หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568

Geomorpholigical Surface Processes

กระบวนการบนพื้นผิวของธรณีสัณฐาน

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


กระบวนการของโลกที่เกิดบนพื้นผิวที่จะขอนำเสนอ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับนักเรียนที่สอบผ่านเข้ามาเพาะบ่มในค่าย สอวน. วิทยาศาสตร์โลก ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ครั้งนี้ มี 6 กระบวนการ ประกอบด้วย กระบวนการ Weathering กระบวนการของธารน้ำ Fluvial Processes กระบวนการ Aeolian Processes กระบวนการ Coastal and Current Processes กระบวนการ Glacial Processes และกระบวนการเกิด Karst Topography 


กระบวนการที่ 1 กระบวนการ weathering


กระบวนการ weathering (การผุพังของหิน) คือ กระบวนการที่ หินและแร่บนพื้นผิวโลกแตกสลายหรือเปลี่ยนแปลง โดยไม่เคลื่อนที่ไปจากที่เดิม (ต่างจากการกร่อน erosion ที่มีการเคลื่อนย้ายวัสดุ)


Weathering = การผุพังหรือสลายตัวของหินที่อยู่กับที่เกิดจากแรงทางกายภาพ เคมี หรือชีวภาพ เช่น แสงแดด น้ำ ลม หรือสิ่งมีชีวิต


Weathering Types


1. Physical Weathering (การผุพังทางกายภาพ)


คือ การที่หินแตกออกเป็นชิ้นเล็กลง โดย องค์ประกอบทางเคมียังเหมือนเดิม


Thermal expansion — อุณหภูมิร้อน–เย็นสลับ ทำให้หินขยายและหดตัวจนแตก

Frost wedging — น้ำแทรกเข้าในรอยแตก แล้วแข็งตัวขยายตัว ทำให้หินแตก

Abrasion — การเสียดสีของหินกับลม น้ำ หรือทราย

Biological activity — รากไม้ชอนไชดันหินแตก


ภูมิประเทศจากการผุพังทางกายภาพ (Physical Weathering Landforms) โดยเกิดจากการแตกของหินโดยไม่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมี ตัวอย่างเช่น 


• Talus slope / Scree slope — เนินหินแตกสะสมที่ตีนเขา → เกิดจากหินบนเขาแตกหล่นจากความร้อน–เย็นสลับกัน

• Exfoliation dome — โขดหินกลมมน เช่น หินโดม ที่เกิดจากการขยายตัวของหินแกรนิตเมื่อชั้นบนถูกกัดเซาะออก เช่น Half Dome ที่อุทยานโยเซมิตี (Yosemite, USA)

• Blockfield / Tor — กองหินแตกเป็นก้อนใหญ่ๆ พบในเขตหนาวหรือเขตภูเขา











2. Chemical Weathering (การผุพังทางเคมี)


คือ การที่องค์ประกอบของแร่ในหินเปลี่ยนแปลงทางเคมี ทำให้หินสลายหรือกลายเป็นสารชนิดใหม่


Hydrolysis — น้ำทำปฏิกิริยากับแร่ เช่น เฟลด์สปาร์ → ดินเหนียว

Oxidation — การเกิดสนิมในแร่เหล็ก (เช่นหินกลายเป็นสีแดงสนิม)

Carbonation — คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศละลายน้ำเป็นกรดคาร์บอนิก กัดกร่อนหินปูน


ภูมิประเทศจากการผุพังทางเคมี (Chemical Weathering Landforms) เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมี เช่น การละลายของหินปูน หรือการเกิดสนิมในหิน ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ ภูมิประเทศคาสต์ (Karst Landscape) ที่เกิดจากการละลายของ หินปูน (limestone) โดยกรดคาร์บอนิกในน้ำฝน

→ เป็นผลลัพธ์ของ chemical weathering แบบ carbonation ประกอบด้วยรูปร่างหลายแบบ เช่น

• หุบยุบ (Sinkhole หรือ Doline) — พื้นดินยุบตัวจากหินปูนละลายใต้ดิน

• ถ้ำหินปูน (Limestone cave) — เช่น ถ้ำพระยานคร, ถ้ำมรกต

• หินงอก–หินย้อย (Stalactite & Stalagmite) — เกิดจากการตกตะกอนของแคลไซต์

• ภูเขาหินปูน (Karst tower / Mogote) — เช่นที่ พังงา หรือ กุ้ยหลิน (Guilin)

• หุบเขาแคบ (Karst valley หรือ Uvala)


3. Biological Weathering (การผุพังจากสิ่งมีชีวิต)


เป็นกระบวนการผสมระหว่างกายภาพและเคมี

เกิดจากการกระทำของพืช สัตว์ หรือจุลชีพ


เช่น รากไม้ชอนไชในรอยแตกของหิน กรดอินทรีย์จากมอสหรือไลเคนกัดผิวหิน หรือสัตว์ขุดโพรงหรือมดปลวกทำให้หินแตกร่วน


ความสำคัญของกระบวนการ Weathering


• เป็น ขั้นตอนแรกของวัฏจักรหิน (rock cycle)

• ช่วยสร้าง ดิน (soil formation)

• มีผลต่อ ภูมิประเทศ (landform development)

• มีผลต่อ องค์ประกอบทางเคมีของน้ำและชั้นดิน


ภูมิประเทศจากการผุพังโดยชีวภาพ (Biological Weathering Landforms) ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก เช่น

• พื้นหินที่แตกร้าวจากรากไม้

• หินที่ผิวถูกกัดด้วยกรดอินทรีย์ของมอสและไลเคน

• ดินที่เกิดจากเศษหินผุพังผสมกับอินทรียวัตถุ


ประเภทการผุพัง

กระบวนการหลัก

ตัวอย่างภูมิประเทศ

กายภาพ (Physical)

แตกสลายจากความร้อนเย็น น้ำแข็ง หรือแรงดัน

Talus slope, Exfoliation dome

เคมี (Chemical)

การละลายหรือเกิดปฏิกิริยากับน้ำ/อากาศ

Karst, ถ้ำหินงอกหินย้อย

ชีวภาพ (Biological)

การกระทำของสิ่งมีชีวิต

รอยแตกจากรากไม้ดินเกิดใหม่


กระบวนการที่ 2 Fluvial Processes 


Fluvial Processes หรือ กระบวนการของแม่ธาร เป็นหนึ่งในกระบวนการหลักของ การเปลี่ยนแปลงพื้นผิวโลก (surface processes) ที่เกี่ยวข้องกับ การไหลของน้ำบนผิวดิน — โดยเฉพาะ “แม่น้ำ”


“Fluvial” มาจากภาษาละติน fluvius แปลว่า “แม่น้ำ” ดังนั้น Fluvial Processes หมายถึง กระบวนการที่แม่น้ำและน้ำไหลทำให้พื้นผิวโลกถูกกัดเซาะ เคลื่อนย้าย และทับถมตะกอน


กระบวนการนี้มีผลต่อการสร้าง ภูมิประเทศแบบแม่น้ำ (Fluvial landforms) เช่น หุบเขา น้ำตก คดโค้งแม่น้ำ และที่ราบน้ำท่วม


กระบวนการหลักของ Fluvial Processes มี 3 ขั้นตอนใหญ่


1. Erosion (การกัดเซาะ) แม่น้ำกัดเซาะหินและดินตามแนวทางน้ำ ทำให้เกิดการลึกและกว้างของร่องน้ำ


ชนิดของการกัดเซาะ:


• Hydraulic action — แรงดันของน้ำกระแทกผนังร่องน้ำ

• Abrasion (Corrasion) — ตะกอนในน้ำขัดถูพื้นหิน

• Attrition — ก้อนหินกระแทกกันจนกลม

• Solution (Corrosion) — น้ำละลายแร่ในหิน (โดยเฉพาะหินปูน)


ตัวอย่างภูมิประเทศจากการกัดเซาะ: หุบเขาแม่น้ำ (V-shaped valley) น้ำตก (Waterfall) และช่องเขา (Gorge)


2. Transportation (การพัดพาตะกอน) เมื่อแม่น้ำกัดเซาะได้ตะกอนแล้ว จะพัดพาไปตามกระแสน้ำ


รูปแบบการพัดพา:


• Solution load — แร่ที่ละลายในน้ำ

• Suspended load — ดินเล็ก ๆ ลอยอยู่ในน้ำ

• Saltation — ก้อนกรวดเล็ก ๆ กระเด้งตามพื้นร่องน้ำ

• Traction — ก้อนหินใหญ่กลิ้งไปตามพื้นน้ำ


3. Deposition (การตกตะกอน / การทับถม) เมื่อความเร็วของกระแสน้ำลดลง พลังงานน้อยลง ตะกอนจะตกลงสู่พื้น และเกิดภูมิประเทศแบบทับถม


ตัวอย่างภูมิประเทศจากการทับถม:


• Floodplain (ที่ราบน้ำท่วม) — พื้นที่ราบข้างแม่น้ำที่น้ำท่วมถึง

• Meander (โค้งแม่น้ำ) — การไหลคดเคี้ยวของแม่น้ำ

• Oxbow lake (ทะเลสาบรูปเกือกม้า) — เกิดจากโค้งแม่น้ำถูกตัดขาด

• Alluvial fan / Delta (พัดน้ำพา / ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ) — เกิดจากการทับถมตะกอนจำนวนมาก


ขั้นตอน

กระบวนการ

ผลลัพธ์ทางภูมิประเทศ

Erosion

การกัดเซาะโดยน้ำ

หุบเขาน้ำตกช่องเขา

Transportation

การพัดพาตะกอน

การเปลี่ยนรูปร่างทางน้ำ

Deposition

การทับถมตะกอน

ที่ราบน้ำท่วมพัดน้ำพาดินดอนสามเหลี่ยม


กระบวนการที่ 3 Aeolian Processes


Aeolian Processes หรือ กระบวนการของลม คำว่า “Aeolian” (อ่านว่า อีโอเลียน) มาจากชื่อเทพลม Aeolus ในตำนานกรีก หมายถึ กระบวนการที่ลมทำให้เกิดการกัดเซาะ การพัดพา และการทับถมของตะกอนบนพื้นผิวโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ แห้งแล้ง เช่น ทะเลทราย หรือ ชายฝั่งทะเล


กระบวนการหลักของ Aeolian Processes มี 3 ขั้นตอนใหญ่


1. Erosion (การกัดเซาะโดยลม)


ลมสามารถกัดเซาะผิวดินหรือหินได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีพืชปกคลุม


ชนิดของการกัดเซาะ:


• Deflation (การพัดพาออก) ลมพัดเอาเม็ดทรายหรือฝุ่นละเอียดออกจากพื้นผิว เหลือไว้แต่หินกรวดก้อนใหญ่ เรียกว่า Desert pavement

• Abrasion (การขัดสี) เม็ดทรายที่ลมพัดมากระแทกพื้นหิน ทำให้ผิวหินเรียบหรือมีร่องรอย แล้วเกิดเป็นหินที่มีรูปทรงพิเศษ เช่น Yardang — สันหินเรียวยาวขนานกับทิศทางลม และ Ventifact — หินที่ถูกขัดจนมีพื้นผิวมันหรือเหลี่ยมคม


2. Transportation (การพัดพาตะกอนโดยลม)


ลมพัดพาตะกอนได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับขนาดของอนุภาค


รูปแบบการพัดพา:


• Suspension — ฝุ่นหรือทรายละเอียดลอยอยู่ในอากาศ (เช่น พายุทราย)

• Saltation — เม็ดทรายกระเด้งๆ ไปตามพื้น (พบบ่อยที่สุด)

• Surface creep — เม็ดกรวดใหญ่กลิ้งหรือเคลื่อนช้าๆ บนพื้น











3. Deposition (การทับถมตะกอนจากลม)


เมื่อแรงลมอ่อนลง ตะกอนจะตกและทับถมเป็นรูปแบบต่างๆ


ภูมิประเทศจากการทับถมของลม:


• Sand dune (เนินทราย) เกิดจากการทับถมของเม็ดทรายที่ลมพัดมา มีรูปร่างต่างๆ ขึ้นอยู่กับทิศทางและความแรงของลม เช่น Barchan dune — ทรงโค้งคล้ายพระจันทร์เสี้ยว Linear dune — ยาวขนานไปกับลม หรือ Star dune— มีหลายแฉก พบในพื้นที่ลมเปลี่ยนทิศบ่อย

• Loess deposit (ตะกอนฝุ่นละเอียด) ฝุ่นจากทะเลทรายถูกพัดไปสะสมไกล เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลือง (ในประเทศจีน)


ขั้นตอน

กระบวนการ

ตัวอย่างภูมิประเทศ

Erosion

Deflation, Abrasion

Desert pavement, Yardang, Ventifact

Transportation

Suspension, Saltation, Surface creep

พายุทรายทรายเคลื่อนตัว

Deposition

การทับถมตะกอนลม

เนินทราย (Sand dune), Loess deposit


กระบวนการที่ 4 Coastal and Current Processes 


Coastal and Current Processes and Landformsหมายถึง กระบวนการและภูมิประเทศที่เกิดขึ้นบริเวณ ชายฝั่งทะเล อันเกิดจาก พลังของคลื่น ลม และกระแสน้ำ ซึ่งร่วมกัน “กัดเซาะ – เคลื่อนย้าย – ทับถม” ตะกอนบริเวณชายฝั่ง


ทั้งนี้ Coastal processes = กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล และ Current processes = กระบวนการของกระแสน้ำ (เช่น longshore current) ที่พัดพาตะกอน โดยทั้งสองอย่างร่วมกันก่อให้เกิด “ภูมิประเทศชายฝั่ง” (Coastal landforms)


กระบวนการหลักของ Coastal & Current Processes ประกอบด้วย


1. Erosion (การกัดเซาะชายฝั่ง) คลื่นและกระแสน้ำกัดเซาะหิน ดิน และตะกอนออกจากชายฝั่ง เกิดได้จากแรงหลายแบบ 


กระบวนการกัดเซาะหลัก ได้แก่ 

• Hydraulic action — แรงคลื่นกระแทกและอัดอากาศในรอยแตกของหิน

• Abrasion (Corrasion) — ทรายและกรวดในคลื่นขัดถูผิวหิน

• Attrition — ก้อนกรวดในคลื่นกระแทกกันจนกลม

• Solution (Corrosion) — การละลายหินปูนโดยน้ำทะเล


2. Transportation (การพัดพาตะกอนโดยคลื่นและกระแสน้ำ) ลมและคลื่นทำให้ตะกอนเคลื่อนที่ไปตามแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะกระแสน้ำที่เรียกว่า Longshore current


ชนิดของกระแสน้ำชายฝั่ง ได้แก่


• Longshore current — กระแสน้ำไหลขนานกับชายฝั่ง พัดพาตะกอนไปตามแนวชายหาด

• Rip current — กระแสน้ำไหลย้อนกลับจากชายหาดออกสู่ทะเล


3. Deposition (การทับถมชายฝั่ง) เมื่อพลังงานของคลื่นและกระแสน้ำลดลง ตะกอนที่พัดพามาจะตกตะกอน → สร้างภูมิประเทศแบบทับถม


ภูมิประเทศจากการทับถม ประกอบด้วย


• Beach (หาดทราย) — การสะสมของทรายหรือกรวดริมฝั่ง

• Spit (แหลมทราย) — แถบทรายยื่นออกจากฝั่งโค้งเข้าทะเล

• Barrier island — เกาะยาวขนานกับชายฝั่ง

• Tombolo — แถบทรายเชื่อมระหว่างเกาะกับฝั่ง

• Sand dune (เนินทรายชายฝั่ง) — ลมพัดทรายขึ้นสะสมบนฝั่ง

• Lagoon / Estuary — บริเวณน้ำตื้นหลังแนวสันทรายหรือปากแม่น้ำ


กระบวนการ

พลังหลัก

ตัวอย่างภูมิประเทศ

Erosion (กัดเซาะ)

คลื่น ลม กระแสน้ำ

Cliff, Cave, Arch, Stack

Transportation (พัดพา)

Longshore current

การเคลื่อนย้ายทรายตามชายฝั่ง

Deposition (ทับถม)

คลื่นอ่อนน้ำไหลช้า

Beach, Spit, Tombolo, Barrier islands


กระบวนการที่ 5 กระบวนการน้ำแข็ง (Glacial processes) 


กระบวนการน้ำแข็ง (Glacial processes) เป็นอีกหนึ่งกระบวนการสำคัญในการ เปลี่ยนแปลงพื้นผิวโลก (Surface processes)


1. Snow (หิมะ) – จุดเริ่มต้นของกระบวนการน้ำแข็ง ซึ่งการเกิดหิมะนั้น เกิดจากไอน้ำในอากาศกลั่นตัว และ จับตัวกันเป็นผลึกน้ำแข็ง (ice crystal) โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเกิดในบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0°C ทั้งนี้เมื่อสะสมบนพื้นดินในระยะยาว โดยเฉพาะบนภูเขาสูงหรือเขตขั้วโลก → จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป


2. จาก Snow → Firn → Glacial Ice เมื่อหิมะตกทับถมกันมากขึ้น เป็น 1) หิมะใหม่ จะถูกอัดแน่นโดยน้ำหนักของหิมะชั้นบน 2) ผลึกหิมะเริ่มหลอมบางส่วนและแข็งตัวใหม่ → กลายเป็น firn (น้ำแข็งเกล็ดละเอียด) และ 3) เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ความดันเพิ่มขึ้นจนช่องอากาศหายไป → กลายเป็น glacial ice (น้ำแข็งธารน้ำแข็ง) ที่หนาแน่นมาก


3. การเคลื่อนที่ของน้ำแข็ง (Glacial Movement) เมื่อน้ำแข็งสะสมหนาพอ มันจะเริ่ม เคลื่อนที่ช้า ๆ ลงเขา

เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก → กลายเป็น “ธารน้ำแข็ง” (Glacier) ซึ่งมี 2 แบบหลัก:


• Valley Glacier — ธารน้ำแข็งตามหุบเขาภูเขา (เช่นเทือกเขาหิมาลัย, แอลป์)

• Continental Glacier — ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ปกคลุมพื้นทวีป (เช่น กรีนแลนด์, แอนตาร์กติกา)


4. การเกิด Iceberg (ภูเขาน้ำแข็ง) ซึ่ง Iceberg = ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่หลุดออกจากธารน้ำแข็งและลอยในทะเล


กระบวนการเกิด:ภูเขาน้ำแข็ง มีดังนี้ 1) ธารน้ำแข็งบนบกไหลลงสู่ทะเล 2) ส่วนปลายของธารน้ำแข็งแตกร้าวและ หักหลุดออก (calving) และ  3) ก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ในน้ำทะเล กลายเป็น iceberg ทั้งนี้ น้ำแข็งส่วนใหญ่ของภูเขาน้ำแข็ง (~90%) อยู่ใต้น้ำ และเมื่อเวลาผ่านไป iceberg จะค่อย ๆ หลอมละลาย → กลับสู่วงจรน้ำ (hydrologic cycle)


5. วงจรโดยรวมของ Ice & Snow Processes


ขั้นตอน

กระบวนการหลัก

ผลลัพธ์

การตกของหิมะ

การกลั่นตัวของไอน้ำ

Snow

การสะสม

หิมะทับถมและอัดแน่น

Firn → Glacial Ice

การไหล

น้ำแข็งเคลื่อนที่ลงเขา

Glacier

การแตกออก

การหลุดของธารน้ำแข็งสู่ทะเล

Iceberg

การหลอมละลาย

น้ำแข็งละลายกลับเป็นน้ำ

กลับสู่วงจรน้ำ


สำหรับภูมิประเทศที่เกิดจากกระบวนการธารน้ำแข็ง (Glacial Landforms) ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการหลักของการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวโลก (Surface Processes) โดยเกิดจากการ กัดเซาะ (erosion) และ ทับถม (deposition) ของ ธารน้ำแข็ง (glacier)


Glacial processes คือ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการ เคลื่อนที่ของธารน้ำแข็ง ที่สามารถ “กัดเซาะ ยกตะกอน พัดพา และทับถม” บนพื้นผิวโลก จนเกิดภูมิประเทศเฉพาะที่เรียกว่า Glacial landforms


1. กระบวนการหลักของธารน้ำแข็ง (Glacial Processes)


(1) Glacial Erosion – การกัดเซาะโดยธารน้ำแข็ง โดยน้ำแข็งขนาดใหญ่เคลื่อนที่ช้า ๆ เหมือนกระดาษทรายยักษ์ กัดเซาะหินพื้นและหอบตะกอนไปด้วย กลไกการกัดเซาะหลัก ได้แก่

• Plucking – น้ำแข็งแทรกในรอยแตกของหิน → แข็งตัวและดึงหินหลุดออก

• Abrasion – หินและทรายในน้ำแข็งขัดถูพื้นหิน → ทำให้ผิวหินเรียบและขูดเป็นรอย


(2) Glacial Transportation – การพัดพาตะกอน ทั้งนี้เมื่อธารน้ำแข็งพาตะกอนทุกขนาดไปพร้อมกับการเคลื่อนตัวของตะกอนอาจอยู่ในด้านล่างของธารน้ำแข็ง (basal debris) ด้านข้าง (lateral debris) หรือบนผิวน้ำแข็ง (supraglacial debris)


(3) Glacial Deposition – การทับถมของธารน้ำแข็งโดยเมื่อธารน้ำแข็งละลาย → พลังงานลดลง → ทิ้งตะกอนขนาดต่างๆ ไว้เรียกว่า glacial till (ตะกอนผสมไม่เรียงชั้น) หรือ stratified drift (ตะกอนเรียงชั้นจากน้ำละลายน้ำแข็ง)


ภูมิประเทศจากกระบวนการ Glacial Erosion


ภูมิประเทศ

ลักษณะ

เกิดจากกระบวนการ

Cirque (แอ่งธารน้ำแข็ง)

แอ่งเว้าโค้งคล้ายถ้วยบนภูเขา

น้ำแข็งกัดเซาะบริเวณยอดเขา

Arête (สันเขาแหลม)

สันเขาคมระหว่างแอ่งน้ำแข็ง 2 ด้าน

การกัดเซาะจากทั้งสองฝั่ง

Horn (ยอดเขาแหลม)

ยอดเขาโดดแหลมจากหลายธารน้ำแข็งกัดรอบด้าน

เช่น Matterhorn (สวิตเซอร์แลนด์)

U-shaped valley

หุบเขารูปตัวยู กว้างและลึก

ธารน้ำแข็งเคลื่อนผ่านหุบเขาเดิมที่เป็นรูปตัววี

Hanging valley

หุบเขาย่อยที่อยู่สูงกว่าหุบหลัก

ธารน้ำแข็งย่อยละลายก่อนธารหลัก

Roche moutonnée

หินโค้งมนด้านหนึ่ง เรียบ อีกด้านขรุขระ

การขัดสีและดึงหินโดยน้ำแข็ง


ภูมิประเทศจากกระบวนการ Glacial Erosion


ภูมิประเทศ

ลักษณะ

เกิดจากกระบวนการ

Cirque (แอ่งธารน้ำแข็ง)

แอ่งเว้าโค้งคล้ายถ้วยบนภูเขา

น้ำแข็งกัดเซาะบริเวณยอดเขา

Arête (สันเขาแหลม)

สันเขาคมระหว่างแอ่งน้ำแข็ง 2 ด้าน

การกัดเซาะจากทั้งสองฝั่ง

Horn (ยอดเขาแหลม)

ยอดเขาโดดแหลมจากหลายธารน้ำแข็งกัดรอบด้าน

เช่น Matterhorn (สวิตเซอร์แลนด์)

U-shaped valley

หุบเขารูปตัวยู กว้างและลึก

ธารน้ำแข็งเคลื่อนผ่านหุบเขาเดิมที่เป็นรูปตัววี

Hanging valley

หุบเขาย่อยที่อยู่สูงกว่าหุบหลัก

ธารน้ำแข็งย่อยละลายก่อนธารหลัก

Roche moutonnée

หินโค้งมนด้านหนึ่ง เรียบ อีกด้านขรุขระ

การขัดสีและดึงหินโดยน้ำแข็ง


ภูมิประเทศจากกระบวนการ Glacial Deposition


ภูมิประเทศ

ลักษณะ

เกิดจากการทับถม

Moraine (แนวตะกอนธารน้ำแข็ง)

เนินตะกอนเรียงตามขอบธารน้ำแข็ง

ตะกอนตกค้างเมื่อธารน้ำแข็งละลาย

Drumlin

เนินรูปหยดน้ำ เรียงตามทิศทางการไหลของน้ำแข็ง

การทับถมใต้ธารน้ำแข็ง

Erratic

ก้อนหินใหญ่ที่ถูกน้ำแข็งพามาจากที่ไกล

น้ำแข็งพัดพามาแล้วละลาย

Eskers

เนินยาวคดเคี้ยวเหมือนงู

การทับถมของตะกอนในร่องน้ำใต้ธารน้ำแข็ง

Kettle lake

แอ่งน้ำเล็ก  เกิดจากก้อนน้ำแข็งหลุดฝังในตะกอนแล้วละลาย

เช่น ในเขต Great Lakes

Outwash plain

พื้นที่ราบจากการทับถมของน้ำละลายธารน้ำแข็ง

ตะกอนละเอียด เรียงชั้นดี


กระบวนการที่ 6 กระบวนการเกิด Karst Topography


กระบวนการเกิด Karst Topography (ภูมิประเทศแบบคาสต์) เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สวยงามและซับซ้อนที่สุดของ กระบวนการผุพังทางเคมี (Chemical Weathering)

โดยเฉพาะการ “ละลายหินปูน” 


Karst topography คือ ภูมิประเทศที่เกิดจากการ “ละลายของหินปูน” หรือหินที่มีแร่ แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) เป็นหลัก โดยกระบวนการละลายนี้เกิดจากน้ำฝนที่มี กรดคาร์บอนิก (H₂CO₃)


กระบวนการทางเคมีที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดKarst topography น้ำฝนดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศและดิน จนกลายเป็นกรดคาร์บอนิกอ่อนๆ


H₂O + CO₂ → H₂CO₃


กรดคาร์บอนิกนี้ จะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนตในหินปูน:


CaCO₃ + H₂CO₃ → Ca(HCO₃)₂


ผลลัพธ์คือ แคลเซียมไบคาร์บอเนต (Ca(HCO₃)₂)

ซึ่งละลายน้ำได้ → หินปูนจึง “ละลาย” ออกไปเรื่อย ๆ


ลำดับขั้นของการเกิดภูมิประเทศคาสต์ 


ขั้นที่ 1 การละลายเริ่มต้น

• น้ำฝนซึมลงไปตามรอยแตกของหินปูน (joints & bedding planes)

• เกิดรอยร้าวกว้างขึ้นเป็นช่องทางให้น้ำไหล


ขั้นที่ 2 การขยายตัวของรอยแตก

• ช่องว่างค่อยๆ กว้างขึ้น กลายเป็น โพรงหรือถ้ำใต้ดิน (cave)

• พื้นผิวด้านบนเริ่มเกิด หลุมยุบ (sinkhole)


ขั้นที่ 3 การยุบตัวของพื้นผิว

• เมื่อเพดานถ้ำบางส่วนพังทลาย → เกิด หลุมยุบขนาดใหญ่ (doline หรือ uvala)

• ถ้าหลายหลุมเชื่อมต่อกัน → เป็น หุบเขาคาร์สต์ (karst valley)


ขั้นที่ 4 การทับถมภายในถ้ำ

• เมื่อน้ำในถ้ำหยดลงมาและ CO₂ ระเหยออก เกิดตะกอนแคลไซต์ตกผลึก และสร้างหินงอก (stalactite) และ หินย้อย (stalagmite) ขึ้นมา















ภูมิประเทศที่ปรากฎให้เห็นในภูมิประเทศแบบคาร์สต์


ประเภทภูมิประเทศ

ลักษณะสำคัญ

ตัวอย่าง

Sinkhole (Doline)

หลุมยุบทรงกลมหรือรี จากการละลายหรือยุบตัวของหินปูน

เขาหลวง .นครสวรรค์

Cave (ถ้ำหินปูน)

ช่องโพรงใต้ดินจากการละลายของหิน

ถ้ำพระยานครถ้ำมรกต

Stalactite & Stalagmite

หินงอกหินย้อยในถ้ำ

พบทั่วไปในถ้ำหินปูน

Karst Tower (ภูเขาหินปูน)

ภูเขาหินปูนสูงชัน เหลือจากส่วนที่ละลายไป

พังงากระบี่กุ้ยหลิน(จีน)

Uvala / Karst Valley

หุบเขาที่เกิดจากหลุมยุบหลายหลุมรวมกัน

ทางภาคเหนือของไทย

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ภูมิทัศน์แห่งความเจ็บปวด

ภูมิทัศน์แห่งความเจ็บปวดบนถนนโมนูเมนต์ของเมืองริชมอนด์

พัฒนา ราชวงศ์ สมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย

อนุสาวรีย์เป็นสิ่งแสดงหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ สะท้อนคุณค่าที่ผู้ที่สร้างเป็นคนกำหนดขึ้นมา การไล่รื้อถอนโค่นทำลายหรือแม้กระทั่งเขียนกราฟิตี้ลบหลู่รูปปั้นตรงนั้นตรงนี้ ไม่สามารถลบเลือนประวัติศาสตร์ได้ ดูเหมือนประเด็นนี้ในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางปี 2020 ที่ผ่านมาจะหนักหนาสาหัส ด้วยจุดเริ่มต้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจผิวขาวที่ทำให้ชายผิวดำต้องจบชีวิตลง แล้วแพร่ลามไปถึงความอยุติธรรมในการจัดการวิกฤติโควิด-๑๙ ของรัฐบาล ที่ลึกๆ แล้วเอื้ออำนวยให้เฉพาะคนอเมริกันผิวขาว ทำให้สัดส่วนของผู้ป่วยติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดคราวนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนอเมริกันผิวดำ นั่นจึงทำให้เกิดประเด็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960-70 ที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ พาคนอเมริกันผิวดำลุกขึ้นประท้วงหยุดขึ้นรถเมล์เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำที่เกิดมาบนโลกใบนี้

หรือว่านี่เป็นบันไดขั้นแรกของการล้มล้างตำนานสมาพันธรัฐ ที่เคยทิ่มแทงประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของชาติสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมอังกฤษฝ่ายใต้ผู้ร่ำรวยจากการเกษตรที่ใช้แรงงานทาสและค้าทาส พวกเขาอาจไม่อยากให้ประวัติศาสตร์แห่งความพ่ายแพ้คอยซ้ำเติมความเจ็บช้ำอีกต่อไป และอาณานิคมอังกฤษฝ่ายเหนือผู้ร่ำรวยจากอุตสาหกรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานทาส แต่การรบกันเองส่วนใหญ่ของอาณานิคมอังกฤษทั้งสองงฝ่าย และก็เป็นฝ่ายเหนือที่ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้บ่อย แม้ว่าสุดท้ายชัยชนะจะเป็นของฝ่ายเหนือก็ตาม

เวอร์จิเนียเป็นเมืองหลวงของสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ที่ต้องการแยกตัวเองออกมาจากอาณานิคมอเมริกัน โดยเจฟเฟอร์สัน เดวิส ที่ตั้งตนเป็นประธานาธิบดี มีนายพลโรเบอร์ต เอดวาร์ด ลี กับ โธมัส โจนาธาน “สโตนวอลล์” แจ๊คสัน นักรบที่ชาญฉลาดล้ำคอยคำบัลลังก์ ท่านนายพลผู้ปลุกเร้าจิตวิญญาณชนฝ่ายใต้ให้รบและรุกฝ่ายเหนืออย่างอาจหาญ บุกรุกล้ำจากใต้ขึ้นไปเหนือด้วยกำลังที่น้อยกว่า แต่เชื่อมั่นว่ามีตนปัญญาเหนือกว่า เพื่อไปตีวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาฝ่ายเหนือ แม้ว่าสุดท้ายจะต้องพ่ายแพ้ด้วยกำลังที่น้อยกว่า แต่เขาทั้งสองก็ได้รับการยกย่องจากทั้งสมาพันธรัฐฝ่ายใต้และรัฐบาลกลางฝ่ายเหนือ เรื่องราวต่อจากนี้จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก National Geographic นำเสนอบทความ เรื่อง “Toppling statues is a first step toward ending Confederate myths.” ของโรเบอร์ต ดราเปอร์ คอลัมนิสต์ประวัติศาสตร์ เพื่อประดับเป็นความรู้ต่อสู่กับความไม่รู้ในตัวเรา

ว่ากันตามจริง ยังมีบรรยากาศของความเหลื่อมล้ำในสังคมอเมริกันอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ที่นำมาซึ่งไฟลุกโหม้ให้เกิดปรากฏการณ์โค่นล้มรูปปั้นกันครั้งใหญ่ พร้อมชูประเด็น BLM พร้อมกันทั่วประเทศและทั่วโลก และไม่ผิดนักที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประธานาธิบดีของพรรคริพับลิกันต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แม้ว่าจะได้คะแนนปอบปูลาร์โหวตมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านก็ตาม ประเด็นที่ว่านั้นซ่อนอยู่ในข้อมูลจำนวนผู้ป่วยติดชื้อโคโรน่าไวรัส ๒๐๑๙ 

เรื่องดังกล่าวนี้ปรากฏในรายงานสองฉบับในช่วงต้นเดือนเมษายน 2563 ที่มีตัวเลขไม่ตรงกัน คือ รายงานของมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย อันเนนเบิร์ก ที่ระบุว่าในรัฐลอส แองเจลีส พบคนอเมริกันผิวขาวติดเชื้อไวรัสนี้สูงกว่าคนอเมริกันเชื้อชาติอื่น ขณะที่รายงานของซานญ่า มานซูร์ ที่เขียนลงในเดอะไทมส์ กลับแสดงตัวเลขลักษณะตรงข้ามว่าในรัฐนิวยอร์กมีผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-๑๙ ส่วนใหญ่เป็นคนแอฟริกันอเมริกัน จริงๆ แล้วสองเรื่องนี้มีลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ การตรวจโควิด-๑๙ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ช่วงแรกของการตรวจในแต่ละประเทศจึงไม่สามารถตรวจประชาชนได้ทั้งหมด แต่ที่แอลเอนั้น ประชาชนอเมริกันผิวขาวที่เป็นคนร่ำรวยนิยมไปตรวจกัน โดยออกค่าตรวจเอง นั่นคือเหตุที่ทำให้พบว่าที่รัฐนี้มีผู้ติดโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นคนผิวขาว

หลังจากนั้น ก็มีรายงานอีกหลายฉบับออกมาสนับสนุนว่า ทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-๑๙ ส่วนใหญ่เป็นคนแอฟริกันอเมริกัน นี่แหละคือเพลิงเผาสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีของสำนักข่าวฟ๊อกซ์และทวิตเตอร์ไม่เข้าใจและไม่ลึกซึ้งพอ เรื่องราวโกราหลแบบไม่เคยมี ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ จึงเกิดขึ้นในประเทศไร้รากนั้น 

ปรากฎการณ์ในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2020 ดูแล้วเหมือนกับโดมิโน่ เมื่อรูปปั้นที่ถูกจัดตั้งให้เป็นอนุสาวรีย์วีรบุรุษฝ่ายสมาพันธรัฐบนถนนโมนูเมนต์ในเมืองริชมอนด์ ซึ่งมีความเก่าแก่เป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของรัฐเวอร์จิเนียในฐานที่เคยถูกยกให้เป็นเมืองหลวงของสมาพันธรัฐฝ่ายใต้มาก่อน อนุสาวรีย์ถูกปลดลงทีละอันๆ รูปปั้นคนแรกที่ถูกถอดถอนออกไป คือ เจฟเฟอร์สัน เดวิส ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐซึ่งรูปปั้นอันนี้ได้ถูกนำมาติดตั้งบนถนนแห่งนี้ตั้งแต่ปี 1907 และวันที่ 10 มิถุนายน 2020 ก็มีรถบรรทุกพ่วงคันหนึ่งเข้ามาและบรรทุกรูปปั้นออกไป สามสัปดาห์ต่อมา คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ก็ถึงคราวของท่านนายพลโธมัส โจนาธาน นายทหารผู้แข่งแกร่งดุจกำแพงเหล็กของสมาพันธรัฐ จนได้รับการขนานนามเพื่อเป็นเกียรติยศอันสูงสุดว่า “สโตนวอลล์ แจ็คสัน” วันต่อมารถบรรทุกที่มีอุปกรณ์ยกไฮดรอลิคก็เข้ามาถอดรูปปั้นของนายพลแมทธิว ฟอนเทียน มูรีย์ ผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนหนึ่งร่วมทำสงครามกลางเมืองเพื่อสนับสนุนสมาพันธรัฐฝ่ายใต้

โรเบอร์ต ดราเปอร์ กล่าวในบทความของเขา เรื่อง “โค่นล้มรูปปั้น - บันไดขั้นแรกของการหยุดนิทานปรำปราว่าด้วยสมาพันธรัฐ” ว่าได้ไปเยี่ยมชมถนนโมนูเมนต์ ก่อนที่นายกเทศมนตรีเมืองริชมอนด์จะสั่งให้ถอดรูปปั้นของแจ๊คสัน และรูปปั้นอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเมืองออกไป ตอนเที่ยงของวันที่ดราเปอร์อยู่ที่นั่น ผู้คนทุกเพศทุกวัยทุกเชื้อชาติต่างจับมือกันอย่างเงียบๆ รอบวงเวียนใต้ภาพสีบรอนซ์ของผู้บัญชาการกองทัพสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ รูปปั้นของท่านนายพลโรเบอร์ต อี ลี นั่งอยู่บนหลังม้าสูง 60 ฟุต ฐานของรูปปั้นตอนนั้นเต็มไปด้วยสีระบายกราฟฟิตี รอบๆ มีใบปลิวหล่นเกลื่อนกลาดเป็นรัศมีกว้างรอบฐานรูปปั้น เพื่อแสดงถึงการประท้วงที่ชายผิวดำที่ถูกสังหารขณะอยู่ในความดูแลของตำรวจ ทอม แบล็กลีย์ ชายวัย 70 ปี ที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของถนนสีเขียวชอุ่มกล่าวว่า “ตอนที่ผมย้ายจากมิสซิสซิปปีมาที่นี่ครั้งแรก ผมคิดว่ารูปปั้นเหล่านี้ไร้สาระ ทำไมต้องสร้างถนนสำหรับผู้แพ้ … ทางจิตวิทยามันทำให้ทุกอย่างดูรุนแรงขึ้น มันเป็นการบอกกล่าวและย้ำเตือนเสมอว่า ชีวิตเรายังคงมีคนที่อยู่สูงกว่าเสมอ”

มาถึงช่วงเวลาที่โรคโควิด-๑๙ เกิดการระบาดใหญ่ออกไปทั่วโลก และเกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจซ้ำเติมเข้าไปอีกในทุกภูมิภาค การเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ต่างๆ อย่างฉับพลันของเมืองริชมอนด์ นำไปสู่ความสับสนวุ่นวายและความวิตกกังวลเพิ่มเติมสำหรับบางคน ที่เห็นรูปปั้นเคยฉายภาพลวงตาอย่างคงทนและยาวนาน แม้ว่าจะถูกเคลื่อนย้ายออกไปบ่อยครั้งในช่วงเวลาที่มีความวุ่นวายทางสังคมขึ้น ในอดีตชาวโรมันก็เคยย้ายรูปปั้นออกไปหลังจากการล่มสลายของจอมเผด็จการเนโร นักปฏิวัติอเมริกันกับกษัตริย์จอร์จที่สาม กองทัพสหรัฐฯ ในอิรัคหลังการโค่นล้มอำนาจของซัดดัม ฮุสเซน ถึงกระนั้น ความรู้สึกของการสูญเสียที่ชาวอเมริกันบางส่วนได้แสดงออกมาเมื่อโทเท็มได้ลดความสำคัญลง มาเบล โอ วิลสัน ศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ถึงกับกล่าวว่า “บางครั้ง คนอเมริกันมองหาวีรบุรุษ มากกว่าที่เรามองหาความจริง” พร้อมสำทับต่ออีกว่า “และเมื่อรูปปั้นเหล่านี้ถูกนำมาติดตั้ง พวกเราก็มักแสดงความเก่งกล้าด้วยการแต่งเรื่องปรัมปราขึ้นมาเล่าขานต่อๆ กันไป”

เมื่อพูดอย่างนี้ ก็จะถือได้ว่าศาสตราจารย์วิลสันกำลังท้าทายความคิดที่ว่า การรื้อรูปปั้นเท่ากับเป็นการลบประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ค่อนข้างเป็นกลาง กลุ่มบุตรีแห่งสมาพันธรัฐ (The United Daughters of Confederacy) เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนที่ทรงพลังของการดำรงสถานะทั้งหลายทั้งปวงของอนุสาวรีย์ สมาชิกในกลุ่มยืนยันว่าต้องการรักษาเกียรติอันมีคุณค่าความทรงจำของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาเอาไว้ โดยอ้างถึงความชอบธรรมของการเป็นผู้ร่วมสร้างสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ขึ้นมาเป็นโล่ที่คอยปกป้องคุ้มครองรูปปั้นเหล่านี้

คลิปวิดีโอล่าสุดแสดงภาพของชายผิวดำจากมินนิอาโปลิส จอร์จ ฟลอยด์ กำลังจะหมดลมหายใจอย่างช้าๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวกดเข่าเข้าที่คอ ทำให้เกิดปัญหาการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติที่ยากลำบากมากของสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของการประเมินใหม่นั้นเกี่ยวข้องกับภูมิทัศน์แห่งการรำลึกถึงทหารสมาพันธรัฐที่ต่อสู้เพื่อรักษาและคงสภาพความเป็นทาสของคนผิวดำเอาไว้ ใครเป็นผู้สร้างบรรยากาศแบบนั้นขึ้นมา มันถูกสร้างขึ้นมาเมื่อใด และสร้างขึ้นมาเพราะเหตุใด ในวันนี้คำถามหลายคำถามเหล่านี้ยังคงเหลือคุณค่าอะไรอยู่อีก

เจ้าหน้าที่หลายคนทั่วประเทศได้มีการตอบสนอง อย่างเดียวกับที่พวกเขาเคยทำเมื่อปี 2015 ที่ตอนนั้นชาวอเมริกันผิวขาวผู้นับถือชาวแอฟริกันอเมริกันเก้าคนในโบสถ์ที่เซาธ์ คาโรไลน่า และอีกสองปีต่อมาเมื่อผู้ยิ่งใหญ่ผิวขาวคนอื่นๆ ในเมืองชาร์ล็อตสวิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย เร่งเร้าให้กำจัดสัญลักษณ์ของสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ออกจากพื้นที่สาธารณะหลายแห่งอย่างรวดเร็ว บางครั้งจึงต้องทำการรื้อถอนกันในเวลากลางคืน ในกรณีอื่นนักเคลื่อนไหวได้ทำการลบตัวเองออกเช่นเดียวกับกรณีที่มีรูปปั้นของเจฟเฟอร์สัน เดวิส ในเมืองริชมอนด์ เมื่อนายกเทศมนตรีเลวาร์ สโตนีย์ สั่งให้รื้อถอนรูปปั้นของแจ็คสันและรูปปั้นวีรบุรุษสมาพันธรัฐคนอื่นๆ ออกไปจากพื้นที่ สโตนีย์เขียนทวีตข้อความว่า “ถึงเวลาแล้วที่การรักษาจะเริ่มขึ้น เพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ เพื่อประวัติศาสตร์ของเรา เพื่ออนาคตของเรา – รูปปั้นในอนุสรณ์สถานที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสียหาย กำลังจะถูกปลดลงจากแท่นที่เคยสง่างาม”

เมื่อเร็วๆ นี้ดราเปอร์ได้เดินทางไปพบจาเลน ชมิดต์ ศาสตราจารย์ด้านศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย โดยเมื่อปี 1914 เธอเคยนำเสนอบทความเขียนโดยลอรา มาร์ติน โรส ผู้ที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเธอเป็นลูกสาวคนสำคัญของกลุ่มต่อต้านการเรียกร้องสิทธินผิวดำ ชื่อว่า “กลุ่มคู คลักซ์ แคน” หรือจักรวรรดิล่องหนนอกกฎหมายในยุคนั้น ชมิดต์นำพาเขาเดินไปตามทิศทางที่ผู้เขียนได้บรรยายถึงทหารหาญของฝ่ายสมาพันธรัฐว่า “สำหรับพวกคู คลักซ์ แคน นั้นที่แท้จริงแล้ว” นักวิชาการชาวแอฟริกันอเมริกันหยุดยิ้มนิดหนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า “ท่าทางของพวกเขาดูเหมือนสุภาพ แต่ไม่หรอก ทั้งหมดที่อยู่ในนี้ มันไม่มีอะไรที่ไม่มีมลทินเลย”

รูปปั้นตามถนนโมนูเมนต์ของเมืองริชมอนด์ ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับรูปปั้นคนอื่นๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ที่ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังจากสงครามกลางเมืองเมื่อหลายทศวรรษก่อน เมื่อถึงจุดนั้นในประวัติศาสตร์ จูเลียน เฮย์เตอร์ ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาความเป็นผู้นำ มหาวิทยาลัยริชมอนด์ กล่าวว่า “คนอเมริกันผิวขาวที่อยู่ในรัฐทางตอนใต้เข้ามาพร้อมกับการสร้างความเป็นทาส เอาความคิดแบบนี้ครอบงำดินแดนทั้งหมดของรัฐเหล่านี้ สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นด้วยเลย คือ การสูญเสียสถานะนายทาสของพวกเขา”

เมื่อมาถึงยุคของจิม ครอว์ ก็ได้มีดำเนินการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารของสมาพันธรัฐ (และผู้เป็นนายทาส) จากเดิมที่เป็นท่านนายพลโรเบอร์ต อี ลี ผู้พิทักษ์ปกป้องสมาพันธรัฐ จึงมีการจัดทำและปรับปรุงกฎหมายหลายอย่างเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองทั่วทุกรัฐทางใต้ มีการรวมตัวกันอย่างน้อย 100,000 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าประชากรของเมืองริชมอนด์ในเวลานั้น เข้าร่วมเปิดตัวรูปปั้นอนุสวารีย์ของท่านนายพลลีเมื่อปี 1890 นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการตามระบอบประชาธิปไตย แต่มันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่น่าสยดสยองของชุมชนของเขา ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันผู้โด่งดังที่สุดของเมือง จอห์น มิทเชล จูเนียร์ บรรณาธิการผู้ตีพิมพ์นิตยสารริชมอนด์พลาเน็ต มีความเห็นว่านี่เป็น “มรดกแห่งการทรยศ เป็นมรดกเลือด”

สิบปีต่อมาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐเวอร์จิเนียได้เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เพื่อแยกกิจการของโรงเรียนออกจากกัน และมีการตัดสิทธิ์การเลือกตั้งของคนผิวดำออกเกือบทั้งหมด แต่ศาสตราจารย์เฮย์เตอร์กล่าวว่า “พวกเขาเอารัฐธรรมนูญเข้าไปอบแห้งให้เป็นฟอร์ทน็อกซ์ของนักกฎหมาย ที่จะทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายอนุสาวรีย์เหล่านี้ลง และดูเหมือนว่าผู้ที่สร้างรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นมารู้มาก่อนว่า วันนี้กำลังมาถึง!”

นี่เป็นครั้งที่สองที่ดราเปอร์มีโอกาสเข้ามาใช้เวลาช่วงเช้าในเมืองริชมอนด์ คราวก่อนที่เป็นครั้งแรกก็ได้รับความทรงจำคล้ายๆ กันแบบนี้ ครั้งนั้นเป็นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 วันนั้นเป็นวันเลือกตั้ง เขาเล่าว่าเมื่อตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ ลุกจากเตียงนอนของโรงแรมแล้วขับรถไปที่บริเวณที่ทำการเลือกตั้งก่อนหกโมงเช้าที่เวลาเริ่มต้นการลงคะแนนให้ประธานาธิบดีคนต่อไป ที่เขตเลือกตั้งเขตหนึ่งซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นคนแอฟริกันอเมริกัน บนเส้นที่ทอดยาวหลายช่วงตึกมีผู้ลงคะแนนที่เป็นคนผิวดำหลายร้อยคน ผู้สูงอายุผิวสีหลายคนนั่งอยู่บนเก้าอี้พับที่เปียกชื้นตั้งแต่เช้า ความดื้อรั้นและอดทนของพวกเขาจะนำชัยชนะมาให้ เป็นชัยชนะของบารัค โอบามา ที่ตอนนั้นดูเหมือนว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว เขาเล่าว่าความผิดพลาดของเขาถ้าพึงมีในขณะนั้น ก็คือ การที่เขามีความเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้น เพราะนั่นมันคือความปรารถที่แท้จริงของมนุษย์

ในฐานะที่เป็นคนผิวขาวชาวใต้ที่มีอายุมากคนหนึ่ง ดราเปอร์บอกว่าเขาเคยเห็นรูปปั้นของวีรบุรุษแห่งสมาพันธรัฐหลายรูปที่ได้รับการติดตั้งและดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนาน เขาเห็นรูปปั้นหลายรูปในสวนสาธารณะของเมืองฮุสตันและเซนต์หลุยส์ ช่วงวัยนักศึกษาของเขาที่มหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน เขาก็เห็นว่ามีรูปปั้นตั้งตะหง่านอยู่ และตรงจัตุรัสกลางเมืองของแอชวิลล์ รัฐนอร์ท แคโรไลนา ที่เขาเคยอาศัยอยู่ระยะหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เจสซี แจ็คสัน จูเนียร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เคยไปเยี่ยมชมหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อแสดงให้ได้เห็นถึงความเป็นเขตพื้นที่ทางภาคใต้และกลุ่มผู้ชุมนุมชาวอเมริกันทางภาคใต้ที่ถูกประหารชีวิตที่นั่น จากนั้นดราเปอร์ก็เริ่มชื่นชมสิ่งที่เป็นแบบอย่างของชายผิวดำเฉกเช่นแจ็คสันที่พยายามค้นหาทุกวันที่ผู้กดขี่จากการแข่งขันของเขา ด้วยความอัปยศอดสู ดราเปอร์จึงตระหนักได้เป็นอย่างดีว่า เขาได้รับเอาภาพลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของยุคสมัยนีโอคลาสสิกแบบไร้เดียงสาเหล่านี้มาโดยไม่รู้ตัว เพราะว่าละแวกใกล้เคียงบ้านของเขา ล้วนแล้วแต่เป็นคนผิวขาว อาหารแต่ละมื้อที่รับประทานเข้าไปก็มาจากวัฒนธรรมของคนผิวขาวทั้งสิ้น - จึงกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งงมงายเฉกเช่นการมองด้วยสายตาวัยรุ่นที่ได้ซึมซับเอาวิธีการการล้างบาปในโบสถ์แบบโกธิค เหมือนกับชีวิตในไร่ที่หายไปกับสายลม แล้วรูปปั้นรูปนั้นคืออะไรละ ถ้าไม่ได้มีประวัติความเป็นมาหนึ่งเดียวที่เล่าต่อๆ กันมา และสิ่งที่เกิดขึ้นมาซ้ำซากก็ไม่ได้ทำให้ได้ความจริงขึ้นมาแต่อย่างใด

“อนุสาวรีย์ไม่ได้สอนประวัติศาสตร์” อดัม ดอมบี้ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามกลางเมือง และผู้เขียนหนังสือ เหตุแห่งความเท็จ: ความทรงจำของสมาพันธรัฐเกี่ยวกับการฉ้อโกง การปรุงแต่ง และอำนาจสูงสุดของคนผิวขาว (False Cause: Fraud, Fabrication and White Supremacy in Confederate Memory) กล่าวว่า “อนุสาวรีย์เป็นเรื่องของค่านิยม หากชุมชนตัดสินใจแล้วว่า ไม่ต้องการเห็นตัวแทนที่เป็นรูปปั้นเหล่านี้ที่มีคนสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ผมก็อยากจะบอกใครต่อใครว่า พวกเขาไม่มีสิทธิ์เหนือคนในชุมชน ใช่ไหม”

แต่ตามที่เวเบอร์ยอมรับอย่างเรียบร้อยนั่นก็ไม่ใช่กรณีนี้อีกต่อไป ในวันที่ 1 กรกฎาคม ฝ่ายนิติบัญญัติของเครือจักรภพได้ส่งคืนอำนาจเหนือรูปปั้นส่วนใหญ่ให้กับเมืองต่างๆ เช่น ชาร์ลอตเตสวิลล์ “กฎหมายเปลี่ยนไปและผมก็ต้องยอมรับสิ่งนั้น” เขากล่าวอย่างไร้เหตุผล “รูปปั้นเหล่านี้กำลังจะสูญหายจากไป”

บ่ายวันหนึ่ง ดราเปอร์ได้ตั้งคำถามให้กับทหารผ่านศึก บัดดี้ เวเบอร์ ที่เป็นผู้เกษียณอายุจากราชการและมีอาชีพเป็นทนายความ ขณะที่เรานั่งบนระเบียงที่ร่มรื่นในชาร์ลอตส์วิลล์ เวเบอร์เป็นโฆษกของกองทุนดูแลอนุสาวรีย์ เขาเป็นสมาชิกในกลุ่มผู้ริเริ่มดูแลและรักษารูปปั้นวีรบุรุษทั้งหลายของสมาพันธรัฐของเมือง ซึ่งขณะนี้พวกเขากำลังจัดทำระบบทางกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์โค่นล้มอนุสาวรีย์อย่างที่เห็นกันทุกวันในช่วงเดือนสิงหาคมของปี 2020 ชาวพื้นเมืองของบัลติมอร์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดหรือมีอุดมการณ์เกี่ยวกับมรดกแห่งสมาพันธรัฐทางภาคใต้ของประเทศ เวเบอร์ยังคงดูถูกเหยียดหยามว่าเป็น “นักรบกับความยุติธรรมทางสังคม” ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นตัวแทนของอาการกระตุกทางวัฒนธรรมที่ไร้ตรรกะ “เมื่อรูปปั้นเหล่านี้พังลง มันจะทำให้ชีวิตของใครๆ ในเมืองชาร์ลอตสวิลล์จะดีขึ้นด้วยรึ”

ในมุมมองของเวเบอร์ รัฐธรรมนูญ 1902 ของรัฐอาจโจมตีกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพคนผิวดำ ที่เรียกว่า “จิม ครอว์ ลอว์ส” แต่เมื่อมาถึงอนุสรณ์สถานสงคราม “กฎหมายเป็นนโยบายสาธารณะที่ดี มันแยกอนุสาวรีย์เหล่านั้นออกเพื่อเป็นการป้องกันให้เป็นสิ่งที่ควรแก่การให้ความเคารพนับถือ รูปปั้นแต่ละอันดำรงอยู่ ณ ที่ตรงนั้นก็เพื่อให้มีการพูดคุยหรือโต้แย้งกันและกัน พวกเราไม่ควรที่จะไปโค่นล้มรูปปั้นลงมาทำให้พวกเขาผิดหวัง”

ดราเปอร์กล่าวคำอำลาบัดดี เวเบอร์ แล้วก็พาศาสตราจารย์จาเลน ชมิดต์ แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย กลับมาที่ข้อเสนอข้อเสนอให้เธอที่ทำให้ดราเปอร์ได้อีกด้านหนึ่งของความคิดแบบสมาพันธรัฐ เราทั้งสองพบกัน ณ ลานเขียวขจีของเมืองข้างๆ รูปปั้นของทหารนิรนามที่รู้จักกันภายใต้ชื่อว่าจอห์นนี่ เรป ที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มบุตรีแห่งสมาพันธรัฐตั้งแต่ปี 1909 นานกว่าสี่ทศวรรษหลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง และขณะที่ชมิดท์บรรยายถึงความแพร่หลายของรูปแบบการทำรูปปั้นราคาถูกที่ติดตั้งทั่วภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา ก็ปรากฎร่างของสตรีผิวขาววัยกลางคน จูงสุนัขสีขาวตัวเล็กขนปุยเข้ามาหา หลังจากที่เธอแอบฟังราวหนึ่งนาที เธอเข้ามาขัดจังหวะชมิดต์ด้วยการพูดขึ้นว่า “ฉันได้ยินว่าคนผิวดำเอง ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าทาส ทำไมคุณไม่พูดเรื่องนั้นให้ลูกทัวร์ของคุณฟัง?”

ชมิดต์แจ้งคุณผู้หญิงผู้นั้นกลับไปอย่างสุภาพว่า เรามาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของรัฐเวอร์จิเนีย ไม่ใช่เรื่องของแอฟริกา จากนั้นเราก็ขยับออกไปทางด้านตะวันตกของจัตุรัส มีรูปปั้นของสโตนวอลล์ แจ็คสัน ที่นั่งโดดเด่นบนหลังม้าที่ดูยิ่งใหญ่มาก ทั้งรูปร่างที่แน่นตึงและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วทำให้ฮึกเหิมราวกับว่าอยู่บนหน้าผาแห่งการต่อสู้จริงๆ บัดดี้เวเบอร์ เคยบอกดราเปอร์ว่า “ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราบอกเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราบอกตัวเอง” ในกรณีของรูปปั้นขี่ม้าที่นิยมกันทั่วโลกนั้น เวเบอร์ยังได้กล่าวต่ออีกว่า “นั่นเป็นการแสดงออกถึงแรงบันดาลใจในการนำทัพของเขา ภาพที่เห็นแบบนี้มันไร้กาลเวลา ผมสามารถสัมผัสกับสิ่งนี้ได้ในฐานะที่เคยเป็นทหารมาก่อน”

ชมิดต์เห็นด้วยว่ารูปปั้นเป็นงานศิลปะ โดยชี้ให้เห็นเส้นเอ็นของม้าและรายละเอียดของเกือกม้า แต่เธอเสริมว่ามีอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์บนพื้นที่แห่งนี้ ตอนนี้เรายืนอยู่ย่านเล็กๆ เป็นถิ่นอาศัยของคนผิวดำที่เจริญรุ่งเรืองหรือรู้จักกันในนามของแมคกี บล็อก เมื่อปี 1918 พื้นที่ตรงนี้ถูกซื้อโดยพอล กูดลอ แมคอินไทร์ นักพัฒนาที่ดินผิวขาวสีขาว และต่อมามีการปรับพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับคนผิวขาวเท่านั้น พื้นที่ตรงกลางสวนสาธารณะนี้มีรูปปั้นของนายพลแจ็คสันตั้งตระหง่านอยู่ตั้งแต่ปี 1921 เอดวิน อัลเดอร์แมน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เคยกล่าวกับผู้คนนับพันที่มารวมตัวกันว่า ท่านนายพลแห่งสมาพันธรัฐที่พ่ายแพ้ผู้นี้ เขาได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถ จนตัวเองต้องตายในสนามรบ ทั้งหมดมาจากความขัดแย้งทางการเมือง และความภักดีต่อความคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับเสรีภาพแบบที่ชาวอังกฤษพึงมี

เพื่อระลึกถึงคำกล่าวของศาสตราจารย์แมคอินไทร์ ชมิดต์อ่านแผ่นโลหะที่อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ด้วยเสียงดังๆ ว่า “เขามอบรูปปั้นและสวนแห่งนี้ให้แก่เมืองชาร์ลอตสวิลล์ ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของเขา เพื่อความสุขของทุกคน” นักวิชาการแอฟริกันอเมริกันหยุดจังหวะนิดหนึ่ง จากนั้นก็ท่องเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระยะครึ่งไมล์โดยรอบนับจากแผ่นจารึกอันนี้ - การประมูลทาส การชุมนุมของกลุ่มคู คลักซ์ แคลน การให้รางวัล การชุมนุมของคนผิวขาวผู้ยิ่งใหญ่ในปี 2017 และการฉีดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ประท้วงต่อต้าน - เหล่านี้เป็นเรื่องราวที่เธอนำเสนอประวัติศาสตร์ให้เป็นทางเลือกสำหรับการเรียนรู้

“นี่คือภูมิทัศน์ของการบาดเจ็บ - landscape of trauma” เธอกล่าว

จะเกิดอะไรขึ้นกับรูปปั้นเหล่านี้? แน่นอนว่าเมืองชาร์ลอตสวิลล์เปรียบได้กับบ้านของสโตวอลล์แจ็กสัน ความแน่นอนจะน้อยลงเมื่อมีผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อศิลปวัตถุอื่นๆ ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวหลายเชื้อชาติเพื่อหยุดยั้งการเหยียดผิวที่เคยถูกเพิกเฉยมานานกว่าศตวรรษ ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและความชั่วร้ายในหมู่ผู้นำและผู้มีความรู้ทั้งหลาย ฝูงชนที่คาดเดาได้ยากที่สุดจะยึดเอาความไม่สมบูรณ์แบบวีรบุรุษที่ทุกคนจดจำได้ แล้วพากันรื้อทำลายเหล่าวีรบุรุษพวกนั้นออกจากฐานรูปปั้น และออกจากหน้าประวัติศาสตร์ สิ่งนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้  สังคมสร้างเส้นแบ่งที่มีชีวิต และทำให้เกิดความสับสนของชาวอเมริกันที่มีส่วนร่วมในการทำแผนที่พื้นที่ตรงนี้ ถือเป็นราคาซื้อความสุขที่เราจ่ายไปเพื่อประชาธิปไตย

สำหรับการโค่นล้มรูปปั้นของสมาพันธรัฐบนถนนโมนูเมนต์ของเมืองริชมอนด์ลงแบบนี้ ดราเปอร์บอกว่าเขาได้เรียนรู้จากวาเลนไทน์ที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ที่กำลังได้รับการกล่าวถึงของผู้สนใจมากมายเกี่ยวกับบ้านเรือที่อยู่อาศัยของพวกเขา บิล มาร์ติน ผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์ที่ทำหน้าที่ตรงนี้มายาวนาน รู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่เราได้พบกันตรงลานพิพิธภัณฑ์

“การตอบสนองต่ออนุเสาวรีย์ทั้งหลายจะต้องตั้งอยู่บนฐานชุมชน” มาร์ตินกล่าว “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองริชมอนด์แห่งนี้มีตัวแทนมาโดยตลอด หากพวกเราต้องการจะเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์อย่างแท้จริงแล้ว เราต้องทำให้แน่ใจได้ชัดๆ ว่าวัตถุ 1.6 ล้านชิ้นของเราเหล่านี้ เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดของเมือง”

พิพิธภัณฑ์ของมาร์ตินบอกกล่าวอะไรๆ ให้เห็นว่า “เป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนและเหมาะสมของภูมิภาคที่สำคัญแห่งนี้ เพื่อท้าทายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมที่หลากหลาย” แล้วพวกเขาที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ลาจากไปด้วยความประทับใจ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้สนใจที่นี่ในฐานะที่เคยเป็นบ้านของท่านนายพลลี บ้านของเดวิส และบ้านของคนอื่นๆ เลย บางทีพิพิธภัณฑ์วาเลนไทน์อาจจะแสดงให้พวกเขาได้เห็นในสถานะที่เป็นฉากหลังให้พ่นสีระบายกราฟฟิตีแบบปัจจุบันที่ทำกันเท่านั้น

“ตอนนี้พวกเขาเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นแล้ว” ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าว

การทำให้รูปปั้นเหล่านี้ต้องเสียโฉมไป รูปปั้นหลายอันต้องมีสภาพเหมือน “วีนัส เดอ มิโล” ทั้งๆ รูปปั้นทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งบอกเล่าเรื่องราวความเป็นจริงมากมายมาอย่างยาวนาน เป็นความจริงที่มีมากกว่าสิ่งที่ผู้สร้างรูปปั้นตั้งใจจะบอกเสียอีก


Main Source

Draper, Robert. (2020). “Toppling statues is a first step toward ending Confederate myths.” NATIONAL GEOGRAPHIC - HISTORY. Published on July 2, Available on https://www.nationalgeographic.com/history/2020/07/toppling-statues-is-first-step-toward-ending-confederate-myths/

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568

Bring Back Geography!

เอาภูมิศาสตร์กลับมา

Bring Back Geography! By Jerome E. Dobson, University of Kansas, USA

Illustrations by Jay Merryweather, ESRI

พัฒนา ราชวงศ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แปลและเรียบเรียง


การทดสอบครั้งย่อยๆ หลังจากที่มีการทดสอบย่อยๆ แล้ว แสดงอะไรบางอย่างให้เห็นเกี่ยวกับว่า เด็กๆ สมัยนี้ ไม่รู้ตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ เกี่ยวกับคำเสียดสีที่ว่า สมัยนี้เราละเลยไม่ให้ความใส่ใจต่อวิชาภูมิศาสตร์ (Geographic Ignorance) หรือไม่รู้เรื่องรู้ราวทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographic Illiteracy)


ทุกวันนี้วิชาภูมิศาสตร์อาจถูกอธิบายด้วยสิ่งที่ปรากฏรอบๆ กาย แต่จะต้องมาถามกันชัดๆ อีกทีว่า วิชาภูมิศาสตร์นั้นเกี่ยวถึงเรื่องอะไรกันแน่ บางคนก็บอกว่าภูมิศาสตร์ หมายถึง การรู้ว่าสถานที่ใดตั้งอยู่ที่ไหน ซึ่งอันนั้นนักภูมิศาสตร์เขาจะเรียกว่า ภูมิศาสตร์นามของสถานที่ (Place-Name Geography) มันก็ดูสื่อสารให้เห็นภาพได้ดี แต่ว่านั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เพียงเสี้ยวเดียวที่นักภูมิศาสตร์เขาศึกษาเล่าเรียนกัน


ภูมิศาสตร์เป็นอะไรมากมายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดกัน ภูมิศาสตร์เป็นเรื่องของพื้นที่ ขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของเวลา ภูมิศาสตร์เป็นวิถีของความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีวิธีการและเครื่องมือ มีองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ และมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาการต่อเนื่องยาวนานมาหลายศตวรรษ ภูมิศาสตร์เป็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาชนและสถานที่ และเป็นการรับรู้ถึงปัจจัยเชิงสถานที่ที่จะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ภูมิศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ดูได้จากคำกล่าวของศาสตราจารย์ เจ โรว์แลนด์ อิลลิกค์ (J. Rowland Illick) ที่ว่า “เพราะเหตุใดประชาชนจึงทำสิ่งเหล่านั้น พวกเขากำลังทำอะไร และทำอะไรกันที่ไหน” ภูมิศาสตร์ถือเป็นมิติหนึ่งของวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่มีรากฐานอยู่บนตรรกะทางพื้นที่ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง การเคลื่อนที่เลื่อนไหล และความสัมพันธ์ทางพื้นที่ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นประเด็นสำคัญของกระบวนการบนพื้นโลกทั้งทางด้านกายภาพและวัฒนธรรม จุดเน้นหลักของภูมิศาสตร์ คือ การวิเคราะห์ทางพื้นที่ (Spatial Analysis) เป็นการวิจัยที่วางอยู่บนฐานของพื้นที่ (Place-Based Research) ทั้งด้านภูมิภาคศึกษา พื้นที่ศึกษา และพาราศึกษา และเป็นบูรณาการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Integration)


แรงอธิษฐานยังคงแรงกล้า เพราะว่า วิชาภูมิศาสตร์ยังคงเป็นวิชาที่มีความสำคัญกับเด็กๆ ถ้าหากโชคดี ก็จะพบว่าบางสิ่งบางอย่างที่คุณได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนประถมศึกษาหรือโรงเรียนมัธยมศึกษา และใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของคุณโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างนี้แล้วคุณคิดว่าวิชาภูมิศาสตร์มีเนื้อหาสาระจริงๆ สำหรับการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ของเด็กๆ หรือเปล่าล่ะ แน่นอนต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ดังกรณีตัวอย่างที่ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะทางภูมิศาสตร์ ที่จะเป็นตัวไปก่อร่างสร้างนโยบายต่างประเทศ ออกแบบและใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมที่เป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง การเคลื่อนย้าย และการเลื่อนไหล

 

 

 

การประดิษฐ์ที่อัจฉริยะมาก

 

วิชาภูมิศาสตร์ได้รับการจัดตั้งมาตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีก่อน และมีการประยุกต์ให้ก้าวหน้าขึ้นโดยนักปราชญ์สมัยกรีก โรมัน และจีน นั่นเรียกว่าพัฒนาการของภูมิศาสตร์ในยุคโบราณ (Classical Age) เมื่อเข้าสู่สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) วิชาภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะทั้งสองวิชานี้มีหลักการสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่ ก็ได้กลายเป็นวิชาที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก นับได้เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่วิชาภูมิศาสตร์ได้รับความสนใจและให้คุณค่าจากนักปราชญ์ พ่อค้าวาณิชย์ และนักปกครอง ดังข้อเขียนของเซ้นต์ ออกัสตีน (Saint Augustine) ในบทที่ว่าด้วยเมืองของพระเจ้า (The City of God) เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 5 “เหล่านี้เป็นการประดิษฐ์ที่อัจฉริยะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิชาภูมิศาสตร์ เรขาคณิต ดาราศาสตร์ และศาสตร์ต่างๆ”


และแล้วก็ก้าวเข้าสู่ยุคกลาง (Middle Age) เป็นยุคที่มีการเข้ามาแทรกแซงของศาสนจักรอย่างมาก เชื่อหรือไม่ว่า วิชาภูมิศาสตร์ถูกทำให้กลายเป็นแฟนตาซีไปเสียแล้ว แม้ว่ายุคนี้จะกินเวลายาวนานเป็นพันปี แต่ก็ยังดีที่ตัวองค์ความรู้จริงๆ ได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยพระชาวไอริช และมีกาประยุกต์ให้ก้าวหน้าเรื่อยๆ โดยปราชญ์อาหรับและเปอร์เซีย จนกระทั่งมารื้อฟื้นกันใหม่โดยปราชญ์ชาวยุโรปที่เป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ จนทำให้เกิดการสำรวจดินแดนต่างๆ ทั่วโลกในยุคสำรวจ (Exploration Age) ที่อยู่ในช่วง ค.ศ.1450-1948 การค้นหาข้อมูลสารสนเทศและขยายดินแดนไปทางตะวันตก ในช่วง ค.ศ.1600-1900 และยุคของการใช้แนวทางภูมิรัฐศาสตร์ ในช่วง ค.ศ.1915-1947 สำหรับประวัติศาสตร์ของวิชาภูมิศาสตร์ที่เป็นปัจจุบันๆ หน่อยนั้น ก็ดูได้จากรายการข้างล่างต่อไปนี้


o มีข้อเสนอฉบับแรกเกี่ยวกับการเลื่อนของทวีป (Continental Drift) ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1596 โดยนักภูมิศาสตร์ที่ชื่อว่า อับราฮัม ออร์เทลิอุส (Abraham Ortelius) และผู้ที่ทำให้ความรู้นี้แพร่หลายออกไปก็คือ อัลเฟรด เวเจเนอร์ (Alfred Wegener) ที่เป็นนักภูมิอากาศวิทยา (วิชาภูมิอากาศวิทยาเป็นสาขาย่อยที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์) 

 

o อัลเฟรด รัสเซลล์ วอลเลซ (Alfred Russell Wallace) นักชีวภูมิศาสตร์ (Biogeographer) ร่วมค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ ในปี ค.ศ.1859 หากยังยืนยันความเชื่อต่อกฎที่ว่าด้วยการทำมาก่อน (Rules of Precedence) อย่างที่เชื่อกันอยู่ทุกวันนี้ เขาจะกลายเป็นผู้ค้นพบหลักของเรื่องนี้ แต่ว่าชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ที่เป็นเพื่อนรักของเขากลับเขียนเอกสารขึ้นมาเสร็จก่อนหน้าที่วอลเลซจะได้นำไปเสนอต่อที่ประชุมราชสมาคม

 

o ไอซาห์ โบว์แมน (Isaiah Bowman) นักภูมิศาสตร์ที่ทำงานให้กับประธานาธิบดีวูดโรว วิลสัน (Woodrow Wilson) เป็นผู้เสนอนโยบายโลกาภิวัตของสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้อเมริกากลายเป็นผู้นำของโลกผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้กำลังทหาร นอกจากนี้โบว์แมนยังทำงานให้กับประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ในฐานะสำคัญหนึ่งในหกสถาปนิกออกแบบการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติด้วย

 

o คาร์ล ซาวเออร์ (Carl Sauer) นักภูมิศาสตร์คนสำคัญที่นำเอาวิธีการสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับอเมริกาโบราณ และการที่ทวีปอเมริกาเป็นศูนย์รวมการหลั่งไหลเข้ามาของประชาชนจำนวนมหาศาล โดยข้อเฉลียวใจของเขาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในทศวรรษ 1930 ต่อมานักภูมิศาสตร์นามว่า บิลล์ เดเวแวน (Bill Denevan) ได้ค้นพบเหตุการณ์สนับสนุนจำนวนมากในปี ค.ศ.1961 นักภูมิศาสตร์ทั้งหลายให้การยอมรับอย่างกว้างขวางต่อข้อค้นพบของเขาในทศวรรษ 1970 และนักเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์ ชาร์ลส์ มันน์ (Charles Mann) นำข้อค้นพบนี้มาประกาศต่อหน้าสาธารณชนจนได้รับการสรรเสริญอย่างมากในปี ค.ศ.2005

 

o โรเจอร์ ทอมลินสัน (Roger Tomlinson) นักภูมิศาสตร์ที่รู้กันเป็นสากลว่าเป็นบิดาของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาตั้งแต่ตอนต้นของทศวรรษ 1960 ขณะเดียวกันดูแอน มาร์เบิล (Duane Marble) และนักภูมิศาสตร์คนอื่นๆ ก็ทำการสอนและทำงานอย่างหนักโดยใช้หลักการพื้นฐานทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับจอห์น เค ไรท์ (John K. Wright) แห่งสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน (American Geographical Society) ก็ได้ตีพิมพ์แนวคิดที่ทรงอิทธิพลมากเกี่ยวกับการแสดงจุด เส้น และพื้นที่ ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และการบุกเบิกใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อสนับสนุนให้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง


การล้างมลทินภูมิศาสตร์ (The Purge of Geography)


อย่างไรก็ตาม หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานวิชาภูมิศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาก็ถึงคราวต้องจมลง และส่งผลกระทบต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ โดยระหว่างปี ค.ศ.1948-1988 วิชาภูมิศาสตร์ได้ล้มหายไปจากมหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาด มหาวิทยาลัยมิชิแกน มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยเยล และอีกหลายมหาวิทยาลัย โดยไม่มีใครรู้ความจริงเลยว่า ทำไมสาขาวิชาภูมิศาสตร์จึงเป็นที่เพ่งเล็งและถูกกระทำเช่นนี้ หลายสิบปีต่อมา ไม่ปรากฏว่ามีภาควิชาภูมิศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวี (Ivy League) ยกเว้นแต่ที่มหาวิทยาลัยดาร์ทเมาท์ (Dartmouth) เท่านั้นที่มีภาควิชาและเปิดสอนในระดับปริญญาตรี สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของสหรัฐ 20 อันดับ พบว่าทุกวันนี้มีเพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ ส่วนมหาวิทยาลัยชั้นนำ 20 อันดับนั้น มีภาควิชาภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ถึง 15 แห่ง การล้างมลทินนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกันเท่านั้น ในสหราชอาณาจักรเองทุกวันนี้ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ก็ยังคงมีโปรแกรมวิชาการที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับการผลิตดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง


ต่อมาสาขาวิชาภูมิศาสตร์ก็กระดี๊กระด๊ากับการผุดขึ้นมาใหม่ของอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ ความสำเร็จอย่างเป็นปรากฏการณ์ของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และความจำเป็นต่อการทำความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับดินแดนและประชาชนในต่างประเทศภายใต้ยุคโลกภิวัติ และยุคที่มีการรวมตัวกันในกรอบของภูมิรัฐศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ได้รับการยอมรับร่วมกับสาขาวิชาอื่นๆ มากขึ้น และบางคนก็ให้การยอมรับต่อจุดเด่นที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ นั่นก็คือ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การวิจัยที่เน้นสถานที่เป็นสำคัญ และการบูรณาการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการโผล่ผุดขึ้นมาที่ว่านี้ในวิชาภูมิศาสตร์มีความหมายเป็นที่ทราบทั่วกันว่า ภาควิชาภูมิศาสตร์ที่มีอยู่กำลังเพิ่มบุคลากรและจัดการเรียนการสอนภายใต้ชื่อปริญญาใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้มี่เฉพาะ 4 สาขาใหม่ในระดับปริญญาตรีที่มีการเพิ่มเข้ามาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังได้เกิดภาควิชาใหม่ขึ้นมาให้เป็นถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการไม่ให้เครดิตกันบ้างเลยเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าการจมสลายสาขาวิชาภูมิศาสตร์จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป และก็จะได้เห็นการปิดตัวเองลงไปอีกแห่งหนึ่งของภาควิชาภูมิศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเซ้าเทิร์น โอเรกอน (Southern Oregon University)


เครื่องห่อหุ้มเป็นเราะกำกับกายของสาขาวิชาจะต้องมีการวิวัฒน์ และสิ่งใดที่คร่ำครึล้าสมัยก็ควรที่จะขจัดมันออกไป อย่างไรก็ตาม หลังจากคำสรรเสริญต่อสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่พร่างพรูออกมาจากปากของท่านเซ้นต์ ออกัสตีน (Saint Augustine) แล้ว คงไม่มีสิ่งรบกวนอะไรที่ยิ่งใหญ่นับจากปี ค.ศ.1948 - ปัจจุบัน ที่จะเป็นเครื่องเตือนให้นึกถึงการตกต่ำของวิชาการในยุคกลาง ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่มีความภาคภูมิใจต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้างกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่ด้อยโชคชะตา ราวๆ ครึ่งทศวรรษที่องค์ความรู้ของวิชาภูมิศาสตร์และกลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายได้ถูกอนุรักษ์และประยุกต์โดยนักวิชการอเมริกันที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง รวมถึงนักวิชาการในประเทศอื่นๆ ด้วย นักภูมิศาสตร์เก็บกรุเหล่านี้ได้อนุรักษ์ม้วนหนังสือโบราณหลายฉบับแบบเดียวกับพระชาวไอริชได้ทำในสมัยกลาง แต่ที่ดีกว่า ก็คือ พวกเขาได้ดำเนินการประยุกต์สาขาวชา และนำเสนอให้วิทยาศาสตร์สังคมได้เกิดความประทับใจในภารกิจของพวกเขา ทุกวันนี้ผลกระทบโดยรวมจากการทำงานของพวกเขาดูยิ่งใหญ่มาก เรียกว่ามากกว่าที่ใครบางคนจะไปคาดคั้นให้ลดจำนวนนักภูมิศาสตร์และจำนวนสถาบันที่สอนวิชาภูมิศาสตร์ลง


ขณะที่การศึกษาทางด้านภูมิศาสตร์ได้ถูกกำจัดออกไปจากหลักสูตรในระดับชั้น K2 ของสหรัฐอเมริกา ในโรงเรียนประถมศึกษาถือเป็นการสูญเสียที่จัดทำรายวิชาจับฉ่ายขึ้นมา คือ วิชาสังคมศึกษา (Social Studied) ที่ละเลยในส่วนที่เป็นเนื้อหาทางด้านภูมิศาสตร์กายภาพและแนวความคิดเชิงพื้นที่ ในแต่ละภาคการศึกษา ผู้เขียนเคยถามนักศึกษาที่เข้าเรียนในช่วงกล่าวนำเข้าสู่บทเรียนในชั้นเรียนขนาดใหญ่ว่า มีใครบ้างเคยเรียนวิชาภูมิศาสตร์มาก่อนที่จะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีนักศึกษาไม่ถึงร้อยละ 10 ที่ยกมือแสดงตน ในระดับชั้นมัธยมศึกษามีการลงทะเบียนเรียนวิชาภูมิศาสตร์มากขึ้น แต่จำนวนก็ยังน้อยอยู่ (21,000 คนในปี ค.ศ.2006) สำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่รู้มาก่อนว่า มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่สามารถเรียนให้จบและรับปริญญาบัตรในสาขาวิชานี้ได้ มีกฎหมายว่าด้วยการไม่ทอดทิ้งให้เด็กอยู่อย่าล้าหลัง (The No Child Left Behind Program) ที่จัดสรรงบประมาณมาให้ปรับปรุงการสอนในทุกสาขาวิชาที่จำเป็น ยกเว้นวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งสภาได้กล่าวถึงวิชาภูมิศาสตร์ว่า เป็นวิชาที่จำเป็น แต่ไม่มีงบประมาณให้เพื่อการนี้แม้แต่ดอลลาร์เดียว


สถานการณ์ของรัฐบาลแบบนี้ สะท้อนให้เห็นแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวงวิชาการ สมัยจักรพรรดิชู (Chou Emperor) ของจีนโบราณ พระองค์ทรงมีคณะนักภูมิศาสตร์ประจำราชสำนัก พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระองค์ก็ทรงมีคณะนักภูมิศาสตร์ประจำพระองค์เช่นกัน สำหรับสภาภาคพื้นทวีป (The Continental Congress) ก็ได้แต่งตั้งนักภูมิศาสตร์เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ ท่านประธานาธิบดีวิลสันเองก็มีโบว์แมนเป็นนักภูมิศาสตร์ประจำตัว เช่นเดียวกับท่านประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่ใช้บริการโบว์แมนเป็นนักภูมิศาสตร์ประจำตัว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดที่มีนักภูมิศาสตร์ทำงานให้แบบตรงๆ อีกเลย ภาวการณ์ขาดแคลนอย่างว่า เป็นปรากฏการณ์เฉพาะของชาวอเมริกัน แต่ว่าในสหราชอาณาจักรนั้น เจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทของราชบัลลังก์อังกฤษ พระองค์ทรงเป็นนักภูมิศาสตร์ ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเซ้นต์ แอนดรู (St Andrews University) เมื่อปี ค.ศ.2005


ช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นสาขาวิชาสำคัญของการวิจัยทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นการวิจัยที่ทำโดยนักภูมิศาสตร์ และยังมีอิทธิพลต่อภาคการเมืองในโลกของความเป็นจริงที่มีขนาดใหญ่มหึมา ครั้นพอถึงช่วงที่สองของศตวรรษเดียวกัน ภูมิรัฐศาสตร์ได้ถูกปรับแปลงเป็นวิชารัฐศาสตร์และกิจการต่างประเทศ (Political Sciences and International Affairs) ปัจจุบันมีวิทยาลัยกิจการต่างประเทศอยู่ในมหาวิทยาลัยอเมริกัน 9 แห่งจากมหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงสุด 15 แห่ง ซึ่งไม่ใช่ภาควิชาภูมิศาสตร์แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ต่อมาบิล วูด (Bill Wood) นักภูมิศาสตร์อเมริกัน ได้จัดทำรายงานจุดนั้น และได้ร่วมแลกเปลี่ยนสั้นๆ กับผู้เขียนก่อนที่จะเสียชีวิต วูดตระหนักดีถึงการขาดแคลนความรู้ทางภูมิศาสตร์ของผู้ที่จบการศึกษาด้านกิจการต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับการที่นักภูมิศาสตร์ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องรัฐศาสตร์นั่นเอง ครั้งหนึ่งวูดเคยแสดงความจำนงจะจ้างงานคนที่มีความรู้ความเข้าใจแบบกว้างๆ ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งวูดก็ไม่สามารถหาคนที่มีคุณสมบัติแบบนั้นเข้ามาทำงานให้ได้ 


การบ่งชี้อย่างหนึ่งที่เป็นสาระด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเมื่อพิจารณาการเตือนของโบว์แมนเมื่อ ค.ศ.1949 ที่ว่า “เราอาจสูญเสียเสื้อที่เราสวมอยู่ไปในหนองน้ำหรือหุบเขาแห่งดินแดนอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งสองทศวรรษต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกากระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนามอย่างเต็มตัว ตามสัญญายืนยันของจอร์จ เอฟ แคนนาน (George F. Kennan) แต่ว่าข้อคำเตือนของโบว์แมนกลับถูกหลงลืม โดยไม่มีการบรรจุให้เป็นวาระในการถกแถลงกันเลย


ระหว่าง 26 ปีที่ผู้เขียนทำงานอยู่ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ (Oak Ridge National Laboratory) และ 6 ปีที่มหาวิทยาลัยแคนซัส ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในการให้คะแนนระหว่างการประชุมของคนภายในที่จะให้การสนับสนุนในการตัดสินใจต่อผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ และผู้กำหนดยุทธศาสตร์ทางการทหาร ผู้เขียนใช้เวลา 2 ปี เพื่อนั่งคิดให้ลึกๆ เพื่อที่จะเปิดประวัติศาสตร์ให้เกิดการฟื้นฟูสาขาวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมา ปัจจุบันนี้ บุคคลภายในจำนวนมากที่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่ากำลังเกิดความผิดพลาดอย่างมหันต์ต่อความเข้าใจทางด้านภูมิศาสตร์ จากการทำตัวเป็นผู้สุขุมเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ของพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นเพราะมีความรู้น้อยมากในสิ่งที่เรียว่าภูมิศาสตร์ ตามที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาอย่างนั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ให้ชนะแพ้กันไปข้างหนึ่ง อย่างเดียวกับที่ท่านประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันต้องเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่านประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี รูสเวลท์ต้องสู้รบการอริในสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งเมื่อสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะที่ทุกวันนี้มองกันว่า เป็นชัยชนะทางปัญญา (Intelligence Triumphs) ประธานาธิบดีทั้งสองท่านค้นพบทางออกของปัญหาในวันที่ท่านต้องเผชิญ และผู้นำในปัจจุบันเองก็ควรที่จะใช้ภูมิปัญญาในการที่จะต้องตั้งคำถามต่างๆ ว่า สิ่งต่างๆ นั้นเป็นอะไร


คำมั่นสัญญาของท่านประธานาธิบดีวิลสัน คือ การสร้างสารสนเทศที่เป็นความรู้ขึ้นมาให้ได้ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ สงบลง เขาจึงรู้ว่าสหรัฐอเมริกาก้าวเดินอย่างสมดุลไปสู่การเป็นมหาอำนาจของโลก สงครามครั้งใหญ่ต่อด้วยสันติภาพเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในเวทีโลก เขาเพลิดเพลินกับบทบาทผู้นำของโลกเป็นอย่างมาก แต่จะมีใครบ้าง ที่คอยเล่นบทสนับสนุนตลอดกาลให้แก่เขา 140 ปีที่สหรัฐอเมริกาปฏิบัติตัวตามแนวผู้นำเดี่ยวนิยม (Isolationism) ไม่มีใครในรัฐบาล ไม่มีเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ในหน่วยงานราชการ หรือหน่วยปัญญาของกองทัพ ที่พร้อมที่จะวิเคราะห์ปัญญาของต่างประเทศ หรือพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับประเทศยุโรปที่ริเริ่มเรื่องพวกนี้มาก่อน ประธานาธิบดีวิลสันเอง เป็นนักวิชาการที่ลุ่มลึกพอ เขามองเห็นปัญหาในเชิงภูมิศาสตร์เหล่านี้ และเขาก็เรียกร้องให้สมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันมาช่วยงานของเขา


ผู้อำนวยการสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน คือ โบว์แมน ได้ทำการไต่สวน ทำการวิเคราะห์อะไรเยอะแยะ เกี่ยวกับปัญญาต่างๆ ในต่างประเทศ โดยมีคณะทำงานนักวิชาการกว่า 150 คนจากสาขาวิชาภูมิศาสตร์และสาขาวิชาอื่นๆ โดยงานของพวกเขาคือ จะต้องเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการสร้างสันติภาพเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Peace) ณ วันที่สงครามสิ้นสุดลง ในส่วนของการไต่สวนนั้น สมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันรับผิดชอบในการจัดทำร่างประเด็นที่สำคัญของประธานาธิบดีวิลสัน 14 ประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งของบรรดาข้อความที่ทำให้รู้สึกดีที่สุดและเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่ถูกเขียนขึ้นมา และเมื่อประธานาธิบดีวิลสันและตัวแทนของอเมริกกันเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ซึ่งโบว์แมนก็เดนทางร่วมคณะไปกับท่านด้วย เมื่อกลับมาโบว์แมนได้ถอนตัวออกมาและปฏิรูประบบงานในสำนักงาน ประธานาธิบดีวิลสันประกาศกฤษฎีกาออกมาว่า นักวิเคราะห์ทุกคนจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรทางปัญญาของกองทัพ และหน่วยงานสถิติส่วนกลาง ทั้งหมดนี้จะต้องรายงานต่อท่านประธานาธิบดีโดยผ่านมาทางโบว์แมน ในเดือนมกราคม ค.ศ.1919 นักภูมิศาสตร์และนักทำแผนที่ของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน นำโดยมาร์ก เจฟเฟอร์สัน (Mark Jefferson) ได้ร่วมกันผลิตแผนที่มากกว่า 300 ฉบับต่อสัปดาห์ โดยใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เก็บรวบรวมมา ครอบคุลมทั้งด้านภาษา ชาติพันธุ์ ทรัพยากร ขอบเขตทางประวัติศาสตร์ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ตัวแทนของอเมริกันจึงกลายเป็นที่หมั่นไส้ของที่ประชุมที่แวร์แซลส์เป็นอย่างยิ่ง


ท่านประธานาธิบดีรูสเวลท์เองก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ชื่นชอบวิชาภูมิศาสตร์ และก็ได้ให้การสนับสนุนสภาของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันมากกว่าหนึ่งทศวรรษระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โบว์แมนซึ่งทำหน้าที่ที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี และเป็น 1 ใน 6 สถาปนิก ผู้ร่วมร่างและก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ และเขายังเป็นผู้โน้มน้าวท่านประธานาธิบดีวินสตัน เชอร์ชิลล์ ให้เห็นความสำคัญของการจัดการองค์กรต่างๆ ให้อยู่ในกรอบโลกาภิวัติหนึ่งเดียว ว่าจะเป็นผลดีกว่าการแบ่งองค์กรออกตามส่วนทั้งสามของภูมิภาคแบบเดิม


ระหว่างสงคราม นักภูมิศาสตร์หนึ่งในสามของนักภูมิศาสตร์ถูกเรียกตัวเข้าไปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อทำงานสนับสนุนสำนักงานวางแผนยุทธศาสตร์ (OSS: Office of Strategic Services) และองค์กรอื่นๆ ที่ทำงานเพื่อรองรับภาวะสงคราม ในการทำหน้าที่เหล่านั้น โบว์แมนมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก


ปัจจุบันนี้ มีการพิจารณาถึงศักยภาพใหม่ของอเมริกันในภาวะที่สงครามพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาว่า บทบาทของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และบทบาทของโบว์แมนที่โดดเด่นมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เป็นการดำเนินการไปเพื่อให้เกิดสันติภาพ มากกว่าเป็นไปเพื่อก่อสงคราม ความรู้สำคัญต่างๆ ที่จะพาให้เรามุ่งสร้างสันติภาพได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่เราได้ทำกันขึ้นมาเพื่อการสงคราม


การตั้งสมญานามภูมิศาสตร์


ถ้าหากว่าในโลกนี้ไม่มีวิชาภูมิศาสตร์ปรากฏอยู่ อาจจะต้องมีการค้นพบวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามี 4 กรณีที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากจากการค้นพบที่ไม่ได้ตั้งใจ


o สิบปีของการล้มสาขาวิชาภูมิศาสตร์ลง สภาสูงได้มีมติผ่านมาตรา VI ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ค.ศ.1958 (NDEA: National Defense Education Act) ที่มีผลต่อการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนองค์กรเพื่อสร้างโปรแกรมด้านพื้นที่ศึกษา (Area Studies Programs) ขึ้นในมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเป็นแหล่งอบรมผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอสำหรับการสร้างความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา


o สี่สิบปีของการล้มสาขาวิชาภูมิศาสตร์ลง หน่วยงานของรัฐบาลกลางอย่างน้อย 3 หน่วยงาน ได้ลงนามในเค้าโครงการสร้างวิชาวิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้นมา เรียกว่า “วิทยาศาสตร์ระบบของโลก” (Earth System Science) หลายวันต่อมา หลังจากที่มีรายงานของเบรเธอร์ตัน (Bretherton Report) ปรากฏออกมาในตอนปลายทศวรรษ 1980 ผู้เขียนได้อ่านข้อกำหนดที่กล่าวไว้อย่างสมบูรณ์ ณ ที่ประชุมนานาชาติของนักภูมิศาสตร์ และพวกเขาก็ได้พิจารณากันในที่นั้นว่า วิชาภูมิศาสตร์ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งแล้ว ซึ่งที่ประชุมก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะกันสนั่น


o มหาวิทยาลัยโคลัมเบียล้มล้างภาควิชาภูมิศาสตร์ออกไปจากสาระบบเมื่อปี ค.ศ.1986 และเก้าปีต่อมาก็ได้สร้างสถาบันโลก (Earth Institute) ขึ้นมา เพื่อบูรณาการการสอนเกี่ยวกับโลก สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะเห็นว่าวิชาภูมิศาสตร์ไม่ใช่สาขาวิชาหลักสำหรับที่นี่อีกต่อไปแล้ว


o มหาวิทยาลัยฮาร์วาดไม่เปิดสอนสาขาวิชาภูมิศาสตร์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 และผลลัพธ์หลายอย่างก็ได้แสดงอยู่ในรายงานการทบทวนหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยฉบับปี ค.ศ.2004 รายงานดังกล่าวต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจังเกี่ยวกับเครื่องหมายแสดงมาตรฐานขั้นสูงของวิชาภูมิศาสตร์ ที่จะต้องให้ความรู้แบบกว้างๆ ของศาสตร์ที่หลากหลาย และจะต้องทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเกี่ยวกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของต่างชาติ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงชื่อของสถานที่แห่งนั้นๆ


ทั้งสี่ประเด็นที่กล่าวมาเป็นเสมือนแถลงการณ์สำหรับวิชาภูมิศาสตร์ แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงอย่างตั้งใจที่จะใช้คำต่างๆ ให้เป็นภาษาธรรมดาๆ 


เมื่อปี ค.ศ.2005 มหาวิทยาลัยฮาร์วาดประกาศเลยว่า จะมีเรียนการสอนในด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ แต่ไม่ใช่วิชาภูมิศาสตร์ โดยมีการตั้งศูนย์ใหม่ขึ้นมารองรับ คือ ศูนย์สำหรับงานวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Center for Geographic Analysis) ทำหน้าที่เป็นส่วนที่ทำงานตามความต้องการด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่มาจากทุกสาขาวิชา โดยไม่มีโครงสร้างสถาบันทางวิชาการที่เป็นตัวตนที่แน่นอน คล้ายๆ กับการสร้างศูนย์ประดิษฐ์โปรแกรมพิมพ์คำ โดยไม่จำเป็นต้องมีภาควิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะไม่มีหน่วยงานใดเลยที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประยุกต์ใช้งานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1970 นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดทางวิชาการ ยังเป็นตัวหยุดยั้งการพัฒนาการของงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ทำให้ถูกหลลงเข้าใจผิดว่าเป็น “คอมพิวเตอรกราฟิก” และทำให้สูญเสียโอกาสใหญ่ๆ ไป


หลายปีมานี้ ผู้เขียนได้เฝ้าเตือนว่า “ด้วยการประยุกต์ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์เองนั้น สามารถกำหนดตำแหน่งของสาขาวิชาให้แสดงบทบาทหลักในประเด็นสำคัญได้ เป็นต้นว่า การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในยุโรปตะวันออก ในทางตรงกันข้าม การประยุกต์อย่างก้าวหน้าในด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวนั้น กลับจะพาให้พวกเราเข้ามุมอับด้วยการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนนักนิเวศวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้นำทางวิชาการสาขาอื่นๆ ในประเด็นเหล่านี้” ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และทิศทางปัจจุบันของมันกำลังมีการปรับปรุงในจุดที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง ด้วยความร่วมมือกันของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และการหลั่งเลือดของพวกเราเองออกมาบ้างในบางครั้ง อย่างนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถสร้างการยอมรับนับถือจากวิทยาศาสตร์อื่นที่ถือตนเหนือกว่า นโยบายศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ ที่วิทยาศาสตร์มีอิทธิพลอย่างยิ่ง นั่นหมายความว่า ทฤษฎีแบบเดิมๆ จำนวนมากที่มีการพัฒนาขึ้นมาเดี่ยวๆ โดยสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ ที่ไม่ได้ใช้หรือใช้ความรู้ความสัมพันธ์กับวิชาภูมิศาสตร์ ตรรกะทางพื้นที่ หรือบูรณาการกับสิ่งอื่นเพียงเล็กน้อย นั่นจะไม่ใช่สิ่งท้าทายอีกต่อไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า


ความจริงแล้วผู้บริหารมหาวิทยาลัยฮาร์วาด เปิดประตูให้โอกาสสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้รื้อฟื้นกลับมาอีก แต่กระบวนการต่างๆ กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่แน่นอน จึงเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความสนใจของใครสักคนหนึ่ง ที่เห็นในพลังของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เชื่อในความสามารถของวิชาการในการชี้นำสังคม ที่เป็นผู้เกิดมาทันกาลเวลานี้พอดี ที่จะมาช่วยชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยนั้น มีบทบาทและอิทธิพลอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ วิชาภูมิศาสตร์นั้นถือได้ว่าเป็นพลังแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเป็นเสมือนกับบ้านทางวิชาการตามธรรมชาติของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์อีกด้วย ยืนยันเรื่องได้จากสถาบันสมาชิกของกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านภูมิสารสนเทศศาสตร์ (UCGIS: University Consortium for Geographic Information Science) รวม 80 แห่งนั้น ร้อยละ 85 เป็นผู้นำหรือผู้นำร่วมจากภาควิชาภูมิศาสตร์


พฤติกรรมการแดกดันที่ผิดมารยาทและน่าขัน

 
มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าขบขันยิ่งจากการแสดงออกในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันนี้ได้เลยกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ นั่นก็คือในปี ค.ศ.1897 สภาผู้แทนราษฎรแห่งมลรัฐอินเดียน่าผ่านเสียงเป็นเอกฉันท์ในการปรับแก้กฎหมายลำดับที่ 246 เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงค่าพาย (π) จากที่มีความหมายทางคณิตศาสตร์ว่ามีค่าเท่ากับ 3.1415 ให้เหลือค่าแค่เท่ากับ 3 เท่านั้น เคราะห์ดีอย่างยิ่งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องม้วยลงก่อนที่จะไปถึงวุฒิสภา ผู้ที่เป็นตัวการที่เข้าไปขวางวันได้อย่างฉับพลัน คือ คลาเรนซ์ เอ วัลโด (Clarence A. Waldo) ศาสตราจารย์สาขาวิชาคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเปอร์ดู (Purdue University) ที่ถือร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าไปในสภานิติบัญญัติพร้อมกับเย้ยหยันในปัญญาของสมาชิกสภาที่ต้องเปลี่ยนค่าทางคณิตศาสตร์โดยไม่ได้คิดถึงความเป็นจริงทางวิชาการแม้แต่น้อย หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเราคงได้รับรู้กันทั่วไปแล้วว่า ค่าพายนั้นมีค่าเท่ากับ 3 ไม่ใช่ 3.1415 อย่างที่วิชาคณิตศาสตร์เคยสอนพวกเรามา


อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ นักการเมืองและบัณฑิตทั้งหลาย ล้วนสามารถกล่าวอ้างหรือออกแถลงการณ์ต่างๆ ที่พวกเขาเพลิดเพลินกับการใช้ประโยชน์จากวิชาภูมิศาสตร์ได้ด้วยตัวเองทุกคน แต่ว่านั่นดูค่อนข้างไร้สาระ และพวกเขาไม่ได้เป็นผู้มีความรู้ทางภูมิศาสตร์อย่างพอเพียงที่จะกล่าวอ้างอะไรแบบนั้นได้ทุกๆ เรื่อง แน่นอนว่า ประชาชนมีความเฉลียวฉลาดด้วยฐานความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ โรงเรียน ธุรกิจ และตามบ้านเรือนทั่วไป แต่พวกเขาก็มีจำนวนน้อยนิดเท่านั้นเอง ดูอย่างการกำหนดขนาดของเขตเลือกตั้งก็ได้ ทุกวันนี้นักการเมืองจัดเขตดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม แล้วก็ไม่ค่อยมีสื่อสารมวลชนคนไหนสนใจถามคำถามจากปัญหาที่ว่านี้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างดูไร้ค่าไปเสียทั้งหมด วิชาภูมิศาสตร์ได้ก้าวผิดพลาดไปไกลเกินกว่าที่สาธารณะจะได้หันมาร่วมตระหนัก เห็นได้จากการที่ไม่มีนักการเมืองหรือนักข่าวที่พยายามจะค้นหาข้อความสนทนาทางด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นทางการ อันเป็นสาระสำคัญในการสร้างสันติภาพหรือการก่อสงครามเลยแม้แต่น้อย


ทุกวันนี้ไม่มีความรู้อะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่จะวางอยู่ระหว่างความรู้ความเข้าใจของสาธารณชนในด้านภูมิศาสตร์และความจริงที่นักภูมิศาสตร์ต้องทำจริงๆ นักภูมิศาสตร์ทุกคนยังคงช่วยเตือนความทรงจำของประชาชนที่ทนทุกข์ทรมานจากการเข้าใจผิดอย่างจงใจ บางคนก็สนุกสนานกับมัน บางคนก็แดกดันมันอย่างเสียมิได้ มีตัวอย่างที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนหลงเข้าไปในวงสนทนาของนักการขายในร้านแห่งหนึ่งที่เมืองแคนซัส สตรีผู้มากประสบการณ์คนหนึ่ง ซึ่งบุตรสาวของเธอได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนสอนอยู่ สตรีผู้นี้ถามว่าผู้เขียนสอนอะไร ผู้เขียนตอบว่า “สอนวิชาภูมิศาสตร์” ซึ่งเธอก็พูดว่า “โอ้ วิชานั้นเขาไม่ใช่สอนกันในระดับมหาวิทยาลัยหรอก ไม่ใช่รึ รึว่าใช่” ผู้เขียนตอบกลับไปว่า “แน่นอนครับ เราสอนและให้ปริญญาทั้งศิลปศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต” จากนั้นก็มาถึงจุดที่เลวร้ายและเจ็บแปลบเป็นที่สุดของสถานการณ์ “เอาล่ะ ถามหน่อยนะว่า พวกเขาเรียกมันว่าอะไรกันรึ” เธอถามด้วยคำถามที่ไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกมาได้จากปากคน


เชื่อหรือไม่ว่า คนบางคนคิดว่าวิชาภูมิศาสตร์นั้น เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับรัฐและเมืองหลวงของรัฐที่คุณอาศัยอยู่ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพรมแดน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องทางกายภาพเพียงอย่างเดียว มีบ้างบางคนที่คิดว่าเป็นเรื่องทางสังคมสุดๆ ซึ่งความจริงแล้ว สาระสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ที่ประกาศไว้เป็นประเด็นทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ราวร้อยละ 47 เป็นภูมิสารสนเทศศาสตร์ ร้อยละ 21 ประเด็นทางกายภาพ ร้อยละ 10 ประเด็นของภูมิภาค ร้อยละ 8 ประเด็นสาระทางด้านระเบียบวิธีการ ร้อยละ 5 และเป็นสิ่งที่ผสมผสานกันของประเด็นทั้งหมดที่กล่าว ร้อยละ 9


การผิดมารยาทของบุคคลส่วนใหญ่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และเราก็ปฏิบัติต่อๆ กันมาด้วยการกันคนเหล่านั้นออกไปเสีย แต่โดยรวมแล้วคนที่เข้าใจผิดเหล่านี้หลายคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม ทั้งๆ ที่เป็นการกำหนดไปด้วยความไม่เข้าใจ จึงเป็นเหตุให้ได้นโยบายที่ไม่ดี ธุรกิจที่เลว และวิทยาศาสตร์ที่เหลว คนบางคนให้ข้อเสนอที่เป็นอันตรายและก่อให้เกิดการต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่างกรณีตัวอย่างของการขืนใจกันที่ฮาร์วาร์ด เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1948 เมื่ออธิการบดี เจมส์ โคแนนท์ (James Conant) ประกาศว่า “ภูมิศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่จะต้องสอนกันในระดับมหาวิทยาลัย” อิทธิพลในเชิงสถาบันของเขาแผ่ซ่านออกมาผ่านคำพูดที่หลุดปากออกมา เป็นไกรปืนที่ถูกลั่นออกไปให้เกิดการสลายในระดับชาติอีกหลายต่อหลายแห่ง


แทนที่ทั้งหลายทั้งปวงจะช่วยกันแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดจากการริเริ่มต้นของโคแนนท์ บางคนกลับยังคงไม่รับรู้ต่อสัญญาณอันตรายอันนั้น ทุกวันนี้ รองอธิการบดีที่รับผิดชอบดูแลวิทยาลัยศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ถึงขนาดกับตั้งคำถามต่อสถานะของวิชาภูมิศาสตร์มนุษย์ว่า เป็นวิชาการประยุกต์ในการวางตำแหน่ง (Advanced Placement Course) วิชาหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ ก็มีจดหมายที่ใช้คำสวยเป็นวาทศิลป์จำนวนมากที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยนักภูมิศาสตร์ ไปถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย และก็มีหลายฉบับที่ถูกคัดเลือกไปตีพิมพ์ในวารสารสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน
สมัครสมานสามัคคี


การฟื้นฟูภูมิศาสตร์กลับคืนมาดูจะเป็นผลประโยชน์อย่างมากสำหรับพวกเราในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เราอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องยืนอยู่บนขาของสาขาวิชาเดิมของเราไม่ว่าเราจะจบปริญญาในสาขาวิชาภูมิศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ไม่มีสาขาวิชาใดที่จะเป็นอยู่ทุกอย่างโดยง่ายดายไปทั้งหมด จนกระทั่งเมื่อสาขาวิชานั้นที่อยู่ในภาวะล่มสลายจะต้องถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง นักปราชญ์ผู้รู้ทุกคนควรจะปรีดาร่าเริงกับการที่วิชาภูมิศาสตร์จะได้ฟื้นกลับมาอีก จะได้กลับมาเยียวยาภาวะล่มสลายที่เคยเกิดขึ้นที่พวกเราต้องอดทนอยู่กันอย่างหดหู่ และนั้นคือความจริงที่ใครก็ตามที่ไม่ชอบสาขาวิชาภูมิศาสตร์จะต้องรับรู้เอาไว้ด้วย


จะปกป้องสาขาวิชาอื่นจาการจู่โจมแบบเดียวกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ถูกกระทำได้อย่างไรดี อาจจะจินตนาการเกินเลยไปถึงการต่อต้านของมวลชนที่ดูดุร้าย และมีกองกำลังขุนนางผู้ทรงปัญญาถือพร้าอาวุธครบมือบุกเข้ามา แต่ว่าเหตุการณ์อย่างนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของเราหรอก หรืออาจจะจิตนาการว่าสาขาวิชาของเราอาจจะต้องล้มลงโดยไม่มีการต่อสู้แต่นักภูมิศาสตร์ทั้งหลายมักจะเลือกยอมรับโชคชะตามองว่าเป็นความสวยงามของชีวิตเสียมากกว่า ตอนต้นปี 2007 ที่ผู้เขียนตีพิมพ์ข้อคำถามที่ค่อยจ้างล้าสมัยว่า “การล่มสลายไปทั้งชาติของสาขาวิชาใดๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรเพราะอะไร” คำตอบที่กลับเข้ามามีเยอะแต่มีนักภูมิศาสตร์ตอบมาเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่กล่าวตำหนิตัวสาขาวิชานั้นๆ ซึ่งทุกเหตุผลผู้ตอบได้เสนอลักษณะของสาขาวิชาอื่นๆ หลายสาขา แต่ไม่มีสาขาวิชาไหนเลยที่ถูกลงโทษแบบที่สาขาวิชาภูมิศาสตร์ถูกระทำ


หากมองว่าผู้เขียนยึดมั่นตัวตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ ผู้เขียนก็ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นพวกคลั่งชาติคลั่งวิชาแต่อย่างใด ผู้เขียนตระหนักดีกว่า สาขาวิชาภูมิศาสตร์ไม่ใช่คำตอบเท่านั้น การปฏิวัติขึ้นมาของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยปราศจากการให้ความรู้จำนวนมาก จากนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาปนิกภูมิสถาปัตย์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกรไฟฟ้า และสาขาอื่นๆ เช่นเดียวกับ ความจริงสำหรับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่มีองค์ความรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ การที่นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมเขามีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับวัฒนธรรม และพวกเขาก็ชอบในสิ่งที่เขารู้เข้าใจได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ฉะนั้นผู้เขียนจึงสนับสนุนทั้งหมดทุกสาขาวิชาได้ดำเนินการต่อไป โดยที่พวกเขาจะไม่ต้องถูกล้มให้ฟุบลงแบบเดียวกับภูมิศาสตร์


จุดของผู้เขียนอย่างแรกก็คือว่า สาขาวิชาภูมิศาสตร์นั้นมีมุมมองและวิธีการที่จำเป็นอย่างน้องก็มีความสำคัญเท่าๆ กับวิชาอื่นๆ แต่ภูมิศาสตร์ถูกล้างผลาญ ถูกต้องสมญานาม และถูกแยกส่วน และส่วนต่างๆ ที่ถูกแยกสลายออกไปไม่มีเลยที่จะได้รับการผนวกเข้ากับภาพรวม โปรแกรมพื้นที่ศึกษา (Area Studies Programs) ดูจะเป็นศูนย์รวมของการทำงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ที่มีความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะพวกเขาไม่ได้คิดให้เป็นปรกติ เกี่ยวกับพื้นที่และหานิยามพื้นที่แบบที่นักภูมิศาสตร์ทำอย่างเป็นปรกติ นั้นจึงเป็นคำตอบว่า เพราะเหตุใด แทนที่เงินทุกๆ ดอลลาร์ของรัฐที่ถมลงไปนับตั้งแต่ปี 1958 กับโปรแกรมพื้นที่ศึกษา แต่โปรแกรมนี้กลับไม่ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เลยแต่อย่างใด ขณะนี้สาขาวิชาภูมิศาสตร์กลับเป็นตัวหลักในการทำสิ่งนั้น


อย่างที่สองคือว่า สาขาวิชาภูมิศาสตร์นั้นได้ถูกละเลยที่จะขยายความรู้ออกไป ขณะที่สาขาวิชาอื่นๆ ไม่เคยต้องเผชิญแบบเดียวกันเลยในสมัยปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเฉพาะมหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวีลีก ที่พยายามจะทำอย่างนั้นกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ โดยไม่กระทำต่อสาขาวิชามานุษยวิทยา ชีววิทยา ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมวิทยา ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถพบเห็นว่ามีการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาเหล่านั้นทั้งหมด และก็ยังมีปริญญาเอกสาขาอื่นๆ อีก แต่ไม่มีสาขาภูมิศาสตร์เลย ยกเว้นก็แต่เพียงที่มหาวิทยาลัยดาร์ทเมาท์ ที่เดียวที่มีระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภูมิศาสตร์


เราสามารถช่วยอะไรกันได้บ้าง


ช่วยกันกล่าวคำนั้น - ทุกวันนี้ มีความไม่เต็มใจอย่างเห็นได้ชัด ในการที่จะกล่าวถึงภูมิศาสตร์หรือคำนามที่เริ่มต้นการสะกดด้วยพยัญชนะ G คำว่า “ศาสตร์ทางพื้นที่” หรือ Spatial หรือ Geospatial ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันมากกว่าคำว่า “ภูมิศาสตร์” หรือคำว่า Geography และ Geographic ดูได้จากเมื่อนักภูมิศาสตร์ค้นพบอะไรใหม่ๆ ด้วยการใช้วิธีการทางภูมิศาสตร์เป็นฐานของการค้นพบอย่างแท้จริง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับถูกระบุว่าเป็นเรื่องราวของศาสตร์เฉพาะที่ใกล้เคียง มากกว่าที่จะเป็นงานทางภูมิศาสตร์ นักภูมิศาสตร์มักไม่เอ่ยนามตัวเองบ่อยๆ แบบเดียวกับที่นักธรณีวิทยาชอบเอ่ย แม้ว่าจะมีบ้างเพียงร้อยละ 10 ของพวกเราที่อ้างว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านกายภาพ ที่อาจจะสับสนปนเปไปกันธรณีวิทยาได้


บอกประชาชนว่า ภูมิศาสตร์คืออะไร - นักภูมิศาสตร์กลุ่มใหญ่กำหนดให้วิชาของพวกเขาวางอยู่บนมุมมองและวิธีการเชิงพื้นที่ (Spatial Perspective and Methods) มากกว่าที่จะเป็นเนื้อหาสาระ ดังนั้นจึงให้บอกทุกคนว่า ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับพื้นที่ ขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับเวลา คงไม่มีใครจะเสนอแนะอย่างเคร่งเครียดว่า มหาวิทยาลัยหนึ่งๆ ควรจะตั้งอยู่ได้โดยปราศจากภาควิชาประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงจะต้องถามกันให้แน่ใจอีกครั้งว่า เพราะเหตุใดมหาวิทยาลัยจึงควรตั้งอยู่ได้โดยไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์


อธิบายให้ผู้บริหารฟังให้ได้ - หากว่ามหาวิทยาลัยที่คุณรักไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ ลองถามผู้บริหารดูซิว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ ถ้าหากว่ามี แต่ว่าไปรวมอยู่กับสาขาวิชาอื่น ก็ลองถามผู้บริหาร เพื่อให้เขาอธิบายเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างแบบนั้น ขณะเดียวกันเราก็จะต้องส่งการสื่อสารที่ชัดเจนว่า ทุกๆ สาขาวิชาสามารถช่วยอธิบายรายละเอียดต่างๆ ของโลกให้กับทุกคนทราบได้ เราและสาขาวิชาอื่นๆ ที่สามารถช่วยสังคมได้นั้น จะต้องวางแนวทางโดยปราศจากนักการเมืองหรือนักบริหารที่จะมาก่อกวนให้วุ่นวายข้ามสายงาน บุคคลทุกคนทำงานข้ามหน้าข้ามตาดังกล่าวจะต้องถูกตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบ แน่นอนละว่า ส่วนที่หนักที่สุด คือ การจะต้องกำหนดกลุ่มความสนใจที่เร่งด่วนของสาระวิชาของคุณใน ........... แต่ความสามัคคีกันไว้ก็เป็นความหวังที่ดีที่สุดของเราที่จะห้ามหรือหยุดยั้งการล่มสลายของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ และเราจะต้องต่อสู้กับอุปสรรคทุกอย่าง ด้วยการเริ่มต้นกับจุดใดจุดหนึ่งที่สุกงอมที่สุดที่พร้อมจะเกิดขึ้น


ใช้วิธีการล๊อบบี้ให้เกิดระเบียบวาระเชิงนิติบัญญัติอย่างสมเหตุสมผล - การสนับสนุนทุนสำหรับการศึกษา การพัฒนา และการวิจัยทางด้านภูมิศาสตร์ จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า เพราะส่วนหนึ่งต้องนำไปแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และอีกส่วนหนึ่งจะใช้สำหรับให้การศึกษากับสาธารณชนทั่วไป ทุนสนับสนุนเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการเติมเต็ม 6 ประเด็นที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย


1. นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกคน จะต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้หลักการพื้นฐานทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


2. อย่างน้อยที่สุดสิ่งหนึ่ง ก็คือ บุคคลที่พร้อมแก่การเรียนรู้ทุกคน ควรที่ได้รับโอกาสในการทราบว่าในมหาวิทยาลัยนั้น มีการเรียนการสอนในวิชาภูมิศาสตร์ที่เป็นสาขาวิชาที่มั่นคงด้วยการมีอาชีพรองรับอย่างมั่นคงหลังจากที่จบการศึกษาออกไปแล้ว


3. นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทุกคน จะต้องมีการเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ ในหลักสูตรภูมิศาสตร์อย่างเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเด็นเรื่องเฉพาะ ภูมิภาค ระเบียบวิธี และเทคโนโลยีที่อยู่ภายในกลุ่มของเป้าหมายปลายทางของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่พวกเขาหรือเธอเป็นผู้เลือกเอง
4. นักวิชาการจะต้องทำทุกทางเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุด ที่เลือกทางเดินเข้าสู่การได้รับปริญญาตรีและปริญญาที่สูงกว่านั้นในสาขาวิชาภูมิศาสตร์


5. ทุนสนับสนุนการวิจัย จะต้องเอื้อให้เกิดการทำงานวิจัยด้านภูมิศาสตร์เพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการทำงานในภาคสนามทั้งในประเทศและต่างประเทศ ของทั้งอาจารย์และนักศึกษา


6. ทุนสำหรับการพัฒนา จะต้องเอื้อต่อการปรับปรุงและสร้างสรรค์บุคลากรด้านภูมิศาสตร์ทั้งประเทศ โดยให้ครอบคลุมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านประเด็นสำคัญๆ ภูมิภาค ระเบียบวิธี และเทคโนโลยี เพื่อเป็นการยกระดับระบบและโครงสร้างของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมเรียนรู้ตลอดเวลา


วางเป้าหมายให้ใหญ่เข้าไว้ - ด้วยเหตุด้วยผลแล้ว รัฐสภาของสหรัฐอเมริกาจะรีบให้เงินทุนสนับสนุนโปรแกรมการศึกษาที่ล่มลง เพื่อที่จะเร่งรัดให้เกิดความก้าวหน้าของสังคมด้วยวิชานั้นๆ อย่างที่เคยดำเนินการกับวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เมื่อทศวรรษ 1950 แทนที่พลังอำนาจที่มีอยู่อย่างมากในวงการศึกษา วิทยาศาสตร์ และนโยบายศาสตร์ จะได้ทำหน้าที่ต่อต้านอย่างแน่วแน่มั่นคงตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงกำลังคืบเข้ามา แต่จะเพียงพอหรือไม่ จะเกิดขึ้นเร็วพอหรือไม่ นักภูมิศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะมีอิทธิพลมากพอต่อผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่


เอาสาขาวิชาภูมิศาสตร์กลับมา


ความจริงแล้ว ผู้เขียนไม่คิดว่า การล่มสลายของสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งจะต้องถูกละเลยด้วยการไม่มีคำถามตามมา สังคมอาจจะตระหนักดีต่อความเขลาของวิธีการต่างๆ และความพยายามที่จะฟื้นฟูวิชาภูมิศาสตร์กลับคืนมา ด้วยการแก้ไขอะไรๆ ที่ผู้เขียนได้นำเสนอเอาไว้แล้ว ผู้นำของชาติอาจจะตระหนักขึ้นมาทันทีถึงความผิดพลาดที่จะทำให้ปัญญาจากต่างชาติ นโยบายต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ และประเด็นสาระอื่นๆ ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการได้รับข่าวสารของเราผ่านไปยังประชาชนเป้าหมาย ทันที่พวกเขาอยู่ในที่นั้น แต่ละคนจะได้ยินเสียงของเรา การเปิดใจจะทำให้สามารถจับและเข้าใจประเด็นได้


เหตุผลหนึ่งสำหรับการเตือนแบบมองโลกในแง่ดีของผู้เขียน ก็คือ ผู้เขียนมองเห็นว่า ผู้นำแต่ละคนสามารถปรับแปลงความประทับใจส่วนบุคคลอย่างรวดเร็วต่อสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้อย่างไร อะไรก็ตาม ผุ้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงสามครั้งกับพลเอกเดวิด เอช เปเตรอุส (General David H. Petraeus) ผู้บัญชาการกองกำลังอเมริกันในอิรักคนใหม่ และเขานี่เองที่เป็นตัวอย่างของความเป็นผู้นำที่เฉลียวฉลาดเข้าประเด็นได้ดีที่สุด เขาเองได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันกิจการสาธารณะและนานาชาติวูดโรว์ (Woodrow Wilson School of Public and International Affairs) มหาวิทยาลัยปรินส์ตัน ทุกคำที่เขากล่าวออกมาล้วนแสดงความฉลาดหลักแหลมทั้งสิ้น ความรู้สึกที่มีมาแต่กำเนิดของเขาเกี่ยวกับวิชาภูมิศาสตร์ แสดงออกมาได้จากหลักการทหารในสนามของกองกำลังของเขา 14 ประการ ตัวอย่างเช่นหลักการ 9 ที่ว่า “การรับรู้ด้านวัฒนธรรมเป็นกำลังทวีคูณอย่างหนึ่ง” พร้อมกับกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างด้านวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และบางครั้งมีความสำคัญยิ่งเสียกว่าความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของภูมิประเทศเสียอีก” ครั้งแรกที่เราพูดคุยกัน ผู้เขียนสนับสนุนอย่างจริงจังในการส่งนักภูมิศาสตร์ไปทำงานภาคสนามในดินแดนต่างประเทศ เพื่อที่จะได้เข้าถึงประเด็นสำคัญที่จะนำมาวางเป็นนโยบายต่างประเทศภายใต้สถานการณ์วิกฤติเยี่ยงนี้ อย่างที่สมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันเคยทำมาก่อนสมัยที่มีโบว์แมนเป็นนักภูมิศาสตร์ผู้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ปฏิกิริยาตอบสนองทันทีทันใดของท่านนายพล คือ “คุณควรจะส่งบางคนที่เป็นผู้มีความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่ดีเข้าไปด้วย” คำกล่าวทั้งสองนี้บอกนัยยะว่า วิชาภูมิศาสตร์เป็นเรื่องของลักษณะทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ท่านนายพลไม่ใช่คนๆ เดียวในโลกที่เห็นวิชาภูมิศาสตร์เป็นแบบนี้ ต่อมาสภาสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันได้มีโอกาสพบกับท่านนายพลผู้นี้ ใช้เวลาสนทนากันราว 2 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปจากการเข้าพบครั้งนั้น ท่านนายพลกล่าวว่า เขามีความประทับใจใหม่ต่อวิชาภูมิศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง ในฐานะที่วิชาภูมิศาสตร์เป็นแหล่งสร้างความเข้าใจที่สำคัญ และได้รับข้อเสนอที่จะสร้างความกระจ่างชัดในการใช้คำที่เหมาะเกี่ยวกับหลักการที่ 9 ในอนาคต มหาวิทยาลัยปรินส์ตันไม่ได้สอนบทเรียนนั้น เพราะว่าที่นั่นไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ แต่ท่านนายพลก็สามารถรับรู้สิ่งนั้นได้ ด้วยข้อความของเราที่สื่อสารกับท่านนายพลเอาไว้ก่อนหน้านี้


แน่นอนว่า มีความท้าทายที่จะต้องประกาศข้อความจากสามัญสำนึกเดียวกันออกไปให้เป็นประเด็นวิกฤติสู่ผู้สร้างประเด็นวินิจฉัย และผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ


หมดเวลาเป็น “คุณชายที่แสนดี” กันเสียที (No More Dr. Nice Guy)


นักภูมิศาสตร์เป็นผู้ที่มีมารยาทงดงามทั้งที่ถูกเนรเทศออกไปให้อยู่อย่างห่างไกลแสนไกล และวันนี้คงถึงเวลาแล้วล่ะ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กันเสียที ตอนนี้เป็นห้วงเวลาที่มีโอกาสสูงมาก ในการสลัดคราบไคลของการรับรู้ของสังคมที่มีความเชี่ยวชาญในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วระบบดังกล่าวนั้นถูกโอบล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาภูมิศาสตร์เท่านั้นเอง จึงจะต้องร่วมกันต่อสู้ให้สาขาวิชาภูมิศาสตร์ฟื้นกลับมาให้จงได้ ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเพราะว่า เรากำลังแสวงหาความเท่าเทียมกันกับสาขาวิชาอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกวิชาการ จึงเป็นสิ่งที่แน่นอนเหลือเกินว่า ไม่ใช่ว่าเป็นคนเรื่องมากเกินไปหรอกที่จะถาม และเป็นสิ่งที่ทุกคนในชาติต้องให้ความสนใจ ไม่ใช่เฉพาะแต่พวกเรานักภูมิศาสตร์เท่านั้น


เกี่ยวกับผู้เขียน


เจโรม อี ดอบสัน (Jerome E. Dobson) เป็นประธานสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน (American Geographical Society) และเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคนซัส ลอว์เรนซ์ เขาเขียนบทความลงใน ArcNews Online ในฐานะสมาชิกเครือข่ายนักเขียนของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน

Science of Softball

 

ความผิดพลาดบ่อยๆ 5 ประการของโค้ชซอฟท์บอล

5 Biggest Mistakes Softball Coaches Make

พัฒนา ราชวงศ์ ผู้จัดการทีมนักกีฬาซอฟท์บอล มหาวิทยาลัยนเรศวร แปลและเรียบเรียงจาก Brandon Ogle. 5 Biggest Mistakes Softball Coaches Make. Available at https://coachtube.com/softball/articles/no-matter-what-the-sport-is-how-good-of-a-coach-you


กรณีนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้กับซอฟต์บอลเช่นกัน ในบทความนี้ ฉันจะพูดถึงข้อผิดพลาดร้ายแรงบางประการที่โค้ชซอฟต์บอลหลายคนมักจะทำอยู่บ่อยครั้ง

Mistake #1: สอนผู้เล่นทุกคนให้เหมือนกันทุกประการ

ในเกมเยาวชน ทักษะที่แตกต่างกันอาจไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อเถอะว่ามีอยู่จริง แนวทางง่ายๆ ในการฝึกสอนคือการให้ผู้เล่นทุกคนฝึกซ้อมแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นแต่ละคนมีหลายประเภท บางคนเน้นความเร็วมากกว่า ในขณะที่บางคนเน้นที่เสียงไม้ตี ด้วยเหตุนี้ โค้ชจึงควรจัดกลุ่มผู้เล่นตามทักษะสำหรับการฝึกซ้อม ครึ่งแรกควรเน้นที่การฝึกฝนจุดแข็งและทำให้สมบูรณ์แบบที่สุด จากนั้นในครึ่งหลังของการฝึกซ้อม ให้เน้นที่จุดอ่อน พิจารณาพื้นที่ที่ขัดขวางไม่ให้ผู้เล่นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

Mistake #2: ไม่ได้เป็นโค้ช

ไม่ได้เป็นโค้ชเหรอ? บางคนอาจจะสนใจเรื่องนี้อยู่บ้าง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำบ่อยๆ คือ ความจำเป็นในการเป็นโค้ช และบางครั้งก็หมายถึงวินัย ไม่ได้หมายถึงการตะโกนใส่ผู้เล่นอย่างต่อเนื่อง แต่หมายถึงการใช้ตำแหน่งของโค้ชสำหรับการฝึกซ้อมและสอนผู้เล่น ในบางครั้ง โค้ชอาจเผชิญหน้ากับผู้เล่นที่คิดว่าพวกเขารู้มากกว่าโค้ช อย่าปล่อยให้ทัศนคติเชิงลบมารบกวนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ โดยเด็ดขาด

Mistake #3: ไม่ใช่แค่เรื่องการชนะเท่านั้น

เราอาศัยอยู่ในโลกที่บางครั้งการชนะมักถูกมองว่าเป็นเป้าหมายหลักเสมอ ไมเคิล จอร์แดน นักบาสเกตบอลผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวเอาไว้ว่า "ตลอดอาชีพการเล่นของผม ผมยิงพลาดไปมากกว่า 9,000 ครั้ง ผมแพ้ไปเกือบ 300 เกม ผมได้รับความไว้วางใจให้ยิงลูกตรงจุดโทษ 26 ครั้ง แต่ผมก็พลาด ผมล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิต และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงประสบความสำเร็จ" อย่าเป็นโค้ชที่สร้างวัฒนธรรมที่ผู้เล่นคิดว่า "ความพ่ายแพ้" คือ ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และฤดูกาลใดก็ตามที่ไม่จบลงด้วยถ้วยรางวัลนั้น มันก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอยู่แล้ว เมื่อเราปล่อยให้วัฒนธรรมนั้นให้หลุดลอยไป ทุกสิ่งทุกอย่างของซอฟต์บอลที่ฝึกฝนกันมาก็จะเปลี่ยนจากความสนุกกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง

Mistake #4: คิดว่าเด็กทุกคนควรหลงรักเกมนี้

ข้อผิดพลาดนี้ใช้ได้กับโค้ชเยาวชนเป็นหลัก Brandon Ogle มักจะพูดเสมอว่า โค้ชเยาวชนควรเน้นที่พัฒนาการมากกว่าการพุ่งเป้าไปคว้าถ้วยรางวัล ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่ผู้เล่นทุกคนในทีมเยาวชนที่จะทุ่มเทให้กับกีฬาประเภทใดประเภทหนึ่ง อย่ามองว่านี่เป็นการดูถูก เด็กบางคนยอมอยู่กับเราตรงนั้เพียงเพื่อให้ได้เข้าสังคมเท่านั้น อย่าคิดว่าต้องมีวินัยให้มากกว่านี้ เพื่อให้พวกเขาจะได้รักเกมกีฬาประเภทนี้ สำหรับเด็กเหล่านี้ การสอนทักษะชีวิตบางอย่างให้พวกเขา แทนที่จะฝึกฝนทักษะการเล่นซอฟท์บอลอย่างเดียว อาจเป็นเรื่องสำคัญ

Mistake #5: มีแค่ฉันเท่านั้นที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้

ในฐานะโค้ช หน้าที่ของโค้ช คือ การสอนและพัฒนาทักษะของผู้เล่น อย่างไรก็ตาม อย่าเป็นโค้ชที่ไม่เคยรับฟังคำติชมจากใครเลย และก็ไม่ควรเป็นคนที่คิดค้นปรัชญาประวัติศาสตร์ขึ้นมาเองทุกๆ ครั้งเพื่อที่จะ "เปลี่ยนแปลง" ทีมของเรา ในท้ายที่สุดแล้ว การหาจุดกึ่งกลางระหว่างความเคร่งครัดกับความสนุกสนาน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ซอฟท์บอลก็ควรจะสนุกอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ

ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีโค้ชคนใดสมบูรณ์แบบ เราทุกคนต่างก็เคยทำผิดพลาดกันทั้งนั้น เพียงแต่อย่าตกเป็นเหยื่อของความผิดพลาดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับที่ผู้เล่นของเราควรทำ นั่นคือ เรียนรู้จากความผิดพลาดของโค้ช!