ฟุตบอลโลกคาร์บอนล้น
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
"เมื่อการขยายสนามแข่งขันระดับทวีป เปลี่ยนให้ฟุตบอลโลก ๒๐๒๖ กลายเป็นโรงงานผลิตก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่และน่าใจหายที่สุดในประวัติศาสตร์ ๙๕ ปี"
การคำนวณระยะทางและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมใน World Cup ๒๐๒๖ ชี้ให้เห็นว่าทีมที่มีภาระการเดินทางที่หนักหนาสาหัสที่สุดตกเป็นของทีมผู้ชนะจากรอบเพลย์ออฟของโซนยุโรป (UEFA play-off qualifier) ในกลุ่ม B ซึ่งอาจเป็นเวลส์หรือไอร์แลนด์เหนือ โดยแฟนบอลที่เดินทางไปชมครบทั้ง ๓ นัดในรอบแบ่งกลุ่ม (จัดที่เมืองโตรอนโต, อิงเกิลวูด และซีแอตเทิล) จะต้องเดินทางรวมกันเป็นระยะทางมากกว่า ๓,๑๔๐ ไมล์
ทีมที่แบกรับภาระการเดินทางรวมมากที่สุด เมื่อนับรวมเที่ยวบินไป-กลับจากประเทศบ้านเกิด คือ ทีมจากแอฟริกาใต้ ที่มีระยะทางการเดินทางไกลที่สุด ทั้งในรอบแรกและหากคำนวณยาวไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ เฉพาะรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาจะต้องเดินทางอย่างน้อย ๒๑,๐๙๐ ไมล์ หากได้แชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ: เดินทางอย่างน้อย ๒๒,๗๖๔ ไมล์ และหากได้รองแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ระยะทางจะพุ่งสูงถึงอย่างน้อย ๒๖,๘๓๔ ไมล์
ส่วนทีมวาง (Seeded Team) ที่เดินทางไกลที่สุดนั้น ทีมเยอรมนีเป็นทีมวางที่มีการคาดการณ์ว่าแฟนบอลจะต้องเดินทางไกลที่สุด โดยหากเข้ารอบชิงชนะเลิศในฐานะแชมป์กลุ่มจะต้องเดินทางอย่างน้อย ๑๙,๙๓๕ ไมล์ เป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอน ๓.๒ ตันต่อคน และหากเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ระยะทางจะเพิ่มเป็น ๑๙,๗๗๐ ไมล์ คำนวณแล้วว่านั่นจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอน ๓.๕ ตันต่อคน
ในทางกลับกัน บทความระบุว่าทีมที่เดินทางน้อยที่สุดคือ ฝรั่งเศส ซึ่งระยะทางในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่รวมเที่ยวบินระหว่างประเทศ อยู่ที่ประมาณ ๓๗๐ ไมล์ เท่านั้น และแฟนบอลสามารถนั่งรถไฟเดินทางระหว่างเมืองเจ้าภาพสองเมืองได้ด้วย
ตัวเลขเบื้องหลังฟุตบอลโลกที่สร้างมลพิษมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่แสดงในบทความของ Katie Gornall ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของ BBC หัวข้อ "Numbers behind 'the most polluting World Cup'" เป็นข้อมูลเชิงลึกและตัวเลขที่น่าตกใจเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการแข่งขันฟุตบอลโลก ๒๐๒๖ ที่กำลังจะระเบิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก อีกไม่กี่วันข้างหน้า
1. การเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของก๊าซเรือนกระจก
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) ๙ ล้านตัน: คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ๙๕ ปีของการจัดฟุตบอลโลก และมากกว่าค่าเฉลี่ยของฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ (ช่วงปี ๒๐๑๐-๒๐๒๒) ถึงเกือบเท่าตัว
บทความระบุว่าปริมาณมลพิษ ๙ ล้านตันนี้ เทียบเท่ากับการขับรถยนต์สัญชาติอังกฤษทั่วไปจำนวนถึง ๖.๕ ล้านคัน พร้อมกัน เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม
2. ผลกระทบจากการขยายขนาดทัวร์นาเมนต์
สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขมลพิษพุ่งสูงขึ้นมโหฬารเป็นผลโดยตรงจากการตัดสินใจของ FIFA ในการขยายขนาดการแข่งขัน โดยเพิ่มจำนวนทีม จากเดิม ๓๒ ทีม เป็น ๔๘ ทีม นั่นทำให้จำนวนแมตช์พุ่งขึ้นถึง ๔๐ แมทช์ คือ จากเดิม ๖๔ แมตช์ เป็น ๑๐๔ แมทช์
เมื่อจำนวนนัดและจำนวนทีมเพิ่มขึ้น ประกอบกับการจัดงานที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ระดับทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้การเดินทางกลายเป็นฝันร้ายด้านสิ่งแวดล้อม
3. ตัวเลขมลพิษจากการเดินทางทางอากาศ
มลพิษร้อยละ ๘๖ จากทั้งหมด มาจากการขนส่งทางอากาศ คิดเป็นประมาณ ๗.๗๒ ล้านตัน CO2 เนื่องจากแฟนบอลและนักเตะต้องบินข้ามประเทศและข้ามรัฐในระยะทางไกลมาก ซึ่งมากกว่าการเดินทางในฟุตบอลโลกยุคก่อนๆ ถึง ๔ เท่า
บทความได้ทำการวิเคราะห์กรณีแฟนบอลชาวอังกฤษหนึ่งคนที่เดินทางไปชมและติดตามเชียร์ทีมชาติตนเองในทุกๆ รอบ ตั้งแต่น็อคเอาท์ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ พบว่า จะสร้างมลพิษส่วนบุคคลสูงถึง ๓.๕ ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่ากับปริมาณพลังงานที่ใช้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านพักอาศัยทั่วไปในอังกฤษได้นานกว่า ๑ ปีครึ่ง เลยทีเดียว
4. ปัญหาเรื่อง "สภาพอากาศสุดขั้ว" และความปลอดภัยของผู้เล่น
นอกจากมลพิษที่สร้างขึ้นแล้ว ตัวทัวร์นาเมนต์เองยังต้องเผชิญหน้ากับสภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง ซึ่งจากการศึกษาดัชนีความร้อนและความชื้น (Wet Bulb Globe Temperature) พบว่า มีสนามแข่งขันอย่างน้อย ๖ จาก ๑๖ แห่งที่ต้องเผชิญกับภาวะความร้อนจัดของ Extreme Heat Stress
อาจมีแมตช์การแข่งขันมากกว่า ๒๖ แมทช์ ที่อาจต้องลงเล่นในสภาพสภาวะอากาศที่ร้อนเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่แนะนำสำหรับนักกีฬา เช่น สนาม AT&T Stadium ในดัลลัส ที่ต้องเจอกับอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน ๓๕ เซลเซียส พร้อมความชื้นสะสมที่อันตราย
5. ข้อกังขาเรื่องสปอนเซอร์รายใหญ่ (Aramco Sponsorship)
บทความยังมีการตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของ FIFA ที่พยายามรณรงค์แคมเปญสิ่งแวดล้อมภายใต้สโลแกนริเริ่มที่ว่า Green Card for the Planet แต่กลับไปเซ็นสัญญาการค้ามูลค่ามหาศาลกับ Aramco บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยรายงานระบุว่าดีลสปอนเซอร์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในการกระตุ้นให้เกิดมลพิษทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีกนับสิบล้านตัน
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า FIFA กำลังเผชิญกับ Climate Blind Spot และเป็นเรื่องยากมากที่ FIFA จะพยายามโฆษณาว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือมี Sustainability ในเมื่อตัวเลขที่แท้จริงจากการขยายขนาดเกมการแข่งขันและการเดินทางระดับข้ามทวีปนั้น สวนทางกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น