หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568

เล่าเรื่องด้วย Freytag’s Pyramid

 วิธีเล่าเรื่องด้วย Freytag’s Pyramid

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ 

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 

แปลและเรียบเรียงจาก Sean Glatch (2025). “The 5 Elements of Dramatic Structure: Understanding Freytag’s Pyramid”, September 18, Available on https://writers.com/freytags-pyramid

Freytag’s Pyramid คืออะไร และจะช่วยให้สามารถเขียนเรื่องราวได้ดีขึ้นอย่างไร พูดง่ายๆ Freytag’s Pyramid คือ แผนผังโครงสร้างละครที่แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ซึ่งการทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนของ Freytag’s Pyramid จะช่วยให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวมีพลังและน่าติดตาม


เรื่องราวส่วนใหญ่ดำเนินตามรูปแบบง่ายๆ ที่เรียกว่า Freytag’s Pyramid


การเล่าเรื่องเป็นหนึ่งในประเพณีที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ และแม้ว่าศิลปะการเขียนเชิงสร้างสรรค์จะครอบคลุมหลายสิบแนวและหลายพันภาษา แต่สูตรการเล่าเรื่องที่แท้จริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ไม่ว่าจะเขียนเรื่องสั้น บทภาพยนตร์ สารคดี หรือแม้แต่บทกวีเชิงบรรยาย เรื่องราวส่วนใหญ่ก็ดำเนินตามรูปแบบที่ค่อนข้างเรียบง่ายที่เรียกว่า Freytag’s Pyramid


Freytag’s Pyramid


Freytag’s Pyramid คืออะไร? นักประพันธ์ Gustav Freytag พัฒนาปิระมิดการเล่าเรื่องนี้ขึ้นขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างที่นักเขียนนิยายใช้มานานนับพันปี มันค่อนข้างโด่งดัง ดังนั้นใครๆ ก็อาจเคยได้ยินชื่อนี้ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษเก่าๆ หรืออาจจะเพิ่งเคยรับรู้เมื่อเร็วๆ นี้จากการบรรยายในชั้นเรียนวิชา Anthropocene ของมหาวิทยาลัยนเรศวร


Freytag's Pyramid อธิบายขั้นตอนสำคัญห้าขั้นตอนของเรื่องราว โดยเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการเขียนเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ขั้นตอนเหล่านี้ประกอบด้วย


1. เปิดเรื่อง - exposition

2. ดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม - rising action

3. จุดไคลแม็กซ์ - climax

4. ดำเนินเรื่องให้คลี่คลายปมประเด็น - falling action

5. บทสรุป - resolution


ไดอะแกรมตาม Freytag’s Pyramid

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าก่อนว่าภาพวาด Freytag’s Pyramid ดั้งเดิมนั้น ไม่ได้รวมเส้นแบนเหล่านั้นไว้ที่ฐานของภาพวาด สิ่งเหล่านั้นถูกดึงขึ้นมาในภายหลังโดยนักทฤษฎีการเล่าเรื่องคนอื่นๆ แต่แนวคิดนี้เองก็ยังเป็นผลมาจาก Freytag ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า Freytag’s Pyramid ใช้ได้กับเรื่องราวที่เขียนในประเทศตะวันตกมากที่สุด แม้ว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นและลดลงเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเรื่องราวในหลักการตะวันตกเท่านั้น แต่ก็มีโครงสร้างเรื่องราวที่หลากหลายมากมาย ทั้งจากตะวันตกและทั่วโลก


หากใครกำลังมองหาวิธีการ/ขั้นตอนที่จะเขียนเรื่องต่อไปหรือแม้กระทั่งแค่จะขัดเกลาเรื่องที่เพิ่งเขียน ให้อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Freytag's Pyramid และสิ่งที่แต่ละองค์ประกอบสามารถช่วยให้งานเขียนดูน่าสนใจได้มากทีเดียว


ขั้นตอนเล่าเรื่อง 5 ขั้นตอน ตาม Freytag’s Pyramid


มาดู Freytag’s Pyramid ทั้ง 5 ขั้นให้ละเอียดยิ่งขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นในแต่ละขั้นตอนของโครงสร้างเรื่องราวแบบเดิมๆ นี้


1. การเปิดเผยเรื่องราวที่ต้องการเล่าใน Freytag’s Pyramid


เรื่องราวที่จะเขียนนั้นต้องเริ่มต้นจากที่ไหนสักแห่ง และใน Freytag's Pyramid แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเปิดเผยเรื่องราวที่ต้องการเล่า (exposition) โดยเรื่องราวที่เขียนในส่วนนี้จะเป็นการแนะนำองค์ประกอบหลักๆ ที่สมมติขึ้นมา เช่น ฉาก ตัวละคร สไตล์ ฯลฯ เป็นหลัก ในการอธิบาย ผู้เขียนมุ่งเน้นไปที่การสร้างโลกที่ความขัดแย้งของเรื่องราวเกิดขึ้น


ระยะเวลาในการอธิบายของส่วนนี้ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของความขัดแย้งของเรื่อง (complexity of the story’s conflict) ขอบเขตของโลกที่เขียน และความชอบส่วนตัวของผู้เขียน (personal preference) นวนิยายเลื่องโลก Lord of the Rings ของ John Ronald Reuel Tolkien สร้างขึ้นด้วยเรื่องราวเบื้องหลังและการอธิบาย ซึ่งมักจะครอบคลุมบทต่างๆ ของการสร้างโลกอันบริสุทธิ์ ในทางตรงกันข้าม Clive Staples Lewis เสนอคำอธิบายเพียงเล็กน้อยในซีรีส์ Chronicles of Narnia โดยเลือกที่จะเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งกับการสร้างโลกแทน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำบรรยายของเรื่องจะมีห้าสิบหน้าหรือหนึ่งประโยค ให้ใช้ส่วนนี้ของเรื่องราวเพื่อดึงดูดผู้อ่าน ทำให้โลกในจินตนาการเป็นจริงเหมือนโลกนี้


ทั้งนี้ การแสดงส่วนำเรื่องควรจบลงด้วย "เหตุการณ์ที่เป็นการยุยงผู้อ่าน - inciting incident" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งหลักของเรื่อง


2. การดำเนินเรื่องให้ชวนติดตามใน Freytag’s Pyramid


การ “ดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม - rising action” เป็นการสำรวจนำเสนอความขัดแย้งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงจุดไคลแม็กซ์ จะพบในเรื่องเล่าบ่อยครั้งที่ผู้เขียนสร้างเรื่องตรงนี้ส่วนนี้ดูเหมือนว่ามีสิ่งต่างๆ หรือมีสถานการณ์ที่ดู "แย่ลง" อย่างเช่น มีคนตัดสินใจผิด ศัตรูทำให้ตัวเอกเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งตัวละครตัวใหม่ที่เข้ามาทำให้โครงเรื่องซับซ้อนยิ่งขึ้น เป็นต้น


สำหรับเรื่องราวหลายๆ เรื่อง “ดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม - rising action” จะใช้จำนวนหน้ามากที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าส่วนนี้ของหนังสือจะสำรวจความขัดแย้งและความซับซ้อนของเรื่องราว แต่ฉากแอ็คชันที่เพิ่มขึ้นควรสร้างให้มีการสืบสวนมากกว่าแค่โครงเรื่องเท่านั้น ในการ “ดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม - rising action” ผู้อ่านมักจะสามารถเข้าถึงเรื่องราวเบื้องหลังที่สำคัญๆ ได้ เมื่อความขัดแย้งคลี่คลาย ผู้อ่านควรเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงจูงใจของตัวละคร โลกแห่งเรื่องราว ธีมที่กำลังนำเสนอ และอาจต้องการคาดเดาถึงจุดไคลแม็กซ์ที่กำลังจะตามมาด้วย


ท้ายที่สุด เมื่อผู้เล่าเรื่องมองย้อนกลับไปที่ฉาก “ดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม - rising action” ของเรื่องราว ก็ควรจะชัดเจนว่าแต่ละจุดของโครงเรื่องเชื่อมโยงกับจุดไคลแม็กซ์และผลที่ตามมาของเรื่องอย่างไร แต่ก่อนอื่น มาเขียนไคลแม็กซ์กันก่อน


3. เล่ามาถึงจุดไคลแมกซ์ใน Freytag’s Pyramid


แน่นอนว่าทุกส่วนของเรื่องราวที่ต้องการเล่ามีความสำคัญ แต่หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่อยากจะยึดจุดนั้นไว้ นั่นก็คือ ไคลแม็กซ์ ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ถึงจุดสูงสุดของเรื่องราว (story’s conflict peaks) และการได้เรียนรู้ชะตากรรมของตัวละครหลัก นักเขียนหลายคนเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ของเรื่องราวโดยเชื่อว่าเรื่องราวจะต้องสั้น รวดเร็ว และเต็มไปด้วยแอ็กชัน แม้ว่าบางเรื่องอาจต้องใช้ไคลแม็กซ์สไตล์นี้ แต่ก็ไม่มีสูตรตายตัวที่เข้มงวดในการเขียนไคลแม็กซ์ คิดว่าไคลแม็กซ์เป็นจุด “เปลี่ยน” ของเรื่อง ความขัดแย้งหลักได้รับการแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่อาจแก้ไขได้


ไม่ว่าไคลแม็กซ์จะเป็นเพียงฉากเดียวหรือหลายตอนก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่า แต่จำไว้ว่าไคลแม็กซ์ของเรื่องไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนในโครงสร้างโครงเรื่องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธีมและแนวคิดด้วย นี่เป็นโอกาสของผู้เล่าเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดใดก็ตามที่ขับเคลื่อนการเล่าเรื่อง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้รับอารมณ์ความรู้สึก


หมายเหตุ: สำหรับผู้บทละคร จุดไคลแม็กซ์มักจะเป็นการแสดงช่วงที่อยู่ตรงกลางของเรื่อง แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าการแสดงละครทุกครั้งจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ว่านี้


4. การดำเนินเรื่องให้คลี่คลายปมประเด็นใน Freytag’s Pyramid


ในฉาก “ดำเนินเรื่องให้คลี่คลายปมประเด็น - falling action” ผู้เขียนเรื่องเล่าจะแสดงผลพวงของไคลแม็กซ์ โดยชี้ให้เห็นว่ามีความขัดแย้งอื่นๆ เกิดขึ้นหรือไม่? ไคลแม็กซ์ส่งผลอย่างไรต่อธีมหลักของเรื่อง? ตัวละครมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ในไคลแม็กซ์?


โดยทั่วไปแล้ว การ ”ดำเนินเรื่องให้คลี่คลายปมประเด็น - falling action“ ของเรื่องราวมักเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการเขียน ผู้เขียนจะต้องเริ่มเชื่อมโยงจุดจบที่หลวมๆ จากความขัดแย้งหลัก แสดงแนวคิดและธีมที่กว้างขึ้น และผลักดันเรื่องราวไปสู่การแก้ปัญหาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยยังคงให้ความสำคัญกับจุดไคลแม็กซ์และผลที่ตามมาเอาไว้ หากการ “ดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม - rising action” ผลักเรื่องราวออกไปจาก "ปกติ" การ “ดำเนินเรื่องให้คลี่คลายปมประเด็น - falling action“ คือ การนำกลับไปสู่ ​​"ความปกติใหม่" แม้ว่าการกระทำที่เพิ่มขึ้นและลดลงจะดูแตกต่างออกไปอย่างมาก


ในขณะเดียวกันเรื่องราวก็ยังต้องดึงดูดผู้อ่าน เมื่อเขียนเรื่องราวที่เป็นการ “ดำเนินเรื่องให้คลี่คลายปมประเด็น - falling action “ อย่าลืมขยายโลกแห่งเรื่องราว ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายในโลกนั้น และสิ่งอื่นใดที่ทำให้เรื่องราวที่เล่าดูน่าสนใจ


5. บทสรุปของการเล่าเรื่องใน Freytag’s Pyramid


เรื่องราวจะจบลงอย่างไร? ส่วนหนึ่งในการเขียนที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือการรู้ว่าเรื่องราวจะจบลงที่ใด ตามทฤษฎีแล้ว เรื่องราวสามารถดำเนินต่อไปได้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลพวงของไคลแม็กซ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือแม้แต่แม้ว่าเรื่องราวจะตั้งอยู่ในอีกโลกหนึ่งก็ตาม


ความละเอียดของเรื่องเกี่ยวข้องกับการผูกจุดสิ้นสุดของไคลแม็กซ์และฉากแอ็กชันที่หลุดลอยไป บางครั้ง นี่หมายถึงการติดตามผลพวงของเรื่องราวไปสู่บทสรุปอันน่าสยดสยอง เช่น ตัวเอกเสียชีวิต ศัตรูหลบหนี ความผิดพลาดร้ายแรงส่งผลร้ายแรง ฯลฯ ในบางครั้ง การปณิธานจะจบลง (resolution ends) ด้วยข้อความที่เบากว่า บางทีตัวเอกอาจเรียนรู้จากความผิดพลาด เริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือให้อภัยและแก้ไขสิ่งใดก็ตามที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องราว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ให้ใช้ปณิธานเพื่อคิดต่อเกี่ยวกับธีมของเรื่องราว และให้ผู้อ่านได้คิดอะไรหลังจากอ่านคำสุดท้ายแล้ว


นักเขียนบางคนยังใช้คำว่า "ไขข้อไขเค้าความเรื่อง" (denouement) เมื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหา ข้อไขเค้าความเรื่อง [day-new-mawn] หมายถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่เชื่อมโยงกับจุดจบของเรื่องราว ซึ่งบางครั้งแสดงในบทส่งท้ายของเรื่องหรือฉากปิด

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568

บัณฑิตวิทยาลัยแห่งอนาคต

บัณฑิตวิทยาลัยแห่งอนาคต

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สร้าง think global, act local - การสร้างเสริมงานวิจัยร่วมวิทยาศาสตร์ นำพากันก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล จัดการความรู้ภาษาต่างประเทศ และจัดระบบนิเวศสนับสนุนบัณฑิตศึกษา

การจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในยุคสมัยข้างหน้า (the next generation of higher graduate education management) เป็นการจัดการที่มุ่งเน้นไปที่การจัดการด้วยความคล่องตัว (agility) สร้างทุกอย่างให้เป็นดิจิทัล (digitalization) และสร้างความร่วมมือแบบหุ้นส่วน (partnerships) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและความต้องการของนักศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ การย้ายระบบการเรียนรู้จากชั้นเรียนแบบเดิมไปสู่การเรียนรู้ที่แยกส่วนตามความต้องการ  (modular and micro-credentialed learning) บูรณาการกับอุตสาหกรรมมากขึ้นสำหรับการฝึกอบรมตามทักษะ (industrial integrated skills-based training) และนำเอาข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาและวัดผลการเรียนรู้ (reliance on data and technology to personalize and measure learning outcomes) นอกจากนี้ ยังจะต้องสร้างสรรค์และส่งเสริมระบบนิเวศ (higher graduate education ecosystem) ด้วยการจัดให้มีโปรแกรมที่หลากหลายให้สอดคล้องกับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรม และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความท้าทายของโลก

แนวโน้มของยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

·     สร้างความร่วมมือแบบหุ้นส่วนกับภาคอุตสาหกรรม (industry-academic partnerships): การสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้อง ดังที่เห็นในโปรแกรมต่างๆ เช่น Job First, College Included Model และโปรแกรมวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัทและมหาวิทยาลัย

·     สร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเป็นโหมดสนับสนุนความต้องการที่แยกเป็นส่วนๆ (flexible & modular learning): การเพิ่มขึ้นของข้อเสนอที่ไม่ใช่ปริญญา (non-degree offerings) เช่น ประกาศนียบัตรและหลักสูตรเฉพาะบุคคล เหล่านี้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักศึกษาและช่วยพัฒนาทักษะที่ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ

·     บูรณาการทุกอย่างให้เข้ากับระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี (digitalization & technology integration): การระบาดใหญ่เร่งใช้เทคโนโลยี โดยต้องมีการคิดใหม่เกี่ยวกับการสอนและการสร้างคอนเท้นต์ในระบบดิจิทัลเป็นเจ้าแรก (digital-first content) ไม่ใช่ทำเพียงแค่การถ่ายโอนสื่อที่มีอยู่ทางออนไลน์

·     สร้างหลักคิดการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurial mindset): สถาบันและผู้บริหารจะต้องมีความคล่องตัวและมีความเป็นผู้ประกอบการ โดยตระหนักว่านักศึกษาในปัจจุบันมีนวัตกรรมมากขึ้นและต้องการประสบการณ์การเรียนรู้และเส้นทางอาชีพใหม่ๆ มากกว่า

·     สร้างการเรียนรู้ที่บูรณาการกับการทำงานจริง (work-integrated learning): โปรแกรมที่บูรณาการประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้ เช่น การศึกษาแบบมีส่วนร่วมและการทำงาน (CWIE: cooperative & work integrated education) และการเรียนรู้แบบผสมผสานการทำงาน (WiL: work-integrated learning) กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการพัฒนาผู้มีความสามารถที่พร้อมใช้ในทางปฏิบัติและพร้อมสำหรับบุคลากร

·     นำเสนอโปรแกรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย (diverse program offerings): หลักสูตรและข้อเสนออันหลากหลายเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ โดยมหาวิทยาลัยต่างๆ ใช้ประโยชน์จากแบรนด์ของตนเพื่อขยายไปสู่ทางเลือกที่ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อให้ได้ปริญญา

·     สร้างระบบนิเวศการศึกษาขั้นสูง (supportive ecosystems): การสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนซึ่งส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ความเป็นสากล และการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง เหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จ

ทั้งนี้ เมื่อบัณฑิตวิทยาสามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์ทั้ง 7 ยุทธศาสตร์แล้ว จะมีสิ่งที่จะเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

·     มีการดำเนินงานที่คล่องตัวและว่องไว (agile & nimble operations): การจัดการจะต้องเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงและความต้องการของนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว

·     มีการใช้เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ (strategic use of technology): เทคโนโลยีไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอีกต่อไปแล้ว แต่ได้กลายเป็นข้อกำหนดหลัก การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
มากๆ

·     มีการดำเนินงานที่มุ่งเน้นทักษะและความสามารถ (focus on skills & competencies): การจัดการการศึกษาจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาทักษะเฉพาะที่สามารถวัดผลได้ ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดงาน

·     มีการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูล (data-driven decision making): การให้ความสำคัญกีบการวัดผลทางการศึกษาและการวิเคราะห์การเรียนรู้นั้น ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถแจ้งผลและปรับปรุงกลยุทธ์ทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ เมื่อนำมาบูรณาการให้เป็นแนวนโยบายที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งแล้ว จึงมีสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินการ 4 ประการ คือ 1) การจัดชั้นเรียนรวมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (รวมถึงศิลปศาสตร์ด้วย) 2) การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 3) ความรู้ภาษาต่างประเทศในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และ 4) ระบบนิเวศการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแห่งอนาคต ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สิ่งสำคัญประการที่ 1 การจัดชั้นเรียนรวมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

"ชั้นเรียนรวมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์" (scientific research collective class) หมายถึง สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ร่วมกันโดยตรงที่สุด ซึ่งนักศึกษาสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อกำหนดหัวข้องานวิจัย ออกแบบการวิจัย และสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ คล้ายกับโปรแกรมการวิจัยและการออกแบบทางวิทยาศาสตร์ (SCIRD: scientific research & design) นอกจากนี้ยังสามารถอธิบายความพยายามในการวิจัยโดยรวมที่มุ่งเน้นไปที่หัวข้อทางวิทยาศาสตร์ที่มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันและกัน หรือองค์กรหรือเครือข่าย เช่น Flow Research Collective หรือกลุ่มนักวิจัยพื้นเมืองของมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันความรู้ระหว่างสมาชิก

สภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ร่วมกัน

 

·     คำจำกัดความ: เหล่านี้เป็นชั้นเรียนหรือโปรแกรมที่นักศึกษาทำงานเป็นกลุ่ม โดยใช้การทำงานเป็นทีมเพื่อรับมือกับความท้าทายทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมที่เปิดกว้าง

·     ตัวอย่าง:

o    โปรแกรมการวิจัยและออกแบบทางวิทยาศาสตร์ (scientific research & design): หลักสูตรเหล่านี้ต้องการให้นักศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเน้นแนวทางการทำงานร่วมกันแบบเน้นโครงงาน

o    รวมกลุ่มกันตามชั้นเรียน (class-based collectives): ผู้สอนอาจจัดโครงสร้างชั้นเรียนที่นักศึกษาจัดกลุ่มเพื่อตรวจสอบคำถามทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะหรือพัฒนาโครงงานร่วมกัน โดยรวบรวมแง่มุม "ส่วนรวม" ในการเรียนรู้ของพวกเขา

ความพยายามในการสร้างระบบสนับสนุนงานพัฒนางานวิจัยแบบรวมศูนย์

·     คำจำกัดความ: หมายถึง การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่กลุ่มบุคคลร่วมมือกันในโครงการวิจัยหรือการศึกษาร่วมกัน

·     ประเด็นสำคัญ: การวิจัยมักจะสำรวจปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงหรือประเด็นทางสังคม เช่น การมาบรรจบกันของเชื้อชาติและชนชั้นในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์

·     ตัวอย่าง: หน่วยงานของมหาวิทยาลัยอาจจัดโครงการวิจัยร่วม (collective research program) ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โดยมีนักศึกษาและคณาจารย์กลุ่มต่างๆ ร่วมแบ่งปันความเชี่ยวชาญ

องค์กรวิจัยร่วมแบบรวมศูนย์


·     คำจำกัดความ: เป็นกลุ่มหรือเครือข่ายอย่างเป็นทางการ ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การแบ่งปันความรู้ และการเสริมสร้างขีดความสามารถระหว่างนักวิจัย

·     เป้าหมาย: องค์กรนี้จะคอยทำหน้าที่ส่งเสริมชุมชนสนับสนุนนักวิจัย (supportive community) โดยจัดหาทรัพยากร โอกาส และเวทีสำหรับการทำงานร่วมกัน

·     ตัวอย่าง

o    Flow Research Collective: ที่เป็นสถาบันวิจัยและฝึกอบรมที่เน้นด้านประสาทวิทยาของประสิทธิภาพสูงสุด

o    First Nations Researchers Collective (Flinders University): ที่เป็นเครือข่ายที่สนับสนุนนักวิจัยพื้นเมืองในการแบ่งปันความรู้และยกระดับการทำงานร่วมกัน

สิ่งสำคัญประการที่ 2 การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (digital transformation) เกี่ยวข้องกับการบูรณาการเทคโนโลยีและกระบวนการดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การวิจัย และการบริหาร การสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคล การขยายการเข้าถึงทรัพยากรระดับโลก และการส่งเสริมนวัตกรรม โดยองค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ประกอบด้วย แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ความจริงเสมือน และการเล่นเกม ซึ่งจัดการกับความท้าทาย เช่น การแบ่งกลุ่มดิจิทัลและเพิ่มการมีส่วนร่วม (digital divide & increase) ของนักศึกษา ความสำเร็จจำเป็นต้องมีความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ความสามารถด้านไอทีที่แข็งแกร่ง การฝึกอบรมคณาจารย์ และการทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมการให้ดิจิทัลมีความสำคัญเป็นอันดับแรก (digital-first culture - การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและแนวคิดขององค์กรให้ยึดถือเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหลักในการดำเนินงานทุกด้าน เน้นการใช้เครื่องมือและช่องทางดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเข้าถึงลูกค้า และการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น วัฒนธรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่รวมถึงการสร้างทัศนคติที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่มีความคุ้นเคยและพร้อมปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัวและสามารถแข่งขันในยุคดิจิทัลได้) และบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์

องค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล


·     แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์และระบบการจัดการการเรียนรู้ (online learning platforms & LMS: learning management system): เครื่องมือเช่น Coursera และ Blackboard ช่วยให้สามารถเข้าถึงหลักสูตร ทรัพยากรดิจิทัลแบบรวมศูนย์ และอำนวยความสะดวกในการสื่อสารและการประเมิน

·     การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (advanced data analysis): ใช้เพื่อติดตามผลการเรียนของนักเรียน ระบุบุคคลที่มีความเสี่ยง และปรับแต่งเส้นทางการเรียนรู้ในแบบของคุณ

·     เทคโนโลยีที่ใช้ในการจำลองเพื่อคนใช้สามารถซึมซับและจินตนาการได้ (immersive technologies): ความเป็นจริงเสมือนและความเป็นจริงเสริมสามารถ

·     ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลอร์นนิ่ง (AI & Machine Learning): เทคโนโลยีเกิดใหม่ที่สามารถปรับแต่งการเรียนการสอนและปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการการศึกษาและการบริหาร

·     การเรียนรู้ผ่านมือถือ (mobile learning): ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนและรายวิชาได้ทุกที่ทุกเวลา

·     ห้องสมุดดิจิทัล (digital libraries): นำเสนอการวิจัยและเครื่องมือการทำงานร่วมกันที่กว้างขวางและเข้าถึงได้ ขจัดอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ต่อความรู้

ประโยชน์ที่จะเกิดแก่การศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา


·     การเรียนรู้ส่วนบุคคล (personalized learning): เครื่องมือดิจิทัลช่วยให้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลซึ่งปรับให้เหมาะกับความต้องการและจังหวะของนักเรียน

·      การเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น (enhanced accessibility): ขจัดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เปิดประตูสำหรับนักเรียนที่ไม่ใช่นักศึกษาแบบดั้งเดิมและนักศึกษาต่างชาติ

·     การมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้น (increased engagement): Gamification เนื้อหาเชิงโต้ตอบ และสภาพแวดล้อมเสมือนจริงทำให้การเรียนรู้มีความไดนามิกส์และมีส่วนร่วมมากขึ้น

·     การทำงานร่วมกันระดับโลก (global collaboration): แพลตฟอร์มดิจิทัลอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ในสถาบันและประเทศต่างๆ

·     ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (efficiency & productivity): ปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการและจัดเตรียมเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของครู

ความท้าทายและสิ่งที่ต้องพิจารณา


·     การแบ่งแยกทางดิจิทัล (digital divide): รับประกันการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังทางเศรษฐกิจของพวกเขา

·     การฝึกอบรมคณะ (faculty training): ให้การพัฒนาวิชาชีพและการฝึกสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้นักการศึกษานำทักษะและเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ มาใช้

·     ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล (data privacy & security): การปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของนักเรียนที่รวบรวมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

·     โครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณ (infrastructure & budget): ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งและการจัดทำงบประมาณที่ยั่งยืนสำหรับโครงการริเริ่มด้านดิจิทัล

·     การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (cultural shift): ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับนวัตกรรม ความสามารถด้านดิจิทัล และวิธีการทำงานแบบใหม่

กุญแจสู่ความสำเร็จ


·     ความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง (strong leadership): ผู้นำระดับสูงจะต้องสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันสำหรับการบูรณาการทางดิจิทัล

·     ความสามารถด้านไอทีและองค์กรแบบบูรณาการ (integrated IT & organizational capability): ความพยายามในการประสานงานระหว่างแผนกไอทีและหน่วยงานวิทยาเขตอื่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบและการนำโซลูชันดิจิทัลใหม่ๆ ไปใช้

·     ความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder collaboration): เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรด้านเทคโนโลยี และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลง

สิ่งสำคัญประการที่ 3 ความรู้ภาษาต่างประเทศในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

ความรู้ภาษาต่างประเทศ (international language literacy) ในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หมายถึง ความสามารถของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในการใช้ภาษาที่สองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการเติบโตทางวิชาการ วิชาชีพ และส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาวิชาการที่โดดเด่น แต่ภาษาอื่นมีข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันออกไป การพัฒนาความรู้นี้มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการได้รับทักษะความรู้ความเข้าใจ วัฒนธรรม และการปฏิบัติ ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการวิจัยระดับนานาชาติ ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานจากทั่วโลกที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมกับความรู้ที่นอกเหนือไปจากบริบททางภาษาของตนเอง

เหตุใดการรู้ภาษาต่างประเทศจึงมีความสำคัญในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา


·     การเข้าถึงความรู้ระดับโลก (access to global knowledge): บทความวิจัยขั้นสูงและการค้นพบมากมายได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้การรู้หนังสือภาษาอังกฤษมีความสำคัญสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อติดตามพัฒนาการในสาขาของตน

·     ความร่วมมือระหว่างประเทศ (international collaboration): นอกเหนือจากภาษาอังกฤษแล้ว ความสามารถในภาษาอื่นสามารถเปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศที่เฉพาะเจาะจง โอกาสในการระดมทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ช่วยให้มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับชุมชนทั่วโลก

·     การพัฒนาทางปัญญา (cognitive development): การเรียนรู้และการใช้ภาษาใหม่ช่วยเพิ่มความสามารถทางปัญญา รวมถึงการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการศึกษาและการวิจัยขั้นสูง

·     ความเข้าใจในวัฒนธรรม (cultural understanding): การเรียนรู้ภาษาโดยเนื้อแท้เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจวัฒนธรรมและมุมมองที่แตกต่างกัน ส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและมุมมองที่เหมาะสมยิ่งขึ้นในประเด็นระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับสาขาระดับบัณฑิตศึกษาหลายสาขา

·     ความก้าวหน้าทางอาชีพ (career advancement): ในตลาดงานที่เชื่อมโยงถึงกัน ผู้สำเร็จการศึกษาที่พูดได้สองภาษาหรือพูดได้หลายภาษามักจะมีการแข่งขันสูงกว่า สามารถนำทางสภาพแวดล้อมทางวิชาชีพที่หลากหลาย และสื่อสารกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงานต่างประเทศในวงกว้างขึ้น

วิธีส่งเสริมความรู้ภาษาสากล


·     การเรียนรู้ภาษาแบบบูรณาการ (integrated language learning): มหาวิทยาลัยสามารถสร้างการเรียนรู้ภาษาในหลักสูตรของตน แทนที่จะมองว่าเป็นโปรแกรมเสริม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีโครงสร้างสำหรับนักเรียนในการพัฒนาทักษะเหล่านี้

·     มุ่งเน้นไปที่การใช้งานจริง (focus on practical applications): การบูรณาการการเรียนภาษาเข้ากับสาขาวิชาการเฉพาะของนักศึกษาหรือเป้าหมายทางอาชีพสามารถทำให้กระบวนการเรียนรู้มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องมากขึ้น

·     ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัล (leverage digital tools): แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งทดแทนการเรียนรู้ที่ครอบคลุม แต่แพลตฟอร์มและทรัพยากรดิจิทัลสามารถรองรับการเรียนรู้ภาษาและให้การเข้าถึงเนื้อหาระดับนานาชาติ

·     ส่งเสริมการมีส่วนร่วมข้ามวัฒนธรรม (promote cross-cultural engagement): การสร้างโอกาสให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนต่างชาติและใช้ทักษะทางภาษาในบริบทที่แท้จริงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความคล่องแคล่วได้อย่างมาก

สิ่งสำคัญประการที่ 4 ระบบนิเวศการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

ระบบนิเวศการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแห่งอนาคต (higher graduate education ecosystem) จะขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์การเรียนรู้ของบุคคล (personalized learning experience) บุคคลแรกของระบบดิจิทัล (digital-first learning experience) และแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ (adaptive learning experience) โดยผสมผสานเข้ากับเอไอ วิอาร์/เออาร์ และมุ่งเน้นไปที่ทักษะการปฏิบัติและการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้หรือหลักสูตรต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังจะเน้นย้ำถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมผ่านแบบจำลองจตุภาคี (quadruple helix model) และบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกขณะ (lifelong learning) และการยกระดับทักษะ และจัดลำดับความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตและประชากรนักศึกษาที่หลากหลาย เพื่อปลูกฝังบัณฑิตที่ปรับตัวได้และมีนวัตกรรม


หมายเหตุ - แบบจำลองจตุภาคี ประกอบด้วย 1) สถาบันการศึกษาและวิจัยที่ทำหน้าที่สร้างและเผยแพร่ความรู้ 2) ภาคธุรกิจและการผลิตที่นำความรู้ไปสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ 3) หน่วยงานภาครัฐที่กำหนดนโยบายและกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม และ 4) ประชาชน สังคม ชุมชน ผู้บริโภค และสื่อต่างๆ ที่มีส่วนในการแสดงความคิดเห็น กำหนดความต้องการ และขับเคลื่อนนวัตกรรมให้ตอบสนองต่อบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อม)

คุณลักษณะที่สำคัญ


·     การบูรณาการทางดิจิทัล (digital integration): การผสมผสานของวิทยาเขตแบบดั้งเดิมเข้ากับสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่สมจริง การสอนพิเศษโดยใช้เอไอและแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งจะช่วยปรับประสบการณ์การเรียนรู้ให้เฉพาะบุคคลได้เป็นอย่างดี

·     หลักสูตรที่มุ่งเน้นทักษะ (skill-focused curriculum): การเปลี่ยนจากชั่วโมงหน่วยกิต (credit hours) เป็นการเรียนรู้ตามความสามารถ (competency-based learning) โดยเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง การเรียนรู้ตามโครงงาน และการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ในเครือข่ายทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้มีความสามารถที่มีทักษะสูง

·     ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม (industry partnerships) : การทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และรัฐบาล (ตามแบบจำลองจตุภาคี - quadruple helix model) เพื่อลดช่องว่างด้านทักษะ ร่วมสร้างโปรแกรม และดึงดูดผู้มีความสามารถให้เข้ามาร่วมงาน

·     การเรียนรู้ตลอดชทุกขณะ (lifelong learning): ความมุ่งมั่นที่จะจัดให้มีโปรแกรมการยกระดับทักษะและทบทวนทักษะ (upskilling and reskilling) อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้สำเร็จการศึกษาและพนักงานที่มีอยู่ปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (economic and technological landscapes) ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

·     ความเป็นอยู่ที่ดีทางด้านจิตใจและความครอบคลุม (mental well-being & inclusivity): ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ความสุข และความเป็นอยู่โดยรวมของนักเรียนมากขึ้น โดยสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่หลากหลายและครอบคลุม

·     การมีความคิดเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurial mindset): ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมภายในผู้สำเร็จการศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจและส่งเสริมความยืดหยุ่นของสังคม

·     การปรับตัวที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven adaptation): การใช้การวิเคราะห์เพื่อติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษา ระบุช่องว่างทางความรู้ และแจ้งการพัฒนาเส้นทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือ บัณฑิตวิทยาลัยจะต้องมีศักยภาพพร้อมปรับตัวตลอดเวลา ให้ได้ชื่อว่าเป็นองค์กร adaptive organization


·     การใช้กลไกเช่น University Holding Companies (UHCs) เพื่อการลงทุนร่วมและการแลกเปลี่ยนความรู้กับภาคเอกชน

·     เปิดตัวโปรแกรมเฉพาะทาง (launching specialized programs): สร้างการเพิ่มขีดความสามารถอย่างรวดเร็วและหลักสูตรระยะสั้นแบบเร่งรัดที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น โครงการวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ใหม่ในประเทศไทย

·     เปิดรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ (embracing emerging technologies): สำรวจและบูรณาการเทคโนโลยี เช่น Virtual และ Augmented Reality (VR/AR) เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าดึงดูดและดื่มด่ำยิ่งขึ้น

·     การจัดลำดับความสำคัญของการวางแผนทักษะ (prioritizing skills mapping): เปิดตัวกรอบการทำงานระดับชาติ เช่น Skill Future Thailand เพื่อสร้างแผนที่ทักษะส่วนบุคคลเทียบกับความคาดหวังของอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและความสามารถที่ปรับให้เหมาะสม