หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

แผนที่ธรณีวิทยา

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

การทำแผนที่ธรณีวิทยา (Geological Mapping) คือกระบวนการสำรวจ บันทึก และถ่ายทอดข้อมูลลักษณะทางกายภาพของเปลือกโลก ลงบนแผนผังย่อส่วนที่มีระบบพิกัดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ หลักการสำคัญไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกตำแหน่งหินที่พบบนผิวดิน แต่เป็นการรวบรวมหลักฐานเพื่อตีความโครงสร้างสามมิติใต้ผิวโลกและวิวัฒนาการทางเวลากว่าหลายร้อยล้านปี กระบวนการทำแผนที่ธรณีวิทยาอาศัยหลักการและขั้นตอนพื้นฐาน ดังนี้

 

·  การสำรวจโผล่หิน (Outcrop Mapping) เป็นการเดินสำรวจภาคสนามเพื่อบันทึกพิกัด ชนิดหิน (Lithology) เนื้อหิน และองค์ประกอบทางแร่ บริเวณที่หินแข็งโผล่พ้นดินตามลำน้ำ หน้าผา หรือการขุดเจาะ

·  การวัดทิศทางเชิงโครงสร้าง (Structural Measurements) ด้วยการใช้เข็มทิศธรณี (Brunton Compass) หรืออุปกรณ์ดิจิทัล วัดค่าทิศทางแนวรอยชั้น (Strike) และมุมเอียงเท (Dip) ของชั้นหิน รวมถึงแนวรอยแตก (Joints) และรอยเลื่อน (Faults)

·  การจัดลำดับชั้นหิน (Stratigraphic Succession) ตามการใช้กฎการสืบชั้น (Law of Superposition) และซากดึกดำบรรพ์ดรรชนี (Index Fossils) เพื่อจัดลำดับอายุของหินจากแก่ที่สุดไปหาอ่อนที่สุด

·  การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transition) ปัจจุบันการทำแผนที่ภาคสนามพัฒนาไปสู่การใช้แท็บเล็ตภาคสนาม (Digital Field Mapping) ภาพถ่ายโดรนความละเอียดสูง (UAV Photogrammetry) และการสแกนด้วยเลเซอร์ (LiDAR) เพื่อสกัดข้อมูลเชิงโครงสร้างในพื้นที่เข้าถึงยากได้อย่างแม่นยำ

 

แผนที่ธรณีวิทยา

 

แผนที่ธรณีวิทยา คือ แผนที่แสดงการกระจายตัวของชนิดหิน หมวดหิน และวัตถุปกคลุมผิวดิน พร้อมทั้งแสดงเส้นโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ตัดผ่านพื้นที่นั้นๆ

 

องค์ประกอบมาตรฐานบนแผ่นระวาง

 

1.   ส่วนรายละเอียดเชิงพื้นที่ (Map Face) แสดงขอบเขตการปรากฏของกลุ่มหิน/หมวดหินด้วยรหัสสีสากล พร้อมสัญลักษณ์กำกับโครงสร้าง เช่น เส้นทึบแสดงรอยเลื่อนที่ชัดเจน เส้นประแสดงรอยเลื่อนคาดคะเน และสัญลักษณ์แกนรอยคดโค้ง (Anticline/Syncline)

2.   แท่งลำดับชั้นหินและคำอธิบายสัญลักษณ์ (Stratigraphic Column & Legend) จัดเรียงหมวดหินตามอายุกาลวิทยา โดยให้หินที่มีอายุแก่ที่สุดอยู่ด้านล่างสุด และหินอ่อนที่สุดอยู่ด้านบนสุด พร้อมระบุชนิดหินหลักและสภาพแวดล้อมการสะสมตัว

3.   รูปตัดขวางทางธรณีวิทยา (Geological Cross-section) ภาพจำลองชั้นหินใต้ผิวดินตามแนวตัดเฉพาะ (Cross-section Line) ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นความหนา มุมเอียงเท และรูปแบบการถูกตัดขาดของชั้นหินใต้ดิน

4.   แผนผังตำแหน่งระวาง (Index Map) และพิกัด (Coordination) เป็นการระบุระบบพิกัด (เช่น UTM) ทิศเหนือจริง/ทิศเหนือแม่เหล็ก และมาตราส่วนแผนที่

 


กรณีศึกษา: แผนที่ธรณีวิทยาระวาง NE 47-14 (เมาะลำเลิง / Moulmein) ระวาง NE 47-14 หรือ ระวางเมาะลำเลิง เป็นหนึ่งในระวางที่มีความซับซ้อนทางธรณีวิทยาและโครงสร้างเทกโทนิกส์สูงที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณจังหวัดตาก (อำเภอแม่สอด พบพระ แม่ระมาด) อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และรอยต่อลุ่มน้ำปิง

 

แผนที่จำลองโครงสร้างทางธรณีวิทยาของระวาง NE 47-14 แสดงแนว กลุ่มรอยเลื่อนเมย / แม่สอด (Moei / Mae Ping Fault Zone) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนตามแนวระดับขนาดใหญ่ (Strike-slip Fault) วางตัวในทิศNW-SE โครงสร้างนี้ตัดผ่านมวลหินแปรเกรดสูงยุคก่อนแคมเบรียน (Precambrian) และกลุ่มหินตะกอนยุคพาลีโอโซอิก-เมโซโซอิก เกิดเป็นแอ่งเทอร์เชียรีแม่สอด (Mae Sot Tertiary Basin) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมตัวของหินดินดานน้ำมัน (Oil Shale) และหินตะกอนยุคใหม่

 

ลักษณะทางธรณีวิทยาและทรัพยากรในระวาง NE 47-14 แสดงกลุ่มหินตะกอนและหินแปร พบหินปูน หินดินดาน และหินทราย ยุคคาร์บอนิเฟอรัส–เพอร์เมียน รวมถึงหินแปรเกรดสูง (Gneiss/Schist) บริเวณเทือกเขาถนนธงชัย มวลหินอัคนีแทรกซอน แนวหินแกรนิต (Granite Plutons) วางตัวในทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดแหล่งแร่โลหะ (เช่น สังกะสี ดีบุก วุลแฟรม) และความสำคัญเชิงภัยพิบัติ การเป็นที่ตั้งของกลุ่มรอยเลื่อนมีชีวิตเมย ทำให้ระวางนี้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังภัยพิบัติแผ่นดินไหวและดินถล่มระดับภูมิภาค

 

สำหรับการสังเคราะห์วรรณกรรมวิชาการระดับสากลจากวารสารชั้นนำ เช่น Journal of Structural Geology, Geomorphology, Ore Geology Reviews, และ Earth-Science Reviews สามารถแบ่งประเภทแผนที่ตามแนวทางการวิจัยของนักธรณีวิทยาได้เป็น 4 กลุ่มหลัก

 

แผนที่ธรณีวิทยาเชิงโครงสร้างและดิจิทัล

 

งานวิจัยของ Cawood et al. (2017) และ Tavani et al. (2020) เน้นการวิเคราะห์เรขาคณิตของมวลหิน แรงเทกโทนิกส์ และสถาปัตยกรรมรอยเลื่อน โดยได้พัฒนากระบวนการทำแผนที่จากแบบจำลองหินดิจิทัล (Digital Outcrop Models: DOMs) โดยใช้โดรน เพื่อเก็บข้อมูล Strike/Dip อัตโนมัติ ส่วน Sylvester (1988) กำหนดกรอบการทำแผนที่กลุ่มรอยเลื่อนตามแนวระดับ (Strike-slip Fault Zones)

 

แผนที่ธรณีสัณฐานวิทยาและภูมิประเทศรายละเอียดสูง

 

งานวิจัยของ Tarolli (2014) เป็นการศึกษารูปร่างภูมิประเทศ กระบวนการเปลี่ยนแปลงผิวดิน และระบบทางน้ำ สรุปการใช้ข้อมูล High-Resolution Topography (LiDAR) สกัดแผนที่ธรณีสัณฐานระดับเล็ก Brierley & Fryirs (2000) นำเสนอกรอบ River Styles Framework เพื่อจำแนกประเภทแม่น้ำระดับลุ่มน้ำจากโครงสร้างธรณีวิทยา และ Bishop et al. (2012) นำเสนอการทำแผนที่สี่มิติ (4D Spatiotemporal Mapping)

 

แผนที่สำรวจแร่ด้วยการรีโมตเซนซิง

 

งานวิจัยของ van der Meer et al. (2012) และ Cudahy & Ramanaidou (1997) ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Multispectral/Hyperspectral (เช่น ASTER) เน้นการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจจับโซนการแปรสภาพของหินเพื่อตีกรอบพื้นที่เป้าหมาย ทำแผนที่กลุ่มแร่แปรสภาพทางน้ำร้อน (Hydrothermal Alteration Minerals) เช่น Alunite และ White Micas

 

แผนที่และแบบจำลองธรณีวิทยา 3 มิติ/4 มิติ

 

งานวิจัยของ Wu et al. (2005) เน้นการเปลี่ยนผ่านจากการนำเสนอภาพ 2 มิติไปสู่ปริมาตรมวลหิน 3 มิติใต้ผิวดิน สรุปเป็นโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่แบบ Voxel, Wireframe และ B-Rep เพื่อสร้าง 3D Geological Model ส่วน Scotese (2004) สังเคราะห์ แผนที่ธรณีวิทยาบรรพกาล (Paleogeographic Maps) แสดงการเคลื่อนตัวของแผ่นทวีปตั้งแต่มหาทวีปพันเจีย (Pangea)

 

แผนที่เฉพาะเรื่องทางธรณีวิทยา

 

แผนที่เฉพาะเรื่อง (Thematic Geological Maps) คือ การนำข้อมูลธรณีวิทยาพื้นฐานมาซ้อนทับและประมวลผลร่วมกับปัจจัยทางกายภาพอื่นๆ บนระบบ GIS เพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน

 

ประเภทแผนที่เฉพาะเรื่อง

ข้อมูลนำเข้าหลัก

การนำไปประยุกต์ใช้

งานวิจัยอ้างอิง

แผนที่รอยเลื่อนมีชีวิต (Active Fault Map)

แนวรอยเลื่อน, ร่องสำรวจ (Trenching), อัตราการเลื่อนตัว (Slip Rate)

ประเมินพิบัติภัยแผ่นดินไหว และกำหนดเขตพื้นที่เสี่ยง

Yeats & Prentice (1996); El Hamdouni et al. (2008)

แผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (Landslide Susceptibility Map)

ชนิดหิน, รอยเลื่อน, ความชัน, ปริมาณน้ำฝน, การใช้ประโยชน์ที่ดิน

วางผังเมือง, จัดทำระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า

Guzzetti et al. (1999); Reichenbach et al. (2018)

แผนที่ศักยภาพแหล่งแร่ (Mineral Prospectivity Map: MPM)

แผนที่หิน, รอยเลื่อน, ข้อมูลเคมีธรณี, โซน Alteration

ตีกรอบพื้นที่สำรวจแร่เศรษฐกิจด้วย Machine Learning

Hronsky & Groves (2008); Zuo & Xiong (2018)

แผนที่ธรณีวิศวกรรม (Engineering/Geotechnical Map)

กำลังรับน้ำหนักของหิน/ดิน, คุณสมบัติทางกลศาสตร์, ระดับน้ำบาดาล

วางแผนฐานรากอาคาร อุโมงค์ สะพาน และเขื่อน

-

 

แผนธรณีวิทยาประเทศไทย

 

การทำแผนที่ธรณีวิทยาของประเทศไทยอยู่ในความรับผิดชอบหลักของ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

แผนที่ธรณีวิทยา มาตราส่วน 1:250,000

 

กรมทรัพยากรธรณีได้จัดทำแผนที่ธรณีวิทยาครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 47 ระวาง โดยใช้อ้างอิงระบบพิกัด UTM

 

  • ระดับรายละเอียด: จัดเป็นแผนที่ระดับภูมิภาค (Regional Scale) หรือการสำรวจสังเขป เน้นการจัดกลุ่มหินออกเป็น หมวดหิน (Formation) หรือ กลุ่มหิน (Group)
  • การนำไปใช้: เหมาะสำหรับการวางแผนเชิงนโยบายระดับประเทศ การบริหารจัดการลุ่มน้ำ และการประเมินศักยภาพทรัพยากรธรรมชาติ

 

กรณีศึกษา ระวาง NE 47-14 (เมาะลำเลิง / Moulmein)

 

เป็นระวางทางตะวันตกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สอด พบพระ แม่ระมาด (จังหวัดตาก) อำเภออมก๋อย (จังหวัดเชียงใหม่) และรอยต่อประเทศเมียนมา

  • ลักษณะเด่น: มี แนวรอยเลื่อนเมย / แม่สอด (Moei / Mae Ping Fault Zone) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนตามแนวระดับขนาดใหญ่ ตัดผ่านมวลหินแปรเกรดสูงยุคก่อนแคมเบรียน และทำให้เกิด แอ่งเทอร์เชียรีแม่สอด ซึ่งเป็นแหล่งสะสมตัวของหินดินดานน้ำมัน (Oil Shale)

 

ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลแผนที่

 

  • ไฟล์ระวาง PDF: ดาวน์โหลดผ่านระบบบริการแผนที่ของกรมทรัพยากรธรณี
  • ระบบ GIS & Web Mapping: เข้าใช้งานผ่าน DMR GIS Portal และคลังข้อมูลเปิดภาครัฐ (Data.go.th / Data.dmr.go.th) ซึ่งให้บริการในรูปแบบ Shapefile และ ArcGIS REST Service API

 

แผนที่ธรณีวิทยาสามมิติ


แผนที่และแบบจำลองธรณีวิทยา 3 มิติ (3-D Geological Maps & Models) เป็นการพัฒนาก้าวสำคัญจากการนำเสนอภาพ 2 มิติบนระวางกระดาษ ไปสู่การสร้าง "แบบจำลองปริมาตรมวลหินใต้ผิวดิน (Volume Modeling)" ในสามมิติจริง (X, Y, Z) ซึ่งช่วยให้เห็นโครงสร้าง ความหนา และการต่อเนื่องของชั้นหินใต้พื้นผิวโลกได้อย่างแม่นยำ

 

หลักการของ 3-D Geological Maps

 

หลักการสำคัญของการทำแผนที่ธรณีวิทยา 3 มิติ คือการนำข้อมูลจากต่างที่มาและต่างมิติ มาเชื่อมโยงและคำนวณผ่านอัลกอริทึมเชิงพื้นที่ (Spatial Interpolation & Geostatistics) โดยมีหลักการพื้นฐานดังนี้

·       Boundary Representation (B-Rep) & Surface Modeling: การสร้างพื้นผิวรอยต่อระหว่างหมวดหิน (Geological Interfaces) และระนาบรอยเลื่อน (Fault Planes) ให้เป็นระนาบ 3 มิติในรูปแบบตาข่ายสามเหลี่ยม (TIN - Triangulated Irregular Network) หรือพื้นผิวโค้งระดับสูง (NURBS)

·       Volumetric Modeling (Voxel / Mesh): การแบ่งปริมาตรมวลหินใต้ดินออกเป็นลูกบาศก์เล็กๆ (Voxels) หรือตาข่ายองค์ประกอบย่อย (3D Unstructured Grids/Mesh) เพื่อให้สามารถบรรจุคุณสมบัติทางกายภาพของหิน เช่น ความพรุน (Porosity), ความหนาแน่น (Density), หรือความเร็วคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Velocity) ลงไปในทุกๆ จุดของปริมาตรได้

·       Geological Logic Rules: การกำหนดกฎเกณฑ์ทางธรณีวิทยาบังคับกระบวนการประมาณค่า เช่น กฎการสืบชั้น (Stratigraphic Age Rules), ความสัมพันธ์การตัดขวางของรอยเลื่อน (Fault Cross-cutting Relationships), และมุมเอียงเท (Strike/Dip) เพื่อไม่ให้โมเดลขัดแย้งกับความเป็นจริงทางธรรมชาติ

 

ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำ (Workflow)

 

1. การรวบรวมและเตรียมข้อมูล (Data Integration)

 

รวบรวมข้อมูลหลากมิติเข้าสู่ระบบ GIS/Modelingข้อมูลผิวดิน: แบบจำลองความสูงเชิงเลข (DEM/LiDAR), แผนที่ธรณีวิทยา 2D, แนวรอยเลื่อน, และจุดวัด Strike/Dipข้อมูลใต้ผิวดิน: ข้อมูลหลุมเจาะ (Borehole Log), ภาพถ่ายคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Reflection 2D/3D), และข้อมูลธรณีฟิสิกส์ (Gravity/Magnetic)

 

2. การกำหนดกรอบเรขาคณิตรอยเลื่อน (Fault Modeling)

 

สร้างโครงข่ายรอยเลื่อน 3 มิติเป็นอันดับแรกกำหนดระนาบรอยเลื่อน (Fault Surfaces) ในระบบ 3 มิติ เนื่องจากรอยเลื่อนเป็นตัวตัดขาดและเลื่อนชั้นหินออกจากกัน การสร้างรอยเลื่อนที่ถูกต้องก่อนจะช่วยกำหนดขอบเขต (Fault Blocks) สำหรับชั้นหินได้อย่างแม่นยำ

 

3. การสร้างพื้นผิวชั้นหิน (Stratigraphic Surface Modeling)

 

เชื่อมโยงขอบเขตชั้นหินระหว่างหลุมเจาะและผิวดินนำจุดตัดชั้นหินจากหลุมเจาะ (Well Tops) และแนวขอบเขตหินบนผิวดินมาคำนวณสร้างพื้นผิวของแต่ละหมวดหิน โดยใช้วิธีการคณิตศาสตร์ เช่น Kriging, Radial Basis Functions (RBF), หรือ Implicit Surface Modeling

 

4. การสร้างปริมาตรและประมาณค่าคุณสมบัติ (Volumetric & Property Modeling)

 

เติมเต็มข้อมูลเชิงคุณสมบัติลงในมวลหินสร้างโครงข่ายปริมาตร 3D Grid และใช้เทคนิคสถิติภูมิศาสตร์ (Geostatistics) เพื่อประมาณค่าคุณสมบัติทางธรณีวิศวกรรม ธรณีเคมี หรือปิโตรฟิสิกส์ลงไปในเนื้อหิน

 

5. การตรวจสอบและปรับแก้แบบจำลอง (Validation & Model Refinement)

 

ตรวจสอบความสมเหตุสมผลทางธรณีวิทยาตัดรูปตัดขวาง (Cross-section) จากโมเดล 3D มาเปรียบเทียบกับภาพจริงทางภาคสนาม หรือทำการคำนวณย้อนกลับทางธรณีฟิสิกส์ (Forward/Inverse Geophysical Modeling) เพื่อปรับแก้โมเดลให้ตรงกับค่าสนามแรงดึงดูด/แม่เหล็กจริง












ประโยชน์ของ 3-D Geological Maps

การเปลี่ยนจากแผนที่ 2D มาเป็นแบบจำลอง 3D เพิ่มประสิทธิภาพอย่างมากในหลายภาคส่วน:

ภาคส่วน / การประยุกต์ใช้

ประโยชน์หลักของแบบจำลอง 3 มิติ

1. การสำรวจแร่และพลังงาน

ตีกรอบแหล่งแร่ สภาพกับเก็บปิโตรเลียม (Hydrocarbon Reservoirs) และแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ ช่วยคำนวณปริมาตรสำรอง (Reserve Estimation) และลดความเสี่ยงในการขุดเจาะหลุมสำรวจราคาแพง

2. วิศวกรรมฐานรากและงานอุโมงค์

ช่วยวิเคราะห์แนวขุดเจาะอุโมงค์ (Tunneling) เขื่อน หรือรถไฟใต้ดิน โดยแสดงจุดรอยเลื่อน มวลหินผุ หรือโพรงหินปูน (Karst) ใต้ดินล่วงหน้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุระหว่างก่อสร้าง

3. ทรัพยากรน้ำบาดาล (Hydrogeology)

สร้างแบบจำลองการไหลของน้ำบาดาล (Groundwater Flow Modeling) แสดงขอบเขตชั้นน้ำบาดาล (Aquifers) และทิศทางการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนในระดับลึก

4. การประเมินภัยพิบัติทางธรณีวิทยา

วิเคราะห์โครงสร้างรอยเลื่อนมีชีวิตใต้ดินแบบสามมิติ ประเมินระนาบการการพังทลายของชั้นดิน/หินในการเกิดดินถล่มขนาดใหญ่ (Landslide Slip Surfaces)

5. การสื่อสารและการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก วิศวกร ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายและประชาชนทั่วไป เข้าใจสภาพโครงสร้างใต้ดินได้ง่ายกว่าการอ่านแผนที่ 2D


สรุป

 

แผนที่ธรณีวิทยาถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา (Intellectual Infrastructure) ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ

 

1.        การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: เป็นเข็มทิศในการสำรวจแหล่งแร่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน (ปิโตรเลียม หินดินดานน้ำมัน พลังงานความร้อนใต้พิภพ) และการประเมินศักยภาพแหล่งน้ำบาดาล

2.      การบรรเทาและรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ: เป็นข้อมูลฐานในการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนมีชีวิต ดินถล่ม รูยุบในพื้นที่หินปูน และการทรุดตัวของแผ่นดิน

3.      งานวิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน: ช่วยในการเลือกตำแหน่งที่ตั้งและวางแผนออกแบบฐานรากสำหรับเขื่อน อุโมงค์ ทางหลวง รถไฟความเร็วสูง และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่

4.      การวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน: ป้องกันการก่อสร้างทับซ้อนบนแนวรอยเลื่อนเสี่ยงภัย หรือพื้นที่แหล่งแร่สำคัญ และช่วยจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรมตามคุณสมบัติทางธรณีวิทยา

5.      การศึกษาวิจัยและสิ่งแวดล้อม: ช่วยในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของโลก และการประเมินการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมบรรพกาล

 

บรรณานุกรม

 

กรมทรัพยากรธรณี. (2544). แผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทย มาตราส่วน 1:250,000 ระวางเมาะลำเลิง (NE 47-14). กองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.

กรมทรัพยากรธรณี. (2567). ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และบริการข้อมูลแผนที่ธรณีวิทยา (DMR GIS Portal). สืบค้นจาก https://gisportal.dmr.go.th/

Bishop, M. P., James, L. A., Shroder, J. F., & Walsh, S. J. (2012). Remote sensing and GIScience in geomorphology: Introduction to the special issue. Geomorphology, 137(1), 1–12.

Brierley, G. J., & Fryirs, K. A. (2000). River Styles, a geomorphic approach to catchment characterization: Implications for river management. Geomorphology, 32(3–4), 361–385.

Cawood, A. J., Bond, C. E., Inkpen, R. J., & Butler, R. W. H. (2017). Digital geological mapping and 3D visualisation: A workflow for structural geology field data. Journal of Structural Geology, 103, 117–129.

Cudahy, T. J., & Ramanaidou, E. R. (1997). Hyperspectral remote sensing of white micas: Theory, methods and applications in mineral exploration and regional geology. Earth-Science Reviews, 42(1–2), 19–35.

El Hamdouni, R., Irigaray, C., Fernández, T., Chacón, J., & Keller, E. A. (2008). Assessment of active tectonics based on geomorphic indices, Southern Spain. Geomorphology, 96(1–2), 150–173.

Guzzetti, F., Carrara, A., Cardinali, M., & Reichenbach, P. (1999). Landslide hazard and risk mapping: A review of standard approaches and current trends. Earth-Science Reviews, 45(3–4), 181–216.

Hronsky, J. M. A., & Groves, D. I. (2008). Science of targeting: Definition, applied methodology and case studies. Ore Geology Reviews, 33(3–4), 479–491.

Reichenbach, P., Rossi, M., Malamud, B. D., Mihir, M., & Guzzetti, F. (2018). A review of statistically-based landslide susceptibility models. Geomorphology, 315, 60–78.

Scotese, C. R. (2004). Pangea to the modern world: Tectonic controls on regional geology, sedimentation, and climate. Earth-Science Reviews, 67(1–2), 33–55.

Sylvester, A. G. (1988). Strike-slip faults. Journal of Structural Geology, 10(6), 665–689.

Tavani, S., Granado, P., Corradetti, A., Señoráns, R., & Muñoz, J. A. (2020). Building virtual outcrops, extracted orientations, and structural mapping with drones. Journal of Structural Geology, 137, 104082.

Tarolli, P. (2014). High-resolution topography for understanding earth surface processes: Research frontiers. Geomorphology, 216, 295–312.

van der Meer, F. D., van der Werff, H. M., van Ruitenbeek, F. J., Hecker, C. A., Bakker, W. H., Noomen, M. F., ... & Woldai, T. (2012). Multi- and hyperspectral geologic remote sensing: A review. Ore Geology Reviews, 44, 112–131.

Wu, Q., Xu, H., & Zou, X. (2005). Three-dimensional geological modelling: Methods, technical challenges and applications. Earth-Science Reviews, 71(1–2), 85–103.

Yeats, R. S., & Prentice, C. S. (1996). Active faulting and paleoseismology: History, progress, and present status. Earth-Science Reviews, 40(1–2), 71–89.

Zuo, R., & Xiong, Y. (2018). Big data analytics of geochemical data for mineral prospectivity mapping. Ore Geology Reviews, 94, 311–320.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น