หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

Decolonized Cartography

Decolonized Cartography พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ”แอฟริกาคือทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกทั้งในแง่ของพื้นที่และจำนวนประชากร ทว่าคุณไม่มีทางรู้เรื่องนี้เลยหากดูจากแผนที่ส่วนใหญ่“ นี่เป็นข้อความโปรยหัวของการรณรงค์ Correct the Map ของกลุ่ม Speak Up Africa ด้วยเหตุผลว่า ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา เส้นโครงแผนที่แบบ Mercator Projection ได้บิดเบือนขนาดที่แท้จริงของแอฟริกามาโดยตลอด โดยการขยายขนาดยุโรปและอเมริกาเหนือให้ใหญ่เกินจริง ในขณะที่บีบแอฟริกาให้เหลือเพียงเกือบครึ่งหนึ่งของขนาดที่แท้จริง บนแผนที่เมอร์เคเตอร์ เกาะกรีนแลนด์ดูเหมือนจะมีขนาดเกือบเท่ากับทวีปแอฟริกา ทั้งที่ในความเป็นจริง แอฟริกามีขนาดใหญ่กว่าถึง 14 เท่า นี่ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการเขียนแผนที่ เพราะแผนที่เป็นสิ่งกำหนดวิธีที่เรามองอำนาจ อัตลักษณ์ และความสำคัญ เมื่อเด็กๆ ชาวแอฟริกันเติบโตขึ้นมาโดยเห็นทวีปของตนเองถูกลดทอนขนาดลงในห้องเรียนและสื่อ สิ่งนี้จะหล่อหลอมความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนและตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในโลก และเมื่อผู้ชมทั่วโลกซึมซับความบิดเบือนแบบเดียวกันนี้ มันยิ่งตอกย้ำการรับรู้ว่าแอฟริกาเป็นเพียงพื้นที่ชายขอบ เล็กกว่า อ่อนแอกว่า และมีความสำคัญน้อยกว่า Correct the Map คือ แคมเปญขององค์กร Speak Up Africa และ Africa No Filter ที่จัดขึ้นเพื่อยุติความบิดเบือนดังกล่าว โดยร่วมมือกับ African Union ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สถาบันระดับพหุภาคีของแอฟริกามีท่าทีอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแสดงภาพเชิงพื้นที่ของทวีป พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาล สำนักข่าว สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ หันมาใช้เส้นโครงแผนที่แบบ Equal Earth Projection ซึ่งเป็นเส้นโครงแผนที่ที่ถูกต้อง และรักษาอัตราส่วนพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งจะแสดงทวีปต่างๆ ตามที่เป็นจริง ข้อเรียกร้องของพวกเขานั้นตรงไปตรงมา นั่นคือ “จงแสดงภาพแอฟริกาตามความเป็นจริง” ด้วยการรวบรวมรายชื่อสนับสนุนจากทั่วโลก การรณรงค์ผ่านช่องทางดิจิทัล และการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย พวกเรากำลังสร้างเจตจำนงทางการเมืองเพื่อทำให้แผนที่ที่ถูกต้องกลายเป็นมาตรฐานปกติ ทั้งในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียน ห้องข่าว และสถาบันระหว่างประเทศทั่วโลก เพราะการแก้ไขแผนที่ไม่ได้เป็นเพียงการปรับแก้ทางเทคนิคเท่านั้น แต่มันคือการเคลื่อนไหวทางการเมือง มันคืนพื้นที่อันชอบธรรมของแอฟริกาในจินตภาพระดับโลก และแก้ไขเรื่องเล่าที่โลกเคยถูกปลูกฝังมาเกี่ยวกับทวีปแห่งนี้ ทั้งในห้องเรียน ในสื่อ และในจิตใจของคนรุ่นหลัง พวกเขาไม่ได้ร้องขอแผนที่ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ร้องขอแผนที่ที่เป็นธรรม Spatial Bias อคติทางพื้นที่ หรือ Spatial Bias ที่เกิดจากแผนที่ที่เขียนลงบน Mercator Projection ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความคลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "อำนาจการมองเห็น" (Visual Dominance) และจิตวิทยาเชิงพื้นที่ในระดับโลกอย่างแยบยล ผลกระทบทางอคติที่ชัดเจนที่สุด สามารถสรุปได้เป็น 4 มิติหลักดังนี้ 1. การย่อขนาดของ Global South vs. การขยายใหญ่ของ Global North ด้วยสูตรคณิตศาสตร์ของ Mercator พื้นที่ยิ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเท่าไร จะยิ่งถูกบีบให้ดูเล็ก และยิ่งละติจูดสูงๆ ใกล้ขั้วโลก จะยิ่งถูกยืดขยายให้ดูใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล กรณีของทวีปยุโรป vs. ทวีปอเมริกาใต้: ในแผนที่ Mercator ทวีปยุโรปดูมีขนาดใกล้เคียงกับทวีปอเมริกาใต้ ทั้งที่ในความเป็นจริง อเมริกาใต้ มีขนาด 17.8 ล้าน ตร.กม. ใหญ่กว่ายุโรปที่มีขนาด 10.1 ล้าน ตร.กม. เกือบ 2 เท่า กรณีของเกาะกรีนแลนด์ vs. ทวีปแอฟริกา: กรีนแลนด์ดูโตเท่ากับแอฟริกาบนแผนที่ Mercator ทั้งที่แอฟริกา ที่มีขนาด 30.3 ล้าน ตร.กม. ใหญ่กว่ากรีนแลนด์ ที่มีขนาด 2.1 ล้าน ตร.กม. ถึง 14 เท่า และกรณีทวีปแอฟริกา vs. ประเทศรัสเซีย/อเมริกา: แอฟริกาใน Mercator ดูเล็กกว่าหรือพอๆ กับรัสเซีย ทั้งที่แอฟริกาใหญ่กว่ารัสเซียเกือบ 2 เท่า และใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกาถึง 3 เท่า 2. การสร้างภาพจำว่าศูนย์กลางโลก คือ ซีกโลกเหนือ Mercator Projection ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1569 โดย Gerardus Mercator ชาวยุโรป เพื่อตอบโจทย์การนำทางเรือในยุคสำรวจ เพื่อให้ยุโรปอยู่ตรงกลางแผนที่และมองเห็นเส้นทางเดินเรือได้ชัดเจน ขอบบนของแผนที่จึงมักถูกตัดที่ละติจูดสูงกว่าขอบล่าง ผลลัพธ์ คือ เส้นศูนย์สูตรถูกเลื่อนลงไปอยู่ครึ่งล่างของภาพ ทำให้ประเทศในซีกโลกเหนือ (ยุโรป, อเมริกาเหนือ, รัสเซีย) ครองพื้นที่ไปมากกว่า 60-70% ของผืนแผนที่ทั้งหมด สร้างจิตวิทยาการมองเห็นว่าซีกโลกเหนือ คือ "ศูนย์กลางและความยิ่งใหญ่" ของโลก 3. อคติเชิงจิตวิทยาและการลดทอนความสำคัญ นักภูมิศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ชี้ว่า ภาพจำจากแผนที่ที่เด็กๆ เห็นตั้งแต่ประถมส่งผลต่อความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว (Unconscious Bias) ด้วยความสำคัญทางเศรษฐกิจและทรัพยากร ที่เมื่อประเทศกลุ่ม Global South (แอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ถูกทำให้ดู "ตัวเล็ก" บนแผนที่ ผู้คนมักจะเชื่อมโยงขนาดพื้นที่เข้ากับอำนาจ ความสำคัญ ความหลากหลาย และปริมาณทรัพยากรโดยอัตโนมัติ การบีบแอฟริกาให้ดูเล็ก ถือเป็นการลดทอนความซับซ้อนของแอฟริกา ทำให้คนทั่วไปมักมองแอฟริกาเป็นเพียง "ผืนแผ่นดินขนาดกลางๆ" หรือมองเป็นประเทศเดียว ทั้งที่จริงมันคือทวีปมหาอำนาจทางภูมิศาสตร์ที่รวบรวมหลากหลายวัฒนธรรมและภูมิประเทศเอาไว้มากกว่า 54 ประเทศ 4. อคติเชิงสถิติและการเปรียบเทียบข้อมูล เมื่อนำ Mercator Map ไปใช้ในงานนำเสนอข้อมูลเฉพาะเรื่องเชิงสถิติ (Thematic Maps) เช่น แผนที่แสดงความหนาแน่นประชากร ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการกระจายตัวของโรคระบาด จะเกิดความเพี้ยนทางสายตาอย่างรุนแรง เพราะประเทศขั้วโลกที่ประชากรเบาบาง เช่น แคนาดา รัสเซีย จะระบายสีเต็มพื้นที่ผืนใหญ่โต จนดูเหมือนมีอิทธิพลต่อสถิตินั้นๆ มหาศาล ในขณะที่ประเทศแถบศูนย์สูตรที่มีประชากรหนาแน่นจะถูกบีบเหลือเพียงพื้นที่เล็กนิดเดียว ถือว่าเป็น Data Distortion ที่มีผลเสียร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ นักภูมิศาสตร์จึงมองว่าแผนที่บน Mercator Projection มี Spatial Bias ที่ทำหน้าที่รับใช้ลัทธิจักรวรรดินิยมในอดีต และการยกเลิกการใช้ในสื่อทั่วไปเพื่อเปลี่ยนมาเป็นแผนที่อย่าง Equal Earth จึงเป็นก้าวสำคัญของการ "ปลดแอกทางความคิด" (Decolonizing Cartography) ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ #CorrectTheMap แคมเปญ #CorrectTheMap เป็นกระแสการรณรงค์ระดับโลกที่ผลักดันโดยประเทศโตโก ร่วมกับสหภาพแอฟริกา (African Union) โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติต้นตอของการบิดเบือนทางภูมิศาสตร์และจิตวิทยาที่สืบทอดมาจากยุคอาณานิคม ผ่านการยกเลิกการใช้แผนที่ที่เขียนลงบนเส้นโครงแบบ Mercator Projection ในระดับสถาบันสากล 1. ปัญหามรดกทางอารยธรรมและอำนาจของ Mercator Projection เส้นโครงแบบ Mercator Projection คิดค้นขึ้นในปี 1569 โดย Gerardus Mercator เพื่อใช้ประโยชน์ในการเดินเรือข้ามมหาสมุทร เพราะรักษาทิศทางและมุมพิกัดตรงเป๊ะ แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้เป็นแผนที่มาตรฐานในระบบการศึกษาทั่วโลก ผลข้างเคียงทางคณิตศาสตร์คือ พื้นที่ใกล้ขั้วโลกจะถูกขยายจนโตเกินจริง ความจริงทางภูมิศาสตร์ คือ ทวีปแอฟริกามีพื้นที่ราว 30.3 ล้าน ตร.กม. ซึ่งใหญ่พอจะบรรจุสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ลงไปได้พร้อมกันทั้งหมด แต่ว่าสิ่งที่เห็นใน Mercator คือ เกาะกรีนแลนด์ พื้นที่จริงเพียง 2.1 ล้าน ตร.กม. กลับถูกขยายให้มีขนาดดูเท่ากับทวีปแอฟริกา ทั้งที่แอฟริกาใหญ่กว่าถึงประมาณ 14 เท่า กลุ่มผู้เคลื่อนไหวมองว่า การที่ทวีป Global South (แอฟริกาและอเมริกาใต้) ถูกย่อขนาดลงในสื่อและห้องเรียนมาหลายร้อยปี มีส่วนสร้างภาพจำในเชิงอคติ (Spatial Bias) ที่ลดทอนความสำคัญ ความมั่งคั่งทางทรัพยากร และศักยภาพทางประชากรของแอฟริกาในเวทีโลก 2. ทำไมต้องเป็น Equal Earth? ในอดีตเคยมีความพยายามนำเสนอแผนที่ประเภทรักษาพื้นที่อย่าง Gall-Peters Projection มาใช้แทน แต่ปัญหาคือ Gall-Peters ทำให้ทวีปต่างๆ ยืดและแบนจนผิดรูปทรง ทำให้ไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง แคมเปญ #CorrectTheMap จึงเลือกเสนอ Equal Earth Projection (2018) เนื่องจากคำนวณอัตราส่วนพื้นที่สัดส่วนทวีปตรงตามความเป็นจริง 100% และสามารถรักษาเส้นขอบทวีปและความโค้งมนที่ดูเป็นธรรมชาติ สวยงามน่ามองคล้ายกับ Robinson Projection ที่คนคุ้นเคย 3. การขับเคลื่อนในเวทีสหประชาชาติ (UN) แคมเปญนี้ยกระดับจากการเรียกร้องในภาคประชาสังคมไปสู่เวทีทางการเมืองระดับโลก โดยประเทศโตโกเป็นผู้เสนอข้อมติเข้าสู่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) เพื่อขอความร่วมมือให้หน่วยงาน UN ทั้งหมด ทยอยเปลี่ยนมาใช้ Equal Earth ในรายงาน เอกสาร และสื่อสิ่งพิมพ์ทางการ ให้กระทรวงศึกษาธิการของประเทศสมาชิก ปรับปรุงตำราเรียนและแผนที่ในห้องเรียน และให้บริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้ทางเลือกแผนที่แสดงพื้นที่ตามจริงในระบบแผนที่โลก มติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ข้อมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา ผลการลงมติครั้งประวัติศาสตร์ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UN ได้ลงมติเห็นชอบข้อมติไม่ผูกพัน (Non-binding resolution) เพื่อผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ของ UN สถาบันการศึกษา และองค์กรทั่วโลก ลดและทยอยยกเลิกการใช้แผนที่ที่ใช้ Mercator Projection แล้วเปลี่ยนไปใช้เส้นโครงแผนที่ Equal Earth (2018) ที่สามารถรักษาอัตราส่วนพื้นที่ถูกต้องได้แทน ข้อเสนอให้เปลี่ยนการใช้เส้นโครงแผนที่แบบ Mercator Projection มาเป็น Equal Earth Projection ซึ่งแสดงพื้นที่ผิวสัมพัทธ์ของภูมิภาคต่างๆ บนโลกได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นนี้ เสนอขึ้นมาเพื่อเป็น “การกระทำแห่งความยุติธรรมทางตระหนักรู้และการชดเชยทางความทรงจำ” โดยแผนที่ Equal Earth Projection เปิดตัวครั้งแรกในการประชุมสมาคมสารสนเทศการเขียนแผนที่แห่งอเมริกาเหนือ (North American Cartographic Information Society) เมื่อปี 2018 ในแผนที่ที่เขียนลงบนเส้นโครงแผนที่แบบนี้ ทวีปยุโรปดูเหมือนจะหดเล็กลง ขณะที่ประเทศบราซิลขยายใหญ่ขึ้น และเกาะกรีนแลนด์ก็ลดขนาดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วทวีปแอฟริกาจะปรากฏขนาดใหญ่ขึ้นมาก ต่อแคมเปญนี้ Jean-Noël Barrot รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2026 ที่ผ่านมาว่า “ฝรั่งเศสจะยกเลิกการใช้เส้นโครงแผนที่บนเส้นโครง Mercator Projection ” เพื่อหันไปใช้การแสดงภาพที่ถ่ายทอดพื้นที่ผิวของประเทศต่างๆ ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ France 24 ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ “สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน มีความโดดเด่นทางสายตาในสัดส่วนที่ไม่สมมดุลเมื่อเทียบกับแอฟริกา ละตินอเมริกา หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” สำนักข่าว CNN อ้างคำพูดของ Barrot แเสละอ้างต่ออีกว่า “ความบิดเบือนในที่สุดก็ฝังรากลึกในการรับรู้” และ “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแก้ไขมัน” การลงมติของสหประชาชาติมีขึ้นหลังจากสหภาพแอฟริการับรองแผนที่บนเส้นโครง Equal Earth Projection เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา และหลังจากประเทศโตโกในนามของสหภาพแอฟริกา ได้ขอให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติดำเนินการแบบเดียวกันในเดือนเมษายน 2026 ส่งผลให้มีการจัดทำร่างข้อมติขึ้น และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้จัดให้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับร่างดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2026 “แอฟริกา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกย่อขนาดลงบนแผนที่ บัดนี้ยืนยันที่จะให้ผู้คนมองเห็นในขนาดที่แท้จริง ทั้งในทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศีลธรรม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ทางการทูต และในระดับโลก” Amma Twum-Amoah กรรมาธิการสำนักกิจการสุขภาพ มนุษยธรรม และการพัฒนาสังคมของสหภาพแอฟริกา กล่าวในแถลงการณ์เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ทั้งนี้ประเทศนิวซีแลนด์ก็เคยมีปัญหากับแผนที่บนเส้นโครงแบบ Mercator Projection เช่นกัน โดยโฆษณาการท่องเที่ยวในปี 2018 ซึ่งมี Jacinda Ardern นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มาร่วมแสดง ได้ปล่อยมุกตลกไว้ว่า “นิวซีแลนด์กำลังหายไปจากแผนที่โลก” เนื่องจากตำแหน่งของประเทศที่อยู่บริเวณมุมขวาล่างสุด แผนที่ Equal Earth Projection จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ โดยมาในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงรูปแบบหนึ่งที่ตั้งศูนย์กลางไว้ที่ภูมิภาคโอเชียเนีย แทนที่จะเป็นกรีนิช ลอนดอน ซึ่งกรีนิชถูกใช้เป็นมาตรฐานเวลาโลกและจุดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ระดับโลกมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันแพลตฟอร์มแผนที่ดิจิทัล เช่น Google Maps ก็ใช้เวอร์ชันหนึ่งของเส้นโครงแผนที่แบบ Mercator Projection เช่นกัน ข้อมตินี้จึงกระตุ้นให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีร่วมมือกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติและองค์กรระดับภูมิภาค เพื่อนำเส้นโครงแผนที่ที่มีความแม่นยำยิ่งขึ้นไปปรับใช้ สรุปมติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 สมาชิกเห็นชอบ 164 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง โดยมีสหรัฐอเมริกาเพียงเสียงเดียว ที่ไม่เห็นชอบ

THE REFUGEES PROBLEM

THE REFUGEES PROBLEM แปลและเรียบเรียงจาก John R.Rogge. (1990) RETURN TO CAMBODIA: The Significance and Implications of Past, Present and Future Spontaneous Repatriations. Prepared for the International Study of Spontaneous Repatriation, Sponsored by the Ford Foundation. The UNHCR Camps 1979-1984 เมื่อวิกฤตผู้ลี้ภัยปี 1979 เริ่มต้นขึ้น มีค่ายลี้ภัยสามแห่งอยู่ก่อนแล้วสำหรับผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่หลบหนีเข้ามาในระหว่างปี 1975-1978 (ตารางที่ 3.1) ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ในค่ายเหล่านี้ได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามภายในปี 1981 ค่ายเหล่านี้บริหารจัดการโดยกระทรวงมหาดไทย เช่นเดียวกับค่ายทั้งหมดสำหรับชาวเวียดนามและชาวลาว ซึ่งแตกต่างจากค่ายยุคใหม่ที่จัดตั้งขึ้นสำหรับชาวเขมรที่เดินทางมาถึงในช่วงปลายปี 1979 ค่ายยุคใหม่เหล่านี้อยู่ภายใต้การบริหารของหน่วยพิเศษของกองทัพบกไทยที่เรียกว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 80 (Task Force 80) ค่ายเหล่านี้ถูกเรียกว่า "ศูนย์พักพิงชั่วคราว" (holding centres) และผู้พักอาศัยถูกจัดสถานะเป็น "ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย" (illegal aliens) ซึ่งแตกต่างจากค่ายยุคแรกสำหรับชาวเขมรเก่าที่มีเสรีภาพอย่างมากในการเข้า-ออก ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหล่านี้เป็นค่ายปิดที่จำกัดการเข้าถึงทั้งหมด รูปที่ 3.2 แสดงตำแหน่งของค่ายทั้งหมดสำหรับชาวเขมรที่ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR ประเทศไทยยังได้รับผู้ลี้ภัยข้ามชายแดนด้านอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ ผู้ลี้ภัยจากจีน (ผ่านทางลาว) หลังพ่ายแพ้ของกองกำลังก๊กมินตั๋งในปี 1949 ผู้ลี้ภัยจากพม่าหลังการรัฐประหารของเนวินในปี 1959 (ค.ศ. 1962) และผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาเลเซียที่เข้ามาลี้ภัยในพื้นที่ภูเขาทางภาคใต้ของไทยในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ประเทศไทยไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากประชาคมระหว่างประเทศสำหรับทะลักเข้ามาของผู้ลี้ภัยในระลอกแรกๆ เหล่านี้เลย (Nakavachara and Rogge, 1987) ในอีกด้านหนึ่ง ไทยมีเหตุผลอันสมควรอย่างยิ่งที่จะกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตนเองจากการเคลื่อนย้ายเหล่านี้ โดยการก่อความไม่สงบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับเวียดนามเหนือ ส่วนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างสุดก็ผูกติดกับคอมมิวนิสต์มาลายา และนายพลก๊กมินตั๋งหลายคนได้กลายมาเป็นขุนศึกการค้าฝิ่นตามแนวชายแดนทางภาคเหนือที่ติดกับพม่าและลาว การทำความเข้าใจการเคลื่อนย้ายอพยพเข้าสู่ประเทศไทยในยุคแรกๆ เหล่านี้ ตลอดจนการตอบสนองของประเทศไทยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายของไทยในการรับมือกับผู้ลี้ภัยอินโดจีนหลังปี 1975 ในเวลาต่อมา วิวัฒนาการของนโยบายนี้จะถูกกล่าวถึงในส่วนที่ 4 การพลัดถิ่นของประชากรภายในประเทศกัมพูชาเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเช่นกันตั้งแต่ก่อนปี 1975 การกดขี่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโดยรัฐบาลในช่วงทศวรรษ 1960 ได้ผลักดันให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องลี้ภัย ทั้งไปยังพื้นที่ชนบทอันห่างไกลซึ่งเป็นจุดที่การต่อต้านของฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังก่อตัวขึ้น ตลอดจนการลี้ภัยไปยังเวียดนามเหนือ นอกจากนี้ การปราบปรามอย่างรุนแรงในปี 1967 และ 1968 ต่อชาวนาที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านนโยบายผูกขาดการค้าข้าวของรัฐบาล (เหตุการณ์สำลอต - เหตุการณ์การลุกฮือของชาวนาและประชาชนในอำเภอสำลอต จังหวัดพระตะบอง ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1967 เพื่อต่อต้านนโยบายทางเศรษฐกิจและการกดขี่ของรัฐบาลกัมพูชาในยุคนั้น) ได้ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรเพิ่มเติม เนื่องจากผู้คนจำนวนมากได้หลบหนีไปเข้าร่วมกับกองกำลังก่อความไม่สงบของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังเติบโตขึ้น สาเหตุประการเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการพลัดถิ่นภายในประเทศ คือ การทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาทางตะวันออกของกัมพูชา ขนาดระหว่าง 50,000 ตัน (Reynell, 1989: 2) ถึง 250,000 ตัน (Chanda, 1986: 68) ระเบิดที่ถูกทิ้งลงมา นำไปสู่ทะลักของผู้ลี้ภัยเข้าสู่เมืองต่างๆ พนมเปญได้รับการประเมินว่าเติบโตจากประมาณ 600,000 คน ในปี 1970 เป็นมากกว่าสองล้านคนในเวลาเพียงห้าปี (Kiljunen, 1984: 6) ส่วนเมืองอื่นๆ เช่น พระตะบอง ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน การทิ้งระเบิดได้ผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากเข้าร่วมกับกองกำลังเขมรแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเจ้านโรดม สีหนุ ซึ่งยังคงได้รับความจงรักภักดีและความเคารพในหมู่ชาวนา ได้ทรงเรียกร้องจากการลี้ภัยในจีนให้ชาวนาลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของลอน นอล เมื่อถึงปี 1973 กองทัพกองโจร ซึ่งในเวลานั้นครอบงำโดยเขมรแดง สามารถจัดตั้งกองกำลังที่มีระเบียบวินัยและมีความคิดรุนแรงมากกว่า 70,000 คน (Kiljunen, 1984: 8) เมื่อกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดพนมเปญได้ในเดือนเมษายน 1975 พวกเขาได้ดำเนินมาตรการอพยพประชากรในเมืองอย่างทันทีและเด็ดขาด ประชาชนหลายล้านคนถูกต้อนออกจากเมืองใหญ่เข้าสู่พื้นที่ชนบทเพื่อสร้างสังคมเกษตรบริสุทธิ์ตามอุดมการณ์ นโยบายการย้ายถิ่นฐานโดยบังคับนี้ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลจากความอดอยาก การทำงานหนักอย่างทารุณ และการกวาดล้างทางการเมือง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งระลอกใหญ่ของการพลัดถิ่นภายในประเทศก่อนที่จะเริ่มเกิดการทะลักของผู้ลี้ภัยข้ามชายแดนไทย การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคมอย่างถอนรากถอนโคนและการกดขี่อย่างหนักหน่วงในยุคกัมพูชาประชาธิปไตย (1975–1979) ได้ทำลายโครงสร้างครอบครัวและชุมชนเดิมจนหมดสิ้น ส่งผลให้เมื่อกองทัพเวียดนามเข้าเปิดการบุกยึดครองในปลายปี 1978 ประชากรชาวกัมพูชาจึงอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างถึงที่สุด และพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อสภาวะสงครามและการขาดแคลนอาหารเข้าขั้นวิกฤตในปี 1979 การทรุดตัวอย่างรวดเร็วของระบบเศรษฐกิจได้ซ้ำเติมการอพยพของผู้คนจากชนบทเข้าสู่เขตเมืองมากยิ่งขึ้น โดยในปี 1974 ผลผลิตข้าวลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 20 ของระดับผลผลิตในปี 1970 (Reynell, 1989: 24) ทั้งนี้ การทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลและการขาดวินัยของกองทัพได้ยิ่งทำให้สภาวะความเป็นอยู่ของชาวนาเลวร้ายลงไปอีก จนกระทั่งเมื่อรัฐบาลลอน นอล ถูกโค่นล้มลงในที่สุดในปี 1975 การพลัดถิ่นภายในประเทศของประชากรเขมรจำนวนมาก ซึ่งคาดว่ามีมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรในเขตชนบท (Kiljunen, 1984: 6) และเป็นสิ่งที่เขมรแดงจะนำไปขยายผลต่อจนถึงระดับสูงสุดในเวลาต่อมา นั้นก็ได้ดำเนินไปอย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรมแล้ว การอพยพออกนอกประเทศกัมพูชาก็เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเช่นกันตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลลอน นอล จะล่มสลาย คนร่ำรวยและผู้ได้รับการศึกษาสูงจำนวนมากมองเห็นว่าอนาคตของตนเองเริ่มริบหรี่ลง เมื่อเค้าลางแห่งชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์มีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้จึงตัดสินใจอพยพ โดยมีประเทศฝรั่งเศสเป็นจุดหมายปลายทางหลัก และภาวะสมองไหล (brain-drain) ก็ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น รัฐบาลลอน นอล ล่มสลายลงเมื่อวันที่ 17 เมษายน 1975 ความรวดเร็วของชัยชนะขั้นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านทำให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้ลี้ภัยจำนวนมากไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ทัน อย่างไรก็ตาม ข้าราชการระดับสูงและนายทหารจำนวนมากก็ประสบความสำเร็จในการหลบหนี เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพและนักธุรกิจ โดยรวมแล้ว มีผู้ลี้ภัยประมาณ 320,000 คนเดินทางเข้าสู่เวียดนาม (Osborne, 1981b: 36) และอีกกว่า 33,000 คนเดินทางถึงประเทศไทย (Hamilton, 1982: 2) ในบรรดาผู้ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยนั้น ราวครึ่งหนึ่งได้หลบหนีเข้ามาทันทีหลังความพ่ายแพ้ของลอน นอล (ตารางที่ 3.1) จากนั้นฝ่ายเขมรแดงก็ได้ปิดชายแดนกัมพูชาลงอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ในทศวรรษต่อมามีผู้ลี้ภัยเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถหลบหนีมาถึงประเทศไทยได้ 1975 - 1978 ยุคเขมรแดงปกครองยาวนานเพียง 45 เดือน ทว่าในช่วงเวลานั้น อาจมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 ล้านคน ประชากรในเมืองเกือบทั้งหมดถูกอพยพโยกย้ายถิ่นฐานโดยบังคับไปยังชนบท และประชากรในชนบทมากถึงร้อยละ 75 ก็ถูกโยกย้ายถิ่นฐานเช่นกันจากการอพยพย้ายถิ่นโดยบังคับเป็นระลอก ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 1975 และเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นปี 1978 อันที่จริง นโยบายการทำให้เมืองว่างเปล่าไร้ผู้คน (หรือการย้ายคนออกจากเมืองจนร้าง) ได้ถูกนำมาใช้ในพื้นที่ควบคุมของเขมรแดงมาตั้งแต่ปี 1973 แล้ว การอพยพประชากรออกจากเมืองอย่างกะทันหันและรุนแรงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทั้งทางอุดมการณ์และความมั่นคง การปฏิวัติของเขมรแดงเป็นการปฏิวัติของชาวนา เหล่าแกนนำถือว่าผู้ที่อยู่อาศัยในเมือง คือ กาฝาก ที่แย่ไปกว่านั้น ผู้ลี้ภัยชาวนาที่เคยหลบหนีเข้าเมืองในช่วงห้าปีก่อนหน้านี้กลับถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศ เมืองต่างๆ ยังถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการต่อต้านที่เป็นไปได้ ดังนั้น โดยการกระจายประชากรเหล่านี้ไปยังพื้นที่ชนบท จึงเชื่อกันว่าการควบคุมอย่างเด็ดขาดจะสามารถทำได้ ส่วนความจำเป็นที่จะต้องใช้แรงงานของคนเหล่านี้ในภาคการเกษตรนั้นเป็นเพียงข้อพิจารณาในลำดับรองลงมา ภายหลังการกระจัดกระจายของผู้คนออกจากเมืองในระลอกแรก การย้ายถิ่นฐานโดยบังคับครั้งอื่นๆ ก็ได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่เกษตรกรรมแห่งใหม่ ในช่วงปลายปี 1975 และปี 1976 ผู้คนถูกย้ายออกจากพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นกว่าทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา การย้ายถิ่นฐานเพิ่มเติมเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1978 สืบเนื่องจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ภายในเขมรแดง ซึ่งส่งผลให้เกิดการกวาดล้างที่นองเลือดเป็นพิเศษทางตะวันออกของกัมพูชา ประชาชนจำนวนมากถูกย้ายจากภาคตะวันออกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ การกวาดล้างยังส่งผลให้ฝ่ายเขมรแดงที่เป็นผู้เห็นต่างจำนวนมากหลบหนีไปยังเวียดนาม รวมถึงบรรดาผู้นำของรัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบัน เช่น เฮง สัมริน และฮุน เซน รูปที่ 3.1 สรุปทิศทางของการเคลื่อนย้ายภายในประเทศเหล่านี้ (Kiljunen, 1984: 12-13) แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีตัวเลขที่แน่นอนแน่ชัดปรากฏอยู่ก็ตาม ในขณะที่เขมรแดงประสบความสำเร็จในการขจัดกองกำลังต่อต้านทั้งหมดภายในประเทศกัมพูชา แต่ก็ยังมีการต่อต้านในขอบเขตจำกัดเกิดขึ้นตามแนวชายแดนโดยกลุ่มเขมรเสรี ขอบเขตที่ผู้นำการต่อต้านบางคนมีวาระทางการเมืองนั้นยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากกระแสการลักลอบค้าสินค้าข้ามแดและการเป็นกองโจรกระจายอยู่แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ในปี 1979 ค่ายของกลุ่มเขมรเสรีหลายแห่งก็ได้กลายมาเป็นแกนหลักให้กับการก่อตั้งกองกำลังต่อต้านกลุ่มใหม่ ดังที่จะได้เสนอแนะในภายหลังว่า ช่วงเวลาที่ยาวนานของการพลัดถิ่นของประชากรทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ลอน นอล จะเข้าสู่อำนาจ และทวีความรุนแรงขึ้นตลอดช่วงครึ่งแรกของคริสต์ทศวรรษ 1970 จนกระทั่งพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับใหม่ในช่วงหลายปีแห่งการปกครองของเขมรแดงนั้น ได้สร้างประชากรในกัมพูชาขึ้นมากลุ่มหนึ่งเมื่อถึงช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ซึ่งความต้องการที่จะเอาชีวิตรอดได้หลอมรวมและสอดประสานอย่างแนบแน่นเข้ากับความจำเป็นที่จะต้องย้ายถิ่นฐาน 1979 - 1984 จากการบุกยึดครองโดยเวียดนามในช่วงปลายเดือนธันวาคม 1978 และความพ่ายแพ้ของเขมรแดงในช่วงต้นปี 1979 ยุคใหม่ของการพลัดถิ่นทั้งข้ามชายแดนกัมพูชาและภายในประเทศก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยเนื้อหาในที่นี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองระยะ ได้แก่ - ช่วงระหว่างปี 1979- 1984 เป็นช่วงเวลาที่มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากเดินทางเข้ามายังประเทศไทย และมีการกระจุกตัวของประชากรพลัดถิ่นขนาดใหญ่ยิ่งกว่าอยู่ตามแนวชายแดน และ - ช่วงตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่การเปิดฉากโจมตีอย่างต่อเนื่องของเวียดนามเพื่อต่อต้านกลุ่มต่อต้านชาวเขมรตามแนวชายแดน ประสบความสำเร็จในการกดดันให้ประชากรเกือบทั้งหมดในค่ายชายแดนต้องอพยพย้ายเข้ามาอยู่ภายในประเทศไทย อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่พบในการศึกษาวิจัยสำหรับรายงานฉบับนี้ คือ ความยากลำบากในการตีความข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขประชากรที่แท้จริงตามแนวชายแดนในช่วงระยะแรก ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับประชากรชายแดนระหว่างปี 1979–1981 ซึ่งนำมาจากบันทึกของ UNICEF และโครงการอาหารโลก (WFP) เป็นเพียงการประมาณการที่อิงจากจำนวนเสบียงอาหารแจกจ่ายเท่านั้น การนับจำนวนหัวประชากรที่น่าเชื่อถือในค่ายชายแดนเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อตัวเลขประชากรเริ่มเข้าสู่สภาวะคงที่มากขึ้น ปัญหานี้ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในช่วงปี 1980 และ 1981 อันเนื่องมาจากการเดินทางมาถึงของประชาชนจำนวนมากจากพื้นที่ส่วนในของประเทศกัมพูชา เพื่อมารับสิ่งของบรรเทาทุกข์จากสะพานทางบก (landbridge) ส่งผลให้ข้อมูลที่มีอยู่สำหรับปี 1979–1981 ไม่สามารถแยกแยะระหว่าง "ผู้อยู่อาศัยประจำ" (ประจำอยู่ที่ชายแดน) กับ "ผู้ไม่ได้อยู่อาศัยประจำ" (ผู้ที่พำนักชั่วคราวซึ่งมาอยู่ชายแดนเพียงเพื่อมารับสิ่งของบรรเทาทุกข์เท่านั้น) การทำความเข้าใจข้อแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อพยายามย้อนรอยและจำลองขนาดของการเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจและการกลับประเทศเองตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 ข้อมูลสำหรับผู้คนที่อยู่ในค่ายซึ่งได้รับการคุ้มครองโดย UNHCR ดูเหมือนจะแม่นยำและเข้าใจง่ายกว่าเล็กน้อย แม้ว่าแม้กระทั่งในค่ายเหล่านี้เอง ก็ยังมีการเข้า-ออกโดยไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้นค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับการย้ายผู้คนออกจากค่ายไปยังบริเวณชายแดนโดยกองทัพบกไทยโดยไม่มีการบันทึกเอกสารไว้ ตารางที่ 3.2 สรุปยอดการเดินทางเข้า การเดินทางออก การเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และจำนวนประชากรลี้ภัยที่ยังคงตกค้างอยู่ในค่ายสำหรับผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ UNHCR ตั้งแต่ปี 1979 ถึงปลายปี 1989 นอกจากค่ายของ UNHCR และค่ายชายแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศแล้ว ยังต้องรำลึกไว้ด้วยว่า ได้มีการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า "ค่ายแฝง" (hidden camps) ซึ่งการเข้าถึงทั้งหมดจากประชาคมระหว่างประเทศถูกปิดกั้น และเสบียงทั้งหมดได้รับการจัดส่งโดยตรงจากกองทัพบกไทย ค่ายเหล่านี้เป็นค่ายทหารของฝ่ายต่อต้าน ซึ่งควบคุมโดยฝ่ายเขมรแดงเป็นหลัก และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขประชากรหรือสภาวะความเป็นอยู่ทั่วไปของค่ายเหล่านี้ปรากฏอยู่เลย เพื่อแสดงภาพรวมทั่วไปของปัญหาในการระบุจำนวนผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นตามแนวชายแดน อาจเป็นการเหมาะสมที่จะเริ่มพิจารณาจากสถิติสรุปสำหรับปี 1975–1981 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการสอบสวนแห่งฟินแลนด์ (Finnish Inquiry Commission; Kiljunen, 1984) ดังแสดงในตารางที่ 3.3 คณะกรรมการฯ เสนอว่าในบรรดาชาวเขมร 680,000 คน ที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย มีจำนวน 116,000 คนได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ภายในปี 1981 อีก 234,000 คน เดินทางกลับประเทศแล้ว และส่วนที่เหลือยังคงอยู่ในประเทศไทยในปี 1981 โดยไม่ได้มีความพยายามที่จะแยกแยะระหว่างประชากรในค่ายของ UNHCR กับประชากรตามแนวชายแดน และไม่ได้นำการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติมาคำนวณรวมในยอดทั้งหมด ตัวเลขเดียวที่น่าเชื่อถืออย่างแท้จริงในประมาณการเหล่านี้คือจำนวนผู้เดินทางไปยังประเทศที่สาม ส่วนตัวเลขอื่นๆ ทั้งหมดเป็นเพียงการประมาณการอย่างคร่าวๆ ยกตัวอย่างเช่น UNHCR เสนอว่าจำนวนชาวเขมรที่เดินทางมาถึงระหว่างปี 1975-1978 มีจำนวน 34,000 คน แทนที่จะเป็น 50,000 คนตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ขณะที่โครงการอาหารโลก ประเมินจำนวนประชากรในค่ายชายแดน ณ สิ้นปี 1981 ไว้ที่ประมาณ 199,000 คน ซึ่งเมื่อรวมกับประชากรในค่าย UNHCR (97,800 คน) จะทำให้ยอดรวมของผู้ที่ยังคงตกค้างอยู่ในประเทศไทยมีประมาณ 293,000 คน ไม่ใช่ 330,000 คนตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ต้องเผชิญในการพยายามย้อนรอยจำลองยอดประชากรรวมและการเคลื่อนย้ายของพวกเขาให้มีความแม่นยำในระดับหนึ่ง เนื่องจากขนาดและการประกอบสร้างของการเคลื่อนย้ายข้ามชายแดนในช่วงปีแห่งวิกฤต 1979–1980 จึงเป็นประโยชน์ที่จะนำเสนอการทบทวนรายละเอียดเกี่ยวกับกระแสการเคลื่อนย้ายต่างๆ เข้าสู่ค่าย UNHCR ไปยังชายแดน ระหว่างค่ายกับชายแดน ตลอดจนการส่งกลับประเทศแบบไม่สมัครใจกลับสู่กัมพูชา ณ ที่นี้ The UNHCR Camps 1979-1984 เมื่อวิกฤตผู้ลี้ภัยปี 1979 เริ่มต้นขึ้น ได้มีค่ายลี้ภัยสามแห่งอยู่ก่อนแล้วสำหรับผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่หลบหนีเข้ามาในระหว่างปี 1975-1978 (ตารางที่ 3.1) ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ในค่ายเหล่านี้ได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามภายในปี 1981 ค่ายเหล่านี้บริหารจัดการโดยกระทรวงมหาดไทย (เช่นเดียวกับค่ายทั้งหมดสำหรับชาวเวียดนามและชาวลาว) ซึ่งแตกต่างจากค่ายยุคใหม่ที่จัดตั้งขึ้นสำหรับชาวเขมรที่เดินทางมาถึงในช่วงปลายปี 1979 ค่ายยุคใหม่เหล่านี้อยู่ภายใต้การบริหารของหน่วยพิเศษของกองทัพบกไทยที่เรียกว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 80 (Task Force 80) ค่ายเหล่านี้ถูกเรียกว่าศูนย์พักพิงชั่วคราว (holding centres) และผู้พักอาศัยถูกจัดสถานะเป็น "ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย" (illegal aliens) ซึ่งแตกต่างจากค่ายยุคแรกสำหรับชาวเขมรเก่าที่มีเสรีภาพอย่างมากในการเข้า-ออก ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหล่านี้เป็นค่ายปิดที่จำกัดการเข้าถึงทั้งหมด รูปที่ 3.2 แสดงตำแหน่งของค่ายทั้งหมดสำหรับชาวเขมรที่ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR ค่ายที่อรัญประเทศ (ซึ่งเป็นค่ายเขมรที่เก่าแก่ที่สุด) ค่ายลุมพุก และค่ายเขาล้าน (Kamput) ดั้งเดิม มีขนาดลดลงในช่วงปี 1979–1981 เนื่องจากผู้อยู่อาศัยได้รับการตอบรับให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ชาวเขมรในค่ายเหล่านี้เดินทางมาถึงประเทศไทยก่อนปี 1979 และได้รับการรองรับเข้าสู่ประเทศรับตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากส่วนใหญ่มีความรู้ ทักษะ หรือความสามารถทางภาษา นอกจากนี้ มีจำนวนเล็กน้อยที่ถูกกลืนเข้ากับกลุ่มประชากรไทยเชื้อสายเขมรตามแนวชายแดนโดยธรรมชาติ ค่ายลุมพุกยังเคยเป็นที่พักพิงของคนไทยเชื้อสายกัมพูชา (คนไทยเกาะกง/ไทยพลัดถิ่น) ประมาณ 1,500 คนที่หลบหนีมาจากกัมพูชา ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้รับการรับรองให้ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยในเวลาต่อมา ค่ายอรัญประเทศถูกปิดลงในช่วงต้นปี 1981 และค่ายลุมพุกถูกปิดลงในอีกหนึ่งปีต่อมา ส่วนค่ายเขาล้านดั้งเดิมได้ปิดลงในช่วงปลายปี 1979 ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้อยู่อาศัยในค่ายเหล่านี้เดินทางกลับกัมพูชาเองตามธรรมชาติหรือย้ายไปยังค่ายชายแดนแต่อย่างใด ในเดือนมิถุนายน 1979 ผู้ลี้ภัยที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้รับอนุญาตให้เข้าพักอาศัยที่ตำบลไม้รูด ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งค่ายสำหรับผู้ที่เดินทางมาถึงในปี 1975 ในเวลาต่อมา จำนวนผู้ลี้ภัยขยายตัวขึ้นจนเกิน 12,000 คน เนื่องจากมีการย้ายผู้คนมาจากสระแก้วและเขาอีด่าง รวมถึงชาวเขมรเชื้อสายจีนจำนวนมาก ค่ายนี้ปิดลงในช่วงปลายปี 1981 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 1979 ค่ายแห่งใหม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นสำหรับผู้มาใหม่ (ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเขมรแดง) ติดกับค่ายกำพุต ดั้งเดิม จำนวนประชากรพุ่งสูงขึ้นเกิน 18,000 คน ในอีกหนึ่งปีต่อมา จากการย้ายผู้คนมาจากเขาอีด่างและจากค่ายขนาดเล็กที่บริหารโดยสภากาชาดไทยที่เขาล้าน ค่ายกำพุต ปิดลงในช่วงต้นปี 1983 ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ในค่ายทั้งสองแห่งนี้ได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ส่วนที่เหลือถูกย้ายไปยังเขาอีด่าง ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้ใดเดินทางกลับกัมพูชาเองตามธรรมชาติ แต่บางส่วนอาจถูกรวมอยู่ในการย้ายถิ่นฐานแบบปกปิดไปยังบริเวณชายแดนโดยกองทัพบกไทย นอกจากนี้ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีวัตถุประสงค์พิเศษขึ้นสองแห่งที่บุรีรัมย์ ค่ายขนาดเล็กแห่งหนึ่งถูกใช้เป็นที่พักสำหรับชาวเขมรที่มีญาติสนิทในประเทศที่สาม และได้รับประกันการตั้งถิ่นฐานใหม่จากสถานทูตที่เกี่ยวข้อง ค่ายนี้ปิดลงภายในเวลาหนึ่งปีเมื่อประชากรทั้งหมดได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ส่วนศูนย์กาบเชิง เปิดขึ้นในเดือนตุลาคม 1980 เพื่อรองรับประชากรส่วนเกินบางส่วนจากเขาอีด่าง และปิดลงในอีกหนึ่งปีต่อมา หลังจากการส่งประชากรบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ การย้ายผู้ที่มีสิทธิได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ไปยังศูนย์ดำเนินงานพนัสนิคม (Phanat Nikom processing centre) และการย้ายประชากรส่วนที่เหลือไปยังชายแดนโดยกองทัพบกไทย ต่อมาได้เปิดทำการอีกครั้งในเดือนตุลาคม 1983 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่กล่าวอ้างสิทธิสัญชาติไทย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติให้ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ดูเหมือนจะไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ลี้ภัยจากกาบเชิงที่ถูกย้าย ไปยังชายแดนจำนวนเท่าใดที่ยังคงตกค้างอยู่ที่นั่น (และอาจเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้งหลังปี 1984) และมีจำนวนเท่าใดที่เดินทางกลับประเทศเองตามธรรมชาติจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ส่วนในของกัมพูชา ที่สระแก้วและเขาอีด่างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวขนาดใหญ่ที่สุดสองแห่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการทะลักเข้ามาของผู้ลี้ภัยในช่วงปลายปี 1979 ถึงต้นปี 1980 นี่คือช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสี่เดือนที่ประเทศไทยใช้นโยบายเปิดประตูรับ (open door policy) ซึ่งส่งผลให้ชาวเขมรมากกว่า 160,000 คน ใช้โอกาสนี้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย (รูปที่ 3.3) ค่ายสระแก้วถูกจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเขมรแดงและพลเรือนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา โดยนโยบายในขณะนั้นคือการแยกกลุ่มเขมรแดงออกจากผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นๆ ค่ายทั้งสองแห่งนี้จะถูกหยิบยกมาอภิปรายโดยลงรายละเอียดเนื่องจากความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และในกรณีของเขาอีด่าง ยังมีความสำคัญต่อกระแสการเดินทางกลับสู่กัมพูชาในอนาคตอีกด้วย ศูนย์สระแก้ว 1 หรือเรียกว่า บ้านแก่ง ถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 1979 เพื่อรองรับการอพยพทะลักข้ามชายแดนเข้ามาอย่างมหาศาลของชาวเขมรตามแนวชายแดนส่วนกลาง ภายในเวลาเพียงสองวันหลังการจัดตั้ง ค่ายแห่งนี้รองรับประชากรพุ่งสูงถึงประมาณ 30,000 คน อย่างไรก็ตาม ค่ายนี้ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่ออุทกภัย และขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาด จึงมีการหาทำเลที่ดีกว่าในบริเวณใกล้เคียงห่างออกไปราวห้ากิโลเมตร และศูนย์สระแก้ว 2 ก็ได้เปิดทำการในเดือนมิถุนายน 1980 โดยมีจำนวนประชากรพุ่งขึ้นสูงสุดเกิน 36,000 คนในเวลาต่อมาของปีนั้น และเมื่อค่ายปิดลงในช่วงปลายปี 1982 ประชากรส่วนที่ตกค้างถูกย้ายไปยังเขาอีด่าง การเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ของเวียดนามทางตะวันตกของกัมพูชาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1979 เป็นสาเหตุสำคัญของการทะลักของผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนส่วนกลางและส่วนใต้ ผู้ที่ถูกย้ายไปยังสระแก้วเดินทางมาจากทางตอนใต้ของอรัญประเทศ โดยมีทั้งทหารเขมรแดงและครอบครัว หรือพลเรือนที่ถูกบังคับเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านั้นให้ถอยร่นร่วมกับฝ่ายเขมรแดงเข้าสู่ ทิวเขาบรรทัด (Cardamom Mountains) สภาพร่างกายอันสิ้นหวังและอิดโรยอย่างหนักของพวกเขาเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ได้รับการบรรยายไว้โดย Shawcross (1984: 170) ดังนี้: "ในแต่ละวัน ร่างอันผ่ายผอมโซจนน่าเวทนา ปราศจากมวลเนื้อ และมีดวงตาเหม่อลอยกว้าง ต่างเดินโซเซออกมาจากป่าและทิวเขาที่ฝ่ายเขมรแดงได้ต้อนพวกเขารวบไว้ พวกเขาเป็นไข้มาลาเรีย เป็นวัณโรค เป็นโรคบิด มีภาวะขาดน้ำ หิวโหยอย่างแสนสาหัส และกำลังจะตาย" Shawcross (1984: 177) ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียชีวิตสูงถึงประมาณ 30 คนต่อวัน ในช่วงเดือนแรกที่ศูนย์สระแก้ว เนื่องจากสภาพอันสิ้นหวังและยากลำบากอย่างยิ่งของพวกเขา จึงไม่มีการแยกแยะระหว่างทหารเขมรแดงกับพลเรือน นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่บุคลากรทางการทหารและการยินยอมให้พวกเขาฟื้นฟูร่างกายภายในประเทศไทย ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ของไทย เนื่องจากไทยมองว่าเขมรแดงเป็นกองกำลังเดียวที่มีศักยภาพพอในการจัดตั้งการต่อต้านอย่างมีนัยสำคัญต่อกองทัพเวียดนาม ดังนั้น ผู้ลี้ภัยจึงกลายสภาพเป็น "รัฐกันชน" ที่สะดวกอยู่ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามในเวลาอันรวดเร็ว และหน้าที่ในการเป็นกันชนนี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งตลอดทศวรรษถัดมา แม้จะตั้งอยู่ในค่ายที่ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR ในประเทศไทย แต่เป็นที่ชัดเจนว่าฝ่ายเขมรแดงยังคงรักษาการควบคุมประชากรในสระแก้วไว้ได้เกือบทั้งหมด ดังนั้น เมื่อความเป็นไปได้ในการจัดส่งกลับประเทศอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 1980 ประชาชนราว 7,500 คน จึงถูกส่งกลับไปยังพื้นที่ควบคุมของเขมรแดงภายในประเทศกัมพูชา ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายเดือนก่อนที่จะเกิดการจัดส่งกลับอย่างเป็นระบบนี้ กองทัพบกไทยได้ใช้วิธีการบังคับย้ายผู้คน (โดยมักกระทำในเวลากลางคืน) จากค่ายไปยังพื้นที่ชายแดนที่ควบคุมโดยเขมรแดง การย้ายถิ่นฐานแบบปกปิดเหล่านี้ไม่ได้ถูกคำนวณรวมในข้อมูลการย้ายถิ่นฐานของ UNHCR (ดังแสดงในตารางที่ 3.2) นอกเหนือจากนี้ ในเวลานั้นยังเกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับความสมัครใจของการจัดส่งกลับประเทศอย่างเป็นระบบจากสระแก้ว เนื่องจากมีการข่มขู่คุกคามโดยแกนนำเขมรแดงแพร่หลายมาก และความพยายามของ UNHCR ตลอดจนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในการติดตามสอดส่องผู้เดินทางกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าการกลับประเทศนั้นเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง กลับถูกขัดขวางโดยทั้งกลุ่มผู้นำเขมรแดงภายในค่ายและกองทัพบกไทย ศูนย์เขาอีด่างถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1979 เพียงหนึ่งเดือนหลังจากการจัดตั้งศูนย์สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า จนกระทั่งมีจำนวนประชากรสูงถึง 130,000 คนภายในเดือนพฤษภาคม 1980 ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้น เขาอีด่างถือเป็นเมืองของชาวเขมรที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่เขาอีด่างเดินทางมาจากพื้นที่ชายแดนภายใต้การควบคุมของกลุ่มเขมรเสรีทางตอนเหนือของอรัญประเทศและบริเวณโดยรอบอำเภอตาพระยา หลายคนถูกบีบบังคับให้ต้องหนีมายังเขาอีด่างเนื่องจากความไม่ปลอดภัยและความไร้ข้อยุติทางกฎหมายในค่ายชายแดนบางแห่ง เช่น ค่ายหมากหมุ่น และค่ายหนองเสม็ด โดยในตอนแรก พวกเขาเข้ามายังค่ายแห่งนี้เพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นเรื่องการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ในไม่ช้า เขาอีด่างได้กลายมาเป็นค่ายหลักที่ใช้สำหรับการดำเนินการส่งผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานใหม่ อย่างเป็นทางการแล้ว การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรในเขาอีด่างหลังเดือนกุมภาพันธ์ 1980 เกิดขึ้นผ่านการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ การเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ การย้ายไปยังชายแดนโดยสมัครใจ และการรับย้ายผู้คนมาจากค่ายอื่นเมื่อค่ายเหล่านั้นถูกปิดลงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ดังที่จะได้แสดงให้เห็นต่อไปในภายหลัง ประชาชนยังคงแอบลักลอบเดินทางเข้ามาในค่ายโดยผิดกฎหมายเรื่อยมา ตรงกันข้ามกับสระแก้ว ในเขาอีด่างแทบจะไม่ปรากฏการมีอยู่ของกลุ่มเขมรแดงอย่างเปิดเผยเด่นชัด อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ลี้ภัยตกค้างจากสระแก้วและกำพุตถูกย้ายมายังเขาอีด่างในภายหลัง ได้มีอดีตแกนนำเขมรแดงปะปนอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก และแม้ว่าประเทศรับตั้งถิ่นฐานใหม่จะพยายามคัดกรองอดีตเขมรแดงออกไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า มีอดีตเขมรแดงจำนวนมากที่ได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ยังประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ เขาอีด่างยังกลายมาเป็นค่ายที่ได้รับบริการและการช่วยเหลือมากที่สุด อันที่จริง น่าจะเป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่มีบริการอย่างครอบคลุมประณีตที่สุดในโลก ภายในต้นปี 1980 มีองค์กรอาสาสมัครถึง 37 แห่งปฏิบัติงานอยู่ในค่าย (Shawcross, 1984: 242) ปัจจัยสองประการนี้ คือโอกาสในการได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่และการบริการบรรเทาทุกข์อย่างกว้างขวาง ได้ทำให้เขาอีด่างกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดใจมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้คนที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งขาดแคลนความมั่นคงปลอดภัยหรือขาดแคลนการบริการพื้นฐาน ส่งผลให้ค่ายแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้พักอาศัยผิดกฎหมายมาโดยตลอด ซึ่งคนเหล่านี้มักเล็ดลอดผ่านรั้วเข้ามาในค่ายในยามค่ำคืนด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว ปัญหาของผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังปี 1985 เมื่อประชากรชายแดนส่วนใหญ่ถูกบีบบังคับให้ย้ายเข้ามาในประเทศไทย ตลอดช่วงปี 1980 นโยบายของไทยเอนเอียงไปในทิศทางสนับสนุนการส่งกลับประเทศข้ามชายแดนอย่างยึดมั่น ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเดือนแรกๆ ของปี 1980 นโยบายของ UNHCR คือ การอำนวยความสะดวกต่อความต้องการเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจไปยังชายแดนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวใดๆ ก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางส่วนประมาณการว่า ในบางคืนช่วงเดือนกุมภาพันธ์และต้นเดือนมีนาคม 1980 มีครอบครัวมากถึง 200 ครอบครัวถูกขนส่งทางรถบรรทุกจากเขาอีด่างไปยังชายแดนโดยกองทัพบกไทย ภายใต้ความเห็นชอบของ UNHCR ฝ่ายเวียดนามได้ตีความการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจเหล่านี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งกลับในช่วงกลางปี 1980) ว่าเป็นการยั่วยุจากประเทศไทย ในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเขมรแดง ให้กลับไปตั้งหลักและฟื้นฟูกำลังใหม่ภายในกัมพูชา เพื่อเป็นการตอบโต้ เวียดนามได้เปิดฉากการบุกรุกช่วงสั้นๆ เข้ามาในดินแดนไทยในเดือนมิถุนายน 1980 ซึ่งส่งผลให้การส่งกลับประเทศหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน หากไม่เกิดการล่วงล้ำดินแดนครั้งนี้ขึ้น ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าการส่งกลับประเทศจะมีขยายขนาดเพิ่มขึ้น หลังจากนั้น การส่งกลับประเทศโดยสมัครใจจึงถูกทดแทนด้วย "การย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจ" (voluntary relocation) ไปยังค่ายชายแดนต่างๆ แทน ผู้ลี้ภัยประมาณ 1,500 คนที่เขาอีด่างได้เข้าร่วมในโครงการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจในช่วงกลางปี 1980 เช่นกัน พวกเขาได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ควบคุมของกลุ่มเขมรเสรี และบางส่วนในจำนวนนี้อาจเดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ส่วนในของประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีสิ่งชี้บอกด้วยว่าการบังคับย้ายถิ่นฐานไปยังชายแดนบางส่วนดำเนินการโดยกองทัพบกไทย ขณะที่ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ เลือกที่จะย้ายไปยังชายแดนด้วยความสมัครใจหลังจากโครงการย้ายถิ่นฐานได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 1980 มีหลักฐานบอกเล่าจากบอกต่อจำนวนมากที่ระบุถึงประชาชนซึ่งเดินทางออกจากเขาอีด่างเพื่อกลับไปยังกัมพูชาในการตามหาญาติ และต่อมาได้เดินทางกลับเข้ามายังค่ายอีกครั้ง บางคนถึงกับออกเดินทางเช่นว่านี้แม้ว่าจะเข้าสู่กระบวนการเตรียมส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่แล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายอื่นๆ ทั้งหมด ดูเหมือนว่าจะไม่เคยมีการบันทึกตัวเลขผู้เกี่ยวข้องที่แน่ชัดไว้เลย นับตั้งแต่กลางปี 1982 เป็นต้นมา เขาอีด่างกลายเป็นค่ายเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR สำหรับชาวเขมร (นอกเหนือจากค่ายที่มีวัตถุประสงค์พิเศษที่กาบเชิงและพานิชมุก/พนัสนิคม) จนกระทั่งมีการจัดตั้งบ้านทัดขึ้นหม่ลังจากนั้นไม่นาน อย่างเป็นทางการแล้ว ไม่มีผู้ลี้ภัยชาวเขมรรายใหม่ได้รับการยอมรับให้เข้ามายังประเทศไทยอีก ดังที่ตารางที่ 3.2 ได้แสดงไว้ ดังนั้น จำนวนประชากรที่เพิ่มเข้ามานับตั้งแต่ปี 1984 จึงล้วนเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่แอบเข้ามายังเขาอีด่าง และได้รับการยอมรับหรือได้รับสถานะความถูกต้องตามกฎหมายในระดับต่างๆ เป็นครั้งคราว The Border Camps 1979- 1984 กลุ่มต่อต้านฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาทางการเมือง ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายแดนอันห่างไกลในการดำเนินงานมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 กลุ่มเหล่านี้รวมถึงเขมรเสรี ซึ่งเป็นฝ่ายขวาที่มีฐานการมั่นอยู่ตามแนวชายแดนไทยมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1960 ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าเหตุผลหลักในการคงอยู่ (raison d'etre) ของพวกเขานั้นเป็นเรื่องทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจ (กล่าวคือ มีขบวนการลักลอบค้าของเล็ดลอดข้ามแดน) อย่างไรก็ตาม ในช่วง ยุคพอล พต ขบวนการเหล่านี้กลับเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าประสิทธิภาพในการจัดตั้งการต่อต้านอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มเขมรแดงนั้นจะมีอยู่น้อยมากลงมากก็ตาม กล่าวได้ว่าฐานที่มั่นเหล่านี้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังการบุกยึดครองของเวียดนามในช่วงปลายปี 1978 เนื่องจากฐานเหล่านี้ได้กลายสภาพเป็นจุดรวมพลสำหรับผู้ลี้ภัยที่เดินทางมายังบริเวณชายแดน (Mason and Brown, 1983: 43) ในเวลาที่สอดคล้องกันกับการหลบหนีของผู้ลี้ภัยไปยังพื้นที่ชายแดนที่ควบคุมโดยกลุ่มเขมรเสรี (Khmer Serei) ฝ่ายเขมรแดง (Khmer Rouge) พร้อมด้วยประชากรพลเรือนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตน ก็ได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่บริเวณชายแดนเช่นกัน เนื่องจากกองกำลังเวียดนามสามารถเข้ายึดครองกัมพูชาได้อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งเกรงว่าจะถูกถั่งโถมไปด้วยผู้คนที่หนีภัยมาจากกัมพูชา จึงได้ปิดชายแดนในเดือนมีนาคม 1979 ส่งผลให้ประชากรผู้พลัดถิ่นส่วนใหญ่ต้องตั้งหลักแหล่งอยู่ตามแนวชายแดนฝั่งกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มคนบริเวณชายแดนขึ้นสองกลุ่มหลักในระหว่างปี 1979-1980 ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขมรแดง และกลุ่มที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาไปเป็นแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLF) และพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) ขนาดของการเคลื่อนย้ายประชากรไปยังบริเวณชายแดนในครั้งนี้ เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน (Reynell, 1988: 31) ประการแรก ผู้คนกำลังหลบหนีจากการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างกองกำลังเวียดนามกับฝ่ายเขมรแดงที่กำลังถดถอย ประการที่สอง ผู้คนเพียงแค่ต้องการหลบหนีจากการปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์ โดยที่ไม่สามารถหรือไม่ยินดีที่จะแยกความแตกต่างระหว่าง 'ระบอบคอมมิวนิสต์' ของเวียดนาม กับของเขมรแดงได้ ประการที่สาม ความเกลียดชังตามค่านิยมดั้งเดิมที่ชาวเขมรมีต่อชาวเวียดนาม นั่นก็มีส่วนทำให้พวกเขากลัวและตัดสินใจหลบหนีเช่นกัน ประการที่สี่ กรีฟ (Greve, อ้างถึงใน Reynell, เล่มเดียวกัน) ได้กล่าวว่า ในช่วงยุคเขมรแดง ชาวกัมพูชาจำนวนมากจดจ่ออยู่กับความต้องการที่จะหนีรอดเพียงอย่างเดียว และเหตุการณ์ต่างๆ ในปี 1979 ก็ได้เปิดโอกาสให้การหนีรอดดังกล่าวเป็นไปได้ และประการสุดท้าย เมื่อปี 1979 ล่วงเลยไป เสบียงอาหารที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ได้บีบบังคับให้ผู้คนจำนวนมากต้องออกแสวงหาความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ที่บริเวณชายแดนไทย นอกจากนี้ ควรมีการระบุถึงช่วงเวลาของการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยชาวเขมรไปยังบริเวณชายแดนด้วย แม้ว่าเวียดนามจะบุกเข้ายึดครองกัมพูชาในช่วงปลายปี 1978 แต่ระลอกการอพยพหลักของผู้ลี้ภัยไปยังชายแดนและเข้ามายังประเทศไทยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในทันที จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายเดือน ออสบอร์น (Osborne, 1981b) ได้ชี้ให้เห็นว่า ความล่าช้าในการเดินทางออกนอกประเทศนี้เกิดจากการมีความหวังอย่างมากในแง่ดี หรือแม้กระทั่งความปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่งในช่วงเดือนแรกๆ หลังการบุกยึด ชาวเขมรจำนวนมากหวังว่าจะสามารถกลับไปสู่สภาพความเป็นอยู่ที่พอจะเหมือนกับกัมพูชายุคก่อนปี 1970 ได้บ้าง ตัวอย่างเช่น ชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวเขมรเชื้อสายจีนต่างมองในแง่ดีว่า เวียดนามจะยินยอมให้ฟื้นฟูการค้าขายของภาคเอกชนขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าความผิดหวังจะเริ่มเข้ามาแทนที่ สำหรับผู้มีเชื้อสายจีน สงครามชายแดนระหว่างเวียดนามและจีนในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1979 ได้ซ้ำเติมชะตากรรมของพวกเขารุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากความเกลียดชังที่มีต่อพวกเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 1979 ความหวาดกลัวก็เริ่มก่อตัวขึ้นว่าเวียดนามกำลังจะเริ่มต้นบังคับโยกย้ายถิ่นฐานผู้คนไปยังชนบท ซึ่งคล้ายคลึงกับสิ่งที่เขมรแดงเคยกระทำไว้ ส่งผลให้ชาวเขมรในเมืองจำนวนมากเริ่มแห่กันไปยังชายแดนตั้งแต่ช่วงกลางปี 1979 โดยในจุดนั้น ความหิวโหยยังไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก แต่กระนั้น มันก็ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 1979 รูปที่ 3.4 แสดงตำแหน่งของค่ายชายแดนต่างๆ ระหว่างช่วงปี 1979-1984 ซึ่งค่ายเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันอย่างมาก เช่นเดียวกับความถาวรของตัวค่าย การสำรวจและนับจำนวนประชากรลี้ภัยเกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง "วิกฤตฉุกเฉิน" ยุคแรกๆ เจ้าหน้าที่มักจะยอมรับตัวเลขที่ส่งมาจากผู้บริหารค่ายหรือกองทัพบกไทย และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าตัวเลขดังกล่าวได้รับการเสริมแต่งให้สูงเกินจริง ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากหลายๆ ค่าย โดยเฉพาะค่ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขมรแดง มีทั้งพลเรือนและกองกำลังต่อต้านทางทหารผสมปนเปกันอยู่ องค์กรระหว่างประเทศจึงต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากข้อกำหนดตามภารกิจหลักจำกัดให้พวกเขาสามารถให้บริการเฉพาะแก่พลเรือนเท่านั้น (Shawcross, 1984) การเข้าถึงค่ายหลายแห่งโดยองค์กรระหว่างประเทศและ NGO ถูกสั่งห้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในกรณีเช่นนั้น เสบียงอาหารจะถูกส่งมอบให้โดยตรงผ่านโครงการอาหารโลก (WFP) เพื่อให้กองทัพบกไทยนำไปแจกจ่ายต่อ ส่งผลให้ไม่สามารถทำการติดตามตรวจสอบการแจกจ่ายอาหารหรือจำนวนประชากรในค่ายโดยตรงได้เลยในกรณีดังกล่าว การมีอยู่เคียงข้างกันของประชากรผู้อยู่อาศัย (residents) กับผู้ไม่ได้อยู่อาศัย (non-residents) ที่ได้รับความช่วยเหลือบริเวณชายแดนนั้น แสดงเอาไว้ในตารางที่ 3.4 สำหรับปี 1980 ซึ่งเป็นปีที่มีประชากรมาหนาแน่นอยู่ตามแนวชายแดนมากที่สุด โดยกลุ่มผู้ไม่ได้อยู่อาศัยหมายถึงผู้ที่ถูกมองว่าเดินทางมายังชายแดนเพียงเพื่อมารับเสบียงสิ่งของเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีการระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้เลยว่ามี "ผู้ไม่ได้อยู่อาศัย" จำนวนเท่าใดที่ตัดสินใจพำนักต่อที่ชายแดน หรือมี "ผู้อยู่อาศัย" จำนวนเท่าใดที่เลือกจะเดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ หลังจากปีวิกฤตอย่างปี 1980 ตัวเลขประชากรบริเวณชายแดนที่บันทึกโดย UNICEF/WFP ลดลงอย่างก้าวกระโดดในปี 1981 ดังที่แสดงในตารางที่ 3.5 อย่างไรก็ดี ในชุดข้อมูลของหน่วยงานเหล่านี้ มีเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ไม่ได้อยู่อาศัย ถึงกระนั้น แหล่งข้อมูลของฝ่ายไทยกลับชี้ว่ายังคงมีกลุ่มคนหนาแน่นมากกว่านั้นมาก ที่เข้ามาพำนักอยู่บริเวณชายแดนอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เอกสารเชิงนโยบายของไทยฉบับหนึ่งระบุว่า ผู้คนราว 470,000 คน ยังคงอยู่ที่ชายแดนในเดือนพฤษภาคม 1981 (Royal Thai Government, 1981) และการประชุมประจำปีว่าด้วยผู้พลัดถิ่นชาวอินโดจีนที่จัดขึ้นในประเทศไทย ปี 1981 รัฐบาลไทยยังคงยืนยันว่ามีผู้ไม่ได้อยู่อาศัยตกค้างอยู่บริเวณชายแดนอีกราว 320,000 คน (CCSDPT, 1981:74) จากที่กล่าวมาข้างต้น มีความชัดเจนว่าเราคงไม่สามารถหาข้อสรุปเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับตัวเลขที่แน่ชัดบริเวณชายแดนในช่วงปีแห่งวิกฤต 1979–1980 ได้เลย แต่ว่าสิ่งที่ชัดเจนมากๆ ก็คือ ประชากรในค่ายบริเวณชายแดนมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยจำนวนประชากรในค่ายเปลี่ยนไปมาเป็นประจำตามสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนที่ผันผวน ซึ่งเกิดจากทั้งปฏิบัติการทางทหารของเวียดนาม และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฝ่ายต่างๆ บริเวณชายแดนเอง การสู้รบเกิดขึ้นระหว่างค่ายต่างๆ อยู่หลายครั้ง โดยค่ายหมากหมุ่น (Mak Moun) และค่ายหนองเสม็ด (Nong Samet) เหล่านี้อยู่ภายใต้การนำที่โหดเหี้ยมเป็นพิเศษในช่วงปีแรกๆ นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนมากยังคงย้ายไปมาระหว่างค่ายต่างๆ เพื่อตามหาญาติที่สูญหายไปนาน ในขณะที่บางคนก็เดินทางสลับไปมาระหว่างค่ายลี้ภัยกับพื้นที่ตอนในของประเทศด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน การลักลอบค้าของเล็ดลอดข้ามแดนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ค่ายหลายแห่งกลายเป็นที่อื้อฉาวเนื่องจากมาตรการต่างๆ ที่พวกเขานำมาใช้เพื่อปกป้องอิทธิพลของตนในการค้าข้ามชายแดน การมีอยู่อย่างกะทันหันของสินค้าตะวันตกในพนมเปญในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และตลอดปี 1981 เป็นหลักฐานยืนยันถึงความสำเร็จของเส้นทางการค้านี้ การเก็บภาษีสินค้าโดยทุกฝ่าย (กองทัพบกไทย กองกำลังต่อต้านชาวเขมร และฝ่ายเวียดนาม) เป็นอีกหนึ่งสิ่งจูงใจสำหรับการค้าขายดังกล่าว ซึ่งภาษีเหล่านี้ได้กลายมาเป็นแหล่งรายได้หลักสำหรับกองกำลังต่อต้านของ KPNLF และ FUNCINPEC ที่กำลังก่อตัวขึ้น (Heder, 1981) การไหลเวียนทางเศรษฐกิจที่ไปๆ มาๆ ข้ามชายแดนนี้ พร้อมกับการเคลื่อนย้ายของคนที่เกิดขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัด ได้เพิ่มความยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกต่อความพยายามในการระบุและคัดแยกการเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจและเกิดขึ้นเอง (spontaneous repatriation) ในช่วงปีเหล่านี้ ตลอดช่วงปีแห่งวิกฤต 1979 และ 1980 UNHCR ไม่ได้เข้าไปมีบทบาทหรือปรากฏตัวในค่ายชายแดนเลย คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ทำหน้าที่คุ้มครองได้แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ก็ชัดเจนว่าผู้ลี้ภัยที่แท้จริงจำนวนมาก ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทนอยู่ในค่าย ตั้งแต่ช่วงกลางปี 1980 เป็นต้นมา และก็ต่อเนื่องมาจนถึงการบุกโจมตีในฤดูแล้งของเวียดนามในช่วงปลายปี 1984 ที่ผู้คนหลายพันคนในค่าย ซึ่งรวมถึงบางส่วนที่ถูกบังคับหรือสมัครใจย้ายมายังชายแดน ได้ค่อยๆ เริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กัมพูชาอย่างเงียบๆ โดยมีผู้เดินทางกลับเองเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยได้รับการช่วยเหลืออย่างมีนัยสำคัญ Forced Repatriation in 1979 หนึ่งในเรื่องราวที่มีความมืดมนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการรับมือกับผู้ลี้ภัยของประเทศไทย — และเป็นเหตุการณ์ที่มักจะบดบังความมีน้ำใจไมตรีจิต ซึ่งรัฐบาลไทยได้เคยแสดงต่อผู้ลี้ภัย ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งของรัฐบาลและของชาวบ้านไทยตามแนวชายแดน หลายพันคนที่ได้รับผลกระทบ — ก็คือ เหตุการณ์ การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศด้วยการบังคับ ผู้อพยพ 43,000-45,000 คน เมื่อเดือนมิถุนายน 1979 (เหตุการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร) การส่งกลับโดยบังคับครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังเหตุการณ์ผลักดันกลับก่อนหน้านี้ที่มีผู้รับรู้น้อยกว่า ซึ่งเกิดขึ้นกับประชาชนประมาณ 1,500 คน การส่งกลับดังกล่าวดำเนินการโดยกองทัพบกไทย ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นในแวดวงรัฐบาลไทยว่า พื้นที่ชายแดนของตนกำลังจะถูกถั่งโถมด้วยมวลชนผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาล โดยภาวะการขาดแคลนอาหารในกัมพูชา ประกอบกับการรุกคืบทางทหารของเวียดนามเพื่อปราบปรามกองกำลังเขมรแดงที่ยังตกค้างอยู่ ได้ส่งผลให้ชาวเขมรรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวชายแดน ประชากรที่ถูกผลักดันกลับประเทศนั้นถูกกวาดต้อนมาจากค่ายชายแดนหลายแห่งทางตอนเหนือของอำเภออรัญประเทศ รวมถึงจากค่ายวัดเกาะในอรัญประเทศ โดยทั้งหมดมาจากกลุ่มคนบริเวณชายแดนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขมรแดง พวกเขาถูกต้อนขึ้นรถบัสเดินทางเป็นระยะทางราว 300 กิโลเมตรไปยังเขาพระวิหาร (ดูรูปที่ 3.4) บนยอดหน้าผาของเทือกเขาพนมดงรัก จากจุดนั้น พวกเขาถูกบังคับให้เดินกลับเข้าสู่กัมพูชาโดยลงไปตามเทือกเขาและหน้าผาที่มีป่าไม้หนาทึบ พวกเขาได้รับอาหารและน้ำเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้เลย และไม่ได้รับคำแนะนำใดๆ ในการเดินข้ามผ่านดงระเบิดขนาดใหญ่ที่ดักซุ่มอยู่ ณ เชิงเขา อัตราการเสียชีวิตจากกับดักระเบิด ภาวะขาดน้ำ และโรคท้องร่วงนั้นสูงมาก (Greve, 1987: 69) มีการเสนอแนะว่า ยอดผู้เสียชีวิตในหมู่ผู้ถูกส่งกลับจำนวน 10,000 คนนั้น ถือเป็นตัวเลขประเมินอย่างระมัดระวัง (ต่ำกว่าความเป็นจริง) แล้วด้วยซ้ำ (Mysliwiec, 1988: 98) มีเสียงประท้วงจากประชาคมระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพียงจำกัด โดยปฏิกิริยาตอบรับจาก UNHCR ถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเงียบเฉียบเป็นพิเศษ (Shawcross, 1984) อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) สถานทูตบางแห่ง และสื่อมวลชน สามารถดึงความสนใจของนานาชาติมายังการส่งกลับครั้งนี้ได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลให้เกิดการยับยั้งไม่ให้มีการผลักดันกลับเพิ่มเติม ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการผลักดันกลับครั้งนี้ คือการประสบความสำเร็จในการดึงความสนใจของนานาชาติมายังความต้องการของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา ในช่วงเวลาที่ความสนใจของโลกกำลังจดจ่ออยู่กับชะตากรรมของ "เรือนมนุษย์" ชาวเวียดนาม (Vietnamese boat people) ผู้รอดชีวิตจำนวนมากจากการผลักดันกลับในครั้งนี้ ในเวลาต่อมาได้เดินทางกลับไปยังค่ายชายแดนต่างๆ และทยอยเดินทางข้ามเข้ามาในประเทศไทยหลังปี 1985 Voluntary Organized Repatriation in 1980 นโยบายของประเทศไทยที่มีต่อผู้ลี้ภัยซึ่งเดินทางมาถึงหลังปี 1979 ได้เน้นย้ำเรื่อง การส่งกลับประเทศ (repatriation) ว่าเป็นทางออกหลักมาโดยตลอด เมื่อครั้งจัดตั้งค่าย สระแก้ว (Sakaeo / Khao I Dang) และ เขาอีด่าง (Khao I Dang) รัฐบาลไทยได้ยืนยันว่า ค่ายเหล่านี้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราวเท่านั้น จนกว่าผู้พักอาศัยจะสามารถถูกส่งกลับประเทศได้ การส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ได้รับการยินยอมอย่างไม่เต็มใจให้เป็นเพียงทางเลือกสำรอง เมื่อมีความชัดเจนว่าการส่งกลับประเทศไม่ใช่ตัวเลือกที่สามารถทำได้ทันที นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกังวลอยู่เสมอถึง "แรงดึงดูด" ของการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ กล่าวคือ ยิ่งมีการส่งคนไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามมากเท่าใด ก็ยิ่งดึงดูดผู้ลี้ภัยให้ทะลักเข้ามายังค่ายของ UNHCR มากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ข้อเน้นย้ำจึงตกอยู่กับการเจรจาข้อตกลงส่งกลับประเทศมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี เนื่องจาก ประเทศไทย ไม่เคยรับรองรัฐบาลพนมเปญ การเจรจาแบบทวิภาคีจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และฝ่ายกัมพูชาก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่แพ้กัน กล่าวคือ จนกว่ากัมพูชาจะได้รับการรับรองทางการเมืองจากประชาคมอาเซียน พวกเขาก็ไม่ยินยอมที่จะหารือเรื่องการส่งกลับประเทศเลย ตลอดช่วงต้นทศวรรษ 1980 ทางการไทยได้กล่าวอ้างถึง "แผนการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจ" (Voluntary Repatriation Plan) อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเชื่อกันว่าข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) กำลังเจรจากับกัมพูชา ในการประชุมประจำปีของ CCSDPT เมื่อปี 1981 นาวาอากาศโท ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนความพยายามในการดำเนินโครงการส่งกลับประเทศอย่างครอบคลุม (CCSDPT, 1981: 17) ในปีถัดมา จอห์น เคลลีย์ จากสำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กัมพูชา ก็ได้ย้ำถึงความสำคัญของการผลักดันแผนการส่งกลับประเทศเช่นกัน (CCSDPT, 1982:53) และในการประชุมเดียวกันนั้น ผู้แทนรัฐบาลไทยได้โยนความผิดอย่างชัดเจนไปที่กัมพูชาสำหรับความล่าช้าที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า "... ความคืบหน้าในการส่งกลับโดยสมัครใจมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ... ประเทศต้นทางไม่ยอมรับหลักการที่จะรับตัวผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับทั้งหมด" (CCSDPT, 1982: 15) ต่อมาในการประชุมประจำปีของ CCSDPT ปี 1983 ประสงค์ได้ย้ำอีกครั้งถึงความตั้งใจของไทยที่จะดำเนินแผนการส่งกลับประเทศ และความล่าช้านั้นเกิดจากการที่กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ โดยเขาระบุว่า " ... ระบอบเฮง สัมริน ทำให้แผนการนี้เป็นไปได้ยาก" (CCSDPT, 1983: 11) แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มองในแง่ดีว่าชาวเขมรตามชายแดนส่วนใหญ่ต้องการเดินทางกลับ โดยกล่าวว่า " ... หากกลุ่มแรกสามารถเดินทางไปถึงและอยู่อาศัยที่บ้านได้อย่างปลอดภัย อีก 200,000 คน ก็จะตามไป" (เรื่องเดียวกัน: 11) ในที่สุด ข้อตกลงส่งกลับประเทศระหว่างไทยและกัมพูชาก็บรรลุผลสำเร็จในปี 1989 ภายในปี 1983 เริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่าผู้ลี้ภัยยังคงสมัครใจที่จะเดินทางกลับอยู่หรือไม่ แม้ว่าผลการศึกษาช่วงก่อนหน้านี้จะแสดงให้เห็นว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากอยู่บริเวณชายแดนเพื่อความปลอดภัยมากกว่าจะต้องการเข้าร่วมกระบวนการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม (Osborne, 1980a และ 1981a) แต่ UNHCR กลับบ่งชี้ในปี 1983 ว่า จำนวนผู้ที่ต้องการเดินทางกลับนั้นมีน้อยมาก (CCSDPT, 1983: 71) ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า การหนาแน่นอย่างมากขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ทำให้ชีวิตในค่ายลี้ภัยสบายเกินไป บริการด้านต่างๆ เช่น สาธารณสุขและการศึกษา ก็ดีกว่าที่มีอยู่ในกัมพูชาอย่างมาก จนโครงการของ NGO เหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศเสียเอง (เรื่องเดียวกัน: 71) ตารางที่ 3.2 แสดงให้เห็นว่าแทบไม่มีการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจที่เป็นระบบเกิดขึ้นอีกเลยหลังจากปี 1980 การส่งกลับประเทศโดยสมัครใจอย่างเป็นระบบขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นจริง คือเหตุการณ์ในเดือนมิถุนายน ปี 1980 ซึ่งได้กล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ในส่วนนี้ โดยได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทยและได้รับความเห็นชอบจาก UNHCR แต่ไม่ได้ผ่านการเจรจากับทางการกัมพูชาหรือเวียดนาม อันที่จริง ทางการเวียดนามและกัมพูชาคัดค้านการส่งกลับครั้งนี้อย่างรุนแรง ผู้ลี้ภัยถูกกำหนดให้ส่งกลับไปยังพื้นที่ชายแดนที่ควบคุมโดยฝ่ายเขมรเสรีและเขมรแดง ซึ่งทางการไทยได้วางแผนไว้ให้มีผู้ลี้ภัยเข้าร่วมในการเคลื่อนย้ายครั้งนี้ประมาณ 100,000 คน (Shawcross, 1984: 315) แต่จากจำนวน 9,022 คนที่ถูกส่งกลับจริงก่อนที่การบุกรุกตอบโต้ของเวียดนามเข้ามาในประเทศไทยจะทำให้กระบวนการนี้หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน มีประมาณ 7,500 คนมาจากค่ายสระแก้ว ซึ่งเป็นกลุ่มเขมรแดงสายแข็งหรือเป็นคนที่อยู่ใต้การควบคุมของเขมรแดงที่น่าจะถูกบังคับให้เดินทางกลับ ส่วนจำนวนที่เหลือมาจากค่ายเขาอีด่าง ทุกคนถูกส่งกลับไปยังพื้นที่ชายแดน และไม่มีใครได้กลับเข้าสู่พื้นที่ตอนในของกัมพูชาโดยตรง โดยพื้นฐานแล้วพวกเขากำลังถูกส่งกลับเข้าสู่เขตสงคราม และเนื่องจากการเคลื่อนย้ายของพวกเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังต่อต้าน ซึ่งความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของกองกำลังเหล่านี้ขึ้นอยู่กับฐานประชากรจำนวนมาก จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่คนส่วนใหญ่จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนอยู่ที่ชายแดน ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็ต้องอพยพกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านถูกตีพ่ายและถูกผลักดันเข้ามาในฝั่งไทยจากการบุกใหญ่ของเวียดนามในปี 1984–1985 ภายหลังการบุกรุกของเวียดนาม UNHCR ได้กลายเป็นฝ่ายที่ไม่ยินยอมที่จะให้ความร่วมมือกับการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจเพิ่มเติมอีกต่อไป หากไม่มีสัญญาณหรือข้อบ่งชี้จากทางการพนมเปญว่ายินดีที่จะรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับคืนไป อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังคงยืนยันผลักดันถึงความจำเป็นที่จะต้องส่งผู้คนจำนวนมากขึ้นจากศูนย์พักพิงชั่วคราว (holding centres) กลับไปยังบริเวณชายแดน Relocation 1980 - 1986 แทบจะไม่มีความแตกต่างที่แท้จริงเลย เว้นแต่เพียงเรื่องชื่อเรียก ระหว่าง การส่งกลับประเทศโดยสมัครใจอย่างเป็นระบบ (organized voluntary repatriation) ในช่วงกลางปี 1980 กับ การย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจ (voluntary relocation) ไปยังบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงห้าปีต่อมา กล่าวคือ เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งการควบคุมในระดับหนึ่งเหนือการผลักดันผู้คนไปยังชายแดนอย่างต่อเนื่องโดยบังคับของกองทัพบกไทย UNHCR จึงได้ตกลงเข้าร่วมในโครงการ "การย้ายถิ่นฐาน" ซึ่งผู้คนจะถูกย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจจากศูนย์พักพิงชั่วคราว (holding centres) ไปยังค่ายชายแดนต่างๆ โดยการเคลื่อนย้ายเหล่านี้ถูกติดตามและตรวจสอบโดยหน่วยงาน (UNHCR) เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นยังคงมีความกังวลอย่างมากในหมู่ผู้สังเกตการณ์ภายนอกเกี่ยวกับขอบเขตของการบังคับขู่เข็ญที่เกิดขึ้นในกระบวนการย้ายถิ่นฐานดังกล่าว โดยรวมแล้ว มีผู้ลี้ภัยประมาณ 32,500 คนที่ถูกย้ายไปยังบริเวณชายแดนอย่างเป็นทางการโดยสมัครใจจากค่ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของ UNHCR โดยเป็นกลุ่มที่ถูกย้ายระหว่างปี 1981 จำนวน 18,500 คน (ตารางที่ 3.2) และนอกจากนี้ ยังต้องรวมถึงผู้ลี้ภัยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ทราบแน่ชัดซึ่งถูกย้ายอย่างลับๆ ก่อนที่โครงการย้ายย้ายถิ่นฐานจะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าประชากรที่ถูกย้ายเหล่านี้ยังคงอยู่ที่ชายแดนหรือขยับลึกเข้ามาในประเทศไทย ข้อมูลบอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ชี้ว่า บางคนย้ายกลับไปที่ชายแดนโดยเฉพาะเพื่อที่จะเดินทางกลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากเริ่มหมดความอดทนหรือหมดหวังกับชีวิตในค่าย ส่วนคนอื่นๆ ย้ายไปยังชายแดนเพื่อตามหาญาติที่สูญหาย ซึ่งการค้นหาดังกล่าวก็ทำให้บางคนเดินทางกลับเข้าสู่กัมพูชาเช่นกัน เจ้าหน้าที่บางคนใน UNHCR เชื่อว่าการย้ายถิ่นฐานที่ประสบความสำเร็จจะช่วยลดความต้องการไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม โดยในการประชุมประจำปีของ CCSDPT ปี 1982 เจ้าหน้าที่ UNHCR คนหนึ่งได้ระบุว่า "... สำหรับผู้ลี้ภัยทุกๆ หนึ่งคนที่เดินทางกลับบ้าน (จากชายแดน) อาจมีอีกสิบวันที่คิดทบทวนอีกครั้งเกี่ยวกับการเดินทางออกไป (ตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม)" (CCSDPT, 1982:2) ประชากรส่วนใหญ่ที่ถูกย้ายยังคงอยู่ที่บริเวณชายแดน และในที่สุดก็ถูกผลักดันหรือต้องอพยพย้ายถิ่นฐานกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งในช่วงปี 1984–1985 1985 - Present ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1984 เมื่อฤดูแล้งเริ่มต้นขึ้น กองกำลังเวียดนามได้เปิดฉากการบุกโจมตีครั้งใหญ่โดยมีเป้าหมายเพื่อขับไล่ฝ่ายต่อต้านให้ออกไปจากกัมพูชาอย่างถาวร ยุทธการของพวกเขาประสบความสำเร็จ โดยเมื่อเข้าสู่ต้นปี 1985 ค่ายฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ถูกบีบบังคับให้ต้องถอยร่นเข้ามายังประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ บทใหม่ในประวัติศาสตร์ของผู้พลัดถิ่นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้น ภายในเดือนกรกฎาคม 1985 มีผู้คนประมาณ 220,000 คน ได้รับการจัดให้อยู่ในพื้นที่อพยพภายในประเทศไทย โดยประชากรส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้และตอนเหนือของอรัญประเทศ (รูปที่ 3.5) หลังจากมีการย้ายถิ่นฐานในระยะแรกแล้ว ประชากรในค่ายชายแดนเริ่มเข้าสู่สภาวะคงที่ช่วงปลายปี 1985 ในค่ายหลักสามแห่ง ได้แก่ พื้นที่อพยพที่ 2 (Site 2) พื้นที่อพยพ บี (Site B) และพื้นที่อพยพที่ 8 (Site 8) รวมถึงค่ายขนาดเล็กกว่าอีกสองสามแห่ง (ตารางที่ 3.6) ซึ่งบางแห่งได้ปิดตัวลงหรือถูกรวมเข้าด้วยกันในเวลาต่อมา ทั้งหมดนี้ได้รับการช่วยเหลือจาก UNBRO แม้ว่าการเข้าถึงค่ายที่ควบคุมโดยเขมรแดงจะถูกจำกัดอย่างเข้มงวดจากประชาคมระหว่างประเทศจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม นอกจากนี้ ค่ายคุ้มครองของ UNHCR ที่เขาอีด่าง ยังคงเหลือประชากรตกค้างที่ได้รับการพิจารณาเพื่อส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่เรื่อยมาจนถึงต้นปี 1987 บทสรุปสังเขปเกี่ยวกับสถานการณ์ค่ายผู้ลี้ภัยในปัจจุบันได้ถูกจัดทำไว้ด้านล่าง ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ในการสร้างภูมิหลังไปสู่แนวโน้มการส่งกลับประเทศในปัจจุบัน และสำหรับการอภิปรายถึงปัญหาที่สามารถคาดการณ์ได้เมื่อการส่งกลับประเทศอย่างเป็นระบบเกิดขึ้น ตลอดจนการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจและเป็นไปเองตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นควบคู่กันในอนาคต UNHCR camps จำนวนประชากรในค่ายเขาอีด่างลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อประชากรได้รับการย้ายถิ่นฐาน และนับวันค่ายแห่งนี้ก็ยิ่งกลายเป็นศูนย์รวมของผู้คนที่ถูกปฏิเสธการย้ายถิ่นฐาน โดยหลายคนถูกปฏิเสธจากมากกว่าหนึ่งประเทศ เมื่อความหวังในการย้ายถิ่นฐานใหม่เริ่มลดน้อยลง ประเทศไทยจึงประกาศปิดค่ายแห่งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 1986 เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันดังกล่าว การคัดเลือกประชากรที่เหลืออยู่เพื่อย้ายถิ่นฐานจึงถูกเร่งรัดขึ้นอีกครั้งในปี 1988 หลังจากนั้น ทางการไทยได้ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการว่า ประชากรที่เหลืออยู่ทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปยังชายแดน เพื่อเตรียมส่งกลับประเทศในท้ายที่สุด การย้ายประชากรกลุ่มแรกที่เป็นผู้อาศัยในค่ายอย่างผิดกฎหมายไปยังค่ายชายแดนได้เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 1987 แม้ว่าโดยสภาพทางกายภาพ ค่ายแห่งนี้จะยังคงเปิดอยู่อย่างเป็นทางการด้วยจำนวนประชากรราว 11,600 คน ในเดือนธันวาคม 1989 แต่ในปัจจุบัน ค่ายได้ปิดรับกระบวนการย้ายถิ่นฐานเพิ่มเติมแล้ว ยกเว้นกรณีการรวมตัวของครอบครัว อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ผู้ที่ยังคงเหลืออยู่ในค่ายจะเข้าข่ายเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้ย้ายถิ่นฐานใหม่ ผลกระทบแบบแม่เหล็กดึงดูดของการตั้งถิ่นฐานใหม่จากเขาอีด่าง ซึ่งมักจะดึงดูดผู้คนเข้ามาเสมอ (แม้ว่าจะเข้ามาอย่างผิดกฎหมายและมักต้องจ่ายค่าตอบแทนในราคาที่สูงก็ตาม) ยังคงส่งผลกระทบเช่นนี้เรื่อยมา แม้ว่าทางการไทยไม่ได้ปฏิบัติตอบต่อผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในค่ายอย่างเป็นมิตรก็ตาม ยอดผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่เดินทางมาถึงนับตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งแสดงในตารางที่ 3.2 ในความเป็นจริงแล้ว คือ ผู้ที่แอบเล็ดลอดเข้าสู่เขาอีด่างโดยผิดกฎหมายและได้รับการอภัยโทษ/ผ่อนผันสถานะเป็นระยะๆ ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการแบ่งแยกกลุ่มประชากรตามวันเวลาที่เดินทางมาถึง โดยผู้ที่เดินทางมาถึงจนถึงช่วงปลายปี 1982 ถูกจัดสถานะเป็นผู้ถือบัตร KD (KD card holders ซึ่งหมายถึงผู้มาถึงยุคแรก) ผู้ที่เดินทางมาถึงในปี 1983 กลายเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ถือบัตรครอบครัว (Family Card holders) และผู้ที่เดินทางมาถึงจนถึงเดือนสิงหาคม 1984 ถูกจัดสถานะเป็นผู้ถือบัตรปันส่วนอาหาร (Ration Card holders) อย่างเป็นทางการแล้ว มีเพียงกลุ่มแรกเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ อย่างไรก็ตาม ในระลอกการเลือกส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระลอกสุดท้ายในปี 1988 และต้นปี 1989 ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดได้รับการนำมาพิจารณา ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาได้เปิดการสัมภาษณ์ใหม่อีกครั้งแก่ผู้ลี้ภัยทั้งหมด 11,319 คนที่เคยปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ และได้กลับคำตัดสินที่เคยปฏิเสธไปประมาณร้อยละ 24 ของกรณีทั้งหมด (US Committee for Refugees, 1989: 8) ส่วนผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อไม่นานมานี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ถือบัตร KT (KT Card holders) และทั้งหมดถูกกำหนดให้ย้ายไปยังค่ายบ้านทัด (Ban That) ซึ่งเป็นส่วนแยกเสริมของพื้นที่อพยพที่ 2 (Site 2) แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมของ UNHCR แทนที่จะเป็น UNBRO ก็ตาม การย้ายคนเหล่านี้ไปยังบ้านทัด และการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับประชากรในค่ายชายแดนที่ถูกกำหนดไว้สำหรับการส่งกลับประเทศในท้ายที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพิ่มเติมมายังเขาอีด่าง และขจัดภาพลวงตาใดๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ประเด็นเดี่ยวที่สำคัญที่สุดที่ต้องได้รับการจัดการ ณ เขาอีด่าง ในขณะนี้ คือ เรื่องสถานะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นค่ายสำหรับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ไปสู่การเป็นค่ายที่ประชากรถูกกำหนดเป้าหมายไว้สำหรับการส่งกลับประเทศ นี่หมายความว่าลักษณะของการให้บริการจำเป็นต้องได้รับการปรับทิศทางใหม่ และประชากรในค่ายซึ่งเชื่อมั่นตลอดทศวรรษที่ผ่านมาว่าจะได้รับการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ บัดนี้จะต้องได้รับการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งกลับประเทศ ขณะที่ประการแรก (การปรับทิศทางบริการ) สามารถบรรลุผลได้โดยง่ายโดยองค์กรพัฒนาเอกชนภายในค่าย แต่ประการหลัง (การเตรียมสภาพจิตใจประชากร) กลับเป็นแนวโน้มที่ยากลำบากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นนี้จะได้รับการจัดการเพิ่มเติมเมื่อมีการอภิปรายถึงศักยภาพสำหรับการส่งกลับประเทศในอนาคตในส่วนถัดไปของรายงานฉบับนี้ Border camps แม้ว่าค่ายชายแดนต่างๆ จะได้รับการช่วยเหลือจาก UNBRO และองค์กร NGO ที่ร่วมมือ แต่แต่ละค่ายกลับได้รับการบริหารจัดการโดยคณะบริหารชาวเขมรของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากค่ายของ UNHCR ที่สวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ UNHCR ขณะที่ หน่วยควบคุมผู้พลัดถิ่นกัมพูชา (DPPU) ของไทยทำหน้าที่บริหารจัดการค่าย คุ้มกันความปลอดภัย และควบคุมการเข้าออกค่าย ทว่าในค่ายชายแดนนั้น UNBRO เป็นเพียงหน่วยงานผู้ให้บริการที่ส่งมอบอาหาร ตลอดจนบริการด้านสังคม การศึกษา และการสาธารณสุขในรูปแบบต่างๆ เท่านั้น แนวร่วมทางการเมืองทั้งสามฝ่ายของ รัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย (CGDK) ได้รับการรับรองในฐานะรัฐบาลพลัดถิ่นของกัมพูชา และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับมอบหมายความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการ "ปกครอง" ประชากรของตนภายในค่ายจากทางการไทย โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาเปรียบเสมือน "รัฐซ้อนรัฐ" (states within a state) โดยแนวร่วมทั้งสามฝ่ายต่างมีสำนักงานทางการเมืองและมีสถานะกึ่งการทูตอยู่ในกรุงเทพฯ ตำแหน่งที่ตั้งของค่ายชายแดนที่ได้รับการช่วยเหลือจาก UNBRO ในปัจจุบัน แสดงไว้ในรูปที่ 3.5 และจำนวนประชากรได้ถูกสรุปไว้ในตารางที่ 3.6 ตัวเลขประชากรยังคงเป็นประเด็นที่มีการคาดเดาอย่างมาก และมีความคลาดเคลื่อนอย่างเห็นได้ชัดระหว่างตัวเลขที่ผู้บริหารค่ายยื่นต่อ UNBRO กับตัวเลขที่ UNBRO จัดทำขึ้นจากการนับจำนวนคนจริงเป็นระยะๆ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะสรุปอ้างอิงเกี่ยวกับการย้ายถิ่นออกจากค่าย และการส่งกลับประเทศโดยสมัครใจที่เป็นไปได้ เมื่อตัวเลขแสดงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการสำรวจนับจำนวนประชากร ตัวอย่างเช่น ตารางที่ 3.6 แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญยิ่งของประชากรในพื้นที่อพยพที่ 2 (Site 2) ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1989 ความแตกต่างนี้เป็นผลมาจากสำมะโนประชากรที่จัดทำขึ้นในช่วงกลางปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารค่ายได้ตกแต่งตัวเลขสถิติให้สูงเกินจริง ต้องไม่ลืมว่าจำนวนประชากรเป็นตัวกำหนดการจัดสรรเสบียงปันส่วน และแม้ว่า UNBRO จะพยายามติดตามสอดส่องการจัดสรรอย่างใกล้ชิด แต่ผู้บริหารค่ายกลับได้รับผลประโยชน์จากการถือครองเสบียงปันส่วนที่เกินมา เนื่องจากกองกำลังทหารของพวกเขาก็จำเป็นต้องได้รับอาหารด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าจะมีการค้าขายสมุดปันส่วนอาหารกันอย่างแพร่หลาย โดยแนวปฏิบัติที่พบเห็นได้ทั่วไปคือการที่ประชาชนนำสมุดปันส่วนอาหารของตนไปขาย แล้วลงทะเบียนเป็นผู้เดินทางมาถึงใหม่ในเวลาต่อมา ส่งผลให้ได้รับสมุดเล่มใหม่ และเป็นการเพิ่มยอดประชากรในค่ายให้สูงเกินจริงไปพร้อมๆ กัน การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของประชากรในค่ายเกิดจากผู้เดินทางมาถึงใหม่จากกัมพูชา การย้ายมาจากค่ายอื่นเป็นครั้งคราว การเดินทางกลับกัมพูชาเองตามธรรมชาติ กรณีการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เกิดขึ้นได้ยากผ่านบทบัญญัติการรวมครอบครัว และการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ผู้เดินทางมาถึงใหม่ (ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหัวข้อ 3.4.4.2) และการย้ายระหว่างค่ายจะได้รับสอดส่องและติดตามโดย UNBRO รวมทั้งเคสตั้งถิ่นฐานใหม่ทั้งหมดจะได้รับการบันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติเข้ามาคำนวณรวมในสมการการเปลี่ยนแปลงประชากร ก็ยิ่งก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนและความผิดปกติของสถิติตามมาอีกมาก ตัวอย่างเช่น ในตารางที่ 3.7 มีความพยายามที่จะนำการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติเข้ามาคำนวณรวม ณ พื้นที่อพยพที่ 2 (Site 2) ในระหว่างการนับจำนวนประชากรในเดือนมกราคม ค.ศ. 1987 และในเดือนกรกฎาคม 1989 แผนกการแพทย์ของ UNBRO ชี้ว่า อัตราการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติต่อปีสูงถึงร้อยละ 4.5 (UNBRO, 1989: 10) เมื่อนำตัวเลขนี้ไปใช้นวณกับยอดประชากร 144,202 คนจากการนับจำนวนในเดือนมกราคม ค.ศ. 1987 ยอดประชากรในเดือนกรกฎาคม 1989 ควรจะเติบโตขึ้นเป็น 164,613 คน โดยยังไม่ได้ปรับแก้ด้วยการย้ายเข้าหรือย้ายออก อย่างไรก็ดี ในเดือนธันวาคม 1988 UNBRO รายงานยอดประชากรไว้ที่ 174,877 คน ซึ่งภายหลังการนับจำนวนจริงในช่วงกลางปี 1989 ยอดดังกล่าวกลับถูกปรับลดลงเหลือเพียง 139,462 คน ยอดส่วนต่างของการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติหายไปไหน? แล้วผู้เดินทางมาถึงใหม่จำนวนค่อนข้างมากที่ถูกบันทึกไว้ระหว่างปี 1987-1989 ล่ะ? ตัวเลขที่ลดต่ำลงจากการนับจำนวนจริงช่วงกลางปี 1989 กำลังบ่งชี้ว่ามีการย้ายออกสุทธิขนาดใหญ่เกิดขึ้นใช่หรือไม่? และหากเป็นเช่นนั้น ผู้คนที่หายไปเหล่านี้ได้เดินทางกลับประเทศเองตามธรรมชาติแล้วใช่หรือไม่? ไม่มีคำถามใดในกลุ่มนี้ที่สามารถตอบได้อย่างฟันธงเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม คำถามเหล่านี้ช่วยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นถึงปัญหาความผันผวนและไม่แน่นอนของตัวเลขสถิติที่ดำรงอยู่ตามแนวชายแดนมาโดยตลอดนับตั้งแต่วิกฤตการอพยพปี 1979 เริ่มต้นขึ้น พื้นที่อพยพที่ 2 (Site 2) ถือเป็นค่ายชายแดนที่ใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ค่ายแห่งนี้เปรียบเสมือน "เมืองแห่งไม้ไผ่" ที่รองรับประชากรราว 150,000 คน ภายใต้การควบคุมของแนวร่วมปลดปล่อยชาติขแมร์ (KPNLF) ค่ายถูกบริหารจัดการแยกออกเป็น 5 ส่วนโดยอิสระ ซึ่งแต่ละส่วนมีชุดคณะบริหารของตนเอง สะท้อนถึงพื้นที่ชายแดนเดิมก่อนปี 1985 อันเป็นถิ่นที่มาของประชากรในค่าย (รูปที่ 3.6) และเนื่องจากรอยร้าวทางการเมืองในปัจจุบันภายในกลุ่ม KPNLF ระหว่าง ซอน ซาน (Sonn San) กับ พลเอก ซัก ซุตสคาน (General Sak) ค่ายแห่งนี้จึงเกิดความแตกแยกแบ่งออกเป็นฝ่ายตามอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นกัน แม้ว่าฐานทัพทางทหารของ KPNLF จะตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของค่าย แต่บรรดาทหารก็มักจะเดินทางเข้ามาในค่ายอยู่เสมอ เนื่องจากส่วนใหญ่มีครอบครัวอาศัยอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลทหารตั้งอยู่ติดกับค่าย และโครงการฝึกอาชีพหลายโครงการที่บริหารโดยชาวเขมร ก็ให้บริการแก่กองกำลังฝ่ายทหารของ KPNLF อย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน ค่ายแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนเพียงหนึ่งกิโลเมตรเท่านั้น จึงมักตกเป็นเป้าการยิงปืนใหญ่โจมตีโดยกองกำลังกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง โดยในช่วงฤดูร้อนปี 1989 ได้เกิดการยิงปืนใหญ่ถล่มอย่างหนักหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับที่เกิดขึ้น ณ พื้นที่อพยพที่ 8 (Site 8) ก็ตาม ผลกระทบทางจิตวิทยาและการบั่นทอนกำลังใจต่อพลเรือนจากการยิงปืนใหญ่เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถประเมินค่าสูงเกินจริงได้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความไม่ปลอดภัยภายในค่ายอย่างรุนแรง ทั้งอาชญากรรม อบายมุข อาวุธปืนที่มีอยู่อย่างเกลื่อนกลาด และความรุนแรงในครอบครัวที่แพร่ระบาด (Lawyer Committee, 1987) การจัดตั้งกองกำลังตำรวจเขมร (Khmer Police Force) และระบบกระบวนการยุติธรรมเขมร (Khmer Judicial System) ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้โดย UNBRO ร่วมกับหน่วย DPPU และคณะบริหารชาวเขมร คาดว่าจะช่วยลดปัญหาความไม่ปลอดภัยลงได้บ้างในระยะยาว ความหนาแน่นของประชากรภายในค่ายอยู่ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตทางตอนเหนือของค่าย มีการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และต้องขนส่งน้ำดื่มเข้ามาในค่ายด้วยรถบรรทุก การขยายพื้นที่แปลงผักสวนครัวซึ่งช่วยเสริมรายได้และปรับปรุงโภชนาการโดยรวม ก็ถูกจำกัดโดยปัญหาการขาดแคลนน้ำเช่นกัน ด้านบริการสาธารณสุขถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และมีสถานศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนการฝึกอาชีพเพิ่งได้รับการนำเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ แต่ขณะนี้กำลังได้รับการผลักดันอย่างแข็งขัน โครงการการบริหารจัดการตนเองโดยชาวเขมร (Khmer Self Management - KSM) กำลังได้รับการส่งเสริมเมื่อเป็นไปได้ และมีชาวเขมรจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาทำหน้าที่แทนอาสาสมัครต่างชาติและเจ้าหน้าที่ไทย โดยโปรแกรมส่วนใหญ่ดำเนินการในนามของ UNBRO โดย โคเออร์ (COERR - โครงการสงเคราะห์ผู้ลี้ภัยและผู้ประสบภัยพิบัติ โคเออร์) แม้ว่าค่ายจะได้รับการบริหารจัดการโดยกลุ่ม KPNLF แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายแนวร่วมจะได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งนี้ ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากระบุถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าในหมู่ประชากรจำนวนมากในค่ายที่จะย้ายไปอยู่ในค่ายที่เป็นกลาง โดยอาจมีผู้ใหญ่มากถึงร้อยละ 60 ที่ไม่อิงฝ่ายการเมืองใดๆ และคนส่วนใหญ่เหล่านี้จะเลือกอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกลางหากได้รับโอกาส อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่ม KPNLF ได้โต้แย้งข้อเสนอแนะดังกล่าวอย่างชัดเจน และคัดค้านอย่างรุนแรงต่อการหารือใดๆ เกี่ยวกับค่ายที่เป็นกลาง โศกซาน (Sok Sann) เป็นค่ายพลเรือนของ KPNLF ที่มีขนาดเล็กกว่า ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนทางตอนใต้ ค่ายแห่งนี้มีบทบาทหลักในการเป็นฐานสนับสนุนสำหรับกองกำลังทหารบริวาร และอยู่ภายใต้การบริหารส่วนกลางที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินงานด้วยความเป็นอิสระในระดับสูงจากค่ายคู่ขนานอย่างพื้นที่อพยพที่ 2 (Site 2) พื้นที่อพยพ บี (Site B) ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า เขากรวด (Green Hill) เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่มีประชากรมากกว่า 50,000 คน ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าใกล้กับยอด ทิวเขาพนมดงรัก (Dangrek escarpment) ค่ายแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นของพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) และกองกำลังทหารปีกซ้าย นั่นคือ กองทัพแห่งชาติสีหนุ (ANS/AFS) ฐานทัพบริวารของค่ายได้รับการย้ายเข้าไปยังพื้นที่ยึดครอง/พื้นที่ปลดปล่อยภายในประเทศกัมพูชาเมื่อช่วงต้นปี 1990 และในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 เจ้านโรดม สีหนุ ได้ทรงประกาศว่า พระองค์ได้เสด็จกลับจากการลี้ภัยในกรุงปารีสและกรุงปักกิ่ง เพื่อมาประทับใน "พื้นที่ปลดปล่อย" ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนกัมพูชาเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ค่ายแห่งนี้ได้รับการบริหารจัดการเป็นอย่างดี โดยมีคณะผู้บริหารที่ทำงานอย่างเป็นยูนิตทรงพลังและเกาะกลุ่มกัน แน่นอนว่าบางคนอาจอภิปรายว่าค่ายนี้ได้รับการปกครองแบบอำนาจนิยมยิ่งกว่าพื้นที่อพยพที่ 8 (Site 8) ที่บริหารโดยเขมรแดงเสียอีก อย่างไรก็ดี ค่ายนี้ค่อนข้างเปิดกว้างและมีชาวบ้านปลูกพืชผักสวนครัวจำนวนมากในพื้นที่ติดต่อ สถานการณ์ความมั่นคงถือว่าเหนือกว่าพื้นที่อพยพที่ 2 หรือพื้นที่อพยพที่ 8 เนื่องจากไม่เคยมีการยิงปืนใหญ่ตกใส่ค่ายแห่งนี้เลย ความมั่นคงภายในก็อยู่ในเกณฑ์ดี และปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่อพยพที่ 2 ปรากฏให้เห็นที่นี่น้อยมาก จำนวนประชากรได้เติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอเรื่อยมาจากการย้ายเข้ามาของผู้คนจากค่ายอื่น นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนประชากรหญิงสูงอย่างเด่นชัด เนื่องจากการเกณฑ์และการเข้าร่วมในฝ่ายทหารของผู้ชายสูงมาก โดยภาพรวมแล้ว ดูเหมือนจะมีความจงรักภักดีและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อพรรคฟุนซินเปกและอุดมการณ์ของเจ้านโรดม สีหนุ ในหมู่ประชากรส่วนใหญ่ พื้นที่อพยพที่ 8 (Site 8) เป็นค่ายที่บริหารโดยเขมรแดงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาและอยู่ใกล้กับแนวชายแดนอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับพื้นที่อพยพที่ 2 ค่ายแห่งนี้ตกเป็นเป้าการยิงปืนใหญ่ถล่มบ่อยครั้ง และต้องอพยพผู้คนมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงฤดูร้อนปี 1989 เนื่องจากความรุนแรงของการยิงปืนใหญ่ ปัจจุบันค่ายมีประชากรประมาณ 33,000 คน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ค่ายเคยถูกจำกัดการเข้าถึงสำหรับผู้มาเยือน แต่ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ค่ายได้รับการเปิดให้เป็น "ค่ายจัดแสดง/ตัวอย่าง" (showcase) โดยคณะบริหารเขมรแดง อย่างไรก็ดี สถานการณ์นี้ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงค่ายบริวารอีกสามแห่งที่อยู่ใกล้เคียง การบริการด้านสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐานมีพร้อมให้บริการ และศูนย์ฝึกอาชีพเพิ่งเปิดทำการเมื่อไม่นานมานี้ ค่ายแห่งนี้มีปัญหาในการดึงดูดอาสาสมัครต่างชาติมากกว่าค่ายอื่นๆ เนื่องจากอาสาสมัครที่มีศักยภาพจำนวนมากเลี่ยงที่จะให้บริการแก่กลุ่มคนที่พวกเขาเล็งเห็นว่าเป็นประชากรเขมรแดง นอกจากนี้ ในช่วงแรกยังเกิดแรงต้านจากคณะบริหารค่ายต่อการนำเสนอโปรแกรมทางสังคมและการศึกษาบางประเภท ทว่าความปรารถนาเมื่อไม่นานมานี้ของฝ่ายเขมรแดงที่ต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ปฏิรูป/ผ่อนปรนมากยิ่งขึ้น ได้ช่วยลดทอนแรงต้านดังกล่าวลง ทั้งนี้ มีการทำสวนครัวในค่ายแห่งนี้มากกว่าค่ายอื่นๆ ทั้งหมด ประชากรในค่ายยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของเขมรแดง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ใช่ผู้สนับสนุนเขมรแดงอย่างอุทิศตนก็ตาม การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย (Lawyers Committee, 1987) และฉากหน้าของความผ่อนปรนที่ถูกนำมาเคลือบฉาบไว้นั้น ไม่ได้ช่วยบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า ประชาชนยังคงหวาดกลัวการแก้แค้นจากเขมรแดง หากพวกเขาก้าวพลาดหรือทำผิดกฎ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีการพูดคุยอย่างเปิดเผยในหมู่ผู้อยู่อาศัยถึงความปรารถนาที่จะย้ายไปอยู่ในค่ายที่เป็นกลาง อย่างไรก็ตาม ประมาณการโดยผู้สังเกตการณ์ที่มีข้อมูลวงในระบุว่า จำนวนผู้ที่ต้องการย้ายไปอยู่ค่ายเช่นว่านั้นมีตั้งแต่ร้อยละ 30 ไปจนถึงสูงถึงร้อยละ 80 ในช่วงต้นปี 1990 มีความหวาดกลัวอย่างแพร่หลายภายในค่ายเกี่ยวกับการบังคับย้ายถิ่นฐานประชากรทั้งหมดอย่างกระทันหันที่กำลังจะเกิดขึ้น ไปยังพื้นที่ยึดครอง/พื้นที่ปลดปล่อยของเขมรแดงภายในประเทศกัมพูชา ค่ายที่เหลือ ได้แก่ โอตราด (O'Trao) บ่อไร่ (Borai) และพื้นที่อพยพ เค (Site K) ทั้งหมดล้วนควบคุมโดยเขมรแดง และเปิดให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าถึงได้น้อยกว่ามาก อย่างไรก็ดี UNBRO, คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และองค์กร NGO พันธมิตรยังคงสามารถเข้าถึงได้ ทั้งนี้ ค่ายโอตราดจัดตั้งขึ้นในปี 1988 ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม และรองรับประชากรที่ย้ายมาจากค่ายเขมรแดงแห่งอื่นๆ ในเขตตอนเหนือ ขณะที่พื้นที่อพยพ เค ก็จัดตั้งขึ้นในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้นเช่นกัน สำหรับบ่อไร่ยังคงเป็นค่ายที่ห่างไกลความเจริญที่สุดในบรรดาค่ายเหล่านี้ และอยู่ในกระบวนการถูกทิ้งร้างในช่วงต้นปี 1990 เนื่องจากประชากรในค่ายถูกย้ายเข้าไปภายในกัมพูชา หรืออีกทางหนึ่งคือถูกย้ายไปที่พื้นที่อพยพ เค เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อพยพที่ 2, 8 และบี ค่ายเหล่านี้ยังคงได้รับบริการขั้นพื้นฐานในระดับต่ำสุด และแทบจะไม่มีการติดต่อกับโลกภายนอกเลย The 'Hidden' Camps คำว่า "ค่ายลับ" (hidden camps) ถูกนำมาใช้เรียกค่ายทหารและค่ายผสมระหว่างทหารกับพลเรือนหลากหลายแห่งที่อยู่นอกเหนือจากการคุ้มครองและการเฝ้าระวังของประชาคมระหว่างประเทศ ค่ายเหล่านี้ปิดรับบุคคลภายนอก ยกเว้นเจ้าหน้าที่กองทัพบกไทยซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการส่งมอบอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์อื่นๆ รวมถึงอาวุธ เนื่องจากลักษณะที่เป็นระบบปิด จึงไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับจำนวนประชากรในค่ายเหล่านี้ หรือสัดส่วนที่เป็นพลเรือน อย่างไรก็ตาม ประมาณการประชากรโดยทั่วไปอยู่ที่ระหว่าง 50,000-60,000 คน และด้วยความสำเร็จทางการทหารของขบวนการต่อต้านนับตั้งแต่การล่มสลายในปี 1989 มีหลักฐานล่าสุดจำนวนมากที่ชี้ว่า ประชากรถูกย้ายออกจากค่ายเหล่านี้ไปยังพื้นที่ยึดครอง/ปลดปล่อยภายในประเทศกัมพูชา กลุ่มเขมรแดงครอบครองค่ายลักษณะนี้เป็นจำนวนมากที่สุด โดยมีค่ายบริวาร 3 แห่งตั้งอยู่ใกล้กับค่าย Site 8 ซึ่งอย่างน้อยหนึ่งแห่งในนั้นมีประชากรพลเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนอีกสองแห่งตั้งอยู่ตามแนวชายแดนส่วนกลางในบริเวณใกล้เคียงกับอำเภอตาพระยา และมีอย่างน้อยอีกสองแห่งตามแนวชายแดนทางตอนเหนือทางทิศตะวันออกของค่ายโอตราด (O'Trao) ที่เปิดกว้างมากกว่า การปลีกตัวปิดเมืองตามนโยบายของตนเองในค่ายเหล่านี้ หมายความว่าประชากรในค่ายถูกปฏิเสธบริการสาธารณสุขชุมชน เช่น การฉีดวัคซีนพื้นฐานป้องกันโรคติดต่อในเด็ก ในช่วงฤดูร้อนปี 1989 ได้เกิดการระบาดของโรคโปลิโอขึ้นในค่ายบริวารของ Site 8 ซึ่งคาดว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีอาศัยอยู่ราว 10,000 คน หลังจากนั้นจึงมีการจัดหาวัคซีนให้ แต่ให้เฉพาะเด็กที่ถูกนำตัวออกจากค่ายไปยังพื้นที่ที่เป็นกลางซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรจากค่ายเท่านั้น และเกิดขึ้นหลังจากที่มีเด็กเสียชีวิตไปแล้วหลายคน และคนอื่นๆ กลายเป็นอัมพาตอย่างรุนแรง การปฏิเสธบริการสาธารณสุขชุมชนพื้นฐานเช่นนี้อย่างต่อเนื่องโดยแกนนำเขมรแดง ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อกระบวนการส่งกลับประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งกลุ่ม KPNLF และ ANS (ปีกทางการทหารของพรรคฟุนซินเปก) ต่างก็มีค่ายลับที่เชื่อมโยงกับค่าย Site 2, ค่ายโศกซาน และค่าย Site 8 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ค่ายเหล่านี้มักจะมีลักษณะเป็นค่ายทหารโดยเฉพาะมากกว่า โดยมีประชากรประมาณ 14,000 คนในกรณีของ KPNLF และประมาณ 11,000 คนในกรณีของ ANS Demand for Neutral Camps หนึ่งในคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดในระหว่างการสัมภาษณ์ผู้คนในค่าย Site 2 คือ เรื่องการจะจัดตั้งค่ายที่เป็นกลาง (neutral camps) ขึ้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่จากองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนหนึ่งกำลังผลักดันแนวคิดเรื่องการจัดตั้งค่ายสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะอาศัยอยู่ในค่ายใดๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายแนวร่วม CGDK (รัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย) เนื่องจากความเป็นไปได้ในการส่งกลับประเทศเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้อพยพในค่ายหลายคนจึงเกรงว่าจะถูกกลุ่มแนวร่วมทางการเมืองบังคับย้ายเข้าไปภายในประเทศกัมพูชา และต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มเหล่านั้นต่อไป สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยใน Site 2 ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของความปรารถนาที่จะย้ายออก โดยค่ายที่เป็นกลางถูกมองว่าเป็นเป้าหมายของการย้ายปืนใหญ่ที่น้อยกว่า ทั้งนี้ ค่ายเขาอีด่างมักถูกอ้างถึงว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับจัดตั้งค่ายที่เป็นกลางเช่นว่านี้ ผู้นำกลุ่ม KPNLF (แนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร) รวมถึงผู้นำอีกสองกลุ่มแนวร่วม คัดค้านแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน ความน่าเชื่อถือของ CGDK นั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมประชากร ดังนั้น การลดลงของประชากร โดยเฉพาะการลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่อาจเกิดขึ้นหากแนวคิดเรื่องค่ายที่เป็นกลางได้รับความนิยม จึงเป็นสิ่งที่ทางการ CGDK ไม่สามารถยอมรับได้ ตัวแทนของทั้งสามแนวร่วมปฏิเสธต่อสาธารณะว่ามีความต้องการอย่างมีนัยสำคัญจากประชากรในกลุ่มของตนที่จะย้ายไปยังพื้นที่ที่เป็นกลาง และสิ่งนี้อาจเป็นความจริงสำหรับค่ายอื่นๆ ทั้งหมดยกเว้น Site 2 และ Site 8 นอกจากนี้ กองทัพไทยก็อาจจะยังคงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ตราบใดที่กลุ่มแนวร่วมยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กันชนตามแนวชายแดน ในทางกลับกัน รัฐบาลไทยปัจจุบันอาจใช้แนวคิดค่ายที่เป็นกลางนี้เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองในการกดดันกลุ่มต่อต้าน เพื่อเร่งให้บรรลุการแก้ปัญหาทางการเมืองในประเด็นกัมพูชาอย่างจริงจังยิ่งขึ้น UNHCR (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) ก็มีการพูดถึงค่ายที่เป็นกลางเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวคิดของพวกเขาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ค่ายที่เป็นกลางสำหรับ UNHCR คือ ค่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งกลับประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้อพยพจะถูกนำตัวมาพักไว้ก่อนที่จะกระจายตัวเข้าไปภายในประเทศกัมพูชา

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

Glacial Lake Outburst Flood

GLOF: Glacial Lake Outburst Flood พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันที่เพิ่งเกิดขึ้นในเนปาลเมื่อวานนี้ คือ อุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตความสุ่มเสี่ยงของภูมิภาคหิมาลัยได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อมวลน้ำมหาศาลจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF: Glacial Lake Outburst Flood) ไหลซัดทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานและชุมชนท้ายน้ำในพริบตา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากแต่เป็นผลลัพธ์เชิงระบบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่เร่งให้อ่างกักเก็บน้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลายและเกินจุดรับไหว (tipping point) การเข้าใจภัยพิบัติดังกล่าวผ่านกรอบความคิดเชิงระบบ (systems thinking) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การเปลี่ยนรูปของธารน้ำแข็ง และความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่เปราะบางข้ามพรมแดน ทั้งนี้เมื่อมองปรากฏการณ์ภัยพิบัตินี้ผ่านสายตาของนักคิดเชิงระบบที่เห็นเทือกเขาหิมาลัยเป็นเหมือน มหาเครื่องจักรแห่งธรรมชาติ ที่กำลังสูญเสียสมดุล โดยสภาวะดั้งเดิม ธารน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นอ่างกักเก็บ (reservoir) ขนาดใหญ่ที่สุด มันคอยกักเก็บน้ำในรูปของแข็งและค่อยๆ ปลดปล่อยกระแสการไหล (flux) ออกมาเลี้ยงผู้คนนับพันล้านอย่างสม่ำเสมอตามฤดูกาล แต่เมื่อกิจกรรมมนุษย์อัดฉีดก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้เข้าไปเร่งอัตราการละลาย (input flux) ให้เร็วกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างหิมะใหม่มาทดแทนได้ น้ำที่ละลายออกมาอย่างรวดเร็ว เริ่มมองหาที่อยู่ใหม่ มันไหลไปสะสมรวมกันเกิดเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lakes) ซึ่งกลายเป็น อ่างกักเก็บใหม่ ที่ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่บนมือของเปรตภูเขา โดยมีเพียงเขื่อนหินและน้ำแข็งธรรมชาติคอยกั้นไว้ ตรงนี้เองที่ลูปป้อนกลับเชิงบวก (positive feedback loop) เริ่มทำงานและเร่งวิกฤตให้รุนแรงขึ้น เมื่อธารน้ำแข็งหดตัว พื้นผิวสีขาวที่เคยสะท้อนแสงแดดกลับหายไป เปิดให้เห็นผืนน้ำและแผ่นดินสีเข้มที่ดูดซับความร้อนได้ดีกว่าเดิม ยิ่งเร่งให้ธารน้ำแข็งรอบข้างละลายไวขึ้น และเมื่อมวลน้ำในทะเลสาบขยายตัวและเชื่อมรวมกันเป็นแอ่งใหญ่ขึ้น ผืนน้ำกว้างนี้จะสะสมความร้อนไว้ และกัดเซาะฐานธารน้ำแข็งที่อยู่ติดกัน ดันให้ธารน้ำแข็งถอยร่นและละลายหนักขึ้นไปอีก ระบบถูกบีบให้สุ่มเสี่ยงเดินหน้าเข้าหาจุดเปลี่ยนผ่านวิกฤตตลอดเวลา มวลน้ำและแรงดันมหาศาลสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ปัจจัยภายนอกเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือก้อนหิมะถล่มลงมาสะกิด เขื่อนธรรมชาติกักเก็บน้ำก็พังทลายลงทันที ในเสี้ยววินาทีนั้น ระบบได้เปลี่ยนสถานะจากการกักเก็บไปสู่การปลดปล่อยฉับพลัน เกิดเป็น output flux ขนาดมหึมา คือ GLOF มวลน้ำซัดทะลักลงตามไหล่เขา กวาดทำลายทุกสิ่งในชุมชนท้ายน้ำ และทิ้งไว้เพียงร่องรอยของระบบธรรมชาติที่สมดุลพังทลายลงเพราะความร้อนที่มนุษย์เป็นผู้จุดขึ้น ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น บ่อยครั้งและเป็นภัยพิบัติประจำภูมิภาค สำหรับประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัย ทั้งเนปาล ทิเบต และภูฏาน เนื่องจากทั้งสามพื้นที่มีธรณีแปรโครงสร้างและลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน คือ มีธารน้ำแข็งจำนวนมากที่กำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว ที่ทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการบันทึกเหตุการณ์ GLOF มากที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยตั้งแต่ปี 1935 เป็นต้นมา เกิดเหตุการณ์ GLOF ขนาดใหญ่ข้ามระดับวิกฤตไปแล้ว มากกว่า 40 ครั้ง เนปาลมีเหตุการุการณ์ใหญ่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1981 ที่ทะเลสาบ Cirenmaco เกิดน้ำท่วมฉับพลันทะลักจากฝั่งทิเบตข้ามชายแดนเข้ามายังเนปาล ทำลายล้างโรงไฟฟ้าพาวเวอร์สเตชัน สะพาน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 200 คน ในเนปาล เคยเกิดเหตุการณ์ GLOF ใหญ่ที่บันทึกไว้ชัดเจนอย่างน้อย 26 ครั้ง โดยในจำนวนนี้ มี 10 ครั้งที่จุดกำเนิดน้ำท่วมเกิดในฝั่งทิเบต แล้วทะลักข้ามแดนลงมาทำลายล้างชุมชนในเนปาล เหตุการุการณ์ใหญ่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1994 เมื่อเขื่อนธรรมชาติของทะเลสาบ Luggye Tsho พังทลาย ปล่อยมวลน้ำท่วมเมืองโบราณ Punakha ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 21 คน และทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและโบราณสถานสำคัญเสียหายหนัก ขณะที่ที่ภูฏาน มีการบันทึกเหตุการณ์ GLOF ครั้งใหญ่มาแล้วอย่างน้อย 21 ครั้ง โดยมีทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอันตรายสูง ณ ปัจจุบันอีกอย่างน้อย 17 แห่ง เหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อปี2016สิบปีที่แล้วคือ 2016 ที่บริเวณทะเลสาบ Bhote Koshi / Gonggha เกิด GLOF จากฝั่งทิเบต แล้วไหลทะลักเข้าเนปาล ทำลายถนนสายหลักที่เชื่อมการค้าเนปาล-จีน และสะพานสำคัญหลายแห่ง สำหรับเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมฉับพลันที่เพิ่งเกิดขึ้นในเนปาลเมื่อวานนี้ คือ อุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตความสุ่มเสี่ยงของภูมิภาคหิมาลัยได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อมวลน้ำมหาศาลจาก GLOF ไหลซัดทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานและชุมชนท้ายน้ำในพริบตา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากแต่เป็นผลลัพธ์เชิงระบบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่เร่งให้อ่างกักเก็บน้ำแข็งบนยอดเขาสูงละลายและเกินจุดรับไหว การเข้าใจภัยพิบัติดังกล่าวผ่านกรอบความคิดเชิงระบบจึงเป็นหัวใจสำคัญในการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก การเปลี่ยนรูปของธารน้ำแข็ง และความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่เปราะบางข้ามพรมแดน ในพื้นที่ทั้งสามที่กล่าวถึงนี้ มีต้นเหตุที่ทำให้เกิด GLOF หลักๆ เพียงแค่สองอย่าง ประการแรกเลย คือ อัตราการละลายสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้เทือกเขาหิมาลัยได้ชื่อว่าเป็นขั้วโลกที่สาม (The Third Pole) ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้เกิดทะเลสาบธารน้ำแข็งใหม่ๆ และขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกประการหนึ่ง ลักษณะธรณีวิทยาที่ไม่มั่นคง ทำให้เขื่อนธรรมชาติที่กั้นน้ำไว้ ที่สร้างขึ้นมาด้วยกองหินและดินที่ธารน้ำแข็งพัดมา (moraine) ซึ่งไม่มีความคงทนแข็งแรง เมื่อเจอกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง หรือก้อนหิมะ/หินถล่ม (avalanche) ตกลงไปกระแทก น้ำก็พร้อมจะทะลักออกมาทันที เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งสองประการผ่านกรอบความคิดเชิงระบบ ทั้งจากการละลายอย่างรวดเร็วของขั้วโลกที่สาม และความยืดหยุ่นต่ำของคันดินหินธรรมชาติ จะพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์เชิงบวกเร่งความเร็ว (reinforcing feedback loop) และการข้ามจุดวิกฤตของระบบธรรมชาติ การเร่งตัวของอุณหภูมิโลกทำให้อัตราการไหลเข้าของน้ำ (input flux) สูงเกินกว่าความจุเชิงโครงสร้างของคันกั้นธรรมชาติที่ไม่มั่นคง เมื่อคันกั้นที่เปราะบางนี้ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งรบกวนภายนอกอย่างแผ่นดินไหวหรือหิมะถล่ม ระบบจึงเกิดการพังทลายเชิงโครงสร้าง และปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลัน (output flux) การแก้ปัญหานี้จึงไม่สามารถใช้เพียงวิธีทางวิศวกรรมเฉพาะจุด แต่ต้องแก้ที่ จุดคานงัดเชิงระบบ (leverage points) เพื่อลดความเสี่ยงทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น ทั้งหลายทั้งปวง มีข้อเสนอเป็นทางออกเชิงระบบ (Systemic Interventions & Leverage Points) เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการอยยู่ร่วมกับธรรมชาติ และมีความสามารถในการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนี้ 1. การบริหารจัดการอ่างกักเก็บและกระแสการไหล (managing reservoirs & fluxes) ทางออกทางกายภาพ (engineering & nature-based solutions): การลดระดับน้ำในทะเลสาบเสี่ยงสูงเชิงรุก (siphon systems & controlled drainage) เพื่อควบคุมปริมาณการกักเก็บ (reservoir volume) ไม่ให้ชนขีดจำกัดวิกฤต พร้อมปรับปรุงคันกั้นธรรมชาติด้วยโครงสร้างวิศวกรรมผสมผสาน เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระแทกจากหิมะถล่ม 2. การตัดลูปป้อนกลับรุนแรงและรับมือสิ่งรบกวน (disrupting feedback & disturbance response) ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เชื่อมโยงกัน (integrated early warning systems): ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของหิมะ และระดับน้ำ real-time เพื่อเปลี่ยนสัญญาณการกระตุ้นภายนอกให้กลายเป็นระบบเตือนภัยทันที ซึ่งช่วยซื้อเวลาให้ชุมชนท้ายน้ำอพยพได้ทัน 3. การกำกับดูแลข้ามพรมแดน (transboundary systemic governance) ความร่วมมือระดับภูมิภาค (regional data sharing): ภัยพิบัติจาก GLOF ไม่เคยหยุดที่พรมแดนการเมือง ประเทศในแถบหิมาลัย ต้องสร้างข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมและสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อวางแผนรับมือมวลน้ำหลากข้ามชายแดนร่วมกัน 4. การปรับโครงสร้างระดับรากเหง้า (structural leverage point) การกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก (global climate mitigation): ในระดับโครงสร้างใหญ่ที่สุด การชะลออัตราการ warming ของขั้วโลกที่สามจำต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก เพราะหากไม่สามารถลดอุณหภูมิโลกได้ อัตราการละลายของธารน้ำแข็งจะยังคงสร้างทะเลสาบแห่งใหม่ขึ้นมารวดเร็วกว่าที่มนุษย์จะตามไปจัดการได้ทั้งหมด ที่มา - วิเคราะห์ด้วยกรอบ Cyclic & System Thinking จากบทความ Robin George Andrews (2019) Flash floods threaten more people than thought, as ice melts. National Geographic., Published April 18. ใน https://www.nationalgeographic.com/.../himalayan-glacial...

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels)

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


การนำเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels) ขึ้นมาใช้เป็นการแทรกแซงวัฏจักรคาร์บอนของมนุษย์ที่สร้างผลกระทบต่อ Earth System Dynamics ในระดับโครงสร้างลึก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของสสารข้ามมิติเวลา (Temporal Scales) และเปลี่ยนสมดุลของระบบโลกอย่างรวดเร็ว


พิจารณาเรื่องนี้ภายใต้กรอบ cyclic and system thinking จะทำให้้ห๋นรายละเอียดเชิงลึกขององค์ประกอบ 3 ส่วน ดังนี้


1. แหล่งกักเก็บ (Reservoirs)


เมื่อพิจารณาสภาวะดั้งเดิมก่อนยุคอุตสาหกรรม คาร์บอนในโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักตามระยะเวลากักเก็บ (Residence Time) คือ


แหล่งกักเก็บฟอสซิลในชั้นหิน (Geological / Lithospheric Fossil Reservoir) เป็นคาร์บอนอินทรีย์ที่ถูกทับถม ควบแน่น และกักเก็บไว้ใต้ความร้อนและความดันสูงนับหลายร้อยล้านปี (ยุค Carboniferous ถึง Mesozoic) ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ มี Residence Time > 100,000,000 ปี (อยู่ในระบบ Slow Carbon Cycle) โดยมีสถานะดั้งเดิมเป็นระบบปิด (Locked Pool) ที่แทบไม่มีการแลกเปลี่ยนมวลสารกับผิวโลก ยกเว้นการรั่วซึมตามธรรมชาติหรือภูเขาไฟระเบิดในปริมาณที่น้อยมาก


แหล่งกักเก็บหมุนเวียนเร็วหน้าผิวโลก (Active Surface Carbon Reservoirs) ได้แก่ บรรยากาศ (Atmosphere) มหาสมุทร (Hydrosphere) ชีวภาค (Biosphere) และชั้นดิน (Pedosphere) มี Residence Time ตั้งแต่ไม่กี่วัน (การหายใจ) ถึงหลักสิบ/หลักร้อยปี (การเติบโตของป่าไม้) ซึ่งเรียกว่า Fast Carbon Cycle


การขุดเจาะฟอสซิล (Oil & Gas Extraction / Coal Mining) ทำหน้าที่เป็น "Short-circuit Mechanism" หรือกลไกลัดวงจรที่ดึงคาร์บอนจาก Slow Carbon Cycle เข้าสู่ Fast Carbon Cycle ด้วยอัตราเร็วที่มากกว่ากระบวนการคืนกลับตามธรรมชาติถึง 100,000 เท่า ส่งผลให้ปริมาณคาร์บอนรวมในระบบหมุนเวียนหน้าผิวโลกอิ่มตัวเกินขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity)


2. การปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฏจักร


การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (C_fossil + O2 —> CO2 + Energy) ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาล ซึ่งแพร่กระจายและทำปฏิกิริยาข้ามวัฏจักรต่างๆ ดังนี้


A. ภาวะมหาสมุทรเป็นกรด 

Geosphere —> Atmosphere —> Hydrosphere


เมื่อ CO2 ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น มหาสมุทรจะดูดซับ CO2 ส่วนเกินเพื่อรักษาดุลยภาพความดันก๊าซ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเคมี


1. เกิดกรดคาร์บอนิก (H2CO3) ทำให้ pH ของน้ำทะเลลดลง (เกิด Ocean Acidification)

2. ไฮโดรเจนไอออน (H+) ที่เพิ่มขึ้น เข้าไปจับกับ คาร์บอเนตไอออน (CO3^2-) ทำให้ปริมาณคาร์บอเนตที่สิ่งมีชีวิตใช้สร้างเปลือก/ปะการังลดลง

3. กระบวนการนี้ย้อนกลับไปทำลายการตกตะกอนของหินปูน (Carbonate Sedimentation) ใน Rock Cycle ของท้องทะเล


B. วัฏจักรน้ำและพลังงานบรรยากาศ

Atmosphere —> Water Cycle


CO2 จากฟอสซิลกักเก็บความร้อนในบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ซึ่งตามสมการ Clausius-Clapeyron ทุกๆ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 เซลเซียส บรรยากาศจะกักเก็บไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% ส่งผลให้อัตราการระเหยของน้ำ (Evaporation) จากมหาสมุทรและผืนดินเร่งตัวขึ้น นำไปสู่การเกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้งรุนแรงในบางพื้นที่ และเกิดฝนตกหนักสุดขั้ว (Extreme Precipitation) ในอีกพื้นที่หนึ่ง


C. ชีวภาคและชั้นดิน

Atmosphere —> Biosphere & Pedosphere


สภาพอากาศที่อุ่นขึ้นและแปรปรวน เร่งอัตราการหายใจของจุลินทรีย์ในดิน (Soil Microbial Respiration) จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารอินทรีย์วัตถุในดิน (Soil Organic Matter) ได้เร็วขึ้น เปลี่ยนคาร์บอนในดินให้กลายเป็น CO2 ปล่อยกลับสู่บรรยากาศ ซ้ำเติมปริมาณคาร์บอนในอากาศให้สูงขึ้นไปอีก


3. วงจรป้อนกลับเชิงระบบ


การนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้กระตุ้นให้เกิดทั้งแรงเสริมแรงปั่นป่วน (Positive Feedback Loops) และแรงต้านการเปลี่ยนแปลง (Negative Feedback Loops) ดังนี้


3.1 วงจรป้อนกลับแบบบวก - ขยายผลกระทบจนระบบเสียเสถียร (Positive Feedback Loops)


1. วงจรการลดความสามารถในการละลายของมหาสมุทร (Ocean Solubility Feedback)


IMG_9942.jpeg


2. วงจรการละลายของดินแข็งอาร์กติก (Permafrost-Methane / Carbon Feedback)


CO2 จากการเผาฟอสซิลทำให้เขตร้อนและขั้วโลกอุ่นขึ้น —> ชั้นดินเฮือกแข็งคงตัว (Permafrost) ละลาย จุลินทรีย์ตื่นขึ้นมาย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตโบราณ ปลดปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) และ CO2 ปริมาณมหาศาลเข้าสู่บรรยากาศ


3. วงจรไฟป่าและการเสื่อมโทรมของผืนป่า (Wildfire & Biomass Decay Feedback)


โลกร้อนขึ้น —> อากาศแห้งแล้ง เกิดไฟป่าบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนหลัก (Carbon Sink) ถูกเผาทำลาย เปลี่ยนสถานะกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Source) สู่บรรยากาศ


3.2 วงจรป้อนกลับแบบลบ - กลไกหน่วง/สร้างดุลยภาพตามธรรมชาติ (Negative Feedback Loops)


1. ปรากฏการณ์เร่งการโตของพืช (CO2 Fertilization Effect)


ความเข้มข้นของ CO2 ในอากาศที่สูงขึ้น กระตุ้นให้พืชบนบกบางชนิดเพิ่มอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงและการปิดปากใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ พืชจึงช่วยดูดซับ CO2 กลับมาเก็บไว้ในมวลชีวภาพมากขึ้นชั่วครา กลไกนี้ถูกจำกัดด้วยปริมาณธาตุอาหารในดิน (เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส) และความแห้งแล้งสะสม


2. การกัดกร่อนหินซิลิเกตในสเกลยาวนาน (Enhanced Silicate Weathering Feedback)


CO2 สูงขึ้น —> อุณหภูมิและปริมาณฝนเพิ่มขึ้น —> เกิดกรดคาร์บอนิกชะล้างหินซิลิเกตบนเปลือกโลก ไอออนแคลเซียมและไบคาร์บอเนตจะถูกพัดลงทะเล และตกตะกอนเป็นหินปูน ตรึงคาร์บอนกลับสู่ธรณีภาค กระบวนการนี้ใช้เวลา หลักหมื่นถึงหลักแสนปี จึงไม่สามารถยับยั้งวิกฤตการปล่อยฟอสซิลของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในระดับรวดเร็วเป็นหลักสิบปีได้ทัน