หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ประสาทวิทยา

เซลสมองบอกพิกัด

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


นักภูมิศาสตร์ไม่ค่อยรับรู้ พูดคุย และลุ่มลึกเกี่ยวกับเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ อาจเป็นเพราะอยู่นอกขอบเขตการเรียนรู้ของวิชาภูมิศาสตร์ แต่ที่ต้องนำมากล่าวถึงตรงนี้ตอนนี้ ด้วยเห็นว่า นักภูมิศาสตร์มีความจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจประสาทวิทยาอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์/สังเคราะห์ ทำนาย/ทำฉากทัศน์ และเข้าไปดำเนินอะไรสักอย่างในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง


เริ่มเลยนะ


ว่ากันว่าลึกลงไปในสมองส่วนที่เรียกว่า Hippocampus ซึ่งมีบทบาทในการทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำและการนำทาง จะมีเซลพิเศษบอกพิกัดที่ชื่อว่า Place Cells และเซลจัดระบบกริด Grid Cells เซลทั้งสองนี้ทำหน้าที่เหมือน GPS ประจำตัวมนุษย์ ซึ่งการค้นพบเซลนี้ของ John O'Keefe ร่วมกับ May-Britt Moser และ Edvard Moser ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2014


อธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด Place Cells ก็คือระบบปักหมุดอัตโนมัติที่ซ่อนอยู่ในสมองส่วน Hippocampus ของเรา เป็นเซลประสาทกลุ่มหนึ่งที่จะนิ่งเงียบในเวลาปกติ แต่จะตื่นตัวและยิงสัญญาณรัวๆ ก็ต่อเมื่อร่างกายของเราเคลื่อนที่ไปอยู่ในพิกัดหรือตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงในโลกภายนอกเท่านั้น


สมมติว่าเราเดินอยู่ภายในบ้าน เมื่อหยุดที่หน้าตู้เย็น เซลประสาท Place Cell ตัวที่ 1 ในสมองจะเริ่มทำงานยิงสัญญาณรัวๆ ทันที แต่พอก้าวเท้าเดินต่อออกไปที่โซฟาห้องนั่งเล่น เซลตัวที่ 1 จะปิดสวิตช์เงียบลง แล้วเซลล์ Place Cell ตัวที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพิกัดโซฟา จะเปิดสวิตช์ตื่นขึ้นมายิงสัญญาณแทน


การที่เซลแต่ละตัวแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบพิกัดใครพิกัดมันแบบนี้ ทำให้เมื่อเราเดินไปทั่วบ้าน สมองจะเกิดการยิงสัญญาณสลับกันไปมาเหมือนไฟระยิบระยับบนแผงวงจร เกิดเป็นแผนที่ความจำเชิงพื้นที่ (Cognitive Map) ขึ้นมาในหัว ทำให้รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงไหนของโลกโดยไม่ต้องเปิดตาดูแผนที่กระดาษ


เมื่อระบบนี้ทำงานสัมพันธ์กับสถานที่และความคุ้นเคย การจะกระตุ้นให้ Place Cells ทำงานได้ดี แข็งแรง และสร้างรอยหยักใหม่ๆ ในสมอง สามารถทำได้ด้วยการพาตัวเองไปเจอพิกัดใหม่ๆ เรื่อยๆ (Exploring New Places) ถ้าเราอยู่แต่ในห้องเดิมๆ เดินเส้นทางเดิมๆ ทุกวัน Place Cells ชุดเดิมจะทำงานแบบเฉื่อยชาเพราะมันจำพิกัดได้หมดแล้ว การจงใจเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เช่น ไปเดินสวนสาธารณะแห่งใหม่ ไปเที่ยวเมืองที่ไม่เคยไป หรือเดินเข้าซอยที่ไม่รู้จัก จะเป็นการบังคับให้สมองต้องระดมสมองสร้าง Place Cells ชุดใหม่ขึ้นมาปักหมุด พิกัดเหล่านั้นทันที เป็นการเพิ่มพื้นที่ความจำเชิงพื้นที่ให้กว้างขึ้น


การฝึกปักหมุดด้วยตา (Active Visual Anchoring) เวลาไปในสถานที่ใดก็ตาม ก็เป็นสิ่งสำคัญ ขอแนะนำให้ฝึกสแกนหาแลนด์มาร์กเฉพาะตัวของพิกัดนั้น เช่น ร้านนี้มีป้ายไฟสีส้ม หัวมุมนี้มีต้นไม้ใหญ่ทรงแปลกตา การตั้งใจมองและบันทึกสิ่งจำเพาะเหล่านี้ จะช่วยให้ Place Cells ยิงสัญญาณได้แม่นยำและจดจำพิกัดนั้นได้คมชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว


นอกจากนี้ การขยับร่างกายเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง (Active vs. Passive Navigation) ช่วยให้ Place Cells ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเป็นผู้ควบคุมการเคลื่อนที่เอง เดินด้วยตัวเอง ขับรถด้วยตัวเอง หรือปั่นจักรยานเอง เรื่องนี้มีงานวิจัยของ Hugo Spiers (2017) เรื่อง "Impact of navigation technology on human hippocampal and prefrontal activity" ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ยืนยัน ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวพบว่า การนั่งเป็นผู้โดยสารอยู่เฉยๆ แล้วให้คนอื่นขับรถให้ หรือการเดินตาม GPS โดยไม่มองทางเลย จะทำให้ Place Cells ตื่นตัวน้อยลงมาก เพราะสมองส่วนหน้าไม่ได้สั่งการให้ร่างกายสัมพันธ์กับพื้นที่


ขอย้อนกลับไปกล่าวถึง John O'Keefe ที่เป็นผู้ค้นพบและนำเสนอเรื่อง Place Cells เป็นครั้งแรกอีกสักหน่อย ผลงานวิจัยระดับตำนานที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1971 ในวารสารวิชาการ Brain Research โดยงานวิจัยชิ้นนั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "The hippocampus as a spatial map. Preliminary evidence from unit activity in the freely-moving rat." ในงานวิจัยชิ้นนี้ O'Keefe ได้เขียนร่วมกับเพื่อนร่วมงานชาวแคนาดาชื่อ Jonathan Dostrovsky ซึ่งเป็นบทความวิจัยขนาดสั้นเพียง 5 หน้า แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการประสาทวิทยาอย่างมหาศาล เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนพิสูจน์ได้ว่า สมองมีเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่บอกพิกัดสถานที่อยู่จริงๆ และพวกเขาได้ทิ้งท้ายในบทความนั้นไว้ว่า "สมองส่วนฮิปโปแคมปัสนี้ทำหน้าที่จัดหาแผนที่อ้างอิงเชิงพื้นที่ (Spatial Reference Map) ให้กับสมองส่วนที่เหลือ"


จากนั้นในปี 1978 John O'Keefe ได้ขยายพรมแดนความรู้นี้ร่วมกับ Lynn Nadel โดยเขียนเป็นหนังสือวิชาการเล่มสำคัญที่เป็นรากฐานของเรื่องนี้ชื่อว่า "The Hippocampus as a Cognitive Map" ซึ่งรวบรวมทฤษฎีทั้งหมดว่าสมองเปลี่ยนพื้นที่ทางกายภาพให้กลายเป็นแผนที่ในความคิดของเราได้อย่างไร ก่อนที่ผลงานชุดนี้จะส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 2014


หลังจากที่ John O'Keefe ค้นพบ Place Cells วงการประสาทวิทยาก็ยังเจอปริศนาข้อใหญ่ขัดใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือคำถามที่ว่า สมองรู้ได้ยังไงว่าหมุดแต่ละหมุดห่างกันแค่ไหน และเชื่อมต่อกันอย่างไร? เพราะ Place Cells จะยิงสัญญาณเฉพาะตอนที่เราถึงจุดหมายแล้วเท่านั้น แต่ระหว่างทางที่เดินลุยไปในความว่างเปล่า สมองใช้เอาอะไรวัดระยะทาง?


คำตอบนี้ถูกเฉลยหลังจากการค้นพบแรกถึง 34 ปี โดยสองสามีภรรยานักประสาทวิทยาชาวนอร์เวย์ May-Britt Moser และ Edvard Moser ซึ่งพวกเขาได้ค้นพบเซลมหัศจรรย์อีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Grid Cells หรือเซลล์ตารางพิกัด


ทั้งนี้ ถ้าหากว่า Place Cells ของ O'Keefe ทำหน้าที่เหมือนหมุดปักแลนด์มาร์กบนแผนที่ Grid Cells ของครอบครัว Moser ก็ทำหน้าที่เหมือนเส้นละติจูดและลองจิจูดที่ตีเป็นเส้นตารางกริดครอบโลกทั้งใบเอาไว้ โดยความน่าทึ่งขั้นสุดของ Grid Cells ในทางประสาทวิทยา มีดังนี้


1. พิกัดหกเหลี่ยมอัจฉริยะ (Hexagonal Pattern) Moser ค้นพบว่า เซลกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ใน Hippocampus โดยตรง แต่อยู่ในสมองส่วนที่เชื่อมต่อกันชื่อว่า Entorhinal Cortex เวลาที่มนุษย์หรือสัตว์เคลื่อนที่ไปในอวกาศกว้างๆ เซลแต่ละตัวจะยิงสัญญาณถี่ขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อเราเดินผ่านจุดตัดของตาข่ายรูปหกเหลี่ยม (Hexagonal Grid) ที่สมองจำลองขึ้นมาครอบพื้นที่นั้นไว้ ลวดลายนี้เหมือนรังผึ้งที่ต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบในหัวของเรา


2. เป็นเครื่องมือวัดระยะทางและทิศทาง (The Brain's Metric System) Grid Cells ไม่สนใจว่าตรงนั้นจะมีตู้เย็น ต้นไม้ หรือคาเฟ่ไหม เพราะหน้าที่นั้นเป็นของ Place Cells แต่ตัวมันทำหน้าที่คำนวณระยะทางเชิงคณิตศาสตร์และทิศทางการเคลื่อนที่ของร่างกายตลอดเวลา มันจะบอกสมองว่าตอนนี้ก้าวมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้ 5 เมตรแล้ว


เมื่อหมุดปักเจอกับเส้นตาราง สมองจะนำข้อมูลระยะทางและมุมองศาจาก Grid Cells ส่งไปประมวลผลร่วมกับ Place Cells ใน Hippocampus ทันที ทำให้สมองสร้างแผนที่ความคิด (Cognitive Map) ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ เราจึงสามารถคำนวณทางลัด หลับตาเดินในบ้าน หรือเดินกลับเส้นทางเดิมได้โดยไม่หลงทิศ


May-Britt & Edvard Moser ได้นำเสนอการค้นพบอันยิ่งใหญ่นี้ในบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Nature เมื่อปี 2005 โดยมีชื่อบทความว่า "Microstructure of a spatial map in the entorhinal cortex"  งานวิจัยชิ้นนี้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการวิทยาศาสตร์ระบบประสาทไปตลอดกาล เพราะมันพิสูจน์ว่าสมองมนุษย์ไม่ได้แค่จำสถานการณ์แบบสุ่มๆ แต่มีระบบคำนวณเชิงพิกัดเรขาคณิตขั้นสูงที่ฝังอยู่ในระบบประสาทมาตั้งแต่กำเนิด และส่งผลให้พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ John O'Keefe ในปี 2014 ในที่สุด


สรุปได้ว่า Grid Cells มีหน้าที่วัดระยะและพื้นที่ การจะรับมือหรือกระตุ้นให้เซลล์กลุ่มนี้แข็งแรง ต้องเน้นกิจกรรมที่ท้าทายการรับรู้มิติสัมพันธ์และระยะทาง (spatial navigation) อย่างเช่นการเดินป่า หรืองานวิ่ง Trail ซึ่งการวิ่งหรือเดินในพื้นที่ธรรมชาติที่ไม่มีถนนตัดเป็นเส้นตรง ไม่มีป้ายบอกทางชัดเจน บังคับให้ Grid Cells ต้องทำงานหนักมากในการคำนวณระยะทางบนพื้นที่ลาดชันและความโค้งมนที่ไม่แน่นอน


นอกจากนี้สามารถกระตุ้นได้ด้วยการฝึกคาดเดาระยะทางด้วยตาและก้าวเดิน (Distance Estimation) ด้วยการลองฝึกทายระยะทางในใจ เช่น จากตรงนี้ถึงเสาไฟฟ้าน่าจะประมาณ 20 เมตร แล้วลองเดินนับก้าวเพื่อเช็กคำตอบ การจงใจให้สมองคำนวณระยะทางแบบนี้คือการบริหาร Grid Cells โดยตรง หรือกระตุ้นด้วยการเล่นเกมประเภท Open-World หรือแนว 3D Spatial: เกมที่ผู้เล่นต้องนำทางในแผนที่ 3 มิติขนาดใหญ่ด้วยตัวเอง เช่น Minecraft หรือเกมแนวผจญภัยที่ต้องจำทิศทางเอง มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยกระตุ้นการทำงานของเครือข่าย Entorhinal-Hippocampal ซึ่งเป็นที่อยู่ของเซลทั้งสองชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี

15 ความคิดเห็น:

  1. สมองของมนุษย์มีระบบ GPS ตามธรรมชาติที่ทำงานร่วมกันระหว่างเซลล์ 2 ชนิด ซึ่งทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบลปี 2014 ได้แก่:
    Place Cells (เซลล์ปักหมุด): อยู่ในสมองส่วน Hippocampus ทำหน้าที่เหมือนการปักหมุดแลนด์มาร์ก จะยิงสัญญาณรัวๆ เมื่อเราไปถึงพิกัดจำเพาะ เช่น หน้าตู้เย็น หรือโซฟา เกิดเป็นแผนที่ความจำเชิงพื้นที่ในหัว
    Grid Cells (เซลล์ตารางกริด): อยู่ในสมองส่วน Entorhinal Cortex ทำหน้าที่เหมือนเส้นละติจูด/ลองจิจูด ยิงสัญญาณเป็นตาข่ายรูปหกเหลี่ยม (รังผึ้ง) เพื่อคำนวณระยะทางและทิศทางเชิงเรขาคณิต

    ตอบลบ
  2. บทความนี้อธิบายว่า มนุษย์มีระบบนำทางภายในสมองที่สร้าง “แผนที่ความคิด” (Cognitive Map) ผ่านการทำงานร่วมกันของ Place Cells ในสมองส่วน Hippocampus ซึ่งทำหน้าที่จดจำตำแหน่งหรือสถานที่เฉพาะ และ Grid Cells ในสมองส่วน Entorhinal Cortex ซึ่งทำหน้าที่คำนวณระยะทางและทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อเซลล์ทั้งสองทำงานร่วมกันจึงทำให้มนุษย์สามารถรับรู้ตำแหน่งของตนเอง จดจำเส้นทาง และนำทางในพื้นที่ได้ โดยสามารถพัฒนาและกระตุ้นการทำงานของเซลล์เหล่านี้ได้จากการสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ การสังเกตจุดสังเกตสำคัญ การเดินทางด้วยตนเอง และการทำกิจกรรมที่ท้าทายการรับรู้เชิงพื้นที่ ซึ่งแนวคิดนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาภูมิศาสตร์ เพราะช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้พื้นที่ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

    ตอบลบ
  3. บทความนี้อธิบายการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ตำแหน่งและการนำทาง ได้แก่ Place Cells และ Grid Cells ซึ่งทำงานเสมือนระบบ GPS ภายในร่างกาย โดย Place Cells ที่อยู่ในสมองส่วน Hippocampus ทำหน้าที่จดจำตำแหน่งหรือสถานที่เฉพาะ ส่วน Grid Cells ที่อยู่ใน Entorhinal Cortex ทำหน้าที่คำนวณระยะทางและทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อเซลล์ทั้งสองทำงานร่วมกันจะช่วยสร้างแผนที่ความคิดหรือ Cognitive Map ทำให้มนุษย์สามารถรับรู้ตำแหน่งของตนเอง จำเส้นทาง และนำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ การค้นพบเซลล์ทั้งสองชนิดโดย John O’Keefe, May-Britt Moser และ Edvard Moser นำไปสู่การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 2014 นอกจากนี้บทความยังเสนอว่าการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ การสังเกตจุดสังเกตสำคัญ การนำทางด้วยตนเอง การเดินป่าหรือวิ่งเทรล และการเล่นเกมสามมิติที่ต้องอาศัยการจดจำเส้นทาง สามารถช่วยกระตุ้นและพัฒนาการทำงานของเซลล์เหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความจำเชิงพื้นที่และความสามารถในการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์

    ตอบลบ
  4. Place Cells และ Grid Cells คือเซลล์ประสาทในสมองที่ทำหน้าที่เหมือน GPS ช่วยให้มนุษย์รู้ตำแหน่ง ระยะทาง และทิศทางในการเคลื่อนที่ โดย Place Cells ทำหน้าที่จำจุดหรือสถานที่เฉพาะ (เหมือนหมุดปักแผนที่) ส่วน Grid Cells ทำหน้าที่คำนวณระยะทางและทิศทาง (เหมือนเส้นกริดบนแผนที่) ทั้งสองร่วมกันสร้าง Cognitive Map หรือแผนที่ในสมอง ทำให้เราเดินทางและนำทางได้ การไปสถานที่ใหม่ ๆ การสังเกตแลนด์มาร์ก การเดินด้วยตัวเอง และกิจกรรมที่ใช้การนำทาง เช่น เดินป่าหรือเล่นเกม 3D สามารถช่วยกระตุ้นเซลล์เหล่านี้ให้ทำงานดีขึ้นได้ 67162077 ธนภูมิ ตระกลรัตน์

    ตอบลบ
  5. บทความนี้อธิบายว่า สมองของมนุษย์มีระบบนำทางภายในที่ช่วยให้เรารับรู้ตำแหน่ง ระยะทาง และทิศทางได้เหมือน GPS โดยอาศัยเซลล์ประสาทสำคัญ 2 ชนิด คือ Place Cells และ Grid Cells ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้าง “แผนที่ความคิด” (Cognitive Map) ในสมอง

    Place Cells อยู่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ทำหน้าที่จดจำตำแหน่งหรือสถานที่เฉพาะ เมื่อเราเคลื่อนที่ไปยังจุดต่าง ๆ เซลล์แต่ละตัวจะทำงานตามพิกัดที่รับผิดชอบ ทำให้สมองรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนและสามารถจดจำสถานที่ต่าง ๆ ได้ การไปสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ การสังเกตจุดสังเกตสำคัญ และการเดินทางด้วยตนเอง จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ชนิดนี้ให้แข็งแรงขึ้น

    ส่วน Grid Cells อยู่ในสมองส่วน Entorhinal Cortex ทำหน้าที่คำนวณระยะทาง ทิศทาง และความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ โดยสร้างโครงข่ายคล้ายรังผึ้งเพื่อใช้วัดการเคลื่อนที่ เมื่อทำงานร่วมกับ Place Cells สมองจึงสามารถคำนวณเส้นทาง หาเส้นทางลัด และเดินทางกลับสู่จุดเดิมได้อย่างแม่นยำ การทำกิจกรรมที่ต้องใช้การนำทาง เช่น เดินป่า วิ่งเทรล ฝึกกะระยะทาง หรือเล่นเกมสามมิติแบบสำรวจโลกกว้าง จะช่วยกระตุ้นการทำงานของ Grid Cells ได้ดี

    โดยสรุป การค้นพบ Place Cells และ Grid Cells แสดงให้เห็นว่าสมองมนุษย์มีระบบสร้างและคำนวณแผนที่เชิงพื้นที่ที่ซับซ้อน ซึ่งมีความสำคัญต่อการรับรู้ การเรียนรู้ และการทำความเข้าใจพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของมนุษย์อย่างมาก.

    ตอบลบ
  6. ในยุค AI คนเราควรให้สมองได้พักบ้าง ไม่ใช่ทำงานหรือเสพข้อมูลตลอดเวลา เพราะช่วงเวลาว่าง ๆ หรือ White Space จะช่วยให้สมองได้รีเซ็ต คิดสร้างสรรค์มากขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น การมีเวลาว่างไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สมองพัก

    ตอบลบ
  7. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  8. Place Cells = จำว่า “เราอยู่ตรงไหน”
    Grid Cells = คำนวณว่า “เราเดินมาอย่างไรและไกลแค่ไหน”
    เมื่อทำงานร่วมกัน จะสร้าง Cognitive Map (แผนที่ในสมอง) ทำให้มนุษย์สามารถรับรู้พื้นที่ นำทาง และจดจำสถานที่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับการศึกษาทางภูมิศาสตร์โดยตรง
    นางสาว ธนภรณ์ บ้านคุ้ม 67162053

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สมองมนุษย์มีระบบ GPS ตามธรรมชาติ โดย Place Cells ทำหน้าที่จำตำแหน่ง ส่วน Grid Cells ทำหน้าที่วัดระยะและทิศทาง ทำให้เราสามารถสร้าง “แผนที่ในหัว” และนำทางในโลกได้
      นาย ศิวกร สีสิงห์ 67164767

      ลบ
  9. สมองของมนุษย์มีระบบ GPS ตามธรรมชาติที่ใช้ในการนำทางและสร้างแผนที่ความคิด (Cognitive Map) ผ่านการทำงานร่วมกันของ Place Cells ในสมองส่วน Hippocampus ที่ทำหน้าที่ปักหมุดพิกัดสถานที่เฉพาะ และ Grid Cells ในสมองส่วน Entorhinal Cortex ที่ทำหน้าที่คำนวณระยะทางและทิศทางเป็นโครงข่ายหกเหลี่ยม ซึ่งการค้นพบระบบคำนวณเชิงเรขาคณิตขั้นสูงนี้ได้รับรางวัลโนเบลปี 2014 และเราสามารถกระตุ้นให้เซลล์เหล่านี้แข็งแรงได้ผ่านการสำรวจสถานที่ใหม่ๆ การนำทางด้วยตัวเอง และกิจกรรมที่ท้าทายมิติสัมพันธ์

    ตอบลบ
  10. สมองมนุษย์สร้าง แผนที่ความจำเชิงพื้นที่ (Cognitive Map) ผ่านการทำงานร่วมกันของเซลล์ 2 ชนิด:
    1. Place Cells (ระบบปักหมุด): อยู่ในสมองส่วน Hippocampus จะตื่นตัวและยิงสัญญาณเมื่อเราอยู่ตรงพิกัดหรือแลนด์มาร์กที่เฉพาะเจาะจง (เช่น หน้าตู้เย็น, โซฟา)
    2. Grid Cells (ระบบไม้บรรทัด): อยู่ในสมองส่วน Entorhinal Cortex ยิงสัญญาณเป็นโครงข่ายรูปหกเหลี่ยมเหมือนรังผึ้ง ทำหน้าที่คำนวณทิศทางและระยะทางคณิตศาสตร์ระหว่างเคลื่อนที่
    เมื่อ หมุด (Place) เจอ ตาราง (Grid) สมองจึงรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนและสามารถคิดหาทางลัดได้
    วิธีฝึกและกระตุ้นสมองเพื่อเพิ่มพื้นที่ความจำ
    กระตุ้น Place Cells (เน้นสถานที่): ไปเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย, ฝึกสังเกตแลนด์มาร์กเด่นๆ, และนำทางด้วยตัวเอง (เดิน/ขับรถเอง) เพราะการดูแต่ GPS หรือนั่งเฉยๆ จะทำให้เซลล์เฉื่อยชา
    กระตุ้น Grid Cells (เน้นระยะทาง): วิ่ง Trail หรือเดินป่า (พื้นที่ที่ไม่มีเส้นตรง), ฝึกใช้สายตาทายระยะทางแล้วเดินนับก้าว, หรือเล่นเกมแนว Open-World (เช่น Minecraft)

    ตอบลบ

  11. สมองของมนุษย์มีระบบพิกัดและแผนที่นำทางที่ฝังมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งทำงานร่วมกันผ่านเซลล์ประสาท 2 ชนิดหลัก (การค้นพบรางวัลโนเบลปี 2014) คือ Place Cells ในสมองส่วน Hippocampus ที่ทำหน้าที่เหมือน "หมุดปักแลนด์มาร์ก" จะยิงสัญญาณเมื่อเราไปถึงพิกัดจำเพาะ และ Grid Cells ในสมองส่วน Entorhinal Cortex ที่ทำหน้าที่เหมือน "เส้นตารางพิกัดรูปหกเหลี่ยม" คอยคำนวณระยะทางและทิศทางเชิงเรขาคณิต โดยเมื่อเซลล์ทั้งสองชนิดส่งข้อมูลเชื่อมโยงกัน จะทำให้เกิด แผนที่ความคิด (Cognitive Map)

    ตอบลบ