หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Geopolitics

เกมยาวของท่านสี จิ้นผิง

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ขณะที่ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยต้องคิดเกมระยะสั้นเพื่อการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่ ปธน.สี จิ้นผิง มีอำนาจเบ็ดเสร็จและไม่มีข้อจำกัดด้านวาระการดำรงตำแหน่ง "Xi's Long Game" จึงเป็นการพิสูจน์ว่า ระบอบการปกครองที่นิ่งและมองเกมระยะยาวกว่า จะสามารถเป็นผู้ชนะในการจัดระเบียบโลกใหม่ได้ในท้ายที่สุด


เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง คือ ยุทธศาสตร์ระดับชาติระยะยาวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่มุ่งเน้นการพาจีนก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แทนที่สหรัฐอเมริกา โดยยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นแบบปีต่อปี แต่เป็นการวางหมากที่มองข้ามช็อตไปอีกหลายทศวรรษ (เป้าหมายสูงสุดถูกปักหมุดไว้ที่ปี 2049 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน)


เพื่อเข้าใจเกมยาวนี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังสมองระดับโลก อย่าง CFR (Council on Foreign Relations), PIIE (Peterson Institute for International Economics) และ ISS (European Union Institute for Security Studies) ได้สรุปแกนหลักของยุทธศาสตร์ออกเป็น 4 เสาหลัก ดังนี้


1. ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ


เมื่อเผชิญกับสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ปธน.สี จิ้นผิง ได้ปรับโมเดลเศรษฐกิจจีนใหม่ วงจรภายใน (Domestic Circulation) ด้วยการเน้นการกระตุ้นให้ประชากร 1,400 ล้านคนในจีนบริโภคและใช้จ่ายกันเองภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจจีนขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังตะวันตกเป็นหลัก ขณะที่วงจรภายนอก (International Circulation) Chad Bown จากสถาบัน PIIE ชี้ว่าจีนยังคงค้าขายกับโลกภายนอก แต่เปลี่ยนเป้าหมายจากสหรัฐฯ และยุโรป ไปยังตลาดที่ไม่ใช่สหรัฐฯ (Non-US Markets) เพื่อชดเชยการสูญเสียตลาดอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้แทน


2. การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี (Tech Self-Reliance)


คณะนักวิเคราะห์จาก CFR และ Foreign Policy Research Institute (FPRI) ชี้ว่าจีนรู้ดีว่าจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด คือ การพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง ตอบโต้ข้อจำกัดนี้ คือ การทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและสร้างพิมพ์เขียวเทคโนโลยีของตนเอง เร่งพัฒนาเอไอ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายคือการทำให้จีนหลุดพ้นจากการถูกสหรัฐฯ บีบหัวใจ ด้วยการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี และสร้างอำนาจต่อรองที่ยั่งยืนในระยะยาว


3. ยุทธศาสตร์ล่อด้วยผลประโยชน์ (The Venus Flytrap)


ในทางการทูต Zongyuan Zoe Liu จาก CFR และนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISS ของยุโรป ให้ความเห็นว่า ปธน.สี จิ้นผิง ใช้ความอดทนสูงมากในการรับมือกับผู้นำสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนหน้าและนโยบายไปมาทุกๆ 4 ปี เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ หรือโจ ไบเดน รัฐบาลจีนใช้ยุทธศาสตร์การทูตแบบ Tactical Stabilization หรือการยอมประนอมในประเด็นเล็กๆ เช่น การยอมซื้อสินค้าเกษตร หรือยอมปรับโครงสร้างธุรกิจอย่าง TikTok Model เพื่อซื้อเวลาให้ตนเองพร้อม ขณะเดียวกันก็วางกับดักล่อให้ผู้นำสหรัฐฯ ยอมแลกผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระยะยาว เช่น การลดการสนับสนุนไต้หวัน กับตัวเลขกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น


TikTok Model เป็นกรณีศึกษาและแนวทางการทูตเชิงพาณิชย์ (Commercial Diplomacy) ในยุคใหม่ ซึ่งเพิ่งได้ข้อสรุปและจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โมเดลนี้เป็นทางออกที่นักวิเคราะห์เรียกว่าการพึ่งพาอาศัยกันแบบควบคุมได้ (Managed Interdependence) แทนที่จะใช้การตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยใช้สูตร "ยอมให้จีนถือหุ้นส่วนน้อยและแชร์ลิขสิทธิ์เทคโนโลยี แต่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมข้อมูลและรันระบบทั้งหมด"


4. ความเชื่อที่ว่าตะวันตกกำลังขาลง (The East is Rising, the West is Declining)


หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเกมยาวนี้ คือ มุมมองของผู้นำจีนที่มองว่า ระบบการเมืองและสังคมของสหรัฐฯ และตะวันตกกำลังเผชิญกับความแตกแยกและถดถอยอย่างถาวร คณะบรรณาธิการของ Semafor และบทวิเคราะห์จาก CFR ชี้ว่า ปักกิ่งกำลังใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนและความไม่น่าเชื่อถือของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในการดึงพันธมิตรของสหรัฐฯ เข้ามาหาจีน ข้อมูลจนถึงปี 2026 พบว่า ผู้นำประเทศพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ รวมถึงยุโรป สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ต่างก็แห่กันเดินทางเยือนปักกิ่ง คิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของการต้อนรับทูตต่างประเทศของจีน สิ่งนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง ในการพิสูจน์ว่าระเบียบโลกเก่ากำลังเสื่อมถอยและการเปิดรับโมเดลความร่วมมือแบบจีนกำลังสัมฤทธิ์ผลอย่างช้าๆ


ปธน.สี จิ้นผิง จึงเลือกที่จะไม่รีบร้อนเปิดฉากสงคราม แต่เน้นการบริหารจัดการความขัดแย้งไม่ให้ระเบิด เพื่อรอเวลาให้ระเบียบโลกเดิมที่นำโดยสหรัฐฯ ค่อยๆ อ่อนแอและสลายตัวไปเองตามกาลเวลา


เกมยาวของ ปธน.สี จิ้นผิง ถือเป็นหัวข้อหลักที่หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกของตะวันตกนำมาวิเคราะห์อย่างดุเดือด โดยเฉพาะในช่วงกลางปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง


หนังสือพิมพ์แต่ละเล่มมีมุมมองและน้ำเสียงในการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ดังนี้


1. The Wall Street Journal (WSJ) — มุมมองสายเหยี่ยวและคำเตือนเรื่อง "กับดัก"


กองบรรณาธิการของ The Wall Street Journal (WSJ Editorial Board) ได้วิเคราะห์ไว้อย่างเผ็ดร้อนและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับนิยามคำว่า "เสถียรภาพ" (Stability) ที่ทั้งสองฝ่ายใช้เจรจากัน:


สาระสำคัญ: WSJ สรุปว่า "ภายใต้หน้ากากของความปรารถนาดีในปักกิ่ง ความจริงข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยน: นายสี กำลังเล่นเกมยาวเพื่อโค่นล้มสหรัฐฯ จากการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก"


คำเตือนเรื่องไต้หวัน (The Venus Flytrap): WSJ เป็นผู้ชี้ประเด็นเรื่อง "กับดักกาบหอยแครง" โดยเตือนว่า สี จิ้นผิง กำลังล่อให้ทรัมป์ยอมอ่อนข้อในประเด็นไต้หวัน (เช่น บีบให้สหรัฐฯ เปลี่ยนถ้อยคำทางการทูตจาก "ไม่สนับสนุน" เป็น "คัดค้าน" การแยกตัวของไต้หวัน) เพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้าชั่วคราว ซึ่งหากทรัมป์ยอมแลก จะเท่ากับเป็นการเดินเข้ากับดักทางยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีน


2. Financial Times (FT) — วิเคราะห์ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและห่วงโซ่อุปทาน

หนังสือพิมพ์สายเศรษฐกิจและการทูตระดับโลกอย่าง Financial Times มองว่าในเกมยาวนี้ สี จิ้นผิง คือผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า (Holds the cards) ในหลายๆ ด้าน:


ความแม่นยำดั่งมีดโกน (Scalpel-like precision): FT วิเคราะห์ว่า จีนไม่ได้ตอบโต้กำแพงภาษีอันหนักหน่วงของทรัมป์ด้วยความมุทะลุ แต่ใช้กลยุทธ์ที่แม่นยำสูง ด้วยการสั่งระงับการส่งออก แร่หายาก (Rare Earths) และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจของโรงงานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ จนบีบให้สหรัฐฯ ต้องยอมถอยมาเจรจาสงบศึก (Trade Truce)


การมองข้ามช็อตการเมือง: FT ระบุว่า สี จิ้นผิง มองความสัมพันธ์นี้ผ่าน "ความแยบยลเชิงยุทธศาสตร์" ที่ไม่ต้องแคร์ปฏิทินการเลือกตั้งเหมือนผู้นำสหรัฐฯ จีนยินดีจะให้ "ของขวัญระยะสั้น" แก่ทรัมป์ เช่น การยอมเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบิน Boeing หรือถั่วเหลืองล็อตใหญ่ เพื่อส่งบทให้ทรัมป์เอาไปเคลมเป็นชัยชนะทางการเมือง แต่ในระหว่างนั้น จีนจะเร่งสร้างเครือข่ายพึ่งพาตนเองอย่างเงียบๆ


3. The Economist — การแยกมิติทางเทคโนโลยี และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


The Economist ได้ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง (รวมถึง Keyu Jin) วิเคราะห์ภาพรวมของเกมยาวนี้ในมิติทางเศรษฐกิจยุคใหม่:


Parallel Systems (ระบบคู่ขนาน): ในเกมยาวนี้ จีนยอมรับความจริงแล้วว่า ในเชิงเทคโนโลยีระดับสูง (เช่น AI, ควอนตัม, เซมิคอนดักเตอร์) สหรัฐฯ และจีนจะต้องแยกทางกันเดินและสร้างระบบคู่ขนานที่ตัดขาดจากกันอย่างถาวร


The Paradox of Tech: The Economist ชี้ให้เห็นจุดบอดในเกมยาวของสี จิ้นผิง ว่า แม้เทคโนโลยีขั้นสูง (EV, Robotics, AI) ของจีนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบไร้แรงต้านจากสังคมภายใน แต่ภาคเทคโนโลยีนี้ยังมีสัดส่วนที่เล็กเกินกว่าจะมาทดแทนวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนได้ทั้งหมด ซึ่งนี่คือความท้าทายในบ้านที่สี จิ้นผิง ต้องประคองให้รอดในระหว่างเดินเกมยาว


4. กระแสโต้กลับ: "จีนไม่ได้เล่นเกมยาวเสมอไป" (Sharp Text / Foreign Affairs)


นอกจากนี้ ยังเริ่มมีบทความและคลังสมองบางส่วนที่ออกมา หักล้าง (Counter-argument) วาทกรรม "Xi's Long Game" โดยมองว่าชาติตะวันตกชอบมองสี จิ้นผิง น่ากลัวเกินจริงเหมือนเป็น "ซุนวู" ยุคใหม่:


มุมมองแย้ง: บทวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ว่า หลายครั้งนโยบายของจีนไม่ได้เกิดจากแผนยุทธศาสตร์ 100 ปีอันแยบยล แต่เกิดจาก "ความจำเป็นระยะสั้นเพื่อเอาตัวรอด" (เช่น วิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลางปี 2026 หรือปัญหาเงินฝืดในประเทศ) ซึ่งบีบให้ปักกิ่งต้องยอมทิ้งไพ่ตายบางใบ (เช่น ยอมระงับการแบนแร่หายากเพื่อแลกกับการลดภาษี) เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก


ภาพรวมจากสื่อใหญ่


สื่อตะวันตกส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สี จิ้นผิง วางหมากแบบมองเกมระยะยาวเพื่อผลักดันสหรัฐฯ ออกจากตำแหน่งผู้นำโลก โดยใช้เสถียรภาพชั่วคราวเป็นเครื่องมือซื้อเวลา แต่ในขณะเดียวกัน สื่อเหล่านี้ก็เริ่มชี้ให้เห็นว่า "ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของจีนเอง" อาจเป็นตัวถ่วงสำคัญที่ทำให้เกมยาวของสี จิ้นผิง ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ปักกิ่งคาดการณ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น