The Oil Factor
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เมื่อวานนี้ วันที่ 26 มีนาคม 2569 เป็นวันที่ประเทศไทยของเรา ขึ้นราคาน้ำมันทุกผลิตภัณฑ์รวดเดียว 6 บาท หลังจากที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันละ 2,600 ล้านบาท ค้ำเพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลเอาไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน จนทำให้ตอนนี้เงินกองทุนติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท
มองไปที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในห้วงเวลาที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานรอบนี้ เอาใกล้ๆ แค่ 3 ช่วง เพื่อให้เห็นภาพ ช่วงก่อนอิสราเอล-สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ตั้งแต่ต้นเดือนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันยังค่อนข้างทรงตัวตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยราคา Brent Crude อยู่ที่ $65-70 ต่อบาร์เรล
ช่วงหลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569) ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยราคา Brent Crude พุ่งทะลุ $120 ต่อบาร์เรล และช่วงวันที่ 25-26 มีนาคม 2569 ตลาดเริ่มมีความหวังเรื่องการเจรจาสันติภาพหรือแผนหยุดยิง ทำให้ราคาเริ่มย่อตัวลงจากจุดสูงสุดแต่ยังอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับต้นปี โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลงมาที่ระดับ $100-104 ต่อบาร์เรล
จะเห็นได้ว่า แนวโน้มสั้นๆ ราคาน้ำมันดิบลดลงกลับมาแตะ $100 ต่อบาร์เรล แต่ว่าไม่ได้กลับมาสู่จุดเดิมของภาวะปรกติก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ การขึ้นราคาขายปลีกผลิตภัณฑ์น้ำมันทุกชนิด จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ประชาชนต้องเข้าใจ ประชาชนต้องยอมรับ และประชาชนต้องสร้าง resilience ของตัวเองให้ได้
ต่อเรื่องนี้ จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง The Oil Factor เมื่อสัก 20 กว่าปีที่ผ่านมา ชื่อหนังสือดึงดูดความสนใจอย่างยิ่งเพราะตอนเป็นเด็กนักเรียนเคยร้องเพลง “น้ำมันขาดแคลนคุยกะแฟนก็ต้องดับไฟ” พร้อมๆ กับเคยเผชิญวิกฤตน้ำมันที่ทุกคนต้องลงมือประหยัดกันอย่างจริงจัง อ่านเพราะอยากรู้ อ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง หนักไปทางไม่เข้าใจเสียมากกว่า ด้วยเห็นเรื่องของเงินเฟ้อ ตลาดหุ้น และหลักทรัพย์ resilience ต่อภาวะเงินเฟ้อ อะไรต่อมิอะไรเยอะเกินกว่าคนที่เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ตอนปริญญาตรีมาแค่ 15 หน่วยกิต จะเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง
หนังสือ The Oil Factor เขียนโดย Stephen Leeb & Donna Leeb (2004) เป็นหนังสือที่กล่าวถึงกลยุทธ์พอร์ตลงทุนในยุค "Shock Oil" ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของ "ทองคำสีดำ" ที่มีต่อเศรษฐกิจ การเมือง และการลงทุน ในหนังสือกล่าวถึงรายงานการเสียชีวิตของพลเรือนและทหาร ทั้งจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับปี 1973 การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 และสงครามอิรักปี 2003 เมื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งสูงและสถานการณ์บานปลาย ตลาดหุ้นจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก (volatility) จึงได้ชี้ให้เห็นว่าในภาวะที่น้ำมันแพง เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นตาม เนื่องจากต้นทุนการขนส่งและสินค้าทุกประเภทเพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงต้องมองหาหลักทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (inflation-hedged assets)
กลยุทธ์ที่ Stephen & Donna Leeb (2004) แนะนำ คือ การโยกย้ายเงินลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (upstream) หรือโลหะมีค่า (precious metal) เพราะในช่วงที่เงินเฟ้อจากน้ำมันครองเมือง มูลค่าของเงินกระดาษจะลดลง แต่ทรัพยากรที่จับต้องได้จะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และในวิกฤตพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นกลุ่มพลังงาน มักเป็น "safe haven" ที่นักลงทุนมือโปรใช้ทำกำไรสวนกระแสตลาด
ทบทวนดูทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ยังเห็นว่า ไม่ได้ตอบโจทย์ที่ต้องการคลี่คลายแบบตรงไปตรงมา ต้องอาศัยการตรึกตรองให้เข้าใจละเอียดๆ และลึกๆ จึงจะมองเห็นความเป็นเหตุปัจจัยในกระบวนการทางเศรษฐกิจของน้ำมันที่มีราคาผันผวนไปตามจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งบนการแก่งแย่งชิงดีกันทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ที่ทุกประเทศทั่วโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานกันถ้วนทั่ว ดูจากแผนที่ข้างบน จะเห็นได้ว่าน้ำมันที่เคยออกมาจากช่องแคบฮอร์มูซ ร้อยละ 20.9 ถูกปิดตายมาเกือบเดือนหนึ่งแล้ว ดังนั้น จึงยังคงมีประเด็นสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องพินิจพิเคราะห์ให้เห็นวิกฤตพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลกเพิ่มเติมผ่านหนังสืออีก 4 ประเด็น คือ น้ำมันมีฐานะเป็นทั้งอาวุธและอำนาจ (power & sovereignty) โรงกลั่นน้ำมันกลายเป็นเป้าหมาย (critical infrastructure) ประชาธิปไตยภายใต้เงาของน้ำมัน (carbon constraint) และเรามาถึงจุดเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกันแล้ว (fragile transition)
น้ำมันมีสถานะเป็นอาวุธและอำนาจ
เก็บความจากหนังสือ The Prize: The Epic Quest for Oil, Money, and Power ของ Daniel Yergin (1990) ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในช่วงต้นปี 1991 เนื่องจากตรงกับช่วง Gulf War 1991 พอดี และต่อมาปี 1992 ได้รับรางวัล Pulitzer Prize สาขา Non-fiction นำมาเป็นกรอบวิเคราะห์ว่าทำไมความขัดแย้งในเตหะรานถึงไม่ใช่แค่เรื่องการทหาร แต่คือการชิงไพ่เหนือ "เส้นเลือดใหญ่" ของเศรษฐกิจโลก น้ำมันไม่ได้เป็นแค่สินค้า (commodity) แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ต่อรองอำนาจอธิปไตย ใครคุมแหล่งผลิตและเส้นทางลำเลียง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ผู้นั้นเป็นผู้คุมอำนาจเหนือใคร หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสาระสำคัญที่ทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงของภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการเมืองโลกได้อย่างชัดเจน มี 3 ประการ คือ
1. น้ำมันคือเครื่องมือแห่งอำนาจ โดยในมิตินี้ Yergin ชี้ให้เห็นว่า น้ำมันได้เปลี่ยนสถานะจากสินค้ามาเป็นหัวใจของความมั่นคงแห่งชาติ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ ตอนที่นายกรัฐมนตรี Winston Churchill ตัดสินใจเปลี่ยนเชื้อเพลิงเรือรบของอังกฤษจากถ่านหินมาเป็นน้ำมันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทำให้เรือวิ่งเร็วขึ้นแต่ต้องแลกกับการที่อังกฤษไม่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตนเอง จนนำไปสู่การเข้าไปมีบทบาทในตะวันออกกลาง ขณะที่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรส่วนหนึ่งมาจากกระแสไหลเป็นธารของน้ำมัน" (a flood of oil) ในขณะที่ฝ่ายเยอรมนีและญี่ปุ่น กลับต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนักจนกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรง โดยความได้เปรียบทางพลังอำนาจของกองทัพ ณ ปัจจุบัน ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน หากแต่คือ ความสามารถในการเคลื่อนที่ (Mobility) ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาสายโซ่อุปทานน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. วิวัฒนาการของทุนนิยมและบรรษัทข้ามชาติ มิตินี้ Yergin กล่าวถึงการเติบโตของโมเดลธุรกิจที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก มีการผูกขาดและการแข่งขันที่เริ่มต้นจากอาณาจักรธุรกิจ Standard Oil ของ Rockefeller ที่ใช้กลยุทธ์รวมกิจการในแนวราบและแนวดิ่ง จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสั่งแยกบริษัทออกตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด (antitrust laws) กลายเป็นที่มาของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Exxon, Mobil และ Chevron จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ยุค Seven Sisters ที่มีกลุ่มบริษัทน้ำมันข้ามชาติ 7 แห่งที่เคยควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ของโลกและกำหนดราคาได้ตามใจชอบ กระทั่งเกิดกระแสชาตินิยมในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ก่อให้เกิดการทวงคืนอำนาจโดยรัฐ ด้วยการก่อตั้งกลุ่มประเทศ OPEC ขึ้นมาในปี 1960 นั่นถือเป็นการที่รัฐบาลหลายประเทศ อย่างเช่น ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน เวเนซุเอลา ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์เหนือทรัพยากรของตนเองคืนจากบรรษัทข้ามชาติ เปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจจากฝั่งตะวันตกมายังกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน
3. ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วว่า น้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบโลก ขณะเดียวกันก็สร้างความเปราะบางให้กับระเทศผู้ผลิตไปด้วยในตัว Yergin เรียกว่าเป็นคำสาปทรัพยากร (resource curse) ด้วยเหตุว่าประเทศที่มีน้ำมันมหาศาลมักเผชิญกับความขัดแย้งภายในการทุจริต หรือการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกที่ต้องการควบคุมแหล่งทรัพยากร วิกฤตการณ์น้ำมัน (oil shocks) เมื่อปี 1973 (Embargo) และ 1979 (ปฏิวัติอิหร่าน) แสดงให้เห็นว่า เมื่อสายส่งน้ำมันถูกตัดขาดเพียงชั่วคราว เศรษฐกิจโลกทั้งระบบสามารถเป็นอัมพาตได้ทันที นำไปสู่การปรับตัวของประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องเริ่มคิดเรื่องการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งยังมีการเมืองเรื่องเส้นท่อและช่องแคบที่เป็นภูมิศาสตร์ของทางน้ำสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะเมื่อจุดนี้ถูกปิดตัวลง ระบบโลจิสติกส์และราคาพลังงานโลกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน น้ำมันไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็น "หัวใจของยุทธศาสตร์ทหาร" เมื่อเตหะรานถูกโจมตี สิ่งแรกที่โลกจับตาดูไม่ใช่แค่จำนวนขีปนาวุธ แต่คือสถานะของ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หากอิหร่านใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบนี้ จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโลกหยุดชะงักทันที ตามแนวคิดของ Yergin อำนาจของรัฐไม่ได้วัดกันที่จำนวนทหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการควบคุม supply chain ของพลังงาน ใครที่คุมกระแสการไหลของน้ำมันได้ คนนั้นจะมีอำนาจต่อรองเหนือโต๊ะเจรจาระดับโลก ซึ่งตามประวัติศาสตร์ สงครามมักตัดสินกันที่ว่า "ใครเหลือน้ำมันเติมรถถังและเครื่องบินได้นานกว่ากัน"
โรงกลั่นกลายเป็นเป้าหมายสงครามสาธารณูปโภค
มีหนังสือที่ช่วยอธิบายทางเทคนิคว่าทำไมการโจมตีทางอากาศในเบยรูตหรือเตหะรานถึงส่งผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มในไทยได้โดยไล่เรียงตาม
supply chain ตั้งแต่ต้นน้ำ
(upstream) ที่เกี่ยวกับการสำรวจและการผลิต
กลางน้ำ (midstream) มีรายละเอียดการขนส่ง
ระบบท่อส่ง และการกักเก็บ ไปจนถึงปลายน้ำ (downstream) ที่เป็นการกลั่นและการทำตลาด นั่นคือหนังสือ
Oil 101 ของ
Morgan Downey (2009)
หนังสือเล่มนี้หยิบยกเอาการโจมตีทางทหารที่มักมุ่งเน้นเป้าหมายไปที่จุดยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน อันได้แก่ คลังน้ำมัน ท่อส่ง หรือโรงกลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Zahrani ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองเบยรูตในช่วงสงครามเลบานอนปี 2006 (July War) เป็นสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ การโจมตีคลังเก็บน้ำมันของโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานในครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ (คราบน้ำมันรั่วไหลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) และแสดงให้เห็นว่าโรงกลั่นน้ำมันคือ "จุดเปราะบาง" ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในสงครามเพื่อตัดกำลังทางเศรษฐกิจและสาธารณูปโภค
กรณีของอิหร่าน Morgan Downey (2009) ได้ย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ยาวนานและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมัน นั่นคือ สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน (The Tanker War) ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980–1988) ที่เกาะคาร์กซึ่งเป็นสถานีส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน ถูกอิรักโจมตีทางอากาศนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อหยุดการส่งออก โรงกลั่นน้ำมันอาบาดาน ซึ่งเคยเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น ถูกทำลายจนเสียหายอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ซึ่ง Downey (2009) ใช้กรณีนี้อธิบายถึงความเสี่ยงของ "concentrated infrastructure" หรือการมีโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวอยู่ในที่เดียว ซึ่งทำให้ง่ายต่อการตกเป็นเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์
ความเข้าใจความแตกต่างระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเป็นเรื่องสำคัญ หากโรงกลั่นถูกทำลาย แม้โลกจะมีน้ำมันดิบเหลือเฟือ แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะพุ่งสูงเพราะขาดแคลนการแปรรูป Downey (2009) อธิบายว่าตลาดล่วงหน้า (futures market) จะสะท้อนความกลัวล่วงหน้าเสมอ แม้ระเบิดลูกแรกยังไม่ลงที่โรงกลั่น แต่ค่าความเสี่ยง (risk premium) จะถูกบวกเข้าไปในราคาน้ำมันทันทีที่เริ่มมีสัญญาณการขยายตัวของสงครามในเลบานอน จะเห็นได้ว่าการทำลายโรงกลั่นเพียงแห่งเดียว มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่าการปิดบ่อน้ำมันหลายบ่อรวมกันเสียอีก
ประชาธิปไตยภายใต้เงาของน้ำมัน
ว่ากันตามจริงแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ (ผู้ส่งออกประชาธิปไตย) และอิหร่าน (มหาอำนาจน้ำมัน) นั้น มีรากฐานมาจากโครงสร้างพลังงาน น้ำมันทำให้รัฐบาลบางประเทศไม่ต้องพึ่งพาภาษีประชาชน แต่พึ่งพารายได้จากน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมเข้าควบคุมอำนาจทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ Timothy Mitchell (2011) เขียนหนังสือ Carbon Democracy: Political Power in the Age of Oil เอาไว้เพื่อนำเสนอแนวคิดว่าระบบพลังงานส่งผลต่อรูปแบบการปกครอง อิหร่านและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์มีโครงสร้างทางการเมืองที่ยึดโยงกับทรัพยากรน้ำมัน ซึ่งง่ายต่อการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ (centralized control) ที่ว่านั้น เมื่อสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง จึงไม่ใช่แค่การรบทางทหาร แต่เป็นการปะทะกันของระบบการเมืองที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังงานคนละรูปแบบ
Timothy Mitchell (2011) นำเสนอแนวคิดของเขาผ่านคำศัพย์ที่แยบยลว่า McJihad ที่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหลักของโลกจากถ่านหินสู่น้ำมัน เปรียบเทียบว่าในยุคถ่านหิน คนงานเหมืองและพนักงานรถไฟมีอำนาจต่อรองสูง เพราะสามารถหยุดระบบพลังงานได้ง่าย (sabotage) ซึ่งช่วยผลักดันกระบวนการประชาธิปไตย ต่อเมื่อโลกเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน การขนส่งเปลี่ยนเป็นท่อส่งและเรือบรรทุก ซึ่งใช้คนน้อยลงและควบคุมได้จากระยะไกล ทำให้อำนาจในการต่อรองของภาคประชาชนลดลง Mitchell (2011) เสนอแนวคิดดังกล่าวว่า อุตสาหกรรมน้ำมันโลกมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับกลุ่มการเมืองในตะวันออกกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาและอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น Mitchell (2011) เสนอว่าอำนาจของชาติตะวันตกในตะวันออกกลางไม่ได้ตั้งอยู่บนการเผยแพร่ประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนกลไก 2 ส่วนที่รวมกันเป็น "McJihad" คือ "Mc" (McWorld /Capitalism) ที่เป็นตัวแทนของระบบทุนนิยม การบริโภคนิยม และที่สำคัญที่สุดคือ ความต้องการน้ำมันของโลกตะวันตก ระบบนี้ต้องการเสถียรภาพในการส่งออกน้ำมันและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงกลั่นและท่อส่งน้ำมันที่เราคุยกัน ส่วน "Jihad" (Political Islam) ที่เป็นตัวแทนของพลังทางสังคมและศาสนาในท้องถิ่น โดยเขาชี้ให้เห็นว่าแทนที่ทุนนิยมจะทำลายกลุ่มอนุรักษนิยมเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริง อุตสาหกรรมน้ำมันมักพึ่งพาพลังของกลุ่มศาสนา เพื่อควบคุมแรงงานด้วยระเบียบวินัยทางศาสนาในการจัดการคนงานและลดการประท้วงหยุดงาน ต้านภัยคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นโดยกลุ่มศาสนาถูกใช้เป็นกำแพงกั้นอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่อาจจะเข้ามาโอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐ และรักษาอำนาจรัฐที่ร่ำรวยจากทรัพยากร (rentier states) ซึ่งมักใช้ความชอบธรรมทางศาสนาเพื่อรักษาอำนาจโดยไม่ต้องพึ่งพาการเลือกตั้งหรือระบบภาษีจากประชาชน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางแสดงให้เห็นว่า "ความเป็นประชาธิปไตย" ในบางพื้นที่มักจะถูกบดบังด้วยความจำเป็นในการรักษาแหล่งพลังงานของมหาอำนาจ ทำให้การเรียกร้องสิทธิมนุษยชน มักถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับรองลงมาจากข้อตกลงเรื่องทรัพยากร ระบบการขนส่งน้ำมันทางเรือและท่อส่ง เอื้อต่อการผูกขาดอำนาจได้ง่ายกว่าระบบถ่านหินในอดีต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเมืองในภูมิภาค
ผลกระทบต่อมิติพลังงานเชิงลึกจากวิกฤตตะวันออกกลาง
|
|
ผลกระทบต่อสถานการณ์ปัจจุบัน |
มุมมองวิเคราะห์ |
|
1. กลไกการลงทุน
(The Oil Factor) |
ความเสี่ยง:
สภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว)
และการโยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง |
ราคาน้ำมันไม่ได้สะท้อนแค่
Demand/Supply แต่สะท้อน
"ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Risk Premium) หากเกิดการปะทะโดยตรง ตลาดหุ้นและกองทุนพลังงานจะผันผวนรุนแรงจนกระทั่งต้นทุนการผลิตสินค้าทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ |
|
2. อำนาจและอธิปไตย
(The Prize) |
ความเสี่ยงสูงสุด:
การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ/อิสราเอล |
สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดินแดน
แต่คือการพิสูจน์ว่าใครคือผู้กุมชะตา "พลังงานโลก" หากเตหะรานถูกบีบจนถึงที่สุด
น้ำมันจะกลายเป็นอาวุธสุดท้าย |
|
3. การเปลี่ยนผ่านพลังงาน
(The Quest) |
ความเสี่ยง:
การขัดขวางกระบวนการ Net Zero และการหันกลับไปหาพลังงานฟอสซิลที่มั่นคงกว่าในระยะสั้น |
วิกฤตนี้พิสูจน์ว่า
"ความมั่นคงทางพลังงาน" (Energy Security) ยังคงมีความสำคัญเหนือกว่า "การเปลี่ยนผ่าน"
(Transition) ตราบใดที่โลกยังไม่มีแหล่งพลังงานทดแทนที่พึ่งพาได้
100% ความขัดแย้งในพื้นที่นี้จะยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเสมอ |
|
4. โครงสร้างพื้นฐาน
(Oil 101) |
ความเสี่ยง:
การโจมตีคลังน้ำมัน โรงกลั่น และเส้นทางท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียหรือยูเออี |
สงครามสมัยใหม่เน้นการทำลาย
"เส้นเลือดใหญ่" ทางกายภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เสียหาย โลกจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบในทันที
(Supply Shock) ซึ่งยากต่อการซ่อมแซมให้กลับมาเป็นปกติในระยะเวลาอันสั้น |
|
5. การเมืองและสิทธิ
(Carbon Democracy) |
ความเสี่ยง:
การขยายตัวของระบอบอำนาจนิยมในภูมิภาค และการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพภายใต้ข้ออ้างความมั่นคง |
ตราบใดที่โลกยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
มหาอำนาจจะมองข้ามประเด็นสิทธิมนุษยชนเพื่อรักษาเสถียรภาพในการส่งออกน้ำมัน ความขัดแย้งครั้งนี้จึงอาจจบลงด้วยการเสริมอำนาจให้รัฐที่กุมทรัพยากรมากกว่าการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จำนวน |
จุดเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ขณะที่โลกทุกวันนี้พยายามอย่างยิ่งที่จะมุ่งสู่ net zero แต่สงครามในตะวันออกกลางกลับบีบให้เราต้องถอยกลับไปพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเพื่อความอยู่รอด (energy security) ด้วยประเด็นนี้จึงจะได้ทำการสำรวจว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะเร่งหรือ หน่วงการปรับตัวไปสู่พลังงานทางเลือกจากหนังสือ The Quest: Energy, Security, and the Remaking of the Modern World ของ Daniel Yergin (2011) โดยสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการบอกว่าพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของฟิสิกส์หรือธรณีวิทยา แต่เป็นเรื่องของอำนาจ การเมือง และความมั่งคั่ง ที่กำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์โลก
1. ความมั่นคงทางพลังงาน (energy security) Yergin ย้ำว่าความมั่นคงไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองเพียงอย่างเดียว แต่คือ "การพึ่งพาระหว่างกันอย่างมั่นคง" เขาสำรวจการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การเติบโตของจีนและอินเดีย และวิธีที่มหาอำนาจเหล่านี้ปรับตัวเพื่อแย่งชิงทรัพยากร รวมถึงบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบางต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
2. ยุคสมัยของก๊าซธรรมชาติและน้ำมันนอกรูปแบบ หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่เกิด "shale revolution" ในสหรัฐฯ พอดี Yergin จึงอธิบายว่าเทคโนโลยีการเจาะแบบ hydraulic fracturing เปลี่ยนแปลงกระดานอำนาจพลังงานโลก จากที่เคยกลัวว่าน้ำมันจะหมดโลก (peak oil) กลายเป็นยุคที่มีทรัพยากรล้นตลาด
3. ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก Yergin พาไปดูประวัติศาสตร์และการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน และพลังงานนิวเคลียร์ โดยชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยนวัตกรรมและนโยบายรัฐที่ต่อเนื่อง
4. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ต่อเรื่องนี้ Yergin เชื่อมโยงประเด็นเรื่อง carbon footprint เข้ากับความต้องการใช้พลังงานของโลก โดยมองว่านี่คือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ต้องเผชิญในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับและการรักษาสิ่งแวดล้อม
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในเลบานอนเมื่อปี 2011 รวมถึงการขยายตัวของสงครามดังกล่าว ทำให้เกิดสภาวะ "energy trilemma" คือ การต้องรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ความเสมอภาคในการเข้าถึงราคา และความยั่งยืน เมื่อเกิดสงคราม ประเด็นเกี่ยวกับความยั่งยืนกับพลังงานสะอาด มักถูกพักไว้ก่อน รัฐบาลต่างๆ จะเร่งหาแหล่งฟอสซิลสำรองเพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน
สำหรับสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยุโรปหรือเอเชียเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้น เพื่อตัดขาดการพึ่งพาภูมิภาคที่ไม่เสถียร หรือในทางกลับกัน ความมั่นคงของพลังงาน (security) มักจะถูกเลือกก่อนความสะอาดของสิ่งแวดล้อม (sustainability) เสมอในยามวิกฤต จึงอาจทำให้เราต้องกลับไปขุดถ่านหินมาใช้แก้ขัดในระยะสั้น
ความยืดหยุ่นทางพลังงาน
บนกรอบแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงานปี 2569 ที่เกิดขึ้น ที่ได้วิเคราะห์ผ่านหนังสือที่น่าสนใจมากๆ ทั้งห้าเล่ม ทำให้สามารถสรุปแนวทางการสร้าง energy resilience ผ่านพลังงานทางเลือกใหม่ 5 ประการ เพื่อให้เป็นข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้
1. การจัดสรรพลังงานให้สมดุล
(demand & supply side
optimization)
ทั้งนี้ การสร้างความยืดหยุ่นต้องเริ่มจากการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานใหม่ ไม่พึ่งพากลไกราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
โดยในส่วนของ supply side เป็นประเด็นระดับมหภาคที่ประเทศไทยจะต้องกระจายแหล่งที่มาของพลังงาน
(diversification) ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่นเพื่อลดสายป่านที่ยาวและเปราะบาง ส่วนด้าน demand side จะต้องใช้เทคโนโลยี
smart grid เพื่อบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตจริง
ลดการสูญเสียในระบบส่ง
2. พลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน (household solar sovereignty) ประเทสไทยต้องมีเป้าหมายัดเจนในการปรับเปลี่ยนจากการเป็น "ผู้บริโภค" (consumer) ให้เป็น "ผู้ผลิตและบริโภค" (prosumer) เพื่อลดอำนาจการผูกขาดและการพึ่งพากองทุนน้ำมัน คือ การเปลี่ยนจาก centralized system ที่มีระบบรวมศูนย์ที่เปราะบางต่อสงครามและการปิดช่องแคบ ไปสู่ distributed system ที่เป็นระบบกระจายตัวที่ยืดหยุ่น โดยทำให้ "ทุกบ้านคือโรงไฟฟ้า เพื่อให้วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อโต๊ะอาหารของเราน้อยลง" การส่งเสริมการติดตั้ง solar rooftop อย่างแพร่หลาย เพื่อให้ครัวเรือนมีอธิปไตยทางพลังงานของตนเอง ทั้งนี้ในยามวิกฤตน้ำมันแพง 6 บาท พลังงานจากแสงอาทิตย์จะเป็น "safe haven" ที่จับต้องได้จริงที่สุดสำหรับประชาชน
3. การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (full-scale EV transition) เพื่อตัดวงจร "carbon democracy" ที่ต้องแลกเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกับความผันผวนของน้ำมันดิบ จึงจะต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่แค่เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เพื่อ energy security เนื่องจากไฟฟ้าสามารถผลิตได้จากหลากหลายแหล่งในประเทศ ลดการพึ่งพาน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นที่เป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในยามสงคราม
4. ยึดหลักขีดจำกัดของโลก (prioritizing planetary boundaries) การสร้าง resilience ต้องไม่แลกมาด้วยการทำลายระบบนิเวศในระยะยาว แม้ในยามวิกฤตที่เราอาจต้องถอยกลับไปหาฟอสซิลเพื่อความอยู่รอด (energy trilemma) แต่ต้องไม่ลืมขีดจำกัดของธรรมชาติ การใช้พลังงานทางเลือกใหม่ต้องคำนึงถึง carbon footprint เพื่อให้การฟื้นตัว (recovery) จากวิกฤตเป็นการฟื้นตัวที่ยั่งยืนและไม่สร้างวิกฤตภูมิอากาศซ้ำเติม
5. จิตสำนึกการประหยัดพลังงาน (energy conservation as a foundation) เทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยภูมิคุ้มกันจากพฤติกรรมมนุษย์ การประหยัดพลังงาน คือ การสร้าง "strategic reserve" ที่เร็วและถูกที่สุด โดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่ ดังนั้น resilience ที่แท้จริงเริ่มจากการลดความต้องการใช้ที่ไม่จำเป็น (efficiency first) เพื่อให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเพียงพอ
"วิกฤตการณ์ในปี 2569 นี้คือบทเรียนว่า
ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้มาจากการค้ำประกันราคา แต่มาจากการปรับโครงสร้างให้เราพึ่งพาตนเองได้ผ่านพลังงานที่สะอาดและยืดหยุ่นกว่าเดิม"
บรรณานุกรม
Downey, M. (2009). Oil 101. Wooden Table Press.
Leeb, S., & Leeb, D. (2004). The Oil Factor: Protect Yourself and Profit from the Coming Energy Crisis. Warner Business Books.
Mitchell, T. (2011). Carbon Democracy: Political Power in the Age of Oil. London: Verso.
Yergin, D. (1991). The Prize: The Epic Quest for Oil, Money, and Power. New York: Simon & Schuster.
Yergin, D. (2011). The Quest: Energy, Security, and the Remaking of the Modern World. New York: Penguin Press.
Yergin, D. (2020). The New Map: Energy, Climate, and the Clash of Nations. New York: Penguin Press.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น