บรรทัดฐานงานลิขสิทธิ์! บนลายดอกยางรูปสายฟ้า
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ออนไลน์
15 เมษายน 2569 เวลา 7:18 น.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกฎีกา “ลายดอกยางรูปสายฟ้า”: ลิขสิทธิ์ หรือแค่แบบผลิตภัณฑ์?” ระบุว่า การต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง "PIRELLI" (โจทก์) กับห้างหุ้นส่วนในไทย "P.RALLY" (จำเลย) ได้เดินมาถึงบทสรุปที่น่าสนใจยิ่งในศาลฎีกา โดยมีประเด็นหลัก คือ "ลวดลายดอกยางรูปสายฟ้า" บนยางรถจักรยานยนต์รุ่นดังอย่าง DIABLO SUPERCORSA นั้น ควรได้รับความคุ้มครองในฐานะ "งานอันมีลิขสิทธิ์" หรือไม่?
โจทก์ (Pirelli) ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิ 2 ประการหลัก
1.ละเมิดลิขสิทธิ์: จำเลยผลิตและจำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ที่มีลวดลายรูป "สายฟ้า" ซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับของโจทก์
2.ละเมิดชื่อทางการค้า: จำเลยใช้ชื่อ "P.RALLY" ซึ่งโจทก์มองว่าจงใจให้คล้ายกับ "PIRELLI" เพื่อสร้างความสับสนแก่ผู้บริโภค
โจทก์เรียกค่าเสียหายรวมกว่า 4 ล้านบาท และขอให้จำเลยหยุดใช้ลวดลายและชื่อดังกล่าวทันที
คำวินิจฉัยศาลฎีกา 3 ประเด็นชี้ชะตา
1.ลายดอกยางรูปสายฟ้าเป็นงานอันมี "ลิขสิทธิ์" หรือไม่?
ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า การจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) หาใช่เป็นเพียงงาน (work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น
แต่ในกรณีนี้ศาลเห็นว่า ลายดอกยางรูปสายฟ้าเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่มนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของตน แม้รูปของโจทก์จะแตกต่างจากที่จำเลยนำสืบบ้างเล็กน้อย ก็ไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ส่วนวิธีการจัดเรียงรูปแต่ละรูปจนกลายเป็นลวดลายดอกยางนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญ (Functional Design) ไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์
สรุป: ลายดอกยางรูปสายฟ้า "ไม่มีลิขสิทธิ์" จำเลยจึงไม่ละเมิดในส่วนนี้
2. ชื่อ "P.RALLY" กับ "PIRELLI" สับสนจริงไหม?
ศาลพิจารณาเปรียบเทียบภาคส่วนสำคัญของชื่อนิติบุคคลของทั้งสองฝ่าย
รูปธรรมและเสียง: ชื่อ "พี.แรลลี่" กับ "พีเรลลี่" มีความแตกต่างกันทั้งตัวอักษรและเสียงเรียกขาน
ความสับสนของผู้บริโภค: แม้โจทก์จะอ้างว่ามีลูกค้าบางคนสับสน แต่ศาลมองว่าพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนพอที่จะฟังว่าสาธารณชนหลงผิดว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลเครือเดียวกับโจทก์
สรุป: จำเลย "ไม่ละเมิด" สิทธิในชื่อทางการค้า
3.คำพิพากษา
ศาลฎีกาพิพากษา "ยืน" ตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ "ยกฟ้อง" โจทก์
ข้อคิดและบทเรียนจากคดีนี้ (Legal Insights)
สำหรับนักออกแบบและเจ้าของธุรกิจ
จดสิทธิบัตรให้ถูกประเภท: หากงานออกแบบของคุณ "เน้นฟังก์ชันการใช้งาน" (เช่น ลายยางรถ, รูปทรงขวดน้ำที่จับถนัดมือ) ควรจด "สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์" เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ (แม้จะคุ้มครองโดยอัติโนมัติ ใต้องจดทะเบียน) อาจไม่ครอบคลุมงานที่มีวัตถุประสงค์เชิงอุตสาหกรรมเป็นหลักโดยขาดความมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง
Originality คือหัวใจ: การนำสัญลักษณ์สากลหรือรูปทรงธรรมชาติมาใช้ ต้องสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ของตนเองจริงๆ ถึงจะได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์
สำหรับนักกฎหมาย
การพิสูจน์พยานหลักฐาน: ในคดีชื่อทางการค้า การพิสูจน์ "ความสับสนของผู้บริโภค" (Confusion) ต้องมีน้ำหนักเพียงพอ ไม่ใช่แค่ความคล้ายคลึงของชื่อเพียงอย่างเดียว
เส้นแบ่งที่ชัดเจน: คดีนี้ช่วยตอกย้ำว่า "ประโยชน์ใช้สอย" (Functionality) เป็นกำแพงที่แยกงานออกแบบอุตสาหกรรมออกจากงานลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาด
คำพิพากษานี้เปรียบเสมือนบรรทัดฐานที่ย้อนกลับมาเตือนเราว่า "ไม่ใช่งาน (work) ที่สร้างขึ้นมาทุกชนิด จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์" และการวางกลยุทธ์จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้ "ถูกฝาถูกตัว" ตั้งแต่ต้น คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกธุรกิจปัจจุบัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น