แม้ว่า "วิชาภูมิศาสตร์" ไม่ได้มีไว้ขาย แต่ทุกวันนี้ อะไร อะไร ก็ขายได้กันหมด ภูมิศาสตร์ที่เคยมีไว้เป็นเครื่องมือสรวญเสเฮฮา มีไว้ประเทืองปัญญา ที่จะพาสังคมพัฒนาและอยู่รอด หลายส่วนของสังคมเรียนรู้ของคนที่เรียนวิชาภูมิศาสตร์ จึงต้องแสดงคุณค่าแห่งปัญญาที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569
Human Geographies 01
ความเข้าใจภูมิศาสตร์มนุษย์
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
แปลและเรียบเรียงจาก Mark Goodwin, Kelly Dombroski, Junxi Qian and Andrew Williams (2024) Understanding human geographies. DOI: 10.4324/9780429265853-2
ในคำนำ พวกเราได้ใช้แนวคิดที่ว่าหนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน ‘หนังสือนำเที่ยว’ สู่โลกของมนุษยภูมิศาสตร์ ในบทเปิดนี้ พวกเราจะวางขอบเขตเนื้อหาทั้งหมดที่หนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ครอบคลุม โดยการแนะนำให้คุณรู้จักกับเนื้อหาสาระของรายวิชาและการวิวัฒนาการของมัน ดังที่คุณอาจสังเกตเห็นแล้ว—โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังอ่าน (และพกพา...) หนังสือเล่มนี้ในรูปแบบรูปเล่ม—หนังสือ Introducing Human Geographies ฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่นี้มีเนื้อหาบรรจุอยู่มากมาย และมีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง แต่นั่นก็เพราะว่าสาขาวิชาทางวิชาการอย่างมนุษยภูมิศาสตร์เองนั้นมีความหลากหลายในตัวเอง พวกเราขอยืนยันว่าความหลากหลายและความกว้างขวางนี้คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง และเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่แท้จริงของวิชานี้ เรื่องราวความเป็นมาเป็นอย่างไร และมนุษยภูมิศาสตร์กลายมาเป็นรายวิชาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร? การตอบคำถามเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของบทนี้ ซึ่งทำหน้าที่หลักสองประการ
ประการแรก พวกเราจะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เชื่อมโยงความหลากหลายเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยการเผชิญหน้าและตอบคำถามที่ว่า ‘มนุษยภูมิศาสตร์คืออะไร?’ โดยตรง ประการที่สอง พวกเราจะขยายความเกี่ยวกับแนวทางและรูปแบบความคิดต่างๆ ที่ได้หล่อหลอมรายวิชานี้ในขณะที่มันวิวัฒนาการผ่านกาลเวลา การนำสององค์ประกอบนี้มารวมกันจะช่วยให้คุณเข้าใจไม่เพียงแค่ว่ามนุษยภูมิศาสตร์คืออะไร แต่ยังเข้าใจด้วยว่ามันเป็นสาขาวิชาที่ถูกสร้างและหล่อหลอมขึ้นอย่างกระตือรือร้นโดยผู้ที่ศึกษามัน พวกเราต้องการสลัดทิ้งแนวคิดที่ว่ามีองค์ความรู้ที่จัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่เรียกว่ามนุษยภูมิศาสตร์ ซึ่งนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าสามารถท่องจำได้ และแทนที่ด้วยแนวคิดที่ว่า มนุษยภูมิศาสตร์ถูกขึ้นรูปและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องโดยกระแสความคิดและความรู้ใหม่ๆ ที่ต่อยอดมาจากสิ่งที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหนังสือเล่มนี้จึงเดินทางมาถึงการพิมพ์ครั้งที่สี่ และทำไมฉบับพิมพ์แต่ละครั้งจึงแตกต่างจากครั้งก่อนหน้า ทั้งยังเป็นเหตุผลที่ทำให้มนุษยภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะศึกษา
ภูมิศาสตร์มนุษย์
แบบฝึกหัดยอดนิยมสำหรับการสัมมนาหรือชั้นเรียนมนุษยภูมิศาสตร์เริ่มต้น คือการให้ลองค้นหาข่าวสารในรอบสัปดาห์ แล้วเลือกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คุณคิดว่าคือ "มนุษยภูมิศาสตร์" ลองทำดูตอนนี้ได้เลย ลองนึกถึงข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วคัดเลือกมาสัก 2-3 ข่าวที่สะดุดใจว่าน่าจะเป็นเรื่องที่นักมนุษยภูมิศาสตร์ศึกษา หรือเป็นเรื่องที่คุณมองว่ามี "ความเป็นภูมิศาสตร์" จากนั้นลองทบทวนดูว่าคุณใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก และอะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าเป็น "มิติทางภูมิศาสตร์" ของข่าวเหล่านั้น สิ่งที่คุณคัดเลือกมานั้นสะท้อนให้เห็นอย่างไรว่ามนุษยภูมิศาสตร์มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ?
คำว่า "ภูมิศาสตร์" (Geography) สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคกรีกโบราณกว่า 2,200 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อีราทอสเทนีส แห่งคีเรนี (ประมาณ 288–205 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นบรรณารักษ์แห่งหอสมุดอเล็กซานเดรีย ผู้เขียนตำราวิชาการเล่มแรกชื่อ Geographika ความยาว 3 เล่มจบ ซึ่งสถาปนาให้ภูมิศาสตร์กลายเป็นสาขาวิชาทางปัญญา ในภาษากรีก คำว่าภูมิศาสตร์แปลว่า "การเขียน/บันทึก (Graphy) เกี่ยวกับโลก (Geo)" การบันทึกเรื่องราวของโลกคือสิ่งที่นักภูมิศาสตร์ทำเมื่อสองพันปีที่แล้ว และยังคงอธิบายสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นคำนิยามที่ยอดเยี่ยมในทุกๆ ด้าน เพราะมันสื่อถึงภูมิศาสตร์ในฐานะความพยายามทางปัญญาขั้นพื้นฐานที่มุ่งเข้าใจโลกที่เราอาศัยอยู่และโลกที่เป็นรากฐานของชีวิตเรา มันสะท้อนว่าภูมิศาสตร์อยู่รอบตัวและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทั้งยังบอกเป็นนัยว่าภูมิศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย แต่รวมถึงองค์ความรู้ในรูปแบบมหาชนอันหลากหลายที่เราใช้เข้าใจและอธิบายโลกด้วย อย่างไรก็ตาม นิยามนี้ก็นำมาซึ่งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องความกว้างขวางและความเชื่อมโยงกันของเนื้อหา หากย้อนกลับไปที่แบบฝึกหัดทบทวนข่าวประจำสัปดาห์ข้างต้น หากสิ่งที่เรามองหาคือตัวอย่างของการ "บันทึกเรื่องราวของโลก" เรื่องราวจำนวนมหาศาลก็คงเข้าข่ายนี้ได้ทั้งนั้น เพราะข่าวส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั้งสิ้น
เราจะรับมือกับความกว้างขวางและสภาวะที่ดูเหมือนจะขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของวิชาภูมิศาสตร์ได้อย่างไร? พวกเราขอเสนอคำตอบ 3 แนวทาง ได้แก่ การตระหนักถึงพันธกิจทางปัญญาที่เป็นรากฐานของ مفهومภูมิศาสตร์, การเปิดรับหัวข้อและเหตุการณ์อันหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจนั้น, และการรับรู้ถึงวิธีการกำหนดและจัดระเบียบพื้นที่ศึกษาสาขาต่างๆ ของภูมิศาสตร์ ลองมาพิจารณาแต่ละประเด็นกัน ประการแรก เราต้องคิดให้ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับคำว่า "Geo" ในคำว่าภูมิศาสตร์ ว่าคำว่า "โลก" ในการบันทึกเรื่องราวของโลกนั้นหมายถึงอะไร คำนี้ไม่ใช่แค่คำเรียกหยาบๆ ถึงทุกสิ่งรอบตัว แต่เป็นสัญญาณชี้ถึงหัวใจความสนใจของมนุษยภูมิศาสตร์สองประการที่เชื่อมโยงกัน นั่นคือ สิ่งที่เราอาจเรียกว่า "ความเป็นผืนโลก" (Earthiness) และ "ความเป็นโลกมนุษย์" (Worldliness) หรือหากใช้คำศัพท์ทางวิชาการร่วมสมัย ก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง "สังคมกับธรรมชาติ" และ "สังคมกับพื้นที่" ในแง่ของ "ความเป็นผืนโลก" คำว่า "Geo" หมายถึง "ดาวเคราะห์โลกที่มีชีวิต" ซึ่งก็คือสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพและกายภาพ อันประกอบด้วยแผ่นดิน ทะเล พืช และสัตว์ที่เราอาศัยอยู่และใช้ชีวิตร่วมด้วย สิ่งเหล่านี้คือประเด็นหลักที่นักภูมิศาสตร์สนใจ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ "ธรรมชาติ" ซึ่งเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่มนุษยภูมิศาสตร์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม คำว่า "Geo" ยังมีความหมายที่สองซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือความหมายที่เราใช้เมื่อพูดถึง "โลกทั้งใบ" หรือ "โลกมนุษย์" ในมิตินี้ การบันทึกเรื่องราวของโลกหมายถึงการสำรวจขอบเขต การอธิบายพื้นที่ สถานที่ และผู้คน ตลอดจนการพิจารณาว่าทำไมพื้นที่เหล่านั้นจึงมีคุณลักษณะเฉพาะตัว และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นักมนุษยภูมิศาสตร์หลงใหลมานานแล้วว่าส่วนต่างๆ ของพื้นผิวโลกมีความแตกต่างกันอย่างไร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และเราจะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร (เช่น การทำแผนที่และการสำรวจ) วิชาภูมิศาสตร์มุ่งมั่นที่จะรู้จักโลกและคุณลักษณะอันหลากหลาย ทั้งที่อยู่ใกล้ตัวและไกลออกไป คำว่า "Geo" ในภูมิศาสตร์จึงเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้
ภาพที่ 1.1 ภูมิศาสตร์มนุษย์
แน่นอนว่า รูปแบบเฉพาะของความสนใจเรื่อง "ผืนโลก" และ "โลกมนุษย์" ในวิชาภูมิศาสตร์นั้นมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ทั้งสองสิ่งนี้ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการศึกษาด้านมนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน ดังนั้น นักมนุษยภูมิศาสตร์จึงเป็นผู้นำในการถกเถียงเรื่องที่ปัจจุบันมักเรียกกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับธรรมชาติ ความเข้าใจและคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสาเหตุและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยศึกษาในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ความห่วงใยระดับโลกเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงข้อถกเถียงระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์เฉพาะพื้นที่ นอกเหนือจากนี้ นักมนุษยภูมิศาสตร์ยังสนใจว่าชีวิตมนุษย์และความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาตินั้น มีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามพื้นที่บนพื้นผิวโลกอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งเสมอ และนักมนุษยภูมิศาสตร์แย้งว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ มโนทัศน์ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญมากมายได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ เช่น พื้นที่ (Space), สถานที่ (Place), ภูมิภาค (Region), ตำแหน่งที่ตั้ง (Location), ดินแดน (Territory), ระยะทาง (Distance) และสเกล/ระดับขนาด (Scale) ซึ่งล้วนพยายามอธิบายบางสิ่งเกี่ยวกับ "ความเป็นอยู่ที่ไหน" (Where-ness) ของสิ่งต่างๆ ในโลก ในสำนวนร่วมสมัย นักมนุษยภูมิศาสตร์เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับพื้นที่ หรือที่เรียกว่า "มิติทางพื้นที่" (Spatiality) โดยโต้แย้งทั้งสองทางว่า ชีวิตของมนุษย์ถูกหล่อหลอมโดย "สถานที่ที่มันเกิดขึ้น" และในขณะเดียวกัน "สถานที่ที่มันเกิดขึ้น" นั้นก็ถูกหล่อหลอมโดยสังคมเช่นกัน โลกและความแตกต่างในโลกไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่ถูกสร้างขึ้นมา และนักมนุษยภูมิศาสตร์ก็ศึกษาการสร้างสรรค์เหล่านั้น
ข้อโต้แย้งของเราจึงมีอยู่ว่า มนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบันยังคงตอบโจทย์ความหมายดั้งเดิมตามชื่อของมัน นั่นคือหมุนรอบทั้งการ "บันทึกเรื่องราวของผืนโลก" (ซึ่งในศัพท์วิชาการร่วมสมัยคือความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับธรรมชาติ) และการ "บันทึกเรื่องราวของโลกมนุษย์" (ซึ่งในศัพท์วิชาการร่วมสมัยคือความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับพื้นที่) อย่างไรก็ตาม—และนี่คือประเด็นที่สองที่เราต้องการขยายความ—ความสนใจหลักเหล่านี้ได้ถูกพัฒนาผ่านหัวข้อเนื้อหาที่กว้างขวางอย่างยิ่ง ในหนังสือเล่มนี้ คุณจะได้พบกับเนื้อหาที่หลากหลาย ตั้งแต่ความหมายของการพัฒนาและการนวัตกรรมที่มีการโต้แย้ง ไปจนถึงวิธีที่เราจัดการระบบการดูแล ตั้งแต่ระบบการเงินระหว่างประเทศไปจนถึงการท่องเที่ยว ตั้งแต่การใช้ "ข้อมูลขนาดใหญ่" (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นเมืองของคนรุ่นใหม่ (Gentrification) และตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกไปจนถึงการจับจ่ายซื้อของ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามากที่จะมีความรู้สึกก้ำกวมต่อความหลากหลายนี้ หลายคนเลือกเรียนภูมิศาสตร์ด้วยเหตุผลนี้ โดยชื่นชอบความเข้าใจชีวิตมนุษย์ในมุมกว้างขึ้นซึ่งดูเหมือนเนื้อหาอันกว้างขวางนี้มอบให้ เมื่อเทียบกับความคับแคบของหลายๆ สาขาวิชาการ ในทางกลับกัน บางคนก็ต่อต้าน โดยกังวลว่านักภูมิศาสตร์ดูเหมือนจะเป็น "คนที่รู้ไปหมดทุกเรื่องแต่ไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง" และบ่นว่ามนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบันดูเหมือนจะศึกษาในสิ่งที่ไม่ใช่ "ภูมิศาสตร์ที่แท้จริง"
ในมุมมองของเรา ความหลากหลายของมนุษยภูมิศาสตร์คือจุดแข็งไม่ใช่จุดอ่อน อย่างน้อยก็ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก มันสะท้อนให้เห็นว่าภูมิศาสตร์มีดำรงโต้อยู่แล้วนานก่อนที่จะมี—และดำรงอยู่เหนือกว่า—ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในแบบที่สถาบันวิชาการส่งเสริมในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา (Bonnett, 2008) วิชาภูมิศาสตร์โดดเด่นในแง่ของการท้าทายการแบ่งแยกที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรทางวิชาการ โดยครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์กับศิลปศาสตร์ โลกไม่ได้นำเสนอตัวเองแก่เราโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่เหล่านั้น และภูมิศาสตร์ก็ปฏิเสธที่จะถูกจำกัดให้อยู่แต่ภายในหมวดหมู่เหล่านั้น ในฐานะสาขาวิชาทางวิชาการ ภูมิศาสตร์มีความคลางแคลงใจในเชิงสร้างสรรค์ต่อการตีกรอบความรู้ และความหลากหลายของมันก็เป็นกรอบรูปธรรมของสิ่งนั้น ประการที่สอง เราขอสนับสนุนให้คุณเปิดรับความหลากหลายของมนุษยภูมิศาสตร์ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเปิดกว้างต่อสิ่งที่มีความสำคัญในโลก มันเป็นสิ่งสำคัญที่ความคิดและสาขาวิชาการของเราจะต้องไม่ถูกกำหนดด้วยความเคยชินชินชา โดยศึกษาหัวข้อต่างๆ เพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่เราเคยศึกษากันมาแต่โบราณกาล ขนบธรรมเนียมไม่ใช่ทางที่ดีในการกำหนดและจำกัดขอบเขตว่าอะไรคือมนุษยภูมิศาสตร์ คุณอาจพบว่าหัวข้อบางเรื่องที่พูดคุยกันใน Introducing Human Geographies นั้นคุ้นเคยสำหรับคุณมากกว่า เช่น โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ แต่บางเรื่องอาจคุ้นเคยน้อยกว่า เช่น แนวคิดเรื่อง "ภูมิศาสตร์ทางอารมณ์" (Emotional Geographies) แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแทนของวิธีที่มนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบันกำลังปฏิบัติภารกิจในการ "บันทึกเรื่องราวของผืนโลกและโลกมนุษย์" การรับรู้ประวัติศาสตร์ประเพณีของมนุษยภูมิศาสตร์มีคุณค่าอย่างมหาศาล แต่บทเรียนสำคัญอย่างหนึ่งที่เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์นั้น คือสิ่งที่นับว่าเป็นมนุษยภูมิศาสตร์นั้นมักจะตกอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและการโต้แย้งอยู่เสมอ (ดู Livingstone (1992) สำหรับการวิเคราะห์ที่เข้มข้นและต่อเนื่องในเรื่องนี้) ยกตัวอย่างเช่น ด้วยการถูกหล่อหลอมโดยโลกทางสังคมที่มันถูกสร้างขึ้นมา ตลอดประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ มนุษยภูมิศาสตร์ได้ละเลยมนุษย์ไปมากกว่าครึ่งโลก โดยลดทอนคำว่า "มนุษย์" ให้เหลือเพียง "เพศชาย" แม้กระทั่งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ยี่สิบ นักภูมิศาสตร์เศรษฐศาสตร์ก็ยังละเลยงานบ้านที่ผู้หญิงทำที่บ้านอย่างสิ้นเชิง นักภูมิศาสตร์การพัฒนาใส่ใจน้อยเกินไปต่อมิติทางเพศของปัญหาและแนวปฏิบัติพัฒนาการ เรื่องราวและความเข้าใจที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของเพศหญิงถูกลดทอนให้เป็นเรื่องไร้สาระและถูกมองว่ามีความสำคัญน้อยกว่าในทางวิชาการ มนุษยภูมิศาสตร์จึงเคยเป็นวิชาที่ถือเอาเพศชายเป็นใหญ่ (Women and Geography Study Group (WGSG), 1997; Domosh and Seager, 2001)
การตอบโต้ประเด็นนี้จำเป็นต้องนำเอาหัวข้อและแนวคิดแปลกใหม่จำนวนมากเข้ามาสู่ภูมิศาสตร์ ดังนั้น สำหรับเราแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าหัวข้อนั้นๆ เป็นภูมิศาสตร์ที่คุ้นเคยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการใส่ใจกับหัวข้อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการ "บันทึกเรื่องราวของผืนโลก" ในทิศทางที่มีคุณค่าหรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นความจริงที่ว่า เป็นเวลานานแล้วที่ความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่ถูกมองว่าชอบธรรมส่วนใหญ่มักถูกผลิตขึ้นโดยมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในกลุ่มประเทศเสียงส่วนน้อยของโลก (Minority World หรือประเทศพัฒนาแล้ว) และในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ภูมิศาสตร์ถูกมองว่าเป็น "ศาสตร์แห่งจักรวรรดินิยมโดยแท้จริง" (Livingstone, 1992: 170) ในฉบับพิมพ์ใหม่นี้ เราจึงพยายามให้พื้นที่แก่องค์ความรู้ของชนพื้นเมือง (Indigenous knowledges) และมุมมองจากกลุ่มประเทศเสียงส่วนใหญ่ของโลก (Majority World หรือประเทศกำลังพัฒนา) มากกว่าในสามฉบับก่อนหน้านี้—ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการสะท้อนว่า สิ่งที่นับว่าเป็นภูมิศาสตร์นั้นสามารถถูกท้าทาย ถกเถียง และเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด (และยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกไกล)
โดยทั่วไปแล้ว หนังสือ Introducing Human Geographies จึงนำเสนอสาขาวิชาที่มีความหลากหลายและพลวัต ทั้งยังตั้งคำถามต่อคุณเกี่ยวกับสิ่งที่จะถูกนับว่าเป็นรูปแบบความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตาม ยังมีคำตอบประการที่สามต่อความหลากหลายอันเป็นธรรมชาติในขอบเขตทางปัญญาของภูมิศาสตร์ นั่นคือการจัดระเบียบมันออกเป็น "สาขาวิชาย่อย" (Subdisciplines) และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการวิจัยต่างๆ ลำพังแค่แนวคิดเรื่องมนุษยภูมิศาสตร์เองก็สะท้อนให้เห็นถึงคำตอบนี้แล้ว โดยจะเห็นได้จากการแบ่งแยกอันแพร่หลายระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพ (ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ) และมนุษยภูมิศาสตร์ (ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์) ยิ่งไปกว่านั้น วรรณกรรมงานวิจัยและหลักสูตรการศึกษาร่วมสมัยยังได้ผลักดันกระบวนการแบ่งย่อยและสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ไกลยิ่งขึ้นไปอีก โดยจัดระเบียบตัวมนุษยภูมิศาสตร์เองออกเป็นสาขาวิชาย่อยและประเด็นเฉพาะทางในแบบที่เรานำเสนอไว้ในส่วนถัดๆ ไปของหนังสือเล่มนี้ (เช่น ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม, ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ, ภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อม, ภูมิศาสตร์สังคม, ภูมิศาสตร์การเมือง และอื่นๆ) แต่ละสาขาย่อยเหล่านี้ต่างมีวรรณกรรมงานวิจัยเป็นของตนเอง (ผ่านวารสารวิชาการเฉพาะทาง) และกระทั่งมีหนังสือเรียนระดับแนะนำเป็นของตนเองด้วยซ้ำ ซึ่งบ่อยครั้งที่ชื่อเรียกสาขาวิชาย่อยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นรากฐานในการจัดเรียนการสอนมนุษยภูมิศาสตร์ภายในมหาวิทยาลัย
สาขาวิชาย่อยเหล่านี้มีประโยชน์ในหลากหลายด้าน ได้แก่ ช่วยวางผังและแบ่งความหลากหลายของภูมิศาสตร์ให้ออกเป็นเขตรูปธรรมที่จดจำได้ง่าย, ช่วยส่งเสริมการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง, และช่วยโฟกัสการทำงานร่วมกันระหว่างนักภูมิศาสตร์กับสาขาวิชาการอื่น (เช่น นักภูมิศาสตร์การเมืองทำงานร่วมกับรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือนักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมทำงานร่วมกับวัฒนธรรมศึกษา เป็นต้น) ทว่าสาขาวิชาย่อยเหล่านี้ก็อาจสร้างปัญหาได้เช่นกัน หากเรายึดติดกับสาขาวิชาย่อยมากเกินไป เราก็อาจสูญเสียความเป็นองค์รวม (Holism) ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของวิชานี้ รอยแตกร้าวระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพกับมนุษยภูมิศาสตร์ที่มีการถกเถียงกันอย่างมากถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน และเป็นที่น่าสังเกตว่าในยุคสมัยที่ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความตื่นตัวและเร่งด่วนอย่างยิ่ง การวิจัยและการศึกษาในเรื่องเหล่านี้มักจะต้อง ก้าวข้าม รอยแตกร้าวดังกล่าวอยู่เสมอ นอกเหนือจากนี้ ฉลากชื่อสาขาวิชาย่อยยังแฝงไปด้วยร่องรอยของระบบราชการในมหาวิทยาลัยและการกำหนดตำแหน่งงาน พวกเราที่เป็นนักวิชาการอาจจะคุ้นชินกับมันเป็นอย่างดี แต่สำหรับคนภายนอกมหาวิทยาลัยแล้ว ชื่อเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาเชื่อมโยงหรือเข้าใจงานทางภูมิศาสตร์ที่เราทำสักเท่าไรนัก ดังนั้น จุดเน้นที่เป็นประโยชน์อันเกิดจากการแบ่งเป็นสาขาย่อยต่างๆ ของภูมิศาสตร์ จึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องที่จะมองเห็นคุณค่าและการสร้างประโยชน์อันเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ในการเข้าใจโลกของเรา มนุษยภูมิศาสตร์ในจุดที่ดีที่สุด จึงเป็นวิชาที่มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับใช้ความรู้เหล่านั้นด้วยความใจกว้างและครอบคลุมอันเปี่ยมด้วยพลังสดใหม่
Summary
Geography means ‘earth writing’. As a subject with that aim, geography is notable for its wide-ranging concerns and interests. The first meaning of the ‘geo’ in geography is ‘the earth’. The first of human geography’s main intellectual contributions is to understand the relations between human beings and the natural world of which we are a part.
The second meaning of the ‘geo’ in geography is ‘the world’. The
second of human geography’s main intellectual contributions is to understand the world both near and far. More abstractly, this means recognising how all facets of human societies – the economic, the environmental, the political and so forth – are bound up with questions of ‘spatiality’.
These fundamental concerns of human geography are pursued across diverse and changing subject matters. We would encourage you to be open to that diversity and change; resist restricting your human geography to topics and approaches with which you are already familiar.
วิธีการศึกษาภูมิศาสตร์มนุษย์
จนถึงจุดนี้ พวกเราได้วางกรอบคร่าวๆ ว่ามนุษยภูมิศาสตร์คืออะไร โดยเน้นย้ำถึงจุดมุ่งหมายทั้งในมิติของ "ผืนโลก" (ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ) และ "โลกมนุษย์" (ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับพื้นที่) คราวนี้เราจะหันมาพิจารณาถึงวิธีที่นักมนุษยภูมิศาสตร์ใช้เข้าถึงประเด็นเหล่านี้ รวมถึงรูปแบบขององค์ความรู้ที่พวกเขาพยายามจะสร้างขึ้น ความสนใจของเราไม่ได้อยู่ที่สำนักคิดที่มีการนิยามไว้อย่างชัดเจน หรือแม้แต่กระบวนทัศน์ทางปัญญา (Intellectual Paradigms) แต่เปิดกว้างไปยังฐานกรอบความคิดและความรู้สึก (Sensibilities) ที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมวิธีการศึกษามนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน
ในเบื้องต้น สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ แนวทางการศึกษามนุษยภูมิศาสตร์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ มนุษยภูมิศาสตร์ในทศวรรษ 1920 หรือ 1960 นั้นแตกต่างจากมนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน แนวทางการศึกษามนุษยภูมิศาสตร์ในเยอรมนี บราซิล หรือจีน ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกประการกับแนวทางในบริเตน แม้กระทั่งภาควิชาในแต่ละมหาวิทยาลัยเองก็อาจมีวัฒนธรรมการวิจัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งมักขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของคณาจารย์ที่ทำงานอยู่ในที่นั้นๆ อันที่จริง สถานการณ์ยังมีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น เพราะดังที่คุณอาจได้พบในรายวิชาของคุณเอง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง มักจะมีการศึกษามนุษยภูมิศาสตร์ในหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยไม่มีมุมมองเดี่ยวที่ตกลงร่วมกันว่า มนุษยภูมิศาสตร์ควรสร้างองค์ความรู้ประเภทใดขึ้นมา หนังสือ Introducing Human Geographies เล่มนี้บรรจุความหลากหลายเหล่านั้นไว้บางส่วน และไม่ได้นำเสนอมนุษยภูมิศาสตร์ในเวอร์ชันเดียว หากแต่สะท้อนและสนับสนุนการเน้นย้ำซ้ำๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งในมุมมองของเราถือเป็นเอกลักษณ์ของมนุษยภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน พวกเรามองว่าสิ่งเหล่านี้คือพันธกิจต่อองค์ความรู้ 6 รูปแบบ ได้แก่ การบรรยาย (Description), ประสบการณ์ (Experience), การตีความ (Interpretation), การอธิบาย (Explanation), การวิพากษ์ (Critique) และความเป็นไปได้ (Possibility) (ดูตารางที่ 1.1) แน่นอนว่าไม่ใช่ว่านักมนุษยภูมิศาสตร์ทุกคนจะยอมรับองค์ความรู้เหล่านี้ในระดับที่เท่ากัน อันที่จริงประเด็นเหล่านี้มักถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอยู่เสมอ แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้คือพันธกิจที่คุณจะพบหลักฐานได้บ่อยครั้ง ทั้งในหนังสือเล่มนี้และตลอดช่วงเวลาการศึกษาของคุณ ลองมาขยายความในแต่ละประเด็นกันตามลำดับ
Type of knowledge Approach Illustrative examples
Description การสังเกตและบันทึกรายละเอียดของปรากฏการณ์ สถานที่ หรือผู้คนอย่างพิถีพิถันและใกล้ชิด Statistical descriptions, GIS visualisations and maps; tracings of spatial networks and associations; detailed evocations of particular places.
Experience การมุ่งเน้นทำความเข้าใจว่ามนุษย์รับรู้ รู้สึก และมีปฏิสัมพันธ์กับโลกและสถานที่รอบตัวอย่างไร The emphasis is placed on the experiential knowledge generated by fieldwork; humanistic concerns with understanding other people’s diverse experiences of the world.
Interpretation การทำความเข้าใจความหมาย สัญลักษณ์ และคุณค่าที่ผู้คน มอบให้แก่สถานที่ ภูมิทัศน์ หรือแนวปฏิบัติทางสังคม Work focusing on geographical representations and on the discourses of which they are a part. Often associated with the so- called cultural turn.
Explanation การค้นหาสาเหตุ กลไก หรือโครงสร้างทางสังคม/ธรรมชาติ ที่อยู่เบื้องหลังการเกิดรูปแบบทางพื้นที่และปรากฏการณ์ต่างๆ Geographical explanations range from spatial science’s search for spatial laws to (more commonly today) socio-spatial analyses of causal processes.
Critique การตั้งคำถามและท้าทายโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ หรืออคติที่ซ่อนอยู่ในการสร้างความรู้และพื้นที่ทางสังคม Critique can be understood as a broad stance to geographical knowledge. It has also come to be associated with bodies of work that explicitly designate
themselves as forms of ‘critical geography’.
Possibility การจินตนาการและนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ เพื่อสร้างอนาคต โลก หรือสังคมที่เป็นธรรมและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม Drawing on geographical knowledge to put forward different possibilities for
organising society and economy, often working together with a range of partners from outside the academy.
1. การบรรยาย (Description) ประการแรก มนุษยภูมิศาสตร์มุ่งที่จะบรรยายโลก แม้บางครั้งการบรรยายจะถูกมองข้ามด้วยคำสบประมาทว่าเป็น "เพียงแค่" การบรรยาย แต่ในความเป็นจริง การบรรยายมีคุณค่าที่พิเศษอย่างยิ่ง การบรรยายทางภูมิศาสตร์ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันกับคลังรวบรวมข้อมูลอันแห้งแล้งเกี่ยวกับภูมิภาคหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่มันคือการใส่ใจต่อโลกอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ ซึ่งลักษณะของการใส่ใจนี้อาจแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น อาจหมายถึงการสร้างและจัดทำแผนที่จากข้อมูลสถิติ (อาจใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ [GIS]) ซึ่งช่วยให้เราบรรยายสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างเต็มที่ เช่น ความแตกต่างทางพื้นที่ด้านความมั่งคั่งหรือการเข้าถึงบริการต่างๆ หรืออาจหมายถึงการแกะรอยเครือข่ายการเชื่อมโยงที่มักซ่อนอยู่ซึ่งเชื่อมผู้คนและเข้าไว้ด้วยกัน ดังเช่นเวลาที่นักมนุษยภูมิศาสตร์ "สะกดรอยตาม" สิ่งของที่ผู้คนบริโภคเป็นประจำ (เช่น อาหารหรือเสื้อผ้า) เพื่อดูว่าสิ่งเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มาจากไหน และมีการค้าประเภทใดที่คอยกำกับการเคลื่อนย้ายของสิ่งเหล่านั้น (เช่น Cook, 2004)
2. การสังเกตและลงรายละเอียดทางกายภาพ (Attentiveness) หรืออาจหมายถึงการเป็นผู้สังเกตการณ์ตัวจริงเสียงจริงด้วยตนเอง ลองนึกถึงวิธีที่เรามักจะเคลื่อนที่ไปมาในโลกตามปกติ เรามักจะก้มหน้าก้มตาและมองข้ามสิ่งรอบตัวไป นำมาเปรียบเทียบกับการปฏิสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์กับสถานที่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น ในลานสาธารณะที่เรามุ่งบันทึกรายละเอียดของสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้น ประวัติศาสตร์ ผู้คนที่ปรากฏตัวและหายไป ตลอดจนรูปแบบกิจกรรมที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ในบริบทนี้ การบรรยายสถานที่ในเชิงภูมิศาสตร์คือการร่วมเป็นสักขีพยานต่อพื้นผิวสัมผัสทางกายภาพและรูปแบบชีวิตที่ดำเนินผ่านสถานที่นั้น ข้อโต้แย้งของเราจึงมีอยู่ว่า มนุษยภูมิศาสตร์เป็นสาขาวิชาแห่งการใส่ใจ มันบรรยายเพื่อเปิดเผยสิ่งที่เราอาจมองข้ามไป และช่วยโฟกัสสิ่งที่เราอาจรับรู้ได้เพียงพร่ามัวให้ชัดเจนขึ้น วิชาภูมิศาสตร์สร้างสรรค์วิธีการนำเสนอผลลัพธ์จากการใส่ใจนี้ โดยใช้รูปแบบการบรรยายที่หลากหลาย ตั้งแต่แผนที่ไปจนถึงสถิติ และตั้งแต่ความเรียงไปจนถึงภาพเขียน ภาพถ่าย และการทำภาพยนตร์หรือวิดีโอ
3. ประสบการณ์ (Experience) ประการที่สอง มนุษยภูมิศาสตร์ยังมีพันธกิจในการเข้าใจโลกผ่านประสบการณ์ ส่วนหนึ่งเราเห็นสิ่งนี้ได้จากพันธกิจของสาขาวิชาในการลงพื้นที่ภาคสนาม (Fieldwork) ภูมิศาสตร์ให้คุณค่ากับการพยายามเข้าใจประเด็นต่างๆ ไม่ใช่แค่จากระยะไกล แต่ผ่านการเข้าไปอยู่ในสถานที่จริง ท่ามกลางเหตุการณ์ ได้พูดคุยกับผู้คน และสัมผัสถึงบรรยากาศของสิ่งต่างๆ แม้ว่าสถานะของความรู้ภาคสนามแบบปฐมภูมินี้จะมีความซับซ้อนในทางปรัชญา แต่มนุษยภูมิศาสตร์ก็มักจะมองความรู้ที่ได้รับจากวิธี "รับรู้ระยะไกล" เพียงอย่างเดียวด้วยความระมัดระวังและคลางแคลงใจ มันไม่ใช่สาขาวิชาที่รู้สึกผ่อนคลายกับการถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการหรือห้องหนังสือ นอกจากนี้ Approach ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางซึ่งเคยถูกชูเป็นธงนำภายใต้ชื่อ "ภูมิศาสตร์มนุษยนิยม" (Humanistic Geography) ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ณ ที่นี้ (ดูงานรวบรวมยุคแรกที่เป็นตัวอย่างได้จาก Ley and Samuels (1978) และ Meinig (1979) ส่วนงานทบทวนวรรณกรรมมนุษยนิยมที่ร่วมสมัยกว่า ดูได้จาก Holloway and Hubbard (2000)) ภูมิศาสตร์มนุษยนิยมเน้นย้ำการมีส่วนร่วมกับชีวิตจริงของผู้คน คุณค่าและความเชื่อ ความกังวลในชีวิตประจำวัน ความหวังและความฝัน ความรักและความเกลียดชัง สิ่งที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ตลอดจนวิธีที่พวกเขาสัมผัสและรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว นักมนุษยภูมิศาสตร์จึงไม่ได้สนใจแค่การเข้าไปสัมผัสสถานที่ด้วยตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องการเข้าใจประสบการณ์และความคิดทางภูมิศาสตร์ของผู้คนอื่นในทุกความหลากหลายอีกด้วย
4. การตีความความหมาย (Interpretation) พันธกิจในการตีความธรรมชาติอันเปี่ยมด้วยความหมายของโลกก็ปรากฏชัด ณ ที่นี้เช่นกัน ภูมิศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงความจริงอันหยาบกร้าน แต่มันเป็นธรรมชาติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะใส่ความหมายลงไปในโลก เราไม่ได้เพียงแค่รับรู้โลกผ่านประสาทสัมผัสเท่านั้น แต่เรายัง "ทำความเข้าใจและให้ความหมาย" (Make sense) ต่อมันด้วย มนุษยภูมิศาสตร์เกี่ยวข้องกับการตีความตราบเท่าที่มันตระหนักถึงความสำคัญของความหมายในสิ่งต่างๆ ลองนึกถึงความสนใจที่ภูมิศาสตร์มีต่อ "ผืนโลก" และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งที่เราเรียกว่า "ธรรมชาติ" หรือแม้กระทั่งมโนทัศน์เรื่อง "ความเป็นธรรมชาติ" เอง ต่างก็อบอวลไปด้วยความหมายอย่างลึกซึ้ง ลองใช้เวลาสักครู่ตรึกตรองถึงมโนทัศน์ทางภูมิศาสตร์ เช่น "ป่าเถื่อน/พื้นที่ป่าสงวน" (Wilderness) หรือ "ป่าดิบชื้น" (Rainforest) หรือ "เขตเมืองร้อน" (The tropics) คำเหล่านี้ไม่ใช่คำที่มีความหมายตามข้อเท็จจริงอย่างแคบๆ แต่มันแฝงไว้ด้วยความหมายและนัยซ่อนเร้นมากมาย (ซึ่งมักจะซับซ้อนและขัดแย้งกันเองด้วยซ้ำ)
5. วจนกรรมและการสร้างโลกผ่านตัวแทน (Representations & Discourses) สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับวิธีที่เราใช้บรรยายพื้นที่อันหลากหลายของโลก ลองพิจารณาดูว่าคำระบุทางภูมิศาสตร์ เช่น "เมือง" (Urban) "ชานเมือง" (Suburban) และ "ชนบท" (Rural) มีความหมายอย่างไรต่อคุณและผู้อื่น หรือชื่อทวีปต่างๆ (ยุโรป, เอเชีย, แอฟริกา, แอนตาร์กติกา...) หรือคำระบุทางภูมิศาสตร์ที่ดูเรียบง่ายอย่าง "ตะวันตก" (The West) หรือ "โลกตะวันตก" (The Western World) คำทั้งหมดเหล่านี้ต่างแฝงนัยคติและความหมายไว้อย่างหนักแน่น แนวทางของมนุษยภูมิศาสตร์ในจุดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากกรอบความคิดที่กว้างขึ้นในสายมนุษยศาสตร์เกี่ยวกับการตีความและความหมาย (เช่น "ตีความศาสตร์" [Hermeneutics], "สัญลักษณ์วิทยา" [Semiotics] และ "ประติมาวิทยา" [Iconographic]) นอกจากนี้ สิ่งเหล่านี้ยังมักถูกเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า "การพลิกผันทางวัฒนธรรม" (Cultural turn) ที่เกิดขึ้นภายในสาขาวิชาตั้งแต่นะช่วงทศวรรษ 1990 (Barnes and Duncan, 1992) โดยมีจุดเน้นสำคัญอยู่ที่ "การสร้างตัวแทน/ภาพแทน" (Representation) ซึ่งงานวิจัยจะทำการถอดรหัสความหมายที่ถูกมอบให้กับภูมิศาสตร์ ทั้งในรูปแบบที่จินตนาการอย่างเห็นได้ชัด (วรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์) และรูปแบบที่อาจไม่ชัดเจนนัก (แผนที่ สารคดี รายงานข่าว เอกสารนโยบาย ฯลฯ) การตีความภาพแทนเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะภาพแทนไม่ได้เป็นเพียงการแต่งแต้มจินตนาการที่มนุษย์เราเติมลงไปในโลก หรือเป็นฟิลเตอร์อัตวิสัยที่บดบังความจริงอันเป็นวัตถุวิสัยเท่านั้น แต่ภาพแทนได้หล่อหลอมวิธีที่เรามองสิ่งต่างๆ วิธีที่เราคิด และวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้น ภาพแทนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกของเรา และเป็นส่วนหนึ่งของความจริง ในคำศัพท์ทางวิชาการ การตีความความหมายของสิ่งต่างๆ ทำให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับ "วจนกรรม" (Discourses) ที่สร้างโลกอย่างที่เรารู้จัก ในฐานะความพยายามในการตีความ มนุษยภูมิศาสตร์จึงมุ่งทั้งการเข้าใจวจนกรรมเหล่านั้น และการนำเสนอวิธีอื่นๆ ในการมอง บรรยาย และปฏิสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ของเรา
6. การอธิบาย (Explanation) เท่าที่ผ่านมา เราได้วางกรอบไว้ว่าเมื่อนักมนุษยภูมิศาสตร์ทำการ "บันทึกเรื่องราวของผืนโลก" (Geo-graphy) พวกเขามุ่งที่จะบรรยาย สัมผัสประสบการณ์ และตีความ พันธกิจประการที่สี่ที่ปรากฏขึ้นวูบวาบตลอดการพูดคุยนี้คือ การอธิบาย มนุษยภูมิศาสตร์ไม่ได้ใส่ใจเพียงแค่ว่าภูมิศาสตร์ของโลกคืออะไร แต่ยังสนใจว่ามันกลายมาเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ลักษณะของการอธิบายทางภูมิศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างมาก มุมมองที่แตกต่างกันถูกรองรับด้วยความเข้าใจที่ต่างกันทั้งต่อโลก "ภายนอกนั้น" และประเภทของความรู้ที่จำเป็นในการเข้าถึงมัน สำหรับบางคน มนุษยภูมิศาสตร์ควรเป็น "วิทยาศาสตร์ทางพื้นที่" (Spatial science) ที่สร้างและทดสอบทฤษฎีการจัดระเบียบพื้นที่ การปฏิสัมพันธ์ และการกระจายตัวทางพื้นที่ เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ทางพื้นที่อันเป็นสากลเกี่ยวกับสาเหตุที่วัตถุทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ ณ จุดที่มันอยู่และวิธีที่พวกมันสัมพันธ์กัน วิทยาศาสตร์ทางพื้นที่ซึ่งเกิดขึ้นในทศวรรษ 1960 ได้สร้างความแตกต่างจากภูมิศาสตร์ภูมิภาคยุคก่อนหน้า โดยวิพากษ์วิจารณ์ยุคก่อนว่าเน้นการบรรยายมากเกินไปและขาดพลังในการอธิบายเชิงวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์
7. ความสัมพันธ์สองทางระหว่างพื้นที่และสังคม (Space & Society) อย่างไรก็ตาม แนวทางอื่นในมนุษยภูมิศาสตร์ปฏิเสธที่จะสมการการอธิบายเข้ากับวิทยาศาสตร์ทางพื้นที่ พวกเขาระมัดระวังและหวาดระแวงต่อ "ฟิสิกส์ทางสังคม" (Social physics) ในลักษณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น นักภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์เน้นย้ำว่ารูปแบบของการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์สามารถมีพลังในการอธิบายได้อย่างไร หากพูดอย่างกำปั้นทุบดิน แนวทางทางประวัติศาสตร์อธิบายโลกในปัจจุบันโดยอาศัยความเข้าใจต่อเหตุการณ์และกระบวนการในอดีต ในภาพรวม มนุษยภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่ระมัดระวังที่จะไม่อธิบายสิ่งต่างๆ โดยอ้างอิงถึงปัจจัยทางพื้นที่เพียงอย่างเดียว (ซึ่งเรียกว่า "ลัทธิลดทอนให้เหลือแค่พื้นที่" [Spatial reductionism]) แต่จะเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์แบบสองทางระหว่าง "พื้นที่และสังคม" แง่มุมต่างๆ ของสังคม เช่น รัฐชาติสมัยใหม่ หรือระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ถูกมองว่าทั้งทำหน้าที่หล่อหลอมธรรมชาติของพื้นที่ และในขณะเดียวกันตัวมันเองก็มีมิติทางพื้นที่ด้วย ดังนั้น จึงไม่มีกฎเกณฑ์ทางพื้นที่อันเป็นสากลใดๆ ที่สามารถอธิบายภูมิศาสตร์ของเราได้ การอธิบายใดๆ ต้องตระหนักถึงธรรมชาติของมิติทางพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคม นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแสวงหากฎสากลมาใช้เป็นคำอธิบาย โดยทฤษฎีกลุ่มหนึ่ง—ซึ่งสะท้อนชัดที่สุดผ่านแนวทางที่เรียกว่า "สัจนิยมเชิงวิพากษ์" (Critical realism; Sayer, 2010)—ได้พยายามเข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลโดยเชื่อมโยงทั้งอำนาจในเชิงนามธรรมเข้ากับปัจจัยเชิงบริบทที่อุบัติขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังที่คุณอาจรวบรวมความคิดได้ในตอนนี้ มันยากที่จะให้ความยุติธรรมแก่ข้อถกเถียงที่ซับซ้อนเหล่านี้ในบทนำสั้นๆ (ต้องขออภัยด้วย!) แต่โดยแก่นแท้แล้ว มุมมองของเราคือ มนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบันได้แสดงออกอย่างกว้างขวางถึงพันธกิจในการอธิบายปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่ตนศึกษา แต่มักจะดำเนินการอธิบายนั้นผ่านคำอธิบายที่มีความแยบคาย ซึ่งร้อยเรียงแนวโน้ม/พลังแฝงลึกเข้ากับปัจจัยเฉพาะเจาะจงทางบริบท
8. การวิพากษ์ (Critique) ประการที่ห้า มนุษยภูมิศาสตร์ร่วมสมัยใส่ใจกับการ "วิพากษ์" มันง่ายมากที่จะเข้าใจคำนี้ผิด ในภาษาพูดในชีวิตประจำวัน เวลาเราพูดว่าใครบางคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ มักหมายความว่าพวกเขากำลังมองในแง่ลบหรือจับผิด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราหมายถึง ณ ที่นี้ ความคิดเชิงวิพากษ์ที่แท้จริงคือการมองเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ดังนั้น การวิพากษ์จึงหมายถึงการใช้วิจารณญาณ สำหรับมนุษยภูมิศาสตร์ พันธกิจต่อการวิพากษ์หมายความว่าวิชานี้ไม่เพียงแค่บรรยาย สัมผัสประสบการณ์ ตีความ และอธิบายเท่านั้น แต่ยังประเมินภูมิศาสตร์ของโลกอย่างเข้มงวดด้วย ผลลัพธ์ทั่วไปของพันธกิจนี้คือ "ความถูกต้อง" ของคำตอบต่อคำถามทางภูมิศาสตร์ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว ยังมีพื้นที่สำหรับการถกเถียงและการโต้แย้ง การวิพากษ์ไม่ใช่แค่เรื่องของการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่การใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุผลนั้นต้องอาศัยคุณค่า ความเชื่อ หลักฐาน และมุมมอง สำหรับเราทุกคนในฐานะผู้ศึกษามนุษยภูมิศาสตร์ มักจะไม่มีคำตอบถูกต้องที่ตกลงร่วมกันที่เราทำแค่จำไว้ การศึกษามนุษยภูมิศาสตร์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ อย่างเข้มงวด การประเมินทั้งข้อมูลและข้อโต้แย้ง ซึ่งจะทำให้เราไขคำตอบไม่เพียงแค่ว่าคำตอบคืออะไร แต่ยังรวมถึงการค้นหาว่าคำถามที่สำคัญที่สุดคืออะไร สิ่งนี้หมายถึงการไม่มองข้ามสิ่งต่างๆ ไปอย่างง่ายๆ การตั้งคำถามต่อข้อสันนิษฐานของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุดคือของตัวเราเอง ความคิดเชิงวิพากษ์—และนี่คือสมดุลที่ท้าทาย—ได้รวมเอาความคลางแคลงใจที่มุ่งมั่นและตั้งคำถาม เข้ากับความเปิดกว้างอย่างลึกซึ้งต่อความคิดและเสียงที่ไม่คุ้นเคย
9. ความเป็นไปได้และทางเลือกใหม่ (Possibility) เจตคติเชิงวิพากษ์ทั่วไปเหล่านี้ได้หล่อหลอมชุดปรัชญา ทฤษฎี และแนวปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้า ภายในมนุษยภูมิศาสตร์ "ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์" (Critical geography) ได้ปรากฏขึ้นในฐานะคำเรียกที่รวบรวมการเรียกร้องถึงความเป็นถอนรากถอนโคน (Radicality) ในยุคแรกเริ่ม—ดังที่เห็นได้จากการก่อตั้งวารสาร Antipode ซึ่งเป็น 'วารสารภูมิศาสตร์ถอนรากถอนโคน' ในทศวรรษ 1970—และ "ภูมิศาสตร์ผู้เห็นต่าง" (Dissident geographies) ของนักเขียนกลุ่มสิทธิสตรี (Feminist) มาร์กซิสต์ (Marxist) และหลังอาณานิคม (Postcolonial) (Blunt and Wills, 2000; Barnes and Sheppard, 2019) ถ้อยคำของ ACME ซึ่งเป็นวารสารออนไลน์แบบเข้าถึงเสรีของ 'ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์' ได้ให้ภาพของสิ่งนี้ โดยวารสารนี้เข้าใจการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ว่าเป็น 'ส่วนหนึ่งของเวชปฏิบัติ (Praxis) แห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่มุ่งชี้และท้าทายระบบการครอบงำ การกดขี่ และการแสวงหาประโยชน์ ตลอดจนการถอดถอนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ค้ำจุนสิ่งเหล่านั้นไว้' (ACME, 2023) งานจำนวนมากที่พูดคุยกันในหนังสือ Introducing Human Geographies ฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่นี้จะเข้าข่ายนิยามดังกล่าวในบางส่วน แต่ความคิดเชิงวิพากษ์ในความหมายทั่วไปไม่จำเป็นต้องผูกติดกับสีเสื้อทางการเมืองเฉพาะใดๆ การวิพากษ์สามารถยึดถือเป็นจุดยืนทั่วไปที่มุ่งมั่นในการตั้งคำถามและการใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุผล และจุดยืนนั้นก็สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างมีประโยชน์ในการศึกษาและการเขียนทางมนุษยภูมิศาสตร์ของคุณเอง
การวิพากษ์ยังนำเราไปสู่ความรู้ประเภทสุดท้ายที่เราสามารถระบุได้ นั่นคือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ ความเป็นไปได้ (Possibility) และการแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าอย่างเปี่ยมด้วยความหวัง นักมนุษยภูมิศาสตร์จำนวนมากมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนงานของตนให้ไกลกว่าการวิพากษ์ โดยการเสนอทางเลือกใหม่ๆ ต่อวิธีกระทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันอย่างชัดเจน แนวทางประเภทนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในสาขาวิชา โดยย้อนกลับไปถึงงานแนวอนาธิปไตยนิยม (Anarchist) ของ Reclus และ Kropotkin ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สำหรับ Kropotkin ซึ่งเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1885 ภูมิศาสตร์ "ต้องสอนเราตั้งแต่เยาว์วัยว่าพวกเราทุกคนคือพี่น้องกันไม่ว่าจะถือสัญชาติใด ในยุคสมัยแห่งสงคราม ความถือดีในชาติ ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังระดับชาติที่ถูกปลูกฝังอย่างดีโดยผู้คนที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ชนชั้นของตนเอง ภูมิศาสตร์จะต้องเป็น... เครื่องมือในการขจัดอคติเหล่านั้นและสร้างความรู้สึกอื่นๆ ที่คู่ควรกับความเป็นมนุษย์มากกว่า" (Livingstone, 1992: 254) เมื่อมาเขียนบทนี้ในอีกประมาณ 140 ปีต่อมา มันน่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ความกังวลของ Kropotkin—สงคราม ความถือดีในชาติ ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังระดับชาติ—ยังคงถูกโหมกระพือโดยผู้ที่แสวงหา 'ผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ชนชั้น' ของตนเองอย่างต่อเนื่อง และบทบาทของภูมิศาสตร์รวมถึงนักภูมิศาสตร์ในการช่วยก้าวข้ามความกังวลและอคติเหล่านี้ก็ยังคงมีความสำคัญไม่เสื่อมคลาย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นักภูมิศาสตร์หลากสายทฤษฎีได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่ถูกเรียกว่าภูมิศาสตร์แบบ "รักษาสถานะเดิม" (Status quo geography; ดูงานทบทวนวรรณกรรมโดย Pickerill, 2019) และอาจโต้แย้งได้ว่า เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ต้องพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินอยู่ การแสวงหาทางเลือกที่เป็นไปได้ใหม่ๆ จึงมีความเร่งด่วนยิ่งกว่าที่เคย (Roelvink et al., 2015)
การเขียนประวัติศาสตร์มนุษยภูมิศาสตร์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โครงร่างที่เราได้นำเสนอไปเกี่ยวกับการพัฒนาการของมนุษยภูมิศาสตร์ในฐานะสาขาวิชาทางวิชาการนั้น สะท้อนถึงประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างเป็นทางการของวิชานี้ เท่าที่เคยถูกคิดและสร้างสรรค์ขึ้นในมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยของกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ (Global North) แครกส์และนีท (Craggs and Neate, 2019: 32) ตั้งข้อสังเกตว่า ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการส่วนใหญ่ในลักษณะนี้ "หมายถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของยุโรปและประเทศอภิมหาอำนาจ—ตลอดจนภูมิศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ของพื้นที่เหล่านั้น—มากกว่าประสบการณ์ของกลุ่มประเทศเสียงส่วนใหญ่ของโลก (Majority World)" ทั้งนี้ ในฐานะส่วนหนึ่งของความจำเป็นเร่งด่วนในวงกว้างดังที่เราได้ระบุไว้ข้างต้นเพื่อ "รื้อถอนการครอบงำทางอาณานิคม" (Decolonise) ของสาขาวิชานี้ จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องที่เพิ่มมากขึ้นให้เกิด "การขยายขอบเขตประวัติศาสตร์ของสาขาวิชา ซึ่งยังคงยึดติดกับมุมมองแบบแองโกล-อเมริกันและกีดกันกลุ่มอื่น" (Craggs and Neate, 2020: 900) รวมถึงเรียกร้องให้มีการศึกษาที่เข้าจัดการกับหลากหลายวิธีที่งานวิจัยทางภูมิศาสตร์—ทั้งในอดีตและปัจจุบัน—เข้าไปพัวพันกับตรรกะแห่งความเป็นอาณานิคม (ดู Ferretti, 2020 สำหรับการทบทวนวรรณกรรมที่เริ่มลงมือทำในเรื่องนี้แล้ว)
แม้ว่าการดึงงานของนักวิชาการชนพื้นเมืองและนักวิชาการผิวสีเข้ามาร่วมอยู่ในเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในอดีตของภูมิศาสตร์จะเป็นความพยายามที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่คีห์เรน (Keighren, 2020: 166) ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า "เช่นเดียวกับที่เรามีพันธะทางจริยธรรมในการเล่าเรื่องความหลากหลายในอดีตของภูมิศาสตร์ เราก็ต้องส่งเสริมความหลากหลายนั้นในการบอกเล่าเรื่องราวของสาขาวิชาในยุคปัจจุบันด้วย" ในฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่นี้ พวกเราได้พยายามตระหนักถึงความหลากหลายดังกล่าว โดยการรวมผลงานของนักวิชาการชนพื้นเมืองและนักวิชาการกลุ่มที่มักถูกมองข้าม พร้อมทั้งขยายขอบเขตหัวข้อที่ครอบคลุมให้กว้างกว่าที่มีในฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม ในการทำเช่นนี้ พวกเราได้พยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงตามที่เอสเซนและคณะ (Essen et al., 2017: 386) ได้ระบุไว้เมื่อพวกเขากล่าวว่า ในการพยายามรื้อถอนการครอบงำทางอาณานิคมขององค์ความรู้ทางภูมิศาสตร์นั้น "นักภูมิศาสตร์อาจเสี่ยงต่อการส่งเสียงพูดแทน (Speaking for) แทนที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความพร้อม ความสามารถ ความกระตือรือร้น และศักยภาพ ได้ส่งเสียงพูดด้วยตนเอง (Speaking for themselves)" ในฉบับพิมพ์นี้ ผู้คนจำนวนมากจึงได้ "ส่งเสียงพูดด้วยตนเอง" ในหัวข้อต่างๆ เช่น ความเป็นชนพื้นเมือง อาณานิคมนิยม หลังอาณานิคมนิยม การรื้อถอนการครอบงำทางอาณานิคม ภูมิศาสตร์คนผิวสี กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ และภูมิศาสตร์ที่ก้าวพ้นมิติของมนุษย์ (More-than-human geographies)
การเขียนประวัติศาสตร์และการสร้างองค์ความรู้แบบกีดกันคนกลุ่มอื่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ วอลเตอร์ มินโยโล (Walter Mignolo) นิยามไว้ว่าเป็น "เค้าโครงอำนาจแห่งอาณานิคม" (Colonial matrix of power) (ดูเพิ่มเติมในบทที่ 37) ในการอธิบายงานของ อนิบาล กีฮาโน (Anibal Quijano) นั้น มินโยโล (Mignolo, 2007: 156) กล่าวถึง "เค้าโครงอำนาจแห่งอาณานิคม" ซึ่งรวมถึงการควบคุมอัตวิสัยและความรู้ การตัดขาดจาก "เค้าโครงอำนาจแห่งอาณานิคม" นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักทฤษฎีการรื้อถอนการครอบงำทางอาณานิคมเรียกว่าการ "ตัดความเชื่อมโยง" (De-linking) ทั้งในเชิงวิเคราะห์และการเมืองออกจากรูปแบบการแสดงออกของอำนาจเชิงสถาบัน (ที่อิงเรื่องเชื้อชาติ) อันฝังรากลึก ความพยายามในการ "ตัดความเชื่อมโยง" ดังกล่าว มุ่งหวังที่จะสร้างโลกทางสังคมทางเลือกที่ไม่ได้รับการสถาปนาขึ้นบนฐานของการแบ่งแยกและการจัดลำดับชั้นแบบอาณานิคม (Mignolo, 2007) ณ จุดนี้ เราได้วนกลับมาสู่ประเภทของความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เราเรียกว่า "ความเป็นไปได้" (Possibility) ซึ่งนักภูมิศาสตร์ทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อช่วยสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการจัดระเบียบสังคมและระบบเศรษฐกิจ (Gibson-Graham, 2016; Gilmore, 2022)
ข้างต้นนี้ พวกเราได้วางกรอบพันธกิจต่างๆ ที่หล่อหลอมมนุษยภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน ได้แก่ การบรรยาย ประสบการณ์ การตีความ การอธิบาย การวิพากษ์ และความเป็นไปได้ แม้ว่าจะเชื่อมโยงเข้ากับการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับรูปแบบของความรู้และเป้าหมายที่ความรู้เหล่านั้นแสวงหา ซึ่งรวมถึงประวัติศาสตร์หลังอาณานิคมของสาขาวิชาด้วย แต่หมวดหมู่ทั้งหกนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้และการปรับใช้ (Heuristic device) พวกมันไม่ได้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่ได้แยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น การบรรยายทางภูมิศาสตร์หลายรูปแบบก็อาจมองว่าตนเองกำลังตีความและ/หรืออธิบายไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดเหล่านั้น พวกเราเชื่อว่าโครงสร้างนี้ได้สื่อถึงเหตุผลหลักบางประการว่าทำไมมนุษยภูมิศาสตร์จึงดำเนินการ "บันทึกเรื่องราวของผืนโลก" และช่วยให้เห็นภาพว่าคุณสามารถบรรลุสิ่งใดได้บ้างจากการศึกษามัน ในบทถัดไป เราจะหันไปพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่การศึกษามนุษยภูมิศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยครอบคลุมถึง
Summary
Human geography undertakes its ‘earth writing’ for a number of reasons. It is helpful to reflect on these reasons as you develop your own geographical imagination.
We have suggested six undertakings that shape human geography today. We termed these: description, experience, interpretation, explanation, critique and possibility.
This is not an exhaustive list of all the rationales that underpin human geography but one, some or all of these commitments shape a great deal of the scholarship that you will be introduced to in this book.
Discussion points
Look at a newspaper from last week. Identify three stories that seem to you to address human geography topics. Explain your choices and why you think they are ‘geographical’.
What makes human geography a distinctive subject?
‘Human geography is a down-to-earth subject concerned with facts not theories’. Discuss this assertion from a number of different perspectives.
Why does human geography as a discipline show a commitment to six types of knowledges?
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น