หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ทองคำบนโลกราคาแพง ไปเอาบนดวงจันทร์กันดีไหม

 ทองคำบนโลกราคาแพง ไปเอาบนดวงจันทร์กันดีไหม

จูสติน ฮาร์เปอร์ (Justin Harper) ผู้สื่อข่าวธุรกิจของบีบีซีนิวส์ รายงานเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๓ เรื่อง “บนโลกใบนี้ มีทองคำเหลืออยู่เท่าไหร่?” ว่า “ภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ ทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนทองคำในตลาดหุ้นมากขึ้น”


เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด โดยพุ่งขึ้นสูงกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าราคาที่สูงขึ้นนี้ ได้รับแรงหนุนจากผู้ค้าทองคำ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการจัดการซัพพลายของโลหะมีค่านี้ และตั้งคำถามต่ออีกว่าเมื่อไรราคาที่พุ่งทะลุเพดานนี้จะวกกลับลงมา


ทองคำเป็นที่ต้องการอย่างมากทั้งในตลาดการลงทุน เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก


แต่ว่า ทองคำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งในที่สุดแล้ว ก็พวกเราอาจจะก้าวไปถึงขั้นที่ไม่มีสินแร่ทองคำเหลือให้ขุดขึ้นมาอีกต่อไป


จุดสูงสุดของการขุดทองคำ


ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “จุดสูงสุดของการขุดทองคำสูงสุด - gold peak” ว่า เป็นช่วงเวลาทำการเหมืองทองคำที่สามารถขุดขึ้นมาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในหนึ่งปี ซึ่งมีบางคนในนั้นเชื่อว่า ณ เวลานี้เราอาจก้าวไปถึงจุดนั้นแล้ว


รายงานของสภาทองคำโลก (World Gold Council) เมื่อปี 2019 ระบุว่า โลกของเรามีการผลิตทองคำจากเหมืองทั้งหมด 3,531 ตัน ซึ่งต่ำกว่าปี 2018 เพียงร้อยละ 1% เท่านั้น นับเป็นการลดการผลิตต่อปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา


"แม้ว่าการเติบโตของอุปทานเหมืองอาจชะลอตัวหรือลดลงเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากปริมาณทองคำสำรองที่มีอยู่หมดลง และการค้นพบแหล่งสินแร่ทองคำครั้งใหญ่ใหม่ๆ หายากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้บ่งชี้ว่าการผลิตยังคงถึงจุดสูงสุดเล็กน้อย" ฮานนาห์ แบรนด์สแตเอตเตอร์ (Hannah Brandstaetter) โฆษกสภาทองคำโลกกล่าว


เมื่อภาวะถึงจุดสูงสุดของทองคำดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า หลายปีหลังจากนั้น การผลิตไม่น่าจะลดลงอย่างมากนัก แต่เราจะเห็นการผลิตทองคำลดลงทีละน้อยๆ ในช่วงสองสามทศวรรษ


"เหมืองทองคำจะมีผลผลิตออกมาแบบเรียบๆ ไม่มีอัตราเพิ่มขึ้นมากนัก และดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มลดลง แต่ไม่มากนัก” โรสส์ นอร์แมน (Ross Norman) จาก MetalsDaily.com กล่าวเสริม


ทองคำที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้


บริษัททำเหมืองทองคำประมาณปริมาณทองคำที่ยังคงอยู่ในพื้นดินสองวิธีด้วยกัน คือ


การคำนวณปริมาณทองคำสำรองในเหมือง - reserves โดยดูจากปริมาณสำรองทองคำที่มีความเหมาะสมต่อการทำเหมือง ณ ราคาทองคำปัจจุบัน


ทรัพยากร - resources พิจารณาทองคำที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะขุดหลังจากการตรวจสอบเพิ่มเติม หรือมีปริมาณอยู่ในระดับราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิม


ทั้งนี้ปริมาณทองคำสำรองสามารถคำนวณได้แม่นยำกว่าทรัพยากร แม้ว่าทุกอย่างจะยังไม่ใช่เรื่องง่าย


โดยขณะนี้ปริมาณทองคำสำรองที่อยู่ใต้พื้นดิน สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา (USGS: US Geological Survey) คาดว่าจะยังคงเหลืออยู่ประมาณ 50,000 ตัน


ตามมุมมองดังกล่าวนี้ เชื่อได้ว่า ได้มีการทำเหมืองขุดแร่ทองคำขึ้นมาแล้วทั้งหมดประมาณ 190,000 ตัน แม้ว่าการประมาณการจะแตกต่างกันไป


จากตัวเลขคร่าวๆ เหล่านี้ จึงยังมีสินแร่ทองคำเหลืออยู่ราวๆ ร้อยละ 20 ที่ยังหลงเหลือให้ขุดขึ้นมา เพียงแต่ว่า เป้าหมายที่ว่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง


เทคโนโลยีใหม่ๆ อาจทำให้สามารถดึงเอาทองคำสำรองบางส่วนที่พอจะทราบแหล่งที่อยู่บ้าง แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน ให้สามารถนำออกมาใช้ประโยชน์


นวัตกรรมล่าสุดที่ประกอบด้วยบิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ และดาต้าไมนิ่งอัจฉริยะ ซึ่งอาจเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการดำเนินการและลดต้นทุนลงมาได้


อีกทั้งยังมีการใช้หุ่นยนต์แล้วในบางพื้นที่ และคาดว่าหุ่นยนต์จะกลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานในการสำรวจเหมืองมากขึ้นเรื่อยๆ


แหล่งสินแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุด


แหล่งทองคำแหล่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ แอ่งวิตวอเตอร์สแรนด์ของแอฟริกาใต้ (Witwatersrand basin) โดยแอ่งใหญ่แห่งนี้มีทองคำทั้งหมดที่เคยขุดขึ้นมาได้ ราวๆ ร้อยละ 30


ส่วนแหล่งแร่ทองคำที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ เหมืองลึกเอ็มโปเนง (Mponeng mine) ในแอฟริกาใต้ เหมืองซูเปอร์พิต ( Super Pit และนิวมอนต์ บอดดิงตัน (Super Pit and Newmont Boddington mines) ในออสเตรเลีย เหมืองกราสเบอร์ก (Grasberg mine) ของอินโดนีเซีย และเหมืองอีกหลายแห่งในเนวาดา สหรัฐอเมริกา


ปัจจุบันประเทศจีนเป็นผู้ทำเหมืองแร่ทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ประเทศแคนาดา รัสเซีย และเปรู ก็เป็นผู้ผลิตรายใหญ่เช่นกัน


ทั้งนี้บริษัทบาร์ริค โกลด์ (Barrick Gold) เจ้าของเนวาดา โกลด์ ไมนส์  (Nevada Gold Mines) เป็นผู้ทำธุรกิจเหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดแห่งเดียวในโลก โดยผลิตทองคำได้ปีละประมาณ 3.5 ล้านออนซ์


แม้ว่าจะยังคงมีการค้นพบแหล่งแร่ทองคำแห่งใหม่ๆ อยู่บ้าง แต่ว่าการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่กลับกลายเป็นสิ่งที่ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ


นั่นเองที่ส่งผลให้การผลิตทองคำส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มาจากเหมืองเก่าที่ใช้งานมาแล้วนานหลายสิบปี


เป็นแหล่งทองคำที่ขุดขึ้นมายากสุดๆ


การทำเหมืองขนาดใหญ่นั้นใช้เงินทุนมาก ต้องดำเนินการด้วยเครื่องจักรและพนักงานที่มีความชำนาญจำนวนมาก เพื่อทำเหมืองขุดบนพื้นที่กว้างใหญ่ ทั้งเหมืองบนผิวดินและเหมืองใต้ดิน


ปัจจุบันนี้ การทำเหมืองทั่วโลกประมาณ ร้อยละ 60 เป็นเหมืองบนผิวดิน ที่เหลือเป็นเหมืองใต้ดิน


“การทำเหมืองจะยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเหมืองขนาดใหญ่ ที่มีต้นทุนต่ำ และเหมืองเก่าหลายแห่ง เช่นในแอฟริกาใต้ กำลังใกล้หมดสภาพ” นอร์แมนกล่าวเสริม


"ในทางกลับกัน เหมืองทองคำของจีนมีขนาดเล็กกว่ามาก จึงมีต้นทุนที่สูงกว่า"


มีพื้นที่สำหรับการทำเหมืองทองคำที่ยังไม่ได้สำรวจเหลืออยู่ค่อนข้างน้อย แม้ว่าพื้นที่ที่มีแนวโน้มมากที่สุดอาจอยู่ในส่วนของโลกที่มีความมั่นคงไม่มากนัก  เช่น แอฟริกาตะวันตก


บันทึกข้อมูลการผลิตทองคำ


แม้ว่าราคาทองคำจะสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า กิจกรรมการทำเหมืองขุดทองคำจะเพิ่มมากขึ้นได้โดยอัตโนมัติ


ความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงการผลิตเหมืองทองคำมักจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำอย่างมาก "เมื่อพิจารณาถึงขนาดการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนแผนการทำเหมือง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก เช่น ราคาทองคำ" แบรนด์สแตเอตเตอร์ กล่าวเสริม


นอกจากนี้ ราคาทองคำที่สูงมากเป็นประวัติการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการประกาศข้อจำกัดต่างๆ ภายใต้วิกฤติโควิด-๑๙ นั่นทำให้เกิดความยุ่งยากในการทำเหมืองทองคำ เพราะเหมืองต่างๆ ถูกปิดหรือปิดบางส่วน เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัส


การขึ้นลงของราคาทองคำ ได้รับแรงหนุนจากการระบาดของโรคนี้ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน


แหล่งทองคำที่ดูเหมือนไม่ใช่แหล่งทองคำ


แม้ว่าทองคำที่มีอยู่ในพื้นดินอาจหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่านั่นก็ไม่ใช่แหล่งทองคำเพียงแหล่งเดียวที่มีอยู่ ลองมองขึ้นไปบนฟ้าซิ มีสีทองบนดวงจันทร์ใช่หรือไม่


แต่ว่าค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองขุดและการขนส่งสินแร่ทองคำกลับมายังโลกนั้น อาจสูงกว่ามูลค่าของทองคำหลายเท่า


“แม้ว่ามันจะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีความหมายทางเศรษฐกิจที่จะขนเครื่องไม้เครื่องและคนงานขึ้นไปทำการขุดทองที่นั่น" ซีนีด โอซุลลิแวน (Sinead O'Sullivan) ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศกล่าว "คุณจะต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลในการขุดและนำกลับมา เรียกได้ว่ามากกว่าที่คุณจะได้รับจากการขายทองคำที่ขุดมาได้"


ในทำนองเดียวกัน ก็ยังมีแหล่งสะสมทองคำที่รู้จักกันดีอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกันที่อาจไม่เป็นการประหยัดสำหรับการขุดขึ้นมา เนื่องทวีปน้ำแข็งแห่งนี้มีสภาพอากาศรุนแรงไม่เอื้ออำนวยต่อการทำเหมือง


นอกจากนี้ ยังมีทองคำยังกระจัดกระจายไปตามท้องมหาสมุทร แต่ก็ถือว่าไม่ประหยัดสำหรับการทำเหมืองทองคำบริเวณนั้นเช่นกัน


แต่ว่ายังปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับทองคำ โดยทองคำมีความแตกต่างจากทรัพยากรที่ไม่หมุนเวียน (non-renewable resources) อื่นๆ เฉกเช่นน้ำมัน เพราะเราสามารถนำทองคำรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้ ดังนั้น เชื่อเถอะว่าทองคำไม่มีวันหมดไปจากโลก แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำเหมืองทองได้อีกต่อไป


มีทองคำจำนวนมากถูกใช้ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกมองว่าใช้แล้วทิ้ง เช่นโทรศัพท์มือถือ แม้ว่าปริมาณทองคำในโทรศัพท์โดยเฉลี่ยมีมูลค่าไม่กี่ปอนด์


จึงมีความพยายามที่จะทำการรีไซเคิลทองคำจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งดูเหมือว่ากำลังดำเนินไปด้วยดี

ภูมิศาสตร์ วิชาสำคัญของศตวรรษที่ 21

ทำไมวิชาภูมิศาสตร์จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในศตวรรษที่ 21


“เมื่อคุณถือดินสอก็เหมือนคุณถือโลกทั้งใบไว้ในมือ“ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตดินสอเดินทางไกลจากหลายประเทศทั่วโลกตั้งแต่สวีเดนไปจนถึงแอฟริกาใต้ เอสโตเนีย บราซิล และประเทศอื่น ๆ  การเข้าใจกระบวนการสร้างดินสอหนึ่งแท่งคือการเข้าใจบริบทของโลก ทั้งเรื่องการค้า เครือข่ายการค้าและการขนส่งระดับโลก การตลาดและการผลิต รวมถึงไปถึงการเมือง การส่งออก และระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศและภูมิภาค


เมื่อเรื่องของดินสออยู่ในมือของครูที่เข้าใจภูมิศาสตร์ ดินสอธรรมดาก็สามารถเป็นบทเรียนในวิชาภูมิศาสตร์และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนสำรวจคำถามที่น่าสนใจได้ เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อป่าไม้เนื้ออ่อนในแอฟริกาใต้มีอะไรบ้างจากการผลิตด้ามดินสอ? สภาพการทำงานในโรงงานสีในคาซัคสถานในการผลิตดินสอเป็นอย่างไร?  การระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางพาราที่ใช้ทำยางลบในประเทศไทยอย่างไร ?


หากไม่มีวิชาภูมิศาสตร์ โลกและการเชื่อมโยงกันของกิจกรรมทุกอย่างบนโลกคงจะเป็นเรื่องลึกลับ  วิชาภูมิศาสตร์เป็นทักษะและวิสัยทัศน์ที่เปิดประตูให้ผู้เรียนเข้าใจโลกที่เชื่อมต่อกันรอบตัวได้ดีขึ้น  ช่วยให้เยาวชนมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการสร้างความเชื่อมโยงสามารถวัดผลว่าการกระทำของแต่ละบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร สามารถประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ รวมถึงสามารถค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากมายเกี่ยวกับโลกของเรา  นั่นเป็นเหตุผลที่วิชาภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการจัดการกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21


ครูและนักเรียนในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้าท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เช่น การระบาดทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความไม่สงบทางเชื้อชาติ  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักเรียนและครอบครัวกำลังต่อสู้กับความเป็นจริงของการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19


แต่ถ้าเรามองในแง่ดี คนหนุ่มสาวทั่วโลกและครูผู้สอนทั้งหลายเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สุดในโลกของเรา  เมื่อเราจัดเตรียมความรู้ทางภูมิศาสตร์ให้กับนักเรียนก็จะช่วยให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและสามารถเป็นผู้ออกแบบอนาคตและเปลี่ยนแปลงโลกได้ในแบบที่พวกเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นแล้ว การพัฒนาวิชาภูมิศาสตร์ให้เป็นศาสตร์ที่มีคุณภาพสูงจะเป็นการพัฒนาเยาวชนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก


ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการท่องจำภูเขาหรือประเทศบนแผนที่แบบที่พวกเราหลายคนเรียนรู้ในอดีต  ภูมิศาสตร์วันนี้เป็นเรื่องของการมองภาพรวม  การมองเห็นอนาคต และการเปลี่ยนแปลงอนาคตหากเราไม่ชอบสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน


ความมหัศจรรย์ของภูมิศาสตร์คือการศึกษาข้ามสาขาต่าง ๆ  เราไม่ต้องจ้างครูสอนภูมิศาสตร์เพิ่มหรือเพิ่มชั้นเรียนวิชาภูมิศาสตร์  วิชาภูมิศาสตร์ควรบูรณาการตลอดแผนการสอนในวิชาอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ศิลปะเพื่อให้ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมกับปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง


วิกฤตการณ์ที่ครู อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโรค ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ทางไกลและแบบผสมผสานกำลังก่อตัวเป็นเรื่องปกติใหม่ ความท้าทายและโอกาสในครั้งนี้คือเราจะเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันในภาวะปกติใหม่นี้ได้อย่างไร  การทำความเข้าใจวิชาภูมิศาสตร์ ปรากฎการณ์และประสบการณ์ต่างๆ ในแต่ละสถานที่ ช่วยกระตุ้นความคิดให้เราสำรวจวิธีแก้ปัญหาสำหรับช่วงเวลาที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งเหตุการณ์เล็กและใหญ่


การเรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์เป็นเรื่องเร่งด่วนยิ่งกว่าที่เคยเนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันพบกับการเปลี่ยนแปลงและการหยุดชะงักแบบเรียลไทม์ เราควรมาช่วยกันเตรียมเครื่องมือทางภูมิศาสตร์คุณภาพสูงให้คนรุ่นใหม่เพื่อสร้างชุดความคิดของนักสำรวจและนักแก้ปัญหาที่มีคุณภาพ เพราะคนหนุ่มสาวเป็นแหล่งทรัพยากรความหวังที่มีมากที่สุดในโลก


ที่มา. https://www.forbes.com/sites/vickiphillips/2020/08/31/why-geography-should-be-part-of-every-21st-century-education/#2e3a139d20bb

กระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์

การปฏิวัติและเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์

แนวความคิดบางอย่างที่แพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และมีอิทธิพลต่อการตรวจสอบประวัติความเป็นมาของวิชาภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน คือ แนวความคิดของโธมัส คูห์น นักทฤษฎีฟิสิกส์ผู้เขียนหนังสือ The Structure of Scientific Revolution ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1962 (แปลเป็นภาษาไทยเมือปี 2538) ซึ่งขณะนั้นเขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า “แบบปฏิบัติของวิชาดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี หรือชีววิทยา ล้วนล้มเหลวต่อการนำมาซึ่งข้อโต้แย้ง ที่อยู่เหนือหลักการพื้นฐาน จะมีบ้างในทุกวันนี้ ก็เพียงในหมู่นักวิชาจิตวิยาหรือนักสังคมศาสตร์เท่านั้น” นั่นเองที่ทำให้คูห์นค้นหาเหตุผลเพื่อนำมาอธิบายถึงความแตกต่างที่ปรากฎเหล่านั้น ด้วยความพยายามดังกล่าว ทำให้เขาสามารถประกาศใช้คำว่า “กระบวนทัศน์” (paradigm) เพื่อแสดงให้เห็นว่า “ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นสากลในห้วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา  จะให้เกิดปัญหาและการแก้ไขปัญหาในแบบจำลองของนักปฏิบัติการทั้งหลาย”  นอกจากนี้เขายังยืนยันต่อไปอีกว่า “กระบวนทัศน์หนึ่ง เป็นอะไรต่อมิอะไรที่ชุมชนทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อีกนัยหนึ่ง ชุมชนทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งจะประกอบไปด้วยบุคคลผู้ซึ่งใช้กระบวนทัศน์เดียวกันร่วมกัน” (Kuhn, 1970: 176) สิ่งสำคัญตามความเห็นของคูห์น คือ ชุมชนทางวิทยาศาสตร์จะประกอบไปด้วยกลุ่มนักวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีสามัญที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน สำหรับแก้ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยกรอบวิธีคิดเดิมที่มีอยู่ได้ ดังนั้น กระบวนทัศน์ทั้งหลายจึงเป็นได้ทั้งปัญหาและวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องแก้ไข โดยการแก้ปัญหาหนึ่งอย่างจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ต่อเนื่องไปข้างหน้าอีกมากมาย


คูห์นยังคงนำเสนอคำจำกัดความที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกระบวนทัศน์ คือคำว่า “วิทยาศาสตร์ปรกติ” (normon science) ซึ่งเข้านิยามให้มีความหมายว่า “งานวิจัยที่ยืนยันได้ชัดเจนว่ามีพื้นฐานอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างจากความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ในอดีต โดยความสำเร็จเหล่านั้นเป็นความรู้ของชุมชนทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดในห้วงเวลาหนึ่ง ที่ใช้เป็นสิ่งสนับสนุนพื้นฐานในปฏิบัติการของอนาคตข้างหน้า” ความสำเร็จทั้งหลายดึงดูดความสนใจให้ออกห่างจากระเบียบวิธีในการค้นหาความรู้แบบอื่นๆ อีกทั้งยังเปิดโอกาสกว้างให้ปัญหาใหม่ๆ ถูกแก้ไขด้วยกระบวนทัศน์อันใหม่ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จำนวนมากถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนทัศน์ จากการได้อ่านหนังสือที่เขียนขึ้นมาโดยนักปฏิบัติการที่ใช้วิทยาศาสตร์ปรกติ และยังได้มีโอกาสร่วมเผยแพร่สิ่งเหล่านี้อย่างน่าฉงนผ่านการช่วยแก้ปัญหาบางอย่าง อย่างไรก็ตาม คูห์นได้ให้ข้อสังเกตุเอาไว้ว่า “บางทีลักษณะโดดเด่นหวือหวามากที่สุดของปัญหาการวิจัยปรกติ .. คือ พวกเขาตั้งเป้าที่จะผลิตสิ่งแปลกใหม่ แนวความคิด หรือปรากฎการณ์ใหญ่ๆ”


แบบปฏิบัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ตามข้อเสนอของคูห์น มีวิวัฒนาการเป็นช่วงๆ ซึ่งเขานิยามเอาไว้ว่าเป็น “ขั้นตนอนการพัฒนาที่ไม่ได้สะสมตัว ที่กระบวนทัศน์เดิมอันหนึ่งถูกลบล้างออกไปทั้งหมด หรือบางส่วนที่ไม่เข้ากับอันใหม่” “การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ถูกเปิดฉากจากการเกิดความรู้สึกแบบใหม่ .. ที่บ่อยครั้งถูกจำกัดให้อยู่ส่วนแคบๆ เล็กๆ ของชุมชนทางวิทยาศาสตร์ ที่มีกระบวนทัศน์อย่างหนึ่งทำหน้าที่อย่างพอดีในการค้นหาประเด็นสาระของธรรมชาติ” (Kuhn, 1970,: 92) ยิ่งกว่านั้น การปฏิวัติยังสามารถใช้ได้กับทั้งการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ใหญ่ๆ อย่างเช่นที่โคเปอร์นิคัสสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คราวนั่น และการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เช่นสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อมาจากการค้นพบรังสีเอ็กซ์ สิ่งสำคัญ คือ การเลือกระหว่างกระบวนทัศน์อันใดอันหนึ่ง เป็นการเลือกระหว่างสิ่งที่ไม่เข้ากับความต้องการของขุมชน ช่วงเวลาของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนกำลังกังวลต่อความผิดปรกติที่ไม่สามารถตรวสอบอะไรๆ ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ปรกติ และพวกเขาเริ่มต้นทำการวิจัยนอกระบบระเบียบเดิมที่กระบวนทัศน์เก่าให้การยอมรับ นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มักเป็นคนหนุ่มสาวหรือไม่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีไฟปรารถนาที่จะล้มล้างบางสิ่งบางอย่างอยู่ในใจเสมอ และเมื่อถึงเวลาพวกเขาก็จะนำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อให้ชุมชนทางวิทยาศาสตร์พิจารณาและตัดสิน หากกระบวนทัศน์ได้รับการยอมรับ ก็จะถือว่าการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้นแล้ว


แนวความคิดอย่างแรกที่ถูกนำเสนอให้กับนักภูมิศาสตร์เมื่อปี 1967 โดยแฮกเก็ตต์และชอร์ลีย์ จนกลายเป็นลักษณะสามัญในการเขียนงานทางภูมิศาสตร์ในทศวรรษ 1970 อย่างไรก็ตาม สตอดดาร์ต (Stoddart, 1981: 72) ชี้ว่า “การยอมรับคำศัพท์ที่คูห์นนำเสนอนี้ เกิดขึ้นโดยปราศจากความสนใจอย่างจริงจังต่อสิ่งสำคัญที่คูห์นนำเสนอ หรือวรรณกรรมที่มีการโต้แย้งกันของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และปรัชญาวิทยาศาสตร์” จึงจะได้แสดงให้เห็นถึงข้อโต้แย้งสำคัญที่มีต่อข้อเสนอของคูห์น 3 ประการ ข้อโต้แย้งอย่างแรก ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนจากมาสเตอร์แมน (Masterman, 1970) ที่ว่า กว่าคูห์นจะได้ข้อสรุปได้คำว่ากระบวนทัศน์มาใช้ เขาต้องสรรหาคำต่างๆ มากกว่า 21 คำ ข้อสงสัยนี้ทำให้คูห์นถึงกับปรับปรุงข้อเสนอของเขาใหม่ และได้แสดงความสนใจอย่างมากต่อบทบาทของชุมชนทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าตัวกระบวนทัศน์เองเสียอีก อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายของวิธีการที่คูห์นใช้สำหรับคำว่ากระบวนทัศน์ในตอนเริ่มต้น เป็นกระจกสะท้อนให้วิชาภูมิศาสตร์ได้คิดให้ถี่ถ้วนว่า “ความสับสนในการใช้งานครั้งแรกของแฮกเก็ตต์และชอร์ลีย์ และความยืดหยุ่นที่แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในภายหลัง” (Stoddart, 1981: 73)


ข้อโต้แย้งอย่างที่สองต่อข้อเสนอของคูห์นที่ว่า การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากแต่จะค่อยเปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งกระบวนทัศน์ที่แตกต่างจากเดิมได้รับการยอมรับทดแทนกระบวนทัศน์แบบเดิม ซึ่งลากาตอส (Lakatos, 1978) เสนอว่า ภายในโปรแกรมการวิจัยต่างๆ มีความโน้มเอียงทั้งไปทางสนับสนุนและโต้แย้งทำลายกระบวนทัศน์ ขณะที่โปรแกรมหนึ่งตกอยู่ภาวะซบเซา ก็จะมีโปรแกรมวิจัยแบบอื่นๆ ผุดขึ้นมาทดแทน และอาจต้องตกอยู่ในห้วงวิกฤติที่ยาวนานกว่าโปรแกรมอันใหม่จะได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง ต่อบริบทนี้ สตอดดาร์ต (Stoddart, 1981) ชี้ว่า ในวิชาภูมิศาสตร์เองก็มีนำเอาวิธีการต่างๆ เข้ามาแข่งขันกันเพื่อใช้งาน อย่างเช่นแนวความคิดของเดวีส (Davis, 1909) ที่นักธรณีสัณฐานวิยาให้การยอมรับกันอย่างกว้างขวางในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ขณะที่ยังมีวิธีการทางเลือกอื่นๆ อีกมากที่สามารถใช้เป็นแบบปฏิบัติทางธรณีสัณฐานวิทยา ไม่ว่าเป็นวิธีของเปงค์ (Penck, 1924) และวิธีของเฮตเนอร์ (Hettner, 1921)


ข้อโต้แย้งอย่างที่สาม ปอปเปอร์ (Popper, 1968, 1970) ได้โต้แย้งทั้งลากาตอสและคูห์น พร้อมเสนอแนะว่า วิทยาศาสตร์ควรจะต้องถูกท้าทาย และแสดงคุณลักษณะด้วยการออกแบบการทดลองต่างๆ ให้สามารถมองเห็นสิ่งปลอมแปลงอยู่ในทฤษฎีเดิม มากกว่าที่จะไปช่วยยืนยันความถูกต้องเหมาะสมของทฤษฎีเหล่านั้น หัวใจของข้อโต้แย้งนี้ คือ ข้อเสนอแนะของปอปเปอร์ที่ว่า วิทยาศาสตร์พัฒนาอย่างก้าวหน้าผ่านการทดสอบ มากกว่าการลบล้างความคิดเดิม ขณะที่บาร์นส์ (Barnes, 1982) โต้แย้งมุมมองของปอปเปอร์ที่ว่า จำเป็นต้องอยู่บนฐานของกฎเกณฑ์ นั่นสะท้อนวิสัยทัศน์อย่างหนึ่งที่ต้องการให้วิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากกว่าการค้นหาว่า “นั่นคืออะไร” ดังนั้นสตอดดาร์ต (Stoddart, 1981) จึงเสนอแนะประเด็นอันแหลมคมว่า เหตุผลหนึ่งว่าทำไมการยอมรับแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนทัศน์จึงแพร่หลายในวิชาภูมิศาสตร์ คือ การให้ความสำคัญกับการลบล้างแนวความคิดที่เคยมีอยู่ ว่าจะสามารถนำไปใช้ในการลบล้างความคิดแบบเดิมๆ ของนักปฏิบัติการได้ ดังนั้น ผู้ที่สนับสนุนแนวความคิดเกี่ยวกับกระบวนทัศน์ จึงมองตัวเองว่าเป็นพระเอก ที่สามารถลบล้างแนวความคิดเก่าที่เคยเชื่อต่อๆ กันมา ออกไปจากคนโง่และคนพาลได้ ดังที่เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า “แนวความคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ เป็นคานอันแข็งแกร่งที่คอยหนุนภาพพระเอกของตัวเอง ที่มองเห็นตัวเองเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเป็นผู้ชื่นชอบที่จะหยิบยกเอาคำว่ากระบวนทัศน์ไปโต้เถียงกับคนโน้นคนนี้ร่ำไป”

กัมพูชากับสยาม V

 Operation Popeye

วันที่ 22 มกราคม 2018 BBC Online ได้นำเอาหลักคิดของภาพยนต์เรื่อง Startrek, Jetsons และ Geostorm มาชวนให้เราได้คิดถึงการป้องกันพายุขนาดใหญ่ด้วยระบบดาวเทียม โดยเริ่มจากสารอนินทรีเคมี silver iodide ที่เป็นตัวช่วยทำให้ไอน้ำกลั่นตัว นั่นคงพอจะทำให้ความเกี้ยวกราดของพายุลดลงมาได้บ้าง แต่ว่านักวิทยาศาสตร์เห็นว่าศักยภาพของมันไม่เพียงพอที่จะจัดการพายุขนาดใหญ่ นักวิจัยจาก university of east anglia ประเทศอังกฤษ และ university of geneva สวิตเซอร์แลนด์ จึงเสนอให้ใช้เลเซอร์ยิงจากดาวเทียม ซึ่งดูเหมือนจะมีทางเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้


อย่างไรก็ดี บทความเรื่อง Will we ever have satellites that can control the weather ? ของ Peter Ray Allison ดังกล่าวได้กล่าวถึง "Operation Popeye" ภารกิจต้องห้ามของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม จึงของยกเอาข้อเขียนของ SpokeDark.TV มาให้อ่านเพื่อเตือนใจกันตรงนี้


สงครามเวียดนาม เป็นการสู้รับที่ได้ชื่อว่ามียุทธวิธีในการรบที่หลากหลายมาที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เวียดนามทำให้โลกใช้ยุทธศาสตร์ด้านภูมิประเทศ ที่แม้แต่กองทัพสหรัฐฯ ที่เหนือกว่ามากยังเสียเปรียบ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงถูกนำมาใช้ในสำหรับ “สร้างฝนเทียม”


Operation Popeye เป็นโครงการที่อนุมัติโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และกระทรวงการต่างประเทศอย่างลับๆ ซึ่งดำเนินการในช่วงสงครามเวียดนาม โดยมีภารกิจหลักคือ การยืดฤดูฝนบริเวณเวียดนามตอนเหนือให้นานออกไป เพื่อให้การเดินทางของกองกำลังเวียดนามและการเคลื่อนย้ายอาวุธเป็นไปด้วยความยากลำบาก รวมถึงภัยน้ำป่าที่รุนแรงสร้างความเสียหายให้กับกองกำลังเวียดนามเหนือตลอดฤดูฝนให้นานจากเดิมขึ้นเป็นเวลา 30-45 วัน


ภารกิจนี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1967 และดำเนินต่อไปตลอดช่วงฤดูฝน (มีนาคม-พฤศจิกายน) หน่วยที่ได้รับมอบหมายคือ ฝูงบินลาดตระเวนสภาพอากาศที่ 54 ของกองทัพสหรัฐฯ ได้นำเครื่องบิน C-130 จำนวน 3 ลำ และ เครื่องบิน F4-C จำนวน 2 ลำ บินสร้างก้อนเมฆเหนือน่านฟ้าเวียดนามและชายแดนสปป. ลาว วันละ 2 เที่ยว ก่อนกลับมาประจำอยู่ที่ จ.อุดรธานี และฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ที่เกาะกวม ภารกิจนี้ได้สิ้นสุดลงในปี 1972 หลังปฏิบัติภารกิจมาต่อเนื่องถึง 6 ช่วงฤดูฝน


ในปี 1971 สำนักข่าวชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยภารกิจสร้างฝนเทียมในครั้งนี้ต่อสาธารณะ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากหน่วยงานต่างๆ มากมาย แก่กองทัพสหรัฐฯ ไม่นาน ปฏิบัติการป๊อปอายเหนือน่านฟ้าของสปป.ลาว ก็ถูกยกเลิกในทันที


หลังจากสิ้นสุดสงครามกองทัพสหรัฐฯ ถูกสภาคองเกรสกดดันและวิจารณ์อย่างหนัก ต่อมาสมัชชาแห่งสหประชาชาติได้ประชุมและมีมติร่าง “อนุสัญญาสากลว่าด้วยการห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพอาการเพื่อทำการสงครามหรือทางการทหาร” ขึ้นมาโดยมีผลบังคับใช้ในปี 1978 นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์แม่ของวิทยาศาสตร์

ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์แม่ของวิทยาศาสตร์









หากพวกเราชาวภูมิศาสตร์ยังยืนยันที่จะเอา “พื้นที่และสถานที่” หรือ Space & Place เป็นสารัตถะหลักของวิชาภูมิศาสตร์ บอกกล่าวกับสังคมว่า “ภูมิศาสตร์สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ของสังคมได้เหมือนกับศาสตร์สำคัญอื่นๆ ได้ไม่แพ้ใคร” แล้ว หนังสือ The Place of Geography ของ Tim Unwin (1992) กับหนังสือ Geography Its History and Concepts ของ Arild Holt-Jensen (2009) ช่วยเรายืนยันหลายๆ อย่างได้ค่อนข้างดี โดยทั้งสองให้ความสำคัญกับพื้นที่และสถานที่มาก Holt-Jensen เพิ่มเติมด้วยการยกความโดดเด่นของการนำเสนอภาพลักษณ์ของโลกผ่านการพรรณาอย่างผู้มีความชำนาญเฉพาะและผู้รู้แบบพหุสูตร ขณะที่ Unwin พยายามยกเอาทฤษฎีกับแบบปฏิบัติของภูมิศาสตร์ว่าเป็นเสน่ห์ที่ลงตัวของภูมิศาสตร์


อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะสรุปว่าอนาคตของภูมิศาสตร์จะเป็นอย่างไร จะสามารถช่วยสังคมได้จริงอย่างที่หลายฝ่ายต้องการหรือไม่นั้น ควรจะต้องทบทวนความเป็นมาและแนวความคิดหลักๆ ที่ผ่านเข้ามาเสียก่อน โดยคงจะต้องทำความเข้าใจต่อความเป็นภูมิศาสตร์คลาสสิกที่คิดค้นหาคำตอบเกี่ยวกับโลกและผู้คน โลกของการค้นพบดินแดนและสิ่งต่างๆ บนโลกกลมๆ ใบนี้ และก็ต้องเข้าใจการถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการของวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งเหล่านี้หาอ่านได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินในหนังสือ All Possible Worlds ของ Geoffrey J. Martin (1993)


มาถึงส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ การตีความเชิงประวัติศาสตร์ และความคิดแบบโต้แย้งกับสังคม ที่อธิบายไว้อย่างละเอียดในหนังสือของ Unwin แต่หากจะอธิบายสั้นๆ พอเป็นหัวเชื้อความสนใจ ขอยกเอา “กระบวนการซึมซับปฏิวัติเชิงความคิดของวิชาภูมิศาสตร์” ที่ Peter Gould (1985) เขียนเอาไว้ในหนังสือ The Geographer at Work ซึ่งสอดคล้องตรงกันกับหนังสือของ John Pickles (1980) ชื่อ Geography and Humanism โดยได้แสดงอุปมาอุปมัยถึงสาวน้อย Geographia ที่อยู่กินกับ Qualifactus แม้จะยากจนแต่ก็มีความสุขดี ด้วยความงดงามของเธอทำให้วันหนึ่ง Quantifactus ผู้ชาญฉลาด บุกเข้ามาฉุดคร่าเธอข้ามแม่น้ำ Fluvial Calculus ไปยังดินแดนที่เต็มไปด้วยแบบจำลองแต่ว่าแห้งแล้งแสนสาหัส แต่ Quantifactus ศิวิไลส์ชนผู้คร่ำเคร่ง มีความรู้มากมาย สามารถให้คำปรึกษาใครต่อใครอย่างปัญญาไม่รู้หมด ก็ต้องสูญเสีย Geographia ไปให้กับโจรป่าอย่าง El Barbo นักปฏิวัติแห่งยุคสมัยที่หอบหิ้วสาวน้อยข้ามแม่น้ำ Rio Del Compromiso สู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใจ แต่ว่าที่นั่นคงไม่ใช่ มันไม่ใช่ที่อยู่ที่ Geographia ปรารถนา ไฟแห่งการปฏิวัติจึงลุกโชนขึ้นกลางใจของสาวน้อย เช้าวันหนึ่ง Geographia จึงเดินไปจิกหัว Quantifactus แล้วก็ล็อคคอ El Barbo พาทั้งสอบก้าวข้ามแม่น้ำออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงอย่างอาจหาญ

ละล้าละลัง กระอักกระอ่วน

ละล้าละลังและกระอักกระอ่วน

ความละล้าละลังและกระอักกระอ่วนของวิชาภูมิศาสตร์ในอเมริกา ส่งผลต่อมายังประเทศไทยของเรานั้น ต้นทางของมันมาจากประกาศเสียงดังฟังชัดของเขาละ James Bryant Conant อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (1933-1953) เขาเป็นนักเคมีชื่อก้องโลก เป็นคณะกรรมการสูงสุด NDRC: National Defense Research Committee ที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นเขานี่เองที่แนะนำให้ Thomas Kuhn ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Kuhn เขียนหนังสือ Structure of Scientific Revolutions ที่มีอิทธิพลมากต่อพัฒนาการวิทยาศาสตร์ของโลก

มหาวิทยาลัยฮาร์วาดไม่ได้เปิดสอนสาขาวิชาภูมิศาสตร์ มาตั้งแต่ปี 1945 รายงานการทบทวนหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ฉบับปี 2004 ระบุว่าต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง ด้วยการมุ่งเน้นเป็นการให้ความรู้แบบกว้างๆ หลากหลาย เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของต่างชาติ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงชื่อของสถานที่แห่งนั้นๆ


และแล้วปี 2005 มหาวิทยาลัยฮาร์วาด ประกาศว่าจะมีเรียนการสอนในด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ “แต่ไม่ใช่วิชาภูมิศาสตร์” โดยมีการตั้งศูนย์ใหม่ขึ้นมารองรับ คือ Center for Geographic Analysis ทำงานตามความต้องการด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่มาจากทุกสาขาวิชา โดยไม่มีโครงสร้างสถาบันทางวิชาการที่เป็นตัวตนที่แน่นอน 


ทั้งหมดข้างบนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในบทความที่สามารถอ่านได้ในวารสารภูมิศาสตร์ ฉบับที่ 2 ปีที่ 41 ใน www.thaigeographer.com