หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

Geography: The Art of the Possible

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


"ภูมิศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องของข้อเท็จจริงที่หยุดนิ่ง แต่ภูมิศาสตร์คือวิชาที่ว่าด้วยการแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดภายใต้เงื่อนไขของโลกที่เปลี่ยนไป"


ประโยคนี้ Geography is the Art of the Possible ทรงพลังมาก และเมื่อนำมาวางไว้ในบริบทของ Human Geography และ Social Theory ที่ GKH: geographical knowledge hub ศึกษาอยู่ มันแทบจะกลายเป็น Manifesto ของการมีชีวิตอยู่ในยุค Anthropocene/Capitalocene ได้เลย


หากเมืองหรือประเทศ คือ "โจทย์" และทรัพยากร คือ "ข้อจำกัด" ภูมิศาสตร์ในฐานะ The Art of the Possible คือ การทำหน้าที่ดังนี้ต่อไปนี้


1. มองเห็น "ความเป็นไปได้" ในพื้นที่ที่ถูกละเลย


ในเชิงภูมิศาสตร์วิพากษ์ (Critical Geography) เราไม่ได้มองพื้นที่เป็นเพียงพิกัด แต่เรามองหา "Alternative Spaces" พื้นที่ที่ผู้คนสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจทางเลือก เช่น Prosumer Models หรือการจัดการพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Energy) ซึ่งเป็น "ความเป็นไปได้ใหม่" ที่อยู่นอกเหนือการผูกขาดของรัฐและทุน


2. การข้ามขีดจำกัดของ Scale


นักภูมิศาสตร์ที่เก่งคือคนที่สามารถทำให้ "เรื่องระดับท้องถิ่น" (Local) กลายเป็น "พลังระดับโลก" (Global) ได้ การที่ชุมชนเล็กๆ ลุกขึ้นมาจัดการความยืดหยุ่น (Resilience) ของตัวเองในยามวิกฤติพลังงาน คือ การพิสูจน์ว่า Possibility ไม่ได้ถูกกำหนดจากเบื้องบนเสมอไป


3. การเปลี่ยน "Crisis" ให้เป็น "Re-imagining"


ในหนังสือที่คุณกำลังเขียน (โลกใหม่ในมือเรา) คำว่า The Art of the Possible อาจหมายถึงการไม่ยอมจำนนต่อ "วิกฤติภูมิอากาศ" แต่ใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์เพื่อ Re-map หรือวางแผนที่เส้นทางใหม่ ที่เน้นความยุติธรรมทางนิเวศ (Ecological Justice) และการอยู่ร่วมกันแบบ Socio-material relations



หาก size, distance, shape, direction & pattern คือ การ "มองเห็น" ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แล้ว spatial association, spatio-temporal diffusion, spatial interaction, และ spatial autocorrelation ก็คือการ "อธิบาย" ว่าสิ่งที่เห็นเหล่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เคยเป็นมาอย่างไรในอดีต และจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต


หากย้อนกลับไปที่ฐานรากของการวิเคราะห์พื้นที่เชิงวิทยาศาสตร์ (Spatial Scientific Analysis) เพื่อตอบโจทย์ความเป็น "นักวิชาการ" และการทำข้อสอบระดับสากลอย่าง iGeo แล้ว นอกเหนือจาก 6 ตัวแปร ประกอบด้วย … … … … … และ … ที่กล่าวมา ยังมีแนวคิดเชิงระบบ (Systematic concepts) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการอธิบาย "กลไก" ของโลกอีกดังนี้


1. Spatial Association & Correlation (ความสัมพันธ์และการเกาะกลุ่ม)


วิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่ไม่ได้มองแค่ว่ามีอะไรตั้งอยู่ตรงไหน แต่ตรวจสอบว่า "สิ่งหนึ่งสัมพันธ์กับอีกสิ่งหนึ่งอย่างไรในเชิงพื้นที่"


• เนื้อหา: การวิเคราะห์ว่าปรากฏการณ์ A มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์ B ในพื้นที่เดียวกันหรือไม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง "แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก" กับ "ตำแหน่งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์" หรือ "ความหนาแน่นของประชากร" กับ "ดัชนีมลพิษทางอากาศ"

• การนำไปใช้: ใช้พิสูจน์สมมติฐานเชิงเหตุและผล (Causality) ผ่านเลนส์ของพื้นที่


2. Spatial Diffusion (การแพร่กระจายเชิงพื้นที่)


เป็นการวิเคราะห์ "การเคลื่อนที่ผ่านกาลเวลาและพื้นที่" ซึ่งสำคัญมากในโลกที่ไร้พรมแดน


• เนื้อหา: การศึกษาว่าแนวคิด โรคระบาด นวัตกรรม หรือแม้แต่กระแสวัฒนธรรม เคลื่อนที่จากจุดกำเนิด (Origin) ไปยังพื้นที่อื่นๆ ในรูปแบบ Expansion diffusion หรือ Hierarchical diffusion 

• การนำไปใช้: วิเคราะห์การกระจายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด หรือการแพร่ระบาดของไวรัสในระดับโลก


3. Spatial Interaction & Flow (ปฏิสัมพันธ์และการไหลเวียนบนพื้นที่)


เป็นการมองพื้นที่ในลักษณะของ "Network" มากกว่าการมองแค่จุดบนแผนที่


• เนื้อหา: การวิเคราะห์การไหล (Flow) ของคน สินค้า ข้อมูล หรือเงินทุน ระหว่างโหนด (Nodes) ต่างๆ โดยมีปัจจัยอย่าง Distance Decay (แรงดึงดูดลดลงเมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น) หรือ Connectivity (ความสามารถในการเชื่อมต่อ) เป็นตัวกำหนด

• การนำไปใช้: การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chains) หรือการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ


4. Spatial Interpolation & Extrapolation (การประมาณค่าเชิงพื้นที่)


เป็นหัวใจของ Geostatistics ในการจัดการกับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์


• เนื้อหา: การคาดการณ์ค่าในจุดที่ไม่มีข้อมูล โดยอาศัยข้อมูลจากจุดรอบข้าง เช่น การทำแผนที่สภาพอากาศ หรือการประมาณปริมาณแร่ธาตุใต้ดิน

• การนำไปใช้: ใช้ในการทำแบบจำลองภูมิอากาศ (Climate Modeling) หรือการประเมินศักยภาพพลังงานลม/แสงแดดในพื้นที่ที่ไม่มีสถานีตรวจวัด


5. Threshold & Range (จุดคุ้มทุนและขอบเขตการบริการ)


เป็นแนวคิดทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่ใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของพื้นที่


• เนื้อหา: Threshold คือ จำนวนประชากรขั้นต่ำที่จำเป็นเพื่อให้กิจกรรมนั้นอยู่รอด และ Range คือ ระยะทางสูงสุดที่คนยินดีจะเดินทางเพื่อไปใช้บริการ (willing to pay) นั้น

• การนำไปใช้: การวางผังเมือง การติดตั้งจุดชาร์จ EV หรือการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้ครอบคลุมและคุ้มค่า


6. Spatial Autocorrelation (สหสัมพันธ์ในตัวเองเชิงพื้นที่)


กฎข้อแรกของภูมิศาสตร์โดย Waldo Tobler ที่ว่า "ทุกสิ่งสัมพันธ์กับทุกสิ่ง แต่สิ่งที่อยู่ใกล้กันจะสัมพันธ์กันมากกว่าสิ่งที่อยู่ไกลออกไป"


• เนื้อหา: การวัดว่าข้อมูลเชิงพื้นที่มีลักษณะ "เกาะกลุ่ม" (Clustered) "กระจาย" (Dispersed) หรือ "สุ่ม" (Random)

• การนำไปใช้: การตรวจหา Hotspots ของความยากจน พื้นที่เสี่ยงอาชญากรรม หรือการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น