์ การอยู่อาศัยของประชาชนบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตร้อนและย่านพื้นที่ทางใต้ จะทำให้มีความสุขสนุกสนานรื่นเริง ขณะที่ประชาชนในเขตเหนือและบริเวณภูเขาที่หนาวเย็นค่อนข้างอึมครึมและเศร้าสร้อย จึงกล่าวได้ว่า แนวคิดเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อพัฒนาการของแนวความคิดทางภูมิศาสตร์ และยังสืบเนื่องเชื่อมโยงมาสู่แนวคิดในการยอมรับการกำหนดจากสภาพแวดล้อม (environmental determinism) ที่กล่าวถึงกันในศตวรรษที่ 20 ด้วย

 

สำหรับแบบอย่างการพรรณนาและการเขียนแผนที่เพื่อบรรยายเกี่ยวกับโลกของปราชญ์มุสลิมนั้น ได้ผนวกเอางานเขียนทางดาราศาสตร์เข้าไปด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีการโต้แย้งกันมากพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของแหล่งที่มาของความคิดความรู้ทางดาราศาสตร์ และก็ยังถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ศาสนาเข้ามามีบทบาทยิ่งในการกำหนดความสำคัญของดาราศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์เพื่อนำมาสร้างปฏิทิน อีกทั้งยังจำเป็นจะต้องจำแนกทิศทางของดวงจันทร์สำหรับการเดินทางของนักแสวงบุญ มีเรื่องพาให้ดูเหมือนว่าดาราศาสตร์ของอาหรับจะมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดเบื้องต้นที่ได้จากอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 8 และจากการค้นพบใหม่กับการแปลหนังสือของกรีก แม้ว่านักดาราศาสตร์อิสลามหลายคนได้อ่านและทบทวนงานของ Ptolemy และ Aristotle แต่พวกเขาก็มักไม่สามารถคิดและคำนวณเช่นนั้นได้ทั้งหมด เนื่องจากว่าเกิดความล้มเหลวในการพิจารณาให้โลกเคลื่อนที่โดยไม่หยุดนิ่งกับที่ งานทางดาราศาสตร์ที่ผลิตออกมาส่วนใหญ่ของมุสลิมจึงล้วนอาศัยพัฒนาการตามแบบอย่างของปรัชญากรีก ที่หายไปจากโลกยุโรปในช่วงเวลานั้น ดังจะเห็นได้จากพัฒนาการของแหล่งความรู้ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญมากของมุสลิมช่วงเวลานั้น คือ ดามาสกัส แบกแดด และไคโร ดังกล่าวมาแล้ว

 

การนำเสนอทางภูมิศาสตร์ของจีนและมุสลิมในช่วงสหศวรรษแรกของคริสตกาลนั้น ถือได้ว่ามีพื้นฐานที่ก้าวหน้ากว่าคริสเตียนยุโรปมาก โดยจีนได้พัฒนาวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะนำเอาความรู้เหล่านั้นมาสนับสนุนพระประสงค์ของฮ่องเต้ มีความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่มากมายของการนำเสนอข่าวสารข้อมูลด้านมนุษย์และด้านกายภาพลงในแผนที่ของราชอาณาจักรจีน ซึ่งเป็นการผสมผสานแบบอย่างการพรรณนาเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนส่วนวิทยาศาสตร์ของโลกมุสลิมนั้น กลับมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาของจีน กล่าวคือมีลักษณะแอบอิงอยู่กับความต้องการทางศาสนาอย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคารพที่มุสลิมมีต่อดาราศาสตร์ ส่วนแบบอย่างการพรรณนาและทักษะทางด้านการทำแผนที่นั้น ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างความเป็นกลุ่มก้อนของโลกมุสลิม รวมถึงได้แสดงคำสอนของพระเจ้าด้วย

 

ภูมิศาสตร์ของยุโรประลอกใหม่

 

ผลจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมันทำให้ความโดดเด่นเข้มแข็งของคริสตจักรกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในด้านวิชาการนั้น ความเชื่อต่างๆ ทางศาสนาที่ขยายตัวอย่างมาก ทำให้เกิดการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่คิดค้นกันมาตั้งแต่สมัยกรีก เรื่องเหล่านี้หากจะกล่าวว่าวัฒนธรรมแบบโรมันนำมาซึ่งความเฉื่อยชาในการแสวงหาองค์ความรู้แบบชาวกรีกแล้ว ก็สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า โลกคริสเตียนในตอนนั้นได้ทำไรสิ่งเหล่านี้ลงไปอย่างหมดสิ้นด้วยเช่นกัน

 

จากข้อเขียนของ Dreyer (1953) ที่ว่า “ความคับแคบของจิตใจในการตีความบทบัญญัติในคัมภีร์ไบเบิลของผู้นำศาสนา รวมทั้งยังไม่เคยมีการประนีประนอมใดๆ เหล่านี้เป็นผลให้เกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจของคริสเตียนชน และมีการสบประมาทต่อผู้คิดที่แตกต่างด้วยอีกต่างหาก” นี่ถือเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี แม้ว่าในระยะแรกๆ จะไม่เกิดความคิดปฏิปักษ์กับแนวความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่ความต่างชั้นทางสังคมตามเมืองต่างๆ ของโรมันภายใต้การบัญชาการของราชสำนักแห่งคอนสแตนติโนเปิลในศตวรรษที่ 4 ก็ได้ทำให้เกิดการถ่ายทอดวิทยาการที่ดูเหมือนว่าจะมุ่งร้ายต่อแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ งานเขียนเรื่อง Divinarum Institutionum ของ Lactantius ในช่วงศตวรรษดังกล่าวถือได้เป็นการป่าวประกาศให้โลกรู้ว่า วิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องโง่เขลาและล้มเหลว รวมถึงได้เยาะหยันต่อแนวคิดที่ว่าโลกมีรูปร่างเป็นทรงกลมด้วย

 

แนวคิดของ Aristotle ถูกแปลเป็นภาษาลตินโดย Albertas Magnus เพื่อใช้ในกลุ่มคริสเตียนยุโรปครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 12 ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีหลักการสำคัญหลายอย่าง มีการรวมเอาโหราศาสตร์เข้ามาผสมกับแนวคิดในการยอมรับการกำหนดจากสภาพแวดล้อม แนวคิดของกรีกเกี่ยวกับการแบ่งเขตถิ่นฐานตามแนว
ลติจูดก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในยุคกลางนี้นี่เอง สำหรับ Albertas เองก็ให้การยอมรับแนวคิดที่ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตศูนย์สูตรจะมีผิวสีดำ แต่ว่าถ้ากลับมาอยู่ในเขตอบอุ่นอีกก็จะมีผิวขาวได้เช่นกัน

 

ด้าน Ptolemy นั้น ถือเป็นนักปราชญ์ที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดทางโหราศาสตร์และตรรกศาสตร์ในโลกคริสเตียนสมัยกลางนี้เป็นอย่างมาก งานเขียนของเขามักให้ความสำคัญต่ออิทธิพลของตำแหน่งดวงดาวที่มีต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ อย่างหนังสือ Quadripartium ก็ได้รับการแปลจากภาษาอารบิกเป็นภาษาลตินโดย Plato of Tivoli เมื่อปี ค.ศ.1138 และ หนังสือ Almagest ที่มีชื่อเสียงมากทางด้านดาราศาสตร์ ก็ถูกแปลเป็นภาษาลตินโดย Gerald of Cremona เมื่อปี ค.ศ.1175 เช่นกัน ซึ่งส่งผลให้แนวคิดที่ว่า “ศูนย์กลางของจักรวาล คือ โลก” ที่เสนอโดย Ptolemy เป็นที่ยอมรับกันอย่างต่อเนื่องมาอีกหลายศตวรรษ และนักดาราศาสตร์ก็ยังคงใช้แนวคิดนี้อยู่

 

อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนไม่ทั้งหมดที่ปฏิเสธแนวคิดและองค์ความรู้ที่พัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ แม้ว่าการเพิ่มจำนวนของสำนักทางศาสนาจะทำให้ศาสนจักรเฟื่องฟูเป็นลำดับก็ตามแต่เอกสารและความรู้ต่างๆ ก็ถูกนำออกมาศึกษาและถ่ายทอด ดังนั้นภูมิศาสตร์แห่งเรวาน่าที่ไม่ได้ระบุชื่อ ได้เขียนงานออกมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 แม้ว่าพวกเขาจะเคร่งศาสนาก็ตาม แต่ก็ยังได้ใช้ผลงานของพวกนอกศาสนา ช่วงต้นของศตวรรษดังกล่าวนี้ นักบวชชาวอังกฤษ คือ Bede ได้อ้างอิงงานของ Pliny the Elder ในงานของเขาเรื่อง De Natura Rerum และ De Temporum Ratione โดยที่เขายอมรับแนวคิดที่ว่าโลกเป็นทรงกลม และมีดวงอาทิตย์กับดาวเคราะห์หมุนรอบต่อเนื่องเป็นฤดูกาล ทั้งนี้เขายืนยันแนวคิดเดิมแบบชาวคริสเตียนที่ว่า มีผืนน้ำล้อมรอบดินแดนแห่งสวรรค์

 

ความโดดเด่นของคริสตจักรส่งผลให้เกิดการแตกแขนงของศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาลในสมัยกลางเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ เกี่ยวกับความเชื่อที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรค์และดูแลรักษาจักรวาลในฐานะที่เป็นบ่อเกิดแห่งสรรพสิ่ง โดยมีประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกัน 4 ประเด็น คือ

 

1. ความเชื่อที่ว่าโลกถูกสรรค์สร้างโดยพระเจ้าอย่างปราศจากข้อโต้แย้งสงสัย ซึ่งเรื่องนี้ Glacken (1967)  กล่าวว่า การสรรสร้างเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ทั้งด้านการดูแลรักษา การประกอบกิจกรรม และเป็นบัญชาแห่งพระเจ้า

 

2. มนุษยชาติถูกสรรค์สร้างจากจินตนาการของพระเจ้า หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าสร้างมนุษยชาติขึ้นมาจากจินตนาการ โดยให้มนุษยชาติเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้นจึงสามารถแบ่งแยกขอบเขตของธรรมชาติและขอบเขตของมนุษย์หรือประชาชนได้อย่างชัดเจน

 

3. ผลิตผลจากธรรมชาติสำหรับสนับสนุนมนุษย์เป็นงานของมนุษย์ที่จะต้องจัดการ จัดสรร และรักษาดังนั้นมนุษย์จึงเป็นเสมือนผู้ดูแลรักษาและจัดการสิ่งแวดล้อม

 

4. ผลลัพธ์ที่เกิดจากความชั่วร้ายของอดัมกับอีฟ (Adam and Eve) ปฏิเสธบัญชาแห่งพระเจ้า ทำให้ความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมศูนย์ไป หลังจากนั้นมนุษย์จึงต้องทำงานหนักเพื่อที่จะจรรโลงสิ่งแวดล้อมที่ถูกสาปแช่งให้เสียเวลาจากพระเจ้า

 

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา นับได้ว่ามีการฟื้นฟูแนวคิด และปรัชญาของชาวยุโรปขึ้นมาใหม่ โดยจะเห็นได้จากกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ 3 ประการ คือ

 

1. การเป็นอิสระจากพวกแขกมัวร์ (Moors หมายถึงพวกมุสลิม) อีกครั้งของพวกไอบีเรียน (Iberial หมายถึงชาวโปรตุเกสกับสเปน) ช่วงปลายศตวรรษที่ 11 อีกทั้งยังมีการแสวงหาความรู้จากโลกมุสลิมเข้ามาในยุโรปในช่วงนี้ด้วย

 

2. การเดินทางสำรวจไปยังดินแดนต่างๆ ของชาวโปรตุเกสและสเปนตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาสู่โลก หรือดินแดนใหม่ๆ ของชาวยุโรป

 

3. การขยายอาณาจักรออตโตมันเตอร์ก (Ottoman Turk) และการล่มสลายของคอรสแตนติโนเปิล (Constantinople เป็นชื่อเดิมของ Istunbul เมืองหลวงของตุรกีในปัจจุบัน) ในปี ค.ศ.1453 เป็นสาเหตุให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายของปราชญ์ตะวันออก ซึ่งถือเป็นการหลั่งไหลความรู้ต่างๆ เข้าสู่ยุโรป

 

โลกของการค้นพบ: แผนที่และการสำรวจ

 

ตอนต้นของศตวรรษที่ 15 มีการสถาปนาราชวงศ์อาวิส (House of Avis) แห่งโปรตุเกสขึ้นมา นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ขอบเขตความรู้ของยุโรปเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าทึ่ง เรียกกันว่าก้าวเข้าสู่ยุคสำรวจ หรือ Age of Discovery นั่นเอง ด้วยสงครามการหว่านเงินทุนของราชสำนักคาสทิลแห่งสเปน (Castile) กษัตริย์โจอันที่ 1 (King Joao I) แห่งโปรตุเกส และราชโอรสแห่งกษัตริย์โปรตุเกสทั้ง 3 คือ Dom Duarte, Dom Pedro และ Dom Henrique ต่างหูออกไปสำรวจยังดินแดนต่างถิ่น ซึ่งหมายว่าจะเป็นหนทางเข้าถึงปัญหาต่างๆ ที่เกาะกุมรุมเร้าสมองของผู้คน ซึ่งการดำเนินกิจการนี้จำเป็นต้องใช้เงินลงทุน ต้องมีการเดินทางในระยะที่ไกลขึ้นยังดินแดนต่างถิ่น อันส่งผลทำให้ไม่ได้มีการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ต้องเผชิญเสี่ยงกับคนต่างถิ่น อันอาจทำให้เกิดความวุ่นวายจากปัญหาทางสังคมต่างๆ ภายในชุมชน การเดินทางไปและเข้าครอบครองเมืองกูตา (Ceuta) ทางเหนือของอัฟริกา เมื่อปี ค.ศ.1415 ทำให้กองเรือของโปรตุเกสค่อยๆ รุกคืบคลานไปยังดินแดนอื่นๆ รอบๆ ชายฝั่ง อัฟริกา จนกระทั่ง ค.ศ.1488 Bartolomeu Dias ก็เดินทางลงใต้ไปถึงแหลมกูดโฮป ทั้งนี้นักเดินเรือทั้งหลายที่เดินทางหลั่งไหลลงมาที่อัฟริกานี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับการสนับสนุนจาก Dom Henrique (1394-1460) ซึ่งรู้จักกันแพร่หลายภายใต้พระนามเจ้าชายเฮนรี่นักเดินเรือ หรือ Prince Henry the Navigator พระองค์ได้ทรงสร้างสถาบันเดินเรือและทำแผนที่ขึ้นบนแหลมซาเกรสทางตะวันตกเฉียงใต้ของโปรตุเกส เป้าหมายหลักของ Dom Henrique ก็คือ ต้องการขยายฐานทรัพยากรคลังของพระองค์ และต้องการมีบทบาทสำคัญร่วมกับนักเดินเรือ นักเดินทาง และนักผจญภัยทั้งหลาย เพื่อที่พระองค์จะได้ไม่ต้องดำเนินการใดๆ ด้วยเพียงพระองค์อย่างเดียวดาย นอกจากนี้ก็มีนักเดินเรืออื่นๆ อีกมากที่รับการสนับสนุนจากกษัตริย์และขุนนาง การขยายตัวของโปรตุเกสนี้เป็นไปได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็นเพราะมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ การบรรลุถึงขั้นสุดยอดของประสบการณ์จากการเดินเรือเพื่อการค้าและการประมงในแอตแลนติกเหนือที่ผ่านมา และการรวบรวมความรู้ทางภูมิศาสตร์อิสลาม ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของโปรตุเกส อย่างไรก็ตามการเดินเรือภายใต้การสนับสนุนของเจ้าชายเฮนรี่นั้นเป็นการเดินทางรอบๆ ชายฝั่ง ไม่ได้เดินทางไปในท้องทะเลกว้างแต่อย่างไร

 

เมื่อเข้าสู่ตอนปลายศตวรรษที่ 15 นั้น ระยะก้าวย่างของการสำรวจก็เปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่งอีกครั้ง โดยในปี
ค.ศ.1492 Christopher Columbus ชาวเจนัว ที่ได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักสเปน ได้เดินทางไปถึงซาน ซาลวาดอร์ คิวบา และเฮติ การเดินทางระหว่างปี ค.ศ.1497 ถึง 1499 ของ Vasco da Gama ก็เข้าไปไกลทางตะวันออกจนถึงอินเดีย และ Pedro Alvares Cabal ก็แล่นเรือข้ามแอตแลนติกไปถึงบราซิลในปี ค.ศ.1500  นอกจากนี้กองเรือของโปรตุเกสยังได้แล่นไปจนถึงแผ่นดินจีน เมื่อปี ค.ศ.1513 และเมื่อปี ค.ศ.1519 Fernando de Magalhaes ก็ได้พากองเรือของเขาเดินทางเป็นวงกลมรอบโลกได้สำเร็จ และนี่ถือเป็นการทำลายความเชื่อที่ว่าโลกแบนลงอย่างสิ้นเชิง การเดินทางทั้งหลายเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดทั้งการค้นพบอีกครั้ง (และรื้อฟื้น) ความรู้ทางภูมิศาสตร์ดั้งเดิมและการทำแผนที่ขึ้นมาอีก แต่ยังคงทำให้มีการปรับปรุงวิธีการพื้นฐานในการทำและผลิตแผนที่อย่างรวดเร็วขึ้นมาด้วย

 

ค.ศ.1295 Maximus Planudes (c.1260-1310) พระรูปหนึ่งแห่งโบสถ์โครา ในคอนสแตนติโนเปิลได้ค้นพบงาน Geography ของ Ptolemy อีกครั้งหนึ่ง เอกสารฉบับที่พบนี้ไม่มีแผ่นที่อยู่ในเล่มแล้ว เพราะฉะนั้น Planudes จึงเริ่มนำแผนที่ต่างๆ เข้ามาประกอบในเอกสารฉบับนั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างศตวรรษที่ 14 ความรู้อันเกิดมาจากงานของ Ptolemy ที่ปรากฏอยู่ในคอนสแตนติโนเปิล และที่มีอยู่เฉพาะในฟลอเรนซเมื่อปี ค.ศ.1406 นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ Tuscan Jacopo dAngelo da Scarperia แปลเป็นภาษาลติน เอกสารฉบับที่มีแผนที่ประกอบนั้นได้รับการตระเตรียมในช่วงนั้นนั่นเอง และจากทศวรรษ 1470 ฉบับที่ถูกตีพิมพ์ออกมาทั้งเนื้อหาและแผนที่ก็ผลิตขึ้นที่โบโลนย่า โรม และอูล์ม ซึ่งก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุงใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ Ptolemy ได้ให้ข้อเสนอว่า มหาสมุทรอินเดียนั้น ถูกปิดล้อมด้วยแผ่นดินผืนหนึ่ง ซึ่งทอดยาวจากอัฟริกาไปจรดคาบสมุทรมาลายา นั่นเองที่ส่งผลให้ต้องมีการเดินเรือของทั้ง Batholomeu Dias และ Vasco da Gama เพื่อพิสูจน์จนได้ข้อสรุปว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่มีความถูกต้อง สำหรับเรื่องของขนาดโลกนั้น แม้ว่า Columbus จะได้คำนวณขึ้นมาใหม่ โดยรวมเอาระยะที่ Marco Polo ค้นพบตะวันออกเข้ามาด้วย และถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะได้เดินทางไปจนถึงอเมริกา แต่การคำนวณของเขาก็ยังอ้างอิงอยู่กับวิธีของ Ptolemy  เพราะนั่นเองที่เป็นแรงกระตุ้นให้เขาเดินเรือไปทางตะวันตกเพื่อที่จะไปให้ถึงดินแดนตะวันออก

 

ถึงแม้ว่า Ptolemy จะไม่ใช่ผู้เดียวที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำแผนที่ในสมัยกลาง แต่ก็เป็นเขาเองที่แผ่อิทธิพลอย่างมากให้นักทำแผนที่ของยุโรปได้เกาะยึด อย่างไรก็ดี แผนที่ของโลกคริสเตียนสมัยกลางตอนต้นนั้น บ่อยครั้งที่มีการนำเสนออย่างง่ายๆ ด้วยการออกแบบให้สามารถพรรณนาความจริงต่างๆ เชิงเทววิทยา โดยปราศจากการกำหนดลติจูดหรือลองกิจูด แผนที่ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปสมัยนั้นก็คือ แผนที่ที่เรียกว่า ทีโอแมป หรือT-O Map เป็นแผนที่ที่นำเสนอแผ่นดิน 3 ผืนทวีปที่มนุษย์สมัยนั้นรู้จัก แล้วใช้ตัวทีเป็นเส้นแบ่งขอบเขตทวีปเหล่านั้น ทั้งหมดนี้ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรเป็นรูปวงกลม หรือตัวโอนั่นเอง ส่วนแผนที่อื่นๆ อย่างแผนที่เฮียฟอร์ด (Hereford Map) ที่ออกแบบโดย Richard of Haldingham ในตอนปลายของศตวรรษที่ 13 ก็คล้ายๆ กัน คือมีการกำหนดขอบเขตอย่างตายตัว แผนที่ส่วนใหญ่ของโลกคริสเตียนล้วนแล้วแต่มีกรุงเยรูซาเลมเป็นศูนย์กลาง และเรื่องนี้ Dike (1985) กล่าวว่า เป็นรอยนูนที่บ่งบอกถึงว่า เป็นสถานที่ของผู้แสวงบุญ แผนที่อื่นๆ อย่างเช่น แผนที่ของอังกฤษ แผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของ Matthew Paris เหล่านี้ก็ปรากฏให้เห็นในทำนองเดียวกัน ซึ่งจำเป็นจะต้องออกแบบเพื่อช่วยแก่การเดินทาง

 

ภูมิศาสตร์และการขยายอำนาจของยุโรป

 

การรื้อฟื้นการทำแผนที่แบบดั้งเดิมนั้น ถือได้ว่าเป็นแก่นแกนของการขยายอำนาจทางการเมืองและพลังทางเศรษฐกิจของยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 อย่างไรก็ตามแม้ว่างานเรื่อง Geography ของ Ptolemy จะมีความสำคัญอย่างมาก แต่ก็มีนักสำรวจในสมัยฟื้นฟูวิทยาการจำนวนหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่านักภูมิศาสตร์เช่นเดียวกัน แม้ว่าลักษณะการเขียนงานแบบพรรณนาและพัฒนาขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง เห็นได้จากงานเขียนของ Giraldus Cambrensis (1951) เรื่อง Topographica Hibernica (Topography of Ireland) แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่พยายามให้งานทางภูมิศาสตร์ถูกนำเสนอในรูปแบบใหม่

 

แม้ว่างานของนักภูมิศาสตร์กรีกและโรมันที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ การทำแผนที่ และจักรวาลวิทยา จะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในสมัยนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จึงมีการบัญญัติคำขึ้นมาทดแทนงานทางภูมิศาสตร์ คือ ภูมิศาสตร์สากล หรือ Cosmography ตามแบบอย่างงานของ Strabo และ Ptolemy ดังจะเห็นได้จากงานของ Martin Waldseemuller เรื่อง Cosmographiae Introctio งานของ Petrus Apianus เรื่อง Cosmographicus Liber และงานของ Sebastian Munster เรื่อง Cosmographia Universalis ซึ่งเผยแพร่ในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16

 

ตอนต้นศตวรรษที่ 16 ผลงานสำคัญด้านดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยาของ Nicholas Copernicus เรื่อง De Revolutionibus ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่แพร่หลายออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1506 โดย Copernicus ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่เป็นแนวระนาบ อันเป็นลักษณะการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุบนท้องฟ้าที่ตรงกันข้ามกับข้อเสนอที่มีมาก่อนของ Aristotle และ Ptolemy ทั้งนี้ Copernicus ระบุว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล หากแต่โลกโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์พร้อมๆ กับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ จุดนี้เองที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่เชื่อมโยงระหว่างภูมิศาสตร์กับดาราศาสตร์ เพราะโลกของเรายังคงได้รับการพิจารณาว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่

 

การขยายตัวของความรู้เกี่ยวกับการทำแผนที่และการพรรณนาเรื่องราวต่างๆ ของโลกในห้วงศตวรรษที่ 16 ถือเป็นการเปิดโลกการค้าพาณิชย์และการเมือง ด้วยเหตุที่อาณาจักรไอบีเรียนได้ล่มสลายลง ประกอบกับเกิดความรุ่งเรืองยิ่งขึ้นของชาวดัชท์และอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ทำให้มีการขยายแนวการสำรวจไปยังซีกเหนือของยุโรปมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้มีข้ออ้างของ Taylor (1930) เกี่ยวกับราชวงศ์ของอังกฤษว่า ได้ทรงเห็นแผนที่และลูกโลกจำลองเป็นเครื่องประดับที่สำคัญของพวกนักปราชญ์ พ่อค้าวาณิชย์ เสรีชน และนักผจญภัย มีการเขียนแผนที่ การสร้างลูกโลกจำลอง การสืบค้นข่าวสารข้อมูลภูมิประเทศ และการแสวงหาความรู้ทางภูมิศาสตร์อื่นๆ ดังจะเห็นได้จากงานของเรื่อง Geographia (1540-41) ของ Roger Barlow ที่ส่งผลอย่างมากต่อกองเรืออังกฤษให้เดินทางท่องไปในมหาสมุทรไปจนถึงเมืองจีน อินเดีย และอเมริกา ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งสินค้าต่างๆ กลับมาสร้างกำไร

 

ยิ่งไปกว่านั้นในงานของ Richard Hukluyt (1552-1616) และ Reverend Samuel Purchas (1577-1626) ซึ่ง Hukluyt เป็นอาจารย์สอนวิชาจักรวาลวิทยาอยู่ที่อ๊อกฟอร์ด และเขาเองก็ได้รับประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ามากมายจากการคบหากับนักจักรวาลวิทยาคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับชาวโปรตุเกสและศึกษาทฤษฎีต่างๆ ในสถาบันเฟลมมีช ของเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามเขาได้บรรยายเรื่องราวต่างๆ ไว้เมื่อปี ค.ศ.1589 ในผลงานทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา เรื่อง The Principal Navigations, Voyages, Traffques and Discoveries of the English Nation ในบทนำของหนังสือเล่มนี้เขาได้กำหนดนิยามคำว่า
“ภูมิศาสตร์” ด้วยว่า เป็นการนำเอาสถานที่ต่างๆ ใส่ลงไปในแผนที่ และในบทนำของการตีพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1598 เขาได้อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการแบ่งแยกกันระหว่างภูมิศาสตร์กับพงศาวดาร ซึ่งการเปรียบเทียบการมองประวัติศาสตร์ผ่านตาข้างขวาและตาข้างซ้าย โดยกล่าวว่าภูมิศาสตร์จะถูกใช้เพื่ออ้างอิงการแทรกซึมหรือการเดินทางไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่งได้อย่างถูกต้อง ขณะที่พงศาวดารเป็นความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆ กับเวลาที่เกิดเหตุการณ์หรือเรื่องราวเหล่านั้น หลักการสำคัญในการเขียนงานของ Hukluyt  คือ การนำเอาผลงานหรือบันทึกการเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ ของนักเดินทางชาวอังกฤษรุ่นก่อนๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วจัดการเรียบเรียงให้เป็นบันทึกความสำเร็จของชาติ ทั้งนี้ในงานเล่มแรก เขาได้บรรยายถึงการเดินทางและค้นพบ การครอบครองอาณานิคม และการค้าขายของคนอังกฤษ แต่ว่าใน 3 เล่มของการพิมพ์ครั้งที่ 2 (พิมพ์ระหว่างปี ค.ศ.1 598 ถึง 1600) เขาได้รวมเอาเอกสารของกองทัพเรือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการโจมตีของกองทัพสเปน และรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับการเดินเรือของชาวต่างชาติ เพราะมีบางส่วนที่ข้อมูลของชาวอังกฤษไม่ค่อยกระจ่างนัก เป้าหมายของงานเขียนเรื่อง The Principal Navigations  ของเขานี้ ก็คือ ต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของชาวอังกฤษ และเสนอข้อมูลที่แตกต่างออกไปจากที่เคยนำเสนออย่างลับมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามภายใต้ข้อเสนอเหล่านี้ จึงถือได้ว่า Hukluyt มีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนการขยายอำนาจอย่างต่อเนื่องไปยังดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งอาณานิคมในเวอร์จิเนีย และช่วงปลายชีวิตของเขาๆ ได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติงานเพื่อทำหน้าที่ให้บริการในฐานะที่ปรึกษากิจการในเขตเวอร์จิเนียและอินเดียตะวันออก

 

สำหรับบางบทบาทของ Hukluyt ในฐานะนักเก็บรวบรวมข่าวสารข้อมูลที่ได้มาจากการเดินทางนั้น ได้รับความสนใจทำการศึกษาโดย Samuel Purchas ซึ่งจบการศึกษาทางด้านความเชื่อทางศาสนาจากวิทยาลัยเซนต์จอห์น ในแคมบริดจ์ ก็น่าสังเกตว่าทั้ง Hukluyt และ Purchas ต่างก็ไม่เคยเดินทางออกนอกอังกฤษเลย แต่สามารถเขียนงานเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องราวของโลกในศตวรรษที่ 17 ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ โดยงานชิ้นแรก คือ Purchas His Pilgrimage or Relation of the World and the Religions Observed in All Ages and Places Discovered, from the Creation to This Present (1613) เป็นหนังสือที่แสดงเรื่องราวต่างๆ ผสมผสานกันระหว่างเทววิทยากับภูมิศาสตร์ มีการสังเคราะห์ความแตกต่างแห่งวิถีปฏิบัติทางศาสนาของประชาชนในส่วนต่างๆ ของโลก งานชิ้นนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้กระทั่งกษัตริย์เจมส์ก็ยังสนพระทัยหยิบขึ้นมาทอดพระเนตร ผลนี้เองที่ทำให้เขาได้พบกับ Sir Walter Ralegh ผู้ซึ่งได้มอบบันทึกการเดินทางและหนังสือหลายเล่มให้แก่เขา ส่วน Hukluyt เองนั้นก็ได้ชักพาให้ Purchas ไปดูบันทึกต่างๆ ที่เขาเก็บรวบรวมเอาไว้ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของงานชิ้นจำนวน 2 เล่มต่อมาที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1625 หรือ เก้าปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต คือ Hukluytus or Purchas His Pilgrimes Contayning a History of the World in the Sea Voyage and Land Travels by Englishman and Others อย่างไรก็ดีแม้ว่างานเหล่านี้จะอ้างอิงข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จากการเดินทางของนักเดินทางมากมาย แต่ Purchas ก็ยังไม่ได้กล่าวถึงหรืออ้างถึงความเป็นงานทางภูมิศาสตร์อยู่ดี จะมีก็ในงานชิ้นก่อนเท่านั้น ที่เขาค้นหาประเด็นทางภูมิศาสตร์จากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สุดท้ายตรงนี้สามารถกล่าวได้ว่า บุคคลทั้งสองท่านนี้ที่ได้รับทุนในการทำงานเหมือนกัน คือ หาแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการขยายอาณานิคมอังกฤษ (หาดินแดนโพ้นทะเลใหม่ๆ ให้เป็นที่อยู่ของชาวอังกฤษ) ด้วยการรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวของการเดินทางต่างๆ ที่ไปยังโลกใหม่ๆ

 

ภูมิศาสตร์ตอนท้ายๆ ของศตวรรษที่ 17

 

ทศวรรษ 1600 คำว่า “ภูมิศาสตร์” มีความหมายมากมายหลากหลายอยู่ในแต่ละที่แต่ละแห่ง อีกทั้งยังรวมความถึงการบรรยายตามเส้นทางบนผืนแผ่นดิน แนวชายฝั่ง และท่าเรือ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อภูมิศาสตร์คงไม่มีสิ่งใดเกินแนวความคิดของ Ptolemy ที่เรียกกันทั่วไปในสมัยนั้นว่าพงศาวดารของ Ptolemy อย่างไรก็ตาม การบรรยายทั้งหลายมีความต้องการความถูกต้องน่าเชื่อถือ และเนื่องจากวิทยาการทางภูมิศาสตร์สมัยโบราณมีความผูกพันอยู่กับการคำนวณและดาราศาสตร์ การทำแผนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นศูนย์กลางความรู้ทางภูมิศาสตร์ เพราะเป็นการแสดงรายละเอียดที่มีการค้นพบการเดินทางไปยังดินแดนใหม่ๆ ความเชื่อมโยงกับคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ของภูมิศาสตร์ยังนำไปสู่การศึกษาและการอธิบายทางโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นการอธิบายถึงมนุษย์และปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีการอ้างอิงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ Livingstone (1990) กล่าวว่า นักเขียนทางภูมิศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 เช่น William Cunningham และ John Dee (Matley, 1986) ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงเรื่องราวลี้ลับต่างๆ มุมมองต่อภูมิศาสตร์เช่นนี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากแนวคิดศรัทธาในพระเจ้าของ Pythagoras และงานเขียนของปราชญ์มุสลิมรุ่นต่อๆ มา

 

ภูมิศาสตร์ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างบนนี้ ล้วนแต่ได้รับอานิสงค์จากข้อเสนอแนะที่สำคัญของ Strabo เกือบทั้งหมด เป็นสิ่งจำเป็นที่พวกพ่อค้า และรัฐบุรุษที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีข้อมูลต่างๆ รองรับการคิดการทำงานจนทำให้ชาติต่างๆ ในยุโรปมีบทบาทโดดเด่นเหนือชาติอื่นๆ ในโลกนี้การฟื้นตัวของงานทางภูมิศาสตร์ของกรีกและโรมันอีกครั้งหนึ่ง (จากการที่นักเขียนมุสลิมได้มีส่วนรื้อฟื้นและปรับปรุง) เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกของนักสำรวจชาวโปรตุเกสและสเปน ในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16  ซึ่งการสำรวจและค้นพบเหล่านั้นทำให้เกิดแบบอย่างและภาพลักษณ์ที่ส่งผลสืบเนื่องไปถึงการเกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์รวมถึงการแสวงหาคำตอบมากมายในศตวรรษที่ 17 และ 18 กล่าวอย่างสั้นๆ ได้ตามที่ Livingstone (1990a: 8) เสนอแนะคือ “การศึกษาโลกในชั้นแรกทำให้ได้ข่าวสารข้อมูลจำนวนมาก นำมาเอาความรู้ความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่และความท้าทายทางวัฒนธรรมไปสู่แบบอย่างใดแบบอย่างหนึ่ง” แต่สำหรับภูมิศาสตร์แล้วถือว่ายังมีคำจำกัดความที่ไม่ชัดเจนนัก คือยังไม่มีการพิจารณาเชิงสถาบันที่เด่นชัดในการที่จะกำหนดขอบเขตของวิชาภูมิศาสตร์ที่จะต้องถูกท้าทายในศตวรรษที่ 19 และใครก็ตามที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโลกก็จะถูกเรียกกันว่า “นักภูมิศาสตร์” ซึ่งไม่เป็นเช่นนั้นเลย จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 และ 18 ที่ภูมิศาสตร์ที่มีรูปแบบชัดเจนถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของ Strabo หรือไม่ก็ Ptolemy

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น