กับดักทูซิดิดีส
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
"สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเติบโตของอำนาจเอเธนส์ และความกลัวที่สิ่งนี้สร้างขึ้นในใจของสปาร์ตา“
กับดักทูซิดิดีส (Thucydides’s Trap) เป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Graham Allison ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่ออธิบายความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่อาจนำไปสู่สงครามระหว่างมหาอำนาจเดิม (Ruling Power) และมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมา (Rising Power) คำๆ นี้มีที่มาจากบันทึกประวัติศาสตร์ของทูซิดิดีส นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณเกี่ยวกับสงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) ตามข้อความที่เขียนเอาไว้ด้านบน
A statue of Thucydides, the Athenian general and historian, outside the parliament building in Vienna. (Credit... Eye Ubiquitous/Universal Images Group, via Getty Images)
เมื่อเปรียบเทียบกับโลกยุคปัจจุบัน - มหาอำนาจเดิม (Ruling Power) คือ สหรัฐอเมริกา (เปรียบได้กับสปาร์ตาในอดีต) และมหาอำนาจใหม่ (Rising Power) คือ จีน (เปรียบได้กับเอเธนส์ในอดีต)
ตามประวัติศาสตร์ย้อนหลังไป 500 ปี Graham Allison พบว่า มีมหาอำนาจใหม่ผุดขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม 16 ครั้ง และในจำนวนนั้น มีถึง 12 ครั้งที่จบลงด้วย "สงคราม" นี่คือเหตุผลว่าทำไม ปธน. สี จิ้นผิง ถึงกังวลกับดักนี้เป็นอย่างมาก และมักจะพูดออกสื่อต่างประเทศบ่อยครั้งว่า “เราต้องร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักทูซิดิดีส”
จากการติดตามและวิเคราะห์ของสำนักข่าว The New York Times เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีมุมมองสะท้อนความคิดของผผิงู้นำสูงสุดของจีน และยุทธศาสตร์ของจีนที่น่าสนใจดังนี้
1. กลัวการสกัดกั้นอย่างถาวร (Containment)
NYT ระบุว่า ในสายตาของสี จิ้นผิง สหรัฐฯ กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้จีนขึ้นแซงหน้า ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การคว่ำบาตรชิปเทคโนโลยีขั้นสูง หรือการสร้างพันธมิตรทางทหารล้อมรอบจีน เช่น พันธมิตรด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีทางการทหารระดั (AUKUS: ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐ) และความร่วมมือสี่เหลี่ยมความมั่นคง (Quad: Quadrilateral Security Dialogue) ระหว่างสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยปักกิ่งมองว่า AUKUS คือการฟื้นคืนชีพของแนวคิดสงครามเย็น และเป็นการจงใจสร้างพันธมิตรทางทหารเพื่อปิดล้อมจีนโดยเ
รัฐบาลปักกิ่งมองว่า พฤติกรรมของวอชิงตันคืออาการของความกลัวว่าตนเองจะสูญเสียความเป็นที่หนึ่ง ซึ่งตรงตามทฤษฎีของกับดักทูซิดิดีสเป๊ะ
2. สงครามที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ (Accidental War)
นักวิเคราะห์ของ NYT ชี้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในกับดักนี้ไม่ใช่การที่วันหนึ่ง ปธน.สี จิ้นผิง หรือ ปธน.สหรัฐฯ จะตื่นมาแล้วสั่งเปิดฉากยิงนิวเคลียร์ใส่กันดื้อๆ หากแต่เป็นชนวนเหตุเล็กๆ ที่บานปลายควบคุมไม่ได้ (Miscalculation) เช่น การเฉี่ยวชนกันของเครื่องบินรบในทะเลจีนใต้ หรือการกระทบกระทั่งในช่องแคบไต้หวัน ในสภาวะที่ทั้งสองประเทศเต็มไปด้วยความหวาดระแวง (Paranoia) เหตุการณ์เล็กๆ สามารถจุดชนวนให้เกิดสงครามใหญ่ได้ง่ายมาก
3. วาทกรรมเพื่อแสดงความชอบธรรม (Rhetorical Weapon)
NYT มองลึกไปอีกมิติหนึ่งว่า ปธน.สี จิ้นผิง ใช้คำว่า "Thucydides’s Trap" เป็นเครื่องมือทางการทูตด้วย
การที่ ปธน. สี จิ้นผิง บอกว่าโลกบ่อยๆ ว่าต้องช่วยกันเลี่ยงกับดักนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงชาติตะวันตกและอาเซียนด้วยว่า หากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดกดดันจีน สหรัฐฯ นั่นแหละที่จะเป็นคนลากโลกไปสู่สงคราม แบบนี้เป็นการโยนแรงกดดันกลับไปให้วอชิงตันในฐานะฝ่ายที่กุมอำนาจเดิม
4. ทางออกในสายตาของปักกิ่ง คือ ระเบียบโลกแบบหลายขั้ว (Multipolarity)
บทวิเคราะห์ใน NYT เผยว่า ปธน.สี จิ้นผิง พยายามเสนอทางออกที่เรียกว่า ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างมหาอำนาจ (New Type of Major-Power Relations) ซึ่งหมายถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยอมรับว่าจีนมีฐานะเท่าเทียมกัน และเคารพ "เส้นแดง" ของกันและกัน (โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและระบบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์) แต่สหรัฐฯ มักมองว่านี่คือการบีบให้ยอมสละความเป็นผู้นำโลก
คำว่า "Red Line" ที่จีนกังวลและเน้นย้ำกับสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพบปะกันระหว่าง ปธน.สี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ กลางเดือนพฤษภาคม 2026 รวมถึงเวทีระดับโลกในช่วงปี 2025–2026 ถูกจำแนกออกเป็น 4 เส้นแดงหลัก ซึ่งจีนประกาศชัดเจนว่าห้ามล่วงละเมิดเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารหรือความพังทลายของความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง
Absolute Red Line เส้นแดงแรกที่สำคัญที่สุดและละเมิดไม่ได้มากที่สุดในสายตาของ ปธน.สี จิ้นผิง เพราะจีนกลัวว่าสหรัฐฯ จะให้การรับรองสถานะทางการทูต หรือสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันอย่างเป็นทางการ รวมถึงการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูงให้ไต้หวันเพิ่มขึ้น จึงได้ส่งสัญญาณเตือนแรงขึ้นเรื่อยๆ ว่าหากมีการข้ามเส้นนี้ ความสัมพันธ์จะดิ่งลงสู่สถานการณ์ที่อันตรายมาก และอาจนำไปสู่การใช้กำลังทหารทันที ในเกมยาวนี้จีนพยายามกดดันให้สหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีจากไม่สนับสนุน เป็นคัดค้านการแยกตัวของไต้หวันอย่างสิ้นเชิง
เส้นแดงที่สอง จีนย้ำว่าระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่จะถูกสั่นคลอนไม่ได้ เส้นแดงที่สาม จีนปฏิเสธการที่ชาติตะวันตกใช้มาตรฐาน "สิทธิมนุษยชน" มาเป็นเครื่องมือในการกดดันทางการเมือง และเส้นแดงที่สี่ จีนมองว่าการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีน เช่น ควบคุมชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เอไอ หรือการแบนแอปพลิเคชัน คือการจงใจสกัดกั้นไม่ให้คนจีนลืมตาอ้าปากได้ หรือขัดขวางไม่ให้จีนพัฒนาเป็นประเทศรายได้สู
สรุปสั้นๆ: ปธน.สี จิ้นผิง กังวลว่าความหวาดกลัวของสหรัฐฯ จะนำไปสู่สงครามจริง และบทวิเคราะห์จาก NYT ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังเดินเข้าหากับดักนี้เรื่อยๆ ผ่านสงครามเทคโนโลยีและการทหาร แม้ว่าต่างฝ่ายต่างจะบอกว่าอยากหลีกเลี่ยงมันก็ตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น