หน้าเว็บ

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

planetary boundary

ตัวเราเองในหมอกควัน

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ท้องฟ้าสีมัวซัวที่ปกคลุมอยู่ในขณะนี้ คือ "กระจกบานใหญ่" ที่สะท้อนว่า เราทุกคนล้วนติดอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน ตั้งแต่ชาวนาที่จำใจต้องจุดไฟ คนเมืองที่สูดลมหายใจอย่างหวาดระแวง เกรียนคีย์บอร์ดที่ก่นด่าไปตามกระแส ไปจนถึงรัฐที่จ้องจับผิดเพื่อหาแพะรับบาป ทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองของวงจร Capitalocene วิกฤตการณ์ที่ต้องแก้ไขด้วยการรื้อสร้าง ไม่ใช่เพียงการลงโทษ


หากเรามองผ่านเปลวไฟเข้าไปในท้องนา มีเหตุผลเชิงโครงสร้าง ๓ ประการ ที่บีบให้ไฟต้องลุกโชน


๑. เมื่อฟางข้าวกลายเป็นศัตรูของฟันเฟือง


เกษตรพันธสัญญาต้องการความเร็ว รถไถคือหัวใจหลัก แต่รถไถจะไม่รับงานหากเจ้าของนาไม่จัดการฟางข้าว เพราะฟางคือฝันร้ายของเครื่องจักร ด้วยผานพรวนดินที่กลายเป็น "ผานขี้คร้าน" ความยาวของฟางข้าวที่พ่นออกมาจากรถเกี่ยวข้าว จะเข้าไปขัดระหว่างจานผานกับโครง จนจานหยุดหมุน กลายเป็นเพียงแผ่นเหล็กทื่อๆ ที่ลากดินมากองรวมกันแทนที่จะพลิกหน้าดิน ต่อมาโรตารี่ปั่นดินจะเป็นอัมพาต เพราะฟางจะพันรอบแกนจอบหมุนจนแน่นเป็นปูน สร้างแรงเสียดทานมหาศาลจนเครื่องยนต์โหลด ควันดำ กินน้ำมัน และสุดท้ายคือบดขยี้ซีลกันน้ำมันจนพังพินาศ


วิถีทางแก้ที่ปลายเหตุง่ายๆ ต้องเอามีดไปกรีดฟางออกจากแกน ซึ่งเหนื่อยและเสียเวลามากฟางออก หรือไม่ก็ต้องฉีดน้ำหมักจุลินทรีย์ทิ้งไว้ให้ฟางกรอบหรือเปื่อยจนขาดง่ายก่อนค่อยลงมือปั่น และแม้จะมีชุดกันฟางพันแต่ในโลกที่ต้องการลดต้นทุน การใช้ไฟเคลียร์ทางให้เครื่องจักรจึงเป็นทางเลือกที่ถูกที่สุดในสายตาของทุน


๒. สงครามไม่รู้จบกับศัตรูที่มองไม่เห็น


การไม่เผาฟางในระยะแรกเป็นการสร้างที่พักใจให้กับศัตรูพืชชั้นยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "หญ้าแดง หรือ หญ้ากระดูกไก่" วัชพืชที่หลบซ่อนใต้ฟางที่รักดินชื้นและอินทรียวัตถุจากฟางเป็นชีวิตจิตใจ ระบบรากที่แข็งแรงและดื้อยาของมันจะแพร่กระจายไปทั่วแปลงนาทันทีที่เราปั่นดินโดยไม่เผาทำลายเหง้าของมันเสียก่อน เป็นสงครามไม่รู้จบกับศัตรูที่มองไม่เห็น


๓. กับดัก - ข้าวดีด ข้าวเด้ง และหญ้าข้าวนก


ข้าวดีด ข้าวเด้ง และหญ้าข้าวนก คือ weedy rice ที่เป็นศัตรูอันดับหนึ่งที่ร่วงง่าย พักตัวเก่ง และโตเร็วกว่าข้าวปลูก หากเมล็ดที่ตกค้างไม่ถูกไฟเผาทำลาย พวกมันจะถูกไถกลบและรอเวลาเงยหน้าขึ้นมาแย่งปุ๋ย แย่งแสงแดด จนข้าวปลูกลีบแบนเสียหายมหาศาล นอกจากนี้การไม่เผายังนำมาซึ่งภาวะ "ข้าวมันเมาตอซัง" เมื่อจุลินทรีย์ดึงไนโตรเจนไปย่อยฟางจนข้าวเหลืองแคระแกร็น และก๊าซไข่เน่าจากฟางหมักที่ทำลายรากข้าวให้เน่าดำ


ลักษณะเด่นของข้าวดีดข้าวเด้ง คือ เมล็ดเปราะร่วงง่าย เพียงแค่ลมพัดก็ดีดลงดินก่อนรถเกี่ยวจะมาถึง ทำให้ชาวนาเสียผลผลิตไปฟรีๆ และเมล็ดที่ร่วงยังพักตัวอยู่ใต้ดินได้นานหลายปีเพื่อรอโอกาสงอกใหม่ พวกมันสามารถเติบโตได้เร็วและมีความสูงมากกว่าข้าวปลูกอย่างมาก พวกมันจะแย่งปุ๋ย น้ำ และแสงแดด ทำให้ต้นข้าวหลักแคระแกร็น ไม่แตกกอ ผลผลิตลดลงฮวบฮาบถึง ๓๐-๗๐% และหากพวกมันหลุดรอดไปถึงโรงสี เมล็ดข้าวดีดที่มีสีแดงหรือคล้ำจะทำให้คุณภาพข้าวต่ำลง ถูกโรงสีหักราคาสูง เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยสู้ตลาดโลกได้ยากขึ้น




ภาพของเปลวเพลิงที่ปรากฎ ฮอตสปอตที่รายงานในแผนที่ ฝุ่นหมอกควันที่ปกคลุมเป็นวงกว้าง กลิ่นควันไฟที่คนเมืองพรั่นพรึง และสุ้มเสียงตำหนิทั้งคนเผาทั้งคนจ้องจับปรับ หากมองสิ่งเหล่านี้ด้วยสายตา "จ้องหาคนผิด" เพื่อลงโทษเพียงอย่างเดียว แบบนั้นถือเป็นเมินเฉยต่อโครงสร้างความเป็นจริง เพราะว่าแท้ที่จริงมันมีความบีบคั้นของเวลา มีต้นทุนที่ถูกผลักภาระ และมีความเหลื่อมล้ำทางนิเวศ


ในเขตชลประทาน ชาวนาถูกบีบคั้นของเวลาให้จบงานใน ๗-๑๔ วัน เพื่อเริ่มรอบนาปรังถัดไป ไฟจึงเป็นเทคโนโลยีที่เร็วที่สุดในโลกที่ทำให้เวลาเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาจริงๆ ขณะที่การไม่เผาทำให้ค่าน้ำมันพุ่งสูง ๒๐-๓๐% และต้องจ่ายค่าสารเคมีกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว นี่ถือเป็นต้นทุนที่พ่อค้าข้าวผลักภาระมาให้ชาวนา สุดท้ายเมื่อรัฐใช้มาตรการ "จับปรับ" ชาวนาที่จนที่สุด คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่นายทุนใหญ่ผู้บงการกลไกราคาและเวลา กลับลอยตัวเหนือควันพิษเหล่านั้น อย่างงี้เรียกว่า โครงสร้างการผลิตข้าวของชาวนาไทยมีความเหลื่อมล้ำทางนิเวศ


ในยุคแอนโทรโปซีน มนุษย์ได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางธรณีวิทยาที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก ในยุคเดียวกันที่มนุษย์ตกหล่มจมปลักอยู่กับทุนนิยม ซึ่ง Jason W. Moore (2016) เรียกว่ายุคแคปิทอโลซีน (Capitalocene) ภายใต้กรอบคิดแบบนี้ จำเป้นต้องถามว่า "ใครกันแน่ที่มาบงการมนุษย์?"


มองใหม่ให้ดี จะเห็นชัดว่า นโยบายของโลกทุนนิยม ที่ว่าด้วย Cheap Food & Cheap Labor คือ ความต้องการให้มีอาหารราคาถูก ความต้องการนี้ที่บีบให้ชาวนาต้องแบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมไว้เพียงลำพังอย่างที่เห็น 


เรื่องนี้มีทางออกไหม ตอบว่า “มี” ทางออกคือการ "รื้อแล้วสร้าง" ต้องเปลี่ยนฟางจาก "ขยะที่เป็นภาระ" ให้กลายเป็น "ทรัพยากรที่มีมูลค่า" ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) โดยไม่ปล่อยให้ชาวนารับภาระในการจัดการทั้งหมดในโครงสร้างของการทำนาขายข้าว แต่รัฐต้องลงมาเป็น real actor โดยเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้คุม" เป็น "ผู้อุดหนุน" เทคโนโลยีและสร้างโอกาสให้กับชาวนา เพราะชาวนานอกจากจะเป็นฐานเสียงผู้ภักดีให้ทั้งภาครัฐการเมืองและภาครัฐราชการแล้ว ชาวนายังเป็นตัวจริงเสียงจริงของผู้ชำระภาษีผ่านกลไกที่แยบยลอย่างไม่รู้สึกตัว


การมองแบบนี้จะทำให้เราเลิกถามว่า "ใครผิด" แต่จะเริ่มถามว่า "ระบบนี้บีบให้เขาต้องทำแบบนี้ได้อย่างไร" และเราจะสร้าง "โลกใหม่ในมือเรา" ที่ "ความอยู่รอดของชาวนา" กับ "ลมหายใจของคนเมือง" เดินไปด้วยกันได้อย่างไร นี่คือโจทย์สำคัญของภูมิศาสตร์แห่งความหวังในมือเราทุกคน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น