หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Human Geography 82 Language

ภูมิทัศน์ภาษา

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย


หนังสือ "The Cultural Landscape: An Introduction to Human Geography" ของ James M. Rubenstein (2024) บทที่ 5 ที่ว่าด้วยเรื่องของ Languages มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภูมิทัศน์ภาษา หรือ Geolinguistics ที่น่าสนใจไม่น้อย อ่านไปเรื่อยๆ จะพบคำศัพท์แปลกตาอยู่คำหนึ่ง คือ คำว่า Isogloss อันหมายถึง เส้นแบ่งเขตภาษาในแผนที่ที่นักภูมิศาสตร์ขีดขึ้นมาเพื่อแยกพื้นที่ที่พูดภาษาต่างกันออกจากกัน


อย่างไรก็ดี ในบทที่ 5 มีสารัตถะที่อ่านแล้วไปความรู้เกี่ยวกับ Geolinguistics ที่เป็นพื้นฐานในการศึกษาเชิงลึกต่อไป คือ การกระจายของภาษา การแพร่กระจายของภาษา ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ต่างๆ และภาษาท้องถิ่นหลายภาษากำลังถูกท้าทาย


การกระจายของภาษา


Rubenstein ปูพื้นฐานให้เรามองภาษาเป็นเหมือต้นไม้เพื่ออธิบายว่าภาษาบนโลกนี้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร โดยเขาวางโครงสร้างตามลำดับขั้น (hierarchy) จากใหญ่ไปเล็ก


1. ลำดับขั้นของภาษา (language hierarchy)


Rubenstein เปรียบเทียบโครงสร้างภาษาเหมือนต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้เราเห็นรากเหง้าและการแตกกิ่งก้านสาขา


Language Family: เปรียบเหมือนโคนต้นไม้/รากแก้ว เป็นกลุ่มภาษาที่มีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยาวนานจนอาจไม่มีหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

Language Branch: เปรียบเหมือนกิ่งใหญ่ที่แตกออกมาจากตระกูลหลัก ความสัมพันธ์ยังคงชัดเจน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเคยมาจากรากเดียวกันเมื่อไม่กี่พันปีก่อน

Language Group: เปรียบเหมือนกิ่งย่อยที่แตกออกมาจากสาขาอีกที ภาษาในกลุ่มนี้จะมีไวยากรณ์และคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกันมาก


2. ตระกูลภาษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก (two largest families)


หนังสือจะเน้นย้ำว่า แม้โลกจะมีเป็นพันๆ ภาษา แต่ประชากรโลกมากกว่า 2 ใน 3 พูดภาษาที่มาจาก 2 ตระกูลหลักนี้ คือ


ก. Indo-European


ประชากรโลกประมาณ 46% พูดภาษาในตระกูลนี้  จึงถือว่าเป็นตระกูลภาษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ เอเชียใต้ (อินเดีย) และออสเตรเลีย มีความน่าสนใจอย่างยิ่งว่าภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน ภาษาฮินดี และภาษารัสเซีย ต่างก็เป็นญาติที่มาจากต้นไม้ต้นเดียวกันนี้


ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลนี้ คือ spatial diffusion ที่กว้างไกลที่สุดในโลก จากยุโรปไปจนถึงอินเดีย และข้ามมหาสมุทรไปทั่วทั้งทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย ในหนังสือของ Rubenstein จะเน้นย้ำเรื่องจุดกำเนิดของภาษาในตระกูลนี้มาก เพราะมันคือการตั้งสมมติฐานว่า "รากของต้นไม้ใหญ่นี้อยู่ตรงไหนกันแน่?" ซึ่งมี 2 ทฤษฎีหลักที่สู้กันอยู่ คือ ทฤษฎีนักรบผู้เลี้ยงสัตว์ (nomadic warrior theory) ซึ่งเชื่อว่าจุดกำเนิดอยู่แถวทุ่งหญ้าสเตปป์ (บริเวณชายแดนรัสเซีย-คาซัคสถานในปัจจุบัน) โดยกลุ่มคนคุรกัน (Kurgan) แพร่กระจายภาษาออกไปผ่านการรุกรานและการทหาร (military conquest)


อีกทฤษฎีหนึ่ง คือ ทฤษฎีเกษตรกรอยู่กับที่ (sedentary farmer theory) ที่เชื่อว่าจุดกำเนิดเก่าแก่กว่านั้น อยู่ที่อานาโตเลีย (ตุรกีในปัจจุบัน) และภาษาแพร่กระจายไปพร้อมๆ กับ การขยายตัวของเทคโนโลยีการเกษตร(agricultural innovation) เมื่อคนเพาะปลูกได้ดีขึ้น ประชากรเพิ่มขึ้น ก็ค่อยๆ ขยับขยายพื้นที่ออกไป


ความน่าทึ่งในเชิงภูมิศาสตร์ คือ การพบคำศัพท์ที่มีรากเดียวกันในพื้นที่ที่อยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร เช่น คำว่า "แม่"


Mother (อังกฤษ) —> Mutter (เยอรมัน) —> Madre (สเปน) —> Mātā (บาลี/สันสกฤต) —> มารดา (ไทยที่ยืมมา)


นี่สะท้อนว่าพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ ครั้งหนึ่งในอดีตเคยมีจุดเชื่อมโยงร่วมกัน ก่อนที่ระยะทางและอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ (distance decay) จะทำให้มันค่อยๆ แยกสาขาออกเป็นภาษาฝรั่งเศส รัสเซีย ฮินดี ฯลฯ ในปัจจุบัน


ข. Sino-Tibetan


ประชากรโลกประมาณ 21% พูดภาษากลุ่มนี้ โดยครอบคลุมพื้นที่ประเทศจีน และบางส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาในตระกูลนี้มีความน่าสนใจ ตรงที่มีภาษาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตระกูลนี้ คือ Mandarin (ภาษาจีนกลาง) ซึ่ง Rubenstein ชี้ให้เห็นว่าเป็นภาษาเดี่ยวที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่ (Native Speaker) มากที่สุดในโลก


ในขณะที่ Indo-European เน้นการแตกกิ่งก้านสาขาและกระจายตัวไปทั่วโลก ตระกูล Sino-Tibetan (โดยเฉพาะกลุ่มภาษาจีน) กลับมีลักษณะเด่นในเรื่อง การรวมศูนย์และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในพื้นที่ (spatial convergence & unity) เรียกว่าเป็นภาษาพูดร้อยสำเนียง แต่อ่านออกด้วยอักษรตัวเดียวกัน


ประเทศจีนมีสภาพภูมิศาสตร์ที่มีทั้งภูเขาสูง ทะเลทราย และแม่น้ำสายใหญ่ ทำให้ในอดีตผู้คนในแต่ละภูมิภาคถูกตัดขาดกัน จนเกิดภาษาพูดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น คนปักกิ่งคุยกับคนกวางตุ้งไม่รู้เรื่อง ฟังเหมือนคนละภาษา แต่สิ่งที่ทำให้นักภูมิศาสตร์ทึ่ง คือ อักษรภาพ/อักษรสัญลักษณ์ (logograms)


ระบบการเขียนของจีนไม่ได้แทนเสียงสะกดเหมือนอักษรโรมัน แต่เป็นการเขียนแทนความหมาย ดังนั้น ไม่ว่าคนเหนือหรือคนใต้จะออกเสียงคำว่า "ม้า" หรือ "แม่น้ำ" ต่างกันอย่างไร แต่เมื่อเขียนลงบนกระดาษ พวกเขาจะใช้ตัวอักษรภาพเดียวกัน และเข้าใจความหมายตรงกันทันที ในเชิงภูมิศาสตร์มนุษย์ อักษรภาพนี้ทำหน้าที่เป็นแรงเข้าสู่ศูนย์กลาง (centripetal force) ที่ผูกรั้งวัฒนธรรมและแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ให้เป็นปึกแผ่นมาได้นับพันปี


ภาษากลุ่มจีนเป็นภาษาคำโดด (isolating language) และเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ (tonal language) ซึ่งเอื้อให้เกิดการสื่อสารที่กระชับ รวดเร็ว ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นสูง (high population density) มาตั้งแต่อดีต ถือได้ว่ามีโครงสร้างภาษาที่กระชับและสัมพันธ์กับประชากรหนาแน่น


3. การกระจายตัวของตระกูลภาษาอื่นๆ


นอกจาก 2 ยักษ์ใหญ่ข้างต้นแล้ว หนังสือจะพาไปสำรวจภูมิภาคอื่นๆ ที่มีตระกูลภาษาเฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนถึงภูมิศาสตร์วัฒนธรรมที่ตัดขาดหรือเชื่อมโยงกันในอดีต ได้แก่ 


Afro-Asiatic: เด่นที่สุดคือ ภาษาอาหรับ ครอบคลุมพื้นที่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับมิติทางศาสนา (อิสลาม)


Austronesian: ภาษาของกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะแก่ง เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รวมถึงเกาะมาดากัสการ์ ซึ่งอยู่ไกลถึงแอฟริกา แต่คนพูดภาษาตระกูลเดียวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะการอพยพทางเรือในอดีต


Niger-Congo: ตระกูลภาษาหลักของทวีปแอฟริกาตอนใต้ (Sub-Saharan Africa) มีภาษาเด่น คือ สวาฮีลี (Swahili)


การแพร่กระจายของภาษา


หัวข้อนี้ Rubenstein เปลี่ยนโฟกัสจากการดูพิกัดที่ตั้งและการกระจายบนพื้นที่มารื้อดูกระบวนการและกลไกแพร่กระจาย (spatial diffusion) ว่าภาษาหนึ่งภาษาเดินทางข้ามโลกได้อย่างไร โดยเขาจะใช้ภาษาอังกฤษ เป็นกรณีศึกษาหลัก เพราะเป็นภาษาที่แพร่กระจายได้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่


กระบวนการแพร่กระจายของภาษาในบทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ ทางภูมิศาสตร์ ดังนี้


1. การแพร่กระจายโดยการย้ายถิ่นฐาน (relocation diffusion) 


นี่คือกลไกคลาสสิก ภาษาจะเดินทางไปได้เพราะคนพูดหอบเอาภาษาติดตัวข้ามพื้นที่ไปด้วย Rubenstein ฉายภาพประวัติศาสตร์ของภาษาอังกฤษผ่านคลื่นการอพยพ 2 ระลอกหลัก คือ


คลื่นลูกที่ 1 การรุกรานเกาะอังกฤษ


เดิมทีเกาะอังกฤษมีคนท้องถิ่น คือ ชาวเซลต์ (Celts) พูดภาษาเซลติก แต่ภาษาอังกฤษที่เป็นรากฐานในปัจจุบัน เกิดจากกลุ่มคน 3 กลุ่มจากยุโรปแผ่นดินใหญ่ล่องเรือมารุกรานและตั้งรกราก คือ Angles, Saxons และ Jutes ที่เป็นชนเผ่าเยอรมันที่อพยพมาจากแถบเดนมาร์กและเยอรมนีตอนเหนือในคริสต์ศตวรรษที่ 5 นำเอาภาษาเยอรมันโบราณมาด้วย มีคำศัพท์พื้นฐานในชีวิตประจำวันของเรา เช่น sky, father, man, house เหล่านี้ล้วนมาจากจุดนี้


ขณะเดียวกัน Normans ชนเผ่าจากฝรั่งเศสบุกมายึดครองอังกฤษในศตวรรษที่ 11 นำภาษาฝรั่งเศสมาใช้เป็นภาษาราชการและภาษาของชนชั้นสูงอยู่นานนับร้อยปี มีคำศัพท์หรูๆ หรือคำทางการในภาษาอังกฤษ เช่น elegant, master, judge, royal จึงมาจากภาษาฝรั่งเศส


คลื่นลูกที่ 2 ยุคอังกฤษอาณานิคม


หลังจากภาษาอังกฤษหลอมรวมเสร็จสิ้น มันได้แพร่กระจายออกไปทั่วโลกอีกครั้งผ่านการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ (British Empire) ในศตวรรษที่ 17-19 ไปยังอเมริกาเหนือ แอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชียใต้ (อินเดีย) ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาราชการของประเทศเหล่านั้น แม้ในเวลาต่อมาจะได้รับเอกราชแล้วก็ตาม


2. การแพร่กระจายแบบขยายวงกว้าง (expansion diffusion)


ในอดีตภาษาจะโตได้ต้องมีคนย้ายบ้านไปอยู่ แต่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ Rubenstein ชี้ให้เห็นว่าภาษาอังกฤษกำลังแพร่กระจายด้วยวิธี expansion diffusion คือ ตัวภาษาขยายไปเอง โดยที่คนพูดไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเกิดขึ้นผ่าน 3 กลไกย่อย คือ


ภาษากลางโลก (Lingua Franca) เมื่อโลกต้องการภาษาที่ใช้สื่อสารร่วมกันในการค้าขาย การบิน การทูต และวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษจึงถูกเลือกขึ้นมาเป็นเครื่องมือหลัก คนทั่วโลกยอมเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจ


ภาษากระท่อนกระแท่น (Pidgin Language) เวลาที่กลุ่มคนสองกลุ่มที่พูดคนละภาษาต้องค้าขายกัน พวกเขาจะสร้างภาษาง่ายๆ ที่ประยุกต์เอาคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาผสมกับไวยากรณ์ท้องถิ่น เพื่อให้สื่อสารกันรู้เรื่องในระยะสั้น


ภาษาวัฒนธรรมป๊อบ (Diffusion via Internet & Pop Culture) ซึ่งอันนี้ Rubenstein ยกข้อมูลสถิติมาแสดงให้เห็นว่า ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต เนื้อหามากกว่า 80% เป็นภาษาอังกฤษ แม้ปัจจุบันสัดส่วนจะลดลงเพราะภาษาอื่นเติบโตขึ้น แต่รหัสคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ระดับโลก ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และดนตรีสากล ก็ยังคงส่งออกภาษาอังกฤษไปสู่ทุกมุมโลกอย่างต่อเนื่องแบบไร้พรมแดน


3. ปรากฏการณ์ Dialect & ภาษาลูกผสม (Lingual Syncretism)


เมื่อภาษาอังกฤษแพร่กระจายไปปะทะกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ใหม่ๆ มันไม่ได้กลืนสายพันธุ์อื่นหายไป 100% เสมอไป แต่มันมักจะฟิวชันกลายเป็นภาษาใหม่ที่น่าสนใจในเชิงภูมิศาสตร์มนุษย์ เช่น


Franglais: ภาษาฝรั่งเศสที่ปนคำภาษาอังกฤษอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสพยายามต่อต้านเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของภาษา

Spanglish: การผสมผสานระหว่างสเปนและอังกฤษในแถบชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

Denglish: ภาษาเยอรมัน (Deutsch) ที่ปนคำอังกฤษในแวดวงธุรกิจและเทคโนโลยี


ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ต่างๆ


ในหัวข้อนี้ Rubenstein จะพาเราซูมอินลงไปในระดับพื้นที่ เพื่ออธิบายว่า เมื่อภาษาหนึ่งภาษาเดินทางไปตั้งรกรากในที่ต่างๆ ความห่างไกลและปัจจัยทางภูมิศาสตร์จะค่อยๆ หล่อหลอมให้ภาษาเกิดความแตกแยกย่อยกลายเป็นภาษาถิ่น (dialects) ได้อย่างไร และนี่คือจุดที่แนวคิด isogloss จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม


หนังสือจะอธิบายกลไกความแปรผันของภาษาผ่าน 3 ประเด็นหลักดังนี้


1. Dialect (ภาษาถิ่น) เกิดขึ้นได้อย่างไรในเชิงภูมิศาสตร์?


Rubenstein น์อธิบายว่า ภาษาถิ่นคือ รูปแบบของภาษาที่ใช้พูดในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างกันใน 3 มิติ คือ คำศัพท์ (Vocabulary), การออกเสียง (Pronunciation), และไวยากรณ์ (Grammar)

กลไกที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นคือ Migration & Isolation (การอพยพและการถูกตัดขาดทางพื้นที่):


เมื่อกลุ่มคนพูดภาษาเดียวกันอพยพแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง (Relocation Diffusion)

ระยะทางอันห่างไกล อุปสรรคทางธรรมชาติ (เช่น ภูเขา แม่น้ำ) หรือเขตแดนทางการเมือง จะทำให้คนแต่ละกลุ่มขาดการติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน (Distance Decay)

เมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี กลุ่มคนในแต่ละพื้นที่จะเริ่มคิดค้นคำศัพท์ใหม่ๆ เพื่อเรียกสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ต่างไป หรือเริ่มมีสำเนียงการออกเสียงที่เพี้ยนไปจากเดิม จนกลายเป็นภาษาถิ่นเฉพาะตัว


2. ตัวอย่างคลาสสิก: ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกา vs สำเนียงบริติช


Rubenstein ชี้ให้เห็นว่า ทำไมภาษาอังกฤษของคนในสหรัฐฯ กับคนในอังกฤษถึงไม่เหมือนกัน ทั้งที่มาจากรากเดียวกัน? ปัจจัยสำคัญคือ มหาสมุทรแอตแลนติก ที่คั่นกลางทำให้เกิดการแยกกันพัฒนา (Isolation) ใน 3 ด้าน คือ คำศัพท์ การสะกดคำ และการออกเสียง


คำศัพท์: คนอเมริกันเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ สัตว์ชนิดใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ จึงต้องคิดคำศัพท์ใหม่ หรือยืมคำจากชาวอินเดียนแดงท้องถิ่น ในขณะที่ฝั่งอังกฤษก็ใช้อีกคำ เช่น อเมริกาเรียก Elevator / อังกฤษเรียก Lift, อเมริกาเรียก Trunk (ท้ายรถ) / อังกฤษเรียก Boot


การสะกดคำ: เกิดจากความตั้งใจเชิงการเมืองและชาตินิยมของอเมริกา นำโดย Noah Webster (ผู้ทำพจนานุกรม Webster's Dictionary) เขาจงใจเปลี่ยนตัวสะกดให้ต่างจากอังกฤษเพื่อสะท้อนเอกราชทางวัฒนธรรม เช่น ตัดตัว uออกจาก colour เป็น color หรือเปลี่ยน centre เป็น center


การออกเสียง: Rubenstein บอกว่าสิ่งที่น่าทึ่งคือ ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันในปัจจุบัน จริงๆ แล้วมีความใกล้เคียงกับสำเนียงของคนอังกฤษในศตวรรษที่ 17 (ยุคเชกสเปียร์) มากกว่าสำเนียงอังกฤษปัจจุบันเสียอีก! เพราะฝั่งอเมริกาค่อนข้างแช่แข็งการออกเสียงเดิมไว้ ส่วนฝั่งอังกฤษกลับมีการพัฒนาความเพี้ยนของเสียงสระและสำเนียงชนชั้นสูงขึ้นมาใหม่หลังจากที่แยกจากกันไปแล้ว


3. การลากเส้น Isogloss และขอบเขตภาษาถิ่นในสหรัฐฯ


นี่คือพาร์ทที่เป็นไฮไลต์ที่สุดของบทนี้ครับ รูเบนสไตน์จะพาไปดูการทำแผนที่ภาษาถิ่นในสหรัฐอเมริกา โดยการใช้แนวคิด isogloss

IMG_9172.jpeg


ภาษาท้องถิ่นหลายภาษากำลังถูกท้าทาย


หัวข้อนี้ Rubenstein จะปรับมิติจากการมองอดีตและปัจจุบัน มาสู่การมอง "อนาคตและความยั่งยืนทางวัฒนธรรม"โดยชี้ให้เห็นว่า ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ภาษาใหญ่ๆ อย่างภาษาอังกฤษ สเปน หรือจีนกลาง ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มันได้ส่งแรงกดดันอย่างมหาศาลจนทำให้ ภาษาท้องถิ่น (Local Languages) และภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดเล็ก กำลังค่อยๆ ถูกกลืนหายไป


Rubenstein แบ่งมิติความท้าทายและการปรับตัวของภาษาท้องถิ่นออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ดังนี้


1. วิกฤตภาษาที่กำลังจะสูญหาย (Endangered Languages)


Rubenstein ระบุว่า ปัจจุบันโลกเรามีภาษาที่หลงเหลืออยู่ประมาณ 7,000 กว่าภาษา แต่นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมคาดการณ์ว่า ภายในศตวรรษนี้ ภาษามากกว่าครึ่งหนึ่งอาจจะสูญหายไปอย่างถาวร


ทั้งนี้ กลไกการสูญหาย (Spatial Extinction) มักเริ่มจากคนรุ่นปู่ย่าตายายยังพูดภาษานั้นอยู่ แต่คนรุ่นพ่อแม่เริ่มไม่ส่งต่อให้ลูก เพราะต้องการให้ลูกเรียนรู้ภาษาหลักของประเทศเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา (เช่น ภาษาข่า หรือภาษากลุ่มออสโตรเอเชียติกบางสายพันธุ์ในไทยและสปป.ลาว) เมื่อคนรุ่นสุดท้ายที่พูดภาษานั้นตายลง ภาษานั้นก็จะกลายเป็น Extinct Language (ภาษาที่ตายแล้ว) ทันที


2. การอนุรักษ์และการฟื้นคืนชีพของภาษา (Language Preservation & Revival)


แม้จะมีความท้าทาย แต่ในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็มีความพยายามใช้ "พื้นที่และการเมือง" เพื่อปกป้องภาษาถิ่นของตนเอง รูเบนสไตน์ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากไว้ดังนี้


การฟื้นคืนชีพภาษาเฮบรู (Revival of Hebrew) นี่คือกรณีศึกษาที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก ภาษานี้เคยลดสถานะไปเป็นเพียงภาษาที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์/ยิว และไม่มีใครใช้พูดในชีวิตประจำวันมานานนับพันปี แต่เมื่อมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 รัฐบาลได้ประกาศให้ภาษาเฮบรูเป็นภาษาราชการ มีการสังเคราะห์คำศัพท์สมัยใหม่ขึ้นมา (เช่น คำว่า รถยนต์, โทรศัพท์) จนปัจจุบันมีคนพูดเป็นภาษาแม่หลายล้านคน ถือเป็นกรณีเดี่ยวในประวัติศาสตร์ที่ฟื้นภาษาที่ตายแล้วให้กลับมามีชีวิตได้สำเร็จ


กลุ่มภาษาเซลติก (Celtic Languages): ในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส (เช่น ภาษาเวลส์ในแคว้นเวลส์, ภาษาเกลิคในไอร์แลนด์และสกอตแลนด์) ครั้งหนึ่งเคยถูกภาษาอังกฤษกดทับจนเกือบสิ้นสูญ ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูผ่านระบบการศึกษา ป้ายจราจรสองภาษา (Bilingual signs) และสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่


3. มิติทางการเมืองในประเทศพหุภาษา (Multilingual States)


เมื่อมีหลายกลุ่มภาษาอยู่ในประเทศเดียวกัน เส้นสมมติทางการเมือง (Border) กับเส้นแบ่งเขตภาษา (Isogloss) มักจะไม่ตรงกัน ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ 2 รูปแบบ คือ 


รูปแบบแรกเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้ง (Centrifugal Force): ตัวอย่างคลาสสิกคือ เบลเยียม ที่โดนเส้น Isogloss ตัดผ่ากลางประเทศ ฝั่งเหนือพูดภาษาเฟลมิช (เนเธอร์แลนด์) ฝั่งใต้พูดภาษาวัลลูน (ฝรั่งเศส) ทั้งสองฝั่งมีสภา มีรัฐบาลท้องถิ่น และมีความขัดแย้งเชิงนโยบายเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนแทบจะแยกประเทศกันอยู่ตลอดเวลา


อีกรูปแบบหนึ่งเป็นพื้นที่แห่งการประนีประนอม (Centripetal Force): ตรงกันข้ามกับเบลเยียมคือ สวิตเซอร์แลนด์ ที่มีถึง 4 ภาษาราชการ (เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, โรแมนช์) แต่พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะรัฐบาลใช้นโยบายกระจายอำนาจให้แต่ละท้องถิ่น (Cantons) มีสิทธิ์ขาดในการบริหารและใช้ภาษาของตนเองอย่างเต็มที่


4. ภาษาที่โดดเดี่ยว (Isolated Languages) และภาษาที่เกิดใหม่


ปิดท้ายบท Rubenstein ให้มุมมองว่า ภาษาท้องถิ่นบางภาษาอยู่รอดมาได้เพราะปราการทางภูมิศาสตร์


Isolated Language (ภาษาโดดเดี่ยว): เป็นภาษาที่ไม่เป็นญาติกับตระกูลภาษาใดๆ เลยในโลก ตัวอย่างที่เด่นที่สุดคือ ภาษาบาสก์ (Basque) ซึ่งพูดกันในแถบเทือกเขาพิเรนีส ระหว่างสเปนและฝรั่งเศส สภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเทือกเขาสูงชันและป่าทึบ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางธรรมชาติ ช่วยให้คนบาสก์รักษาภาษาดั้งเดิมของตนไว้ได้ โดยไม่ถูกกลืนจากภาษาละติน สเปน หรือฝรั่งเศส ตลอดระยะเวลาหลายพันปี


Unchanged Language (ภาษาที่ไม่เปลี่ยนรูป): เช่น ภาษาไอซ์แลนด์ (Icelandic) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน แต่เนื่องจากไอซ์แลนด์เป็นเกาะที่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ค่อยมีการปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอก ภาษาของพวกเขาจึงแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอด 1,000 ปีที่ผ่านมา คนไอซ์แลนด์ในปัจจุบันยังสามารถอ่านวรรณกรรมโบราณของชาวไวกิ้งได้เข้าใจอย่างสบายๆ


บทสรุปภาพรวมของ Chapter 5: Languages


เมื่ออ่านไล่มาตั้งแต่ Issue 1 ถึง Issue 4 คุณพัทธนะจะเห็นภาพรวมทั้งหมดที่ Rubenstein ต้องการนำเสนอ


1. ภาษามีรากเหง้าและกระจายตัวตามพิกัดภูมิศาสตร์โลก

2. ภาษามีการเคลื่อนที่ แตกตัว และผสมผสานผ่านมิติทางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยี

3. ในระดับท้องถิ่น ภาษาแปรผันไปตามสภาพพื้นที่และระยะทาง เกิดเป็นเส้น Isogloss และภาษาถิ่น

4. และในโลกยุคปัจจุบัน ภาษาถิ่นกำลังต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์เพื่อความอยู่รอดของอัตลักษณ์วัฒนธรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น