หน้าเว็บ

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567

กระบวนการสร้างองค์ความรู้: ภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา

 

กระบวนการสร้างองค์ความรู้: ภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา

รองศาสตราจารย์พัฒนา ราชวงศ์ นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย

เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชา 104545 ระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2567 เวลา 1500-1700 น.

 

มนุษย์ได้รับความรู้จากความสามารถของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตที่สามารถคิด รู้สึก และรับรู้ ความรู้เป็นผลจากการรับรู้ และสิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้คนสัมผัสถึงวัตถุบางอย่าง การรับรู้เกิดขึ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส ความรู้ของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้รับผ่านทางตาและหู จุดประสงค์ของบทความนี้ คือ การอธิบายวิทยาศาสตร์จากมุมมองทางปรัชญาจากมุมมองของภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา ทั้งนี้ ปรัชญาสำคัญทั้งสามนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ โดยภววิทยาเป็นสาระสำคัญของการดำรงอยู่ซึ่งรวมเอาทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ ความรู้มาจากการชื่นชมและความเข้าใจของบุคคลต่อสถานการณ์ มนุษย์ในฐานะผู้ถูกกระทำพยายามแสดงออก รับรู้ และรู้จักวัตถุรอบตัว วัตถุนั้นอยู่ในรูปแบบของความจริงหรือข้อเท็จจริงที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นต่อความตระหนักรู้ที่มนุษย์มี ความรู้ได้มาผ่านกระบวนการทางปัญญา ซึ่งบุคคลจะต้องเข้าใจหรือรับรู้วิทยาศาสตร์ก่อนจึงจะรับรู้ถึงความรู้นั้นได้ ความรู้มีรากฐานอยู่สามประการ คือ รากฐานทางภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา

 

บทนำ

 

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าสร้างขึ้นโดยได้รับความสามารถทางกายภาพ จิตวิญญาณ และการคิด ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น มนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ และเป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่สามารถใช้ภาษาสื่อสารกันและกันได้ อย่างไรก็ดี มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นด้วยคุณสมบัติสามประการ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญด้านภาษา ความสามารถในการคิด และรูปลักษณ์ของร่างกายที่ไร้ที่ติ ด้วยสิทธิพิเศษดังกล่าวนี้ มนุษย์จึงได้รับข้อมูลตามความสามารถของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีความคิด มีความรู้สึก และมีระบบประสาทสัมผัส

 

ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งใดๆ ก็ตาม ล้วนนำไปสู่ความรู้ เมื่อมนุษย์ทำการแสวงหาความรู้ต่างๆ โดยใช้เทคนิคและเครื่องมือเฉพาะ ซึ่งความรู้เหล่านี้มีหลายประเภทและหลายประเด็นแตกต่างกันออกไป ความรู้บางประเภทเป็นความรู้แบบตรงๆ บางประเภทเป็นความรู้ทางอ้อม บางประเภทมีความยืดหยุ่น บางประเภทเป็นอัตวิสัย และลักษณะเฉพาะทาง และบางประเภทเป็นแบบตายตัว เป็นวัตถุประสงค์ และความรู้บางอย่างครอบคลุมทุกด้าน อย่างไรก็ดี ความรู้มีทั้งความรู้ที่แท้จริง (real knowledge) และความรู้ที่เป็นเท็จ (false knowledge) และประเภทและลักษณะของความรู้เหล่านี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาและวิธีการที่ใช้ในการรับความรู้ แน่นอนว่าการมีความรู้ที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เพราะการรู้คือผลลัพธ์ของการรับรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้คนรับรู้ถึงวัตถุบางอย่าง การรับรู้เกิดขึ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าของร่างกายมนุษย์ ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส มนุษย์เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายผ่านทางตาและหู

 

จะเห็นได้ว่าความรู้มีหลายประเภท และหนึ่งในนั้น คือ วิทยาศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ที่มีวัตถุแห่งการศึกษา เป็นโลกแห่งประสบการณ์ เป็นตัวกำหนดความจริงของความรู้นั้น และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้ การใช้เหตุผลแบบนิรนัย (deductive reasoning) และการใช้เหตุผลแบบอุปนัย (inductive reasoning) รวมกันเป็นรากฐานของความรู้ การกำหนดความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับจักรวาลโดยใช้แนวทางที่มีระเบียบวิธีและตรรกะเรียกว่า วิทยาศาสตร์ การมีอยู่ของแรงกระตุ้นสามประการ ประการแรก ความปรารถนาที่จะรู้ (desire to know) ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการที่จะอยู่รอด เป็นพื้นหลังของการสร้างวิทยาศาสตร์ ประการที่สอง ความปรารถนาของมนุษย์ที่จะเติมเต็ม (desire to fulfill) ความต้องการพื้นฐานและค้นพบระเบียบที่แท้จริง และประการที่สาม การกระตุ้นความสนใจ (encourage concerns) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความเป็นจริงของการดำรงอยู่ของมนุษย์เอง

 

ข้อมูลใดๆ ที่บุคคลมีนั้น จะถูกตั้งคำถามและประเมินโดยตัวเขาเองและผู้อื่นอยู่เสมอ หากคำตอบนั้นเป็นความรู้ที่เขามีนั้น เป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดๆ หรือเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ ก็จะมีภววิทยา (ontology) ของการมีความรู้นั่นเองที่ถือได้ว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญ ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับญาณวิทยา (epistemology) จะเป็นการค้นหาว่าความรู้นั้นได้จากที่ใด หรือวิธีการที่จะใช้ค้นหาให้พบและรับเอาความรู้นั้นมา ต่อประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการกำหนดให้มีวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เหล่านี้เพื่อประโยชน์สำหรับผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น เรียกอีกอย่างว่าการวิจัยเชิงคุณค่าวิทยา (axiology) ทั้งภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา ถือได้ว่าเป็นสามแง่มุมของความคิดเชิงปรัชญาที่มีความเชื่อมโยงกัน ภววิทยาและคุณค่าวิทยาของวิทยาศาสตร์จะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อมีการอภิปรายเกี่ยวกับญาณวิทยาของวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้น ภววิทยาของวิทยาศาสตร์จึงเชื่อมโยงกับญาณวิทยาของวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับคุณค่าวิทยาของวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ เนื่องจากการอภิปรายองค์ประกอบของการศึกษาปรัชญาแห่งวิทยาศาสตร์นั้นตั้งอยู่บนแบบจำลองของความคิดเชิงระบบ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น แนวคิดทั้งสามประการ คือ ภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา จึงไม่สามารถแยกจากกันได้

 

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนมีความสนใจที่จะอภิปรายเรื่องนี้เพิ่มเติมและได้นำเสนอในบทความเรื่อง "กระบวนการสร้างความรู้: ภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา" โดยยึดหลักอธิบายว่า เมื่ออภิปรายปรัชญาของวิทยาศาสตร์ แง่มุมทั้งสามของการคิดเชิงปรัชญาดังกล่าว จะไม่ถูกแยกออกจากกัน

 

วิทยาศาสตร์ตามแนวทางภววิทยา

 

ภววิทยา ญาณวิทยา และคุณค่าวิทยา เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เราสามารถนิยามคำว่า ภววิทยาได้ว่า เป็นสาระสำคัญของการดำรงอยู่ ซึ่งรวมถึงทุกสิ่งที่มีอยู่ (everything that exists) คำว่าภววิทยามาจากภาษากรีก ontos’ และ logos’ โดย ontos หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ ขณะที่ logos หมายถึง ความรู้ ภววิทยาถูกกำหนดให้เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการดำรงอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งที่มีอยู่หรือไม่

 

ภววิทยาเป็นอภิปรัชญา ภววิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของเหตุการณ์ ภายในระบอบของปรัชญา ภววิทยาเป็นประเด็นหลักสำคัญที่จำเป็รต้องกล่าวถึง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับ ความจริงและ ความเป็นจริง (reality & reality) หลักการที่สมเหตุสมผลจะถูกกล่าวถึงในภววิทยา จึงเรียกว่าเป็นการศึกษาเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับ การดำรงอยู่’ (existence) เพราะอภิปรายถึงขอบเขตของความอยากรู้และสิ่งที่คนอยากรู้ ขณะที่ ในแง่ของชีวิต ภววิทยาสามารถวิเคราะห์ผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้

 

การโต้แย้งเกี่ยวกับภววิทยาถูกเสนอโดยเพลโตด้วยทฤษฎีแห่งความคิด (theory of ideas) โดยเพลโตกล่าวว่าในจักรวาลนี้จะต้องมีความคิดที่เป็นสากลและมีธรรมชาติที่เป็นนิรันดร์ สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมสิ่งที่เราเห็นจึงเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เราเห็นเหล่านั้นจึงเป็นเพียงเงา ไม่ใช่สาระสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่มองเห็นด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์จึงเป็นเพียงเงาเท่านั้น

 

ภววิทยาเกิดขึ้นจากคำถามหลายข้อที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา นั่นทำให้เกิดสำนักคิดภายใต้หลักปรัชญาภวิทยาขึ้นมาหลายสำนัก โดยสำนักคิดหลักๆ ได้แก่ สำนักคิดธรรมชาติวิทยา (naturalism) สำนักคิดวัตถุนิยม (materialism) สำนักคิดจิตนิยม (idealism) และสำนักคิดรูปลักษณ์วิทยา (hylomorphism) ทั้งนี้สำนักคิดแรก ธรรมชาติวิทยา ภายในขอบเขตทางความคิดของสำนักนี้ เห็นว่าทุกสิ่งที่เป็นจริงย่อมมีธรรมชาติของมันเอง สิ่งที่หมายถึงความเป็นจริง คือ สิ่งที่เป็นอยู่ ดังนั้น จึงต้องทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า อะไรคือความเป็นจริง ด้วยหลักการของสำนักคิดธรรมชาติวิทยานี้ อธิบายได้ว่าความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สามารถศึกษาได้ ผ่านแนวทางเชิงประจักษ์ต่อองค์ประกอบที่มีอยู่

 

สำนักคิดที่สอง สำนักคิดวัตถุนิยม ภายในอาณาจักรของสำนักคิดนี้ จักรวาลประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กหรือสารจุลภาค นอกจากนี้สำนักคิดนี้ยังอธิบายเน้นย้ำด้วยกฎแห่งพลวัต (laws of dynamics) ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งในยุคสมัยนี้ ระบบความคิดของสำนักคิดวัตถุนิยมล้วนเกี่ยวข้องกับสมการที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ E = MC2 โดยที่ E มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนกับมวล M ความแตกต่างระหว่างแนวความคิดแบบวัตถุนิยมในปัจจุบันและอดีตนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ได้รับการพิสูจน์โดยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ที่รวดเร็วที่พบในยุคปัจจุบัน บทบัญญัติพื้นฐานที่ใช้ในกระแสนี้ คือ วัตถุ ในขณะที่บทบัญญัติที่ใช้ในกระบวนการพัฒนา คือ วิวัฒนาการ

 

สำนักคิดที่สาม สำนักคิดจิตนิยม กระแสของความคิดแบบจิตนิยมนั้น เร่มต้นมาจากคำว่า ความคิด-idea’ ซึ่งหมายถึง ความคิดหรือแนวความคิด ที่เชื่อกันว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของความเป็นจริง จะต้องมีสิ่งที่ตรงกันข้ามหรือสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็น ทั้งนี้ เราถือว่าในระดับจักรวาลมีความต่อเนื่องเกี่ยวโยงกับระดับอื่นๆ หากมนุษย์เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณระดับอื่นๆ จึงสามารถกล่าวได้ว่า ระดับทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพียงแค่สถานะของวัตถุทางกายภาพจึงไม่สมบูรณ์และไม่นำไปสู่ความจริงที่แท้จริงได้

 

และสำนักคิดที่สี่ สำนักคิดรูปลักษณ์วิทยา ซึ่งคำว่า hylomorphism มาจากภาษากรีก hylo’ หมายถึงสสาร และ morph’ หมายถึงรูปลักษณ์ ดังนั้น การอภิปรายตามหลักคิดของสำนักคิดรูปลักษณ์วิทยา จึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสสารและธรรมชาติของรูปลักษณ์ ตัวอย่างของวัตถุในมนุษย์หมายความว่ามนุษย์ประกอบด้วยสสารและรูปลักษณ์ที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์สามารถรับรู้ได้ ทุกสิ่งที่มีอยู่จะต้องมีสาระสำคัญ แต่ทุกสิ่งที่มีสาระสำคัญสามารถแยกออกจากการมีอยู่ได้ สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้เพราะสาระสำคัญไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่น่าจะเป็นไปได้ที่การมีอยู่โดยไม่มีสาระสำคัญจะเกิดขึ้น

 

ทั้งหมดที่กล่าวมา จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ของภววิทยาในฐานะการศึกษาปรัชญา ซึ่งประกอบด้วย 1) มีบทบาทในการพัฒนาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบความคิดที่มีอยู่ต่างๆ 2) สามารถแก้ไขปัญหาในรูปแบบของการดำรงอยู่และความสัมพันธ์การดำรงอยู่ และ 3) ช่วยสำรวจขอบเขตของปัญหาในสาขาวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยที่ภววิทยามีลักษณะเฉพาะ ดังนี้

 

1. ภววิทยา คือ การศึกษาความหมายของ การมีอยู่ และ การเป็นอยู่ โดยอภิปรายลักษณะสำคัญของสิ่งที่มีอยู่ในตัวมันเอง โดยอิงจากรูปแบบนามธรรมของมัน

2. ภววิทยา คือ สาขาหนึ่งของปรัชญาที่ใช้หมวดหมู่บางหมวดหมู่เพื่ออภิปรายโครงสร้างและลำดับของความเป็นจริงอย่างละเอียดที่สุด หมวดหมู่เหล่านี้ได้แก่ การเป็นหรือการกลายเป็น ศักยภาพหรือความเป็นจริง การปรากฏหรือความเป็นจริง การดำรงอยู่หรือสาระสำคัญ การเปลี่ยนแปลง ความสมบูรณ์แบบ พื้นที่ และกาลเวลา

3. ภววิทยา คือ สาขาหนึ่งของปรัชญาที่อธิบายธรรมชาติของการดำรงอยู่ ตัวอย่างเช่น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่แน่นอน ชั่วนิรันดร์ สมบูรณ์แบบ และบางสิ่งที่แน่นอน

4. ภววิทยา คือ สาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาความจริงหรือภาพ ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือปรากฏให้เห็น เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ภววิทยามีลักษณะเฉพาะ 8 ประการด้วยกัน 1) มีแนวคิดเรื่องความรู้เชิงประจักษ์แต่ไม่มีแนวคิดเรื่องการเปิดเผย 2) ความรู้มาจากการวิจัย 3) เคารพแนวทางสำหรับการตรวจสอบ การอธิบาย ความสามารถในการทำซ้ำและความเปิดกว้าง การตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นแก่นแท้ และวิธีการทดลองอื่นๆ 4) ความรู้เป็นวัตถุวิสัย มีเหตุผล มีระเบียบวิธี เป็นระบบ เป็นกลาง และสังเกตได้ 5) มีแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับกฎธรรมชาติที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว 6) มีสมมติฐานและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ 7) ค้นคว้ารูปแบบของความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในเทคโนโลยี และ 8) การรับรู้แนวคิดและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับตรรกะทางวิทยาศาสตร์

 

ภววิทยามีบทบาทสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนที่ต้องการขยายความรู้เกี่ยวกับจักรวาลและการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ เช่น มานุษยวิทยา สังคมวิทยา การแพทย์ ฟิสิกส์ วิศวกรรมศาสตร์ วัฒนธรรม และอื่นๆ ภววิทยาคือสาระสำคัญของสิ่งที่เรียนรู้หรือความรู้ในตัวมันเอง ภววิทยาคือทฤษฎีเกี่ยวกับความหมายของวัตถุแห่งการวิจัยหรือแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความรู้นั้น

 

วิทยาศาสตร์ตามแนวทางญาณวิทยา

 

รากฐานของญาณวิทยาเป็นการอภิปรายถึงวิธีการดำเนินการกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ผ่านวิธีการ ขั้นตอน และกิจกรรมเกี่ยวกับความรู้ ญาณวิทยาเป็นทฤษฎีความรู้หรือความคิดในสาขาหนึ่งของปรัชญาที่อภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้าง ต้นกำเนิด ความถูกต้อง พลวัต และวิธีการในการกำหนดความรู้ของมนุษย์ ญาณวิทยาเชิงปรัชญาอภิปรายเกี่ยวกับความจริงและความรับผิดชอบของวิทยาศาสตร์ ความรู้ดังกล่าวได้มาอย่างไร เกณฑ์สำหรับความรู้คืออะไร เราจะบรรลุความรู้ที่แท้จริงได้อย่างไร เรื่องนี้จะถูกอภิปรายในญาณวิทยาเนื่องจากมีขั้นตอนหรือวิธีการในการรับความรู้

 

ญาณวิทยามาจากคำภาษากรีก ‘episteme’ ซึ่งหมายถึงความรู้ และ ‘logos’ ซึ่งหมายถึงความรู้หรือจิตใจ คำว่า episteme มาจากคำกริยา episteme ซึ่งหมายถึงการวางรากฐาน ปลดปล่อยสิ่งที่รกรุงรัง หรือวางตำแหน่ง ดังนั้น episteme จึงสามารถตีความตามตัวอักษรได้ว่าเป็นความรู้

 

ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาธรรมชาติของความรู้ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 4 ประเด็น คือ 1) แหล่งความรู้ 2) วิธีการบรรลุความรู้ 3) เครื่องมือในการบรรลุผลสำเร็จของความรู้ และ 4) การจำแนกประเภทของความรู้หรือขอบเขตของความรู้

 

ด้วยหลักคิดของญาณวิทยาจะทำให้เห็นได้ว่ามีความลับอย่างหนึ่งอยู่เบื้องหลัง ความลึกลับ ของความเข้าใจหรือความหมายที่ยากจะเข้าใจ คำจำกัดความของญาณวิทยาเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ที่มีความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างกัน ญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตของความรู้และธรรมชาติของความรู้ รากฐานของญาณวิทยาของวิทยาศาสตร์สะท้อนอยู่ในวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยพื้นฐานแล้ว วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการรวบรวมหรือรับความรู้ตามกรอบความคิดเชิงตรรกะ การทำความเข้าใจสมมติฐานจากกรอบความคิดนั้น และดำเนินการตรวจสอบสมมติฐาน

 

ญาณวิทยามีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นๆ หลายรูปแบบ

 

1. ความสัมพันธ์ระหว่างญาณวิทยากับตรรกศาสตร์ ตรรกศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีคิดที่ถูกต้อง คือ วิธีการที่จิตใช้เพื่อทำความเข้าใจความจริงภายนอก เช่น การพิสูจน์และอธิบาย

2. ความสัมพันธ์ระหว่างญาณวิทยากับปรัชญา ปรัชญาเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับการดำรงอยู่หรืออภิปรัชญา ความเป็นจริงภายนอก และธรรมชาติของการดำรงอยู่ ในขณะที่ปรัชญา (อภิปรัชญา) เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับการดำรงอยู่โดยหลักการทั่วไป จากแนวคิดทางปรัชญาทั้งสองนี้ จึงสันนิษฐานว่าเป็นธรรมชาติ ความถูกต้องของเหตุผลในการทำความเข้าใจความจริง และความสามารถ

3. ความสัมพันธ์ระหว่างญาณวิทยากับศาสตร์แห่งการตีความและเทววิทยา เทววิทยาเป็นศาสตร์ที่อภิปรายเกี่ยวกับข้อเสนอและการเตรียมการโต้แย้งในการปกป้องศาสนาและบทบาทของศาสนา ในขณะที่ศาสตร์แห่งการตีความเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการตีความพระคัมภีร์ ดังนั้น ญาณวิทยาจึงมีบทบาทสำคัญสำหรับทั้งสองศาสตร์ เนื่องจากจุดจบของการอภิปรายนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับญาณวิทยา

 

วิทยาศาสตร์ตามแนวทางคุณค่าวิทยา

 

คุณค่าวิทยา (axiology) เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่กล่าวถึงวิธีใช้ อย่างที่ทราบกันดีว่าวิทยาศาสตร์สามารถมอบความสะดวกสบายและความเจริญรุ่งเรืองให้กับมนุษย์ได้ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าอะกซิโอโลยีมีบทบาทสำคัญในกระบวนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ คุณค่าวิทยา มาจากคำภาษากรีกว่า axim’ ซึ่งแปลว่าคุณค่า คุณค่าทางคุณค่าวิทยาเกี่ยวข้องกับความเหมาะสม ดีหรือไม่ดี ความรู้เหมาะสมหรือไม่

 

คุณค่าวิทยา คือ การศึกษาเกี่ยวกับบรรทัดฐานหรือค่านิยม (norms or values) ซึ่งค่านิยมเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น สิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม สิ่งนั้นถูกหรือผิด โดยคุณค่าวิทยาเป็นความรู้ที่สืบเสาะลักษณะของคุณค่าตามหลักปรัชญา จากคำจำกัดความข้างต้นสรุปได้ว่าปัญหาหลักในคุณค่าวิทยา คือ ค่านิยม ทั้งนี้ค่านิยมในปรัชญาหมายถึงประเด็นทางจริยธรรมและสุนทรียศาสตร์ เป็นจริยธรรมเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ในแง่ที่ว่าดีหรือไม่ดีในสภาวะที่เกี่ยวข้องกับบรรทัดฐาน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสุนทรียศาสตร์เกี่ยวข้องกับคุณค่าของความงามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและปรากฏการณ์รอบข้าง

 

การพัฒนาชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับคุณค่าวิทยา ประการแรก ทำให้สามารถเลือกสิ่งที่ต้องทีการศึกษาได้อย่างเหมาะสม โดยไม่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ดูหมิ่นเพื่อนมนุษย์ และไม่แทรกแซงค่านิยมที่เป็นอำนาจ หลักการ และความต้องการทางการเมือง ประการที่สอง ช่วยเหลือในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถสร้างความจริงแท้ได้อย่างซื่อสัตย์และไม่มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ส่วนตัว และประการที่สาม มาตรฐานการครองชีพสามารถปรับปรุงได้ผ่านการพัฒนาความรู้โดยใส่ใจศักดิ์ศรีของมนุษย์และธรรมชาติ หรือการอนุรักษ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบและการใช้วิทยาศาสตร์ที่เป็นสากล

 

คุณค่าวิทยาช่วยอธิบายสิ่งสำคัญสองสิ่ง คือ แนวทางของปรัชญาในการแก้ปัญหา และประโยชน์ของปรัชญา ความรู้มีความสำคัญสำหรับมนุษย์ เพราะด้วยความรู้ มนุษย์สามารถตอบสนองความต้องการและความจำเป็นได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว กล่าวได้ว่าการมีความรู้สามารถเป็นวิธีการบรรลุเป้าหมายในชีวิต ทั้งนี้ปรัชญาช่วยทำให้ทราบอะไรหลายๆ อย่างด้วยการมองสามสิ่ง คือ ปรัชญาอาจเป็นวิธีแก้ปัญหา เป็นวิถีชีวิต และเป็นการรวบรวมทฤษฎี

 

กระบวนการก่อเกิดความรู้

 

ความรู้เป็นกระบวนการของความพยายามของมนุษย์ ที่จะรู้ เพื่อว่าเมื่อมีความรู้แล้ว มนุษย์จะสามารถตัดสินใจ/บอกความจริงที่ถูกต้อง และแน่นอนอย่างยิ่งว่าแต่ละบุคคลจะสามารถดำเนินชีวิตได้

 

ลักษณะของความรู้

 

ความรู้เป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากชีวิตมนุษย์ไม่ได้ อริสโตเติลเคยกล่าวว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีความปรารถนาที่จะรู้ ดังนั้นกิจกรรมเกี่ยวกับความรู้จึงเป็นกิจกรรมที่เข้ามาเติมเต็มคุณลักษณะของควมเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ความรู้เป็นกระบวนการตั้งคำถามถึงความเป็นจริงของผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ อีกทั้งความรู้ยังเป็นผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์อีกด้วย ญาณวิทยาเป็นพื้นฐานสำหรับการได้มาซึ่งความรู้ คนส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รู้เกี่ยวกับผลลัพธ์ของความรู้ ไม่เคยตั้งคำถามว่าความรู้มาจากไหน และกระบวนการกำเนิดของความรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทัศนคติที่เน้นปฏิบัติจริงของมนุษย์ทำให้ระดับความรู้ที่คนส่วนใหญ่มีนั้นตื้นเขินและไม่ลึกซึ้ง

 

ความรู้มีที่มาจากการชื่นชมและเข้าใจสถานการณ์ มนุษย์ในฐานะผู้ถูกกระทำจะพยายามแสดงออก รับรู้ และรู้จักวัตถุที่อยู่รอบตัว โดยวัตถุนั้นจะอยู่ในรูปแบบของความจริงหรือข้อเท็จจริง (reality or facts) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นต่อความตระหนักรู้ที่มนุษย์มีอยู่ ความตระหนักรู้คือกระบวนการประมวลผลสิ่งกระตุ้นที่เกิดขึ้นจากวัตถุที่ต้องการรู้ ความตระหนักรู้มีบทบาทสำคัญในการเกิดความรู้ จิตสำนึกเป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่มีลักษณะทางจิตวิทยา เป็นผลจากการโต้ตอบกันระหว่างเหตุผล ความรู้สึก และเจตจำนงในลักษณะสมดุลและพลวัต จิตสำนึกทำหน้าที่เป็นตัวประมวลผลผลลัพธ์ที่รับรู้ได้จากวัตถุที่พบในกระบวนการหรือการกระทำของการรู้ หากใครรับรู้วัตถุโดยขาดความตระหนักรู้ วัตถุนั้นก็จะผ่านไปเท่านั้น และไม่ก่อให้เกิดความรู้สำหรับผู้ถูกกระทำ ความตระหนักรู้จะกลายเป็นตัวกำหนดเนื้อหาของความรู้ที่ผู้ถูกกระทำประมวลผลเพื่อให้ความรู้นั้นมีความหมาย

Rectangle: Rounded Corners: the subject processes and processes stimuli from the object Oval: knowledge
Oval: object provides stimulus
 

 

 

 

 

 

 

 

 แผนภาพแสดงความตระหนักของการก่อเกิดเป็นความรู้

 

การแสดงความเข้าใจและการแสดงออกถึงลักษณะของความรู้ได้อย่างเหมาะสมนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับจุดเริ่มต้นของกระบวนการความรู้ ซึ่งหมายความว่าความรู้จะเกิดขึ้นได้ หากมีแนวคิดเรื่องความรู้ แนวคิดเรื่องความรู้เกิดขึ้นได้เนื่องจากมีรูปแบบการแสดงออกที่แตกต่างกันมากมาย มนุษย์ทุกคนโดยทั่วไปสามารถแสดงความคิดของตนผ่านคำพูดที่ปรากฏและในขณะเดียวกันก็รู้ความคิดนั้น แนวคิดเรื่องความรู้ประกอบด้วยความรู้ 3 ประเภท ได้แก่ รู้ว่าอย่างไร รู้ว่าใคร ที่ไหน อะไร และรู้ว่าเป็นสิ่งใดเพราะมีสิ่งอื่นเปรียบเทียบ

 

แหล่งที่มาของความรู้ Source of Knowledge

 

ความรู้ได้มาโดยกระบวนการทางปัญญา โดยบุคคลจะต้องเข้าใจหรือรับรู้วิทยาศาสตร์เสียก่อน จึงจะทราบถึงความรู้ดังกล่าวได้ มีสิ่งสำคัญ 6 ประการ ที่เป็นเครื่องมือในการค้นหาการเกิดขึ้นของความรู้ ได้แก่

 

1. ประสบการณ์บนความรู้สึก

 

ประสบการณ์บนความรู้สึกหรือบนประสาทสัมผัส (sense–experience) ถือเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางประสาทสัมผัส เราสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ นอกตัวเราได้ การเน้นย้ำอย่างหนักแน่นต่อความเป็นจริงนี้เรียกว่า สัจนิยม (realism) ที่จะทำให้ทราบได้เฉพาะข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่กลายเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น โดยอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้เมื่อมีความไม่สมดุลในอุปกรณ์รับความรู้สึกทั้งหมด

 

2. การให้เหตุผล

 

การใช้เหตุผล (reasoning) เป็นผลงานของเหตุผลที่รวมเอาความคิดสองอย่างหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหลักการทางความคิด เช่น หลักการแห่งเอกลักษณ์ (principle of identity) หรือหลักการแห่งความคล้ายคลึงกัน (principle of similarity) ในความหมายที่ว่าสิ่งหนึ่งจะต้องเหมือนกับตัวมันเอง (A=A) ด้วยหลักการแห่งความขัดแย้ง (principle of contradiction) หากความเห็นสองอย่างเกิดขัดแย้งกัน ความเห็นทั้งสองประการก็ไม่สามารถเป็นจริงในเวลาเดียวกันได้ หรือในสิ่งเดียวกันก็ไม่สามารถมีคำทำนายที่ขัดแย้งกันได้ถึงสองคำทำนายในเวลาเดียวกันได้ และบนหลักการที่ไม่มีความเป็นไปได้ที่สาม (principium tertii exclusion) ความเห็นสองข้อที่ขัดแย้งกันไม่สามารถเป็นทั้งถูกและผิดได้ ความจริงจะพบได้ในสองประการใดประการหนึ่งเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องมีความเห็นหรือความเป็นไปได้ที่สาม

 

ความรู้ที่เป็นไปตามเหตุผล (rational knowledge) คือ ความรู้ที่ได้มาจากการฝึกฝนตามเหตุผลหรือตามเหตุผลเท่านั้น ไม่ได้มาจากการสังเกตเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่น ความร้อนวัดด้วยระดับความร้อน น้ำหนักวัดด้วยตาชั่ง และระยะทางวัดด้วยเมตร

 

3. อานุภาพ

 

อานุภาพ (authority) คือ อำนาจของบุคคลหรืออำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มของบุคคล โดยบุคคลๆ นั้นถือเป็นแหล่งความรู้ เนื่องจากกลุ่มของเขารู้จักใครบางคนที่มีอำนาจเหนือความรู้ของเขา ดังนั้น ความรู้ดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการทดสอบอีกต่อไป เนื่องจากอำนาจของบุคคลนั้น

 

4. สัญชาตญาณ

 

สัญชาตญาณ (intuition) คือ ความสามารถที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ (เป็นกระบวนการทางจิตวิทยา) ในการรับรู้บางสิ่งบางอย่างหรือสร้างรูปแบบของความรู้ออกมา มนุษย์ได้รับความรู้ที่เกิดด้วยสัญชาตญาณจากภายในตัวของพวกเขาเอง เมื่อพวกเขาได้สัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาตญาณที่สูง มนุษย์ต้องพยายามผ่านการคิดและการพิจารณาอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัตถุใดวัตถุหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว สัญชาตญาณเป็นวิธีการในการรับความรู้ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้เหตุผล ประสบการณ์ และการสังเกตทางประสาทสัมผัส ตัวอย่างเช่น การอภิปรายเกี่ยวกับความยุติธรรม คำจำกัดความของความยุติธรรมจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ที่เข้าใจ ความยุติธรรมมีคำจำกัดความมากมาย นี่คือจุดที่สัญชาตญาณเข้ามามีบทบาท

 

5. ความรู้แจ้ง

 

ความรู้แจ้งหรือการตรัสรู้ (revelation) คือ ความรู้ที่ได้รับจากพระเจ้าผ่านทางศาสดาและผู้ส่งสารของพระองค์เพื่อประโยชน์ของผู้คนของพระองค์ พื้นฐานของความรู้คือความเชื่อในสิ่งที่ถ่ายทอดโดยแหล่งที่มาของการเปิดเผยนั้นเอง จากความเชื่อนี้จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อแห่งความรู้ที่เปิดเผย ซึ่งมนุษย์ได้รับจากการเปิดเผยที่พระเจ้าประทานให้ ความรู้จากการเปิดเผยนั้นอยู่ภายนอก หมายความว่าความรู้มาจากภายนอกมนุษย์ ความรู้จากการเปิดเผยนั้นให้ความสำคัญกับความเชื่อมากกว่า

 

6. ความศรัทธา

 

ความเชื่อก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา (faith)  หรือความเชื่อ (belief) ความเชื่อนี้มีพื้นฐานอยู่บนคำสอนทางศาสนาซึ่งแสดงออกผ่านบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ทางศาสนา ความเชื่อมั่นยังถือเป็นความสามารถทางจิตวิทยาซึ่งเป็นการเติบโตของความเชื่อ โดยทั่วไปความเชื่อจะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวได้ตามบริบท ขณะที่ความเชื่อมักจะเป็นแบบคงที่

 

สำหรับวิธีการแสวงหาความรู้นั้น บุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่ง มีวิธีการแสวงหาความรู้ที่มีประโยชน์ของตนเอง ซึ่งวิธีการแสวงหาความรู้ สามารถจำแนกได้ดังนี้

 

 

1. วิธีการให้เหตุผล

 

ลัทธิเหตุผลนิยม (rationalism) เป็นสำนักคิดที่มีความยึดมั่นว่า ความรู้ที่แท้จริงต้องอาศัยเหตุผล และเหตุผลดังกล่าวเป็นพื้นฐานของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สำนักคิดนี้ดูถูกความรู้ที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัส ไม่ใช่ในแง่การปฏิเสธคุณค่าของประสบการณ์ และมองว่าประสบการณ์เป็นสิ่งกระตุ้นจิตใจหรือความรู้สึก ความจริงและความผิดพลาดอยู่ในจิตใจของเรา ไม่ใช่ในสิ่งที่ประสาทสัมผัสสามารถดูดซับได้

 

2. วิธีการเชิงประจักษ์

 

นักปรัชญาประจักษ์นิยม (empiricist philosopher) มองว่าแหล่งความรู้มีเพียงแหล่งเดียว คือ ประสบการณ์และการสังเกตของประสาทสัมผัส ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รับรู้โดยประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์เป็นแหล่งที่มาของความรู้ ความคิดที่เป็นจริงทั้งหมดมาจากข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น ความรู้ทั้งหมดของมนุษย์จึงเป็นความรู้เชิงประจักษ์

 

3. วิธีการวิพากษ์

 

ความรู้มี 3 ประเภท ประการแรก คือ ความรู้เชิงวิเคราะห์ (analytical knowledge) ซึ่งรวมเอาคำทำนายไว้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือรู้จักคำทำนายผ่านการวิเคราะห์สิ่งสองสิ่งร่วมกัน ตัวอย่างเช่น วงกลมเป็นทรงกลม ประการที่สอง คือ  การสังเคราะห์ความรู้เป็นหลังเหตุการณ์ (knowledge synthesis) ซึ่งคำทำนายเกี่ยวข้องกับวิชาตามประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ตัวอย่างเช่น วันนี้ฝนตกเป็นผลจากการสังเกตทางประสาทสัมผัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลังจากสังเกตแล้ว ฉันได้กล่าวว่า S = P และประการที่สาม คือ ความรู้สังเคราะห์แบบปริยาย (priori synthetic knowledge) ซึ่งยืนยันว่าต้องใช้เหตุผลและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสในเวลาเดียวกัน วิทยาศาสตร์ที่แน่นอนและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติล้วนสังเคราะห์แบบปริยาย

 

4. วิธีปฏิฐานนิยม

 

วิธีปฏิฐานนิยม (positivism) มักเกิดจากสิ่งที่รู้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและเป็นไปในเชิงบวก สิ่งที่รู้ในทางบวกคืออาการทั้งหมดหรือสิ่งที่ปรากฏ ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธอภิปรัชญา สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้นั้นเกี่ยวกับความเป็นจริงและการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ มากกว่าการศึกษาธรรมชาติหรือความหมายของข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านั้น ออกุสต์ กอมเต้ (August Comte) คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับวิธีปฏิฐานนิยม เขาแบ่งพัฒนาการคิดของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเทววิทยา (theological stage) ขั้นอภิปรัชญา (metaphysical stage) และขั้นวิทยาศาสตร์ปฏิฐานนิยม (scientific positive stage)

 

ที่สำคัญ กระบวนการรับความรู้เป็นกระบวนการรับพฤติกรรมที่มีต้นกำเนิดจากความรู้ กล่าวคือ ก่อนที่บุคคลจะรับพฤติกรรมใหม่ กระบวนการต่างๆ หลายอย่างจะเกิดขึ้นภายในบุคคลนั้น ได้แก่

 

1. ขั้นตระหนักรู้ (awareness) คือ บุคคลจะตระหนักรู้ว่ามีสิ่งเร้าหรือสิ่งเร้าใดๆ เข้ามาหาเขา

2. ขั้นสนใจ (interest) คือ บุคคลจะเริ่มสนใจสิ่งเร้านั้น

3. ขั้นประเมินหรือพิจารณา (evaluation or considering) ว่าบุคคลจะพิจารณาว่าสิ่งเร้านั้นดีหรือไม่ดีสำหรับเขา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทัศนคติของบุคคลดีขึ้น

4. ขั้นทดลอง (trial) คือ บุคคลเริ่มลองพฤติกรรมใหม่ๆ

5. ขั้นปรับตัว (adaptation) คือ บุคคลมีพฤติกรรมใหม่จากความรู้ ทัศนคติ และความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งเร้านั้น

 

สรุปผล

 

ความรู้ คือ กระบวนการที่มนุษย์พยายามเรียนรู้เพื่อให้มีความรู้เพื่อให้มนุษย์สามารถตัดสินใจ/ค้นหาความจริงที่ถูกต้องและแน่นอนเพื่อดำเนินชีวิตได้ ความรู้มีพื้นฐานอยู่ 3 ประการ ได้แก่ พื้นฐานทางภววิทยา ซึ่งวิเคราะห์วัตถุจากวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของวัตถุเชิงประจักษ์ จากนั้น พื้นฐานทางญาณวิทยา จะวิเคราะห์กระบวนการรวบรวมวิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงพื้นฐานทางคุณค่าวิทยา ซึ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการตอบสนองความต้องการเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์

 

ที่มา - Rina Fatiya Rosida, Laily Nur Amaliah,I Ketut Mahardika* & Suratno (2023). ‘The process of forming knowledge: In the study of ontology, epistemology, and axiology’. International Journal for Educational and Vocational Studies, Vol. 5, No. 1: pp.13-18.

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567

สันติภาพลวงเพื่อแอบอ้างสิทธิ์ในดินแดน

สันติภาพลวงเพื่อแอบอ้างสิทธิ์ในดินแดน

พัฒนา ราชวงศ์ นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย

การนำเสนอในสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์เต็มไปด้วยภาพความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์และอิสราเอล โชคดีสำหรับพวกเราส่วนใหญ่ นั่นคือวิธีที่เราประสบกับสงคราม ผ่านการนำเสนอของสื่อและวาทศิลป์ทางการเมืองที่จัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อขอการสนับสนุนและความเห็นอกเห็นใจ เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวอ้างของวอลเซอร์ที่ว่า สงครามที่ถูกมองว่าไม่ยุติธรรม เป็นสงครามที่ไม่ชอบ และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐที่เกิดขึ้น ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ของความขัดแย้งที่มีเป้าหมายการต่อสู้ไปสู่สงคราม ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งศีลธรรมอันสูงส่ง แบบนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นการเมืองมากกว่าการปฏิบัติสงครามที่เราประเมินและตอบสนอง

แม้ว่าสารัตถะในบทนี้จะได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการบิดเบือนของภาพลักษณ์ความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์-อิสราเอล แต่ก็ยังคงจะคำนึงถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นการแสดงออกและการหาเหตุผลของความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่มาให้ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือลักษณะที่รัฐปาเลสไตน์ถูกนำเสนอให้เป็นรัฐตัวอ่อน (embryonic Palestinian state) มีสภาพล้มเหลวในกิจการสร้างสรรค์นโยบายต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะถูกเข้าใจว่าเป็นรัฐที่มีอธิปไตย ขณะเดียวกันก็เผชิญหน้ากับข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยถูกปฏิเสธความสามารถในการใช้อำนาจ ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ถูกปฏิเสธไม่ให้มีสถานะในการปฏิบัติหน้าที่ การจัดตั้งหน่วยงานปาเลสไตน์ทำให้หน่วยงานทางการเมืองที่เป็นตัวอ่อนถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้โกง ที่ไม่เต็มใจที่จะป้องกันการกระทำของการก่อการร้าย กรณีศึกษาที่นำมานี้แสดงให้เห็นว่าภูมิรัฐศาสตร์ภายในรัฐ จากมุมมองของแกรมสเกียนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้อำนาจและทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอลงอย่างไร และท้ายที่สุดแล้ว การวิเคราะห์ความขัดแย้งนี้ช่วยให้เห็นได้ว่าพลวัตของสงครามและสันติภาพนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ทางการเมืองของความขัดแย้งอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีที่ชาวปาเลสไตน์ถูกจำกัดด้วยการละทิ้งภูมิศาสตร์การต่อต้านที่จัดตั้งขึ้น และสร้างพื้นที่อำนาจรัฐท่ามกลางข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง

ภูมิรัฐศาสตร์ของการเริ่มต้นสร้างสันติภาพ

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับดินแดน 3 ประการเพื่อที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ได้ถูกนำเสนอและเผยแพร่ไปแล้วนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอ่าวปี 1991 แต่ถึงแม้จะมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายในกระบวนการนี้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่มีความหมายใดๆ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางของพวกเขาที่จะเป็น ดินแดนแห่งสันติภาพ” “สันติภาพที่ครอบคลุมและ สันติภาพเพื่อสันติภาพซึ่งแต่สมการที่จินตนาการเอาไว้เหล่านี้ ประกอบด้วยองค์ประกอบดินแดนที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนตีความแตกต่างกันออกไป

แนวคิดเกี่ยวกับแผ่นดินเพื่อสันติภาพ  (land-for-peace concept) เคยเป็นและยังคงเป็นสูตรสำเร็จที่ได้รับการยอมรับในระดับสูงสุดในประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งยังเป็นที่รู้จักกันในนามวิธีแก้ปัญหาของสองรัฐสำหรับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ แนวทางของสูตรสำเร็จที่ว่านี้ คือ อิสราเอลต้องปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 242 และ 338 ซึ่งเรียกร้องให้อิสราเอลถอนตัวออกจากดินแดนที่ถูกยึดครองโดยกำลังทหารในสงครามเดือนมิถุนายน 1967 ซึ่งก็คือพื้นที่เวสต์แบงก์และฉนวนกาซา รวมทั้งกรุงเยรูซาเลมตะวันออกด้วย น่าสังเกตว่าอิสราเอลละเมิดข้อมติเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมมาเป็นเวลา 35 ปีแล้ว เมื่ออิสราเอลปฏิบัติตามปณิธานเหล่านี้ การเล่าเรื่องก็เป็นไปตามนั้น ชาวปาเลสไตน์จะได้รับโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเองและรับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเหล่านี้ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 23 ของบ้านเกิดของพวกเขา ไม่จำเป็นต้องพูดว่า การแก้ปัญหานี้ถูกมองโดยชาวปาเลสไตน์และความเป็นผู้นำของพวกเขาในฐานะการประนีประนอมดินแดนทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างชัดเจนถึงอธิปไตยของอิสราเอลเหนือพื้นที่ร้อยละ 77 ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือของปาเลสไตน์ ตามที่กำหนดโดยอาณัติอังกฤษแบบเก่า ที่สำคัญ การประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์นี้ เป็นสาระสำคัญของวาทกรรมของประธานาธิบดียัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำชาวปาเลสไตน์ในคำกล่าวซ้ำๆ ของเขาเกี่ยวกับ ความสงบสุขของผู้กล้าที่เขาหวังที่จะสรุปร่วมกับนายกรัฐมนตรียิตซัค ราบิน ของอิสราเอลผู้ล่วงลับไปแล้ว ภายใต้กรอบของข้อตกลงออสโลปี 1993 และ 1995

สำหรับคำว่า สันติภาพที่ครอบคลุมนั้นชี้ให้เห็นว่า เมื่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ได้รับการแก้ไขบนพื้นฐานของสูตรสำเร็จว่าด้วยแผ่นดินเพื่อสันติภาพแล้ว อิสราเอลมีแนวโน้มที่จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการบรรลุความสัมพันธ์อันสันติอย่างสมบูรณ์และครอบคลุมกับส่วนที่เหลือของประเทศอาหรับ โดยประเทศอาหรับส่วนใหญ่นอกเหนือจากซีเรียและเลบานอนไม่มีข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตกับอิสราเอล และการประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับ 2002 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบรุตก็ได้ยืนยันอีกครั้งถึงความพร้อมของชาวอาหรับในการยอมรับการดำรงอยู่ของอิสราเอลด้วยสิ่งที่นำเสนอเป็นแผนสันติภาพของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นแผนที่ได้รับการยอมรับจากประเทศอาหรับส่วนใหญ่

ต่างจากแนวคิดสองประการก่อนหน้านี้ สมการสันติภาพเพื่อสันติภาพได้รับการสนับสนุนเพียงเล็กน้อยในประชาคมระหว่างประเทศ (นอกแวดวงอนุรักษ์นิยมบางแห่งในสหรัฐอเมริกา) และไม่เป็นที่ยอมรับของชาวปาเลสไตน์โดยสิ้นเชิง แนวคิดนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่อิสราเอลจะต้องถอนตัวออกจากดินแดนใดๆ ที่ได้รับมาด้วยการบังคับขู่เข็ญชาวปาเลสไตน์ และถือว่าชาวปาเลสไตน์และโลกอาหรับต้องยอมรับหรือยอมจำนนในอำนาจอำนาจของอิสราเอลและการควบคุมดินแดนเหนือปาเลสไตน์ทั้งหมด นับตั้งแต่แม่น้ำจอร์แดนไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อิสราเอลจะเสนอสันติภาพให้แก่ชาวอาหรับแต่จะไม่มีผืนแผ่นดินให้ โดยข้ามภารกิจของชาวปาเลสไตน์ในการตัดสินใจด้วยตนเองและมติของสหประชาชาติทั้งหมดไปพร้อมกัน สมการสันติภาพแบบนี้แทบจะกลายเป็นพิมพ์เขียวโดยปริยายของรัฐบาลลิคุดที่เป็นฝ่ายขวาจัดนำโดยอิสราเอลในปัจจุบันในการจัดการกับปัญหาชาวปาเลสไตน์ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกแถลงการณ์เป็นครั้งคราวที่ประกาศความพร้อมสำหรับรัฐขั้นต่ำบางประเภทภายใต้เงื่อนไขของอิสราเอล นอกเหนือจากการแก้ปัญหานี้ มีบางภาคส่วนในชนชั้นการเมืองและสาธารณชนของอิสราเอลที่สนับสนุนสถานการณ์ทางเลือกที่เป็นพื้นฐานสุดขั้ว รวมถึงการย้ายชาวปาเลสไตน์ด้วยกำลัง (หรือทางเลือก) จากปาเลสไตน์ไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน ณ จุดใดจุดหนึ่งในอนาคต เมื่อพื้นดินทางการเมือง สำหรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงเช่นนี้ได้เตรียมไว้แล้ว และในเวลาก็ดูเป็นมงคลแก่พวกเขา

จุดประสงค์ของการนำเสนอสาระต่างๆ ในบทนี้ คือ เพื่อเน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติเชิงพื้นที่ของการครอบงำที่ปฏิบัติโดยอิสราเอลร่วมกับประชาชนและผู้นำปาเลสไตน์ และบนพื้นที่ของพวกเขาตั้งแต่ข้อตกลงออสโลครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง (1993 และ 1995) จนถึงปัจจุบัน ยืนยันได้ว่าแม้ว่าแนวคิดของสมการ แผ่นดินเพื่อสันติภาพจะถูกนำมาใช้อย่างเด่นชัดโดยอิสราเอลในฐานะรหัสภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเริ่มดำเนินการเจรจาสันติภาพกับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO: Palestine Liberation Organization) ในปี 1993 ซึ่งการกระทำของอิสราเอลในภาคพื้นดินนับแต่นั้นมา ขัดแย้งกับคำโฆษณาชวนเชื่อนนี้อย่างเห็นได้ชัด โดยได้เปิดตัวและพัฒนานโยบายเชิงพื้นที่ในการยึดที่ดินจากชาวปาเลสไตน์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์เพิ่มขึ้นมากกว่า ร้อยละ 100 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็แบ่งพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ให้กลายเป็นพื้นที่ปะติดปะต่อกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่มีจุดมุ่งหมายหลัก คือ ในที่สุดก็ขัดขวางการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่สามารถดำรงอยู่ได้เมื่อถึงขั้นตอนการเจรจาเพื่อหาแนวทางแก้ไขขั้นสุดท้าย ความเครียดที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่อยู่ที่ "การที่จะสามารถปฏิบัติตามเป้าหมายให้ได้" ซึ่งยืนยันได้ว่ารัฐบาลอิสราเอล 5 รัฐบาล ที่ดำรงตำแหน่งอย่างต่อเนื่องกันนับตั้งแต่ปี 1993 (ทั้งยิตชัก ราบิน ชิมอน เปเรส เบนจามิน เนทันยาฮู อิฮัก บารัค และแอเรียล ชารอน) ไม่เคยหลุดออกไปอย่างแท้จริงจากรหัสอุดมการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของไซออนิสต์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ที่เรียกร้องให้ทำการบังคับไถ่ถอนดินแดนปาเลสไตน์ในอาณัติทั้งหมด แนวคิดที่เต็มไปด้วยเทววิทยาและสหัสวรรษอันหวือหวานี้ แท้จริงแล้วเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่นของลัทธิไม่เคารพสิทธิ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเจรจาสันติภาพกับชาวปาเลสไตน์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลเหล่านี้ให้อยู่ในฐานะจุดสิ้นสุด แต่เป็นเครื่องมือในวาทกรรมที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมและรวมอำนาจอำนาจเชิงพื้นที่ของอิสราเอลเหนือพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ (ความไร้เหตุผลทางศาสนาและศาสนาประจำชาติที่สูญหายไปนานแล้ว) และดำเนินการด้วยเป้าหมายที่เหนือกว่าของระเบียบวาระไซออนิสต์ คือ การไถ่ถอนดินแดนเอเรตซ์ของชาวอิสราเอลด้วยการแย่งชิงมาจากการครอบครองของผู้อยู่อาศัยเดิมตรงนี้ที่เป็นมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง

แน่นอนว่าแม้แต่ผู้นำอิสราเอลบางคน รวมถึงนายกรัฐมนตรีอย่างแอเรียล ชารอน ก็ยังประกาศความพร้อมเป็นครั้งคราวที่จะยอมรับการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ แต่การวิเคราะห์การเมืองของการหลอกลวง (politics of deception) แสดงให้เห็นว่า คำประกาศเหล่านี้ไม่สามารถนำมาพิจารณาให้มีคุณค่าใดๆ ได้ สิ่งสำคัญคือสิ่งที่รัฐมีความหมาย องค์กรนี้มีอิสระที่จะดำเนินการเหมือนกับรัฐอื่นๆ ในโลกเกี่ยวกับประเด็นด้านอธิปไตยและการควบคุมดินแดนในที่ดินของตนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาข้อเสนออันหนึ่งของรัฐปาเลสไตน์ที่ชารอนจินตนาการไว้หลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2003 สภาเคเนสเซตของอิสราเอลออกแถลงการณ์แนวทางที่มีเจตนาให้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขแผนงานสันติภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มากกว่า 100 รายการ อย่างเช่น ปาเลสไตน์จะถูกลดกำลังทหารโดยสิ้นเชิง จะได้รับอนุญาตให้รักษากองกำลังตำรวจและกองกำลังรักษาความปลอดภัยภายในประเทศเท่านั้นที่ติดอาวุธเบา อิสราเอลจะควบคุมทางเข้าออกทั้งหมด รวมถึงช่องทางทางอากาศเหนือรัฐ ชาวปาเลสไตน์จะถูกห้ามโดยเด็ดขาดในการสร้างพันธมิตรกับศัตรูของอิสราเอลข้อจำกัดอันหลากหลายที่เหมือนกับมาตุภูมิบันตูเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้นำและผู้เจรจาของอิสราเอลได้พยายามบังคับใช้อย่างเป็นระบบในการกำเนิดรัฐปาเลสไตน์ที่สามารถดำรงอยู่ได้ การแบ่งส่วนแบบไตรภาคีของฉนวนกาซาที่ถูกยึดครองเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอีกในการหมุนสกรูเชิงพื้นที่นี้

เพื่อให้เข้าใจถึงกลยุทธ์ที่เป็นวาทกรรมหลอกลวงเหล่านี้ และให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่าเหตุใดความก้าวหน้าเพื่อสันติภาพจึงถูกขัดขวาง จึงเป็นประโยชน์ที่จะเห็นความซับซ้อนนี้ภายในกรอบแนวคิดที่สามารถอธิบายแนวทางปฏิบัติของอำนาจและการควบคุมที่มีอำนาจเหนือกว่าได้ ในการทำเช่นนั้น ชาซี วาลิด ฟาลาห์ ผู้เขียนงานเรื่อง “Peace, Deception, and Justification for Territorial Claims - The Case of Israel” แสดงความตั้งใจที่จะอยู่เบื้องหลังการก่อสร้างที่เรียบง่ายซึ่งได้ย้ำกันมากในสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ถึงผลที่ตามมาคือ อดีตนายกรัฐมนตรีอิฮัด บารัค ของอิสราเอลได้ยื่นข้อเสนออย่างเอื้อเฟื้อให้แก่ยัตเซอร์ อาราฟัต ที่แคมป์เดวิด แต่กลับถูกปฏิเสธทันที และจากนั้นชาวปาเลสไตน์ก็หันไปใช้ความรุนแรงและการก่อการร้ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในส่วนของพวกเขา เมื่อองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ตกลงที่จะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอล และด้วยเหตุนี้จึงยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอล ซึ่งเป็นก้าวทางการเมืองที่มีความสำคัญสำหรับอิสราเอล องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ตกลงที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของความขัดแย้งจากการต่อต้านอย่างรุนแรงเป็นการปกครองชั่วคราว แต่หลังจากปรากฏการณ์อัล-อักซอ อินติฟาดา ณ ในเดือนกันยายน 2000 ความขัดแย้งก็กลับคืนสู่ภาวะที่มีการต่อต้านอย่างรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งขณะนี้มีส่วนร่วมของมวลชนชาวปาเลสไตน์ในการกบฏต่ออำนาจที่ยึดครอง

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนี้ ก็ได้มีข้อตกลงออสโลขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติทั้งหมดซึ่งตายแล้วและเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นโมฆะ อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นจริงสำหรับฝ่ายอิสราเอลหลังจากที่นายกรัฐมนตรีชารอนประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เขาไม่ผูกพันกับข้อตกลงเหล่านี้อีกต่อไป และมีคำสั่งของเขาให้รถถังและทหารของอิสราเอลบุกเข้าไปในเขตปกครองตนเองของชาวปาเลสไตน์และทำลายล้างบ้านเรือนและครัวเรือน สัญลักษณ์ของการโจมตีพื้นที่ครัวเรือนครั้งนี้ คือ การปิดล้อมบริเวณบ้านของอาราฟัตในเมืองรามัลลอฮ์ ซึ่งเจาะเข้าไปถึงห้องนอนของเขา การยึดครองของทหารมีผลบังคับใช้อีกครั้ง

ข้อตกลงออสโลและยุทธศาสตร์ควบคุมดินแดนปาเลสไตน์ของอิสราเอล

เนื้อหาในส่วนนี้จะมุ่งเน้นถึงบางแง่มุมของแนวทางปฏิบัติที่มีอำนาจเหนือกว่าที่อิสราเอลใช้ในระหว่างการเจรจากับชาวปาเลสไตน์ แนวทางปฏิบัติเหล่านี้รวมถึงกลยุทธ์ต่างๆ ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดการกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเพื่อปฏิเสธและทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นครั้งคราว เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎของกลเกมที่สร้างขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็พยายามที่จะแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพที่คาดว่าจะแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างมาก และพร้อมที่จะทำการตัดสินใจที่ต้องยอมเจ็บปวด เพื่อนำสันติภาพครั้งสุดท้ายมาสู่ภูมิภาคนี้

กลยุทธ์เหล่านี้มีขอบเขตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่า เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกา (ในบทบาทที่มักเรียกตนเองว่าเป็นนายหน้าสันติภาพระหว่างประเทศ) ขณะเดียวกันก็เปิดหน้าต่างสำหรับการเจรจาสันติภาพกับประเทศอาหรับอื่นๆ ส่วนในระดับท้องถิ่นนั้น อิสราเอลยังคงดำเนินยุทธศาสตร์การล่าอาณานิคมโดยผสมผสานดินแดนปาเลสไตน์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่ ชนชั้นทางการเมืองของอิสราเอลดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่ามาตรการสร้างความเชื่อมั่นว่าควรรวมถึงความพยายามที่จะทำให้ชาวปาเลสไตน์รู้สึกว่าพวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพนั้นด้วย เหตุผลของยุทธวิธีเหล่านี้ก็คือ เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ของอำนาจของอิสราเอลในสายตาชาวปาเลสไตน์ และเพื่อแสดงตนต่อชาวปาเลสไตน์ว่าเป็นคู่เจรจาที่แข็งแกร่ง – มีความแข็งแกร่งที่สุดระหว่างคู่เจรจาเรื่องดินแดน - ที่พยายามยึดครองดินแดนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนหน้านี้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย แนวทางดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าในการประเมินว่าชาวปาเลสไตน์พร้อมที่จะตกลงในลักษณะที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบ ณ ขณะนั้น ในขั้นตอนของการเจรจาชั่วคราวนี้ อิสราเอลเล่นเกมกับชาวปาเลสไตน์ไม่เห็นด้วยในลักษณะ "เอามันออกไปหรือทิ้งไป" สภาพที่เป็นอยู่ก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม ในขณะเดียวกัน อิสราเอลได้เข้าควบคุมดินแดนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะใช้เป็นตัวเก็บประจุหรือชิปในการต่อรองของการเจรจาในอนาคต

ส่วนกลุ่มผู้เข้าร่วมเจรจาชาวปาเลสไตน์ซึ่งนำโดยอาราฟัตได้ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป พวกเขาพยายามที่จะได้รับการควบคุมในที่สุดเหนือดินแดนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งอิสราเอลจะตกลงที่จะถอนตัวออกเมื่อถึงขั้นตอนของการแก้ปัญหาขั้นสุดท้าย โดยดินแดนที่จะได้รับการปลดปล่อยนั้นจะมีคุณค่าเฉพาะแค่ทางทหาร หากมีการประกาศฝ่ายเดียวของรัฐปาเลสไตน์ แนวคิดนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนในบทความที่โพสต์บนเว็บไซต์ Fateh Online ในปี 1998:

 

พวกเราในขบวนการฟาเตห์ (ขบวนการทางการเมืองของปาเลสไตน์) ถือเอาว่าวันที่ 4 พฤษภาคม 1999 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่เราจะตระหนักถึงสิทธิของเรา - - - การประกาศสถานะแห่งชาติของเรา รวมถึงกรุงเยรูซาเล็ม มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาวปาเลสไตน์ เรากำลังใช้มาตรการที่เอื้อต่อความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด การประกาศสถานะมลรัฐ แม้ว่ากองกำลังแห่งชาติปาเลสไตน์จะควบคุมพื้นที่เวสต์แบงก์เพียงร้อยละ 3 ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็อ่อนแอกว่าการประกาศที่ทำโดยกองกำลังแห่งชาติปาเลสไตน์ที่ควบคุมร้อยละ 17 นอกเหนือจากที่ดินในเขตพื้นที่ B ซึ่งมีจำนวนอื่นมากถึงร้อยละ 25 ดินแดนเพิ่มเติมจะเห็นได้ชัดว่าทำให้จุดยืนของเราแข็งแกร่งขึ้นในการเผชิญหน้าใดๆ

 

ในเวทีระหว่างประเทศ เป็นเรื่องสำคัญมากที่อาราฟัตจะต้องได้รับความไว้วางใจจากทำเนียบขาว (ในฐานะนายหน้าหลัก) และด้วยเหตุนี้เขาจึงพร้อมที่จะประนีประนอมบางอย่าง ตราบเท่าที่เข้าใจว่าการประนีประนอมเหล่านี้เป็นเพียงการชั่วคราวและไม่เป็นอันตรายต่อชาวปาเลสไตน์ ตำแหน่งการเจรจาในภายหลังในขั้นตอนสุดท้าย กล่าวโดยสรุป กลุ่มผู้เข้าร่วมการเจรจาของอิสราเอลเข้าใจดีถึงความอ่อนแอทางการเมืองของอาราฟัตในสองระดับ คือในสายตาของกรุงวอชิงตันและระดับภายในบ้านท่ามกลางมวลชนชาวปาเลสไตน์ ซึ่งพวกเขาพยายามใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนนี้ ในส่วนหนึ่งของยุทธวิธี พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะลบล้างหรือแก้ไขข้อตกลงที่ลงนามเพื่อให้ฝ่ายปาเลสไตน์ยอมรับการถอนออกจากดินแดนยึดครองของอิสราเอลให้น้อยลงกว่าที่ได้ตกลงกันที่กรุงออสโล

อาเรีย มาร์เซโล กาโควิกซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออกมาเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงดินแดนอย่างสันติมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่มีการกระจายอำนาจที่ไม่สมดุลระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่ไม่สมมาตรจนทำให้เกิดการแก้ปัญหาฝ่ายเดียว อีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับลักษณะการเจรจาของอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์จะเกิดบริบทบางอย่างขึ้นภายในพลวัตของภูมิศาสตร์ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ซึ่งตามความเห็นของเบอร์นาร์ด นิตชมันน์ นักภูมิศาสตร์และมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ชี้ว่ารัฐมีพลังอำนาจมากกว่าชาติไม่เพียงแต่ในการสร้างวาระการประชุมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการกำหนดกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ความสามารถในการสร้างระเบียบวาระการประชุมนั้นก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการไม่ตัดสินใจ ซึ่งฝ่ายหนึ่งสามารถปฏิเสธแม้จะพิจารณาด้วยซ้ำ ข้อเสนอที่ทำโดยอีกฝ่ายหรือแม้กระทั่งปฏิเสธการมีอยู่ของพวกเขา ตัวอย่างเช่น เมื่อลงนามสนธิสัญญาออสโลในปี 1995 ชาวปาเลสไตน์พยายามที่จะแก้ไขปัญหาข้อตกลงทันที แต่สหรัฐอเมริกายืนยันว่าการอภิปรายดังกล่าวจะล่าช้าออกไป ชาวปาเลสไตน์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรอไปก่อน

การประลองกำลังครั้งแรกของอิสราเอลในการกำหนดอำนาจเหนือการเจรจาสันติภาพนั้น ได้ถูกจารึกเอาไว้ในข้อตกลงออสโล และพวกเขาสามารถเลื่อนการเจรจาในประเด็นที่เรียกว่ายุ่งยาก 3 ประเด็นออกไป ประกอบด้วย ประเด็นของกรุงเยรูซาเลม สถานะของนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ และชะตากรรมของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ จึงมีสิ่งที่ต้องตั้งเป็นคำถามว่า การตัดสินใจแบบไม่ตัดสินใจนี้ถูกนำไปใช้ในพื้นที่อย่างไร? เราควรทราบว่าประเด็นทั้งสามนี้เชื่อมโยงกับพื้นที่ (เช่น อาณาเขต) ซึ่งได้รับการกำหนดให้แบ่งพาร์ติชันหรือใช้ร่วมกันในบางครั้งหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาห้าปีที่เรียกว่าช่วงระหว่างกาล แต่การเลื่อนออกไปนั้นถูกแปลเป็นกลยุทธ์ในการหยุดชะงัก ควบคู่ไปกับการแข่งขันกันในการล่าอาณานิคมเพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ของการตั้งถิ่นฐานที่ขยายออกไป ซึ่งจะค่อยๆ ลดขนาดอาณาเขตลงเพื่อแบ่งปันกับชาวปาเลสไตน์ จากข้อมูลของสตีเฟน ซูนส์ บ่งชี้ว่านับตั้งแต่มีการลงนามในสนธิสัญญาออสโล มีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่รวมเยรูซาเลมตะวันออก) เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า เป็น 200,000 คน บางส่วนเป็นการตั้งถิ่นฐานใหม่อีก 30 แห่ง และส่วนที่เหลือเป็นการขยายการตั้งถิ่นฐานที่มีอยู่ ผู้ตั้งถิ่นฐานในกรุงเยรูซาเลมตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ใน 3

รายงานที่ออกโดยบีทีเซเลม องค์กรไม่แสวงผลกำไรในกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2002 เกี่ยวกับนโยบายการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ โดยได้เปิดเผยว่า แม้ว่าพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นของการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวจะมีเพียงร้อยละ 1.7 ของที่ดินในเขตเวสต์แบงก์ แต่ว่าในเขตเทศบาลกลับมีมากกว่านั้น มากกว่าถึงสามเท่า คือร้อยละ 6.8 สภาภูมิภาคของชาวยิวเพิ่มเติมพื้นที่เข้าไปอีกร้อยละ 35.1 ดังนั้น พื้นที่ทั้งหมดร้อยละ  41.9 ในเขตเวสต์แบงก์จึงถูกควบคุมโดยชุมชนชาวยิวและหน่วยงานของรัฐ เรื่องที่พึงจำเอาไว้ก็คือว่า การตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ล้วนผิดกฎหมายในสายตาของกฎหมายระหว่างประเทศ คือ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ที่ระบุว่าสำหรับประเทศใดก็ตาม เพื่อโอนย้ายประชากรพลเรือนของตนไปยังดินแดนที่ถูกยึดโดยกำลังทหาร โดยชาวปาเลสไตน์มองกระบวนการขยายการตั้งถิ่นฐานต่อเนื่องระหว่างการเจรจาที่ขยายออกไปด้วยความน่าตื่นตะลึง เพราะมันลดพื้นที่ที่พวกเขาสามารถเจรจาในกระบวนการพูดคุย ขณะที่การประท้วงทำเนียบขาวของพวกเขา ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบิล คลินตัน นโยบายเกี่ยวกับข้อตกลงนี้จัดอยู่ในประเภทการเจรจาทวิภาคีทางการทูตแบบที่ไม่ต้องการให้มีความช่วยเหลือ และภายใต้การบริหารของจอร์จ ดับเบิลยู บุช การขยายนิคมของอิสราเอลแบบนี้ถือว่าเป็นการยั่วยุ วาทศิลป์ที่หลอกลวงและสับปลับที่สุดระหว่างการเจรจาสันติภาพอาจฝังอยู่ในภาษาที่ใช้อธิบายพื้นที่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล โดยระบุว่าพื้นที่ที่เป็นปัญหาเป็น ดินแดนที่ถูกยึดครองและไม่ใช่ ดินแดนพิพาทซึ่งคำกล่าวเช่นนี้เป็นคำที่ชาวอิสราเอลนำมาใช้กันราวกับอ้างสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ของอิสราเอลที่อิสราเอลถูกขอให้โอนทั้งหมดหรือบางส่วนให้กับชาวปาเลสไตน์ การรับรู้ถึงสถานที่นั้นได้รับการเสริมกำลังในสื่อสารมวลชนของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวาทกรรมของอิสราเอล ดังที่โรเบอร์ต ฟิสก์ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า แนวปฏิบัติของกระทรวงการต่างประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งมักจะเอียงไปทางอิสราเอล โดยถูกนักข่าวชาวอเมริกันส่วนใหญ่ติดตามอย่างประจบประแจง เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่นักการทูตสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้เรียกเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองว่าเป็นข้อพิพาทดินแดน - แทนที่จะเป็นถูกยึดครอง - นักข่าวอเมริกันก็เริ่มใช้คำเดียวกันนี้อย่างชัดเจนไนเจล แพร์รี ให้ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าการยึดครองของทหารอิสราเอลวัย 35 ปี ในเขตเวสต์แบงก์ (รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก) และฉนวนกาซานั้น ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงในรายงาน ราวกับว่ามันเป็นเรื่องของการนำเข้าจริงไม่ได้ ถือเป็นเรื่องหนึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาชีพนี้จะถูกนำเสนอราวกับว่ามันเป็นเรื่องของการรับรู้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้พัฒนาสิ่งนี้ให้เป็นรูปแบบศิลปะ โดยพูดถึงสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์มองว่าเป็นการยึดครองของทหาร สิ่งนี้ปิดบังความจริงที่ว่าประชาคมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าดินแดนของชาวปาเลสไตน์ถูกยึดครอง

น่าสงสัยเหลือเกินว่า ความหมายเหล่านี้จะนำพาไปไหนกัน? พวกเขาพากันพรรณนาถึงอิสราเอลว่าเป็นรัฐที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งกำลังมองหาสันติภาพและเสียสละดินแดน แต่ว่าในทางปฏิบัติ พวกเขาต้องการการผ่อนปรนมากมาย สำหรับการตอบแทนสิ่งที่ได้มาโดยการบังคับ วาทกรรมที่หลอกลวงเกี่ยวกับดินแดนพิพาทนี้ เกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดียัตเซอร์ อาราฟัต ถูกกล่าวโทษอย่างกว้างขวางว่าไม่ยอมรับข้อเสนออันเอื้อเฟื้อของนายกรัฐมนตรีอีฮัด บารัค ที่แคมป์เดวิดสอง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2000 ซึ่งสตีเฟน ซูนส์ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “[e] แม้ว่าอิสราเอลจะตกลงที่จะถอนตัวออกจากพื้นที่ที่ถูกยึดครองของเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก และยอมรับสิทธิในการส่งผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์กลับคืนมา แต่ก็ไม่สามารถนำเสนอได้อย่างยุติธรรม เป็นการกระทำที่มีน้ำใจอันยิ่งใหญ่หรือแม้แต่การยอมจำนนมหาศาล เนื่องจากอิสราเอลจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

ลองมาทบทวนขอบเขตโดยย่อของการโอนดินแดนของอิสราเอลไปยังการควบคุมและอำนาจของชาวปาเลสไตน์ บนพื้นฐานของข้อตกลง และสิ่งที่ได้นำไปใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งมีข้อตกลงสามฉบับที่ควรค่าแก่การทบทวน ประกอบด้วยข้อตกลงออสโลที่สอง ลงนามเมื่อวันที่ 28 กันยายน 1995 บันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์ (WRM: Wye River Memorandum) ลงนามเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1998 และบันทึกข้อตกลงชาร์มเอลชีค (SSM: Sharm el-Sheikh Memorandum) ลงนามเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1999 แม้ว่าชาวปาเลสไตน์จะยอมรับข้อตกลงออสโลที่สอง แต่ก็ไม่ควรมองว่าเป็นการประนีประนอมอย่างแท้จริงในส่วนของผู้ครอบครอง แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่สมมาตรระหว่างทั้งสองฝ่ายที่กำลังเจรจา ในเวลานั้น ชุดของเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้สะท้อนถึงอุดมการณ์ของอิสราเอลที่มีมายาวนานว่า ต้องการผืนแผ่นดินตรงนั้น แต่ไม่ต้องการประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ตรงนั้นมาก่อนข้อตกลงที่สำคัญ คือ พื้นที่ที่ถูกยึดครองทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามระดับต่างๆ ของการควบคุมของอิสราเอล พร้อมด้วยสัดส่วน ร้อยละ x ของดินแดนที่จะส่งต่อไปยังการควบคุมของชาวปาเลสไตน์ภายในกรอบเวลาที่กำหนด - แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเรียกร้องหลายประการ ซึ่งทางการปาเลสไตน์ได้รับการร้องขอให้ปฏิบัติตามก่อน

โดยสรุป รายการต่อไปนี้ในความตกลงออสโล 2 มีความเกี่ยวข้องกับการอภิปรายในปัจจุบัน

 

    แบ่งเวสต์แบงก์ออกเป็นสามส่วน คือ พื้นที่ส่วน A (หน่วยงานปาเลสไตน์) พื้นที่ส่วน B (หน่วยงานพลเรือนปาเลสไตน์และการควบคุมความมั่นคงของอิสราเอล) และพื้นที่ส่วน C (หน่วยงานของอิสราเอล)

    การถอนตัวของอิสราเอลออกจากเมืองเวสต์แบงก์บางแห่ง (เบธเลเฮม เจนนิน นาบลุส คัลคิลยา รามัลเลาะห์ และตุลล์กาเร็ม) จะเกิดขึ้น 22 วันก่อนการเลือกตั้งปาเลสไตน์ (มกราคม 1996)

    การปรับใช้เพิ่มเติมจากพื้นที่ส่วน C ไปยังพื้นที่ส่วน B จะต้องเกิดขึ้นในสามขั้นตอนในช่วงเวลาหกเดือนหลังการเลือกตั้งปาเลสไตน์

    การเจรจาสถานภาพถาวรจะเริ่มภายในวันที่ 4 พฤษภาคม 1996 ประเด็นสถานะสุดท้าย ได้แก่ กรุงเยรูซาเลม การตั้งถิ่นฐาน พรมแดน และผู้ลี้ภัย

 

ในส่วนแรก พื้นที่ส่วน A ประกอบด้วย ร้อยละ 3 ของอาณาเขตของเวสต์แบงก์ และร้อยละ 60 ในฉนวนกาซา พื้นที่ส่วน B ในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งมีการควบคุมร่วมกันประกอบด้วย ร้อยละ 27 ของอาณาเขต และพื้นที่ส่วน C ซึ่งอิสราเอลมีทั้งการควบคุมทางแพ่งและความมั่นคง รวมร้อยละ 70 ของเขตเวสต์แบงก์ อิสราเอลรักษาการควบคุมเยรูซาเลมตะวันออกอย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับร้อยละ 40 ของฉนวนกาซา

การดำเนินการตามข้อตกลงนี้ เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 1995 เมื่อกองทัพอิสราเอลถอนตัวออกจากเมืองปาเลสไตน์ 6 เมือง การปรับใช้ซ้ำจากเฮบรอนมีกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 1996 แต่เกิดความล่าช้า จนกระทั่งวันที่ 15 มกราคม 1997 อิสราเอลและหน่วยงานปาเลสไตน์ได้ลงนามในข้อตกลงเฮบรอนซึ่งรับประกันการดำเนินการว่าอิสราเอลจะถอนตัวออกจากเมืองเฮบรอน ร้อยละ 80 พื้นที่อีกร้อยละ 20 ที่เหลือของเมืองยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล และเป็นที่ตั้งของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลผู้นับถือศาสนาและชาตินิยมจำนวน 400 คน ซึ่งอาศัยอยู่ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ประมาณ 150,000 คน

การปรับใช้ใหม่เพิ่มเติมตามที่ระบุไว้ข้างต้น ซึ่งวางแผนจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 1997 ไม่เป็นรูปธรรม ชาวปาเลสไตน์จากข้อตกลงออสโลที่สอง ไม่เพียงแต่จะได้รับดินแดนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่จากผู้นำอิสราเอลชุดใหม่ซึ่งปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ แนวทางปฏิบัตินี้ดำเนินการโดยทั้งนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอีฮัดบารัค ซึ่งพยายามแยกตัวออกจากข้อตกลงออสโลที่สอง และกำหนดเงื่อนไขของตนเองในการบิดเบือนผู้นำปาเลสไตน์ และขยายการควบคุมดินแดนปาเลสไตน์ของอิสราเอลอย่างมีประสิทธิผล

จากทางตันนี้ก็มีบันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์ (ตุลาคม 1998) และบันทึกข้อตกลงชาร์มเอลชีค (4 กันยายน 1999) บันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1998 เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามข้อตกลงออสโลที่สอง สิ่งที่เรากังวลเป็นพิเศษในที่นี้ คือ ส่วนของการปรับใช้ใหม่เพิ่มเติม โดยบันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์สัญญาว่าจะโอน พื้นที่ร้อยละ 13 จากพื้นที่ส่วน C ไปยังฝั่งปาเลสไตน์ เพื่อให้สอดคล้องกับการไถ่ถอนการจ้างงานเพิ่มเติมระยะที่หนึ่งและสอง โดยพื้นที่ร้อยละ 13 ดังกล่าวนี้ถูกกำหนดให้โอนร้อยละ 1 ไปยังพื้นที่ส่วน A และอีกร้อยละ 12 ไปยังพื้นที่ส่วน B (ซึ่งร้อยละ 3 จะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียว และ/หรือ เขตอนุรักษ์ธรรมชาติ) นอกจากนี้ บันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์ยังระบุอีกว่า พื้นที่ร้อยละ 14.2 จากพื้นที่ส่วน B จะกลายเป็นพื้นที่ส่วน A โดยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการปรับใช้เพิ่มเติมครั้งแรกและครั้งที่สองที่กล่าวมาข้างต้น บันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์ไม่ได้เอ่ยถึงวันที่หรือขอบเขตอาณาเขตสำหรับการปรับใช้ซ้ำครั้งที่สามที่เรียกว่าในออสโลที่ 2 ที่จะบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 1997 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูไม่ได้นำรายการเหล่านี้ไปปฏิบัติในบันทึกข้อตกลงแม่น้ำไวย์

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1999 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของอิฮัก บารัค เข้ารับตำแหน่ง และมีความคาดหวังใหม่ในหมู่ชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ว่าบารัคจะสามารถกอบกู้กระบวนการสันติภาพ และพยายามบรรลุสิ่งที่ได้เปรียบสำหรับอิสราเอลมากกว่าข้อตกลงไวย์ ให้มีผลบังคับใช้บังคับ บันทึกข้อตกลงชาร์มเอลชีคหรือที่เรียกว่าข้อตกลงแม่น้ำไวย์ฉบับที่สอง หรือ ข้อตกลงแม่น้ำไวย์พลัสกับชาวปาเลสไตน์ แต่ไม่เคยส่งมอบข้อตกลงดังกล่าว ตามข้อตกลงนี้ อิสราเอลได้ทำพันธกรณีต่อไปนี้เกี่ยวกับระยะที่หนึ่งและระยะที่สองของการปรับใช้ซ้ำเพิ่มเติมเพิ่มเติม:


ก.  ในวันที่ 5 กันยายน 1999 ให้โอนพื้นที่ร้อยละ 7 จากพื้นที่ส่วน C ไปยังพื้นที่ส่วน A และพื้นที่ร้อยละ 3 จากพื้นที่ส่วน C ไปยังพื้นที่ส่วน B

ข.  ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1999 ให้โอนพื้นที่ร้อยละ 2 จากพื้นที่ส่วน B ไปยังพื้นที่ส่วน A และพื้นที่ร้อยละ 3 จากพื้นที่ส่วน C ไปยังพื้นที่ส่วน B

ค.  ในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2543 ให้โอนพื้นที่ร้อยละ 1 จากพื้นที่ส่วน C ไปยังพื้นที่ส่วน A และพื้นที่ร้อยละ 5 จากพื้นที่ส่วน B ไปยังพื้นที่ส่วน A

ตามที่ปันดักได้กล่าวเอาไว้ว่า

 

หลายปีที่ออสโลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอิฮัก บารัค ไม่ได้ทำให้ได้เห็นจุดสิ้นสุดของแนวคิดในการดำเนินการของอิสราเอล ไม่ได้ทำให้ชาวปาเลสไตน์สามารถควบคุมพลเมืองของปาเลสไตน์มากกว่าสามล้านคนได้อย่างแท้จริง ไม่ได้ยุติการก่อสร้างในชุมชนต่างๆ หรือการเวนคืนผืนแผ่นดินคนอื่น และไม่ได้ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในดินแดนที่เข้าไปยึดครอง นอกจากนี้ คำกล่าวซ้ำๆ ของบารัคที่ว่า เขาเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้โอนแผ่นดินให้กับชาวปาเลสไตน์ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความจริงใจของเขา ความสงสัยเพิ่มขึ้นเมื่อชาวปาเลสไตน์เป็นที่แน่ชัดว่าบารัคจะไม่โอนหมู่บ้านทั้งสามแห่งที่อยู่ชานเมืองเยรูซาเลม (อาบูดิส อัล อีซาเรีย และอาหรับซาวาห์รา) ไปยังการควบคุมของปาเลสไตน์ หลังจากที่ทั้งรัฐบาลและสภาเนสเซตได้อนุมัติการโอนแล้ว

 

เมนาเคม ไคลน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคณะผู้แทนอิสราเอลประจำแคมป์เดวิดในเดือนกรกฎาคม 2000 กล่าวว่า "ทั้งเนทันยาฮูและชารอน ต่างสนับสนุนข้อตกลงสถานะขั้นสุดท้ายที่จะให้ชาวปาเลสไตน์มีรัฐของพวกเขาเองในพื้นที่เพียงประมาณร้อยละ 40-50 ของเวสต์แบงก์เท่านั้น รัฐปาเลสไตน์ ในการเจรจาส่วนตัวในปี 1999 บารัคเสนอข้อตกลงที่คล้ายกันสำหรับชาวปาเลสไตน์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเขาในการเจรจาครั้งต่อไป ทั้งบารัคและเนทันยาฮูจึงถือได้ว่ามีแนวคิดเดียวกัน

ดังที่ควรจะเป็นที่ประจักษ์ชัด ก่อนที่เหตุการณ์อัล-อักซอ อินติฟาดา จะปะทุขึ้นเนื่องจากความไม่พอใจของชาวปาเลสไตน์กับกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย รัฐบาลอิสราเอลชุดต่อๆ ไป ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบังควันวาทกรรมแบบหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับ 1) การเสแสร้งอย่างอวดดีในการเจรจาในขณะที่ยังคงยึดมั่นอยู่ ยึดครองดินแดนอย่างมั่นคง และเข้าควบคุมดินแดนได้มากขึ้นผ่านการขยายการตั้งถิ่นฐาน และ 2) การคงอยู่ของตำนานเรื่องดินแดนเพื่อสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศ และอิสราเอลในฐานะหุ้นส่วนการเจรจาที่สมเหตุสมผล นี่เป็นหัวใจสำคัญของประมวลภูมิรัฐศาสตร์ของอิสราเอลซึ่งพรรคไซออนิสต์ทั้งหมดปฏิบัติ ดังที่เรียกกันในสำนวนทางการเมืองของอิสราเอล ในเรื่องนี้ ไม่มีความแตกต่างระหว่างขบวนการเสรีนิยมแห่งชาติลิคุด พรรคแรงงาน พรรคชินุอิที่เป็นพรรคชาตินิยมที่เพิ่งประสบความสำเร็จ หรือพรรคศาสนาต่างๆ ในด้านสิทธิทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลใช้ประโยชน์จากความไม่สมดุลมหาศาลของอำนาจ และส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาฝ่ายเดียวว่าไม่มีวิธีแก้ปัญหา ซึ่งการไม่แก้ปัญหาที่จัดทำขึ้นมานานหลายปีนี้ สะท้อนถึงกลยุทธ์พื้นฐานของการไม่ตัดสินใจ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่สุดในการเลื่อนประเด็นสำคัญให้ไปอยู่ในสถานะสุดท้าย อันได้แก่ ปัญหาส่วนกลาง แม้กระทั่งการดำรงอยู่ ความสำคัญต่อฝ่ายปาเลสไตน์ การบิดเบือนการรับรู้เกี่ยวกับความขัดแย้งต่อสาธารณชนโดยอิสราเอลในระดับสากลยังคงเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์นี้ ดังที่แสดงไว้ ตัวอย่างเช่น ด้วยความคลุมเครือหลังเดือนธันวาคม 2000 เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าพารามิเตอร์ของคลินตัน ซึ่งอิสราเอลอ้างว่ายอมรับ แต่ไม่ใช่ชาวปาเลสไตน์ การพูดคุยสองครั้งประเภทนี้เป็นส่วนสำคัญของวาทกรรมการเจรจาต่อรองของอิสราเอลและการปั่นป่วนสาธารณะซึ่งวางอยู่บนจุดยืนการเจรจาต่อรองของอิสราเอล

ตามที่ไคลน์ได้เคยรำพึงเอาไว้ว่า

 

ข้อตกลงออสโลเป็นตัวอย่างของข้อตกลงชั่วคราวและการค่อยๆ เคลื่อนไหวไปสู่ข้อตกลงสถานะความล้มเหลวในขั้นสุดท้าย ปัจจุบัน ไม่มีชาวปาเลสไตน์และมีคนจำนวนไม่มากในอิสราเอลที่ยอมรับกระบวนการชั่วคราวอื่น ตอนนี้ทั้งชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ต่างก็อยากรู้ว่าจุดจบคืออะไร ตัวอย่างเช่น ชาวอิสราเอลต้องการทราบว่าผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์จะเรียกร้องกลับไปยังอิสราเอลหรือไม่? ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องรู้ว่าใครจะเป็นผู้ปกครองเหนือเทมเปิ้ลเม้าต์ และเมืองเก่า ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการเล่นเกมต่อไปโดยต่ออายุการเจรจาที่ทำให้อนาคตไม่ได้รับการแก้ไข แน่นอนว่าชารอนและผู้ตั้งถิ่นฐานต้องการปล่อยให้อนาคตเปิดกว้างเพื่อที่จะได้ควบคุมดินแดนได้มากขึ้น โดยหวังว่าในที่สุดพวกเขาจะสามารถเอาชนะชาวปาเลสไตน์ได้

 

อิสราเอลมองรัฐปาเลสไตน์อย่างคนเอาเปรียบ

เนื้อหาในที่จะกล่าวถึงในส่วนนี้ มุ่งที่จะตรวจสอบลักษณะของรัฐปาเลสไตน์ที่ตกอยู่ภายใตผู้นำอิสราเอลที่คำนึงถึงว่าเป็นผลผลิตจากข้อตกลงออสโลหรือข้อตกลงอื่นใดที่พวกเขาอาจบรรลุร่วมกับชาวปาเลสไตน์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐปาเลสไตน์ในอนาคตที่จะได้รับอนุญาตให้ตกผลึก จะต้องมีความสอดคล้องกันในอาณาเขต เศรษฐกิจและการเมืองกับรหัสภูมิรัฐศาสตร์อันยิ่งใหญ่ขององค์กรไซออนิสต์ ทั้งในด้านการตั้งถิ่นฐาน การล่าอาณานิคม การไถ่ถอนที่ดิน และการเพิ่มขอบเขตและดินแดนของรัฐ ด้วยมอบสิทธิประโยชน์เพียงเล็กน้อยให้กับรัฐปาเลสไตน์ มิฉะนั้น ผู้นำและประชากรจะถูกประณามและถูกทำลายล้างด้วยข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และถูกมอบหมายให้เป็นเช่นนั้นอย่างชอบธรรม อิสราเอลต้องการความร่วมมือในอีกด้านหนึ่ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบชาวปาเลสไตน์ยอมรับสิ่งดังกล่าวเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงเรียกร้องให้มีผู้นำใหม่เกิดขึ้น ยุทธศาสตร์ของอิสราเอลมี 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งสร้างสงครามวาทศิลป์ และอีกด้านหนึ่งสร้างสงครามแห่งอำนาจด้วยการใช้อาวุธยิง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มุ่งเป้าไปที่การทำลายโครงสร้างผู้นำในปัจจุบัน

ในสถานการณ์ของความไม่สมดุลของอำนาจที่รุนแรง ชนชั้นการเมืองของอิสราเอลกำลังพยายามที่จะกำหนดอำนาจด้วยการสร้างพลังอันเป็นมหาอำนาจทางการเมืองของตน ซึ่งก็คือพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือใครของเฮลิคอปเตอร์ บนระดับความสูงต่ำของรัฐปาเลสไตน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิเคราะห์ของแอนโทนิโอ แกรมไซ เกี่ยวกับพลังอำนาจของกลุ่มสังคมที่โดดเด่นและวิธีการนำไปใช้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีตรงนี้ เพื่อช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลอิสราเอลในการมีส่วนร่วมกับชาวปาเลสไตน์ แกรมไซเสนอแนะวิธีที่บรรลุถึงอำนาจเป็นประเทศมหาอำนาจ 3 วิธี คือ ดำเนินการด้วยการบีบบังคับ สร้างความยินยอม และด้วยการสร้างสิ่งชั่วร้ายและฉ้อฉล ซึ่งการบีบบังคับหมายถึงการใช้กำลังหรือการคุกคามอย่างน่าเชื่อถือของการใช้กำลัง ความยินยอมบ่งบอกถึงความเป็นผู้นำทางศีลธรรม ในคำพูดของแกรมไซที่ระบุว่าระหว่างความยินยอมและการใช้กำลังนั้นถือเป็นการสร้างสิ่งชั่วร้าย/ฉ้อโกง (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสถานการณ์บางอย่างที่ยากที่จะใช้อำนาจหน้าที่เป็นประเทศมหาอำนาจ และเมื่อการใช้กำลังมีความเสี่ยงเกินไป) สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วยการสร้างความเสื่อมเสียและทำให้คู่อริเป็นอัมพาต ด้วยการซื้อผู้นำอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะซ่อนเร้นหรือในกรณีอันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะหว่านสร้างความระส่ำระสายและความสับสนในหมู่ผู้นำ

รัฐบาลอิสราเอลชุดต่อๆ มาซึ่งมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพกับชาวปาเลสไตน์ที่มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการบ่อนทำลายการสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นไปได้ใดๆ ก็ตาม กล่าวคือ ทำให้ความชอบธรรมของอีกฝ่ายเป็นโมฆะ สิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการหลอกลวงนับครั้งไม่ถ้วนของอิสราเอลที่ปรากฎในสื่อและแพลตฟอร์มอื่นๆ ต่อผู้นำปาเลสไตน์ ด้วยคิดว่ากองกำลังปาเลสไตน์ไม่สามารถ (หรือไม่เต็มใจ) ที่จะหยุดการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธต่อเป้าหมายของอิสราเอลได้ โดยสรุปแล้ว ผู้นำของรัฐ (และโดยการขยายรัฐบาลของเขา) จะต่อสู้กับการก่อการร้ายได้อย่างไร หากพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้มีรัฐและไม่มีวิธีการที่เหมาะสมในการควบคุมประชากรของเขา อย่างนี้อาจเรียกว่าเป็น catch-22 หรือที่เมนาเคม ไคลน์ เรียกว่า catch-2002 ซึ่งแท้จริงแล้ว ยัตเซอร์ อาราฟัตไม่ได้รับอนุญาตให้มีฐานทัพของรัฐและเขตแดนที่เป็นไปได้สำหรับรัฐหนึ่ง แต่ถูกตัดสินโดยอิสราเอลและฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ราวกับว่าเขาเป็นผู้นำของรัฐที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ซึ่งสามารถควบคุมประชากรของตนได้หากต้องการเท่านั้น นี่เป็นการหลอกลวงอย่างร้ายแรง หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่อิสราเอลทำสงครามวาทกรรมกับชาวปาเลสไตน์ด้วยการทำให้ข้อโต้แย้งและข้อเสนอของพวกเขาดูเหมือนเป็นการฉ้อโกง และผู้นำของพวกเขาไม่ได้มีความน่าเชื่อถือ (ซึ่งตามความหมายที่แท้จริงของอิสราเอล คือ ไม่เปิดโอกาสให้เข้าร่วมเลือก)

หมายเหตุ: catch-22" คือ ปัญหาซึ่งมีทางแก้ไขเดียวเท่านั้นที่ถูกปฏิเสธโดยพฤติการณ์ที่มีอยู่ในปัญหาหรือตามกฎเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น การสูญเสียบางสิ่งบางอย่างโดยทั่วไปถือเป็นปัญหาทั่วไป เพื่อแก้ปัญหานี้ เราจะมองหาของที่สูญหายจนกว่าจะพบ แต่หากของที่หายไปคือแว่นตา เราจะมองไม่เห็นเพื่อมองหามัน - catch-22 นอกจากนี้ คำว่า catch-22 ยังใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเพื่อหมายถึงปัญหาที่ยุ่งยากหรือสถานการณ์ที่ไม่ชนะหรือไร้สาระ

การพิจารณาองค์ประกอบพื้นฐานที่สร้างรัฐใดรัฐหนึ่งขึ้นมา และดูว่ายังคงขาดองค์ประกอบบางส่วนใดบ้าง (หรือเป็นภาวะที่ไม่สามารถดำรงอยู่ตรงนั้นได้) ในกรณีของปาเลสไตน์ในปัจจุบันนั้นมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ในหนังสือเรียนภูมิศาสตร์การเมืองมาตรฐานเสนอแนะว่ารัฐจำเป็นต้องมีองค์ประกอบพื้นฐาน 5 ประการ ประกอบด้วย ดินแดน ประชากรผู้มีถิ่นอยู่ถาวร รัฐบาล เศรษฐกิจที่มีการจัดระเบียบ และระบบการหมุนเวียน นอกเหนือจากอธิปไตยเหนือดินแดนของตนและการยอมรับจากนานาชาติ

แต่ว่าการอภิปรายตรงนี้จะจำกัดอยู่เพียงองค์ประกอบของรัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอที่เกี่ยวกับการหลอกลวงครั้งสำคัญๆ ที่แท้จริง โดยมีการกล่าวหาว่าผู้นำปาเลสไตน์ไม่สามารถต่อสู้และปราบปรามการก่อการร้ายในส่วนที่เกี่ยวกับดินแดนได้ ไม่เพียงแต่ความตกลงออสโลและข้อตกลงอื่นๆ ที่ตามมา จะจำกัดอำนาจปาเลสไตน์ให้ใช้การควบคุมเหนือดินแดนจำนวนเพียงเล็กน้อย (พื้นที่ส่วน A) และการแบ่งปันการควบคุมพื้นที่เพิ่มเติมในพื้นที่ส่วน B เท่านั้น อีกทั้งพื้นที่เหล่านี้ยังกระจัดกระจายไปในส่วนต่างๆ เป็นอย่างมาก และมีลักษณะคล้ายวงล้อมภายในพื้นที่ที่ใหญ่กว่ามาก (เช่น พื้นที่ส่วน C) ซึ่งก่อตัวประมาณร้อยละ 70 ของเวสต์แบงก์ และอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล ขอบเขตของการกระจายตัวดังกล่าวเห็นได้จากภาพที่ 1 ข้างล่างนี้ แม้ว่าพื้นที่ส่วน A คาดว่าจะมีวงล้อม 15 ถึง 20 วง แต่ว่าในพื้นที่ส่วน B กลับมีจำนวนมากกว่า 190 วง วงล้อมเหล่านี้แยกออกจากกันเนื่องจากการมีอยู่ของการตั้งถิ่นฐานและถนนของชาวยิว (เรียกว่า วงล้อมของชาวยิว) ซึ่งนำไปสู่การตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ที่ตัดผ่านพื้นที่ส่วน B


เพื่อให้เข้าใจกลยุทธ์การกระจายตัวและการแบ่งส่วนได้ดีขึ้น ลองดูแนวคิดเรื่องการหมุนเวียนของกระแสทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งระบบการหมุนเวียนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินงานของรัฐ ตามคำกล่าวของมาร์ติน กลาสเนอร์ ที่ว่าในการสั่งให้รัฐดำเนินการ จะต้องมีวิธีการบางอย่างที่เป็นระบบในการถ่ายเทสินค้า ผู้คน และความคิด จากส่วนหนึ่งของดินแดนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่งของดินแดน การขนส่งและการสื่อสารทุกรูปแบบถูกนิยามรวมให้อยู่ในคำว่า 'การหมุนเวียน' แต่รัฐสมัยใหม่จะต้องมีรูปแบบต่างๆ ที่ซับซ้อนมากกว่ารูปแบบการวิ่งหรือการส่งโทรเลขของบุช  หากใครก็ตามพิจารณาการแตกแยกของดินแดนปาเลสไตน์ตามที่กำหนดด้วยข้อตกลงออสโลและตามที่จัดทำขึ้นโดยเหตุการณ์ในเวลาต่อมาของอินติฟาดาครั้งที่สอง เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการบังคับใช้ข้อจำกัดอย่างเป็นระบบในการเคลื่อนย้ายผู้คนและสินค้าระหว่างฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ และภายในดินแดนทั้งสองแห่งนี้ ตามที่เว็บไซต์กฎหมายที่ยึดตามรามัลเลาะห์ซึ่งเป็นสมาคมปาเลสไตน์เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมระบุไว้ว่า ข้อจำกัดของการเดินทางส่งผลกระทบต่อทุกคน ตัวอย่างเช่น นักศึกษายังถูกจำกัดในการเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่มาจากฉนวนกาซาไม่สามารถได้รับใบอนุญาตที่จำเป็นเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของตนในเขตเวสต์แบงก์ได้กลยุทธ์ประการหนึ่งในการบั่นทอนอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่ง คือ การลดอิสระในการเคลื่อนไหวเสรีอย่างไร้สาระ ดังนั้นอำนาจในการยึดครองของอิสราเอลจึงมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการขัดขวางการไหลเวียน เพื่อทำให้การทำงานของเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบความมั่นคง การรักษาพยาบาล โรงเรียน และสถาบันอื่นๆ เป็นอัมพาต

ในส่วนของการศึกษาและการหยุดชะงัก มุนา ฮามเซห์-มูไฮเซน วาดภาพต่อไปนี้

 

เช่น โรงเรียนทาลิตาในเมืองเบอิต จาลา เป็นต้น โรงเรียนคริสเตียนเอกชนแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ด้านบนของเนินเขาในบริเวณที่เรียกว่าพื้นที่ส่วน C และอยู่ใกล้กับถนนหมายเลข 60 มาก ซึ่งสร้างขึ้นบนที่ดินปาเลสไตน์ที่ถูกยึดเพื่อเชื่อมต่อการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลทางตอนใต้ของเฮบรอนกับการตั้งถิ่นฐานของกิโล ในกรุงเยรูซาเล็มตอนใต้ เมื่อใดก็ตามที่อิสราเอลกำหนดให้มีการปิดระหว่างพื้นที่ส่วน A, B และ C ทหารอิสราเอลจะสร้างจุดตรวจห่างจากโรงเรียนไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร เพื่อปิดถนนทางเข้าอื่นๆ ด้วยกองดินสูง หลังจากปิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ครูและนักเรียนต่างก็ต้องแอบผ่านด่านเพื่อไปถึงโรงเรียน ส่วนเด็กอนุบาลไม่มีเรียนจนกว่าจะมีการยกเลิกการปิดในวันที่ 15 กันยายน

 

นี่คือการกระจายตัวเชิงรุกและการอุดตันของการไหลเวียนที่เป็นเลิศ

เอกสารรายงาน ห้าปีแห่งออสโล: การตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องของสิทธิมนุษยชน: บทสรุปของการละเมิดสิทธิมนุษยชนนับตั้งแต่ปฏิญญาหลักการ - Five Years of Oslo: The Continuing Victimisation of Human Rights: A Summary of Human Rights Violations since the Declaration of Principles ที่ออกโดยกฎหมายและลงวันที่ในเดือนกันยายน 1998 ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบการไหลเวียนในช่วงเวลาของการปิดและปิดล้อมว่า

 

เป็นที่รู้กันว่าทางการอิสราเอลกำหนดสิ่งที่เรียกว่า การปิดล้อม ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายประชากรปาเลสไตน์แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมมักถูกขัดขวาง การปิดล้อมมักมีการบังคับใช้ในวันหยุดและวันที่มีงานเลี้ยงของชาวยิว หลังเหตุการณ์ระเบิด หลังจากการปะทะกับชาวปาเลสไตน์ หรือก่อนการประท้วงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การปิดล้อมมักทำให้เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยการปฏิเสธความเป็นไปได้ของคนงานชาวปาเลสไตน์ที่หาเลี้ยงชีพในอิสราเอลจากการได้ไปยังสถานที่ทำงานของตน การปิดและปิดล้อมมักส่งผลให้เกิดการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรของชาวปาเลสไตน์ เช่น ผักและสิ่งที่คล้ายกันเน่าเปื่อย และในกรณีของฉนวนกาซา การห้ามชาวประมงออกทะเลทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะมีรายได้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถประกอบอาชีพได้ มีการประมาณกันว่าการปิดร้านมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และในปี 1997 ต้นทุนการปิดโดยประมาณทั้งหมดในช่วงเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งนี้มีผลกระทบร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมในท้องถิ่น การปิดโรงงานยังขัดขวางการทำงานของหน่วยบริการฉุกเฉินทางการแพทย์อยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้บุคคลไม่ได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

 

ดังนั้น การปิดจึงกลายเป็นยุทธวิธีที่ถูกกำหนดไว้อย่างผิวเผินด้วยเหตุผลของความมั่นคง ซึ่งเป็นคำขวัญอันยิ่งใหญ่ของชาวอิสราเอล แต่ผลที่ตามมาก็คือ เทคนิคของการกระจายตัวในเชิงรุกที่รุนแรงและการหยุดการไหลเวียนที่ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แท้จริงแล้ว หัวใจสำคัญของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์คือระบอบการปกครองที่มีการกระจายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเวนคืนที่ดินรูปแบบต่างๆ

มีแนวโน้มในหมู่นักวิจารณ์และผู้นำชาวอิสราเอล (โดยเฉพาะเนทันยาฮู) ที่จะสร้างความสับสนให้กับภูมิศาสตร์การแตกเพื่อแบ่งแยก (geography of fragmentation) ที่ถูกสะกดไว้ในข้อตกลงออสโล และชี้ไปที่สัดส่วนร้อยละของประชากรปาเลสไตน์ที่กลายเป็นอิสระ นี่เป็นกลวิธีหลอกลวงอีกอย่างหนึ่ง จากงานของฮามิน กเวิร์ตสแมน นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮีบรู ที่เดวิด มาคอร์สกี เคยอ้างอิงเอาไว้ แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ทำให้เข้าใจผิดนี้ในการตรวจสอบผลกระทบของการถอดถอนดินแดนของอิสราเอล ร้อยละ 9-10 ในด้านประชากรศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเบญจมิน เนทันยาฮู

 

ประมาณร้อยละ 86 ของประชากรปาเลสไตน์ฝั่งตะวันตกจะอาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังปาเลสไตน์ และตัวเลขนี้จะสูงถึงร้อยละ 93 หากรวมฉนวนกาซาด้วย แม้ว่าเนทันยาฮูชอบที่จะอวดอ้างในวันนี้ว่า 98 เปอร์เซ็นต์ของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองตนเอง แต่ตัวเลขนี้ทำให้เข้าใจผิดอย่างมาก เนทันยาฮูหมายถึงเพียงการปกครองตนเองของพลเรือนเท่านั้น ในความเป็นจริง IDF ได้เอาชนะการควบคุมพื้นที่ชนบทเกือบทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยประมาณร้อยละ 97 ของเวสต์แบงก์ ตามการคำนวณของกเวิร์ตสแมน มีเพียงร้อยละ 37 (588,000 จาก 1,561,000) ของประชากรปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์เท่านั้น ที่อาศัยอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังปาเลสไตน์เต็มรูปแบบในปัจจุบัน

 

หากเรายอมรับคำกล่าวของกเวิร์ตสแมน (อ้างในงานของมาคอฟสกี้) ว่า กองทัพอิสราเอลทำการควบคุมพื้นที่ ร้อยละ 97 ของดินแดนเวสต์แบงก์ และสามารถควบคุมท้องฟ้าและพรมแดนของทั้งเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาได้ ร้อยละ 100 นี่จึงเป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าอธิปไตยเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างรัฐขาดไป การไม่มีอำนาจอธิปไตยเพียงอย่างเดียวสามารถนำมาใช้ที่นี่เพื่อชี้แจงว่าการกล่าวโทษอาราฟัตที่ไม่ต่อสู้กับการก่อการร้ายนั้นไม่ยุติธรรม และเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะทำเช่นนั้นแม้จะใช้ความพยายามเต็มร้อยทั้งร้อยแล้วก็ตาม การขาดอำนาจอธิปไตยขัดขวางการควบคุมที่มีประสิทธิผล ซึ่งฝ่ายอิสราเอลเองล้วนรู้เรื่องนี้ดี

อธิปไตยมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับแนวคิดอื่น กล่าวคือ เรื่องดินแดนและการควบคุมวิธีการใช้ความรุนแรง ในคำจำกัดความของรัฐของเวเบอร์นั้นมีเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีอยู่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ได้รับการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอให้เป็นผู้มีความสามารถ 2) ดำรงไว้ซึ่งการเรียกร้องสิทธิในการควบคุมวิธีการใช้ความรุนแรงโดยชอบด้วยกฎหมาย และ 3) เพื่อรักษาไว้ซึ่งการผูกขาดดังกล่าวภายในอาณาเขตที่กำหนดเป็นดินแดน การกระจายพื้นที่ของเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาออกเป็นสามระดับของการควบคุมของอิสราเอล และความสามารถทางทหารโดยรวมของอิสราเอลในการรักษาการควบคุมวิธีการใช้ความรุนแรงเหนือประชากรทั้งหมด ซึ่งจำกัดความสามารถของอาราฟัตในพื้นที่ตำรวจที่เขาไม่สามารถเข้าถึงได้ สถานการณ์นี้ชัดเจนยิ่งขึ้นนับตั้งแต่การระบาดของอินติฟาดาครั้งที่สอง เมื่อรถถังของอิสราเอลเคลื่อนเข้ามาและทำให้เมืองต่างๆ ของปาเลสไตน์และเขตเมืองใหญ่ๆ ถูกปิดล้อมและปิดล้อม นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การยึดอำนาจของทหารได้ขัดขวางไม่ให้ตำรวจของอาราฟัตย้ายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง และลดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติส่วนใหญ่ลงอย่างมาก ตำรวจก็ถูกขัดขวาง กาซาตกอยู่ภายใต้รูปแบบใหม่ในการกำหนดความรุนแรงและการควบคุมทางทหารที่พยายามทำลายกลุ่มฮามาสใน พื้นที่ต่อต้านรูปที่ 15.2 แสดงภาพประกอบการทำแผนที่เกี่ยวกับการปิดล้อมท้องถิ่นของชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม บารัคสามารถบอกแมดเดอลีน อัลไบรท์ และฌาค ชีรัค ว่าอาราฟัต สามารถหยุดอินติฟาดะได้ด้วยการโทรศัพท์เพียงสองครั้ง

ก่อนเคยต่อต้านแต่ตอนนี้เปลี่ยนไป

รูปแบบของรัฐบาลที่ข้อตกลงออสโลสร้างขึ้นมา และลักษณะที่ฝ่ายบริหารนี้ถูกกดดันให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องอันไม่มีที่สิ้นสุดจากผู้นำอิสราเอล ถูกจำกัดทางการเมืองโดยความจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผลกระทบทางภูมิศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของยัสเซอร์ อาราฟัต จากประธานาธิบดีองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO: Palestine Liberation Organization) ไปเป็นหัวหน้ากองกำลังปาเลสไตน์ (PA: Palestinian Authority) การเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการเมืองของขบวนการแห่งชาติปาเลสไตน์ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อการตัดสินใจของชาวปาเลสไตน์ด้วยตัวเอง โดยพื้นที่การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ (Spaces of Palestinian resistance) ได้ถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่แห่งอำนาจที่มีประสิทธิภาพ (spaces of effective power)

ในฐานะขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์มีมติที่จะใช้วิธีการต่างๆ ในการต่อสู้กับอิสราเอลและเป้าหมายของอิสราเอลทั้งในดินแดนปาเลสไตน์และต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าผู้นำองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ไม่สามารถปลดปล่อยปาเลสไตน์จากภายนอกด้วยกำลังทหารได้ ทว่าองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้คิดค้นโครงข่ายต่อต้านเชิงพื้นที่ (web of counter spatiality) ที่เป็นภูมิศาสตร์แห่งการต่อต้านขึ้นมา ดังที่สตีพ ไพล์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ เหนือสิ่งอื่นใด การต่อต้านเป็นเรื่องของการระดมมวลชนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วการต่อต้านถูกกำหนดโดยการปฏิบัติการ เช่น การนัดหยุดงาน การเดินขบวน การก่อตั้งองค์กรชุมชน และอื่นๆ ทั้งนี้  อุดมการณ์สงครามขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดจากการเรียนรู้การปฏิวัติในแอลจีเรียด้วยการก่อจลาจลของประชาชนที่รับรู้ประสบการณ์มาจากฝรั่งเศสอีกที สิ่งนี้อาจนำไปใช้ได้หากชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดอยู่ภายในปาเลสไตน์เช่นเดียวกับชาวแอลจีเรียที่อยู่ในแอลจีเรีย ดังนั้นความสำคัญของอินติฟาดาทั้งสองครั้งในบริบทของแนวคิดดั้งเดิมขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ จึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการประท้วงของประชาชนและการสร้างความแข็งแกร่งของภูมิศาสตร์ของการต่อต้าน (geographies of resistance)

. องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้สร้างภูมิศาสตร์ของการต่อต้านที่ไม่จำเป็นต้องมีการเผชิญหน้าโดยตรงกับผู้มีอำนาจ แต่เป็นภูมิศาสตร์ที่การต่อต้านกลายเป็นรูปแบบหนึ่งอันเกิดจากการวินิจฉัยอาการของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แตกต่างกัน และเป็นความพยายามค้นหาวิธีต่างๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง หรือดำเนินชีวิตอยู่ร่วม หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น แต่ว่าด้วยข้อตกลงออสโลเป็นยุทธศาสตร์บีบบังคับให้อาราฟัตและองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ต้องออกห่างจากการปฏิบัติทางภูมิศาสตร์แห่งการต่อต้านดังกล่าว นำพาให้เขาก้าวไปสู่พื้นที่ใหม่ที่จะทำให้มีพลังอำนาจเข้มแข็งขึ้นและมีโครงสร้างการควบคุมที่ได้รับการยอมรับและถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้ภูมิศาสตร์ของการต่อต้านและพื้นที่ของการต่อต้าน ต้องถูกกระทำให้เป็นโมฆะ ด้วยจัดการการเปลี่ยนแปลงองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์



ดังนั้น กองกำลังปาเลสไตน์ที่มีขบวนการยัตเซอร์ อาราฟัต เป็นผู้นำ และพื้นที่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วน A ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของพื้นที่กึ่งปกครองตนเอง กลายเป็นพื้นที่แห่งอำนาจ (space of power) ไม่ว่าอำนาจจะอ่อนแอเพียงใด จากมุมมองนี้ รัฐบาลของปาเลสไตน์ที่ผลิออกมาตามข้อตกลงออสโลจึงมีความอ่อนแอมาตั้งแต่แรกเกิด และถูกมองว่าเป็นพื้นที่แห่งอำนาจที่อ่อนแอที่สุด นี่คือสิ่งที่ชาวอิสราเอลตั้งเป้าไว้ในการอภิปรายและข้อเสนอทั้งหมดของพวกเขา ความชอบธรรมที่เสื่อมโทรมนั้นเล็ดลอดออกมาจากอิสราเอลซึ่งเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจเหนือกว่า เพื่อให้รัฐบาลใหม่นี้มีรูปธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย อิสราเอลยืนยันว่าองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ต้องเปลี่ยนกฎบัตรของตนและเรียกร้องให้ผู้นำปาเลสไตน์ประณามการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง และรับประกันว่าเขาและพรรคพวกของเขาเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบล็กเมล์ทางการเมืองในสถานการณ์ที่ประชากรในดินแดนถูกยึดครองอย่างโหดร้าย

การที่อิสราเอลยอมรับรัฐบาลบางประเภทสำหรับชาวปาเลสไตน์นั้น บอกเป็นนัยว่าจะไม่มีการกำหนดข้อจำกัดต่อข้าราชการและผู้นำของตน อย่างไรก็ตาม จากหัวในเว็บไซต์ลอว์ (Law Web Site) ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานแห่งชาติปาเลสไตน์จำเป็นต้องได้รับอนุญาตในการเดินทางระหว่างเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ซึ่งอิสราเอลมอบสถานะบุคคลสำคัญระดับวีไอพีให้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสจำนวนหนึ่งและสภานิติบัญญัติปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของพวกเขายังคงถูกจำกัดจากความล่าช้าของการดำเนินการและการคุกคาม ณ จุดตรวจ นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสำหรับสมาชิกระดับสูงของกองกำลังปาเลสไตน์ที่ต้องการเดินทางจากกาซาไปร่วมการประชุมของสภาในเขตเวสต์แบงก์

ความอ่อนแอของรัฐบาลอาราฟัตปรากฏชัดที่สุดในวิกฤตการณ์ปัจจุบันของอินติฟาดาและความขัดแย้งของมัน ในด้านหนึ่ง อิสราเอลยืนยันว่าชาวปาเลสไตน์สามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่ในขณะเดียวกัน สมาชิกของสภาก็ไม่สามารถเข้าถึงสำนักงานใหญ่ของอาราฟัตในรอมัลเลาะห์ได้ ไม่จำเป็นต้องพูดว่าการจำกัดการเคลื่อนไหวของอาราฟัตนอกเมืองรามัลลอฮ์เป็นระยะเวลานานนั้น ส่งผลต่อกลยุทธ์การแช่แข็งการเคลื่อนไหวเชิงพื้นที่ ซึ่งทำให้รัฐบาลของเขาไร้ประสิทธิภาพอย่างขั้นสุดขั้ว เป็นการเข้าใจผิดที่จะกล่าวว่าอาราฟัตและพรรคพวกของเขาเป็นเครื่องมือที่อยู่ในมือของผู้นำอิสราเอลและฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ตรงกันข้าม อาราฟัตและทีมเจรจาของเขาที่แคมป์เดวิดที่สองนั้นเป็นแนวทางที่ดี พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่ออำนาจนำของอิสราเอล (ได้รับการสนับสนุนด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของประธานาธิบดีคลินตัน) และไม่พร้อมที่จะยอมรับสถานการณ์ที่การยึดครองของอิสราเอลที่จะดำเนินต่อไปเหนือดินแดนนี้ ซึ่งเป็นที่ซึ่งรัฐปาเลสไตน์ใหม่ถูกจินตนาการให้เกิดขึ้น พวกเขาเข้าใจถึงความขัดแย้งขั้นพื้นฐานที่ว่ารัฐที่พวกเขาดำรงสถานะอยู่นั้น อาจมีสักวันที่อำนาจในพื้นที่นี้จะอ่อนแอลงภายใต้การบงการของผู้อื่นเกือบทั้งหมด และพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับ

เมรอน เบนเวนิสติ อธิบายเรื่องนี้ว่า ภูมิศาสตร์การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ถูกแบ่งส่วนและกระจัดกระจาย และการหมุนเวียนไปตามพื้นที่เหล่านั้นถูกขัดขวางโดยการปิดและการปิดล้อมพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องมีการควบคุมความรุนแรง (spaces of radical control) โดยพื้นที่แห่งอำนาจ (spaces of power) ของชาวปาเลสไตน์ถูกหดตัวหายจนไม่มีอยู่จริง และกลายเป็นพื้นที่แห่งความไร้อำนาจ (spaces of powerlessness) หรือพื้นที่แห่งการตรึงกำลัง (spaces of immobilization) กลยุทธ์อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของชาวอิสราเอลในการทำให้อินติฟาดาสงบลง คือ การเปลี่ยนพื้นที่ต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีอำนาจและความไร้อำนาจอย่างไร้ความปราณี กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภูมิศาสตร์แห่งการต่อต้านได้แปรสภาพเป็น ภูมิศาสตร์แห่งการตรึงกำลัง โดยการปิดกั้นการไหลเวียน การแบ่งแยกดินแดน การดำเนินความรุนแรงลงไปจนถึงระดับครัวเรือนแต่ละครัวเรือน การทำลายบริการทางการแพทย์ และการทำลายพื้นที่แห่งการยืนหยัดอีกครั้งให้ได้มากที่สุด ระดับกะทัดรัดของบุคคล ครอบครัว และบริเวณใกล้เคียง

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อนของอิสราเอลในการเปลี่ยนพื้นที่แห่งการต่อต้านให้กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไร้อำนาจ และเศรษฐกิจที่เหี่ยวเฉาและถูกจำกัดอย่างแท้จริง ด้วยการสร้างความบอบช้ำเชิงพื้นที่ของการไหลเวียน อาวุธดังกล่าวมีพลังต่อพื้นที่เป้าหมายมหาศาลบนภาคพื้นดินและเป็นพลังแห่งการหลอกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการบิดเบือนภาพ ระดับนานาชาติ ซึ่งการหลอกลวงที่โดดเด่นที่สุด คือ การตราหน้าผู้ที่ลุกขึ้นเพื่อต่อต้านการยึดครองทางทหารที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งผู้เสียภาษีของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ต้องจ่ายให้กับชาวปาเลสไตน์ที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ นี่เป็นสุรเสียงของอาวุธวาทศิลป์ที่ปรากฎอยู่นี้ดังสะท้อนกึกก้องอยู่ในกรุงวอชิงตัน

ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับดินแดนที่ได้รับสัมปทานมาโดยปราศจากอำนาจทางการเมืองในการควบคุมดินแดน ทำให้กองกำลังปาเลสไตน์ดูเหมือนมีอำนาจควบคุมและมีอธิปไตยที่ไม่เป็นจริงอันจับต้องได้ กองกำลังปาเลสไตน์ ได้รับมอบสิ่งแปดเปื้อนที่หลอกว่าดีที่สุด คือ พวกเขาไม่มีประสิทธิภาพที่จะควบคุมกิจกรรมการก่อการร้าย และที่เลวร้ายที่สุดกว่านั้นอีกก็คือมีการสมคบคิดในการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กองกำลังปาเลสไตน์ ถูกปฏิเสธการควบคุมปฏิสัมพันธ์ในดินแดนที่เป็นรากฐานทางภูมิศาสตร์ของทุกรัฐ ทำให้ความสามารถในการควบคุมการก่อการร้ายของตำรวจจึงถูกลดทอนลง การเกิดขึ้นและปรากฏตัวของรัฐทำให้กองกำลังปาเลสไตน์ถูกจัดประเภทเป็นองค์กรผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ในขณะที่การต่อสู้แย่งชิงดินแดนอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถตรวจตราดินแดนของตนได้ ผลที่ตามมา คือ กิจกรรมการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องทำให้อิสราเอลสามารถควบคุมดินแดนของตนได้อย่างเป็นมรรคเป็นผล

โดยสรุป ความพยายามของอิสราเอลในการบรรลุแก่อำนาจขึ้นเป็นมหาอำนาจโดยอาศัยความยินยอม ประสบความล้มเหลวลงอย่างเห็นได้ชัด และอิสราเอลก็ไม่สามารถทำได้ด้วยการติดสินบนผู้นำปาเลสไตน์ เช่น การทุจริตและการฉ้อโกง ขณะที่อินติฟาดาครั้งที่สองย่างเข้าสู่ระยะเวลากว่า 42 เดือนอันยาวนาน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งของอิสราเอลได้ขยับไปทางนักการเมืองฝ่ายขวามากขึ้น มีแนวโน้มว่า อาเรียล ชารอน กำลังวางแผนที่จะบรรลุสู่การเป็นมหาอำนาจโดยการเพิ่มความเข้มข้นของวิธีการบีบบังคับ เขาบอกกับหนังสือพิมพ์ฮาอาเรตซ์ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2002 ว่า "อย่าคาดหวังว่าอาราฟัตจะดำเนินการต่อต้านการก่อการร้ายนี้ เราต้องทำให้พวกเขาบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก และพวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถใช้การก่อการร้ายเอาชนะความสำเร็จทางการเมืองได้อีกต่อไปนอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่าชาวปาเลสไตน์จะต้อง ถูกโจมตีอย่างหนักจนกว่าพวกเขาจะร้องขอความเมตตาเป็นการโจมตีด้วยยุทธศาสตร์ 2 ด้าน คือ การใช้กำลังในพื้นที่ทำลายพื้นที่ที่มีการต่อต้าน พร้อมๆ กับการสร้างพื้นที่แห่งความไร้อำนาจในพื้นที่ที่มีอำนาจของชาวปาเลสไตน์อยู่ และการสร้างสงครามวาทกรรมเพื่อบดบังจินตภาพและวาทศิลป์ของการหลอกลวงในระดับที่สูงขึ้นของข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการบริโภคระหว่างประเทศในสงครามโฆษณาชวนเชื่อที่กำลังดำเนินอยู่

ผลกระทบ

จากประเด็นเชิงพื้นที่ทางการเมืองบางประการของข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลอิสราเอลและหน่วยงานแห่งชาติปาเลสไตน์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และวาทกรรมระหว่างอิสราเอลและองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ มีจุดที่น่าสนใจมากๆ กล่าวคือ ส่วนแรกเป็นประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายปรารถนาที่จะมีอำนาจควบคุมแต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่สอง ความเป็นศูนย์กลางของดินแดนในการสถาปนารัฐที่สามารถดำรงอยู่ได้และวิธีที่รัฐบาลอิสราเอลปฏิบัติในการสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทำให้การสถาปนานั้นไม่ได้เป็นมรรคเป็นผลที่มีประสิทธิภาพสำหรับชาวปาเลสไตน์เลย แม้ว่าแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการระบาดของอินติฟาดารอบที่สองในเดือนกันยายน 2000 แต่จากที่กล่าวในรายละเอียดมาทั้งหมดในบทนี้ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาโดยปริยาย เพียงแต่ว่าอยู่ในขอบเขตที่มุ่งเน้นสู่ประเด็นและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ การอภิปรายเกี่ยวกับอินติฟาดารอบที่สอง ในที่นี้ มีจุดประสงค์เพื่อเน้นย้ำถึงความต่อเนื่องของกระบวนการเชิงพื้นที่บางอย่างจนถึงปัจจุบัน และแสดงให้เห็นว่าอินติฟาดาในภูมิศาสตร์ของการต่อต้านได้กระตุ้นระดับความเข้มข้นใหม่ในกระบวนการเหล่านี้

เนื้อหาสาระของบทนี้เป็นความต้องการที่จะเรียกร้องให้นักวิชาการอ่านคำบรรยายของข้อตกลงออสโลที่กินเวลายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว อย่างถูกต้อง เพื่อพิจารณาช่วงเวลานี้และดูว่ามีอะไรวิวัฒนาการมาจากช่วงเวลานั้น และสิ่งที่อยู่บนทางตันในปัจจุบัน และเรียนรู้บทเรียนจากช่วงเวลานี้ อาจฟังดูไร้สาระในเวลานี้ เมื่อการฆ่าผู้บริสุทธิ์กลายเป็นเรื่องสำคัญในการพูดถึงโอกาสที่จะเกิดสันติภาพ อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของเราในฐานะนักภูมิศาสตร์และนักวิชาการคือการสร้างความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ และลักษณะเฉพาะของเหตุการณ์นั้นๆ โดยไม่ถูกสื่อหลอกลวงให้เข้าใจผิด

การพิจารณาข้อตกลงออสโลในมุมมองที่ดีขึ้นกว่าที่เคย จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งนี้ก่อนประกาศข้อตกลงออสโล อิสราเอลและองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์แทบจะอยู่ในสถานะของสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดจากอินติฟาดาครั้งที่หนึ่ง อิสราเอลสามารถพิสูจน์เหตุผลของการยึดครองเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาได้ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะขาดการยอมรับจากฝ่ายปาเลสไตน์ แต่เหตุผลอื่นๆ หลายประการก็ถูกอิสราเอลโต้แย้งตลอดหลายทศวรรษ เพื่อยึดดินแดนอาหรับที่ถูกยึดไว้ก่อนมีข้อตกลงออสโล มีเหตุผลบางประการที่รวมถึงความจำเป็นทางภูมิศาสตร์และการป้องกันตัวเอง (เช่น พื้นที่ของอิสราเอลแคบหรือเล็ก และดังนั้นจึงเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากภายนอก) ทรัพยากร (อิสราเอลมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอ) ประวัติศาสตร์ (การฟื้นฟูขบวนการไซออน) การผจญภัยด้วยภารกิจที่ท้าทาย (ขาดพันธมิตรสันติภาพที่น่าเชื่อถือและเป็นประชาธิปไตย) การต่อต้านชาวยิวของชาวอาหรับ (แม้ว่าจะควรชัดเจนว่าชาวอิสราเอลกำลังทำสงครามกับโลกอาหรับเนื่องจากการล่าอาณานิคม ไม่ใช่อัตลักษณ์ชาวยิวของพวกเขา) จิตวิทยา (เนินเขาและจุดบางแห่งที่อยู่ติดกับชายแดนของอิสราเอลก่อนปี 1967 เตือนชาวอิสราเอลถึงความทรงจำอันเลวร้ายเพราะบ้านของพวกเขาตกเป็นเป้าหมายจากพื้นที่เหล่านี้) และแน่นอนว่ามีประเด็นทางการเมือง (อิสราเอลเป็นประชาธิปไตยที่รู้แจ้ง เป็นรัฐประชาธิปไตยเพียงแห่งเดียวในตะวันออกกลาง และชาวอาหรับมีฐานะดีกว่าภายใต้การปกครองของอิสราเอล) เหตุผลอันหลังนี้หยิบยกขึ้นมาโดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประชากรชาวซีเรียที่ราบสูงโกลาน และแย้งว่าชาวโกลันชอบที่จะอยู่กับอิสราเอลมากกว่าที่จะกลับไปยังซีเรียในสนธิสัญญาสันติภาพกับซีเรีย

การลงนามในข้อตกลงออสโลระหว่างอิสราเอลและองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ทำให้เหตุผลหลายประการในการรักษาดินแดนของอีกฝ่ายก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป แล้วเหตุใดรัฐบาลอิสราเอลจึงยังคงยึดดินแดนปาเลสไตน์ หากอ้างว่าตนเห็นพ้องกับสมการว่าด้วย ดินแดนแห่งสันติภาพ และเหตุใด แนวปฏิบัติดังกล่าวจึงดำเนินต่อไปทั้งๆ ที่ตนได้ลงนามในข้อตกลงกับชาวปาเลสไตน์ที่ชี้ชัดแล้วว่าข้อตกลงออสโลและข้อตกลงที่ตามมาทั้งหมด จะต้องนำไปสู่การดำเนินการตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 242 และ 338 ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การสร้างรัฐปาเลสไตน์ถัดจากอิสราเอลในดินแดนที่ถูกยึดครองโดยสงครามในเดือนมิถุนายน 1967 ?

คำตอบสามารถพบได้ในพฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอลภายใต้กลยุทธ์หลอกลวงหลังจากการลงนามในข้อตกลง ที่แสดงออกว่ามีลักษณะเป็นคนใจกว้างและแสวงหาสันติภาพ และอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามการตีความที่แท้จริงของข้อตกลง เมื่ออิสราเอลลงนามในข้อตกลง อิสราเอลพยายามที่จะทำให้ได้รับผลทันทีและในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายด้วยกลวิธีขัดขวางและสร้างการตีความใหม่สำหรับสิ่งที่ตกลงกันไว้ นี่คือ การเมืองที่แท้จริงของอิสราเอล ซึ่งเป็นศูนย์กลางของรหัสภูมิรัฐศาสตร์หลัก อิสราเอลได้รับสิ่งที่ปรารถนามานานที่ออสโล คือ การยอมรับอย่างเป็นทางการของชาวปาเลสไตน์ถึงสิทธิที่จะดำรงอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยสำหรับอิสราเอลมากไปกว่าปฏิญญาบัลโฟร์ นี่เป็นการประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์ที่ยอมรับอธิปไตยของอิสราเอลเหนือพื้นที่ที่ถูกพรากไปจากชาวปาเลสไตน์ด้วยกำลังในสงครามปี 1948 และคิดเป็นร้อยละ 77 ของบ้านเกิดของพวกเขา

อิสราเอลใช้ข้อตกลงออสโลเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงกฎหมายระหว่างประเทศ ชาวปาเลสไตน์ในส่วนของพวกเขาไม่สามารถชักชวนประชาคมระหว่างประเทศให้เข้ามาแทรกแซงและหยุดการละเมิดของอิสราเอลได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ดังที่เว็บไซต์ลอว์ระบุไว้ว่า ประชาคมระหว่างประเทศไม่เต็มใจที่จะบังคับใช้การยอมรับสิทธิขั้นพื้นฐานในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ประชาคมระหว่างประเทศมองว่ากระบวนการเจรจาเป็นกระบวนการสองฝ่าย และการมีส่วนร่วมจากรัฐอื่นๆ จะถือเป็นการแทรกแซงข้อตกลงออสโลเป็นฝันร้ายทางการทูตสำหรับชาวปาเลสไตน์ และสิ่งนี้อาจอธิบายได้ในส่วนหนึ่งว่าทำไมผู้เจรจาชาวปาเลสไตน์ มีความกระตือรือร้นที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย ขณะเดียวกัน พวกเขาก็คัดค้านที่จะข้ามการดำเนินการตามข้อตกลงชั่วคราวที่จะปลดปล่อยอิสราเอลจากพันธกรณีของตน

ในการเจรจาแคมป์เดวิดที่สอง อิฮัก บารัค และฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบิล คลินตัน พยายามหาทางแก้ไขขั้นสุดท้ายกับชาวปาเลสไตน์ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้เพื่อแทนที่มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง เพียงแต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ตลอดกระบวนการสันติภาพทั้งหมด ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สนับสนุนจุดยืนของอิสราเอล และพยายามที่จะกอบกู้อิสราเอลออกมาจากกับดักของมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นกับดักที่เรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามและถอนตัวออกจากดินแดนยึดครองโดยสิ้นเชิง จุดเดินออกจากเส้นทางเดินนั้นของอิสราเอล คือ ดินแดนที่ถูกยึดครองอยู่ภายใต้การควบคุมที่มีประสิทธิภาพ หากชาวปาเลสไตน์ไม่ตกลงที่จะเลื่อนการเจรจาประเด็นผู้ลี้ภัยออกไปในขั้นตอนสุดท้าย และหากประเด็นดังกล่าวได้รับการหยิบยกขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นการเจรจา อิสราเอลคงจะเข้าใจว่าชาวปาเลสไตน์ยังไม่สละกรรมสิทธิ์ในดินแดนจากมุมมองของชาวปาเลสไตน์ก่อนปี 1967 ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการคืนของชาวปาเลสไตน์นั้นไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยข้อตกลงที่ทำกันเป็นแพ็คเกจภายในแคมป์เดวิด ออสโล หรือตาบา อันที่จริง ในระหว่างการประชุมสองสัปดาห์ในแคมป์เดวิดที่สอง (กรกฎาคม 2002) เสียงเรียกร้องของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ก็ดังขึ้นทุกแห่ง มันเป็นการกระตุ้นและข่มขู่ต่อผู้เจรจาชาวปาเลสไตน์ว่า อย่ามายุ่งกับคำถามเรื่องสิทธิในการเรียกคืนดินแดน

คำแถลงของอลอง เบน-เมียร์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ สะท้อนถึงจุดยืนอย่างเป็นทางการของอิสราเอลในปัจจุบัน คำแนะนำของเขาที่มีต่อชาวปาเลสไตน์ มีดังนี้

 

ชาวปาเลสไตน์ต้องเข้าใจและยอมรับความจริงที่ว่า อิสราเอลไม่สามารถและจะไม่ยอมรับสิทธิในการส่งผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์กลับมา การส่งชาวปาเลสไตน์กลับประเทศจะทำลายล้างอิสราเอลในฐานะรัฐยิว ซึ่งเป็นรัฐที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่ใช้ในการลี้ภัยครั้งสุดท้ายของชาวยิว ไม่มีรัฐบาลอิสราเอลใดที่นำโดยพรรคลิคุดหรือพรรคแรงงาน ที่จะยอมรับสิทธิในการส่งคืน สิ่งที่อิสราเอลอาจจะยอมรับได้บ้าง ก็คือ การกลับมาของผู้ลี้ภัยประมาณ 50,000–75,000 คน ในบริบทของการรวมครอบครัว และยังมีส่วนร่วมในความพยายามระดับนานาชาติเพื่อชดเชยส่วนที่เหลือ ถ้อยคำกล่าวเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอิสราเอลใช้ข้อมูลประชากรและอัตลักษณ์ประจำชาติเพื่อเป็นข้ออ้างในการอ้างสิทธิ์ในดินแดน แต่การกล่าวอ้างที่มีศูนย์กลางอยู่ที่คุณลักณะทางประชากรศาสตร์นั้น โดยเนื้อแท้ตามแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์วิทยาแล้ว กลับเต็มไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติ พลเมืองชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลถูกมองด้วยสายตาของสังคมชาวยิวอิสราเอลบางกลุ่มอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นภัยคุกคามต่ออัตลักษณ์ของชาวยิว

 

ในทางที่ขัดแย้งกัน ให้พิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันและประชากรศาสตร์ของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในเมืองเฮบรอนและที่อื่นๆ ในเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ซึ่งอาศัยอยู่รายล้อมไปด้วยพื้นที่ที่ไม่ใช่ชาวยิวโดยสิ้นเชิง ทำไมพวกเขาถึงไม่อยากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีเพื่อนชาวยิวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น? ในอดีต เหตุผลทางประชากรศาสตร์นี้สามารถหักล้างได้ ตามคำกล่าวของติกวา ฮอนิง-พาร์นาสส์ ที่ว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาด้วยซ้ำ เมื่อผู้นำไซออนิสต์ยอมรับแผนการแบ่งส่วนดินแดนของคณะกรรมการพิเศษแห่งปาเลสไตน์ของสหประชาชาติ เมื่อ 31 สิงหาคม 1947 ตามแผนนี้ ชาวยิวและชาวอาหรับจำนวนเกือบเท่ากันควรจะได้อาศัยอยู่ในรัฐยิว ผลประโยชน์การจัดสรรดินแดนอย่างไม่ยุติธรรมให้กับรัฐยิว ร้อยละ 55 โดpขณะนั้นทรัพย์สินของชาวยิวในปาเลสไตน์มีไม่เกินร้อยละ 6 ของไซออนิสต์ ได้ลบล้างความปรารถนาของพวกเขาที่จะสร้างให้รัฐที่สะอาดบริสุทธิ์ให้แก่ชาวอาหรับ และจบลงด้วยเสียงข้างมากที่ไม่ใช่ชาวยิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ควบคู่ไปกับการพูดคุยเรื่องสิทธิในการกลับของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งจะต้องได้รับการจัดการไม่ช้าก็เร็วในการริเริ่มใหม่ใดๆ สำหรับการเจรจาสันติภาพต่อ แวดวงบางวงในรัฐบาลอิสราเอลและบุคคลสาธารณะ ขณะนี้กำลังบอกเป็นนัยถึงวิธีแก้ปัญหาที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงโดยใช้การโอนและย้ายถิ่นฐานของประชากรปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ข้ามแม่น้ำจอร์แดน เสียงเหล่านี้ดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมความเงียบอันน่าสยดสยองจากรัฐบาลอิสราเอล จังหวะเวลาของเสียงเหล่านี้ (ซึ่งมาพร้อมกับการระบาดของอินติฟาดา) ที่เรียกร้องให้มีการย้ายชาวปาเลสไตน์จากเวสต์แบงก์และแม้แต่จากกาลิลีด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามทางประชากรต่อความเป็นยิวในพื้นที่ยังสามารถใช้เป็นข้ออ้างสำหรับยึดครองดินแดน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวปาเลสไตน์ควรยอมรับสิ่งที่อิสราเอลเสนอในขณะนี้ก่อนที่จะสายเกินไปและพวกเขาจะสูญเสียปาเลสไตน์ทั้งหมด

รัฐปาเลสไตน์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกเหนือจากบันตูสถานที่แตกแยกออกไปแล้ว? คำตอบที่ได้ล้วนมาจากการคาดเดา การเลือกตั้งของอาเรียล ชารอน ที่อยู่ทางซีกรัฐบาลอิสราเอลฝ่ายขวา ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีส่วนสำคัญในหมู่ผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งถือเป็นลางไม่ดีสำหรับการแก้ปัญหา คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอิสราเอลเข้าใจดีว่าแผนการของประธานาธิบดีจอร์จ บุช จะเป็นอะไรก็ได้ตามที่อิสราเอลกำหนดเอาไว้ว่า เต็มใจที่จะยอมรับ ชนชั้นการเมืองของอิสราเอลและผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ของอิสราเอลในขณะนั้นต่างให้ความเคารพต่อพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของกรุงวอชิงตัน และยุทธศาสตร์การหลอกลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประมวลกฎหมายภูมิรัฐศาสตร์ของอิสราเอลและการนำไปปฏิบัติ ได้กลับมาอีกครั้งในฐานะอาวุธหลักที่สำคัญในประมวลกฎหมายภูมิรัฐศาสตร์ฉบับใหม่ของวอชิงตัน เพื่อกำจัดโลกของรัฐโกงออกไป



ที่มา - Ghazi-Walid Falah (2005). Peace, Deception, and Justification for Territorial Claims The Case of Israel. in The Geography of War and Peace: From Death Camps to Diplomats. Edited by Colin Flint. pp.297-320., New York: Oxford University Press.