เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels)
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การนำเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels) ขึ้นมาใช้เป็นการแทรกแซงวัฏจักรคาร์บอนของมนุษย์ที่สร้างผลกระทบต่อ Earth System Dynamics ในระดับโครงสร้างลึก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของสสารข้ามมิติเวลา (Temporal Scales) และเปลี่ยนสมดุลของระบบโลกอย่างรวดเร็ว
พิจารณาเรื่องนี้ภายใต้กรอบ cyclic and system thinking จะทำให้้ห๋นรายละเอียดเชิงลึกขององค์ประกอบ 3 ส่วน ดังนี้
1. แหล่งกักเก็บ (Reservoirs)
เมื่อพิจารณาสภาวะดั้งเดิมก่อนยุคอุตสาหกรรม คาร์บอนในโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักตามระยะเวลากักเก็บ (Residence Time) คือ
แหล่งกักเก็บฟอสซิลในชั้นหิน (Geological / Lithospheric Fossil Reservoir) เป็นคาร์บอนอินทรีย์ที่ถูกทับถม ควบแน่น และกักเก็บไว้ใต้ความร้อนและความดันสูงนับหลายร้อยล้านปี (ยุค Carboniferous ถึง Mesozoic) ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มี Residence Time > 100,000,000 ปี (อยู่ในระบบ Slow Carbon Cycle) โดยมีสถานะดั้งเดิมเป็นระบบปิด (Locked Pool) ที่แทบไม่มีการแลกเปลี่ยนมวลสารกับผิวโลก ยกเว้นการรั่วซึมตามธรรมชาติหรือภูเขาไฟระเบิดในปริมาณที่น้อยมาก
แหล่งกักเก็บหมุนเวียนเร็วหน้าผิวโลก (Active Surface Carbon Reservoirs) ได้แก่ บรรยากาศ (Atmosphere) มหาสมุทร (Hydrosphere) ชีวภาค (Biosphere) และชั้นดิน (Pedosphere) มี Residence Time ตั้งแต่ไม่กี่วัน (การหายใจ) ถึงหลักสิบ/หลักร้อยปี (การเติบโตของป่าไม้) ซึ่งเรียกว่า Fast Carbon Cycle
การขุดเจาะฟอสซิล (Oil & Gas Extraction / Coal Mining) ทำหน้าที่เป็น "Short-circuit Mechanism" หรือกลไกลัดวงจรที่ดึงคาร์บอนจาก Slow Carbon Cycle เข้าสู่ Fast Carbon Cycle ด้วยอัตราเร็วที่มากกว่ากระบวนการคืนกลับตามธรรมชาติถึง 100,000 เท่า ส่งผลให้ปริมาณคาร์บอนรวมในระบบหมุนเวียนหน้าผิวโลกอิ่มตัวเกินขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity)
2. การปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฏจักร
การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (C_fossil + O2 —> CO2 + Energy) ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาล ซึ่งแพร่กระจายและทำปฏิกิริยาข้ามวัฏจักรต่างๆ ดังนี้
A. ภาวะมหาสมุทรเป็นกรด
Geosphere —> Atmosphere —> Hydrosphere
เมื่อ CO2 ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น มหาสมุทรจะดูดซับ CO2 ส่วนเกินเพื่อรักษาดุลยภาพความดันก๊าซ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเคมี
1. เกิดกรดคาร์บอนิก (H2CO3) ทำให้ pH ของน้ำทะเลลดลง (เกิด Ocean Acidification)
2. ไฮโดรเจนไอออน (H+) ที่เพิ่มขึ้น เข้าไปจับกับ คาร์บอเนตไอออน (CO3^2-) ทำให้ปริมาณคาร์บอเนตที่สิ่งมีชีวิตใช้สร้างเปลือก/ปะการังลดลง
3. กระบวนการนี้ย้อนกลับไปทำลายการตกตะกอนของหินปูน (Carbonate Sedimentation) ใน Rock Cycle ของท้องทะเล
B. วัฏจักรน้ำและพลังงานบรรยากาศ
Atmosphere —> Water Cycle
CO2 จากฟอสซิลกักเก็บความร้อนในบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ซึ่งตามสมการ Clausius-Clapeyron ทุกๆ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 เซลเซียส บรรยากาศจะกักเก็บไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% ส่งผลให้อัตราการระเหยของน้ำ (Evaporation) จากมหาสมุทรและผืนดินเร่งตัวขึ้น นำไปสู่การเกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้งรุนแรงในบางพื้นที่ และเกิดฝนตกหนักสุดขั้ว (Extreme Precipitation) ในอีกพื้นที่หนึ่ง
C. ชีวภาคและชั้นดิน
Atmosphere —> Biosphere & Pedosphere
สภาพอากาศที่อุ่นขึ้นและแปรปรวน เร่งอัตราการหายใจของจุลินทรีย์ในดิน (Soil Microbial Respiration) จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารอินทรีย์วัตถุในดิน (Soil Organic Matter) ได้เร็วขึ้น เปลี่ยนคาร์บอนในดินให้กลายเป็น CO2 ปล่อยกลับสู่บรรยากาศ ซ้ำเติมปริมาณคาร์บอนในอากาศให้สูงขึ้นไปอีก
3. วงจรป้อนกลับเชิงระบบ
การนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้กระตุ้นให้เกิดทั้งแรงเสริมแรงปั่นป่วน (Positive Feedback Loops) และแรงต้านการเปลี่ยนแปลง (Negative Feedback Loops) ดังนี้
3.1 วงจรป้อนกลับแบบบวก - ขยายผลกระทบจนระบบเสียเสถียร (Positive Feedback Loops)
1. วงจรการลดความสามารถในการละลายของมหาสมุทร (Ocean Solubility Feedback)
2. วงจรการละลายของดินแข็งอาร์กติก (Permafrost-Methane / Carbon Feedback)
CO2 จากการเผาฟอสซิลทำให้เขตร้อนและขั้วโลกอุ่นขึ้น —> ชั้นดินเฮือกแข็งคงตัว (Permafrost) ละลาย จุลินทรีย์ตื่นขึ้นมาย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตโบราณ ปลดปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) และ CO2 ปริมาณมหาศาลเข้าสู่บรรยากาศ
3. วงจรไฟป่าและการเสื่อมโทรมของผืนป่า (Wildfire & Biomass Decay Feedback)
โลกร้อนขึ้น —> อากาศแห้งแล้ง เกิดไฟป่าบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนหลัก (Carbon Sink) ถูกเผาทำลาย เปลี่ยนสถานะกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Source) สู่บรรยากาศ
3.2 วงจรป้อนกลับแบบลบ - กลไกหน่วง/สร้างดุลยภาพตามธรรมชาติ (Negative Feedback Loops)
1. ปรากฏการณ์เร่งการโตของพืช (CO2 Fertilization Effect)
ความเข้มข้นของ CO2 ในอากาศที่สูงขึ้น กระตุ้นให้พืชบนบกบางชนิดเพิ่มอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงและการปิดปากใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ พืชจึงช่วยดูดซับ CO2 กลับมาเก็บไว้ในมวลชีวภาพมากขึ้นชั่วครา กลไกนี้ถูกจำกัดด้วยปริมาณธาตุอาหารในดิน (เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส) และความแห้งแล้งสะสม
2. การกัดกร่อนหินซิลิเกตในสเกลยาวนาน (Enhanced Silicate Weathering Feedback)
CO2 สูงขึ้น —> อุณหภูมิและปริมาณฝนเพิ่มขึ้น —> เกิดกรดคาร์บอนิกชะล้างหินซิลิเกตบนเปลือกโลก ไอออนแคลเซียมและไบคาร์บอเนตจะถูกพัดลงทะเล และตกตะกอนเป็นหินปูน ตรึงคาร์บอนกลับสู่ธรณีภาค กระบวนการนี้ใช้เวลา หลักหมื่นถึงหลักแสนปี จึงไม่สามารถยับยั้งวิกฤตการปล่อยฟอสซิลของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในระดับรวดเร็วเป็นหลักสิบปีได้ทัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น