หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

โลกต้องการแผนที่ใหม่ที่งดงามกว่าเดิม

ผมอ่านบทความสั้นๆ เรื่อง โลกต้องการแผนที่ใหม่ เรื่องนี้ของ ไคลี บลิช ที่เขียนไว้ในอิเตอร์นิตีนิวส์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2021 ตอนเริ่มต้นอ่าน แค่เพียงความอยากรู้ว่า ก่อนผลิตแผนที่สวยๆ ออกมานั้น คนทำเขาคิดอะไรและคิดอย่างไร ก่อนที่จะวางแผน ออกแบบ และลงมือทำ แต่พออ่านไปๆ มันไม่ได้จบแค่นั้น เรื่องราวมันนำพาไปสู่คำถามใหม่ที่ใหญ่กว่า สำคัญกว่า เพราะ “โลกต้องการแผนที่ใหม่” ที่ต้องอาศัยการสร้างแผนที่สวยๆ ที่ทุกคนต้องร่วมกันสร้าง


อ่านแล้ว อยากให้ทุกคนอ่านครับ


เรื่องราวเริ่มต้นว่า เดิมทีเดียวห้องสมุดอโปสโตลิคของสำนักวาติกันเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ที่นักวิจัยมักจะเข้าถึงได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้หอนิทรรศการถูกสร้างขึ้นมา และได้กลายเป็นห้องแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างทั่วถึง


“ความงามไม่ใช่ภาพลวงตาชั่ววูบของรูปร่างหน้าตาหรือเครื่องประดับ แต่มันเกิดขึ้นแทนที่จะมาจากรากแห่งความดี ความจริง และความยุติธรรม ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน” สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสตรัสในพิธีเปิดห้องนิทรรศการเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2021


“เราจะต้องไม่ละเลยที่จะคิดและพูดถึงความงาม เพราะหัวใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่อาหารเท่านั้น ไม่เพียงต้องการสิ่งที่รับประกันความอยู่รอดในทันทีเท่านั้น หากแต่เรายังต้องการวัฒนธรรม สิ่งที่สัมผัสจิตวิญญาณที่นำพามนุษย์มาอยู่ ณ ที่แห่งนั้นแห่งนี้ ใกล้ชิดกับศักดิ์ศรีที่ลึกซึ้งของเขาหรือเธอ นี่คือเหตุผลที่ศาสนจักรต้องเป็นพยานยืนยันถึงความสำคัญของความงามและวัฒนธรรมในการสนทนากับความกระหายในสิ่งไม่มีขอบเขตที่กำหนดความเป็นมนุษย์”


นิทรรศการเปิดตัวจัดแสดงผลงานของปิแอโตร รัฟโฟ ซึ่งมีชื่อว่า “ตุตติ” อันหมายถึง อูมานิต้า อิน กัมมิโญ หรือแปลว่า เราทุกคนที่เป็นมนุษยชาติร่วมทางเดียวกัน ได้รับเลือกให้เป็นภาพสะท้อนของ Fratelli tutti หรือ พี่น้องทุกคนของพระบิดาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นลายลักษณ์พระหัตถ์ของสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสผู้ซึ่งเป็นพี่น้องของคนทั้งมวล


งานศิลปะบนลูกโลกถูกนำมาจัดแสดงในฐานะสิ่งประดิษฐ์ทางประวัติศาสตร์ เป็นแผนภูมิและแผนที่แม่น้ำไนล์สมัยศตวรรษที่ 17 ที่มีความยาวถึง 6 เมตร ซึ่งสร้างโดยเอฟลิญา เซเลบี ในฐานะที่เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับแผนที่ใหม่ที่ศิลปินสร้างขึ้น


สาธุคุณดอน จิอาโกโม ผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ใหม่แห่งนี้กล่าวว่านิทรรศการนี้เป็นการเปิดโลกของการทำแผนที่ที่ไม่ใช่การทำเพื่องานทางภูมิศาสตร์ สิ่งที่รวบรวมมาได้เหล่านี้ประกอบไปด้วยแผนที่เชิงเปรียบเทียบ แผนที่ศาสนศาสตร์ แผนที่เหน็บแนม และแผนที่ที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก รวมไปถึงแผนที่ความปรารถนาและการต่อต้าน แผนที่ความฝันและความสิ้นหวังของมนุษยชาติ


“ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ผู้คนใช้พลังที่เป็นตัวแทนของแผนที่ ไม่เพียงแต่เพื่ออธิบายความเป็นกลางของโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตกแต่งภายใน อุดมคติ การเดินทาง การค้นพบ และความเชื่อมั่นของเราเองด้วย” สาธุคุณดอนกล่าว


สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสทรงเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการและกล่าวถึงในสุนทรพจน์เปิดงานของพระองค์


“ฉันชื่นชมความท้าทายในการสร้างบทสนทนานี้ ชีวิตคือศิลปะแห่งการเผชิญหน้า วัฒนธรรมไม่สบายเมื่อพวกเขาอ้างอิงตนเองเมื่อพวกเขาสูญเสียความอยากรู้อยากเห็นและการเปิดกว้างต่อผู้อื่น เมื่อพวกเขาแยกออก แทนที่จะรวมเข้าด้วยกัน เรามีข้อได้เปรียบอะไรในการตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์เขตแดน แทนที่จะเป็นผู้พิทักษ์พี่น้องของเรา คำถามที่พระเจ้าตรัสซ้ำกับเราคือ “น้องชายของคุณอยู่ที่ไหน” (บทเปรียบเทียบ ปฐก 4:9)”


สมเด็จพระสันตปาปาทรงดำรัสกับผู้ฟังทั้งหลายในห้องประชุมแห่งนั้นว่า “โลกต้องการแผนที่ใหม่”


“การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ที่ถูกเร่งเร้าอย่างรุนแรงด้วยโรคระบาด มนุษยชาติต้องการแผนที่ใหม่เพื่อค้นหาความหมายของภราดรภาพ มิตรภาพทางสังคม และความดีที่เป็นของส่วนรวม ตรรกะของการปิดกั้นอย่างมิดชิดนั้นถือเป็นความแห้งแล้ง แถมยังเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด เราต้องการความสวยงามแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช่ภาพสะท้อนพลังของคนไม่กี่คนอีกต่อไป แต่เป็นภาพโมเสคที่กล้าหาญจากความหลากหลายของทุกคน ที่จะต้องไม่ใช่กระจกเงาของลัทธิมานุษยนิยมที่เอาแต่กดขี่ แต่ต้องเป็นแนวทางใหม่ของสิ่งมีชีวิตที่ซึ่งระบบนิเวศที่เป็นส่วนประกอบของกันและกันถูกสร้างขึ้นมาให้สามารถจับต้องได้” สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสทรงพระดำรัสเช่นนั้น


สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงอาคารวาติกันได้มากขึ้น ทำให้บ้านฤดูร้อนของพระสันตปาปาในคาสเทล กันโดลโฟ ต้องกลายสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่จัดค่ายฤดูร้อนสำหรับเด็กๆ ในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของสำนักวาติกัน และปรับเปลี่ยนพาลาซซา มิกลิออริ ให้เป็นพระราชวังสำหรับคนจน


สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสทรงพระดำรัสต่ออีกว่า “ตั้งแต่เริ่มเป็นสังฆราช ข้าพเจ้าเรียกร้องศาสนจักรให้ตั้งตนเป็นศาสนจักรสำหรับบุคคลภายนอก และเป็นตัวชูโรงของวัฒนธรรมแห่งการเผชิญหน้า สิ่งเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับห้องสมุด ห้องสมุดจะสามารถรับใช้ศาสนจักรได้ดียิ่งขึ้น หากทำหน้าที่นอกเหนือจากการเก็บรักษาเรื่องราวต่างๆ ในอดีตแล้ว ห้องสมุดยังกล้าที่จะเป็นพรมแดนของปัจจุบันและอนาคต ฉันรู้ว่าพวกคุณตระหนักถึงสิ่งนี้ สิ่งที่บ่งบอกว่าความรับผิดชอบของเรา คือ การรักษารากและความทรงจำให้คงอยู่ โดยมองไปที่ดอกไม้และผลไม้เสมอ”


สมเด็จพระสันตปาปาตรัสว่าทรงวางใจให้ห้องสมุดอโปสโตลิกแห่งนี้ทำหน้าที่แปลทุนสะสมของศาสนาคริสต์ให้เป็นภาษาต่างๆ ของวันนี้ และพรุ่งนี้


และทรงดำรัสต่อไปอีกว่า “เรามาร่วมกันฝันถึง “แผนที่ใหม่” ฉันกำลังคิดถึงความจำเป็นในการย้ายจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อแปลมรดกของเราให้เป็นภาษาใหม่ๆ ที่เป็นความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ ที่เราต้องเผชิญด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ”ฃ


ผู้นำของสันตปาปายังใช้เวลาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ของห้องสมุด โดยตรัสกับพวกเขาว่าแม้คนส่วนใหญ่จะไม่เห็นงานของพวกเขา แต่สิ่งเหล่านี้ก็จะไปมีบทบาทสนับสนุนพวกเขาไม่ทางหนึ่งก็ทางใดแน่นอน


“บางครั้งเราคิดถึงคุณค่าของสิ่งของหรือผู้คนที่มองเห็นได้ แต่ยังคงมีผู้คนอีกมากมายที่ซ่อนเร้นนำพาชีวิต ครอบครัว โลก สังคม ทุกสิ่ง วัฒนธรรม … ขอบคุณสำหรับผลงานชิ้นนี้ ขอบคุณ และฉันขอให้พระเจ้าอวยพรคุณ คุณและครอบครัวของคุณ”


อ่านจบแล้ว และอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ได้สาระอะไรต่างๆ มากมาย และได้รับการตอกย้ำซ้ำๆ ตามที่ คีลญา บลีช  ย้ำพระดำรัสของพระสันตปาปาที่ว่า “คริสตจักรต้องเป็นประจักษ์พยานให้ศาสนิกชนเห็นถึงความสำคัญของความงามและวัฒนธรรม” ผมรู้สึกซาบซึ้งกับพระดำรัสที่ว่า “พวกเราต้องการความสวยงามแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช่ภาพสะท้อนพลังของคนไม่กี่คนอีกต่อไป แต่เป็นภาพโมเสคที่กล้าหาญของความหลากหลายของพวกเราทุกคน”


เรื่องความงดงามนี้มีปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมทุกชาติทุกศาสนา พุทธศาสนาของเราก็อธิบายเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความจริงคือความงาม” โดยขอยกเอาคำอธิบายของ ชักติ ไมรา ศิลปินร่วมสมัยผู้มีผลงานจิตรกรรมและปฏิมากรรมมากมายชาวอินเดีย ที่กล่าวไว้ใน Buddhist Aesthetics ว่า พระหัตถ์ของพระพุทธรูปที่นำมาตั้งไว้อยู่ในถ่วงท่าการสอน พระเนตรทั้งสองปิดมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน พระปฏิมาดูราวประหนึ่งได้ฉุดดึงให้ผู้พบเห็นถลำเข้าสู่ความจริงซึ่งพระพุทธองค์ทรงสัมพันธ์อยู่ เป็นภาพตัวแทนที่แสดงความงามออกมา เป็นความงามของสภาวะจิตใจและการดำรงอยู่ภายใน เป็นความงามปกติที่มีอยู่ด้วยประสบการณ์การหยั่งรู้ความจริงอันลึกซึ้ง เป็นความงามของนิพพาน สันติภาพ ความสงบ ความอ่อนโยน และความกว้างใหญ่ไพศาล


ในฐานะผู้มีส่วนร่วมและผู้มีส่วนได้เสียจากการสร้างการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และศิลปะการสร้างแผนที่ จึงขอชักชวนทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง ทั้งในฐานะผู้ปรารถนาจะใช้ประโยชน์จากแบบแผนและแผนที่ ผู้กำหนดหลักการ ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ และผู้เรียนรู้วิทยาการและศิลปะดังกล่าว ร่วมกันแสดงความกล้าหาญที่จะสร้างความงดงามที่แท้จริงแบบใหม่ด้วยความคิด จินตนาการ และการกระทำของเรา






เอกสารอ้างอิง


Kylie Blish (2021) The World Needs New Maps' Says Pope Francis As Vatican Opens New Contemporary Art Gallery.  Eternity News. 12th November 2021.

Paolo Euron (2017) Beauty and Aesthetic Experience in Theravāda Buddhism. Contemporary Buddhism. 18(2) October. doi.org/10.1080/14639947.2017.1386415

Shakti Maira (2003) Buddhist Aesthetics. Resurgence & Ecologist. 217(March-April): pp.54-55.

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566

กาญ่า – พระแม่ธรณีต้นกำเนิดของคำว่า ‘ภูมิศาสตร์’

กาญ่า พระแม่ธรณีต้นกำเนิดของคำว่า ภูมิศาสตร์

พัฒนา ราชวงศ์ นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย

 

 

ในตำนานเทพเจ้ากรีก กาญ่า (Gaia /ˈɡeɪə, ˈɡaɪə/ Γαῖα/Gaîa/Γῆ (Gê)/Gaea/ˈdʒiːə) แปลว่า แผ่นดินหรือโลก เป็นตัวตนของโลก และเป็นหนึ่งในเทพบรรพกาลของกรีก กาญ่าเป็นปฐมมารดา ซึ่งบางครั้งก็เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งหมด เธอเป็นแม่ของยูเรนัส - Uranus (ท้องฟ้า) จากการมีเพศสัมพันธ์กับยูเรนัสทำให้เธอถือกำเนิดไททันส์ - Titans เทพผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ของเทพโอลิมเปียทั้งหลาย เทพไซคลอปส์ – Cyclopes และเทพไจแอนต์ – Giants รวมถึงเทพแห่งทะเลปอนทัส - Pontus ซึ่งเธอได้ให้กำเนิดเทพแห่งท้องทะเลในยุคบรรพกาล มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญเทียบเท่ากาญ่าในวิหารโรมัน คือ แตรรา - Terra

 

 

ชีวมณฑลเป็นหน่วยที่ควบคุมตนเองด้วยความสามารถในการรักษาโลกของเราให้แข็งแรงโดยการควบคุมสภาพแวดล้อมทางเคมีและกายภาพ (James Lovelock, Preface to Gaia)

 

 

เราจะยืนยันว่าเอกภพ เป็นยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด มีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตมากที่สุด ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีส่วนรวมกันหรือโดยพันธุกรรม เป็นสิ่งมีชีวิตที่พริ้งเพราที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุด (Plato)

 

ความคิดที่ว่าธรรมชาติเป็นเอกภาพแบบองค์รวมนั้นมีมาและมีอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การผุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งของแนวคิดนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในนามของลัทธิองค์รวม (หรือ holism) การปรากฏขึ้นมาของลัทธิองค์รวมนี้กลายเป็นรากฐานของสมมติฐานกาญ่า (gaia hypothesis) ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นซ้ำล่าสุดของความเชื่อโบราณเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่กลมกลืนระหว่างปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนโลก ซึ่งเดิมที เจมส์ เลิฟล็อค นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศชาวอังกฤษ เป็นผู้บัญญัติขึ้นมาในทศวรรษ 1970 สมมติฐานและข้อยืนยันที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกันนี้ ได้ครอบงำสถาบันการศึกษาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ซึ่งเลิฟล็อคเองเป็นผู้ยืนยันการมีอยู่จริงของกาญ่าในระบบนิเวศบนดาวเคราะห์ดวงเดียวในเอกภพ

 

กาญ่าประกอบขึ้นด้วยสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล ทั้งพืช ทั้งสัตว์ และสภาพแวดล้อม เช่น ผืนดิน น้ำ และบรรยากาศ ยิ่งไปกว่านั้น กาญ่ายังทำหน้าที่เป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยว เป็นระบบควบคุมตนเองที่สามารถควบคุมความแปรปรวนในสภาพอากาศ แก้ไขความไม่สมดุลของสารเคมี และฟื้นฟูจากความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามสมมติฐานนี้ ถือว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกาญ่า และถ้าเราทำตัวเป็นอันตรายต่อที่อยู่อาศัยของเรามากเกินไป ระบบจะดำเนินการโดยอัตโนมัติเพื่อทำให้เราสูญพันธุ์ไปในที่สุด ลินน์ มาร์กูลิส นักจุลชีววิทยาเป็นบุคคลสำคัญที่สนับสนุนสมมติฐานนี้ และวิลเลียม โกลดิ้ง นักเขียนนวนิยายชื่อดังเป็นผู้ตั้งชื่อ ‘กาญ่า’ ไว้ โดยตั้งขึ้นตามเทพธิดาแห่งโลกกรีกโบราณที่เป็นไปตามคุณลักษณะสองประการของเธอ คือ เป็นร่างของมารดาผู้คอยเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และในทางกลับกันก็เป็นผู้ทำลายล้างที่รุนแรง หากใครไม่เชื่อฟังการปกครองของเธอ เทพธิดาองค์นี้เป็นคำอุปมาของกระบวนการที่เราเรียกว่า ‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’

 

 

การใช้การศึกษาตำนานโบราณและประเพณีทางจิตวิญญาณของเพลโต้ โยฮานส์ เคลปเลอร์ และโยฮาน โวล์ฟกัง วอน เกอเธ่ เกี่ยวกับจุดกำเนิดของโลก พลังการหล่อเลี้ยงของแม่พระธรณีได้รับการเปิดเผยในความเชื่อทั่วไปว่าโลกเป็นอินทรียวัตถุที่สามารถควบคุมตนเองได้ทั้งหมด และมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศเพื่อความอยู่รอด กาญ่ากลายเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักนิยัตินิยมสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าสภาพแวดล้อมทางกายภาพเป็นพลังหลักในการสร้างวัฒนธรรม และมนุษยชาติเป็นผลผลิตจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และที่สุดแล้วความคิดนี้ก็พัฒนาเป็นประเด็นทางจริยธรรมของการพิทักษ์ ผู้ดูแลผลประโยชน์ และให้ความสำคัญต่อการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน ภายในสมมติฐานกาญ่า มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของ ผู้เช่า หรือแม้แต่ผู้โดยสาร ที่เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ เลิฟล็อคบอกว่า พวกเราเป็นเพียงแค่ชนิดพันธุ์ผู้เอาชีวิตรอดตามช่วงเวลาที่สายพันธุ์ถูกกำหนดมาเท่านั้น

 

สมมติฐานกาญ่าได้กลายเป็นแนวคิดของหลายวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ คนใดทำการพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีได้ ทุกวันนี้ สมมติฐานกาญ่ายังใช้ในหมู่ผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เพื่ออ้างถึงทฤษฎีของโลกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมตนเองได้ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้มุมมองที่เห็นอกเห็นใจเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่าแนวคิดเรื่องกาญ่ายากที่จะยอมรับว่าเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก และสมมติฐานเริ่มต้นของเลิฟล็อคพบกับความเป็นปฏิปักษ์อย่างมากในแง่นี้

 

แม้ว่า กาญ่าเป็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมมีต้นกำเนิดมาจากภูมิหลังทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีกรอบการทำงานที่เหมาะสมในการเชื่อมช่องว่างระหว่างกายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์โดยรวม แกนหลักของนักคิดสิ่งแวดล้อมนิยมพยายามแสวงหาการปรองดองของการแบ่งแยกแบบไบนารี และแนวคิดของกาญ่าทำหน้าที่เป็นตัวอย่างหนึ่งของกระแสนี้ในภูมิศาสตร์ร่วมสมัย อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ สมมติฐานของกาญ่าได้รับการยอมรับอย่างดีในการศึกษาเกี่ยวกับโลก รวมถึงภูมิศาสตร์ด้วยที่ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ดังนั้นกาญ่าจึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่าชีวิตและสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์แบบสองทาง

 

โลกของเราในฐานะสิ่งมีชีวิต

 

แนวคิดเรื่องโลกที่มีชีวิตหรือโลกในฐานะสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องค่อนข้างโบราณ ด้วยการเชื่อมโยงเชิงเปรียบเทียบเทพีกาญ่ากับพระแม่ธรณี พวกเราสูญเสียความเข้าใจนี้ไปนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุที่แยกขอบเขตของธรรมชาติและวัฒนธรรมออกจากกันอย่างชัดเจน มีคนรุ่นก่อนบางคนที่สนับสนุนแนวคิดของโลกที่มีชีวิตแม้ในยุควิทยาศาสตร์ อย่างเช่น เจมส์ ฮุตตัน บิดาแห่งธรณีวิทยาชาวสกอตแลนด์ ตระหนักดีว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติประเภทหนึ่ง หรือแม้แต่ ฌอง-บาพติสเต ลามาร์ก นักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีววิทยาโดยตระหนักถึงพลังที่ครอบคลุมทั้งหมดของโลก

 

เกอเธ่เสนอว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเป็นจิตวิญญาณ แทรกซึมและให้เหตุผลแบบอันตวิทยา (teleology) ให้เป็นพลวัตและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสสารโดยรวม ความคิดของเขาที่ว่า ชีวิตบนดาวเคราะห์โลกไม่ได้เป็นเพียงแค่กลุ่มชั้นๆ หนึ่งบนพื้นดินที่ไร้ชีวิต แต่มีการสร้างสิ่งมีชีวิตทั้งมวลที่มีพลวัตร่วมกับดาวเคราะห์ (เป็นดาวเคราะห์ที่มีฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับโลก) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการสร้างสมมติฐานของกาญ่า อย่างไรก็ดี อเลกซานเดอร์ วอน ฮุมโบลดต์ ผู้ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นบิดาแห่งวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ เป็นคนแรกที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และวลาดิเมีย เวอร์นาดสกี นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้แนะนำแนวคิดของชีวมณฑล เขาตระหนักดีว่าชีวิตเป็น ‘พลังทางธรณีวิทยา’ และบรรยากาศเป็นส่วนเสริมของชีวิต จากการสังเคราะห์ความคิดเหล่านี้ ความจริงมีอยู่มากมายในสมมติฐานของกาญ่า

 

แนวคิดเกี่ยวกับกาญ่าแปรผันไปตามการรับรู้สิ่งแวดล้อมของธรรมชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าธรรมชาติเป็นแนวคิดที่วัฒนธรรมซึ่งกำหนดขึ้น จึงมีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ และมีส่วนย่อยที่สำคัญในการมองธรรมชาติ 2 แบบ คือ การมองแบบอินทรีย์กับการมองแบบกลไก ในมุมมองแบบอินทรีย์ซึ่งถือโดยกลุ่มดั้งเดิมหลายกลุ่ม ผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่อยู่อาศัยทุกแห่งมีจิตวิญญาณและเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ

 

ในทางกลับกัน คนตะวันตกส่วนใหญ่มักจะรับรู้ถึงมุมมองทางกลไกของธรรมชาติ มุมมองแบบนี้ มนุษย์ถูกแยกออกจากกันและมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ สิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นระบบรวมของกลไกที่ควบคุมโดยกองกำลังภายนอกตามกฎธรรมชาติและเข้าใจโดยจิตใจมนุษย์ สมมติฐานกาญ่าได้รับการยกย่องว่าเป็นการตั้งคำถามต่อมุมมองเชิงกลไกที่ครอบงำของมนุษย์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงการควบคุมขั้นสูงสุดของมนุษย์เหนือธรรมชาติ

 

สมมติฐานกาญ่ามีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับลัทธิสตรีนิยมเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิเวศเทววิทยา แม้ว่าจารีตศาสนายิว-คริสเตียนจะยกเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าให้อยู่ในที่ห่างไกลจากโลก แต่ความสัมพันธ์ที่กลมกลืนระหว่างผู้คนกับที่อยู่อาศัย ท้องฟ้าและโลก และชายและหญิงไม่ควรถูกรบกวน การเกิดขึ้นของหลักอรรถประโยชน์สูงสุดของคนส่วนใหญ่ (ความรู้ของการใช้ประโยชน์หรืออรรถประโยชน์ของกระบวนการธรรมชาติ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการออกแบบตามธรรมชาติทั้งหมด) ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อันเป็นผลมาจากการหายตัวไปของแม่พระข้าวโพดและเทพสตรีอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้น สมมติฐานกาญ่าจึงเข้าร่วมกับจิตวิญญาณของลัทธิสตรีนิยมนิเวศนี้โดยการทบทวนความศักดิ์สิทธิ์ในสมัยโบราณของระบบนิเวศโดยรวม

 

 

 

 

 

*********************************************

แม่พระข้าวโพด - Corn Mothers หรือที่เรียกว่า Corn Maiden เป็นบุคคลในตำนานที่เชื่อกันว่า ในหมู่ชนเผ่าเกษตรกรรมพื้นเมืองในอเมริกาเหนือ เป็นผู้รับผิดชอบต้นกำเนิดของข้าวโพด เรื่องราวของแม่ข้าวโพดมีความเกี่ยวข้องกันใน 2 เวอร์ชันหลัก ซึ่งมีรูปแบบต่างๆ มากมาย

 

เวอร์ชันแรก (เวอร์ชันการเผาทำลาย) แม่ของข้าวโพดจะแสดงเป็นหญิงชราที่ช่วยเหลือชนเผ่าที่หิวโหย โดยมักจะรับเด็กกำพร้าเป็นลูกบุญธรรม เธอแอบผลิตเมล็ดข้าวโพดโดยการถูร่างกายของเธอ เมื่อความลับของเธอถูกค้นพบ ผู้คนที่รังเกียจวิธีการผลิตอาหารของเธอ จึงกล่าวหาว่าเธอเป็นแม่มด ก่อนที่เธอจะถูกฆ่า—โดยบางบัญชีด้วยความยินยอมของเธอ—เธอได้ให้คำแนะนำอย่างรอบคอบเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อศพของเธอ ต้นข้าวโพดงอกออกมาจากจุดที่ร่างของเธอถูกลาก หรือจากศพหรือสถานที่ฝังศพของเธอ

 

ในเวอร์ชันที่สอง (เวอร์ชันเที่ยวบิน) เธอแสดงเป็นหญิงสาวสวยที่แต่งงานกับชายที่เผ่าของเขากำลังทนทุกข์ทรมานจากความอดอยาก เธอแอบผลิตข้าวโพดเช่นกัน ในเวอร์ชั่นนี้ด้วยวิธีการที่ถือว่าน่ารังเกียจ เธอถูกค้นพบและดูถูกโดยลูกเขยของเธอ เธอกลับไปยังบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอเมื่อหนีจากเผ่า สามีของเธอติดตามเธอ และเธอให้เมล็ดข้าวโพดแก่เขาและคำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับการเพาะปลูก

*********************************************

 

กำเนิดของสมมุติฐานกาญ่า

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1960 เลิฟล็อคทำงานร่วมมือกับองค์การบริหารการบินและอวกาศ เพื่อตรวจสอบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ด้วยการพยายามที่จะออกแบบเครื่องมือเพื่อตรวจจับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ความแตกต่างด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างโลกและดาวอังคารทำให้เลิฟล็อคคิดถึงสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิต และวิธีตรวจจับสิ่งมีชีวิตภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เลิฟล็อคงสมมติฐานว่าลักษณะทั่วไปที่สุดของชีวิตคือใช้พลังงานและทิ้งของเสียเป็นการตอบแทน นอกจากนี้เขายังสันนิษฐานว่าสิ่งมีชีวิตจะทำการแลกเปลี่ยนวัฏจักรโดยใช้ชั้นบรรยากาศของโลก เนื่องจากสิ่งมีชีวิตบนโลกหายใจเอาออกซิเจนและขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก ตามสมมติฐานนี้ สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารจะทิ้งร่องรอยทางเคมีไว้บนชั้นบรรยากาศด้วย มันอาจจะตรวจพบได้จากโลก ดังนั้น เลิฟล็อคจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องส่งยานอวกาศขึ้นไปด้วยซ้ำ คำถามที่ตั้งขึ้นมาเกี่ยวกับดาวอังคารนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้เลิฟล็อคจดจ่ออยู่กับโลกและธรรมชาติของชั้นบรรยากาศ

 

เมื่อสังเกตโลกจากมุมมองของดาวอังคาร เลิฟล็อคมองย้อนกลับไปที่ปฏิสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในโลกและชั้นบรรยากาศ เขาตั้งข้อสังเกตว่าแบคทีเรียและสาหร่ายสังเคราะห์แสงเริ่มกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ โดยผลิตออกซิเจนเป็นของเสียเมื่อประมาณ 3 พันล้านปีก่อน เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการนี้เปลี่ยนเนื้อหาทางเคมีของบรรยากาศเป็นระดับพิษของออกซิเจน ซึ่งบรรเทาลงได้ด้วยการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคอากาศ บรรยากาศได้รับการสนับสนุนจากกระบวนการสะสมของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ผลโดยรวมของกระบวนการเหล่านี้คือทำให้โลกปรากฏเป็นสิ่งมีชีวิตภายในจักรวาล เลิฟล็อคเสนอว่าโลกสามารถถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา หรือ superorganism ได้ดีที่สุด นี่คือจุดกำเนิดของสมมติฐานกาญ่าในปัจจุบัน ซึ่งยอมรับว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมตนเองได้ มีสมมติฐานกาญ่าอย่างน้อยสองรูปแบบ คือ กาญ่าที่อ่อนแอและกาญ่าที่แข็งแรง ทั้งนี้กาญ่าที่อ่อนแอเป็นการยืนยันว่าสภาพอากาศของโลกและสภาพแวดล้อมพื้นผิวถูกควบคุมโดยสัตว์ พืช และจุลินทรีย์ ขณะที่กาญ่าที่แข็งแกร่งเป็นแนวคิดทางเทเลโลยีอย่างไร้ยางอายที่ว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ควบคุมสภาพแวดล้อมบนบกให้เหมาะกับเป้าหมายของมันเอง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ในเรื่องนี้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เป็นเพียงน้ำแข็งบนโลก เลิฟล็อคดูเหมือนจะชอบกาญ่าที่แข็งแกร่ง เขาเชื่อว่าการถือว่าโลกไม่ใช่โลกที่ไม่มีชีวิตประกอบด้วยหิน ของเหลว และก๊าซ ที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยานั้นมีประโยชน์ แต่มีฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตเดียว ร่างกายของดาวเคราะห์ที่มีชีวิตซึ่งปรับและควบคุมสภาวะแวดล้อมเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของมัน

 

กาญ่ากับมนุษย์นิยม

 

จากข้อมูลของเลิฟล็อค โลกมีพฤติกรรมราวกับว่าเป็น superorganism ซึ่งประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตทั้งหมดและสภาพแวดล้อมทางวัตถุ ครั้นเมื่อเขาตั้งสมมติฐานกาญ่าขึ้นเป็นครั้งแรก แนวคิดใหม่นี้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในหมู่นักวิชาการมากพอๆ กับที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทั่วโลก แนวความคิดเกี่ยวกับกาญ่าเติบโตขึ้นจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สู่ขอบเขตของมนุษยนิยมในช่วงเวลาสั้นๆ มุมมองแบบกาญ่าของโลกได้ให้พารามิเตอร์สำหรับการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ต่างๆ โดยเน้นที่ความยืดหยุ่นอันทรงพลังต่อสิ่งรบกวนทุกรูปแบบ ไม่มีบทบาทพิเศษที่กำหนดให้กับมนุษย์ในแนวคิดของกาญ่า

 

สิ่งที่ต้องพิสูจน์นี้ เป็นมุมมองที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง และมนุษย์ต้องหาสถานที่ของตนเพื่อปรับตัวให้เป็นไปตามระเบียบธรรมชาติที่โลกกำหนด มนุษย์ต้องตอบสนองโดยรวมต่อกฎที่ไม่ได้เขียนไว้ของพระแม่ธรณี โดยตระหนักว่าตนเองเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ เพื่อประกอบเป็นโลกขึ้นมา

 

ความเข้าใจนี้ยังอธิบายแนวคิดต่างๆ เช่น นิเวศวิทยาเชิงลึก และปรัชญาคร่อมข้ามบุคคล โลกเริ่มต้นจากการเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมตนเองได้ และมนุษย์ควรจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของมัน อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปหลายพันปี ความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน นี่คือเหตุผลว่าทำไมการพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างกาญ่าและมนุษยนิยมในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องสำคัญ มีมิติใหม่สำหรับสมมติฐานกาญ่า เมื่อมนุษย์เพิ่มผลกระทบต่อโลก มนุษยชาติของโลกยังคงดำเนินต่อไปตลอดประวัติศาสตร์ และข้อเท็จจริงนี้นำเสนอกรณีศึกษาที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานที่ของเราบนโลก

 

ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น มนุษย์เริ่มได้รับบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้นภายในวงกลมแห่งกาญ่า ได้สร้างภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและทางกายภาพ และส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร การรักษาสมดุลกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่ละกลุ่มวัฒนธรรมได้พัฒนาวิธีของตนเองในการทำความเข้าใจธรรมชาติและวิธีที่มนุษย์ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

 

นักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกอธิบายว่ากาญ่าเป็นบูรณาการของปรากฏการณ์ทางชีวฟิสิกส์และเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในแง่ที่ง่ายกว่าและจริงกว่านั้น ความเป็นจริงสำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นภาพโมเสคของโลกที่ผูกพันกับวัฒนธรรม ซึ่งแต่ละโลกต่างพยายามที่จะต่อรองคุณค่าของความสมบูรณ์ทางสังคมและระบบนิเวศน์ไปสู่การรวมเป็นหนึ่งของโลกในที่สุด ความเป็นไปได้ในการวิจัยใหม่ได้รับการเปิดโดยวาทกรรมนี้ สมมติฐานของกาญ่าเป็นแรงบันดาลใจให้เราคิดใหม่และเปลี่ยนทิศทางสังคมวิทยาศาสตร์นี้อย่างแน่นอน และการไตร่ตรองถึงต้นกำเนิดในตำนาน ศาสนา และสุนทรียศาสตร์ที่มีอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ความคิดถึงอุดมคติโบราณ แต่การสำรวจกาญ่าหมายถึงการตระหนักถึงศักยภาพในการช่วยเหลือโลกจากวิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาที่เราซึ่งเป็นมนุษย์ได้ก่อขึ้นด้วยตัวเราเอง

 

บทวิพากย์กาญ่า

 

เลิฟล็อคระลึกถึงการละเลยอย่างเย็นชาจากมืออาชีพไปจนถึงสมมติฐานกาญ่าที่กินเวลาจนถึงปลายทศวรรษ 1970 จากนั้น สมมติฐานของกาญ่าเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยนักวิทยาศาสตร์หลายคนยังคงเป็นผู้ที่มีความคิดแบบอันตวิทยา ซึ่งบ่งชี้ว่าสมมติฐานมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งมีจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันตวิทยาในความหมายของคริสเตียนมักเน้นให้เห็นถึงแผนการของพระเจ้าเกี่ยวกับโลก เลิฟล็อคประสบปัญหาอย่างมากกับนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่พิจารณาทฤษฎี teleological เนื่องจากจำเป็นต้องมีการมองการณ์ไกลและการวางแผนโดยสิ่งมีชีวิต

 

ในสถานที่นี้สมมติฐานกาญ่าได้หยิบยกประเด็นของอันตวิทยาขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งถูกเปิดเผยโดยการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น ระบบนิเวศหรือกระบวนการวิวัฒนาการ ต่างก็สามารถมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง เลิฟล็อคกล่าวว่าทฤษฎีกาญ่าของเขาต้องการการตอบสนองในระบบ แต่ไม่รวมการรับรู้ การมองการณ์ไกล หรือความตั้งใจ การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเป็นไปโดยอัตโนมัติเสมอ และการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะแบ่งชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตที่เข้ากับเงื่อนไขหรือไม่ สมมติฐานกาญ่าได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากริชาร์ด ดอวกินส์ และฟอร์ด ดูลิตเติ้ล นักชีววิทยาระดับโมเลกุล พวกเขาโต้แย้งว่าสิ่งมีชีวิตในทฤษฎีนี้ต้องการการมองการณ์ไกลและการวางแผน และไม่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ นักวิทยาศาสตร์ดอว์คินส์และดูลิตเติ้ล ปฏิเสธความเป็นไปได้ของวงจรป้อนกลับที่พัฒนาขึ้นซึ่งจะทำให้ระบบกาญ่าอันมีเสถียรภาพ

 

พวกเขาโต้แย้งว่า กาญ่าไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้เอง จึงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ นอกจากนี้ กาญ่ายังถูกคัดค้านจากสตีเฟน ชไนเดอร์ นักภูมิอากาศวิทยา และ เอช.ดี. ฮอลแลนด์ นักธรณีวิทยา พวกเขายังอ้างว่าทฤษฎีนี้ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์เพียงพอ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะทดสอบด้วยการทดลองที่มีการควบคุม ในปี 1988 ชไนเดอร์จัดการประชุมกาญ่าขึ้นมา ซึ่งเป็นการประชุมของสหพันธ์ภูมิฟิสิกส์อเมริกัน เพื่อหารือเกี่ยวกับกาญ่าและความเป็นไปได้เท่านั้น การประชุมครั้งนี้ได้ข้อยุติหลักคิดแบบอันตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสมมติฐานกาญ่า ขณะที่เลิฟล็อคนำเสนอสมมติฐานกาญ่าเวอร์ชันใหม่ โดยเขาได้ละความพยายามที่จะโต้แย้งว่า กาญ่าจงใจหรือตั้งใจรักษาความสมดุลที่ซับซ้อนในสภาพแวดล้อมที่ชีวิตต้องการ เพื่อความอยู่รอด  สมมติฐานใหม่นี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นจากชุมชนวิทยาศาสตร์ เลิฟล็อคสนับสนุนสมมติฐานใหม่ของเขาด้วยการยกอุปมาเปรียบเปรยกับโลกของดอกเดซี่ที่บานหุบและแพร่กระจายตอบสนองสภาพแวดล้อมเพื่อรักษาและดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

 

การจำลองพารามิเตอร์ของโลกของดอกเดซี่ ด้วยคอมพิวเตอร์และใช้แนวทางทางคณิตศาสตร์พร้อมหลักฐานประกอบการพิจารณา ทำให้เลิฟล็อคสามารถพิสูจน์เสถียรภาพของภูมิอากาศที่ควบคุมโดยสิ่งมีชีวิต และแนวคิดที่ว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมตนเองได้ ไม่ใช่อันตวิทยา สมมติฐานใหม่ของกาญ่าระบุว่ากาญ่าเป็นสภาวะสมดุล เป็นภาวะที่สิ่งมีชีวิตมีอิทธิพลต่อโลกของสิ่งไม่มีชีวิตในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองสภาวะสมดุล และทำให้ผู้คนที่อยู่ร่วมสมัยกับเลิฟล็อคยอมรับและเชื่อ ระหว่างการประชุมกาญ่า เจมส์ เคิร์ชเนอร์ นักฟิสิกส์และนักปรัชญา เสนอว่าไม่ได้มีสมมติฐานของกาญ่าเพียงข้อเดียว แต่มีหลายสมมติฐาน จากนั้นเขาก็อธิบายกาญ่า 5 รูปแบบ ประกอบด้วย กาญ่าทรงอิทธิพล กาญ่าวิวัฒนาการร่วม กาญ่าสภาวะสมดุล กาญ่าอันตวิทยา และการปรับกาญ่าให้เหมาะสม หลังจากการวิพากษ์วิจารณ์เบื้องต้น สมมติฐานกาญ่าถือว่าเป็นส่วนสำคัญของวิทยาศาสตร์นิเวศวิทยา โดยเสนอให้ดาวเคราะห์เป็นสิ่งมีชีวิตเพื่อเป็นเป้าหมายของการศึกษาทั้งทางนิเวศวิทยาและมนุษยนิยม ปัจจุบันนักนิเวศวิทยาส่วนใหญ่มีความมั่นใจที่จะกำหนดลักษณะของชีวมณฑลว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และถือว่าสมมติฐานนี้อาศัยแนวคิดของชีวมณฑลและความหลากหลายทางชีวภาพ หลังจากประสบกับปัญหาต่างๆ มาแล้ว สมมติฐานของกาญ่าก็ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ในด้านนิเวศวิทยาในศตวรรษนี้

 

จริยธรรมพื้นฐานกาญ่า

 

ในมุมมองของเลิฟล็อค มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มเดียวที่อยู่รอบข้างแต่ก็อันตราย ควบคู่ไปกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีต่อระบบชีวิตของโลก ความกังวลพื้นฐานของเราที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง คือ การรักษาโลกให้เป็นไปตามที่เราต้องการ เลิฟล็อคเชื่อว่าแนวคิดในการดูแลโลกเป็นภาพสะท้อนของความเย่อหยิ่งของมนุษย์เรา พืชและสัตว์ขนาดใหญ่มีความหมายเหมือนกันกับโรยครีมลงบนหน้าเค้ก (สำนวนที่ว่า โรยครีมลงบนหน้าเค้ก - icing on the cake หมายถึง การมีสิ่งดีๆ บางอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามา ทำให้สิ่งดีๆ หรือเหตุการณ์ดีๆ ที่มันดีอยู่เเล้ว ดียิ่งขึ้นไปอีก) ซึ่งพื้นฐานของชีวิตที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับดาวเคราะห์ที่มีชีวิต เป็นสารัตถะของจุลชีววิทยาซึ่งมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมที่รับผิดชอบและการดำรงชีวิตของมนุษย์แต่ละคนและกลุ่มสังคม ดังนั้น ความคิดแบบกาญ่าได้เสนอทางเลือกให้กับมุมมองที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางที่ว่า โลกเป็นกลไกและทุกสิ่งสามารถถูกย่อส่วนเป็นส่วน ซึ่งเชื่อมโยงชีวิตกับกฎของฟิสิกส์และเคมี มุมมองใหม่เน้นความเชื่อมโยงกันของสิ่งมีชีวิตในโลกในฐานะสิ่งมีชีวิตที่รวมกันเป็นหนึ่ง

 

ตามมุมมองนี้ โลกนี้ไม่ใช่โลกของเครื่องจักร แต่เป็นโลกของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น ความเข้าใจเร่องที่กล่าวมาทั้งหมดตรงนี้จะช่วยเพิ่มความตระหนักว่าพวกเราไม่สามารถปฏิบัติต่อธรรมชาติในฐานะเครื่องจักร แต่เราสามารถดื่มด่ำกับโลกได้ในฐานะผู้มีส่วนร่วม ด้วยวิธีนี้ มุมมองโลกของผู้นิยมกาญ่าสามารถมีอิทธิพลต่อการสร้างจริยธรรมของเราที่เชื่อมโยงมนุษย์ ระบบนิเวศ และโลก มุมมองผู้นิยมกาญ่าอาจทำให้มนุษย์เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญ (เพราะเรามีสติและสะท้อนตัวเอง) เป็นส่วนหนึ่งของปฏิสัมพันธ์อันเพลิดพริ้ง ซึ่งกลายเป็นจุดนัดพบของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และการศึกษา ความเข้าใจเกี่ยวกับกาญ่าอาจกลายเป็นจุดสนใจสำหรับการศึกษาศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในผลกระทบของมนุษย์ต่อกระบวนการของดาวเคราะห์ เลิฟล็อคอธิบายว่ากาญ่าหมายถึงแนวคิดทางศาสนาเช่นเดียวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และในทั้งสองด้านก็สามารถจัดการได้ ดังนั้น พระเจ้าและกาญ่า เทววิทยาและวิทยาศาสตร์ แม้แต่ฟิสิกส์ ชีววิทยา และมนุษยศาสตร์ จึงไม่อาจแยกออกจากกันได้ หากแต่พวกเขาพยายามสร้างวิธีการมองโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน