หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

GeoPolitics VIII

อัล-อักซอ อินติฟาดา - พากันโกหกเพื่อทำลายล้าง

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2000 นายเอเรียล ชารอน ผู้นำกลุ่มลิคุด ได้เดินทางเช้าไปเยี่ยมชมเทมเปิ้ลเมาท์ - Temple Mount ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนายิว ซึ่งชาวมุสลิมได้เปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น ฮาราม อัล-ชารีฟ – Haram al-Sharif‘  และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับสามของศาสนาอิสลาม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวปาเลสไตน์ได้มีส่วนร่วมในการก่อกบฏอย่างรุนแรงที่ได้รับการขนานนามว่า อัล-อักซอ อินติฟาดา - al-Aqsa intifada

โฆษกปาเลสไตน์ยืนยันว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฮารัม อัล-ชารีฟ ของชาวมุสลิม โดยนายชารอนและทหารอิสราเอลหลายพันคนที่ติดตามเขาเข้ามา พวกเขากล่าวว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นเริ่มจากการโจมตีโดยกองกำลังอิสราเอล ทั้งๆ ที่ไม่ได้ยั่วยุแต่อย่างใด ซึ่งบุกโจมตีดินแดนที่ควบคุมโดยชาวปาเลสไตน์ และพลเรือนชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารหมู่ที่ไม่มีการป้องกัน มีเพียงแต่ขว้างก้อนหินเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น

อันที่จริง ชโลโม เบน-อามี รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงภายในของอิสราเอล อนุญาตให้นายชารอน เข้าไปเยี่ยมชมเทมเปิ้ลเมาท์ได้ ก็ต่อเมื่อได้โทรศัพท์เจรจากับจาบริล ราจูบ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยชาวปาเลสไตน์ และได้รับคำรับรองว่า หากนายชารอนไม่เข้าไปในมัสยิด ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น แต่แล้วก็เกิดมีความจำเป็นที่จะต้องทำการปกป้องนายชารอน เมื่อราจูบกล่าวในภายหลังว่า ตำรวจปาเลสไตน์จะไม่กระทำสิ่งใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อเป็นการป้องกันความรุนแรงในระหว่างการเดินทางเข้าเยือนของนายชารอน

นายชารอนไม่ได้พยายามเข้าไปในมัสยิด และการเยี่ยมชมของเขาก็ใช้เวลาเพียง 34 นาทีเท่านั้น ในช่วงเวลาปกติเมื่อพื้นที่ดังกล่าวเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เยาวชนชาวปาเลสไตน์ ซึ่งมีประมาณ 1,500 คน ต่างตะโกนคำขวัญเพื่อพยายามทำให้สถานการณ์ลุกลาม ตำรวจอิสราเอลราว 1,500 นาย อยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง

ระหว่างการเยือนของนายชารอนมีการรบกวนเกิดขึ้นบ้างอย่างจำกัด ส่วนใหญ่เป็นการขว้างก้อนหิน ช่วงที่เหลือของวันนั้น การขว้างปาก้อนหินยังคงปะทุอย่างต่อเนื่องบนเทมเปิ้ลเมาท์และบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้ตำรวจอิสราเอล 28 นาย ได้รับบาดเจ็บ โดยจำนวนนี้มี 3 คน ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ไม่มีรายงานการบาดเจ็บของชาวปาเลสไตน์ในวันนั้น ชาวปาเลสไตน์ได้ริเริ่มความรุนแรงและเตรียมการที่สำคัญในวันรุ่งขึ้นหลังจากการละหมาดในวันศุกร์

เมื่อความรุนแรงทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวัน สัปดาห์ต่อมา ชาวปาเลสไตน์และสื่อต่างๆ ก็ออกมาตำหนินายเอเรียล ชารอน ที่มีส่วนอย่างมากกับความรุนแรงดังกล่าว ความจริงก็คือความรุนแรงเริ่มต้นก่อนวันที่ 28 กันยายน วันที่ทหารอิสราเอลคนหนึ่งถูกสังหารที่สี่แยกเนทซาริม ทหารเสียชีวิตหลังเหตุระเบิดริมถนน วันรุ่งขึ้นในเมืองกาลกิลยาฝั่งตะวันตก เจ้าหน้าที่ตำรวจปาเลสไตน์ที่ทำงานร่วมกับตำรวจอิสราเอลในการลาดตระเวนร่วม ได้เปิดฉากยิงและสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวอิสราเอล

นอกจากนี้ สื่ออย่างเป็นทางการของทางการปาเลสไตน์ยังออกมาย้ำเตือนชาวปาเลสไตน์ให้ใช้ความรุนแรง โดยวันที่ 29 กันยายน สถานีวิทยุอย่างเป็นทางการของกองกำลังปาเลสไตน์ ได้ส่งเสียงเรียกร้องไปยังชาวปาเลสไตน์ทุกคนให้มาปกป้องมัสยิดอัล-อักซอ กองกำลังปาเลสไตน์ปิดโรงเรียนและขนส่งนักเรียนชาวปาเลสไตน์ไปยังเทมเปิ้ลเมาท์ เพื่อเข้าร่วมการก่อจลาจลที่จัดตั้งขึ้น

ก่อนถึงวันรอช ฮาชชะนาห์ - Rosh Hashanah (30 กันยายน) ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของชาวยิว ขณะที่ชาวอิสราเอลหลายร้อยคนกำลังสักการะที่กำแพงตะวันตก ชาวอาหรับหลายพันคนเริ่มขว้างอิฐและหินใส่ตำรวจอิสราเอลและผู้สักการะชาวยิว จากนั้นการจลาจลได้แพร่กระจายไปยังเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ทั่วอิสราเอล เวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา

ขณะที่ชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่าอิสราเอลทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของตน แต่จริงๆ แล้วกลุ่มผู้ก่อการจลาจลชาวปาเลสไตน์เป็นผู้โจมตีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยในเดือนตุลาคม 2000 กลุ่มคนปาเลสไตน์ได้ทำลายสุสานของโจเซฟในเมืองนาบลุส พวกเขาฉีกและเผาหนังสือสวดมนต์ของชาวยิว ขว้างหินใส่ผู้สักการะที่กำแพงตะวันตก และโจมตีสุสานของราเชลในเมืองเบธเลเฮมด้วยระเบิดไฟและอาวุธอัตโนมัติ

การโจมตีที่รุนแรงไม่ได้ริเริ่มโดยกองกำลังความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งในทุกกรณี เป็นการตอบสนองต่อความรุนแรงของชาวปาเลสไตน์ที่นอกเหนือไปจากการขว้างปาหิน รวมถึงการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธอัตโนมัติและการรุมประชาทัณฑ์ทหารอิสราเอล ผู้โจมตีติดอาวุธส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของตันซิมซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของอาราฟัตเอง

อิมัด ฟาลูจี รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของปาเลสไตน์ ออกมายอมรับเมื่อหลายเดือนหลังจากการเยือนของนายเอเรียล ชารอน ว่าความรุนแรงได้รับการวางแผนไว้ในเดือนกรกฎาคม ล่วงหน้าก่อนจะมีการเข้ามายั่วยุของนายชารอนมาก การลุกฮือนี้ได้รับการวางแผนไว้ตั้งแต่ประธานอาราฟัตเดินทางกลับจากแคมป์เดวิด เมื่อเขาคว้ำโต๊ะใส่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และปฏิเสธเงื่อนไขของอเมริกา

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2000 มีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนซึ่งนำโดยอดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐ จอร์จ มิทเชลล์ เพื่อพิจารณาสาเหตุของความรุนแรง และเพื่อให้คำแนะนำในการทำให้สถานการณ์สงบลง รายงานของมิทเชลล์ที่ออกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2001 สรุปว่า "การเยือนของนายเอเรียล ชารอน ไม่ได้ก่อให้เกิดอัล-อักซอ อินติฟาดา แต่อย่างใด"

ในปี 2017 นาบิล ชาอาธ อดีตนักเจรจาต่อรองชาวปาเลสไตน์ ยอมรับว่าในปี 2000 กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขณะนั้นเป็นมกุฎราชกุมาร ได้มอบเงินครึ่งพันล้านดอลลาร์แก่ชาวปาเลสไตน์ รวมกับอีกครึ่งพันล้านจากสันนิบาตอาหรับ เพื่อให้หล่อหลอมให้กระแสอิสลามยังคงดำเนินต่อไป

ผู้คนล้มตายมากมายอย่างไร้ความปราณี

ชาวปาเลสไตน์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โจมตีพลเรือนและทหารอิสราเอลด้วยอาวุธหลากหลายชนิด เมื่อพวกเขาขว้างก้อนหิน พวกมันไม่ใช่ก้อนกรวด แต่เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสได้ ลองนึกภาพตัวเองถูกก้อนหินกระแทกที่หัว

ว่ากันว่า กองทหารอิสราเอลที่ถูกโจมตีมีจำนวนน้อยกว่า 20 นาย ในขณะที่ผู้โจมตีซึ่งติดอาวุธด้วยระเบิดขวดน้ำมัน ปืนพก ปืนไรเฟิลจู่โจม ปืนกล ระเบิดมือ และวัตถุระเบิด มีจำนวนหลายร้อยคน ยิ่งกว่านั้น ชาวปาเลสไตน์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจถือปืนปะปนกันในมวลหมู่ประชาชนที่ขว้างหิน เมื่อต้องเผชิญกับฝูงชนที่โกรธแค้นและรุนแรง ตำรวจและทหารอิสราเอลมักไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องป้องกันตัวเองด้วยการยิงกระสุนยาง และเมื่อสถานการณ์ถึงขั้นคุกคามชีวิต ก็จำเป็นต้องใช้กระสุนจริง

การใช้กระสุนจริงโดยชาวปาเลสไตน์หมายความว่ากองกำลังอิสราเอลจะต้องอยู่ห่างจากผู้ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง นอกจากนี้ การคุกคามโดยใช้กำลังต่อชาวอิสราเอลยังเป็นภัยคุกคามถึงขั้นร้ายแรงอีกด้วย ปัจจัยทั้งสองได้ขัดขวางการใช้วิธีควบคุมจลาจลแบบดั้งเดิม

ตามกฎการสู้รบของกองทหารอิสราเอลภายในดินแดน การใช้อาวุธจะได้รับอนุญาตเฉพาะกับสถานการณ์ที่คุกคามถึงชีวิต หรือภายใต้ข้อจำกัดที่สำคัญ เพื่อที่จะจับกุมบุคคลต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ในทุกกรณี ปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอลจะอยู่ภายใต้นโยบายที่เหนือกว่าเรื่องการยับยั้งชั่งใจ ข้อกำหนดของความเป็นสัดส่วน และความจำเป็นในการดำเนินมาตรการที่เป็นไปได้ทั้งหมด เพื่อป้องกันอันตรายต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

ขณะเดียวกัน ชาวปาเลสไตน์ก็เพิ่มการโจมตีอย่างรุนแรงต่อชาวอิสราเอล โดยใช้ปืนใหญ่และขีปนาวุธต่อต้านรถถังที่ลักลอบนำเข้าไปในฉนวนกาซาอย่างผิดกฎหมาย ชาวปาเลสไตน์ยิงปืนใหญ่ใส่ชุมชนชาวยิวในฉนวนกาซาและอิสราเอล และมีรายงานของกองทัพอิสราเอลระบุว่ามีการยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถังใส่กองกำลังอิสราเอลในฉนวนกาซา

ชาอูล โมฟาซ เสนาธิการของกองทัพอิสราเอลกล่าวกับผู้นำชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่มาเยือนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2001 ว่ากองกำลังปาเลสไตน์กำลังสะสมอาวุธที่ลักลอบนำเข้าไปในฉนวนกาซาทางทะเลและอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมโยงกับอียิปต์ การครอบครองและการใช้อาวุธต่างๆ ของชาวปาเลสไตน์ทั้งหลายเหล่านี้ ถือเป็นการละเมิดข้อผูกพันที่พวกเขาทำไว้ในข้อตกลงต่างๆ กับอิสราเอล โดยข้อตกลงออสโลกำหนดเอาไว้ให้มีอาวุธบางชนิดเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่ควบคุมของชาวปาเลสไตน์ คือ ปืนพก ปืนไรเฟิล และปืนกล และอาวุธเหล่านี้จะอนุญาตให้พกพาและใช้ได้เฉพาะแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกองกำลังปาเลสไตน์เท่านั้น จากความรุนแรงแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นอกจากตำรวจแล้ว พลเรือนชาวปาเลสไตน์และสมาชิกกองกำลังติดอาวุธ อย่างเช่น ตันซิมกลุ่มหัวรุนแรงของขบวนการฟาตาห์แห่งปาเลสไตน์ บุคคลเหล่านี้ยังได้ครอบครองอาวุธดังกล่าวด้วย

กองกำลังปาเลสไตน์ประสบความล้มเหลวในการใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการโจมตีชาวอิสราเอล ขณะที่พวกที่ก่อเหตุร้ายจำนวนมากถูกจับกุม หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขามักจะได้รับการปล่อยตัว และในจำนวนนั้นบางคนก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการทำร้ายร่างกายชาวยิวในเวลาต่อมา ตัวอย่างเช่นในเดือนพฤษภาคม 2001 อาราฟัตได้ปลดปล่อยกลุ่มหัวรุนแรงอิสลามมากกว่าสิบสองคนที่ถูกจำคุกนับตั้งแต่เหตุระเบิดฆ่าตัวตายระลอกหนึ่ง ซึ่งคร่าชีวิตชาวอิสราเอลไป 60 รายในเหตุการณ์แปดวันนองเลือดเมื่อปี 1996

ตลอดการที่เกิดขึ้นอย่างโกราหล ชาวอิสราเอลมากกว่า 1,000 คน ถูกสังหารด้วยเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย ลอบโจมตี  ซุ่มโจมตี และการโจมตีอื่นๆ โดยรายงานข่าวมักเน้นไปที่จำนวนผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ที่มีจำนวนสูงกว่ามาก (เกือบ 5,000 ราย) อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ที่ไม่สมสัดส่วนนั้น เป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากกองทหารอาสาที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีและเหนือกว่า และบ่อยครั้งที่ตันซิมใช้พลเรือนชาวปาเลสไตน์เป็นโล่กำบังการโจมตี นอกจากนี้ หากเด็กๆ อยู่ในโรงเรียนหรืออยู่ที่บ้านกับครอบครัว แทนที่จะปาก้อนหินลงถนน พวกเขาก็ไม่ตกอยู่ในอันตราย

ผลกระทบของความรุนแรง

ความรุนแรงของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ได้คร่าชีวิตพลเรือนและทหารเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้ก่อการร้ายที่กระทำการในนามของการลุกฮือยังได้ทำการโจมตีที่ชั่วร้ายภายในอิสราเอล ความรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ การทหาร และเศรษฐกิจของอิสราเอล

ขณะนี้ชาวอิสราเอลจึงต้องระมัดระวังในการเดินทางผ่านดินแดนของอิสราเอลและดินแดนหลายๆ ส่วนที่ควรปลอดภัย ซึ่งชาวปาเลสไตน์ยังคงโจมตีชาวยิวในเมืองต่างๆ อย่างเช่นเมืองกีโลที่อยู่นอกดินแดนอีกด้วย ความรุนแรงได้บั่นทอนศรัทธาของชาวอิสราเอลอย่างรุนแรงว่า หากพวกเขายอมยกดินแดนสันติภาพให้กับชาวปาเลสไตน์ สันติภาพที่วาดหวังกันไว้ก็น่าจะมีความเป็นไปได้

การลุกฮือยังส่งผลกระทบต่อความพร้อมทางทหารด้วย เนื่องจากจะต้องเปลี่ยนเส้นทางกองทหารจากการฝึกและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากประเทศที่ไม่เป็นมิตร และต้องมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามการจลาจลและต่อสู้กับการก่อการร้ายแทน

ความรุนแรงยังส่งผลให้การท่องเที่ยวลดลงอย่างมากและสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และไม่ใช่แค่ชาวอิสราเอลเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ การสูญเสียการท่องเที่ยวยังส่งผลกระทบต่อชาวปาเลสไตน์อีกด้วย ตัวอย่างเช่น จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนเบธเลเฮมในช่วงคริสต์มาสลดลงอย่างมากในปี 2000 เช่นเดียวกับสถานที่แสวงบุญอื่นๆ ในหน่วยงานปาเลสไตน์ เจ้าของร้านชาวปาเลสไตน์ในสถานที่เช่นเมืองเก่าก็ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ลดลงเช่นกัน การโจมตีของผู้ก่อการร้ายยังบังคับให้อิสราเอลห้ามคนงานชาวปาเลสไตน์เข้าอิสราเอลเป็นระยะๆ ซึ่งทำร้ายบุคคลที่พยายามหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา

มีความพยายามหยุดยิง

สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ต้องประสบกับความล้มเหลวในความพยายามซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหยุดยิงและการสังหาร ได้ขัดขวางความพยายามด้านสันติภาพ เช่น โครงการริเริ่มสันติภาพซาอุดิอาระเบียที่ได้รับการอนุมัติจากสันนิบาตอาหรับในปี 2002 และแผนงานเพื่อสันติภาพที่เสนอโดยกลุ่มสี่คนในปี 2003

เดือนกุมภาพันธ์ 2005 นายเอเรียล ชารอน ประธานาธิบดีปาเลสไตน์มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีอียิปต์ ฮอสนี มูบารัค และกษัตริย์แห่งจอร์แดน อับดุลลาห์ที่ 2 เดินทางมาพบกันที่เมืองตากอากาศ ชาร์ม เอล-ชีค ของอียิปต์ เพื่อยุติความรุนแรง นายชารอนตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ 900 คน และยุติปฏิบัติการทางทหารในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา อับบาส ตกลงที่จะยุติการโจมตีของผู้ก่อการร้ายต่อชาวอิสราเอล อียิปต์และจอร์แดน ตกลงที่จะส่งเอกอัครราชทูตกลับไปยังอิสราเอล (พวกเขาถูกเรียกคืนเพื่อประท้วงปฏิบัติการของอิสราเอล) การประชุมสุดยอดสิ้นสุดลงโดยนายชารอนและอับบาส ประกาศว่า อินติฟาดาครั้งที่สองสิ้นสุดลงแล้ว

ช่วงสรุปของการประชุมสุดยอดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายเอเรียน  ชารอน แสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแผนการแยกตัวออกจากกัน (disengagement plan) ซึ่งเขามองว่า เป็นก้าวหนึ่งในการแก้ไขข้อขัดแย้งกับชาวปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความกล้าหาญที่จะประนีประนอม ละทิ้งสิ่งที่ไม่สมจริง ความฝัน ปราบพลังที่ต่อต้านสันติภาพ และอยู่อย่างสันติ เคารพซึ่งกันและกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กับเรา

เรามีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากเส้นทางแห่งสายเลือดที่บีบบังคับเราตลอด 4 ปีที่ผ่านมานายชารอนกล่าว เรามีโอกาสที่จะเริ่มต้นบนเส้นทางใหม่ นับเป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลานานที่ภูมิภาคของเรามีความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานของเรา

นายชารอนกล่าวกับเพื่อนชาวอิสราเอลว่า เราได้ผ่านปีที่ยากลำบาก เผชิญกับประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่สุด และเอาชนะมันได้ อนาคตอยู่ตรงหน้าเรา เราจำเป็นต้องทำตามขั้นตอนที่ยากลำบากและเป็นที่ถกเถียงกัน แต่เราต้องไม่พลาดโอกาสที่จะพยายามบรรลุสิ่งที่เราปรารถนามาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งได้แก่ ความปลอดภัย ความเงียบสงบ และสันติภาพ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2001 นายเอเรียน ชารอน ประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียว เพื่อพยายามทำให้สถานการณ์สงบลง และด้วยความหวังว่าชาวปาเลสไตน์จะตอบโต้ด้วยการยุติการโจมตีอย่างรุนแรงต่ออิสราเอล แต่ชาวปาเลสไตน์กลับเพิ่มระดับความรุนแรงที่มุ่งเป้าไปที่พลเรือนอิสราเอลโดยเฉพาะ ยัสเซอร์ อาราฟัต ไม่ได้ทำอะไรเพื่อหยุดหรือกีดกันการโจมตี มีการบันทึกการโจมตีมากกว่า 70 ครั้งใน 10 วันข้างหน้า ในระหว่างนั้นอิสราเอลได้ระงับการยิงและหลีกเลี่ยงการตอบโต้ใดๆ การรณรงค์สร้างความหวาดกลัวของชาวปาเลสไตน์ระหว่างการหยุดยิงของอิสราเอลสิ้นสุดลงด้วยเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่ดิสโก้แห่งหนึ่งในเทลอาวีฟ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 90 ราย ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างท่วมท้นที่เกิดจากการโจมตีอันน่าสยดสยองนี้ และความหวาดกลัวว่าอิสราเอลจะตอบโต้ ในที่สุดอาราฟัตก็ประกาศหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป และจอร์จ เทเนนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองอเมริกัน เดินทางไปตะวันออกกลางในเดือนมิถุนายนเพื่อพยายามทำให้การหยุดยิงมั่นคงขึ้น และวางรากฐานสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพอีกครั้ง แผนทฤษฎีเรียกร้องให้ยุติกิจกรรมความรุนแรงทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในช่วงหกสัปดาห์หลังจากการมาเยือนของเทเนนท์ ชาวปาเลสไตน์ได้ก่อเหตุโจมตีของผู้ก่อการร้าย 850 ครั้ง ส่งผลให้มีชาวอิสราเอลบาดเจ็บล้มตาย 94 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 17 ราย

ตลอดช่วงที่เหลือของฤดูร้อน มีความพยายามที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อยุติความรุนแรงโดยไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ระเบิดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กและเพนตากอนเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 อาราฟัตเริ่มใช้มาตรการร้ายแรงเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงด้วยการจับกุมผู้ก่อการร้าย และใช้กำลังตำรวจเพื่อป้องกันการโจมตี แม้ว่าการกระทำของเขาส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะประจบประแจงรัฐบาลบุชในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และไม่ทำซ้ำข้อผิดพลาดที่เขาทำในการสนับสนุนอิรักในสงครามอ่าว แต่ผลที่ได้ คือ ลดระดับความรุนแรงต่อชาวอิสราเอลและอัล-อักซอ อินติฟาดลงไปอย่างสิ้นเชิง


Sources:
1Jerusalem Post, (March 4, 2001).
1aFormer Palestinian FM and Chief Negotiator Nabil Shaath: Saudi King Abdullah Financed the Second Intifada,MEMRI, (March 7, 2017).
2Near East Report, (March 5, 2001).
3Jerusalem Report, (May 21, 2001).
4Washington Post, (August 15, 2001).

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น