แบบจำลองขีดจำกัดทางสังคมและทรัพยากรโลก: เครื่องมือเฝ้าระวังโลกที่ขาดความสมดุล
พัฒนา ราชวงศ์
อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
Source: Andrew L. Fanning & Kate Raworth (2025) Doughnut of social and planetary boundaries monitors a world out of balance. Nature volume 646, pages 47–56.
กรอบแนวคิดรูปโดนัทว่าด้วยขีดจำกัดทางสังคมและทรัพยากรโลก
(The ‘Doughnut’) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของการประเมินความก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย
นั่นคือการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดของโลกที่มีชีวิตใบนี้ ในงานวิจัยนี้ เราได้นำเสนอ
"กรอบแนวคิดโดนัทฉบับปรับปรุงใหม่" พร้อมตัวชี้วัด 35 ตัว
เพื่อติดตามแนวโน้มของ ความขาดแคลนทางสังคม (Social Deprivation) และ
การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดของระบบนิเวศ (Ecological Overshoot) ในช่วงปี 2000–2022 แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั่วโลก
(GDP) จะเติบโตขึ้นมากกว่าสองเท่า
แต่ผลลัพธ์ค่ากลางของเราแสดงให้เห็นว่า
ความสำเร็จในการลดความขาดแคลนของมนุษย์นั้นเป็นไปอย่างล่าช้ามาก
ซึ่งหากต้องการบรรลุเป้าหมายให้ครบถ้วนภายในปี 2030 เราต้องเร่งความเร็วขึ้นถึง 5
เท่า ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดจะต้องหยุดลงทันที
และต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่ขีดจำกัดของโลกให้เร็วกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า
เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบโลกไว้ให้ได้ภายในปี 2050 ซึ่งเมื่อจำแนกข้อมูลระดับโลกเหล่านี้
พบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนว่ากลุ่มประเทศที่รวยที่สุด 20% (ซึ่งมีประชากรเพียง 15%
ของโลก) กลับเป็นต้นเหตุของการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดถึงกว่า 40% ต่อปี และกลุ่มประเทศที่จนที่สุด
40% (ซึ่งมีประชากรถึง 42% ของโลก) กลับต้องเผชิญกับความขาดแคลนทางสังคมสูงถึงกว่า
60% ซึ่งแนวโน้มและความเหลื่อมล้ำเหล่านี้
เป็นการยืนยันถึงความจำเป็นที่นานาประเทศจะต้อง เลิกยึดติดกับการเติบโตของ GDP แบบไม่สิ้นสุด
และเปลี่ยนทิศทางไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบ "ฟื้นฟูและแบ่งปัน" (Regenerative
and Distributive) ทั้งภายในและระหว่างประเทศ
โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของมนุษย์และความสมบูรณ์ของโลกเป็นอันดับแรก
บทนำ
ในศตวรรษที่ 20 นิยามหลักที่ใช้กับความเจริญก้าวหน้านั้น
มักมุ่งเน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ผ่านการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากการเติบโตของ
GDP เป็นหลัก
แต่ว่าในศตวรรษที่ 21 นิยามของความก้าวหน้าได้เปลี่ยนไปสู่มุมมองที่เป็นองค์รวมมากขึ้น
โดยมุ่งเน้นไปที่การมีสุขภาวะที่ดี (well-being) การพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ความมั่งคั่งที่ครอบคลุม และสุขภาพของโลก (prosperity and planetary health) แนวคิดใหม่ของโลกตะวันตกเหล่านี้ จริงๆ แล้วสะท้อนถึง
สมดุลทางสังคมและนิเวศวิทยา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในโลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
(indigenous worldviews) มาอย่างยาวนาน โดยมีพันธกิจร่วมกันคือ การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของระบบค้ำจุนชีวิตบนโลก
บทวิเคราะห์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ใช้กรอบแนวความคิดเป็นรูปโดนัท
(doughnut-shaped framework) เพื่อแสดงให้เห็นภาพและการวัดผลของความก้าวหน้าผ่าน 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ ขอบเขตการรองรับทางนิเวศวิทยา
(planetary boundaries) ที่เป็นการไม่ใช้ทรัพยากรจนเกินขีดจำกัดที่โลกจะรับไหว
รากฐานทางสังคม (social boundaries) หมายถึงการดูแลให้มนุษย์ทุกคนมีปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอ
ซึ่งประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์นี้ ประกอบด้วย การอัปเดตข้อมูล - นำเสนอการปรับปรุงตัวชี้วัดให้ทันสมัย
โดยใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้านขีดจำกัดของโลกและข้อมูลผลลัพธ์ทางสังคมจากทั่วโลก
และการเจาะลึกความเหลื่อมล้ำ - วิเคราะห์ความแตกต่างที่มักถูกกลบด้วย "ค่าเฉลี่ยรวมของโลก"
โดยนำกลุ่มประเทศที่มีระดับรายได้ต่างกันมาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่าแต่ละกลุ่มมีประสิทธิภาพในการรักษาขีดจำกัดทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร
ในเชิงแนวคิด "โดนัท" ประกอบด้วยพื้นที่ที่อยู่ระหว่าง
วงแหวนซ้อนกันสองวง คือ วงแหวนตัวใน (social foundation) คือ "รากฐานทางสังคม" หากใครอยู่ต่ำกว่าเส้นนี้
หมายถึงกำลังเผชิญกับความขาดแคลนขั้นวิกฤตของมนุษย์ (เช่น ขาดอาหาร น้ำ หรือสาธารณสุข)
วงแหวนตัวนอก (ecological ceiling) คือ "เพดานทางนิเวศวิทยา" หากเราใช้ทรัพยากรเกินเส้นนี้ไป
จะนำไปสู่ความเสื่อมโทรมขั้นวิกฤตของระบบนิเวศโลก ส่วนพื้นที่รูปโดนัทเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและยุติธรรม
โดยพื้นที่ระหว่างวงแหวนทั้งสองวงนี้เอง คือ "พื้นที่รูปโดนัท" ซึ่งเป็นเป้าหมายของมนุษยชาติในศตวรรษที่
21 ที่จะรักษาเสถียรภาพของโลก (บ้านหลังเดียวของเรา) ไปพร้อมๆ กับการ สร้างความมั่นใจว่าไม่มีใครต้องตกหล่นจากความต้องการขั้นพื้นฐาน
สภาวะนี้ถูกนิยามว่าเป็น "พื้นที่ที่ปลอดภัยต่อระบบนิเวศและมีความยุติธรรมทางสังคมสำหรับมนุษยชาติ"
วิวัฒนาการและการยอมรับในระดับสากล
ซึ่งมีประวัติการพัฒนาของกรอบแนวคิดนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2012 และได้รับปรับปรุงในอีกห้าปีต่อมา
เพื่อให้สอดคล้องกับความเข้าใจและการวัดผลที่แม่นยำขึ้น ทั้งในด้านความอดอยากของมนุษย์และความเสื่อมโทรมของโลก
ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน จากการวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า มนุษยชาติยังไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในขอบเขตของโดนัทได้ในระดับโลก
ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับความสนใจอย่างมากและถูกนำไปใช้เป็นเป้าหมายในหลากหลายภาคส่วน
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักการศึกษา ผู้จัดตั้งชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม
ไปจนถึงรัฐบาลในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ
ในที่นี้ เราขอเสนอแบบร่างที่สามของโมเดลโดนัทระดับโลก
โดยมีการปรับปรุงชุดมิติต่างๆ เป็น 21 มิติ (ข้อมูลขยายในภาพที่ 2) ซึ่งวัดผลด้วยตัวชี้วัด
35 ตัว ทั้งในด้านการขาดแคลนทางสังคม (social
shortfall) และการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา (ecological
overshoot) นอกจากนี้ เรายังนำเสนอความพยายามของเราในการเปลี่ยนโมเดลโดนัทจากการเป็นเพียงภาพถ่ายสถานการณ์ที่หยุดนิ่งในรายปี
ให้กลายเป็นการเฝ้าติดตามสุขภาวะทางสังคมและนิเวศวิทยาระดับโลกประจำปีในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
โดยการรวมข้อมูลอนุกรมเวลา (Time-series data) ตั้งแต่ปี
2000-2022 สำหรับตัวชี้วัดจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
(N = 30 ตัวชี้วัด)
ในระดับโลก เราวัดผล "ความขาดแคลนทางสังคม"
(social shortfall) และ
"การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด" (ecological
overshoot) โดยการเปรียบเทียบตัวชี้วัดทางสังคมกับมาตรฐานขั้นต่ำในรากฐานทางสังคมของโดนัท
และเปรียบเทียบตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยากับขีดจำกัดของโลกในเพดานนิเวศวิทยาของโดนัท ทั้งนี้
การประเมินวิพากษ์กรอบแนวคิด "ขีดจำกัดของโลกทั้ง 9 ด้าน" (nine planetary
boundaries) นั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตของงานชิ้นนี้ อย่างไรก็ตาม
เราตระหนักดีว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นหัวข้อที่ถูกตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น และข้อจำกัดของมันอาจส่งผลกระทบต่อการประเมินของเราได้
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนวิธีการ) นอกจากนี้ รากฐานทางสังคมของโดนัทเองก็ถูกประเมินวิพากษ์โดยผู้เขียนบางท่านเช่นกัน
แม้ว่าวรรณกรรมในด้านนี้เพิ่งจะเริ่มได้รับการทบทวนอย่างเป็นระบบเมื่อไม่นานมานี้
สิ่งสำคัญที่ต้องหมายเหตุไว้ คือ "มนุษยชาติ"
ในระดับประชากรโลกที่ปรากฏในโดนัทนั้น ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน (not a single entity) งานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีประเทศใดเลย
ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยทุกคนได้ โดยใช้ระดับทรัพยากรที่ยั่งยืนพอที่จะขยายผลไปสู่ทุกคนทั่วโลกได้
ในขณะเดียวกัน แต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาลในแง่ของ "ความรับผิดชอบระดับโลก"
ต่อการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด ซึ่งถูกขับเคลื่อนอย่างไม่สมส่วนโดยการผลิตเชิงสกัดทรัพยากรและการบริโภคที่เกินพอดีของผู้ที่มั่งคั่ง
นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ยังมีความหลากหลายสูงมากในด้าน "ขีดความสามารถ" ที่จะสร้างรากฐานทางสังคมให้แก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน
โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (global south) ซึ่งมรดกจากการตกเป็นอาณานิคมในอดีตยังคงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
"เพื่อทำให้ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวปรากฏให้เห็นชัดเจน
เราได้แยกแยะความแตกต่างของ 'ความขาดแคลนทางสังคม' (social shortfall) และ 'การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา' (ecological overshoot) ในปี 2017 ผ่านตัวชี้วัดที่เปรียบเทียบกันได้ 27 ตัว โดยแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น
3 กลุ่มใหญ่ตามเปอร์เซ็นไทล์ของรายได้ต่อหัว (กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด 40%,
กลุ่มประเทศระดับปานกลาง 40% และกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20%) วิธีการนี้ต่อยอดมาจากระเบียบวิธีในการลดสัดส่วนโมเดลโดนัทระดับโลกลงมา
โดยใช้ตัวชี้วัด 'ฟุตพริ้นท์' (footprint) ที่อิงตามการบริโภค ซึ่งคำนวณรวมถึงการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมในแหล่งผลิตที่อยู่ภายนอก
ที่เกิดขึ้นจากการค้าระหว่างประเทศด้วย
บทวิเคราะห์จะได้บูรณาการงานวิจัยก่อนหน้านี้เข้าด้วยกัน
โดยผสมผสานมุมมองระดับโลกเข้ากับข้อมูลอนุกรมเวลา และการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ ดังนี้
1. ในระดับโลก (global
scale) ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยการประมาณการแนวโน้มย้อนหลัง
(historical trends) ของตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยาแต่ละตัว
เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มเหล่านี้สอดคล้องกับความทะเยอทะยานที่มนุษยชาติต้องมี เพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายในโดนัทให้ได้ภายในปี
2050 หรือไม่
2. ในระดับกลุ่มประเทศ (country-cluster
scale) บทวิเคราะห์นำเสนอการเปรียบเทียบรูปแบบใหม่ที่บูรณาการเข้าด้วยกัน
ระหว่างสัดส่วนความขาดแคลนทางสังคมที่แต่ละกลุ่มประเทศกำลังเผชิญ ควบคู่ไปกับสัดส่วนการมีส่วนร่วมในการทำลายสิ่งแวดล้อมโลกของกลุ่มนั้นๆ
นอกจากนี้ ยังช่วยให้มั่นใจว่า ตัวชี้วัดทางสังคมที่สะท้อนสัดส่วนประชากรที่ยังขาดแคลน
โดยใช้มิติและเกณฑ์การวัดความยากจนชุดเดียวกับโมเดลโดนัทระดับโลก รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม
(environmental footprints): มีการเปรียบเทียบผลกระทบของแต่ละกลุ่มประเทศกับขีดจำกัดต่อหัว
(per capita boundaries) ใน 4 ด้านสำคัญ ภายใต้กรอบภาพที่สอดคล้องกับหลักการขีดจำกัดของโลก
(planetary boundaries)
3. แหล่งข้อมูล รายละเอียดขั้นตอนการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ถูกระบุไว้ในส่วนของวิธีการ
ส่วนรายละเอียดเฉพาะของแต่ละตัวชี้วัดและแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมด สามารถดูได้ในเอกสารข้อมูลเพิ่มเติม
ตารางที่ 1 ด้านสังคม และตารางที่ 2 ด้านนิเวศวิทยา
สถานะปัจจุบันของโลก
หากความก้าวหน้าของมนุษยชาติในศตวรรษนี้ขึ้นอยู่กับการ
ขจัดความขาดแคลนทางสังคม และ การลดการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา ไปพร้อมๆ
กัน ผลการประมวลล่าสุดของเราขอย้ำเตือนว่า โลกยังคงห่างไกลจากเป้าหมายนั้นมาก ในขณะที่ผู้คนนับพันล้านคนยังคงไม่ได้รับการตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุด
แต่ในทางกลับกัน ร่องรอยทางนิเวศวิทยาของมนุษยชาติที่กระทำต่อโลกใบนี้กลับพุ่งทะลุขีดจำกัดไปแล้วอย่างน้อย
6 ใน 9 ด้าน (ดังแสดงในภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 สถานะปัจจุบันของความขาดแคลนและการทะลุขีดจำกัดในขีดจำกัดทางสังคมและดาวเคราะห์โลก
ค่าที่แสดง คือ ข้อมูปี 2022 แถบเสี้ยววงกลมด้านสังคม (วงแหวนด้านใน) แสดงสถานะของมนุษยชาติเมื่อเทียบกับมาตรฐานทางสังคมขั้นต่ำ และแถบเสี้ยววงกลมด้านนิเวศวิทยา (วงแหวนด้านนอก) แสดงสถานะของระบบโลกเมื่อเทียบกับขีดจำกัดของทรัพยากรโลก โดยแถบเสี้ยวสีแดง แสดงถึงสภาวะที่ขาดแคลน (ต่ำกว่าพื้นฐานทางสังคม) หรือการใช้เกินขีดจำกัด (เกินเพดานทางนิเวศวิทยา) แถบเสี้ยวสีเทา ระบุถึงข้อมูลที่ขาดหายไป จุดศูนย์กลางของแผนภูมิ แทนค่าความอดอยากขาดแคลนโดยรวมของมนุษย์ (สำหรับตัวชี้วัดทางสังคม) และแทนค่าฐานข้อมูลยุคโฮโลซีนก่อนยุคอุตสาหกรรม (สำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา) ทั้งนี้ค่าต่างๆ จะแปรผันตามความยาวของแถบเสี้ยวแต่ละอัน ซึ่งนำไปสู่การขยายพื้นที่ของแถบเสี้ยวในเชิงกำลังสอง (Quadratic Scaling) ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านรับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนั้นมีความสำคัญมากกว่าความเป็นจริง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดนี้ จึงได้จัดทำภาพที่ 2 ให้อยู่ในรูปแบบแผนภูมิแท่งซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการขยายพื้นที่เชิงกำลังสองนี้ แถบเสี้ยวที่มีขอบจางออกไปหมายถึงมีความยาวเกินขอบเขตพื้นที่ของแผนภูมิ นอกจากนี้ ในแต่ละมิติทางสังคมหรือนิเวศวิทยาจะประกอบด้วยตัวชี้วัดไม่เกินสองตัว ในสภาวะที่ในอุดมคติที่สุดนั้น ไม่ควรมีแถบเสี้ยวสีแดง ปรากฏอยู่ต่ำกว่าพื้นฐานทางสังคมหรืออยู่เหนือเพดานทางนิเวศวิทยา โปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยาทั้งหมดรวมถึงขอบเขตที่เกี่ยวข้องในตารางที่ 1 และ 2 ปรับปรุงมาจากเอกสารอ้างอิงหมายเลข 2, CC BY 4.0
สัดส่วนของประชากรโลกที่เผชิญกับความขาดแคลนทางสังคมนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากใน
12 มิติของรากฐานทางสังคมของโดนัท (วัดจาก 21 ตัวชี้วัดที่มีข้อมูล) สถิติปี 2022 มีตั้งแต่ระดับต่ำสุดคือ
9% (คนที่ขาดไฟฟ้าใช้) ไปจนถึงระดับสูงสุดคือ 75% (คนที่รู้สึกว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง)
ค่ากลาง (Median) อยู่ที่
35% ของประชากรโลก หรือเทียบเท่ากับประชากรประมาณ 3 พันล้านคน ที่ยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน
โดยมีข้อสังเกตตรงด้านที่ขาดแคลนน้อยกว่า มักเป็นเรื่องความจำเป็นทางกายภาพ (เช่น พลังงาน
และอาหาร) และด้านที่ขาดแคลนมากกว่า มักเป็นเรื่องโครงสร้างทางสังคม (เช่น ความสามัคคีในสังคม
และสิทธิเสียงทางการเมือง)
ในขณะเดียวกัน การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดนั้น
มีความผันผวนรุนแรงกว่าด้านสังคมมาก โดยวัดจากขีดจำกัดของโลก 9 ด้าน (13 ตัวชี้วัด)
โดยสถิติปี 2022 จุดที่ดีที่สุด คือ ชั้นโอโซนในบรรยากาศสตราโตสเฟียร์
ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่าขีดอันตรายประมาณ 50% ขณะที่จุดที่วิกฤตที่สุด คือ มลพิษทางเคมี
และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งทะลุขีดจำกัดที่ปลอดภัยไปแล้วกว่า 10 เท่า
โดยมีค่ากลาง (Median) ของการทะลุขีดจำกัดอยู่ที่
96% หรือเกือบ 2 เท่าของเพดานที่ระบบนิเวศจะรับไหว
แนวโน้มในศตวรรษที่
21
ในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 มีความเหลื่อมล้ำที่น่ากังวลเกิดขึ้นระหว่างแนวโน้มทางสังคมและแนวโน้มทางระบบนิเวศในระดับโลก
(ดังภาพที่ 2)
โดยภาพรวมแล้ว มนุษยชาติมีความก้าวหน้าในการบรรลุ
"ฐานรากทางสังคม" (Social Foundation) ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์รูปโดนัท
แม้ว่าการปรับปรุงนี้จะยังอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับขอบเขตของความขัดสนที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ตาม
แต่ในขณะเดียวกัน แรงกดดันโดยรวมที่มนุษยชาติมีต่อโลกกลับแย่ลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ
2000 และในปัจจุบันได้ก้าวล่วงข้าม "ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก" (Planetary
Boundaries) ไปแล้วอย่างน้อย 6 จาก 9 ด้าน
ภาพที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกของความขาดแคลนทางสังคมและการทะลุขีดจำกัดทางนิเวศ ระหว่างปี 2000–2001 ถึง 2021–2022
ความขาดแคลนทางสังคม (Social shortfall) ถูกวัดโดยอ้างอิงกับพื้นฐานทางสังคม
ซึ่งค่าศูนย์หมายถึงไม่มีความขาดแคลนเลย การใช้เกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา (Ecological overshoot) ถูกวัดโดยอ้างอิงกับขีดจำกัดของโลก ซึ่งค่าศูนย์หมายถึงไม่มีการใช้เกินขีดจำกัด
และเครื่องหมายดอกจัน (*) หมายถึงค่าฐานข้อมูลในยุคโฮโลซีนก่อนยุคอุตสาหกรรม ค่าที่แสดงเป็นค่าเฉลี่ยแบบ
2 ปี ณ จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของระยะเวลาที่ทำการวิเคราะห์ ยกเว้นค่าของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ที่แสดงเป็นค่าเฉลี่ยแบบ
5 ปี เนื่องจากมีความผันแปรรายปีสูง โดยแถบสีแดงอ่อนแสดงถึงการลดลงของความขาดแคลนหรือการใช้ที่เกินขีดจำกัด
ระหว่างช่วงเริ่มต้นและช่วงสิ้นสุด แถบสีแดงเข้มแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของความขาดแคลนหรือการใช้ที่เกินขีดจำกัด
ระหว่างช่วงเริ่มต้นและช่วงสิ้นสุด และแถบสีเทาแสดงถึงข้อมูลที่ขาดหายไป แถบแสดงการใช้เกินขีดจำกัดที่มีขอบจางออกไปหมายถึงมีความยาวเกินขอบเขตพื้นที่ของแผนภูมิ
ทั้งนี้ไม่มีการแสดงการเปลี่ยนแปลงของความขาดแคลนหรือการใช้เกินขีดจำกัดในตัวชี้วัด
4 ตัว เนื่องจากขาดข้อมูลอนุกรมเวลา ได้แก่ การขาดแคลนขนส่งสาธารณะ, การรบกวนวัฏจักรน้ำจืด
อัตราการสูญพันธุ์ และมลพิษทางอากาศเนื่องจากการขาดแคลนข้อมูลในอดีต มีตัวชี้วัด 3
ตัวที่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2005 (ได้แก่ เยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงาน การศึกษา
หรือการฝึกอบรม (NEET) การขาดการสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ถึงการทุจริต) ในขณะที่ข้อมูลด้านความไม่มั่นคงทางอาหารเริ่มเก็บในปี
2015 โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยา รวมถึงขอบเขตของตัวชี้วัดเหล่านั้นในตารางที่
1 และ 2
จำนวนตัวชี้วัดทางสังคมที่มนุษยชาติส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลนลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 (จากสิบตัวชี้วัดเหลือห้าตัวชี้วัด) และ 13 จาก 21 ตัวชี้วัด แสดงให้เห็นถึงการลดลงของปัญหาขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัด การปรับปรุงทางสังคมที่สำคัญที่สุด 5 ประการ ได้แก่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การครอบคลุมบริการด้านสุขภาพ การอยู่รอดของเด็ก สุขอนามัยที่ปลอดภัย และเชื้อเพลิงภายในบ้านที่สะอาด โดย 24–56% ของมนุษยชาติหลุดพ้นจากปัญหาขาดแคลนในด้านเหล่านี้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัด อย่างไรก็ตาม มีตัวชี้วัดห้าประการที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาดังกล่าว (ภาวะทุพโภชนาการ การว่างงานของเยาวชน การขาดแคลนน้ำดื่มที่ปลอดภัย การขาดการสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ถึงการทุจริต) ในขณะที่ความไม่มั่นคงทางอาหารและเสียงทางการเมืองกลับแย่ลง
สัดส่วนค่ามัธยฐานของประชากรโลกที่ประสบปัญหาความขาดแคลนทางสังคมลดลงจาก
47% ในปี 2000 เหลือ 35% ในปี 2022 และช่วงควาร์ไทล์ระหว่างตัวชี้วัดทางสังคมแคบลงอย่างมากจาก
27–73% ของประชากรเหลือ 22–42% ในช่วงเวลาเดียวกัน (ข้อมูลเพิ่มเติม รูปที่ 3) แม้ว่าแนวโน้มโดยทั่วไปจะเป็นไปในทางบวก
แต่ยังมีประชากรอย่างน้อย 2 พันล้านคน ยังคงอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐานทางสังคมของแบบจำลองโดนัทในตัวชี้วัดส่วนใหญ่
(15 จาก 21 ตัวชี้วัดแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อย 25% ของประชากรโลกประสบปัญหาความขาดแคลนในปี
2022)
ในขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา
10 ตัว ที่มีข้อมูลอนุกรมเวลาแสดงให้เห็นถึงสภาพที่แย่ลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเพดานทางนิเวศวิทยาของแบบจำลองโดนัทตั้งแต่ต้นทศวรรษ
2000 โดยมีข้อยกเว้นที่เห็นได้ชัดคือการลดลงของชั้นโอโซนซึ่งค่อนข้างคงที่ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
ตัวชี้วัดสองตัวมีระดับการใช้เกินขีดจำกัดเพิ่มขึ้น 70–80% ระหว่างปี 2000 ถึง
2022 (การใช้ไนโตรเจนและการรบกวนแหล่งน้ำสีเขียว) ในขณะที่ตัวชี้วัดอีกสี่ตัวเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น
โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าของระดับการใช้เกินขีดจำกัดในช่วงเวลาเดียวกัน (ความเข้มข้นของ
CO2 แรงผลักดันการแผ่รังสี
สารเคมีอันตราย และฟอสฟอรัส) มีตัวชี้วัดสองตัวที่มีระดับการใช้เกินขีดจำกัดเพิ่มขึ้น
10–25% เมื่อเทียบกับระดับในปี 2000 (การสูญเสียพื้นที่ป่าและการใช้ประโยชน์จากผลผลิตปฐมภูมิสุทธิโดยมนุษย์
(HANPP)) ซึ่งเคลื่อนตัวออกห่างจากสภาวะที่ปลอดภัยเหมือนในยุคโฮโลซีนอย่างช้ากว่าตัวชี้วัดอื่นๆ
แต่ก็ยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงเวลาทางธรณีวิทยาของระบบโลก
ระดับค่ามัธยฐานของการเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาเพิ่มขึ้นจาก
75% ในปี 2000 เป็น 96% ในปี 2022 และช่วงควาร์ไทล์ระหว่างตัวชี้วัดต่างๆ ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมากจาก
27–119% เกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา ไปเป็น 61–213% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวชี้วัดความเป็นกรดของมหาสมุทรยังคงต่ำกว่าขีดจำกัดในปี
2022 แต่ช่องว่างมากกว่าสามในสี่ส่วนที่ต่ำกว่าขีดจำกัดในปี 2000 ถูกปิดไปแล้วในช่วง
23 ปีที่ผ่านมา เหลือพื้นที่ปลอดภัยเพียง 6% เมื่อเทียบกับระดับพื้นฐานในยุคโฮโลซีน
และกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าแนวโน้มเหล่านี้จะน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แต่ก็อาจประเมินการเสื่อมโทรมโดยรวมต่ำกว่าความเป็นจริง
เนื่องจากเราไม่สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไปสำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา
3 ตัว ได้เนื่องจากขาดข้อมูล (การหยุดชะงักของการไหลของน้ำทะเลสีฟ้า อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
และละอองลอยระหว่างซีกโลก)
ความก้าวหน้าที่ยังห่างไกลจากเป้าหมายมาก
ตารางที่ 1 และ 2 นำเสนอตัวชี้วัดทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับปรุงใหม่ของแบบจำลองโดนัท รวมถึงระดับและแนวโน้มในอดีตตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 สำหรับแต่ละตัวชี้วัด ควบคู่ไปกับแนวโน้มสถานการณ์ที่จะเพียงพอที่จะขจัดความขาดแคลนทางสังคมภายในปี 2030 และการเกินดุลทางนิเวศวิทยาภายในปี 2050 เราประมาณการแนวโน้มเวลาในอดีตรายปีสำหรับแต่ละตัวชี้วัดทางสถิติโดยใช้การถดถอยกำลังสองน้อยที่สุดแบบธรรมดา แนวโน้มสถานการณ์คำนวณเชิงเส้นเป็นการเปลี่ยนแปลงร้อยละรายปีที่จำเป็นระหว่างค่าปี 2022 และศูนย์สำหรับแต่ละตัวชี้วัดภายในปี 2030 (สำหรับตัวชี้วัดทางสังคม) และปี 2050 (สำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา) ขั้นตอนต่างๆ อธิบายไว้ในวิธีการ และการประมาณค่าทางสถิติเฉพาะตัวชี้วัดมีให้ในข้อมูลเพิ่มเติม
ตารางที่ 1 รากฐานทางสังคมและตัวชี้วัดความขาดแคลน
|
Dimension |
Indicator |
Shortfall (%) |
Historical trend |
To eliminate shortfall by 2030 |
|
|
(% of global population, unless
otherwise stated) |
2000–2001 |
2021–2022 |
(%pt per year) |
(%pt per year) |
|
|
Food |
Population undernourished |
13 |
10 |
−0.2** (improving) |
−1.2 |
|
Population with moderate to severe
food insecurity |
(23) |
29 |
+1.1** (worsening) |
−3.6 |
|
|
Health |
Population living in countries
with under-5 mortality rate exceeding 25 per 1,000 live births |
75 |
42 |
−1.4** (improving) |
−5.3 |
|
Population living in countries
without high coverage of essential health services (Universal Health Coverage
Index score less than 60 out of 100) |
79 |
28 |
−2.8** (improving) |
−3.5 |
|
|
Education |
Adult population (aged 15+
years) who are illiterate |
23 |
16 |
−0.4** (improving) |
−2.0 |
|
Young adult population (aged
21–23 years) with incomplete upper secondary education |
61 |
37 |
−1.3** (improving) |
−4.6 |
|
|
Income and work |
Population living below the
societal poverty line, set at half their country’s median household income or
at least $15 a day |
85 |
73 |
−0.6** (improving) |
−9.1 |
|
Population of young people
(aged 15–24 years) not in employment, education or training |
(25) |
21 |
−0.1* (improving) |
−2.6 |
|
|
Water and sanitation |
Population lacking access to
safely managed drinking water |
39 |
37 |
−0.1** (improving) |
−4.6 |
|
Population lacking access to
safely managed sanitation |
66 |
42 |
−1.2** (improving) |
−5.2 |
|
|
Energy |
Population lacking access to
electricity |
21 |
8 |
−0.6** (improving) |
−1.1 |
|
Population lacking access to
clean fuels and technologies for cooking, heating and lighting |
50 |
27 |
−1.2** (improving) |
−3.3 |
|
|
Connectivity |
Urban population lacking
convenient access to public transport |
– |
53 |
– (not known) |
−6.6 |
|
Population not accessing the
internet |
93 |
37 |
−2.6** (improving) |
−4.6 |
|
|
Housing |
Urban population living in
slums or informal settlements |
40 |
32 |
−0.4** (improving) |
−4.0 |
|
Equity |
Population-weighted score on
the Gender Inequality Index (global gap between women and men in terms of
reproductive health, empowerment and employment) |
46 |
35 |
−0.5** (improving) |
−4.4 |
|
Racial inequality (no global
indicator tracks racial and ethnic equality gaps in social outcomes at
present) |
– |
– |
– (not known) |
– |
|
|
Social cohesion |
Population stating that they
are without someone to count on in times of trouble |
(21) |
24 |
+0.1 (no change) |
−3.0 |
|
Population living in countries
with a Palma ratio of 2 or more (the income share of the richest 10% of
people relative to the poorest 40%) |
72 |
65 |
−0.2** (improving) |
−8.1 |
|
|
Political voice |
Population living in countries
governed by an autocratic regime |
46 |
71 |
+1.0** (worsening) |
−8.8 |
|
Peace and justice |
Population stating that they
perceive widespread corruption in government and business |
(80) |
75 |
−0.5**
(improving) |
−9.3 |
|
Population living in countries
with a homicide rate of 5 or more per 100,000 |
29 |
20 |
−0.5** (improving) |
−2.5 |
|
ค่าในคอลัมน์
‘2000–2001’ และ ‘2021–2022’ แสดงเป็นค่าเฉลี่ยสองปี
เปอร์เซ็นต์ในวงเล็บได้มาจากปีที่เริ่มต้นช้ากว่าสำหรับความไม่มั่นคงทางอาหาร (2015); เยาวชนที่ไม่ได้ทำงาน
ไม่ได้เรียน หรือไม่ได้ฝึกอบรม การสนับสนุนทางสังคม และการทุจริต (2005) แนวโน้มในอดีตประมาณการโดยใช้การถดถอยกำลังสองน้อยที่สุดแบบธรรมดาและการทดสอบสมมติฐานแบบสองด้าน
โดยระบุความสำคัญทางสถิติที่ระดับ 99% (*) และ 99.9% (**) เส้นทางสู่การขจัดความขาดแคลนภายในปี
2030 คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ระหว่างระดับความขาดแคลนในปี
2021–2022 กับศูนย์
ดูรายละเอียดตัวชี้วัดได้ในเอกสารประกอบการอภิปราย 1 และแหล่งที่มาได้ในตารางประกอบ
1
ตารางที่ 2 ขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาและตัวชี้วัดการเกินขีดจำกัด
|
Dimension |
Indicator (and planetary boundary) |
Value (and % overshoot beyond boundary) |
Historical trend |
To eliminate overshoot by 2050 |
|
|
(% of global population, unless otherwise stated) |
2000–2001 |
2021–2022 |
(%pt per year) |
(%pt per year) |
|
|
Climate change |
Atmospheric
carbon dioxide concentration, parts per million (at most 350 ppm
CO2) |
370 ppm (28%) |
416 ppm (94%) |
+3.1** (worsening) |
−3.4 |
|
Human-induced radiative forcing at the top of the atmosphere, Watt per
square metre (at most 1 W m−2) |
1.8 W m−2 (78%) |
2.8 W m−2 (183%) |
+5.5** (worsening) |
−6.5 |
|
|
Ocean
acidification |
Average saturation state of aragonite at the
ocean surface (at least 80% of pre-industrial saturation state of 3.44 Ωarag) |
2.99 Ωarag (−34%) |
2.80 Ωarag (−6%) |
+1.3** (worsening) |
(within boundary) |
|
Chemical
pollution |
Production
of hazardous chemicals, millions of tonnes per year (at most 5% of the 1,200 Mt
of total chemicals produced in year 2000) |
933 Mt (1,455%) |
1,964 Mt (3,174%) |
+81.8** (worsening) |
−113 |
|
Nutrient
pollution |
Phosphorus
applied to land as fertilizer, millions of tonnes per year (at most 6.2 Mt
per year) |
14 Mt (123%) |
23 Mt (273%) |
+7.1** (worsening) |
−9.7 |
|
Nitrogen
applied to land as fertilizer, millions of tonnes per year (at most 62 Mt
per year) |
134 Mt (116%) |
193 Mt (212%) |
+4.6** (worsening) |
−7.6 |
|
|
Air
pollution |
Asymmetry
between Earth’s hemispheres of sunlight reaching the surface, owing to
differences in atmospheric particle concentration (at most 0.1
inter-hemispheric difference in Aerosol Optical Depth) |
0.08 AOD (−29%) |
0.08 AOD (−29%) |
– (not known) |
(within boundary) |
|
Freshwater
disruption |
Proportion of land area with human-induced disturbance of
blue-water flow deviating from Holocene variability (at most 10.2%) |
18.2%
dev. (78%) |
18.2%
dev. (78%) |
– (not known) |
−2.7 |
|
Proportion of land area with root-zone soil moisture deviating
from Holocene variability (at most 11.1%) |
15.9%
dev. (43%) |
19.3%
dev. (74%) |
+2.5** (worsening) |
−2.6 |
|
|
Land
conversion |
Area
of forested land as a proportion of forest-covered land before human
alteration (at least 75% of 64 million square kilometres) |
39 Mkm2 (55%) |
38 Mkm2 (61%) |
+0.3** (worsening) |
−2.2 |
|
Biodiversity
breakdown |
Rate of species extinctions per million species years (at most
10 E/MSY) |
100 E/MSY (900%) |
100 E/MSY (900%) |
– (not known) |
−32 |
|
Human appropriation of net primary productivity, billions of
tonnes of carbon per year (at most 10% of 55.9 Gt C) |
15 Gt C (162%) |
17 Gt C (204%) |
+2.0** (worsening) |
−7.3 |
|
|
Ozone-layer
depletion |
Concentration
of ozone in the stratosphere, Dobson units (at most 5% decrease with respect
to 1964–1980 value of 290 DU) |
283.0 DU (−50%) |
283.4 DU (−53%) |
+0.1
(no change) |
(within
boundary) |
ค่าในคอลัมน์ ‘2000–2001’ และ ‘2021–2022’ รายงานเป็นค่าเฉลี่ยสองปี ยกเว้นค่าความเข้มข้นของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ ซึ่งรายงานเป็นค่าเฉลี่ยห้าปีเนื่องจากมีความผันแปรรายปีสูง (2000–2004 และ 2018–2022) แนวโน้มในอดีตประมาณการโดยใช้การถดถอยกำลังสองน้อยที่สุดแบบธรรมดาและการทดสอบสมมติฐานแบบสองด้าน โดยระบุความสำคัญทางสถิติที่ระดับ 99% (*) และ 99.9% (**) เส้นทางในการกำจัดค่าเกินเป้าหมายภายในปี 2050 คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ระหว่างระดับค่าเกินเป้าหมายในปี 2020–2021 กับศูนย์ ดูรายละเอียดตัวชี้วัดในส่วนการอภิปรายเพิ่มเติม 2 และแหล่งที่มาในตารางเพิ่มเติม 2
จากแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่สังเกตได้ในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่
21 เราพบว่า ความขาดแคลนทางสังคมดีขึ้น 0–1% ต่อปี โดยอิงจากช่วงควาร์ไทล์ที่ประเมินในช่วงปี
2000–2022 สำหรับแต่ละตัวชี้วัด (ค่ามัธยฐาน: 0.5% ต่อปี) ในขณะเดียวกัน ช่วงควาร์ไทล์ของตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่าการเกินเป้าหมายแย่ลง
1–5% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน
(ค่ามัธยฐาน: 2.8% ต่อปี)
มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการลดความขาดแคลนทางสังคมสำหรับตัวชี้วัดทางสังคม
17 ตัว (P < 0.01)
โดยมีช่วงตั้งแต่ต่ำกว่า 0.2% ต่อปี (การว่างงานของเยาวชนและความเหลื่อมล้ำทางรายได้) ไปจนถึงเกือบ
3% ต่อปี
(ความครอบคลุมด้านบริการสุขภาพและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ตารางที่ 1 และรูปภาพข้อมูลเพิ่มเติมที่
5) แม้ว่าตัวชี้วัดทางสังคมเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่แนวโน้มในอดีตของตัวชี้วัดเหล่านี้ยังไม่รวดเร็วเพียงพอที่จะขจัดความขาดแคลนทางสังคมภายในปี
2030 ซึ่งสอดคล้องกับความทะเยอทะยานของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
จำเป็นต้องมีอัตราการปรับปรุงในตัวชี้วัดทางสังคมเหล่านี้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4.9 เท่า
(ช่วงควาร์ไทล์: 3.6–14.8 เท่า) เมื่อเทียบกับแนวโน้มระหว่างปี 2000–2022
ตัวชี้วัดทางสังคมที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดสามตัว
จำเป็นต้องเร่งอัตราการปรับปรุงในอดีตให้เร็วขึ้น 25–80% เพื่อขจัดความขาดแคลนภายในปี
2030 (การครอบคลุมบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงไฟฟ้า และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) ในขณะเดียวกัน
ตัวชี้วัดที่ล้าหลังหกตัว จำเป็นต้องเร่งอัตราการปรับปรุงในอดีตให้เร็วขึ้นอย่างน้อยสิบเท่า
เพื่อให้บรรลุถึงรากฐานทางสังคมของแบบจำลองโดนัทภายในปี 2030 (ความยากจนในสังคม การว่างงานของเยาวชน
น้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัย ที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นทางการ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการรับรู้การทุจริต)
ตัวชี้วัดอีกแปดตัวที่เหลืออยู่ระหว่างค่าสุดขั้วเหล่านี้ และจำเป็นต้องเร่งอัตราการปรับปรุงให้เร็วขึ้น
3-9 เท่าเมื่อเทียบกับแนวโน้มในช่วงปี 2000-2022 เพื่อขจัดความขาดแคลนทางสังคมให้หมดไปภายในปี
2030
ที่น่าสังเกตคือ ตัวชี้วัดทางสังคมสองตัวแสดงให้เห็นแนวโน้มที่แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ
(ความไม่มั่นคงทางอาหารและระบอบเผด็จการ) ซึ่งจำเป็นต้องหยุดทันทีและเร่งให้กลับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อขจัดความขาดแคลนให้หมดไปภายในปี
2030 (ที่
3.3% ต่อปีและ
8.8% ต่อปี
ตามลำดับ) แม้ว่าตัวชี้วัดการสนับสนุนทางสังคมจะแสดงแนวโน้มที่แย่ลงเล็กน้อย แต่ผลการค้นหานี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเนื่องจากขาดทิศทางในช่วงปี
2000-2022
จากมุมมองทางนิเวศวิทยา พบว่า มีแนวโน้มที่แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาในตัวชี้วัด 9 จาก 10 ตัวที่มีข้อมูลอนุกรมเวลา (P < 0.001) โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 0.3% ต่อปี (การเปลี่ยนสภาพป่า) ไปจนถึงมากกว่า 80% ต่อปี (สารเคมีอันตราย) อัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดโดยเฉลี่ย (และช่วงควาร์ไทล์) ในตัวชี้วัดเหล่านี้คือ 3.9 (2.4–5.9)% ต่อปี สถานการณ์ที่จะกำจัดปัญหาการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาภายในปี 2050 ในตัวชี้วัดเหล่านี้ หมายความว่าต้องหยุดอัตราการเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วทันที และเร่งการฟื้นตัวในอัตราเฉลี่ยที่เร็วกว่าเกือบสองเท่า หรือ 6.9 (3.2–8.1)% ต่อปี ในอีกสามทศวรรษข้างหน้า (ยกเว้นการเป็นกรดของมหาสมุทร ซึ่งสามารถคงไว้ต่ำกว่าขีดจำกัดได้) เราสังเกตว่าความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามเส้นทางการฟื้นฟูดังกล่าวดูเหมือนจะต่ำมาก โดยพิจารณาจากแนวโน้มในอดีต และอาจเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพภายในปี 2050 สำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาบางประการเนื่องจากความล่าช้าในระบบโลก เช่น ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศและอัตราการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์
ความไม่เท่าเทียมกันในภาวะขาดแคลนและภาวะเกินความต้องการ
เราตรวจสอบความไม่เท่าเทียมกันในผลลัพธ์ระดับโลกของเราโดยการแบ่งกลุ่มประเทศที่มีข้อมูลออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ
ได้แก่ กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด 40% กลุ่มประเทศระดับกลาง 40% และกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด
20% โดยพิจารณาจากรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวใน 193 ประเทศในช่วงปี 2000–2022 (ข้อมูลเพิ่มเติม
รูปที่ 7) ตัวชี้วัดทางสังคมสามารถแยกย่อยออกเป็นสามกลุ่มประเทศในลักษณะที่สามารถเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ระดับโลกได้โดยตรง
(N = 21)
อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาเกี่ยวข้องกับกระบวนการของระบบโลกที่ไม่สามารถแยกย่อยเป็นระดับประเทศในลักษณะที่สามารถเปรียบเทียบได้โดยตรง26
นักวิชาการได้พัฒนาวิธีการที่แปลงขอบเขตของโลกเป็นตัวแทนระดับโลก ซึ่งสามารถแบ่งออกระหว่างแต่ละประเทศตามหลักการแบ่งปัน
เช่น ความเท่าเทียมกันหรืออธิปไตย38 ในปี 2017 เราได้รวบรวมข้อมูล ‘รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม’
ตามการบริโภคระดับชาติจาก 168 ประเทศ สำหรับตัวชี้วัด 6 ตัว (คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส น้ำทะเล การสูญเสียชนิดพันธุ์ และ HANPP)15 และคำนวณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามจำนวนประชากรสำหรับกลุ่มประเทศทั้งสามกลุ่ม
ตัวชี้วัดรอยเท้าต่อหัวสำหรับแต่ละกลุ่มประเทศถูกนำมาเปรียบเทียบกับงบประมาณต่อหัวตามหลักความเท่าเทียมกันที่รวบรวมจากแหล่งเดียวกัน15
ซึ่งเกี่ยวข้องกับขอบเขตของโลก 4 ประการ (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากสารอาหาร
การหยุดชะงักของแหล่งน้ำจืด และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดูวิธีการ)
เราพบว่าความขาดแคลนทางสังคมดีขึ้นและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาแย่ลงเมื่อระดับรายได้เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศทั้งสามกลุ่ม (รูปที่ 3) ซึ่งสอดคล้องกับการเปรียบเทียบระหว่างประเทศก่อนหน้านี้โดยทั่วไป4,31,32 กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% มีความขาดแคลนทางสังคมน้อยที่สุดในขณะที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในตัวชี้วัดทั้งหก โดยมีรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่ากลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด 40% ถึง 1.3–12.4 เท่า ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด 40% มีการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาน้อยที่สุดในขณะที่มีความขาดแคลนทางสังคมมากที่สุดใน 19 จาก 21 ตัวชี้วัด โดยมีสัดส่วนประชากรที่ขาดแคลนมากกว่ากลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% ถึง 1.3–94.0 เท่า
ภาพที่ 3 สถานะของภาวะขาดแคลนและภาวะเกินดุลในกรอบงานโดนัทแบบแยกย่อยสำหรับกลุ่มประเทศสามกลุ่ม
a. กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด 40% b. กลุ่มประเทศระดับกลาง 40% c. กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% ค่าที่แสดงสำหรับแต่ละตัวชี้วัดเป็นค่าเฉลี่ยรวมตามจำนวนประชากรของประเทศในปี
2017 (ยกเว้นตัวชี้วัดการขนส่งสาธารณะ ซึ่งแสดงค่าเทียบเท่าในปี 2020 เนื่องจากขาดข้อมูลก่อนหน้านั้น)
โดยจัดกลุ่มประเทศตามระดับเปอร์เซ็นไทล์ของรายได้ต่อหัว แถบแสดงสถานะทางสังคม (วงแหวนด้านใน)
แสดงสถานะของประชากรในแต่ละกลุ่มประเทศเมื่อเทียบกับมาตรฐานทางสังคมขั้นต่ำ และแถบแสดงสถานะทางนิเวศวิทยา
(วงแหวนด้านนอก) แสดงสถานะของ "รอยเท้า" ทางสิ่งแวดล้อมตามการบริโภคของแต่ละกลุ่มประเทศเมื่อเทียบกับขอบเขตต่อหัวที่ปรับลดขนาดลง
สีที่ใช้เป็นไปตามภาพที่ 1 แถบแสดงสถานะทางสังคมเริ่มต้นที่ขอบด้านในของฐานทางสังคม
(ซึ่งแสดงถึงการขาดแคลนของมนุษย์เป็นศูนย์) ในขณะที่แถบแสดงสถานะทางนิเวศวิทยาเริ่มต้นที่ขอบด้านนอกของฐานทางสังคม
(ซึ่งแสดงถึงรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์) ค่าต่างๆ เป็นสัดส่วนกับความยาวของแต่ละส่วนโค้ง
ซึ่งนำไปสู่การปรับขนาดพื้นที่ส่วนโค้งแบบกำลังสอง ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านบางคนมองว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมีความสำคัญมากกว่าที่เป็นจริง
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดนี้ เราจึงแสดงภาพที่ 4 ในรูปแบบแผนภูมิแท่งซึ่งหลีกเลี่ยงปัญหาการปรับขนาดแบบกำลังสองนี้
ตัวชี้วัดสูงสุดสองตัวถูกรวมไว้เพื่อแสดงประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศในแต่ละมิติทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม
ดูตารางเสริม 1 สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางสังคม ตารางเสริม 2 สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม
รวมถึงขอบเขตต่อหัวที่ปรับขนาดแล้ว และข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลของกลุ่มประเทศทั้งหมด
ระดับการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด
20% นั้นสูงกว่ากลุ่มประเทศอีกสองกลุ่มอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรอยเท้าคาร์บอนและการสูญเสียชนิดพันธุ์
(ภาพที่ 4a) ทั้งกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด
20% และกลุ่มประเทศระดับกลาง 40% ต่างก็ใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดต่อหัวประชากร 5 ใน
6 ข้อ แต่ค่ามัธยฐานของการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดนั้นสูงกว่าเกือบสามเท่าในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด
20% (เกินขีดจำกัด 273% และ 96% ตามลำดับ) ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด
40% อยู่ภายในขีดจำกัดต่อหัวประชากรทั้งหมด ยกเว้นไนโตรเจนและฟอสฟอรัส (ค่ามัธยฐาน:
เกินขีดจำกัด 1%) ไม่มีกลุ่มประเทศใดที่ละเมิดขีดจำกัดต่อหัวประชากรสำหรับการหยุดชะงักของน้ำจืด
แม้ว่าเราจะสังเกตว่าตัวชี้วัดทางอ้อมของการบริโภคน้ำสีฟ้าทั่วโลกต่อหัวประชากรไม่ได้สะท้อนถึงการขาดแคลนน้ำในระดับภูมิภาค
ภาพที่ 4 ระดับความขาดแคลนทางสังคมและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาจำแนกตามกลุ่มประเทศ
a. มิติทางนิเวศวิทยาและตัวชี้วัดรอยเท้าทางนิเวศวิทยาที่สัมพันธ์กับขอบเขตต่อหัวที่ปรับขนาดลง
(N = 6) b. มิติทางสังคมและตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กับรากฐานทางสังคม (N = 21) ค่าที่แสดงเป็นค่าของปี
2017 (ยกเว้นตัวชี้วัดการขนส่งสาธารณะ ซึ่งแสดงค่าของปี 2020 เนื่องจากขาดข้อมูลก่อนหน้านั้น)
แท่งกราฟแบ่งสีตามกลุ่มประเทศ: ประเทศที่ยากจนที่สุด 40% (สีเหลือง) ประเทศระดับกลาง
40% (สีเบจ) และประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% (สีน้ำเงิน) เส้นประแนวตั้งคั่นตัวชี้วัดในแต่ละมิติทางสังคมหรือนิเวศวิทยา
หากมีมากกว่าหนึ่งตัวชี้วัด ดูตารางเสริม 1 และ 2 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยา
รวมถึงขอบเขตที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลของกลุ่มประเทศทั้งหมด
ระดับความขาดแคลนทางสังคมในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด
40% มีแนวโน้มที่จะมากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นทางกายภาพ
เช่น สุขภาพ พลังงาน และที่อยู่อาศัย (ภาพที่ 4b) สัดส่วนประชากรที่ขาดแคลนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำนี้เป็นสองเท่าของกลุ่มประเทศระดับกลาง
40% และมากกว่ากลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% ถึงเก้าเท่า (ขาดแคลน 60%, 29% และ 6.6% ตามลำดับ) ตัวชี้วัดด้านสันติภาพและความยุติธรรมสองตัวเป็นข้อยกเว้นจากรูปแบบทั่วไปนี้
โดยประชากรที่รายงานว่ามีการรับรู้ถึงการทุจริตอย่างแพร่หลายนั้นสูงที่สุดในกลุ่มประเทศระดับกลาง
40% (82%) และประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีอัตราการฆาตกรรม 5 รายขึ้นไป (ต่อ
100,000
คน) นั้นสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% (32%) ที่น่าสังเกตคือ ผลการค้นพบข้อหลังนี้เกิดจากเพียงสองประเทศ
(จากทั้งหมด 35 ประเทศ) ที่มีอัตราการฆาตกรรมเกินเกณฑ์ในกลุ่มประเทศร่ำรวยนี้ ได้แก่
บาฮามาสและสหรัฐอเมริกา โดยจำนวนประชากรที่ค่อนข้างมากของสหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญ
การวิเคราะห์แบบแยกย่อยของเราเผยให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันอย่างชัดเจนในกลุ่มประเทศทั้งสามกลุ่มในแง่ของการมีส่วนร่วมในระดับโลกของการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาและการขาดแคลนทางสังคมในปี
2017 (ข้อมูลเพิ่มเติม รูปที่ 10) กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% มีประชากรเพียง
15% ของประชากรโลก แต่มีส่วนร่วมอย่างไม่สมส่วนถึง 26–73% ในการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาในระดับโลกในแต่ละปี
ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัด (ค่ามัธยฐาน: 44%) ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศร่ำรวยนี้มีส่วนแบ่งค่อนข้างน้อย
0–21% ในการขาดแคลนทางสังคมในระดับโลก (ค่ามัธยฐาน: 2%) ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด
40% มีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดของโลกเพียงเล็กน้อย 0-18% (ค่ามัธยฐาน:
4%) ซึ่งต่ำกว่าสัดส่วนประชากรโลกที่ 42% อย่างมาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศที่ยากจนกว่านี้กลับมีส่วนแบ่งความขาดแคลนทางสังคมโลกสูงถึง
27-97% (ค่ามัธยฐาน: 63%) ในขณะที่กลุ่มประเทศระดับกลาง 40% มีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดของโลก
27-58% (ค่ามัธยฐาน: 52%) และมีส่วนแบ่งความขาดแคลนทางสังคมโลก 29-53% (ค่ามัธยฐาน:
33%) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีสัดส่วนที่สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรโลกที่ 43% มากกว่า
นิยามใหม่และการปรับทิศทางความก้าวหน้า
กรอบแนวคิดโดนัทให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามประการที่เราเชื่อว่าจำเป็นต่อการเปลี่ยนไปสู่รูปแบบความก้าวหน้าในศตวรรษที่
21 ได้แก่ แนวคิด ตัวชี้วัด และทิศทาง แนวคิดเรื่องความก้าวหน้าที่โดดเด่นในศตวรรษที่แล้ว
ซึ่งอิงกับมาตรฐานการครองชีพทางวัตถุ กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวทางแบบองค์รวมมากขึ้น ซึ่งวงกลมศูนย์กลางของโดนัทให้ภาพที่กระชับ:
การตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของทุกคนภายในขีดจำกัดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่4 ตัวชี้วัดความก้าวหน้าก็กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
นอกเหนือจากการมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดทางการเงินของ GDP เป็นหลักแล้ว ยังพิจารณาถึงมิติทางสังคมและนิเวศวิทยาที่หลากหลาย
ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และสุขภาพของโลกในแง่ของตัวมันเอง
โดนัทได้รวมสิ่งเหล่านี้เข้าไว้ในแดชบอร์ดภาพที่สอดคล้องกันของตัวชี้วัด 35 ตัว ซึ่งสามารถอัปเดตและปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่องเมื่อมีตัวชี้วัดที่ดีกว่าเกิดขึ้น
ทิศทางของความก้าวหน้ากำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปสู่พลวัตที่จะกำหนดความสำเร็จในศตวรรษนี้
นั่นคือ การขจัดความขาดแคลนทางสังคมทั่วโลกและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดไปพร้อมๆ กัน
ด้วยการเปลี่ยนแบบจำลองโดนัทให้เป็นเครื่องมือตรวจสอบเส้นทางของมนุษยชาติประจำปี และติดตามแนวโน้มในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่
21 เราจึงทำให้เห็นทิศทางปัจจุบันของพลวัตนี้ในความสัมพันธ์กับสิ่งที่จำเป็น
แม้ว่า GDP โลกจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี
2000 ถึง 2022 แต่การวิเคราะห์แนวโน้มของแบบจำลองโดนัทกลับชี้ให้เห็นเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือ มีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยในการลดความขาดแคลนทางสังคมทั่วโลก ในขณะที่การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้กระบวนการสำคัญของโลกที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องพึ่งพาถูกทำลาย นโยบายเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนั้นล้มเหลวในการนำพามนุษยชาติเข้าสู่พื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมของแบบจำลองโดนัท
สิ่งนี้ยืนยันข้อเรียกร้องจากนักวิชาการยุคหลังการเติบโต—ตั้งแต่แนวคิดการลดการเติบโต
ไปจนถึงเศรษฐกิจเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี - สำหรับการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติทางเศรษฐศาสตร์
รวมถึงการเอาชนะการพึ่งพาเชิงโครงสร้างของประเทศต่างๆ ต่อการเติบโตของ GDP เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับทิศทางไปสู่แนวนโยบายและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ฟื้นฟูระบบนิเวศและกระจายผลประโยชน์ทางสังคมแทน
การปรับทิศทางดังกล่าวต้องคำนึงถึงความแตกต่างเฉพาะประเทศในด้านลำดับความสำคัญและความรับผิดชอบ
เนื่องจากประเทศที่ร่ำรวยที่สุดมีส่วนร่วมอย่างไม่สมส่วนต่อการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของโลก
และประเทศที่ยากจนที่สุดมีสัดส่วนประชากรที่ขาดแคลนอย่างไม่สมส่วน ดังที่แสดงให้เห็นจากการวิเคราะห์กลุ่มประเทศของ
Doughnut
การวิเคราะห์ของเราเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวิจัยเชิงลึกอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจหลังการเติบโต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีรายได้สูง4 ข้อมูลที่สนับสนุนการวิเคราะห์ของเราสามารถใช้เป็นข้อมูลป้อนเข้าในการสร้างแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคเชิงนิเวศวิทยาที่มุ่งประเมินทางเลือกนโยบายที่มีศักยภาพในการแยกความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ออกจากทั้งการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การวิจัยเสริมเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายที่มีอยู่ก็จะมีคุณค่าเช่นกัน รวมถึงการศึกษาประสบการณ์ในช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลเมืองและเขตมากกว่า
50 แห่งทั่วโลก ที่เริ่มนำกรอบงานโดนัทมาใช้ในกลยุทธ์ นโยบาย และกระบวนการในระดับท้องถิ่นตั้งแต่ปี
2019 เป็นต้นมา
เราสังเกตว่าเท่าที่เราทราบ มีทางเลือกในการติดตามค่อนข้างน้อยที่ผสมผสานความทะเยอทะยานแบบองค์รวมในการติดตามประสิทธิภาพทางสังคมและนิเวศวิทยาของมนุษยชาติโดยสัมพันธ์กับเป้าหมายที่ชัดเจนผ่านแดชบอร์ดของตัวชี้วัด
แม้ว่าในการศึกษาครั้งนี้เราจะไม่ได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบมิติและตัวชี้วัดของกรอบโดนัทกับกรอบการติดตามทางเลือกอื่นๆ
แต่กรอบทางเลือกที่คล้ายคลึงกันมากที่สุดในระดับโลกคือกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการศึกษาในอดีตได้ทำการเปรียบเทียบไว้แล้ว
โดยทั่วไปแล้ว กรอบโดนัทมีเป้าหมายที่ครอบคลุมน้อยกว่า SDG (35 เทียบกับ 169) แต่มีความสมดุลระหว่างมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า
และมีการนำเสนอภาพรวมที่เข้าใจง่ายกว่า
กรอบแนวคิดเสริมอื่นๆ ที่ทำให้เป้าหมายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
และ/หรือมาตรฐานขั้นต่ำปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ได้แก่ มาตรฐานการครองชีพที่ดี และขอบเขตระบบโลกที่ปลอดภัยและเป็นธรรม กรอบแนวคิดเหล่านี้มักมุ่งเน้นไปที่การวัดปริมาณการขาดแคลนของมนุษย์ในแง่ของหน่วยความต้องการทางวัตถุขั้นต่ำที่บุคคลต้องการ
(ตัวอย่างเช่น การใช้พลังงาน วัสดุ และน้ำต่อหัว) และสามารถเชื่อมโยงโดยตรงกับขอบเขตทางนิเวศวิทยาได้
กรอบแนวคิดโดนัทแตกต่างจากกรอบแนวคิดเหล่านี้ตรงที่มุ่งเน้นไปที่สัดส่วนของประชากรที่ต่ำกว่ามาตรฐานทางสังคมขั้นต่ำ
ซึ่งอาจกำหนดได้ในหน่วยของความต้องการทางวัตถุ เช่น การเข้าถึงแหล่งอาหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เพียงพอ
หรือความต้องการที่ไม่ใช่วัตถุ เช่น การได้รับการสนับสนุนทางสังคมและเสียงทางการเมืองที่เพียงพอ
ข้อดีของแนวทางนี้คือ รากฐานทางสังคมของกรอบแนวคิดโดนัทสามารถรองรับทุกแง่มุมที่ถือว่าจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนของมนุษย์ได้
ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุหรือไม่ใช่วัตถุ ส่วนบุคคลหรือส่วนรวม ข้อเสียเปรียบคือไม่มีความเชื่อมโยงที่สามารถตรวจสอบได้โดยตรงระหว่างโดเมนทางสังคมและนิเวศวิทยาใน
Doughnut แม้ว่าจะมีกรอบการทำงานที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งติดตามความต้องการวัสดุทั่วโลกในการบรรลุมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นแนวทางที่เสริมกันและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยในอนาคต
เนื่องจากความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบความก้าวหน้าแบบใหม่
เราจึงตั้งใจที่จะปรับปรุงและวัดผลโมเดลเศรษฐศาสตร์โดนัทอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือติดตามแนวโน้มทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องและทันสมัยอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม เราตระหนักดีว่าการอัปเดตเป็นประจำเช่นนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการเติบโตที่ครอบงำอยู่ได้
แต่เรามองว่าการไหลเวียนของข้อมูลนี้เป็นเครื่องมือเสริมที่นักวิชาการ นักกิจกรรม และผู้ปฏิบัติงานที่ใช้แนวทางวิพากษ์วิจารณ์การเติบโต
สามารถใช้เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงในสถานที่และสถาบันของตนได้ ตัวอย่างเช่น กลยุทธ์ที่เราดำเนินการมาตั้งแต่ปี
2019 ร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ Doughnut Economics
Action Lab คือการรวบรวมและทำให้ชุมชนระดับโลกที่กำลังทดลองร่วมกันในหลากหลายวิธีเพื่อนำแนวคิดของ
‘เศรษฐศาสตร์โดนัท’ ไปใช้ในบริบทต่างๆ โดยการปรับกรอบการเล่าเรื่องทางเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมในการมีอิทธิพลต่อนโยบายเชิงกลยุทธ์
การร่วมมือกับนักนวัตกรรมที่มีแนวคิดเดียวกัน และที่สำคัญคือการแบ่งปันบทเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบวนซ้ำ50
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี และเราขอเน้นย้ำว่ายังมีโครงการริเริ่มอีกมากมายทั้งในระดับท้องถิ่น
ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนจุดเน้นทางเศรษฐกิจจากการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งไปสู่การสร้างความมั่นคงให้กับความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และสุขภาพของโลกในศตวรรษนี้
วิธีการ
ส่วนนี้สรุปวิธีการคัดเลือกและวิเคราะห์ตัวชี้วัดทางสังคมโดยพิจารณาจากมาตรฐานทางสังคมขั้นต่ำในกรอบพื้นฐานทางสังคมของแบบจำลองโดนัท
และตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาโดยพิจารณาจากขีดจำกัดของโลกและขีดจำกัดต่อหัวที่ปรับลดขนาดลงในกรอบเพดานนิเวศวิทยาของแบบจำลองโดนัท
คำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการและข้อมูลสำหรับแต่ละตัวชี้วัดมีอยู่ในข้อมูลเพิ่มเติม
กรอบแนวความคิด
กรอบแนวคิดโดนัท (Doughnut
framework) มีการเผยแพร่มาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกในปี
2012 และครั้งที่สองในปี
2017 นับตั้งแต่มีการเผยแพร่กรอบแนวคิดโดนัทฉบับปี
2017 เป็นต้นมา
มีความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางสังคมในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวชี้วัดที่ได้รับการตรวจสอบในกรอบตัวชี้วัดระดับโลกของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าอย่างมากในวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับขอบเขตของโลก
ซึ่งได้รับการสังเคราะห์ในระดับโลกในกรอบขอบเขตของโลกฉบับปี 2023 และยังได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในสาขาวิทยาศาสตร์และสังคม ในการวิเคราะห์นี้
เราได้นำความก้าวหน้าทางสังคมและนิเวศวิทยาเหล่านี้มาใช้ในการทำความเข้าใจและปรับปรุงกรอบแนวคิดโดนัทให้แข็งแกร่งขึ้น
โดยการแก้ไขมิติและตัวชี้วัด และการรวมข้อมูลอนุกรมเวลาที่มีอยู่ทั่วโลก โดยอาศัยความพยายามก่อนหน้านี้ในการ
‘ลดขนาด’ ของ Doughnut เรายังได้พัฒนาแนวทางที่แยกย่อย
Doughnut ระดับโลกในกรอบการเปรียบเทียบข้ามระดับเพื่อเปิดเผยความไม่เท่าเทียมกันในการขาดแคลนทางสังคมและการเกินดุลทางนิเวศวิทยาในกลุ่มประเทศต่างๆ
สำหรับการเปรียบเทียบกับ Doughnut เวอร์ชันก่อนหน้า
ข้อมูลอนุกรมเวลาของโลก
เราได้รวบรวมข้อมูลอนุกรมเวลาในช่วงปี 2000–2022
จากฐานข้อมูลระหว่างประเทศที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
เช่น ฐานข้อมูลตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่อ้างอิงในการอัปเดตขอบเขตของโลกครั้งล่าสุด เป็นต้น
ปีแรกที่พิจารณาในการวิเคราะห์ของเราคือปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่เก่าที่สุดที่มีอยู่ในฐานข้อมูลตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน14 และสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราที่จะติดตามเส้นทางของมนุษยชาติในศตวรรษที่
21 เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบและต่อเนื่องกันได้
เราจึงมุ่งที่จะรวบรวมข้อมูลอนุกรมเวลาโดยใช้ตัวชี้วัดเดียวกันกับที่ Raworth
ใช้ใน Doughnut เวอร์ชันปี 2017 เว้นแต่ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่พร้อมใช้งานหรือมีตัวชี้วัดทางเลือกที่เกี่ยวข้องมากกว่าพร้อมใช้งานแล้ว
เราได้รวบรวมค่าประมาณทั่วโลกโดยตรงจากฐานข้อมูลระหว่างประเทศสำหรับตัวชี้วัดขอบเขตของโลก
และคำนวณค่าประมาณตามประชากรจากตัวอย่างขนาดใหญ่ของค่าระดับชาติสำหรับตัวชี้วัดทางสังคม
ซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลระหว่างประเทศที่เผยแพร่และเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นกัน สำหรับตัวชี้วัดทางสังคม
เราได้รวมกลุ่มตัวอย่างประเทศจำนวนมากไว้ด้วย แต่เราทราบว่าจำนวนประเทศที่มีข้อมูลสำหรับแต่ละตัวชี้วัดนั้นแตกต่างกัน
โดยมีค่ามัธยฐาน (และช่วงควาร์ไทล์) อยู่ที่ 151 (124–187) ประเทศ และคิดเป็นสัดส่วน 90%
(83–99%) ของประชากรโลก เรายอมรับว่าตัวชี้วัดที่วัดโดยใช้วิธีการ
แหล่งข้อมูล ขอบเขตของระบบ และการครอบคลุมประเทศที่แตกต่างกัน อาจไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างสมบูรณ์
แต่ลักษณะโดยรวมของแบบจำลองโดนัททำให้สิ่งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ในขณะนี้ เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เราขอชี้แจงว่า การใช้ข้อมูลที่เผยแพร่โดยแหล่งข้อมูลระหว่างประเทศของเรา
ไม่ได้สำรวจความไม่แน่นอนภายในประมาณการทางประวัติศาสตร์ของตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยาแต่ละตัว
และเราไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นภายในระบบการรายงานเฉพาะตัวชี้วัดอย่างครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม เราได้บันทึกแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการวิเคราะห์ของเราไว้ในตารางเสริม
1 และ
2 โดยให้การอ้างอิงที่ชัดเจนถึงเอกสารข้อมูลเมตาที่เกี่ยวข้องสำหรับตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยาแต่ละตัวที่ออกโดยผู้ให้บริการข้อมูลนั้นๆ
โดยรวมแล้ว เราได้รวมตัวชี้วัดสูงสุดสองตัวสำหรับแต่ละมิติ และเลือกตัวชี้วัดทางสังคม
22 ตัว
และตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา 13 ตัว (เมื่อเทียบกับตัวชี้วัดทางสังคม 20 ตัว และตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา 10 ตัว ในเวอร์ชันปี 2017)
รากฐานทางสังคม
เพื่อวางรากฐานด้านสังคม เราเริ่มต้นด้วยรายการมิติและตัวชี้วัดทางสังคมในรายงาน
Doughnut ปี 2017 และตรวจสอบความเกี่ยวข้องในปัจจุบันโดยพิจารณาจากความก้าวหน้าในกรอบตัวชี้วัดระดับโลกที่ติดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้เกณฑ์หกข้อที่ดัดแปลงมาจาก
Raworth ซึ่งกำหนดว่าตัวชี้วัดทางสังคมควรมีคุณสมบัติ
ดังนี้
- ต้องมีความเกี่ยวข้องในระดับโลกและทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่มีประสิทธิภาพสำหรับประเด็นที่กว้างขึ้นในมิติที่เกี่ยวข้อง
- เน้นที่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่สุด โดยวัดความขาดแคลนเป็นเปอร์เซ็นต์ของประชากร
(แทนที่จะวัดค่าเฉลี่ย)
- ต้องวัดด้วยข้อมูลที่ทันสมัยเพียงพอ มีการครอบคลุมในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง
และมีการติดตามแบบอนุกรมเวลา
- มีเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่ยอมรับได้ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ
- ต้องได้รับการติดตามในกรอบตัวชี้วัดระดับโลกของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
- ควรมีตัวชี้วัดไม่เกินสองตัวสำหรับแต่ละมิติของรากฐานทางสังคม
พิจารณาตัวชี้วัดหลายร้อยรายการจากชุดข้อมูลระหว่างประเทศที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ติดต่อผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และใช้ความเชี่ยวชาญของเราเองเพื่อคัดเลือกชุดร่างของมิติทางสังคมและตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับเกณฑ์ในอุดมคติเหล่านี้มากที่สุด
เราได้ทำการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับชุดร่างของมิติและตัวชี้วัดนี้ร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีมุมมองที่หลากหลาย
บางคนมีความเข้าใจในองค์ประกอบกว้างๆ ของความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ ในขณะที่บางคนมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดและแหล่งข้อมูลเฉพาะ
(ดู ‘คำขอบคุณ’) เราขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เพื่อนร่วมงานได้แบ่งปันในระหว่างกระบวนการตรวจสอบภายใน
แต่เราไม่ได้อ้างว่าชุดข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องนี้เป็นตัวแทนหรือครอบคลุมทั้งหมด
และเราไม่ได้อ้างว่าผู้ตรวจสอบภายในทุกคนเห็นด้วยกับตัวเลือกทั้งหมดของเรา เราขอรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการเลือกตัวชี้วัดขั้นสุดท้าย
ดังแสดงในตารางที่ 1 เรายอมรับว่าตัวชี้วัดทางสังคมที่เราเลือกเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดสำหรับข้อกังวลที่กว้างขึ้นในมิติที่เกี่ยวข้องนั้นอาจเป็นที่ถกเถียงกันได้
เนื่องจากมีตัวชี้วัดอื่นๆ อยู่ แม้ว่าในทางปฏิบัติเราพบว่าเกณฑ์ทั้งหกข้อที่ระบุไว้ข้างต้นนั้นมีข้อจำกัดอยู่ก็ตาม
โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางสังคมแต่ละตัวได้ในหัวข้อการอภิปรายเพิ่มเติมที่
1 และแหล่งข้อมูลได้ในตารางเพิ่มเติมที่ 1
เพดานเชิงนิเวศวิทยา
ในระดับโลก มิติของขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของโดนัทถูกกำหนดโดยกระบวนการระบบโลกที่สำคัญเก้าประการที่ระบุไว้ในกรอบขอบเขตดาวเคราะห์
กรอบขอบเขตดาวเคราะห์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสาขาวิชาการ แวดวงนโยบาย และสาธารณชนทั่วไป26
แต่ก็เป็นหัวข้อของการถกเถียงทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ซึ่งก่อให้เกิดคำวิจารณ์55 และการตอบสนองมากมายนับตั้งแต่การกำหนดครั้งแรกในปี
2552 แม้ว่าการประเมินเชิงวิพากษ์อย่างละเอียดเกี่ยวกับวรรณกรรมจำนวนมหาศาลนี้จะอยู่นอกขอบเขตของการศึกษาของเรา
แต่เราเน้นย้ำว่าการใช้ขอบเขตดาวเคราะห์เพื่อกำหนดขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของโดนัทของเราไม่ได้ทำไปโดยไม่คิดไตร่ตรองหรือปราศจากวิจารณญาณ—มันเป็นการเลือกโดยเจตนาโดยอิงจากความเข้าใจของเราเกี่ยวกับสถานะขององค์ความรู้ในวิทยาศาสตร์ระบบโลก
และที่สำคัญคือความมุ่งมั่นที่สอดคล้องกันของเราที่จะบูรณาการความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเมื่อวิทยาศาสตร์นั้นก้าวหน้าขึ้น
เรายอมรับว่าข้อจำกัดของกรอบขอบเขตดาวเคราะห์อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของเราและอาจต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ เราสังเกตว่าคำศัพท์หลายคำที่ใช้ในกรอบขอบเขตของดาวเคราะห์ได้ถูกเปลี่ยนแปลงใน
Doughnut โดยมีเป้าหมายเพื่อ:
(1) ปรับคำศัพท์ให้สอดคล้องกันในโดเมนทางสังคมและนิเวศวิทยา
(กล่าวคือ โดยทั่วไปเราจะอ้างถึง 'มิติ' และ 'ตัวชี้วัด' ตลอดทั้งเอกสาร แทนที่จะใช้ 'กระบวนการของระบบโลก' และ 'ตัวแปรควบคุม') และ (2) ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค
เพื่อกำหนดขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา เราเริ่มต้นด้วยรายการตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาในการปรับปรุงขอบเขตของโลกปี
2023 และประเมินความเหมาะสมโดยพิจารณาจากความมุ่งมั่นของเราที่จะติดตามอนุกรมเวลาตามเกณฑ์สองประการ
ได้แก่ ตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาควร
- เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงกรอบขอบเขตของดาวเคราะห์ในปี
2023 โดยติดตามกระบวนการของระบบโลกในหน่วยเดียวกัน และควรใช้แหล่งข้อมูลเดียวกัน
- วัดด้วยข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุด ครอบคลุมทั่วโลก และมีการติดตามแบบอนุกรมเวลา
เราได้พิจารณาตัวชี้วัดหลายสิบรายการจากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่จากฐานข้อมูลระหว่างประเทศและวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์
ติดต่อผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และใช้ความเชี่ยวชาญของเราเองเพื่อคัดกรองชุดตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาฉบับร่างที่ตรงกับเกณฑ์เหล่านี้มากที่สุดสำหรับมิติทางนิเวศวิทยาทั้งเก้าของขอบเขตของโลก
เราได้ทำการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับชุดมิติและตัวชี้วัดฉบับร่างนี้ร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีมุมมองที่หลากหลาย
บางคนมีความเข้าใจในวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับขอบเขตของโลก ในขณะที่บางคนมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดและแหล่งข้อมูลเฉพาะ
(ดู ‘คำขอบคุณ’) เราขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เพื่อนร่วมงานได้แบ่งปัน
แต่เราไม่ได้อ้างว่าผู้ตรวจสอบภายในครอบคลุมความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนหรือเป็นตัวแทน
และเราไม่ได้อ้างว่าผู้ตรวจสอบทุกคนจะเห็นด้วยกับตัวชี้วัดทั้งหมดที่เราเลือก เราขอรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการเลือกตัวชี้วัดขั้นสุดท้าย
ดังแสดงในตารางที่ 2
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวชี้วัดมลพิษทางเคมีเป็นข้อยกเว้นจากเกณฑ์ข้างต้น
ซึ่งเราเสนอให้มุ่งเน้นไปที่การผลิตสารเคมีอันตราย ตัวชี้วัดนี้แตกต่างจากแต่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัด
(ที่ไม่ได้ระบุปริมาณ) ในกรอบขอบเขตของโลกเกี่ยวกับ ‘เปอร์เซ็นต์ของสารเคมีสังเคราะห์ที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการทดสอบความปลอดภัยที่เพียงพอ’
แนวทางของเราผสมผสานการมุ่งเน้นไปที่การผลิตสารเคมีทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่สำคัญของ
Persson et al. เกี่ยวกับเอนทิตีใหม่
กับการเรียกร้องให้มีสารเคมีจากธรรมชาติที่เอื้อต่อชีวิตมากกว่าที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ดูการอภิปรายเพิ่มเติม 2 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาแต่ละตัว
และตารางเพิ่มเติม 2 สำหรับแหล่งข้อมูล
ความขาดแคลนทางสังคมและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา
ในการวิเคราะห์ของเรา ตัวชี้วัดทางสังคมจะถูกนำเสนอโดยสัมพันธ์กับขอบเขตที่ต่ำกว่าพื้นฐานทางสังคม
และตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาจะถูกนำเสนอโดยสัมพันธ์กับขอบเขตที่สูงกว่าเพดานทางนิเวศวิทยา
สำหรับตัวชี้วัดทางสังคม แต่ละตัวจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว โดยเป็นสัดส่วนของประชากรโลกที่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นเปอร์เซ็นต์เหล่านี้จึงสามารถตีความได้โดยตรงว่าเป็นขอบเขตปกติของการขาดแคลนทางสังคมระหว่าง
0% (ไม่มีการขาดแคลน)
และ 100% (ขาดแคลนอย่างสมบูรณ์)
ในแต่ละปี
สำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา ซึ่งแสดงในหน่วยสัมบูรณ์
ขั้นตอนการทำให้เป็นมาตรฐานจะปรับขนาดคู่ตัวชี้วัด-ขอบเขตแต่ละคู่โดยการกำหนดค่าพื้นฐานโฮโลซีนก่อนยุคอุตสาหกรรมเป็นศูนย์
หารค่าตัวชี้วัดแต่ละค่าด้วยขอบเขตของโลกที่เกี่ยวข้อง แล้วลบหนึ่งออกจากอัตราส่วนที่เป็นมาตรฐานแต่ละรายการ
(ดูตารางเสริม 2 สำหรับค่าพื้นฐานโฮโลซีนก่อนยุคอุตสาหกรรมที่จัดทำโดยกรอบขอบเขตของโลก) ในแง่ของเปอร์เซ็นต์ ขอบเขตของการเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาที่ปรับให้เป็นมาตรฐานจะมีค่าต่ำสุดที่
-100% (ค่าพื้นฐานก่อนยุคอุตสาหกรรม)
โดย 0% บ่งชี้ว่าไม่มีการเกินขีดจำกัด
และไม่มีค่าสูงสุดสำหรับค่าที่มากกว่าศูนย์
ในทางคณิตศาสตร์ สูตรทั่วไปสำหรับการเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาที่ปรับให้เป็นมาตรฐานในแต่ละปี
คือ
overshoott = (xt − xbase)/(x* − xbase) − 1
โดยที่ xt คือตัวบ่งชี้ทางนิเวศวิทยาในปี t, x*
คือขอบเขตของโลก และ xbase
คือค่าพื้นฐานก่อนยุคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม
มีตัวบ่งชี้-ขอบเขตสามคู่ที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับสูตรทั่วไปนี้ (สถานะความอิ่มตัวของอะราโกไนต์
พื้นที่ป่า และโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์) เนื่องจากแต่ละคู่มีกรอบผกผัน ซึ่งการลดลงของค่าตัวบ่งชี้หมายถึงสภาพทางนิเวศวิทยาที่แย่ลง
(แทนที่จะเพิ่มขึ้น) สูตรการทำให้เป็นมาตรฐานเพื่อแสดงค่าเกินในเชิงเปรียบเทียบสำหรับคู่ตัวบ่งชี้-ขอบเขตแบบกลับด้านเหล่านี้ที่กำหนดมา
อดีตและภาพฉายอนาคต
เราประมาณแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาต่างๆ
สำหรับตัวชี้วัดแต่ละตัวของการขาดแคลนทางสังคมและการเกินดุลทางนิเวศวิทยา โดยใช้การถดถอยกำลังสองน้อยที่สุดแบบธรรมดาและการทดสอบสมมติฐานแบบสองด้านด้วยแบบจำลองเชิงเส้น
หรือ y = β0 + β1t โดยที่ t คือดัชนีปีที่มีปีฐานเป็น 2000, y คือตัวชี้วัด และ β0 และ β1 คือสัมประสิทธิ์การถดถอย (จุดตัดแกนและค่าความชัน ตามลำดับ)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผลลัพธ์แบบจำลองการถดถอยฉบับเต็มสำหรับตัวชี้วัดแต่ละตัว รวมถึงสัมประสิทธิ์ที่ประมาณได้
ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานที่แข็งแกร่ง (สอดคล้องกับความแปรปรวนที่ไม่คงที่และความสอดคล้องกับความสัมพันธ์อัตโนมัติ)
ค่า P และสัมประสิทธิ์การกำหนด
(adjusted-R2) (หมายเหตุ: คำว่า "adjusted-R2" ในที่นี้หมายถึงค่าสัมประสิทธิ์ที่ประมาณได้)
เราได้สร้างแบบจำลองสถานการณ์เฉพาะตัวชี้วัดอย่างง่าย
เพื่อขจัดปัญหาการขาดแคลนทางสังคมภายในปี 2030 และการเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาภายในปี
2050 โดยการคำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงเชิงเส้นรายปีระหว่างระดับปี 2022 กับศูนย์สำหรับแต่ละตัวชี้วัดในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
(นั่นคือ 8 ปีสำหรับตัวชี้วัดทางสังคม และ 28 ปีสำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา) เราได้สร้างแบบจำลองสถานการณ์อย่างง่ายเหล่านี้เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ
เกี่ยวกับระดับความทะเยอทะยานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ภายในกรอบ "โดนัท"
ภายในกลางศตวรรษ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินจากข้อมูลเชิงประจักษ์
แม้ว่าแนวโน้มการขาดแคลนทางสังคมและแนวโน้มการเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี
แต่เราสังเกตว่าค่าเหล่านี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรงระหว่างโดเมนทางสังคมและนิเวศวิทยา
เนื่องจากมาตราส่วนแตกต่างกัน: โดเมนทางสังคมแสดงในมาตราส่วน 0–100 ในขณะที่โดเมนทางนิเวศวิทยาถูกปรับขนาดโดยอ้างอิงจากฐานก่อนยุคอุตสาหกรรมในสมัยโฮโลซีน
ซึ่งกำหนดแตกต่างกันสำหรับขอบเขตต่างๆ
เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ในการขจัดความขาดแคลนทางสังคมในพื้นที่
"โดนัท" ภายในปี 2030 นั้น สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมของการพัฒนาที่ยั่งยืน
(SDGs) ซึ่งประเทศสมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศได้ให้คำมั่นที่จะบรรลุภายในปี
2030 อย่างไรก็ตาม แตกต่างจากตัวชี้วัดทางสังคม เราเลือกที่จะไม่ตั้งเป้าหมายที่จะขจัดปัญหาการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาในพื้นที่
"โดนัท" ภายในปี 2030 เนื่องจากมีการสนับสนุนทางการเมืองน้อยมากที่จะบรรลุเป้าหมายทางนิเวศวิทยาเฉพาะที่กำหนดไว้ในกรอบขอบเขตของโลกภายในวันดังกล่าว
แต่เราได้กำหนดเป้าหมายปี 2050 ที่สอดคล้องกับความทะเยอทะยานทางการเมืองที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในวันที่ดังกล่าว59
และสอดคล้องกับโอกาส 50% ที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 °C (อ้างอิง 60)
ซึ่งเป็นระดับที่ลดความเสี่ยงในการกระตุ้นจุดวิกฤตในระบบโลก เช่น การพังทลายของแผ่นน้ำแข็งครั้งใหญ่และการตายของปะการังเกือบทั้งหมด
(แม้ว่าความเป็นไปได้ที่จะข้ามเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่สามารถตัดออกไปได้หากอุณหภูมิสูงเกิน
1 °C ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว)
โครงสร้างโดนัทระดับโลก
แบบจำลองโดนัทระดับโลกถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มประเทศโดยพิจารณาจากระดับรายได้ประชาชาติรวม
(GNI) ต่อหัวเฉลี่ยต่อปีในช่วงปี
2000–2022 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากรายงานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์62 จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
(UNDP) ซึ่งมีข้อมูลสำหรับ
193 ประเทศ รายได้ประชาชาติรวมต่อหัวแสดงในรูปของดอลลาร์สากล (Int-$)
ณ ราคาปี 2017 ซึ่งหมายความว่าค่าระดับประเทศได้รับการปรับตามอัตราเงินเฟ้อและความแตกต่างของค่าครองชีพระหว่างประเทศแล้ว
เรากำหนดกลุ่มประเทศตามเกณฑ์เปอร์เซ็นไทล์รายได้ดังนี้: กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด
40% (รายได้ต่อหัวต่ำกว่า 8,100 ดอลลาร์สหรัฐ; N = 78), กลุ่มประเทศระดับกลาง 40% (รายได้ต่อหัวระหว่าง 8,100 ถึง
33,200 ดอลลาร์สหรัฐ; N = 77)
และกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด 20% (รายได้ต่อหัวมากกว่า 33,200 ดอลลาร์สหรัฐ; N = 38) ดูรายละเอียดเฉพาะประเทศได้ในภาพที่
7 ในข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับพื้นฐานทางสังคม เราคำนวณสัดส่วนของประชากรที่อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานทางสังคมขั้นต่ำภายในแต่ละกลุ่มประเทศโดยใช้ตัวชี้วัด
วิธีการ และแหล่งข้อมูลเดียวกันกับที่ใช้ใน Doughnut ระดับโลก ดังนั้น ระดับความขาดแคลนทางสังคมจึงสามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรงทั้งในระดับโลกและระดับกลุ่มประเทศ
เราใช้กลุ่มประเทศ 193 ประเทศที่สอดคล้องกันในการกำหนดกลุ่มประเทศแต่ละกลุ่ม แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีข้อมูลสำหรับตัวชี้วัดทั้งหมด
(ดังที่ได้กล่าวไว้โดยละเอียดในหัวข้อย่อย ‘ข้อมูลอนุกรมเวลาทั่วโลก’) เราวิเคราะห์ความขาดแคลนทางสังคมตามกลุ่มประเทศในปี
2017 เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกับข้อมูลรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมระดับชาติที่รวบรวมจากเอกสารอ้างอิง
ซึ่งมีให้เฉพาะปีนั้นปีเดียวเท่านั้น (ยกเว้นตัวชี้วัดการขนส่งสาธารณะ ซึ่งเราใช้ค่าของปี
2020 เนื่องจากขาดข้อมูลก่อนหน้านั้น)
สำหรับขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา ขอบเขตของโลกมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการระบบโลกที่สำคัญ
ซึ่งไม่สามารถแยกย่อยออกเป็นระดับที่เล็กกว่าในลักษณะที่เปรียบเทียบกันได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากกรอบขอบเขตของโลกดั้งเดิมได้รับการเสนอในปี 2009 นักวิชาการจึงได้พัฒนาวิธีการในการแปลงตัวชี้วัดระบบโลกเหล่านี้ให้เป็นงบประมาณทรัพยากรโลกที่จำกัดโดยอาศัยวิทยาศาสตร์ขอบเขตของโลก
ซึ่งสามารถจัดสรรให้กับแต่ละประเทศตามหลักการแบ่งปัน หลังจากการวิจัยเชิงประยุกต์มานานกว่าทศวรรษ
ขั้นตอนการแปลงทั่วไปได้ถูกกำหนดขึ้นโดยมีข้อจำกัดที่ทราบกันดี การยอมรับความไม่แน่นอน
และการอภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบทางจริยธรรมของหลักการแบ่งปันที่แตกต่างกัน รวมถึงหัวข้ออื่นๆ
ในการแปลงขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของโดนัทระดับโลกไปสู่ระดับกลุ่มประเทศ
เราได้รวบรวมขอบเขตต่อหัวตามความเท่าเทียมกันสำหรับปี 2560 จากการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้15 ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติทางนิเวศวิทยาสี่ประการของโดนัท
(การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากสารอาหาร การหยุดชะงักของน้ำจืด และการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ)
เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับขอบเขตต่อหัวเหล่านี้
เราได้รวบรวมข้อมูลระดับชาติสำหรับตัวชี้วัดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมที่อิงกับการบริโภค
6 ตัว
ซึ่งมีให้สำหรับ 168 ประเทศในปี
2017 จากแหล่งข้อมูลเดียวกัน15 (คาร์บอนไดออกไซด์ ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน น้ำทะเล
การสูญเสียชนิดพันธุ์ และ HANPP) และคำนวณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักประชากรของรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมต่อหัวระดับชาติแต่ละรายการภายในกลุ่มประเทศแต่ละกลุ่ม
รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมคำนวณโดยใช้การวิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า-ผลผลิต ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบและการถ่ายโอนภาระทางสิ่งแวดล้อมต้นน้ำข้ามประเทศที่เกิดขึ้นได้จากการค้าระหว่างประเทศ
โดยการจัดสรรภาระเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ไม่ว่าภาระดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก
ผลกระทบและการถ่ายโอนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการอธิบายความไม่เท่าเทียมกันในการบริโภคในสังคมต่างๆ
แต่ไม่เกี่ยวข้องกับแบบจำลองโดนัทระดับโลก เนื่องจากผลผลิตและการบริโภคมีความเท่าเทียมกันในระดับโลก
การคำนวณปริมาณการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา
(Ecological overshoot) สำหรับแต่ละคู่ตัวชี้วัดต่อหัวประชากร-ขอบเขต ใช้วิธีเดียวกันกับที่อธิบายไว้ข้างต้นสำหรับแบบจำลองโดนัทระดับโลก
(ดูหัวข้อ ‘การคำนวณการขาดแคลนทางสังคมและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา’)
ขอบเขตของโลกสำหรับมลภาวะจากสารอาหารและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพนั้นแสดงด้วยตัวชี้วัดสองตัวแยกกัน
(ฟอสฟอรัสและไนโตรเจน และการสูญเสียชนิดพันธุ์และ HANPP ตามลำดับ) เราสังเกตว่าวิธีการนี้ในการวัดปริมาณการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาบนพื้นฐานของการบริโภคต่อหัวประชากรของกลุ่มประเทศโดยสัมพันธ์กับขอบเขตของโลกที่ปรับขนาดแล้ว
ควรถูกมองว่าเป็นส่วนเสริมของการประเมินแรงกดดันและขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น
แม้ว่าการบริโภคและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น รวมถึงชนชั้นกลางที่กำลังเติบโต จะถูกมองว่าเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบโลกในระดับโลก33
แต่ความกังวลทางนิเวศวิทยาในระดับท้องถิ่นอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัจจัยอื่นๆ
เช่น การใช้ทรัพยากรเกินควร การรุกคืบของเมืองและเกษตรกรรม มลภาวะ และการเติบโตของประชากร
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคู่ตัวชี้วัดต่อหัวประชากร-ขอบเขตแต่ละรายการมีอยู่ในการอภิปรายเพิ่มเติม
2 และ
ตารางเพิ่มเติม 2
สัดส่วนรวมๆ
ของโลก
ในการวิเคราะห์ของเรา เราได้นำเสนอสัดส่วนของประชากรโลกที่ขาดแคลนทางสังคมในแต่ละกลุ่มประเทศในปี
2017 ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมของแต่ละกลุ่มประเทศต่อการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของโลกในปีเดียวกัน
(ดูภาพที่ 10 ในข้อมูลเพิ่มเติม) ในทั้งสองกรณี ผลลัพธ์จะแสดงเป็นสัดส่วนของการขาดแคลนทั้งหมดและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทั้งหมดในปี
2017 ในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์
สำหรับตัวชี้วัดทางสังคมแต่ละตัว เราได้คำนวณจำนวนผู้คนที่ขาดแคลนในแต่ละกลุ่มประเทศโดยการคูณสัดส่วนของประชากรที่ขาดแคลนด้วยจำนวนประชากรทั้งหมดของกลุ่มประเทศนั้นๆ
จากนั้นจึงนำจำนวนประชากรที่ขาดแคลนในแต่ละกลุ่มประเทศมารวมกันเพื่อให้ได้จำนวนประชากรโลกที่ขาดแคลนทั้งหมด
และสัดส่วนของการขาดแคลนทางสังคมของโลกที่แต่ละกลุ่มประเทศถือครองอยู่จะถูกกำหนดให้เป็นสัดส่วนของกลุ่มประเทศนั้นๆ
ต่อจำนวนประชากรทั้งหมด หรือในทางคณิตศาสตร์สำหรับแต่ละกลุ่มประเทศ n: สัดส่วนของการขาดแคลนของโลก n = (สัดส่วนที่ขาดแคลน n × จำนวนประชากร n) / จำนวนประชากรที่ขาดแคลนทั้งหมด
สำหรับตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาแต่ละตัว เราคำนวณระดับรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมสัมบูรณ์ที่เกินกว่าส่วนแบ่งประชากรตามหลักความเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่มประเทศ
โดยการลบรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรทั่วโลกออกจากรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรของกลุ่มประเทศนั้น
แล้วคูณรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมส่วนเกินต่อหัวประชากรนี้ด้วยจำนวนประชากรทั้งหมดของกลุ่มประเทศนั้น
รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมส่วนเกินต่อกลุ่มประเทศเหล่านี้จะถูกรวมกันเพื่อให้ได้รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมส่วนเกินทั้งหมด
และส่วนร่วมของแต่ละกลุ่มประเทศ n จะถูกกำหนดเป็นสัดส่วนของกลุ่มประเทศนั้นในรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมส่วนเกินทั้งหมดนี้
หรือในทางคณิตศาสตร์:
share of global shortfalln = (share deprivedn × populationn)/population
deprivedtotal
เราสังเกตว่าวิธีการแบบปีเดียวนี้ไม่ได้คำนึงถึงส่วนร่วมในอดีตของประเทศร่ำรวยต่อการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาของโลก
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่การรวบรวมข้อมูลอนุกรมเวลาของประเทศต่างๆ ที่เปรียบเทียบได้เกี่ยวกับรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมและขีดจำกัดต่อหัวประชากรจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
และอยู่นอกเหนือขอบเขตของการศึกษาในปัจจุบัน จากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศร่ำรวยมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเกินขีดจำกัดประมาณ
90% เมื่อเทียบกับสัดส่วนที่เป็นธรรมตามจำนวนประชากรของงบประมาณคาร์บอนที่ปลอดภัยของโลก
(เมื่อเทียบกับ 50% เมื่อใช้วิธีการแบบปีเดียวของเรา) การประเมินแนวโน้มการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาแบบสะสมเมื่อเวลาผ่านไปสำหรับตัวชี้วัดรอยเท้าหลายตัวในกลุ่มประเทศต่างๆ
ถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการวิจัยในอนาคตในมุมมองของเรา
ข้อจำกัดของการวิเคราะห์
การวิเคราะห์ของเรามีข้อจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากคุณภาพและความพร้อมใช้งานของข้อมูลอนุกรมเวลาทั่วโลก
(คำอธิบายโดยละเอียดของตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยาแต่ละตัวมีอยู่ในข้อมูลเพิ่มเติม)
นอกจากนี้ แม้ว่ากรอบการติดตามแบบโดนัทจะติดตามตัวชี้วัดทางสังคมและนิเวศวิทยาแต่ละตัวแยกกัน
แต่เราก็ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัดหลายตัว แม้ว่าเราจะไม่ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนดังกล่าวอย่างเป็นทางการในที่นี้
แต่การแสดงตัวชี้วัดในแผนภาพโดนัทจะสื่อถึงความเชื่อมโยงแบบองค์รวมที่สามารถเป็นกรอบและสนับสนุนการวิจัยในอนาคตในด้านนี้
ซึ่งกำลังเริ่มปรากฏขึ้น อย่างไรก็ตาม เราสังเกตว่าการแสดงตัวชี้วัดแบบรัศมี เช่น แผนภาพโดนัทในภาพที่
1 และ 3 (และกรอบขอบเขตของดาวเคราะห์) ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากค่าเชิงปริมาณที่ปรับขนาดตามรัศมีของลิ่มนำไปสู่การเพิ่มขึ้นแบบกำลังสองของพื้นที่ลิ่ม66
เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้อ่านบางคนอาจมองว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมีความสำคัญมากกว่าที่เป็นจริง
เราจึงแสดงผลลัพธ์ที่เปรียบเทียบได้โดยใช้แผนภูมิแท่ง (ภาพที่ 2 และ 4)
เราตระหนักดีว่าการที่เรามุ่งเน้นไปที่ระดับโลกและกลุ่มประเทศนั้น
อาจบดบังความไม่เท่าเทียมกันอย่างกว้างขวางในระดับของการขาดแคลนทางสังคมและการใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศวิทยา
ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ เราตระหนักถึงความสำคัญของการคำนึงถึงความไม่เท่าเทียมกันดังกล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการมองเห็นเส้นทางที่เท่าเทียมกันไปสู่ "โดนัท" ซึ่งเรามองว่าเป็นการเสริมแนวทางของเราในการติดตามแนวโน้มทางสังคมและนิเวศวิทยาในระดับสูงบนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ซึ่งจำเป็นต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดเส้นทางของระบบโลกด้วย เราทราบว่าข้อมูลรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมจากเอกสารอ้างอิงที่
15 นั้นมีให้ใช้งานตามกลุ่มการใช้จ่ายในแต่ละประเทศ แต่เราได้วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยระดับชาติเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดทางสังคม
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่มีให้ใช้งานในรูปแบบการแยกย่อยภายในประเทศเช่นนี้ ดังนั้นขั้นตอนที่เป็นประโยชน์สำหรับการวิจัยในอนาคตอาจเป็นการคำนึงถึงการขาดแคลนทางสังคมภายในประเทศตามกลุ่มรายได้และ/หรือลักษณะอื่นๆ
ในกรอบการทำงานที่สามารถเปรียบเทียบได้ระหว่างประเทศ (ดูเอกสารอ้างอิงที่ 67 สำหรับการประยุกต์ใช้ในประเทศนอร์เวย์)
สุดท้ายนี้ กรอบแนวคิดเรื่องขอบเขตทางสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบโดนัทจะยังคงพัฒนาต่อไป
รากฐานทางสังคมของกรอบนี้ ซึ่งรวมถึงมิติ ตัวชี้วัด ขอบเขต และข้อมูล จะได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่องตามบรรทัดฐานและมาตรฐานทางสังคมที่ตกลงกันในระดับสากล
และตามข้อมูลระหว่างประเทศที่ดีขึ้น เรายอมรับว่าเกณฑ์ตัวชี้วัดบางส่วนที่เราเลือกใช้ในครั้งนี้ยังขาดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่ยอมรับได้อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน
เช่น อัตราการฆาตกรรม 5 รายขึ้นไปต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่ตัวชี้วัดอื่นๆ ขาดข้อมูลโดยสิ้นเชิง เช่น ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ
และขอบเขตทางนิเวศวิทยาที่แยกย่อยหลายประการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นของการคิดค้นตัวชี้วัดที่เหมาะสมสำหรับการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับเป้าหมายทางสังคมและนิเวศวิทยา
เรามองว่าช่องว่างของข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ และวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการปรับปรุงคือการทำให้ช่องว่างเหล่านั้นปรากฏให้เห็น
การพัฒนารากฐานทางสังคมในอนาคตอาจรวมถึงมิติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางวัฒนธรรมและความยืดหยุ่นของชุมชนด้วย
ในทำนองเดียวกัน มิติ ตัวชี้วัด ขอบเขต และข้อมูลของขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาจะยังคงได้รับการปรับปรุงและขัดเกลาอย่างต่อเนื่องตามความก้าวหน้าของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการของระบบโลก
และได้รับการถ่ายทอดไปประยุกต์ใช้ในระดับที่เล็กลง ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงในอนาคตอาจรวมถึงมลพิษทางเคมีที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
เช่น พลาสติก และตัวชี้วัดที่ได้รับการปรับปรุงสำหรับมลพิษทางอากาศและการเสื่อมโทรมของชีวมณฑล
เอกสารอ้างอิง
1.
Raworth, K. A safe and
just space for humanity. Oxfam https://www.oxfam.org/en/research/safe-and-just-space-humanity (2012).
2.
Raworth, K. A Doughnut
for the Anthropocene: humanity’s compass in the 21st century. Lancet
Planet. Health 1, e48–e49 (2017).
3.
Raworth, K. Doughnut
Economics: Seven Ways to Think Like a 21st-Century Economist (Random
House, 2017).
4.
Kallis, G. et al.
Post-growth: the science of wellbeing within planetary boundaries. Lancet
Planet. Health 9, e62–e78 (2025).
5.
Jansen, A., Wang, R.,
Behrens, P. & Hoekstra, R. Beyond GDP: a review and conceptual framework
for measuring sustainable and inclusive wellbeing. Lancet Planet.
Health 8, e695–e705 (2024).
6.
Organisation for
Economic Co-operation and Development (OECD). Article 1. Convention on
the Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD,
1960).
7.
Stiglitz, J. E., Sen, A.
& Fitoussi, J.-P. Report by the Commission on the Measurement of Economic
Performance and Social Progress. economie.gouv.fr https://www.economie.gouv.fr/files/finances/presse/dossiers_de_presse/090914mesure_perf_eco_progres_social/synthese_ang.pdf (2009).
8.
Fioramonti, L. et al.
Wellbeing economy: an effective paradigm to mainstream post-growth
policies? Ecol. Econ. 192, 107261 (2022).
9.
Transforming Our World:
The 2030 Agenda for Sustainable Development. Springer Publishing https://doi.org/10.1891/9780826190123.ap02 (2015).
10.
Jackson, T. Prosperity
without Growth: Foundations for the Economy of Tomorrow (Routledge,
2016).
11.
Whitmee, S. et al.
Safeguarding human health in the Anthropocene epoch: report of The Rockefeller
Foundation–Lancet Commission on planetary health. Lancet 386,
1973–2028 (2015).
12.
Redvers, N. et al. The
determinants of planetary health: an Indigenous consensus perspective. Lancet
Planet. Health 6, e156–e163 (2022).
13.
Richardson, K. et al.
Earth beyond six of nine planetary boundaries. Sci. Adv. 9,
eadh2458 (2023).
14.
United Nations
Department of Economic and Social Affairs, Statistics Division. SDG Indicators
Database. United Nations https://unstats.un.org/sdgs/dataportal (2024).
15.
Tian, P. et al. Keeping
the global consumption within the planetary boundaries. Nature 635,
625–630 (2024).
16.
Urai, A. E. & Kelly,
C. Rethinking academia in a time of climate crisis. eLife 12,
e84991 (2023).
17.
Brandsberg-Engelmann, J.
Regenerative economics: textbook for secondary schools. Regenerative
Economics https://www.regenerativeeconomics.earth/ (2024).
18.
Rawsthorne, C. et al.
Leeds Doughnut: towards a safe and thriving city for all. Climate
Action Leeds https://www.climateactionleeds.org.uk/leedsdoughnut (2022).
19.
Regen Melbourne. Making
the city portrait: detailed methodology. Regen Melbourne https://doughnut.regen.melbourne/about/methodology (2023).
20.
Sahan, E., Sanz, C.,
Raworth, K., van Winden, W. & van den Buuse, D. What Doughnut economics
means for business: creating enterprises that are regenerative and distributive
by design. Doughnut Economics Action Lab https://doughnuteconomics.org/tools/what-doughnut-economics-means-for-businesses (2025).
21.
Birgisdóttir, H. et
al. Doughnut for Urban Development: A Manual (Danish
Architectural Press, 2023).
22.
Grcheva, L., Raworth,
K., Shorter, R., Fanning, A. L. & Priester, R. Cities & regions: let’s
get started: pathways for local and regional governments to engage with
Doughnut Economics as a tool for transformative action. Doughnut
Economics Action Lab https://doughnuteconomics.org/tools/cities-regions-let-s-get-started (2024).
23.
Luxembourg Stratégie. Le
Portrait Doughnut Du Luxembourg (2000–2020). Luxembourg Stratégie https://meco.gouvernement.lu/fr/domaines-activites/prospective/luxembourg-strategie/analyses/doughnut.html (2024).
24.
Higgins, M. President
Delivers Keynote Address at Engineers Ireland Conference on Climate
Action. https://president.ie/en/diary/details/president-delivers-keynote-address-at-engineers-ireland-conference-on-climate-action/speeches (2020).
25.
WHO Council on the
Economics of Health For All. Health for all: transforming economies to deliver
what matters: final report of the WHO Council on the Economics of Health for
All. World Health Organization https://www.who.int/publications/m/item/health-for-all--transforming-economies-to-deliver-what-matters (2023).
26.
Rockström, J. et al.
Planetary Boundaries guide humanity’s future on Earth. Nat. Rev. Earth
Environ. 5, 773–788 (2024).
27.
Drees, L., Luetkemeier,
R. & Kerber, H. Necessary or oversimplification? On the strengths and
limitations of current assessments to integrate social dimensions in planetary
boundaries. Ecol. Indic. 129, 108009 (2021).
28.
Brand, U. et al. From
planetary to societal boundaries: an argument for collectively defined
self-limitation. Sustain. Sci. Pract. Policy 17,
264–291 (2021).
29.
Turner, R. A. &
Wills, J. Downscaling doughnut economics for sustainability governance. Curr.
Opin. Environ. Sustain. 56, 101180 (2022).
30.
Shao, Q. Systematic
review of Doughnut Economics from 2012 to 2024. Sustain. Sci. 20,
1055–1074 (2025).
31.
O’Neill, D. W., Fanning,
A. L., Lamb, W. F. & Steinberger, J. K. A good life for all within
planetary boundaries. Nat. Sustain. 1, 88–95 (2018).
32.
Fanning, A. L., O’Neill,
D. W., Hickel, J. & Roux, N. The social shortfall and ecological overshoot
of nations. Nat. Sustain. 5, 26–36 (2022).
33.
Wiedmann, T., Lenzen,
M., Keyßer, L. T. & Steinberger, J. K. Scientists’ warning on
affluence. Nat. Commun. 11, 3107 (2020).
34.
Kashwan, P. Inequality,
democracy, and the environment: a cross-national analysis. Ecol. Econ. 131,
139–151 (2017).
35.
Hickel, J., Sullivan, D.
& Zoomkawala, H. Plunder in the post-colonial era: quantifying drain from
the Global South through unequal exchange, 1960–2018. New Political
Econ. 26, 1030–1047 (2021).
36.
Sultana, F. Whose growth
in whose planetary boundaries? Decolonising planetary justice in the
Anthropocene. Geo Geogr. Environ. 10, e00128 (2023).
37.
van Vuuren, D. P. et al.
Exploring pathways for world development within planetary boundaries. Nature 641,
910–916 (2025).
38.
Bai, X. et al.
Translating Earth system boundaries for cities and businesses. Nat.
Sustain. 7, 108–119 (2024).
39.
United Nations. Our
Common Agenda Policy Brief 4. Valuing what counts: framework to progress beyond
gross domestic product. United Nations https://www.un.org/en/beyondGDP/documents (2023).
40.
Hickel, J. et al.
Degrowth can work — here’s how science can help. Nature 612,
400–403 (2022).
41.
Schultz, B. et al.
Recognizing the equity implications of restoration priority maps. Environ.
Res. Lett. 17, 114019 (2022).
42.
Van Eynde, R., Horen
Greenford, D., O’Neill, D. W. & Demaria, F. Modelling what matters: how do
current models handle environmental limits and social outcomes? J.
Clean. Prod. 476, 143777 (2024).
43.
Grcheva, L. &
Vianello, M. Doughnut economics in local governments: an overview of emerging
practice. J. City Clim. Policy Econ. https://doi.org/10.3138/jccpe-2025-0002.
44.
Priyadarshini, P. &
Abhilash, P. C. Exploring the ‘Safe Operating Space’ of India for the
implementation of UN-Sustainable Development Goals through effectual policy
alignment. Sustain. Sci. 15, 1149–1168 (2020).
45.
Kikstra, J. S.,
Mastrucci, A., Min, J., Riahi, K. & Rao, N. D. Decent living gaps and
energy needs around the world. Environ. Res. Lett. 16,
095006 (2021).
46.
Vélez-Henao, J. A. &
Pauliuk, S. Material requirements of decent living standards. Environ.
Sci. Technol. 57, 14206–14217 (2023).
47.
Rockström, J. et al.
Safe and just Earth system boundaries. Nature 619,
102–111 (2023).
48.
Gupta, J. et al. A just
world on a safe planet: a Lancet Planetary Health–Earth Commission report on
Earth-system boundaries, translations, and transformations. Lancet
Planet. Health 8, e813–e873 (2024).
49.
Schlesier, H., Schäfer,
M. & Desing, H. Measuring the Doughnut: a good life for all is possible
within planetary boundaries. J. Clean. Prod. 448,
141447 (2024).
50.
Sanz, C. & Raworth,
K. Doughnut Economics Action Lab: the first five years (2019–2024). Doughnut
Economics Action Lab https://doughnuteconomics.org/stories/deal-the-first-five-years (2024).
51.
United Nations
Statistical Commission. Global indicator framework for the Sustainable
Development Goals and targets of the 2030 Agenda for Sustainable
Development. United Nations Statistical Commission https://unstats.un.org/sdgs/indicators/Global%20Indicator%20Framework%20after%202023%20refinement_Eng.pdf (2023).
52.
Raworth, K. The Evolving
Doughnut. Doughnut Economics Action Lab https://doughnuteconomics.org/tools/the-evolving-doughnut (2025).
53.
Rockström, J. et al. A
safe operating space for humanity. Nature 461, 472–475
(2009).
54.
Steffen, W. et al.
Planetary boundaries: guiding human development on a changing planet. Science 347,
1259855 (2015).
55.
Biermann, F. & Kim,
R. E. The boundaries of the planetary boundary framework: a critical appraisal
of approaches to define a “safe operating space” for humanity. Annu.
Rev. Environ. Resour. 45, 497–521 (2020).
56.
Persson, L. et al.
Outside the safe operating space of the planetary boundary for novel
entities. Environ. Sci. Technol. 56, 1510–1521 (2022).
57.
Zimmerman, J. B.,
Anastas, P. T., Erythropel, H. C. & Leitner, W. Designing for a green
chemistry future. Science 367, 397–400 (2020).
58.
Caldeira, C. et
al. Safe and Sustainable by Design Chemicals and Materials – Review of
Safety and Sustainability Dimensions, Aspects, Methods, Indicators, and Tools (Publications
Office of the European Union, 2022).
59.
United Nations
Environment Programme. Emissions gap report 2023. Broken record: temperatures
hit new highs, yet world fails to cut emissions (again). United Nations
Environment Programme https://wedocs.unep.org/20.500.11822/43922 (2023).
60.
Hoesung, L. et al.
Summary for Policymakers. In Climate Change 2023: Synthesis Report.
Contribution of Working Groups I, II and III to the Sixth Assessment Report of
the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC, 2023).
61.
Armstrong McKay, D. I.
Exceeding 1.5°C global warming could trigger multiple climate tipping
points. Science 377, eabn7950 (2022).
62.
United Nations
Development Programme. Human development report 2023/2024. Breaking the
gridlock: reimagining cooperation in a polarized world. United Nations
Development Programme https://hdr.undp.org/content/human-development-report-2023-24 (2024).
63.
Maxwell, S. L., Fuller,
R. A., Brooks, T. M. & Watson, J. E. M. Biodiversity: the ravages of guns,
nets and bulldozers. Nature 536, 143–145 (2016).
64.
Hickel, J. Quantifying
national responsibility for climate breakdown: an equality-based attribution
approach for carbon dioxide emissions in excess of the planetary
boundary. Lancet Planet. Health 4, e399–e404 (2020).
65.
Fanning, A. L. &
Hickel, J. Compensation for atmospheric appropriation. Nat. Sustain. 6,
1077–1086 (2023).
66.
Mahecha, M. D., Kraemer,
G. & Crameri, F. Cautionary remarks on the planetary boundary
visualisation. Earth Syst. Dyn. 15, 1153–1159 (2024).
67.
Røkås, T. &
Gómez-Baggethun, E. Defining a safe and just operating space for the Norwegian
economy. Ecol. Econ. 230, 108511 (2025).
68.
Fanning, A. L.
a-fanning/doughnut-v3: release v1.0.1. Zenodo https://doi.org/10.5281/zenodo.15688961 (2025).
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น