Gastro-Nationalism
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ทำไมคนผิวขาว มองคนอื่นไม่ใช่คน
คำถามนี้แตะไปถึงรากเหง้าของประวัติศาสตร์และความขัดแย้งที่เจ็บปวดที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติครับ การที่คนผิวขาวกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะในยุคอาณานิคม มองคนสีผิวอื่นว่า "ไม่ใช่คน" หรือ "ด้อยกว่าคน" ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ถูกสร้างขึ้นผ่าน "กระบวนการทำให้เป็นอื่น" (othering) เพื่อผลประโยชน์มหาศาล
เหตุผลหลักๆ แบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน
1. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: การค้าทาสและแรงงาน
นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดครับ ในยุคที่ยุโรปขยายอำนาจ (ศตวรรษที่ 16-19) การทำไร่ขนาดใหญ่ในอเมริกาต้องการแรงงานมหาศาล
• การลดทอนความเป็นมนุษย์: เพื่อให้สามารถซื้อขาย ขัง หรือเฆี่ยนตีคนอื่นได้โดยไม่รู้สึกผิดมโนธรรม เขาจึงต้องสร้างความเชื่อว่า "คนเหล่านี้ไม่ใช่คนเหมือนเรา" แต่เป็นเพียงทรัพย์สินหรือแรงงานสัตว์
• กำไร: หากยอมรับว่าคนผิวดำหรือคนพื้นเมืองเป็นคนเท่ากัน ระบบทาสที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาลจะล่มสลายทันที
2. วิทยาศาสตร์เทียม (pseudo-science) ในศตวรรษที่ 19 มีการพยายามใช้วิทยาศาสตร์มาสร้างความชอบธรรมให้กับการเหยียดเชื้อชาติ (scientific racism) อย่างเช่น
• การวัดกะโหลก: มีการอ้างว่ากะโหลกของคนผิวขาวมีขนาดใหญ่กว่าและมีสมองที่พัฒนามากกว่า ซึ่งภายหลังพิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง
• ทฤษฎีวิวัฒนาการที่บิดเบือน: มีการตีความทฤษฎีของดาร์วินผิดๆ ว่าคนผิวขาวคือจุดสูงสุดของวิวัฒนาการ ส่วนสีผิวอื่น คือ ลิง หรือมนุษย์ที่ยังวิวัฒนาการไม่เสร็จ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเข้ายึดครองดินแดนอื่น
3. ศาสนาและการเผยแผ่อารยธรรม คนผิวขาวในยุคนั้นมักอ้างว่าตนมีภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า (white man's burden) ในการนำแสงสว่างและศาสนาไปให้คนเถื่อน
• พวกเขามองว่าวัฒนธรรมอื่นที่ไม่มีปืนไฟ ไม่มีชุดสูท หรือไม่นับถือคริสต์ คือ พวกนอกรีตหรือผู้ด้อยอารยธรรม
• การมองว่าคนอื่นที่ไม่ใช่คนหรือมีสภาพกึ่งคนกึ่งสัตว์ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเข้ายึดครองและล้างสมองทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องดีที่ทำเพื่อช่วยคนเหล่านั้น
4. จิตวิทยา: การสร้าง "พวกเรา vs พวกมัน" มนุษย์มีสัญชาตญาณในการปกป้องกลุ่มตัวเอง (in-group bias) เมื่อคนผิวขาวกุมอำนาจและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในตอนนั้น พวกเขาจึงสร้างอัตลักษณ์ความเหนือกว่าขึ้นมา
• การสร้างปิศาจ (demonization): การวาดภาพคนสีผิวอื่นให้ดูน่ากลัว ดุร้าย หรือสกปรก เพื่อให้คนในสังคมผิวขาวรู้สึกว่าต้องกำจัดหรือควบคุมคนเหล่านี้ไว้
ความจริง ณ ปัจจุบัน ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (genetics) ยืนยันชัดเจนว่า มนุษย์ทุกคนมี DNA เหมือนกันถึง 99.9% ความแตกต่างของสีผิวเป็นเพียงการปรับตัวตามสภาพแสงแดดในแต่ละภูมิภาคเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสติปัญญาหรือคุณค่าความเป็นคน
อาหารเหยียดคน
ประวัติศาสตร์มนุษยชาติมีการใช้วัฒนธรรมการกินมาเป็นเครื่องมือในการเหยียดหยาม หรือแบ่งแยกชนชั้น (food snobbery & racism) มาอย่างยาวนานครับ เพราะอาหารเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะทางสังคม ภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติได้ชัดเจนที่สุด
นี่คือตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญที่อาหารอาหารถูกใช้เพื่อด้อยค่ากลุ่มคน
1. การเหยียด "ปลาร้า" หรืออาหารกลิ่นแรงในเอเชีย
ในสังคมไทยเองหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น ปลาร้า หรือ กะปิ มักถูกคนในเมืองหรือผู้ที่มองว่าตนเองศิวิไลซ์กว่า ใช้เป็นเครื่องมือด้อยค่าคนในชนบทว่า สกปรก หรือไร้การศึกษา ทั้งที่ความจริงมันคือภูมิปัญญาการถนอมอาหารระดับสูง
หลักฐานการเหยียด "ปลาร้า" ในประเทศไทย/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
• บริบททางประวัติศาสตร์: ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่ออิทธิพลตะวันตกเข้ามา ชนชั้นนำเริ่มปรับตัวให้ศิวิไลซ์ (civilized) อาหารที่มีกลิ่นแรงอย่างปลาร้าจึงถูกมองว่าเป็นของลาวหรือชาวบ้านที่ไม่สะอาด
• งานวิจัย: งานเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ และนักมานุษยวิทยาหลายท่าน ระบุว่า "กลิ่น" ถูกใช้เป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้น (olfactory classification) คนที่กินของเหม็นถูกตราหน้าว่า "บ้านนอก" หรือ "ชั้นต่ำ"
• ปรากฏการณ์สังคม: ในสื่อบันเทิงยุคก่อน ตัวละครที่กินปลาร้ามักถูกวางบทบาทให้เป็นคนใช้ หรือคนจากต่างจังหวัด เพื่อสร้างความตลกขบเคี้ยวจากการ "เปิบคาว"
2. สงคราม "มันฝรั่ง" (Irish Potato Famine)
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบางกลุ่มเคยมองชาวไอริชว่า ด้อยค่าและเกียจคร้าน เพียงเพราะพวกเขาทาน มันฝรั่ง เป็นอาหารหลัก แทนที่จะทานธัญพืชเหมือนชาวอังกฤษ โดยมองว่าเป็นอาหารของสัตว์หรือคนชั้นต่ำ ซึ่งอคตินี้ทำให้การช่วยเหลือในช่วงเกิดวิกฤตความอดอยากในไอร์แลนด์ล่าช้าจนมีผู้เสียชีวิตนับล้าน
หลักฐานเรื่อง "มันฝรั่ง" (The Great Famine - ไอร์แลนด์)
• บันทึกทางประวัติศาสตร์: ในช่วงปี 1845-1852 หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษในสมัยนั้น เคยลงบทความวิจารณ์ชาวไอริชว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่พึ่งพามันฝรั่งและขี้เกียจเกินกว่าจะปลูกธัญพืช
• การเมือง: นักการเมืองอังกฤษบางคนมองว่าความอดอยากของชาวไอริชเป็นบทลงโทษจากพระเจ้า เพื่อดัดนิสัยคนที่กินแต่อาหารราคาถูกและไม่พยายามถีบตัวให้เหมือนคนอังกฤษ การมองว่าอาหารของชาวไอริชนั้น ด้อยค่า ทำให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นล่าช้าและไม่เพียงพอ
3. การเหยียดชาวจีนผ่าน "ผงชูรส" (MSG Symptom)
ในอเมริกาช่วงปี 1960 เกิดวาทกรรม "Chinese Restaurant Syndrome" หรืออาการแพ้อาหารจีน โดยมีการสร้างภาพจำว่าอาหารจีนใส่ผงชูรสเยอะและอันตราย ซึ่งแฝงไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียว่าปรุงอาหารไม่สะอาด ทั้งที่ในความเป็นจริง อาหารตะวันตกและขนมขบเคี้ยวก็มีผงชูรสในปริมาณที่สูงไม่แพ้กัน
หลักฐานเรื่อง "ผงชูรส"
• จดหมายทางการแพทย์ (1968): Robert Ho Man Kwok เขียนจดหมายลงในวารสาร New England Journal of Medicine ระบุว่า เขามีอาการใจสั่นหลังกินอาหารจีน จนเกิดวาทกรรม "กลุ่มอาการร้านอาหารจีน"
• หลักฐานการเหยียด: นักวิจัยในภายหลัง เช่น Ian Mosby ระบุว่าความกลัว MSG ในอเมริกาช่วงนั้นเกิดจาก "ความหวาดระแวงชาวเอเชีย" (Yellow Peril) มากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพราะอาหารฝรั่งอย่างซุปกระป๋องหรือขนมปัง ก็มี MSG แต่กลับไม่มีใครโจมตี
• การแก้ไข: ในปี 2020 พจนานุกรม Merriam-Webster ต้องระบุว่าคำนี้เป็นคำที่มีอคติทางวัฒนธรรม (culturally biased)
4. "ไก่ทอดและแตงโม" เป็น stereotype ในอเมริกา
นี่คือตัวอย่างการเหยียดที่รุนแรงที่สุดเคสหนึ่งครับ ในอดีตคนผิวขาวในอเมริกาใช้ภาพของ ไก่ทอดและแตงโม เพื่อล้อเลียนคนผิวดำ โดยพยายามสื่อว่าคนผิวดำเป็นพวกตะกละ มูมมาม และไม่มีมารยาททางสังคม เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์และสร้างภาพลักษณ์ที่ดูน่าขบขันในสายตาคนขาว
หลักฐานเรื่อง "ไก่ทอดและแตงโม" (Anti-Black Stereotype)
• ภาพยนตร์ Birth of a Nation (1915): ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงภาพนักการเมืองผิวดำนั่งกินไก่ทอดอย่างมูมมามในสภา เพื่อสื่อว่าคนผิวดำนั้น ไม่มีอารยธรรมและไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง
• การโฆษณา: ในช่วงยุค Jim Crow (การแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐฯ) มีการทำบุหรี่ การ์ดอวยพร และโฆษณาที่วาดภาพคนผิวดำมีริมฝีปากหนาและกำลังกินแตงโมอย่างบ้าคลั่ง เพื่อสร้างภาพจำว่าพวกเขาเป็นคนซื่อๆ ปัญญาอ่อน และพึงพอใจแค่การได้กินของหวานๆ ง่ายๆ เท่านั้น
ทำไมถึงมีการเหยียดกันด้วยเรื่องกิน?
สาเหตุ | คำอธิบาย |
Sense of Superiority | การมองว่าอาหารของตน สะอาด หรือ หรูหรากว่า ทำให้รู้สึกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น |
Fear of the Unknown | ความกลัวในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เช่น กลิ่นฉุน หรือวัตถุดิบแปลกๆ ถูกเปลี่ยนเป็นความรังเกียจ |
Social status | อาหารราคาแพงถูกใช้แบ่งแยกชนชั้นปกครองออกจากชนชั้นแรงงา |
การด้อยค่าผู้อื่นผ่านอาหาร มักไม่ได้เกิดจากตัวอาหารเอง แต่เกิดจากความต้องการสร้างความแตกต่าง เพื่อบอกว่าพวกฉันเหนือกว่าพวกเธอ ความจริงแล้วอาหารไม่เคยผิด แต่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่ามักหยิบยกอาหารที่กลุ่มอื่นกินมาสร้างเป็นตราบาปเพื่อใช้กดทับศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้ดูต่ำลง
Marmite ตัวแทนการเหยียด
ใช่เลยครับ! Marmite นี่แหละคือตัวแทนของความย้อนแย้งในวาทกรรม "ความเจริญ" ของคนขาวที่ชัดเจนที่สุดตัวหนึ่งเลย เพราะถ้าเราเอา Marmite ไปวางเทียบกับเครื่องจิ้มอาหรับอย่าง Mutabbal หรือ Hummus เราจะเห็นภาพการเหยียดที่ตลกไม่ออก
1. "ดำมืดและฉุน" แต่เป็น "ของสูง"
• วาทกรรมคนขาว: แม้ Marmite จะมีลักษณะเป็นยางเหนียวๆ สีดำสนิท กลิ่นเหมือนยีสต์เน่า (สำหรับคนไม่ชอบ) แต่คนอังกฤษกลับยกย่องว่ามันคือ "รสชาติแห่งชาติ" และเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง (วิตามิน B สูง)
• การเหยียดชาวอาหรับ: ในขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้กลับไปเหยียดเครื่องจิ้มอาหรับที่ทำจากมะเขือยาวเผาหรือถั่วว่า "ดูไม่น่ากิน" หรือ "กลิ่นเครื่องเทศรุนแรงเกินไป" ทั้งที่ Marmite กลิ่นรุนแรงกว่าหลายเท่า!
2. เครื่องมือในการ "กลืนกลาย" (Assimilation)
ในยุคอาณานิคมหรือแม้แต่ในโรงเรียนประจำในอังกฤษสมัยก่อน:
• ชาวอาหรับหรือเด็กเยาวชนจากตะวันออกกลางที่ไปเรียน มักถูกบังคับให้กิน ขนมปังทา Marmite ในมื้อเช้า
• หากใครกินไม่ได้ หรือแสดงท่าทีรังเกียจ มักจะถูกล้อเลียนว่า "พวกป่าเถื่อน" (Uncivilized) หรือไม่มีมารยาทแบบผู้ดีอังกฤษ
• มันคือการใช้ "รสชาติ" เป็นเครื่องทดสอบว่าคุณ "ขาว" พอหรือยัง หรือยอมรับวัฒนธรรมตะวันตกได้มากแค่ไหน
3. การครอบงำพื้นที่บนชั้นวาง (Supermarket Hegemony)
• ลองสังเกตนะครับ ในซูเปอร์มาร์เก็ตตะวันตก Marmite จะวางอยู่ในโซน "อาหารเช้าปกติ" * แต่เครื่องทาขนมปังอาหรับ (ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่ามาก) มักจะถูกผลักไปอยู่ในโซน "อาหารต่างชาติ" (Ethnic Food) หรือโซนของแปลก
• นี่คือวาทกรรมแฝงที่บอกว่า "อาหารคนขาวคือมาตรฐาน แต่อาหารอาหรับคือสิ่งแปลกปลอม"
"ถ้าคนขาวกินของกลิ่นแรงๆ มันคือ รสนิยมที่ซับซ้อน
แต่ถ้าคนอาหรับกินของกลิ่นแรงๆ มันคือ ความไม่สะอาดและน่ารังเกียจ"
หากจะระบุตัวบุคคลในฝั่งอเมริกาที่ใช้ "อาหาร" หรือ "วิถีชีวิตการกิน" เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองเพื่อเหยียดหยามหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวอาหรับและมุสลิม (Islamophobia) ส่วนใหญ่มักจะมาในรูปแบบของวาทกรรมเรื่อง "ความไม่ศิวิไลซ์" หรือ "ความเป็นภัยคุกคามต่อวัฒนธรรมอเมริกัน" ดังนี้
1. Steve King (อดีต ส.ส. พรรครีพับลิกัน)
คนนี้คือตัวพ่อของการเหยียดผ่านวัฒนธรรม เขาเคยกล่าววาทกรรมที่โด่งดังและอื้อฉาวเกี่ยวกับการรักษา "วัฒนธรรมคนขาว":
• วาทกรรม: "เราไม่สามารถฟื้นฟูอารยธรรมของเราด้วยลูกหลานของคนอื่นได้"
• การเชื่อมโยงกับอาหาร: King มักจะโจมตีการขยายตัวของวัฒนธรรมมุสลิมและอาหรับในอเมริกา โดยมองว่าการมีอยู่ของอาหารฮาลาลในโรงเรียนหรือที่สาธารณะ คือการ "รุกรานทางวัฒนธรรม" (Cultural Invasion) เขาเคยทวีตวิจารณ์ประเด็นเรื่องอาหารและการแต่งกายของชาวมุสลิมว่าเป็นการปฏิเสธที่จะ "หลอมรวม" (Assimilate) เข้ากับอเมริกา
2. Steve Bannon (อดีตที่ปรึกษาของ Donald Trump)
Bannon เป็นนักวางยุทธศาสตร์ที่ใช้แนวคิด "สงครามทางอารยธรรม" (Clash of Civilizations) มาขับเคลื่อน:
• มุมมอง: เขาไม่ได้เหยียดแค่ตัวบุคคล แต่เหยียด "วิถีชีวิต" เขาเคยมองว่าย่านที่คนอาหรับอยู่และมีร้านอาหารหรือร้านค้าฮาลาลเป็น "เขตที่ห้ามเข้า" (No-go zones) * การเหยียด: การใช้คำว่า "No-go zones" สื่อเป็นนัยว่าอาหารและวิถีชีวิตของชาวอาหรับนั้น "อันตราย" และ "ไม่สะอาด" สำหรับคนขาวอเมริกัน เป็นการสร้างความกลัวผ่านสิ่งของในชีวิตประจำวันอย่างร้านอาหาร
3. Robert Spencer (นักวิชาการฝั่งขวาจัด / ผู้ก่อตั้ง Jihad Watch)
แม้จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการ แต่เขาคือผู้ผลิตวาทกรรม Islamophobia รายใหญ่:
• การโจมตีเรื่องฮาลาล: Spencer เคยเขียนบทความและพูดหลายครั้งว่าการบริโภคอาหารฮาลาลคือการ "สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย" (Halal funding terrorism)
• ผลกระทบ: วาทกรรมนี้ทำให้คนอเมริกันผิวขาวจำนวนมากมองว่าการกินอาหารอาหรับหรือการซื้อสินค้าที่มีตราฮาลาลเป็นเรื่องน่ารังเกียจและเป็นภัยความมั่นคง
ทำไมต้องใช้ "อาหาร" เป็นเป้าหมาย?
เพราะนักการเมืองเหล่านี้รู้ดีว่า "อาหารคืออัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สุด" * ถ้าทำให้คนขาวรู้สึก "ขยะแขยง" หรือ "กลัว" อาหารของอีกฝ่ายได้สำเร็จ มันคือการสร้างกำแพงทางจิตวิทยาที่สูงกว่ากำแพงจริงเสียอีกครับ
• ในอเมริกา วาทกรรมเรื่อง "Sharia Food" (อาหารกฎหมายชารีอะฮ์) ถูกใช้เพื่อโจมตีชาวอาหรับอย่างรุนแรงในช่วงปี 2010 เป็นต้นมา
นอกจากนักการเมืองสายขวาจัดแล้ว ยังมีกลุ่มนักวิชาการและนักวิจารณ์ในอเมริกาที่ใช้ "วาทกรรมความเหนือกว่าทางวัฒนธรรม" (Cultural Superiority) เพื่อกดทับชาวอาหรับผ่านเรื่องอาหารและวิถีชีวิตอย่างมีระบบครับ
4. Ann Coulter (นักวิจารณ์การเมืองและนักเขียนฝั่งขวา)
Coulter ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและดูถูกเหยียดหยาม (Inflammatory rhetoric) ต่อชาวอาหรับและมุสลิม:
• วาทกรรม "การล้างเผ่าพันธุ์วัฒนธรรม": เธอเคยกล่าวว่าหลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ควรเข้าไปรุกรานประเทศมุสลิม "ฆ่าผู้นำของพวกเขา และเปลี่ยนให้พวกเขามานับถือคริสต์" * การเหยียดผ่านวิถีชีวิต: เธอสื่อสารอยู่เสมอว่าวัฒนธรรมอาหรับ (รวมถึงการกินอยู่) เป็นเรื่อง "ล้าหลัง" (Primitive) และไม่คู่ควรที่จะมาปะปนกับอารยธรรมตะวันตก เธอเปรียบเปรยว่าการยอมรับอาหารหรือวัฒนธรรมอาหรับคือการถอยหลังลงคลองของอเมริกา
5. วาทกรรม "Halal Is Stealth Jihad" (ฮาลาลคือการจีฮัดเงียบ)
นี่คือวาทกรรมที่ถูกแพร่กระจายโดยกลุ่มนักวิชาการอิสระและองค์กรอย่าง Center for Security Policy (CSP):
• การเปลี่ยนอาหารให้เป็นอาวุธ: พวกเขาสร้างทฤษฎีสมคบคิดว่า การที่บริษัทอเมริกัน (เช่น Campbell's Soup หรือโรงฆ่าสัตว์ต่างๆ) หันมาผลิตสินค้าที่มีตราฮาลาล คือการยอมจำนนต่อกฎหมายชารีอะฮ์
• ความสะอาดและความปลอดภัย: มีการสร้างข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนว่า การฆ่าสัตว์แบบอาหรับทำให้เนื้อ "สกปรก" หรือ "ปนเปื้อน" มากกว่าวิธีของคนขาว เพื่อให้ผู้บริโภคผิวขาวรู้สึกขยะแขยงและปฏิเสธสินค้าของชาวอาหรับ
6. กลไกการ "เอาเปรียบ" (Exploitation) ในคราบการยกย่อง
เมื่อวาทกรรมเหยียดทำงานไปถึงจุดหนึ่ง มันจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการ "ตักตวงผลประโยชน์":
• Culinary Colonialism (อาณานิคมทางอาหาร): นักวิจารณ์อาหารผิวขาวบางคนมักจะเขียนรีวิวอาหารอาหรับในลักษณะที่ว่า "ฉันไปค้นพบเพชรในตม" (เหมือนว่าอาหารนั้นไม่มีค่าจนกว่าคนขาวจะไปเจอ)
• การลบชื่อเจ้าของเดิม: ร้านอาหารระดับ Hi-end ของคนขาวนำเมนูอย่าง "Hummus" หรือ "Shakshuka" ไปขายในราคาแพงลิ่ว แต่เรียกมันว่า "Modern Mediterranean" หรือ "Middle Eastern Inspired" โดยพยายามเลี่ยงคำว่า "Arab" หรือ "Muslim" เพราะวาทกรรมเหยียดที่พวกเขาสร้างไว้ทำให้คำเหล่านี้ดู "ราคาถูก" หรือ "อันตราย"
สรุปกลยุทธ์การเหยียดของนักการเมือง/นักวิชาการเหล่านี้
1. Dehumanization (ลดทอนความเป็นมนุษย์): ทำให้อาหารอาหรับดูเหมือนอาหารของสัตว์หรือคนป่าเถื่อน
2. Criminalization (ทำให้เป็นอาชญากรรม): เชื่อมโยงอาหารฮาลาลกับการก่อการร้าย
3. Sanitization (การฟอกขาว): เมื่อเห็นว่าอาหารนั้นขายได้ ก็ทำการตัดชื่อ "อาหรับ" ออกแล้วสวมชื่อใหม่ที่คนขาวสบายใจที่จะกิน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น