หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567

ช่วยสัตว์เลี้ยงให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า



ช่วยสัตว์เลี้ยงปลอดภัยจากฟ้าผ่า
แปลและเรียบเรียงโดยรองศาสตราจารย์พัฒนา ราชวงศ์ นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย
Source: Chandima Gomes (2012). Lightning safety of animals. International Journal of Biometeorology. 56 (6): pp.1011-1023, DOI 10.1007/s00484-011-0515-5

 

บทนี้จะได้กล่าวถึงปัญหาสหวิทยาการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เกี่ยวกับความปลอดภัยจากฟ้าผ่าที่สัตว์หลายชนิดอาจได้รับอันตราย โดยในภูมิภาคต่างๆ ที่มีฟ้าผ่าเกิดขึ้นทั้งตามฤดูกาลหรือตลอดทั้งปีนั้น มีสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์เชื่อง จำนวนมากได้รับบาดเจ็บเนื่องจากผลกระทบจากฟ้าผ่า สิ่งนี้มีความสำคัญมาก จึงจะได้กล่าวถึงกลไกการบาดเจ็บที่เป็นไปได้ทั้งหมด โดยเน้นไปที่สัตว์ที่มีมูลค่าทางการค้าเป็นหลัก ทั้งนี้ ด้วยการวิเคราะห์ให้เห็นแต่ละกรณีที่มีอยู่เป็นจำนวนมากจากหลายประเทศ มีการเสนอแนวทางแก้ไขทางด้านวิศวกรรมที่ประหยัดและใช้งานได้จริง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามฟ้าผ่าที่กล่าวถึง

 

บทนำ

 

ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศซึ่งนำกระแสไฟฟ้าขนาดมหาศาลที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง (large impulsive currents ) มาสู่พื้นผิวโลก สิ่งมีชีวิตอาจได้รับผลกระทบจากฟ้าผ่าได้หลายวิธี โดยมีบทความตีพิมพ์มากมายเกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบทความของ Gomes Kadir 2011; Cooray et al. 2007; Zimmermann et al. 2002; Norman et al. 2001; Carte et al. 2002; Muehlberger & Vogt, 2001; Elsom 2000; Fahmy et al. 1999; Webb et al 1996; Andrews 1992; Mackerras 1992; Duclos & Sanderson 1990; Andrews & Darvaniza 1989; Epperly และ Stewart 1989; Coorper et al. 1989; Eriksson & Smith 1986; หรือบทความของ Cooper 1980 ทั้งนี้แรงกระทำจากฟ้าผ่าก็จะมีผลใช้กับสัตว์อย่างร้ายแรงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีความน่าจะเป็นของการบาดเจ็บเฉพาะบางประการที่ควรพิจารณาเมื่อพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของสัตว์จากฟ้าผ่า

 

ทุกๆ ปี วัว ควาย แกะ แพะ ฯลฯ หลายพันตัว ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าทั่วโลก สัตว์มีความเสี่ยงมากที่จะได้รับผลกระทบจากฟ้าผ่า เนื่องจากโดยปกติแล้วพวกมันจะถูกจัดแจงให้อยู่กลางแจ้ง แม้ในสภาวะที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง แถมบางครั้งสัตว์มีค่า เช่น ช้าง ม้า ฯลฯ ก็อาจได้รับบาดเจ็บจากฟ้าผ่าเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์ที่มีช่วงห่างระหว่างเท้าหน้าและเท้าหลังมาก เช่น ช้าง วัว ม้า ลา ฯลฯ สัตว์เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากฟ้าผ่าฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากความแตกต่างที่เป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเท้าเหล่านี้

 

มีกรณีศึกษาหลายกรณีเกี่ยวกับผลกระทบของฟ้าผ่าต่อสัตว์สี่เท้าซึ่งได้รับการตีพิมพ์เป็นงานวิจัยจำนวนมาก (อย่างเช่น Žele et al. 2006; Boeve et al. 2004; Van Alstine and Widmer 2003; Bedenice et al. 2001; Williams 2000; Appel 1991; Ishikawa et al. 1985; Karobath et al. 1977; Brightwell 1968; และ Best 1967) เอกสารเหล่านี้ทั้งหมดทุกฉบับแสดงประเด็นต่างๆ ในแง่มุมทางด้านการแพทย์ของการบาดเจ็บหรือกลไกการบาดเจ็บจากฟ้าผ่า และแทบจะไม่ได้พยายามจัดหาวิธีแก้ปัญหาทางเทคนิคเพื่อลดอันตรายจากฟ้าผ่าที่สามารถใช้ได้จริง มีเพียงเอกสารไม่กี่ฉบับเท่านั้นที่มีการอธิบายมาตรการป้องกันบางประการโดยย่อ ในบทความนี้ จึงต้องการนำเสนอเรื่องราวที่ครอบคลุมเกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าด้วยมุมมองทางวิศวกรรม และอธิบายวิธีแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติเพื่อลดการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าในสัตว์ที่ถูกกักขังและควบคุมการเคลื่อนไหว เนื้อหาของบทความนี้จะนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สวนสนุก สวนสัตว์ และกิจกรรมทั้งหมดที่สัตว์มีส่วนร่วม

 

สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับฟ้าผ่า

 

ภัยคุกคามจากฟ้าผ่า

 

ฟ้าผ่าเป็นกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นชั่วคราวในระยะเวลาอันสั้น (ราวๆ 40–70 μs) ซึ่งอาจไหลลงสู่พื้นหลายๆ ครั้งในระหว่างกระหน่ำลงมามาเพียงแค่ครั้งเดียว มันเป็นรูปคลื่นเอ็กซ์โปเนนเชียลสองเท่า (double exponential waveformบางครั้งตามด้วยการลาดลงที่แปรผันอย่างช้าๆ (เรียกว่ากระแสต่อเนื่องซึ่งมีขนาดน้อยกว่าจุดสูงสุดของแรงกระตุ้นเริ่มต้นมาก แรงกระตุ้นเริ่มต้นมีค่าสูงสุดประมาณ 30 kA โดยเฉลี่ย ในขณะที่ค่าสุดขั้วซึ่งอยู่ในลำดับ 100 กิโลแอมแปร์จำนวนมากก็ถูกตรวจพบเช่นกัน กระแสไฟต่อเนื่องอาจคงอยู่ตั้งแต่ไม่กี่มิลลิวินาทีถึง 100 วินาทีและมีขนาดตั้งแต่สองสามถึงหลายร้อยแอมแปร์ การรวมกันกระแสต่อเนื่องแบบอิมพัลส์ (impulse-continuing current combination) เรียกว่า stroke ในแฟลชครั้งเดียว จังหวะดังกล่าวจำนวนมากสามารถแล่นพรวดลงไปถึงพื้นโดยมีระยะห่างระหว่างเวลาไม่กี่ร้อยมิลลิวินาที โดยเฉลี่ยแล้ว ฟ้าผ่าแบบประจุลบ (negative lightning) จะมีจังหวะส่งประจุลงมา 3–4 ครั้ง ฟ้าผ่าแบบประจุบวก (positive lightning) ซึ่งนำกระแสอิมพัลส์มาด้วยแอมพลิจูดที่ใหญ่กว่ามากและมีกระแสต่อเนื่อง จะมีระยะเวลานานกว่าและขนาดที่สูงกว่า มักจะมีหนึ่งจังหวะต่อแฟลช (Cooray 2003) อย่างไรก็ดี ฟ้าผ่าแบบประจุบวกจะส่งกระแสลงมายังพื้นดินน้อยกว่าร้อยละ 5 ในภูมิภาคเขตร้อน ขณะที่ฟ้าผ่าแบบนี้อาจมีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึงร้อยละ 40 ในภูมิภาคเขตอบอุ่น และในพายุฤดูหนาวในภูมิภาคแถบประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี (Cooray 2003)

 

ภาพที่ 1 การกระจายศักย์ไฟฟ้าเมื่อต้นไม้ถูกฟ้าผ่า (a) สัตว์ที่อยู่ในทิศทางของอาการลาดของศักย์ไฟฟ้าอาจตกอยู่ในอันตรายที่จะเกิดขึ้น (b)

 

กระแสไฟฟ้าที่มากับฟ้าผ่าจะรักษาค่าของศักย์ไฟฟ้าเอาไว้อย่างคงที่ขณะที่ไหลผ่านวัตถุที่ระดับพื้นดิน (แหล่งกำเนิดดังกล่าว เรียกว่า ตัวสร้างกระแสไฟฟ้า - current generator) ดังนั้น วัตถุที่ถูกฟ้าผ่าจึงสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าขึ้นมาในระยะเวลอันสั้นระหว่างพื้นที่สองส่วนของวัตถุชิ้นนั้นไปตามเส้นทางของกระแสไฟฟ้า อย่างที่จะเห็นได้ว่าด้านบนของต้นไม้ที่แสดงในภาพที่ 1 พัฒนาศักย์ไฟฟ้าที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจุดที่ห่างไกลจากพื้นดิน ขณะถูกฟ้าผ่าขนาดของความต่างศักย์นี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้านทาน (โดยพื้นฐานแล้วเกิดจากความต้านทานอนุกรมและการเหนี่ยวนำระหว่างจุดสองจุดของวัตถุกับอนุพันธ์ของขนาดและเวลาของกระแสไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อกระแสฟ้าผ่าไหลไปตามวัสดุที่มีความต้านทานสูง เช่น เนื้อไม้ของต้นไม้ ความต่างศักย์ที่สร้างขึ้นจะสูงมาก สำหรับฟ้าผ่าที่มีกระแสสูง ความต่างศักย์นี้อาจมีค่าสูงขึ้นไปจนเกินเมกะโวลต์ หากจุดที่น่ากังวลสองจุดอยู่ห่างกัน ในกรณีเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังความร้อนที่เกิดขึ้นจะมีขนาดใหญ่ด้วย ในทางกลับกัน เมื่อกระแสฟ้าผ่าไหลไปตามตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น แท่งทองแดง ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดซึ่งแยกจากกันด้วยระยะห่างที่ใกล้เคียงกันดังเช่นในกรณีก่อนหน้า จะมีค่าน้อยกว่ามาก ดังนั้น การกระจายความร้อนก็จะมีปริมาณน้อยกว่ามากเช่นกัน ข้อสังเกตนี้เป็นแนวคิดพื้นฐานของระบบป้องกันฟ้าผ่า (lightning protection systemsซึ่งจะไม่ได้กล่าวถึงในบทความบทนี้

 

ศักย์ไฟฟ้า ณ จุดที่กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าเคลื่อนลงสู่พื้นดิน โดยปกติแล้วจะมีค่าสูงมากๆ ถึงระดับหลายสิบกิโลโวลต์ โดยศักย์ไฟฟ้าขนาดใหญ่นี้จะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเคลื่อนที่ออกจากจุดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลลงสู่พื้นดินในแนวรัศมีโดยรอบ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความลาดเทของศักย์ไฟฟ้าที่พื้นดิน" (ground potential gradient) ดังแสดงในภาพที่ 1a ความลาดเทที่อาจเกิดขึ้นนี้จะมีขนาดใหญ่มากหากพื้นดินมีความต้านทานสูง ความลาดเทที่อาจเกิดขึ้นทำให้กระแสไฟฟ้าบนพื้นผิวไหลออกไปในหลายทิศทางจากจุดปะทะ ในการทดลองบางอย่างที่ทำกับฟ้าผ่าเทียม (ฟ้าผ่าที่ถูกกระตุ้นพบว่า ฟ้าผ่าอาจก่อให้เกิดประกายไฟวาบขึ้นมาที่พื้นผิว (กระแสที่ไหลบนพื้นผิวพื้นดินในรูปของประกายไฟขยายออกไปมากกว่า 20 เมตร ดังนั้น ในเรื่องความปลอดภัยจากฟ้าผ่านั้น การไล่ระดับศักย์ไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นนี้ จึงมีบทบาทสำคัญมากๆ

 

กลไกการได้รับบาดเจ็บจากฟ้าผ่า

 

การจะได้รับบาดเจ็บหรือพิการชั่วคราว สัตว์อาจจะไม่จำเป็นต้องถูกฟ้าผ่า หากแต่เข้าไปอยู่ใกล้ๆ กับจุดที่ถูกโจมตี ก็อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ ฟ้าผ่าอาจทำร้ายหรือฆ่าสัตว์ได้ โดยพื้นฐานแล้วมีวิธีหลักๆ ดังนี้

 

สายฟ้าฟาดตรง direct strikes สัตว์ในทุ่งโล่งที่ทำตัวเองให้ยื่นออกมาสูงในบริเวณใกล้เคียงอาจถูกฟ้าผ่าโดยตรง หากผู้นำที่ตอบรับจากสัตว์พบกับผู้นำขั้นฟ้าผ่า ในกรณีดังกล่าว กระแสฟ้าผ่าทั้งหมดอาจผ่านหรือผ่านร่างกายของเหยื่อ ยิ่งวัตถุมีความสูงเหนือวัตถุอื่นในบริเวณใกล้เคียงมากเท่าใด โอกาสที่วัตถุจะถูกฟ้าผ่าก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น แม้ว่าพารามิเตอร์อื่นๆ อีกหลายตัวจะส่งผลต่อการเลือกวัตถุที่ถูกโจมตีด้วยก็ตาม

 


าพที่ 2 (ซ้ายมือ) ความเป็นไปได้ที่สัตว์จะได้รับผลกระทบจากสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashes

ภาพที่ 3 (ขวามือ) ความเป็นไปได้ที่สัตว์จะได้รับกระแสไฟฟ้าบางส่วนจากการสัมผัสศักย์ไฟฟ้า - touch potential

 

สายฟ้าฟาดจากด้านข้าง side flashes สัตว์ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสาใหญ่ หรือภายในเต็นท์ที่แขวนอยู่บนเสาไม้ อาจได้รับสายฟ้าฟาดจากด้านข้างของฟ้าผ่าได้ หากต้นไม้หรือเต็นท์ถูกฟ้าผ่า ในกรณีเช่นนี้ กระแสฟ้าผ่าทั้งหมดหรือบางส่วน อาจผ่านร่างกายของเหยื่อได้ ภาพที่ 2 แสดงความเป็นไปได้ดังกล่าว

 

ยิ่งสัตว์อยู่ใกล้ส่วนต่างๆ ของวัตถุที่ถูกฟ้าผ่าแต่แรก มากเท่าไร โอกาสที่สัตว์จะได้รับ side flash ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

 

ไฟฟ้าต่างศักย์ step potential เป็นอันตรายจากฟ้าผ่าที่พบบ่อยที่สุดสำหรับสัตว์สี่เท้า เมื่อเท้าของสัตว์แยกจากกันตามทิศทางของไฟฟ้าต่างศักย์ที่เพิ่มขึ้น กระแสไฟฟ้าบางส่วนอาจไหลผ่านร่างกายได้ หากทั้งสองส่วนของร่างกายที่สัมผัสกับพื้นอยู่ในแนวเดียวกันในทิศทางของความลาดเทที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการฉีดพ่นกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าลงไปที่พื้นดินในบริเวณใกล้เคียง ภาพที่ 1a แสดงให้เห็นว่าศักย์ไฟฟ้ากระจายอย่างไรระหว่างการส่งผ่านของกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่า และภาพที่ 1b แสดงให้เห็นว่าสัตว์ในทิศทางของความลาดเทนั้นอยู่ภายใต้กระแสบางส่วนอย่างไร ตรงกันข้ามกับกรณีของมนุษย์ กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าที่เข้ามาจากเท้าของสัตว์เพียงเท้าเดียวอาจข้ามหัวใจ ตับ ฯลฯ ได้ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะผ่านอวัยวะเหล่านี้ พึงทราบว่า แม้ว่าขณะที่สัตว์อยู่ในมุม 90° ไปยังตำแหน่งที่กำหนด สัตว์จะต้องเผชิญกับฤทธิ์เดชของไฟฟ้าต่างศักย์ที่เกิดขึ้นระหว่างเท้าซ้ายและเท้าขวา ซึ่งอาจส่งกระแสไฟฟ้าที่เป็นอันตรายถึงชีวิตผ่านอวัยวะเดียวกันที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

 

กระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส touch potential กระแสไฟฟ้าบางส่วนอาจไหลผ่านตัวสัตว์ได้ หากส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสกับวัตถุที่ถูกฟ้าผ่าในระดับที่มีความสูงๆ กว่า ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงสัมผัสกับพื้นดิน (ดูภาพที่ 1a) สัตว์ที่ยืดตัวในแนวดิ่งได้บ่อยที่สุด อย่างเช่นยีราฟและช้าง มักจะได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัสอย่างรุนแรง ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นว่าช้างเข้าถึงกิ่งไม้สูงขณะที่เท้าอยู่ระดับพื้นดินอาจได้รับส่วนหนึ่งของกระแสฟ้าผ่าเนื่องจากกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส เมื่อกระแสฟ้าผ่าไหลผ่านต้นไม้ แรงดันไฟฟ้าขนาดใหญ่จะพัฒนาไปตามลำต้นของมัน เนื่องจากส่วนหนึ่งของช้างสัมผัสกับส่วนบนของต้นไม้ จึงมีโอกาสสัมผัสซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้

 

กระแสไฟฟ้ายกระดับ upward streamers เมื่อเกิดฟ้าผ่าปล่อยกระแสลงมาจากเมฆสู่พื้นดิน กระแสตัวนำที่ถูกส่งลงมามักจะเป็นประจุลบ มันจะสร้างสนามไฟฟ้าที่มีความเข้มข้นสูงในบริเวณใกล้เคียง ดังนั้นวัตถุจำนวนมากในบริเวณโดยรอบ จึงเริ่มส่งลำแสงที่มีประจุตรงข้ามไปยังกระแสตัวนำที่ก้าวกระโดดลงมา เมื่อหนึ่งในกระแสตัวนที่ตอบรับประสบความสำเร็จในการพบกับตัวนำขั้นบันได คนอื่นๆ ก็จะหายไป ตัวนำกระแสในการตอบรับเหล่านี้ บ่อยที่สุดก่อให้เกิดกระแสขนาดเล็กผ่านร่างของวัตถุที่ส่งพวกมันไป กระแสไฟฟ้าดังกล่าวอาจทำให้สัตว์เป็นอัมพาตได้ อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับวงจรของหัวใจที่ผ่านไป อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือภาวะหัวใจล้มเหลวได้ โอกาสที่จะเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ายกระดับขึ้นนั้น ดูจะหาได้ยากเมื่อเทียบกับกลไกอื่นๆ

 

ความใกล้ชิดกับสายฟ้าฟาด proximity to the strike คลื่นกระแทกที่เกิดจากแนวช่องของฟ้าผ่าที่มีการขยายตัวของอากาศอย่างกะทันหัน ที่อาจสร้างความเสียหายต่อผิวหนังหรือแก้วหู เมื่อสัตว์อยู่ใกล้กับจุดโจมตีของฟ้าผ่ามากๆ นอกจากนี้ แสงจ้าอาจทำให้ตาของสัตว์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมองไม่เห็น

 

มีผลกระทบระดับรองๆ ลงมาหลายประการ เช่น การตกจากที่สูงเนื่องจากการกระแทกชั่วขณะ การตกของวัตถุหนักจากโครงสร้าง (หลุดออกเนื่องจากฟ้าผ่า) ลงมาใส่สัตว์ การล้มของกิ่งก้านของต้นไม้ และการถูกสายฟ้าฟาดทำให้ต้นไม้แตกเป็นเสี่ยงจากฟ้าผ่า การเผาไหม้ และอันตรายจากการสำลักเนื่องจากวัสดุระเหยในบริเวณโดยรอบ ไฟไหม้ และการบาดเจ็บทางจิตใจ ฯลฯ

 

การไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าภายในร่างกายอาจทำให้สัตว์เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้วไหว (ventricular fibrillation) (การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจไม่ประสานกันหยุดหายใจเฉียบพลัน (respiratory arrest) (หายใจไม่ออกการเผาไหม้ของอวัยวะสำคัญ (burning of vital organsเช่น สมอง ตับ ไต ฯลฯ และเลือดออกภายใน (internal bleeding) เนื่องจากหลอดเลือดแตก รอยโรคทางกลของอวัยวะภายใน และการตกเลือด สัตว์อาจได้รับอันตรายจากความเสียหายของระบบประสาท กระดูกหัก และสูญเสียการได้ยินหรือการมองเห็น การบาดเจ็บจากฟ้าผ่าสามารถนำไปสู่ความพิการถาวรหรือการเสียชีวิตได้ สำหรับกรณีของมนุษย์เฉลี่ยแล้ว ร้อยละ 20 ของเหยื่อฟ้าผ่าเสียชีวิต และผู้รอดชีวิต ร้อยละ 70 ต้องทนทุกข์ทรมานกับความพิการในระยะยาว (Cooper 1980) อาการบาดเจ็บที่อธิบายไว้ข้างต้นส่วนใหญ่เป็นอาการทางระบบประสาท โดยมีอาการได้หลากหลาย และบางครั้งก็รักษาได้ยาก จากผลการทดลองในสัตว์ Karobath et al. (1977) ระบุว่า บางครั้งการชันสูตรศพไม่สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงของผู้ประสบฟ้าผ่าบางรายได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุบัติการจากฟ้าผ่าส่วนใหญ่มักถูกรายงานในสื่อสารมวลชนยอดนิยมมากกว่างานเขียนทางวิทยาศาสตร์ แต่บางครั้งรายงานก็มีรายละเอียดเพียงพอที่จะสรุปกลไกการบาดเจ็บได้ ตารางที่ 1 ข้างล่างนี้ แสดงให้เห็นถึงอุบัติเหตุเหล่านี้บางส่วนที่มีการรายงานทั้งในงานเขียนที่ตีพิมพ์และในข่าวของสื่อสารมวลชน ในบางกรณี มีการอ้างอิงแหล่งที่มามากกว่าหนึ่งแหล่งสำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์ อย่างไรก็ตามมีเพียงแหล่งข้อมูลหลักเท่านั้นที่ถูกระบุเป็นแหล่งข้อมูล

 

บทวิเคราะห์เชิงทดลอง

 

การทดลองที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นระหว่างทศวรรษ 1960-80 โดยการใช้ประกายไฟในห้องปฏิบัติการเพื่อจำลองฟ้าผ่ากับสัตว์ นั่นทำให้ได้เห็นข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพลังงานที่ร้ายแรงของกระแสกระตุ้น (lethal energy of impulse currents) ในร่างกายของสัตว์ (Ishikawa et al. 1985; Nagai et al. 1982; Ohashi et al. 1985; Nagai et al. 1982; Ohashi et al. 1978, 1981a, b; Kitagawa et al. 1972) การศึกษาที่อธิบายไว้ในงานของ Ishikawa et al. (1985), Nagai et al. (1982) และ Ohashi et al. (1978, 1981a) เปิดเผยให้เห็นได้ว่า พลังงานกระตุ้นที่ทำให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้นั้น ขึ้นอยู่กับมวลของร่างกายสัตว์ พวกเขาแสดงค่าคงที่เอาไว้ประมาณ 60 J/kg ว่า เป็นพลังงานที่อาจฆ่าสัตว์ได้ ข้อค้นพบของ Ishikawa et al. (1985) เผยว่า เมื่อใช้แรงกระตุ้นซ้ำเชิงลบ (negative repetitive impulses - ระยะเวลานาน 40 μs และเพิ่มขึ้นอีก 1.5 μs) โดยคั่นด้วย 40 ms จะไม่มีผลสะสมต่อสัตว์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีการใช้แรงกระตุ้นที่ต่ำกว่าขีดจำกัดของแอมพลิจูด (threshold amplitudeสัตว์ทั้งหลายจะไม่ได้รับผลกระทบถึงชีวิต ดังนั้น ภายใต้สภาวะฟ้าผ่าตามธรรมชาติ ผลกระทบของสัตว์ที่ถูกสังหารด้วยกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะไม่มีการสะสมตามจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จะเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะถูกโจมตีอีกครั้งเมื่อมีพลังงานเกินขีดจำกัด ควรสังเกตด้วยว่าเมื่อการก่อตัวของคลื่นพลังงานและแอมพลิจูดขณะนั้นถูกจำกัดเอาไว้แล้ว อัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจะมีพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่งมากำหนด นั่นคือ กระแสไฟฟ้าที่เดินทางผ่านในการทดลองกับสัตว์ข้างต้น แรงดันไฟฟ้าจะถูกจ่ายผ่านระหว่างศีรษะและขาหลังเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ากระแสไฟฟ้าที่เดินทางผ่านจะเดินทางผ่านสมองและหัวใจด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในฉากทัศน์ทางธรรมชาติ พลังงานที่จะทำให้ถึงแก่ชีวิตย่อมมีปริมาณสูงกว่าในห้องทดลองมาก

 

พลังงานเฉลี่ยต่อหน่วยความต้านทาน (i2dt) ของส่วนอิมพัลส์ของกระแสฟ้าผ่า คือ ประมาณ 50 kJ/Ω สำหรับฟ้าผ่าแบบส่งประจุลบลงมา และประมาณ 600 kJ/Ω สำหรับฟ้าผ่าแบบส่งประจุบวกขึ้นไป (Berger et al. 1975; Anderson Eriksson 1980) ความต้านทานของร่างกายมนุษย์ตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่ที่ประมาณ 1,000 Ω (Berger 2007) ดังนั้น หากกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าทั้งหมดไหลผ่านร่างกาย พลังงานที่กระจายไปของบุคคลที่มีมวล 50 kg จะอยู่ที่ประมาณ 1 MJ/kg สำหรับจังหวะแรกที่เป็นลบโดยเฉลี่ย แม้แต่ช้างเอเชียซึ่งมีมวลตัวประมาณ 5,000 kg พลังงานจะกระจายไปประมาณ 1 KJ/kg เนื่องจากค่านี้สูงกว่าพลังงานที่ทำให้สัตว์ต่างๆ ถึงแก่ความตายมาก เมื่อถูกสายฟ้าโจมตีโดยตรงโอกาสรอดชีวิตเกือบเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ มีเพียงประมาณ ร้อยละ 20 ของผู้ที่ถูกฟ้าผ่าโดยตรงเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้มีเหตุผลที่ชัดเจนมากๆ แสดงเอาไว้สิ่งที่จะกล่าวถึงด้านล่างนี้

 

ตารางที่ 1 สรุปอุบัติเหตุของสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับฟ้าผ่า

ลำดับ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แหล่งข้อมูล

1

ปี 2009 ช้างตัวหนึ่งอยู่ในคณะละครสัตว์ ตาย ขณะอยู่ในที่โล่ง

Death by lightning for giraffes, elephants, sheep and cows”, Tetrapod Zoology, July 15, 2009

2

ปี 1943 ช้างอีกตัวหนึ่งอยู่ในคณะละครสัตว์ ตาย ขณะอยู่ในที่โล่ง

Famed elephant killed by lightning in west”, The News-Sentinel, September 7, 1943

3

ช้างตัวหนึ่งในวัดพุทธ ตายขณะผูกติดกับต้นไม้ใหญ่

Personal observation by the author

4

ปี 2010 ช้างป่า 5 ตัว ตายในแม่น้ำที่มีสภาพแวดล้อมเปิดโล่ง

Elephant grave yard”, Nature Shock in Channel 5, 30th July 2010

5

ปี 2010 ยีราฟเชื่องตัวหนึ่ง ตายในสวนสัตว์ ขณะกำลังเดินอยู่ท่ามกลางต้นไม้

TV giraffe killed by lightning”, The Telegraph, 09 November, 2010

6

ปี 2011 แกะ 6 ตัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เสียชีวิต ขณะหาที่หลบภัยใต้ต้นไม้โดดเดี่ยว

Lightning kills six sheep at Aveley Ranch”, Clearwater Times, August 01, 2011

7

ปี 2003 หมู 3 ตัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ได้รับบาดเจ็บกระดูกสันหลังส่วนเอวหักหลายครั้ง ขณะอยู่ในคอกแบบเปิด

Van Alstine and Widmer (2003)

8

ปี 1968 หมูตัวหนึ่ง เสียชีวิต และหมูอีก 47 ตัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ กระดูกหัก ขณะอยู่ในเล้าแบบปิด

Brightwell (1968)

9

ปี 2004 วัวโฮลชไตน์-ฟรีเชียน 3 ตัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เสียชีวิต และวัวแบบเดียวกันอีก 15 ตัว มีการมองเห็นไม่ชัด ท้องร่วง ฯลฯ ขณะออกเล็มหญ้าในทุ่งหญ้า

Boeve et al. (2004)

10

ปี 1967 หมู 5 ตัวเสียชีวิต และหมูอีก 59 ตัว ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นอัมพาต ขณะอยู่ในเล้าแบบปิด

Best (1967)

11

ปี 2011 กวาง 7 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ ตาย ขณะอยู่ในทุ่งโล่ง

Lightning strike kills deer in Kenosha County”, Journal Sentinel, March 22, 2011

12

ปี 2006 กวางโรป่า 2 ตัว ตายในที่โล่ง และมีพุ่มไม้เตี้ยๆ อยู่ไม่ห่างนัก

Žele et al. (2006)

13

ปี 2001 ม้าเลี้ยง 2 ตัว มีอาการทางระบบประสาทในระยะสั้น ขณะอยู่ในที่โล่งไม่ไกลจากต้นไม้

Bedenice et al. (2001)

14

ปี 2011 วัว 18 ตัว ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เสียชีวิต ใกล้กับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างกัน

Humphreys farmer says 18 cattle killed by single lightning strike”, Humphreys County, TN (WSMV), Aug 13, 2011

15

ปี 2009 วัว 16 ตัว ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เสียชีวิต ใกล้กับต้นไม้ที่อยู่โดดเดี่ยวมาก

Lightning strike kills bullocks”, BBC News, 15 June 2009

16

ปี 2008 วัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 52 ตัว เสียชีวิต ขณะสัมผัสกับรั้วโลหะที่ไม่มีสายกราวน์ในทุ่งโล่ง

Fifty-two cows are killed after lightning hits a wire fence”, the telegraph, 23 October, 2008

17

ปี 2008 วัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 15 ตัว เสียชีวิต ในที่โล่ง

Lightning kills 15 head of cattle in Lithia”, The Tampa Tribune, June 18, 2009

18

ปี 2011 วัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 7 ตัว เสียชีวิต ในที่โล่ง

Lightning strikes kill child, cattle”, New Vision (Uganda), 30th June, 2011

19

ปี 2011 แกะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 11 ตัว ตาย ในที่โล่งซึ่งมีต้นไม้สูงอยู่ไม่ห่างนัก

Lightning kills 11 sheep at East Coventry farm”, The Mercury, June 29, 2011

20

ปี 2010 แกะเขาใหญ่ 8 ตัวในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ตาย ในที่โล่งซึ่งมีต้นไม้สูงอยู่ไม่ห่างนัก

Lightning kills bighorn sheep on Wildhorse Island”, Montana Living, August 10, 2010

21

ปี 1918 แกะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 654 ตัว ตาย บนพื้นที่โล่งที่เป็นเนินเขา

NOAA, National Weather Service Forecast Office, Salt Lake City, Utah, USA

22

ปี 1939 แกะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 850 ตัว ตาย บนพื้นที่โล่งที่เป็นเนินเขา

NOAA, National Weather Service Forecast Office, Salt lake City, Utah, USA

 

ลำแสงตอบรับที่โผล่ออกมาจากร่างกายซึ่งส่งประจุตรงข้ามไปยังผู้นำขั้นบันไดจะมีส่วนทำให้เกิดลำแสงเส้นใย (filamentary streamers) ที่เล็ดลอดออกมาจากพื้นดินและตามเส้นทางผ่านทั้งร่างกายภายในและพื้นผิวภายนอก เมื่อผู้นำขั้นบันไดเชื่อมต่อกับผู้นำที่ตอบรับแล้ว กระแสจะเริ่มเพิ่มขึ้นตลอดทั้งสองตอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเปียก ความเค็ม สิ่งปนเปื้อน ฯลฯ ในเส้นทางภายนอก กระแสน้ำส่วนใหญ่จึงจะเข้าสู่เส้นทางนั้น เมื่อกระแสในช่องเส้นใยเหล่านี้เพิ่มขึ้น ศักยภาพจะถูกสร้างขึ้นข้ามจุดที่แนบ (โดยปกติจะเป็นหัวหรือส่วนบนของสัตว์และจุดที่สัมผัสพื้น (โดยปกติคือเท้าเมื่อสนามไฟฟ้าเนื่องจากความต่างศักย์นี้เกินประมาณ 450 kV/m อากาศบนตัวถังภายนอกจะพังทลายลง ทำให้เกิดส่วนโค้งของพื้นผิว กระแสแรงกระตุ้นทันทีนี้ผ่านร่างของสัตว์ซึ่งมีจุดเข้าและออกปัจจุบันห่างกัน 2 เมตร สูงถึงประมาณ 900 แอมป์

 

กฎของโทเพลอร์ (Toepler 1906) ระบุว่า ความต้านทานของส่วนโค้งไฟฟ้า  เวลาที่กำหนด จะแปรผกผันกับประจุที่ไหลผ่านส่วนโค้ง

 

ดังนั้น เมื่อกระแสในส่วนโค้งเพิ่มขึ้น (และเวลาผ่านไปความต้านทานของช่องจะลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น กระแสอิมพัลส์สูงสุดที่ไหลผ่านร่างกายภายในน่าจะเป็น 900 A ซึ่งมีอยู่ทันทีก่อนที่จะเกิดส่วนโค้ง ขนาดปัจจุบันนี้ถึงภายในประมาณ 0.1 μs ทีนี้ สมมติว่าคลื่นก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก โดยที่การกระจายพลังงานทั้งหมดต่อความต้านทานหน่วย (ER: energy dissipation per unit resistance) สามารถประมาณได้โดย ER 1⁄413 i0 t0 โดยที่ i0 และ t0 เท่ากับ 900 A และ 0.1 μs ตามลำดับ จะทำให้พบว่า การกระจายพลังงานทั้งหมดในความต้านทาน 1,000 Ω ของร่างกาย คือ ประมาณ 270 J สำหรับสัตว์ที่มีน้ำหนัก 50 ิโลกรัม จะเท่ากับพลังงานต่อหน่วยมวล (EM: energy per unit mass) ประมาณ 5.4 J/kg  เมื่อกระแสไฟฟ้ามีค่าถึงจุดสูงสุด ความต้านทานของช่องความโค้งทั่วตัวสัตว์ จะลดลงเหลือประมาณ 2 Ω ดังนั้น ณ กระแสสูงสุดที่ 30 kA ความต่างศักย์ทั่วร่างกายจะกลายเป็น 60 kV ส่งผลให้กระแสสูงสุดที่ 60 A แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย เมื่อพิจารณาคลื่นที่ก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีระยะเวลารวม 40 μs อีกครั้ง จะพบว่า มีการกระจายพลังงานภายในร่างกาย 36 J เนื่องจากการก่อตัวของส่วนโค้งภายนอก ทำให้ค่า EM เท่ากับ 0.72 J/kg ดังนั้นช่วงเวลารวมของแรงกระตุ้น พลังงานภายในจะกระจายไปมากกว่า 6 J/kg ซึ่งน้อยกว่าพลังงานที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตต่อหน่วยของมวล

 

มีสิ่งที่พึงสังเกตประเด็นเกี่ยวกับการคำนวณข้างต้น

 

1. ควรคำนึงว่าผลลัพธ์ข้างต้น ที่ได้มาจากการพิจารณาความกว้างของกระแสฟ้าผ่าโดยเฉลี่ย มีความเป็นไปได้เล็กน้อยที่จะรับกระแสฟ้าผ่าซึ่งมีจุดสูงสุดประมาณหลายร้อยกิโลแอมแปร์ ในกรณีเช่นนี้ กระแสไฟผ่านตัวถังในระหว่างพื้นผิวส่วนโค้งอาจถึงค่าที่มากกว่าค่า 60 A ที่ได้จากการคำนวณหลายเท่า

 

2. การวิเคราะห์จะไม่คำนึงถึงกระแสต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากส่วนโค้งของพื้นผิวเริ่มต้นในระหว่างเฟสกระแสอิมพัลส์ กระแสต่อเนื่องส่วนใหญ่จะไหลผ่านช่องส่วนโค้ง

 

3. ในกรณีที่เกิดฟ้าผ่าที่ปล่อยอิเลคตรอนขั้วบวกลงมา สถานการณ์อาจแย่ลงกว่าที่ควร เนื่องจากสาเหตุสองประการ กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าประจุบวกจะมีแอมพลิจูดใหญ่กว่า และกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าด้านหน้าช้ากว่า แอมพลิจูดของอิมพัลส์ที่ใหญ่กว่าจะทำให้เกิดกระแสทั่วร่างกายมากขึ้นในระหว่างความโค้งนั้น ในขณะที่เวลาด้านหน้าที่ช้ากว่าจะทำให้กระแสพรีอาร์กผ่านร่างกายมีเวลานานขึ้น ทั้งสองอย่างอาจส่งผลเสียต่อโอกาสรอดชีวิตของเหยื่อ

 

4. แม้แต่กระแสไฟฟ้าที่น้อยกว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ก็อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ หากการเลื่อนไหลเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงวิกฤติของวงจรการส่งเลือดออกจากหัวใจสู่เพื่อไปรับออกซิเจนและส่งกลับจากปอดสู่หัวใจ (pulmonary cycleนี่เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งเนื่องจากพลังงานต่อหน่วยมวลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจถึงอันตรายถึงชีวิตจากฟ้าผ่า

 

การอภิปรายข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัจจัยชี้ขาดในการพิจารณาชะตากรรมของเหยื่อฟ้าผ่า คือ การก่อตัวของส่วนโค้งของพื้นผิว ความล่าช้าดังกล่าวไม่กี่ไมโครวินาที อาจทำให้กระแสส่งผลเสียต่อวงจรการเต้นของหัวใจหรือพลังงานต่อหน่วยมวลเกินเกณฑ์อันตรายถึงชีวิต หลักฐานการทดลองที่ให้ไว้ใน Nagai et al. (1982) ยังให้เหตุผลด้วยว่า ความล่าช้าในการก่อตัวของส่วนโค้งที่พื้นผิวเป็นสาเหตุให้กระต่ายตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ในกรณีของการบาดเจ็บล้มตายของมนุษย์ มีข้อสังเกตว่าไม่มีสัญญาณของการเข้าสู่ร่างกายทันที ส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะความโค้งของพื้นผิวล่าช้าซึ่งขับเคลื่อนกระแสไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับการจับกุมหัวใจ แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้ทะลุทะลวงร่างกาย

 

การอภิปรายข้างต้นยังอธิบายด้วยว่า เหตุใดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัส ความเป็นไปได้ในการก้าว และลำแสงขึ้นด้านบน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับสัตว์พอๆ กัน เมื่อเกิดฟ้าผ่าแบบสายฟ้าฟาดตรงและสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง ซึ่งเหยื่อต้องเผชิญกับกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าเกือบทั้งหมด กรณีตัวอย่างสามกรณีแรก กระแสไฟฟ้าทะลุร่างกายจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของกระแสทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเป็นไปได้น้อยมากที่กระแสดังกล่าวจะก่อให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงพอที่จะทำให้เกิดความโค้งที่พื้นผิว การไหลของกระแสไฟฟ้าจะคงอยู่ตลอดระยะเวลาทั้งหมด ในกรณีของสัตว์สี่เท้า กระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่น่าจะผ่านหัวใจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น อีกทั้งกระแสไฟฟ้ายังอาจส่งผลต่อรหัสไขสันหลังและส่วนปากมดลูก ทรวงอก และเอว ทำให้เกิดอัมพาตที่ขาหลัง ซึ่งมักพบในสัตว์ที่มีถูกฟ้าผ่าในลักษณะไฟฟ้าต่างศักย์

 

กระแสไฟฟ้าระหว่างที่เกิดฟ้าผ่าในลักษณะกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัสมีความสัมพันธ์กับความต้านทานการสัมผัสที่จุดเข้าและออกเป็นอย่างมาก ความต้านทานต่อการสัมผัสอาจลดลงอย่างมากเมื่อเท้าอยู่ในน้ำหรือโคลน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสได้ดีกับส่วนประกอบที่เป็นโลหะของวัตถุที่ถูกฟ้าผ่า (เช่น เสาโลหะ รั้ว ฯลฯ)

 

บทวิเคราะห์ว่าด้วยอันตรายจากฟ้าผ่า

 

ข้อมูลที่ปรากฎในตารางที่ 1 ให้ข้อมูลเชิงลึกทางเทคนิคเกี่ยวกับการบาดเจ็บของสัตว์เนื่องจากฟ้าผ่า เหตุการณ์ที่อธิบายไว้ในกรณีที่ 1 จากตารางที่ 1 เกิดขึ้นที่จัตุรัสกลางเมืองโอควากัส รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1972 โดยที่ช้างถูกฟ้าผ่าแบบสายฟ้าฟาดตรง - direct stroke ช้างตัวนั้นตายในที่เกิดเหตุ กรณีที่ 2 เกิดขึ้นในเมืองดิลิลง มอนทานา สหรัฐอเมริกา ในปี 1943 ตามรายงาน ช้างที่ตกเป็นเหยื่อถูกฟ้าผ่าและเสียชีวิตทันที ในขณะที่ช้างในโขลงที่อยู่โดยรอบเป็นอัมพาตชั่วคราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีที่ 3 เกิดขึ้นที่เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา เมื่อปี 2001 ช้างศักดิ์สิทธิ์ของวัดพระเขี้ยวแก้วถูกฟ้าผ่าตาย ต่อกรณีนี้ สถานการณ์อันเป็นผลกระทบจากฟ้าผ่าแตกต่างไปจากสองกรณีแรกที่กล่าวข้างต้น เพราะช้างถูกมัดขาหลังไว้กับต้นไม้ มีหลักฐานที่มองเห็นได้ว่าต้นไม้ถูกฟ้าผ่า ไม่มีสัญญาณของสายฟ้าฟาดจากด้านข้างเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้อธิบายไปแล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าสามารถเข้าสู่ร่างกายด้วยสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง หรือสายฟ้าฟาดตรง โดยไม่ต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับจุดที่กระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายของช้าง ความเสียหายที่เกิดกับโซ่ล่ามขาช้างเป็นสิ่งยืนยันว่ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ขาด้วยกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส - touch potential ซึ่งเป็นกลไกที่ความเป็นไปได้สำหรับการถ่ายโอนกระแสไฟฟ้า ดังแสดงไว้ในภาพที่ 4 แอมพลิจูดของกระแสไฟฟ้าเดินทางผ่านร่างกายด้วยพารามิเตอร์ต่างๆ คือ แอมพลิจูดของกระแสดั้งเดิม การโค้งของพื้นผิว ความต้านทานการสัมผัสระหว่างต้นไม้กับโซ่หรือโซ่กับขา ความต้านทานของร่างกาย และความต้านทานการสัมผัสระหว่างเท้ากับพื้น สำหรับเท้าทั้งสี่นั้น ความต้านทานต่อการสัมผัสของเท้าหลังซึ่งผูกโซ่ไว้นั้นมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขนาดของกระแสของร่างกาย ส่วนใหญ่มักพบเห็นช้างยกหรือวางเท้าที่ถูกล่ามไว้กับพื้นอย่างหลวมๆ ส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะรู้สึกคัน นอกจากนี้ ในกรณีที่ฝนเพิ่งเริ่มตก ขาหลังซึ่งอยู่ใกล้กับต้นไม้อาจอยู่บนพื้นแห้งได้ ด้วยเหตุผลทั้งสองนี้ ความต้านทานการสัมผัส (กับพื้นของเท้าอีกข้าง โดยเฉพาะเท้าหน้า อาจน้อยกว่าเท้าหลังที่ถูกล่ามไว้อย่างมาก สภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่กระแสไฟฟ้าที่ร้ายแรงไหลเข้าสู่ผ่านอวัยวะสำคัญของช้าง

 

กรณีที่ 4 มีรายงานการตายของช้างป่าห้าตัวเมื่อปี 2007 ในหมู่บ้านกุมารกรัม รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ช้างที่ตายแล้วถูกพบในแม่น้ำไรดักที่แห้งขอดในช่วงเช้า ซึ่งต่อมามีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในคืนหนึ่ง มีการคาดเดากันว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากสัตว์เป็นพิษ แต่การชันสูตรพบว่าไม่มีสารพิษในร่างกายหรือบาดแผลภายนอกอื่นๆ แต่อย่างใด ดังนั้นสาเหตุการตายจึงได้รับการยืนยันว่าเป็นเพราะฟ้าผ่า ประสบการณ์ของทีมงานวิจัยที่ได้ทำการวัดความต้านทานของดินในแม่น้ำที่แห้งขอดเช่นเดียวกันในประเทศศรีลังกา (ประเทศที่อยู่ติดกับอินเดียแสดงให้เห็นว่าในสถานที่ดังกล่าว ความต้านทานของดินต่ำมาก ในช่วงไม่กี่โอห์มเมตร (ข้อมูลที่ไม่ได้เผยแพร่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ความต้านทานอาจต่ำกว่าในกรณีข้างต้นด้วยซ้ำ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในสภาวะที่มีพายุรุนแรงและมีฝนตกหนัก ดังนั้นโอกาสที่ไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential จะฆ่าช้างทั้งห้าตัวจึงอยู่ห่างไกล สิ่งนี้ทำให้เหลือเพียงกลไกเดียวเท่านั้นที่มีความเป็นไปได้ คือ direct strike ที่เป็นการโจมตีโดยตรงของสายฟ้าด้วยการยุติหลายครั้ง หรือสายฟ้าฟาดตรง - direct strikes

ไปที่ร่างของช้าง จากนั้นก็ตามด้วยสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashesหลายครั้ง (เนื่องจากอยู่ใกล้)

 


ภาพที่ 4 เส้นทางที่เป็นไปได้ของกระแสน้ำเนื่องจากศักยภาพการสัมผัส ในขณะที่สัตว์ถูกผูกไว้กับต้นไม้ด้วยโซ่โลหะ ชาวศรีลังกาแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายต่อช้าง Nadungamuwa Raja ซึ่งเป็นผู้ถือหีบศพฟันอันศักดิ์สิทธิ์หลักที่ Esala perahera ใน Kandy Photograph

 

กรณีที่ 5 การตายของยีราฟตัวหนึ่ง เกิดขึ้นในเขตสงวนเกลน อัฟริก ในประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปี 2010 เหยื่อของสายฟ้าเป็นตัวละครยอดนิยมในละครโทรทัศน์และถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามาก ยีราฟถูกฟ้าผ่าขณะกำลังเดินเตร่ผ่านต้นไม้ในอุทยานธรรมชาติ ขณะที่ทีมงานโทรทัศน์คนอื่นๆ กำลังถ่ายทำรายการโทรทัศน์อีกส่วนหนึ่งอยู่ มันอาจจะถูกสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง ซึ่งกระทบกับต้นไม้สูงตามคำอธิบายที่เห็นได้จากสภาพแวดล้อมที่เกิดอุบัติเหตุ

 

บันทึกเหตุการณ์ที่นำเสนอในกรณีที่ 12 (Žele et al. 2006) อธิบายการตรวจทางพยาธิวิทยาและเนื้อเยื่อพยาธิวิทยาของกวางโรตัวเมียสองตัว ที่ถูกพบว่าตายหลังจากพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในทุ่งโล่งในสโลวีเนีย สัตว์ทั้งสองตัวถูกพบอยู่ห่างกันประมาณ 1.5 เมตร ตามข้อสรุปของนักวิจัย กวางตัวหนึ่งถูกฆ่าด้วยสายฟ้าฟาดตรง - direct strikes ที่ฟาดลงมา ในขณะที่อีกตัวถูกฆ่าด้วยไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential (กระแสไฟฟ้าภาคพื้นดินตามระยะเวลาตามคำวินิจฉัย หลอดลมที่คอและหลอดลมที่ขั้วปอดของกวางทั้งสองมีฟองสีแดงอ่อนสำลักออกมา ความใกล้ชิดของร่างกายสัตว์และฟองสีแดงในระบบหายใจบ่งบอกถึงการเกิดสายฟ้าฟาดตรง ที่เกิดๆ หยุดๆ ต่อเนื่องหลายครั้ง หรือสายฟ้าฟาดตรงร่วมกับสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashes หลายๆ ครั้ง มีแนวโน้มว่าจะเกิดเหตุการณ์มากกว่าแค่สายฟ้าฟาดตรงกับไฟฟ้าต่างศักย์ร่วมกัน

 

กรณีที่ 8 เป็นผลการวินิจฉัยทางนิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสุกรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 48 ตัว ในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา (Brightwell 1968) กรณีที่ 7 มีสุกร 3 ตัว ได้รับผลกระทบในรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา (Van Alstine and Widmer 2003) และกรณีที่ 10 สุกร 64 ตัว ได้รับผลกระทบในแมนิโทบา แคนาดา (Best 1967) เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สัตว์สี่เท้าจำนวนดังกล่าวถูกกระทำจากไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential ไม่ใช่สายฟ้าฟาดตรง - direct strikes หรือสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashes อาการอัมพาตของขาหลัง ที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่รอดชีวิตทั้งหมด และหลักฐานของฟ้าผ่าที่กระทบกับวัตถุใกล้เคียง เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงการเกิดผลกระทบจากฟ้าผ่าแบบไฟฟ้าต่างศักย์ขึ้น สัตว์ในแต่ละกรณีที่พบอยู่กันเป็นฝูง สุกรที่มีความสูงเพียงเล็กน้อยจะช่วยลดโอกาสเกิดสายฟ้าฟาดจากด้านข้างได้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าฟ้าผ่าได้กระทบระบบไฟฟ้าซึ่งทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียงเสียหาย และกระแสไฟส่วนหนึ่งได้ถูกส่งไปยังบริเวณใกล้เคียงกับสุกรโดยสายไฟที่ฉนวนถูกไฟไหม้

 

กรณีที่ 20 เป็นรายงานการตายของแกะเขาใหญ่ (bighorn sheep) ในรัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา ที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential เหตุการณ์นี้ มีสัญญาณของความเสียหายในต้นสนปอนเดโรซ่าขนาดใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่า แกะตัวผู้ 6 ตัวที่ตาย ถูกพบอยู่ภายในวงกลมขนาดรัศมีประมาณ 5 เมตร รอบๆ ต้นไม้ และพบแกะตายอีก 2 ตัว อยู่ห่างจากแนววงกลมสมมุตินี้เพียงไม่กี่เมตร บนพื้นดินที่เป็นเนื้อเดียวกัน สามารถเห็นความลาดเทสูงสุดที่เป็นไปได้ในทิศทางรัศมีห่างจากจุดปะทะ ในกรณีนี้ โชคไม่ดีที่สัตว์เหล่านี้บังเอิญไปในทิศทางที่เหมาะสมเพื่อรับกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ไหลผ่านเข้าร่างกายของพวกมัน กรณีที่ 19 เป็นการตายของแกะ 11 ตัว ซึ่งนี่ถือเป็นอีกเหตุการณ์ที่คล้ายกับข้างต้น อุบัติเหตุเกิดขึ้นในป่าเล็กๆ ในอีสต์โคเวนทรี สหรัฐอเมริกา ในเหตุการณ์นี้มีการพบแกะนอนตายเป็นวงกลมและมีต้นไม้สูงอยู่ภายในวงกลม ซึ่งต้นไม้นี้มีรอยไหม้และกิ่งก้านแตก อันเป็นสัญญาณว่าถูกฟ้าผ่า แกะส่วนใหญ่อาจจะถูกสังหารเนื่องจากไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่จะเกิดสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flash ได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวแกะอยู่ใกล้ต้นไม้ ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ครั้งก่อนๆ

 

กรณีที่ 17 เป็นเหตุการณ์ค่อนข้างคล้ายกับข้างต้น ที่เกิดขึ้นในทุ่งนาในอีสต์โลเธียน รัฐฟลอริดา วัว 15 ตัว เสียชีวิตหลังจากพายุฝนฟ้าคะนอง ร่างของวัวทั้งหมดที่พบเกือบจะสัมผัสกัน แม้ว่าสัตว์เหล่านี้จะอยู่ในทุ่งโล่ง แต่ก็สามารถสังเกตเห็นต้นไม้เดี่ยวๆ ที่ไม่สูงมากนักอยู่ห่างจากสัตว์เหล่านี้หลายสิบเมตร ผู้เชี่ยวชาญด้านฟ้าผ่าเข้าสังเกตุการณ์ ณ ที่เกิดเหตุ และบอกสาเหตุการตายว่าเป็นสายฟ้าฟาดตรง - direct strike  แม้ว่าการฟาดโดยตรงแบบหยุดๆ ปิดๆ (multiple-termination direct strike) จะเป็นไปไม่ได้ แต่สายฟ้าฟาดตรง/สายฟ้าฟาดจากด้านข้างหลายครั้งมีแนวโน้มมากกว่าเนื่องจากสัตว์อยู่ใกล้กัน โปรดทราบว่าเมื่อกระแสฟฟ้าตัวนำที่ได้รับการตอบรับซึ่งในที่สุดจะประสบความสำเร็จในการพบกับกระแสไฟฟ้าตัวนำแบบกระโดดที่ถูกสร้างมาขึ้นแล้ว ก็ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่กระแสฟฟ้าตัวนำจะถ่ายเทประจุได้สำเร็จเป็นจำนวนมากภายในพื้นที่ขนาดเล็ก สำหรับกรณีที่ 17 นี้ อาจเกิดอันตรายจากฟ้าผ่าที่กระทบต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียงเป็นเหตุของการตายได้เช่นกัน เหตุการณ์ที่รายงานเอาไว้ในกรณีที่ 14, 15 และ 18 อาจเนื่องมาจากสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flash หรือไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential เนื่องจากในทุกกรณีสัตว์จะอยู่ใกล้กับต้นไม้สูงมาก

 

กรณีที่ 11 เหตุการณ์นี้มีรายงานมาจากรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ มีการระบุสาเหตุการตายเอาไว้อย่างชัดเจนที่อาจเกิดขึ้น โดยอุบัติเหตุครั้งนี้พบกวาง 7 ตัว ตายในทุ่งโล่งขนาดใหญ่ ในจำนวนนี้หกตัวนอนกองรวมกันเป็นรูปวงกลม และตัวที่เจ็ดนอนอยู่ห่างออกไปพอสมควร ข่าวรายการหนึ่งเล่าว่า มีรูลึกประมาณ 5 นิ้ว และมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเท่ากันอยู่ตรงกลางวงกลม ดังนั้นดูเหมือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นอันตรายขั้นหนึ่ง การสื่อสารที่เรามีกับพยานสองคนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตามมา (คือ Mr. Randy Lantz และ Ms. Jennifer Niemeyer) เปิดเผยรายละเอียดที่ถูกต้องบางประการของเหตุการณ์ ซึ่งแตกต่างจากคำอธิบายหลายประการที่ปรากฎในข่าวเล็กน้อย ร่างของกวางหกตัวอยู่ในวงกลมใกล้กัน (เป็นรูปวงรีมากกว่าดังแสดงในภาพที่ 5a จากวัตถุพยานเป็นสัตว์ที่ตายแล้ว ฟ้าผ่าอาจโจมตีกวาง ดังแสดงไว้ที่จุด Y ในภาพที่ 5a และ 5b อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีรอยไหม้บนขน (จากไฟลุกวาบตรงผิวหรือสัญญาณอื่นใด เช่น หย่อมสีแดง จึงไม่น่าเชื่อนักที่จะสรุปได้ว่ากวางได้รับผลกระทบจากการโจมตีแบบสายฟ้าฟาดตรง - direct strikes ในทางกลับกัน การมีร่องรอยรบกวนที่พื้นดินจากจุด X ไปยังจุด Y เผยให้เห็นว่าฟ้าผ่าอาจจะกระทบพื้นตรงจุด X และองค์ประกอบสำคัญของกระแสไฟฟ้าบนพื้นผิวพุ่งข้ามไปในทิศทางของกวางที่อยู่ตรงจุด Y ซึ่งกวางจะต้องก้าวเท้ายาวมาก เนื่องจากมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างของมันเป็นจำนวนมาก ระดับความปั่นป่วนของพื้นดินระหว่าง X และ Y บอกเป็นนัยว่าหากกวางถูกฟ้าผ่า มันก็ควรจะทิ้งรอยไว้บนตัวสัตว์อย่างน้อยสองสามรอย เชื่อกันว่าฝนจะตกเมื่อถึงเวลาที่มีฟ้าผ่า และกวางกำลังลุยน้ำนิ่งลึกไม่กี่เซนติเมตร ภาพที่ 5c แสดงรอยกีบที่ฝังลึกอยู่ในพื้นดิน เหยื่อรายที่ 7 ดูเหมือนจะอยู่ในวงกลมเดียวกันขณะที่ได้รับผลกระทบจากฟ้าผ่า แต่มันก็สามารถเดินต่อไปได้อีกประมาณ 100 เมตร ก่อนที่มันจะล้มลง กวางตัวนี้ยังมีเลือดออกจากตาในวันรุ่งขึ้นเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ (ภาพที่ 5d) โดยทั่วไปแล้ว คำอธิบายนั้น แสดงให้เห็นว่ากวางทั้งเจ็ดตัวถูกฟ้าผ่าลงมากลางวงของพวกมัน การสัมผัสเท้ากับพื้นอย่างมั่นคงทำให้ความต้านทานต่อการสัมผัสลดลง และเพิ่มโอกาสที่กระแสไฟฟ้าจำนวนมหาศาลจะไหลผ่านร่างกายของพวกมัน ต่างจากในกรณีของสัตว์สองขา สัตว์ที่มีสี่ขาจะต้องถูกไล่ระดับจนเกือบเป็นไปได้สูงสุดโดยพาดผ่านหนึ่งในหลายๆ รูปแบบของสองขาโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งของฟ้าผ่า การไหลของกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่ตัดผ่านอวัยวะสำคัญของร่างกาย เป็นการลดโอกาสรอดชีวิตของสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ สิ่งนี้อธิบายการเสียชีวิตจำนวนมากของสัตว์ ดังแสดงในตารางที่ 1 ในฝูงสัตว์หลายร้อยตัว เราไม่สามารถคาดหวังให้สัตว์ทุกตัววางตำแหน่งไปในทิศทางเดียวได้ ในเวลาที่เกิดการโจมตี สัตว์แต่ละตัวอาจได้รับกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งเกินกว่าพลังงานที่ทำให้ถึงตายได้ กวางที่มีเลือดออกจากดวงตาอาจมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านหรือใกล้กับดวงตา เส้นเลือดฝอยจึงถูกบดขยี้เนื่องจากผลกระทบของการกระจายความร้อน (นี่เป็นความรู้ที่ได้จากการสื่อสารส่วนตัวกับศาสตราจารย์ Diana Žele, University of Ljubljana) สถานการณ์หนึ่งที่เป็นไปได้อาจเป็นเพราะกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าทางขาและไหลออกทางหน้า เนื่องจากส่วนหน้าของกวางกำลังสัมผัสหรือใกล้กับพื้นดิน (เช่น น้ำดื่มมีความเป็นไปได้ที่การเกิดแนวเส้นโค้งขึ้นจากบริเวณดวงตาถึงพื้น

 

ภาพที่ 5 การตายของกวางในเหตุการณ์ที่เคโนชาเคาน์ตี้ a) วงกลมซากกวาง 6 ตัว หลังเกิดเหตุ b)การรบกวนของดินเนื่องจากฟ้าผ่า c) รอยกีบที่ฝังลึก d) กวางตัวที่เจ็ดซึ่งเดินห่างจากวงกลมประมาณ 100 เมตร ก่อนจะพังทลายลง

 

การเสียชีวิตของแกะจำนวนมากจากรายงานในกรณีที่ 21 และ 22 เกิดขึ้นในรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 โดยเกิดขึ้นในปี 1918 และ 1939 เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เกิดขึ้นที่ยอดเขามิลล์แคนยอนในอเมริกัน ฟอร์ค แคนยอน ภายหลังได้รับรายงานที่ด้านบนสุดของไพน์ แคนยอน ในเทือกเขาราฟท์ริเวอร์ ประสบการณ์ระหว่างการเยี่ยมชมการตรวจสอบในหลายประเทศ เผยให้เห็นว่าความต้านทานของดินบนยอดแหลมของภูเขา สูงกว่าความต้านทานของดินที่ฐานภูเขามาก นั่นเป็นเพราะว่าการพังทลายของดินทำให้ชิ้นส่วนหินที่มีความต้านทานสูง ดังนั้นการตายของสัตว์ส่วนใหญ่อาจมีสาเหตุมาจากไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential สัตว์สี่เท้าไม่จำเป็นต้องวางเท้าสัมผัสพื้นให้อยู่ในทิศทางเดียวกับทิศทางความลาดเทของพื้นที่ จึงเป็นการยืนยันว่า กลไกการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าอื่นๆ ที่ทำให้สัตว์เสียชีวิตเป็นจำนวนมากกระจายไปทั่วพื้นที่อันกว้างใหญ่นั้น เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง

 

อาการอัมพาตของขาหลัง ความบกพร่องในการมองเห็น และความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ที่ตรวจพบในเหยื่อรอดชีวิตที่ระบุไว้ในรายงานการวินิจฉัย ในกรณีที่ 9 ในวัวโฮลชไตน์-ฟรีเชียน 18 ตัว และกรณีที่ 13 บนม้าสองตัว เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสัตว์ส่วนใหญ่ถูกกระทำจากไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential อันเป็นผลกระทบจากแสงที่รุนแรงและคลื่นกระแทกของฟ้าผ่าที่กระทบในบริเวณใกล้เคียง

 

ภาพถ่ายที่ได้จากแหล่งข่าวหลายแห่งที่นำมาอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่อธิบายไว้ในกรณีที่ 16 แสดงให้เห็นว่าวัว 52 ตัว กำลังนอนพัก (หรือสัมผัสกันใบหน้าของพวกมันเกยสายไฟของรั้วโลหะขณะเกิดฟ้าผ่า พวกมันถูกนำมาเลี้ยงดูอยู่ท่ามกลางที่ราบสลับเนินเขากว้างใหญ่ ซึ่งมีรั้วลวดหนามยึดติดกับเสาไม้ นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของความตายจากฟ้าผ่าแบบ touch potential เนื่องจากมีเส้นทางคู่ขนานหลายเส้นทางที่มีตัวนำไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อให้กระแสฟ้าผ่าไหลลงสู่พื้นดิน (ผ่านตัววัวพื้นผิวที่วาบลงสู่พื้นอาจไม่เกิดขึ้นเมื่อกระแสฟ้าผ่าเข้าสู่รั้วแบบมีสาย เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่สังเกตว่าฝูงวัวทั้งหมด (ซึ่งมีอิสระที่จะย้ายออกจากรั้วสัมผัสกับรั้วลวดหนามในเวลาที่เกิดการโจมตีจากสายฟ้า เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมนี้ของวัว จากการได้สื่อสารกับเจ้าของฟาร์มโคนมหลายราย ข้อมูลที่ได้รับ สังเกตได้ทั่วไปว่าในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง สัตว์ต่างๆ จะรวมตัวกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ (หากต้นไม้ดังกล่าวอยู่ในระยะที่เข้าถึงได้หรือเคลื่อนตัวไปทางบริเวณรอบนอกของภูมิประเทศจนกว่าพวกมันจะดันตัวเองเข้าไปในแนวเขตแดน พฤติกรรมนี้ดูเหมือนจะพบได้ทั่วไปเช่นกัน ทั้งในม้า แกะ และแพะ ฯลฯ

 

อภิปรายผล

 

ความถูกต้องของการรายงาน

 

จำนวนงานวิจัยที่มีการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับอุบัติเหตุฟ้าผ่าของสัตว์นั้นค่อนข้างหายาก เนื่องจากเหตุการณ์ฟ้าผ่าจำนวนมากที่รายงานในสื่อยอดนิยมนั้นรวบรวมโดยนักเขียนที่ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องฟ้าผ่า) บางครั้งรายงานก็ถูกบิดเบือนเพื่อปรับปรุงความบันเทิง กรณีดังกล่าวประการหนึ่งคือการระบุสาเหตุของการเสียชีวิตของแกะ 84 ตัวต่อฟ้าผ่า (ข้อมูลที่ดึงมาจาก “Ball lightning kills 84 Sheep in Tuva”, Tuva Online, 27 July 2011) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองตูวา ประเทศรัสเซีย ซึ่งสัตว์เหล่านี้ถูกฆ่าขณะหาที่หลบภัยใต้ต้นสนสูง 15 เมตร ต้นไม้ถูกแยกออกเป็นส่วนๆ พร้อมกับการระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งผู้เขียนอธิบายว่าเกิดจากลูกบอลสายฟ้า เห็นได้ชัดเจนมากว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อมีฟ้าผ่าเท่านั้น (Heidler et al. 2004) และแกะก็ถูกฆ่าโดยศักย์ไฟฟ้าขั้นบันไดหรือแสงวาบด้านข้าง บทความเดียวกันนี้ยังระบุด้วยว่าในเหตุการณ์คล้าย ๆ กันในปี 2007 ในเมืองดาเกสถาน ประเทศรัสเซีย ฝูงแกะ 300 ตัวและผู้เลี้ยงแกะถูกสังหาร ส่วนใหญ่น่าจะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นขั้นหนึ่งคล้ายกับตัวอย่างที่ให้ไว้ในตารางที่ 1

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

เห็นได้จากเอกสารมากกว่า 1 พันฉบับที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับการป้องกันฟ้าผ่าของอุปกรณ์และระบบ คนส่วนใหญ่มักจะกังวลเกี่ยวกับความเสียหาย (การสูญเสียทางการเงินต่ออาคารและอุปกรณ์มากกว่า อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของ Chandima Gomes (2012) ในรายงานฉบับนี้ ทำให้เห็นได้ว่าบางครั้งการสูญเสียสัตว์อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สินมาก ตัวอย่างเช่น การตายของช้างเลี้ยงและช้างที่ได้รับการฝึกและยีราฟที่ระบุในตารางที่ 1 อาจทำให้สูญเสียเงินประมาณ 2–5 หมื่นเหรียญสหรัฐในแต่ละกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการตายของยีราฟ (กรณีที่ 5) มีผลกระทบหลายอย่างที่นำไปสู่ความสูญเสียทางการเงิน เนื่องจากสัตว์ดังกล่าวกำลังเล่นเป็นตัวละครหลักในละครโทรทัศน์ที่ได้รับการถ่ายทอดสดในช่วงเวลาที่เกิดโศกนาฏกรรม การตายของโคที่อธิบายไว้ในกรณีที่ 14, 15 และ 17 ทำให้เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 2 หมื่นเหรียญสหรัฐหรือเทียบเท่าในแต่ละกรณีตามข้อเรียกร้อง ในอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่รวมอยู่ในตารางที่ 1 Sunburnt Land ม้าแข่งที่ได้รับเงินรางวัลเกือบ 3.8 แสนดอลลาร์ ถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตในเมืองนิวแฮม ประเทศออสเตรเลียในปี 2008 ทำให้เจ้าของได้รับความสูญเสียอย่างหนัก (ข้อมูลจาก “Newham horse struck down by lightning”, Mecedon Ranges Leader, 14 November 2008)

 

ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มีไว้เพื่อเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ซึ่งดังที่เหตุการณ์อื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวถึงในบทความนี้ อาจก่อให้เกิดความสูญเสียที่คล้ายคลึงหรือหนักกว่าแก่เจ้าของสัตว์ที่เกี่ยวข้อง

 

การวิเคราะห์ที่ให้ไว้ในรายงานการวิจัยหลายฉบับที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ แสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่า แม้ในขณะที่สัตว์มีชีวิตรอดหลังจากไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential และผลกระทบจากการอยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดฟ้าผ่า แต่ส่วนใหญ่มูลค่าทางการค้าของพวกมันจะสูญเสียไป หรือไม่ก็เสื่อมโทรมลง เนื่องจากความพิการหลังเหตุการณ์ต่างๆ

 

กระบวนการสร้างความปลอดภัย

 

เป็นเรื่องยากที่จะป้องกันไม่ให้สัตว์ที่กินหญ้าเป็นฝูงในทุ่งกว้างถูกฟ้าผ่า ตามรายงานการเสียชีวิตจำนวนมากของสัตว์ในฟาร์ม (เช่นในกรณีที่ 16, 21 และ 22) พวกมันมักอยู่บนยอดเขาหรือทางลาดชันที่เปิดโล่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือใกล้กับรั้วโลหะในช่วงเวลาที่เกิดฟ้าผ่า สัตว์ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากในขณะที่พวกมันเล็มหญ้าในพื้นที่ราบและต่ำนั้นหาได้ยากเมื่อเปรียบเทียบกับทุ่งที่คล้ายกันในพื้นที่สูงหรือลาดชัน ความน่าจะเป็นต่ำที่จะเกิดฟ้าผ่าบนพื้นที่ราบดังกล่าว (เมื่อเทียบกับความน่าจะเป็นที่จะกระทบกับภูเขาโดยรอบ) และความชื้นที่มีปริมาณสูงในพื้นที่ราบต่ำ (ซึ่งลดความต้านทานของดินบนพื้นผิว) อาจเป็นสาเหตุของการสังเกตเหล่านี้ ดังนั้นหากสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของฝูงสัตว์ได้ก็ควรมีกลไกในการนำฝูงแกะออกจากยอดเขาและทางลาดเปิดไปสู่พื้นที่ราบในพื้นที่ราบลุ่ม

 

ตามที่กล่าวไปแล้ว พฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ในฝูง ที่จะเคลื่อนตัวเข้าหารั้วหรือหลบภัยใต้ต้นไม้เมื่อพายุเข้ามา ดังนั้นจึงควรมีกลไกป้องกันสัตว์เข้าใกล้รั้วเหล็กและต้นไม้ใหญ่ในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วในทางปฏิบัติ กลไกป้องกันดังกล่าวไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

กรณีของรั้วลวดโลหะ ขอเสนอแนวทางในการป้องกันดังต่อไปนี้

 

1. สายไฟควรต่อสายกราวน์เป็นระยะๆ อย่างน้อยก็ที่เสาค้ำ (ซึ่งปกติจะวางห่างกัน 3–5 เมตรซึ่งสามารถทำได้ด้วยการเย็บตึงลวดแนวตั้งร่วมกับลวดแนวนอนที่เสา เนื่องจากกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะกระจายไปตามเส้นทางคู่ขนานหลายเส้นทาง สายไฟแต่ละเส้นจึงสามารถมีส่วนตัดขวางขั้นต่ำประมาณ 6–8 ตร.มม. (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 มม.) ลวดหนามส่วนใหญ่ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีลักษณะเหมาะสำหรับจุดประสงค์นี้อยู่แล้ว

 

2. หากรั้วปิดล้อมทุ่งเลี้ยงสัตว์ ควรฝังลวดกลมเพิ่มเติมไว้ใต้พื้นดินประมาณ 50 ซม. (IEC 62305-3 2006) สิ่งนี้เรียกว่าตัวนำวงแหวน สายไฟแนวตั้งที่เสาควรต่อเข้ากับตัวนำวงแหวนที่ความลึก 50 ซมการเชื่อมต่อควรทำด้วยการเชื่อมแบบคายความร้อนหรือแบบเทอร์โมจะดีกว่า หากการเชื่อมดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ควรบิดลวดแนวตั้งโดยใช้ตัวนำวงแหวนอย่างน้อย 20 ซม.

 

3. หากรั้วเป็นแบบเปิด (ไม่ได้ปิดล้อมรอบทุ่งสัตว์ทั้งหมด) นอกเหนือจากขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมให้ใช้ลวดซึ่งยื่นออกไปด้านนอกประมาณ 3-4 เมตร จากตัวนำวงแหวนเป็นระยะๆ (ที่จุดที่สายไฟแนวตั้งเชื่อมต่อกับตัวนำวงแหวน) การเชื่อมต่อส่วนขยายเหล่านี้ควรทำในลักษณะเดียวกับที่ลวดแนวตั้งเชื่อมต่อกับตัวนำวงแหวน



ภาพที่ 6 (ซ้ายมือ) ข้อเสนอกลไกความปลอดภัยเพื่อปกป้องสัตว์ที่หาที่พักพิงใต้ต้นไม้โดดเดี่ยวในทุ่งนา

ภาพที่ 7 (ขวามือ) ข้อเสนอกลไกความปลอดภัยเพื่อปกป้องสัตว์ที่ถูกกักขัง 

 

4. แถบพื้นผิวดินห่างจากรั้วประมาณ 2 เมตร (เฉพาะภายในพื้นที่เลี้ยงสัตว์) ควรปูด้วยชั้นกรวด 10–20 ซม. หรือวัสดุดินอื่นๆ ที่มีความต้านทานสูงมาก นี่เป็นวิธีปฏิบัติทั่วไปในสวิตช์ไฟฟ้าที่ป้องกันไม่ให้คนงานถูกไฟฟ้าดูดเนื่องจากกระแสไฟฟ้าขัดข้องของโลกที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจมีไฟฟ้ารั่วออกมาโดยไม่ตั้งใจ ความกว้างของแถบสามารถปรับได้เพื่อให้กว้างกว่าช่วงขาหน้าและขาหลังของสัตว์เล็กน้อย (ระยะ 2 เมตร น่าจะเพียงพอสำหรับฟาร์มโค)

 

5. หากสร้างรั้วบนฐานคอนกรีตและเสาโลหะแนวตั้ง ควรเชื่อมเสาเข้ากับเหล็กเสริมในระหว่างการก่อสร้าง ควรตรึงสายไฟให้แน่น (ถ้าไม่ได้เชื่อมกับเสา ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ในข้อที่ 4 ในกรณีนี้ด้วย

 

6. กรณีรั้วที่มีเสาไม้และลวดหนาม หรือลวดโลหะ ขอแนะนำให้ตรวจสอบสภาพชิ้นส่วนที่ฝังไว้มากที่สุด ทุกๆ 5 ปี และเปลี่ยนทดแทนส่วนที่จำเป็นก่อนฤดูฝนฟ้าคะนองจะเริ่มขึ้น ในภูมิภาคที่มีความเค็มของดินสูง (บริเวณชายฝั่ง) จำเป็นต้องทำการตรวจสอบให้บ่อยขึ้น

 

ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือคอกเลี้ยงสัตว์หลายแห่ง มักมีต้นไม้เดี่ยวๆ ที่มีกิ่งก้านกว้างใหญ่เป็นร่มเงาให้แก่สัตว์เลี้ยงในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อน อย่างไรก็ตาม ต้นไม้ต้นเดียวกันอาจทำให้สัตว์ตายได้ในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง หากไม่มีกลไกในการหลีกเลี่ยงสัตว์ที่จะหลบภัยใต้ต้นไม้เหล่านี้ในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ขอแนะนำให้ปูพื้นดิน (อย่างน้อยส่วนหนึ่งของพื้นดินใต้ช่วงกิ่งก้าน) ด้วยชั้นกรวดหนา 10-20 ซม. หรือชั้นอื่นๆ วัสดุดินที่มีความต้านทานสูงมาก ยิ่งพื้นที่มีกรวดปกคลุมมากเท่าใด ความปลอดภัยของสัตว์ก็จะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนออีก 5-6 ประการ ดังต่อไปนี้ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิด side flashes (ดูภาพที่ 6 ประกอบ)

 

1. ควรติดตั้งวงแหวนลวดโลหะ (ลวดขนาดหน้าตัดประมาณ 8 ตร.มม.) ไว้รอบๆ ลำต้นของต้นไม้ที่ระดับความสูงเหนือพื้นดินราวๆ 3 เมตร ลวดหนามส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ แต่ว่าควรถอดหนามแหลมของลวดหนามออกก่อนที่จะทำการติดตั้ง

2. เชื่อมต่อสายไฟ 3–4 เส้นที่มีหน้าตัดคล้ายกัน แต่ละเส้นให้มีความยาวประมาณ 10 เมตร เข้ากับวงแหวน โดยมีระยะห่างเกือบเท่ากัน

3. ควรขยายสายไฟในแนวตั้งลงไปที่โคนต้นไม้

4. มัดสายไฟแนวตั้งด้วยห่วงลวดโลหะทุกๆ 1 เมตร ห่วงลวดโลหะที่ผูกเอาไว้เหล่านี้สามารถทำขึ้นได้คล้ายกับวงแหวนลวดโลหะที่อธิบายไว้ในข้อที่ 1

5. ที่โคนต้นไม้ ควรฝังสายไฟไว้ต่ำกว่าระดับพื้นดินประมาณ 50 ซม. และขยายออกไปในแนวรัศมี (6–7 เมตร)

6. ควรดำเนินการตามขั้นตอนที่กล่าวข้างต้น ก่อนที่พื้นที่จะเต็มไปด้วยกรวด ขอแนะนำให้คลุมสายไฟทั้งหมดที่ฝังไว้ด้วยกรวด (และขยายออกไปอีกสองสามเมตรหากมีทุนทรัพย์เพียงพอ)

 

ตรงกันข้ามกับปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในทุ่งกว้าง สัตว์ที่เลี้ยงแบบขังกรงหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้าน ซึ่งมีโอกาสอยู่ภายในพื้นที่ที่มีอาคารปกคลุม สัตว์พวกนั้นจะได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่า โดยหลักๆ แล้ว พ่อพันธุ์ม้า ช้าง และสัตว์ในสวนสัตว์ จัดอยู่ในหมวดหมู่แบบเดียวกันนี้

 

ในบรรดาสัตว์เลี้ยงในบ้าน/สัตว์เลี้ยงเชื่องทั้งหลายแล้ว ดูเหมือนว่าช้างมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากฟ้าผ่ามากที่สุด เนื่องจากช้างอาจเสี่ยงต่อฟ้าผ่าแบบไฟฟ้าต่างศักย์ - step potentials กระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส - touch potentials และสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashes สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก หากช้างถูกมัดด้วยโซ่โลหะไว้กับต้นไม้ใหญ่หรือตอไม้ เนื่องจากตัวช้างค่อนข้างสูง จึงอาจเกิดสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง เมื่อต้นไม้ต้นนั้นถูกฟ้าผ่า กรณีนี้กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจกระโดดจากต้นไม้ไปที่หัวของสัตว์และฆ่ามันได้ทันที แม้ว่ามันจะหลุดออกมาจากสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง แต่กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าก็อาจถูกโซ่โลหะดึงเข้าสู่ร่างกายของมันโดยอัตโนมัติ อีกวิธีหนึ่งที่ช้างจะได้รับกระแสฟ้าผ่าเมื่ออยู่ใต้ต้นไม้ก็คือ กระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

 

ควรเตรียมสถานที่พิเศษเพื่อผูก/มัดสัตว์เหล่านี้ไว้ภายใต้สภาวะพายุฝนฟ้าคะนอง ไม่ควรผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่แยกจากกัน บริเวณที่สัตว์สามารถเคลื่อนย้ายได้ควรปูด้วยตาข่ายแถบทองแดง (พื้นที่หน้าตัดขั้นต่ำ 8 ตร.มม.) ใต้พื้นผิวดิน แต่ว่าทองแดงมีราคาแพง จึงสามารถใช้ท่อเหล็กแป๊บ เทปเหล็ก ลวดหนาม ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์นี้ทดแทนได้เช่นกัน ส่วนตาข่ายที่มีขนาดสูงสุด 3x3 ตร.เมตร กำลังเหมาะสำหรับช้าง ในขณะที่ม้า ลา และวัว ควรมีขนาดน้อยกว่า 2x2 ตร.เมตร ควรฝังตาข่ายไว้ต่ำกว่าระดับพื้นดินประมาณ 0.5 มตร ควรติดตั้งเสาโลหะสี่ต้นและต่อสายดินอย่างดีที่ปลายพื้นที่ (เพื่อให้มีความต้านทานดินน้อยกว่า 10 Ω) ท่อเหล็กแป๊บที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 ซมและความหนา 3 มมจะเพียงพอสำหรับวัตถุประสงค์นี้ ตาข่ายโลหะควรต่อเข้ากับสายดินของเสาโลหะอย่างแน่นหนา (ควรเชื่อมด้วยความร้อนจะดีกว่าควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเชื่อมต่อโซ่ของช้างเข้ากับระบบสายดินซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกัน หากใช้ตัวเลือกต้นทุนต่ำแทนทองแดงแนะนำให้ตรวจสอบสภาพของตาข่ายใต้ดินอย่างน้อยทุกๆ สองปี ภาพที่ 7 แสดงแผนภาพของแผนการป้องกันดังกล่าว การคำนวณทำได้โดยสมมติว่ามีมุมป้องกัน 45° ซึ่งใช้ได้กับการป้องกันวัตถุที่สูงถึง 10 เมตร แม้จะอยู่ที่การป้องกันระดับ I (IEC 62305-3 2006)

 

ความสูงของเสาเหนือระดับพื้นดิน (h) สามารถกำหนดได้ตามสูตรด้านล่าง โดยให้ความสูงของสัตว์เป็น x

 

สำหรับพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความยาวด้าน a และ b ควรติดตั้งเสาสี่อันที่มุม

 

สำหรับพื้นที่ที่เป็นวงกลมในระยะรัศมี r ควรติดตั้งเสา 4 เสาตั้งฉากกัน เอาไว้ที่ปลายของเส้นผ่าศูนย์กลาง ส่วนความสูงของเสาคำนวณได้จาก h = r + x โดยที่ x สามารถแทนค่าความสูงของช้าง 3.5 เมตร ม้า 2.5 เมตร ส่วนลาและวัว ฯลฯ 2 เมตร

 

ให้แน่ใจได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายของระบบการป้องกันข้างต้นจะน้อยกว่ามูลค่าของสัตว์เหล่านี้มาก

 

ช้างและสัตว์มีค่าอื่นๆ ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในน่านน้ำเปิดเมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนอง คำแนะนำนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเจ้าหน้าที่ในสถานเลี้ยงช้างกำพร้า เจ้าของช้างและม้า เจ้าหน้าที่วัดที่เลี้ยงช้าง และเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ข้อกังวลอีกประการหนึ่งคือเวทีแสดงช้าง ม้า หมี ฯลฯ ในสวนสัตว์และละครสัตว์แบบเปิด สนามกีฬาเหล่านี้ควรได้รับการปกป้องข้างต้น แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะมีหลังคาก็ตาม เมื่อสัตว์ได้รับที่พักพิง (เช่น บ้านพักช้าง คอกม้า ฯลฯ) โครงสร้างควรได้รับการคุ้มครองแบบเดียวกัน

 

สรุป

 

การได้รับบาดเจ็บของสัตว์และความพิการถาวรที่ตามมาหรือต้องตายไป อันเนื่องมาจากผลกระทบจากฟ้าผ่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายๆ ส่วนของโลกที่ระดับไอโซเคอรอนิก (isokeraunic level) สูงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวต้องการการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บที่เกิดจากฟ้าผ่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการคุ้มครองความปลอดภัยของสัตว์จากอันตรายจากฟ้าผ่า กลไกการบาดเจ็บจากฟ้าผ่าหลายอย่างของสัตว์นั้นคล้ายคลึงกับกลไกของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของแต่ละกลไกของฟ้าผ่าที่มีต่ออวัยวะในร่างกายและความน่าจะเป็นของการสัมผัสจะแตกต่างกันบ้างในกรณีของสัตว์ ทั้งนี้ ไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential มีบทบาทสำคัญต่อการเสียชีวิตของสัตว์สี่เท้า เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการ คือ

 

1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านอวัยวะสำคัญต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงทิศทางของฟ้าผ่า (กระแสไฟฟ้าอาจไหลผ่านหลายเท้า)

2. ในกรณีของสัตว์ตัวสูง เช่น ช้างและยีราฟ ภัยอาจที่เกิดจากสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashes และกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส - touch potential นั้น มีความน่าจะเท่าๆ กับไฟฟ้าต่างศักย์ - step potential

 

มีรายงานว่าฝูงวัวขนาดใหญ่และสัตว์ในบ้านอื่นๆ เสียชีวิตเนื่องกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส - touch potentials ได้ ขณะที่พวกมันวางส่วนต่างๆ ของร่างกายไว้บนรั้วโลหะที่ไม่มีพื้นดิน ส่วนอันตรายจากสายฟ้าฟาดจากด้านข้าง - side flashes และกระแสไฟฟ้าแตะสัมผัส - touch potential ที่อาจเกิดขึ้นจากสัตว์เหล่านี้ เป็นเรื่องปกติเมื่อพวกมันรวมตัวกันอยู่รอบต้นไม้สูง และมีวิธีแก้ปัญหาแบบประหยัดเพื่อลดการบาดเจ็บของสัตว์จากฟ้าผ่า ซึ่งได้กล่าวถึงเทคนิคต่างๆ เหล่านี้โดยละเอียดแล้วในบทความนี้

 

มีสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจละเลยหรือข้ามไปได้ คือ ระดับเคอรอนิก (keraunic level) ที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เชิงสถิติบ่งชี้ถึงจำนวนวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนองต่อปีในพื้นที่หรือสถานที่เฉพาะ ระดับเครูนิกแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความผันผวนที่รุนแรงในภูมิภาค และมีค่าตั้งแต่น้อยกว่า 1 ในภูมิภาคอาร์กติกและแอนตาร์กติก ไปจนถึงค่าสูงมากๆ 180 ในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ระดับเครูนิกในแต่ละท้องถิ่นถูกนำมาแสดงลงเป็นจุดบนแผนที่ แล้วสร้างเส้นต่อเนื่องที่มีระดับเครูนิกเท่ากัน เรียกว่า เส้นเท่าเคอรูนส์ - isokerauns รอบๆ พื้นที่ที่มีระดับคงที่ได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้และเกณฑ์อื่นๆ ของการวิเคราะห์ความเสี่ยง การใช้อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากอาจได้รับการแนะนำหรือบังคับก็ได้