ปรับปรุงสมองให้คิดอย่างฉลาด
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
คอลัมน์ BBC Future ที่ David Robson นักเขียนวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เขียนบทความเรื่อง A neuroscientist's guide to future-proofing your brain and thinking smarter in the 21st Century ซึ่งเป็นการหยิบยกแนวคิดและบทสัมภาษณ์จากหนังสือเล่มใหม่ชื่อ "The 21st Century Brain: How to Future-Proof Your Mind in the Age of AI" ของ Hannah Critchlow นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มาถ่ายทอด
ใจความสำคัญของบทความนี้ กล่าวถึงทักษะทางสมอง 5 ประการที่มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนา เพื่อให้อยู่รอด คิดได้ฉลาดขึ้น และทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในยุคที่เอไอสามารถคำนวณและประมวลผลข้อมูลดิบได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า Hannah Critchlow ชี้ว่า สมองของมนุษย์ควรมุ่งเน้นไปที่ทักษะที่เรียกว่า "Cognitive Skills" ที่ฝังลึกอยู่ในระบบประสาทและมีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น
1. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) หมายถึง การรู้เท่าทันและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายของตนเองก่อนที่จะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมา ทักษะนี้ช่วยให้เราตัดสินใจในสถานการณ์ตึงเครียดได้ดีขึ้น
2. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นความสามารถในการเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของผู้อื่น รวมถึงการมีความเมตตาต่อตนเอง (Self-empathy) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันในสังคมมนุษย์ที่ซับซ้อนขึ้น
3. ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อน (Creativity through Rest) Hannah Critchlow อธิบายว่า สมองจะเชื่อมโยงข้อมูลและเกิดไอเดียใหม่ๆ ได้ดีที่สุดเมื่อมันอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย เกิดคลื่นสมอง Alpha Rhythms เช่น เวลาที่เราปล่อยให้ใจลอย (Mind-wandering) นั่งมองหน้าต่าง หรือเดินเล่นในสวน การพักผ่อนจึงไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือกระบวนการทำงานของสมองที่สร้างสรรค์
4. ความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอน (Tolerance for Uncertainty) ในยุคที่โลกเปลี่ยนไวมาก สมองส่วน Anterior Insula มักจะตีความความไม่แน่นอนว่าเป็นภัยคุกคาม และกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล คนที่มีสมองพร้อมสำหรับอนาคตจะต้องฝึกทักษะในการนั่งอยู่กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะยอมรับความไม่แน่นอนนั้นโดยไม่สติแตกไปก่อน
5. การคิดเชิงระยะยาว (Long-term Thinking) การมองข้ามผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น ยอดไลก์ หรือความพึงพอใจชั่วคราว แล้วฝึกสมองให้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอีก 10, 20 หรือ 50 ปีข้างหน้า
ทักษะสมองชั้นสูงทั้งหมดข้างต้นจะทำงานไม่ได้เลย หากปราศจากพลังงานและเชื้อเพลิงพื้นฐานที่มั่นคง สิ่งที่ Hannah Critchlow แนะนำไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำยุค แต่เป็นสิ่งพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม ได้แก่
- การนอนหลับเป็นเวลาและสม่ำเสมอ
- การทานอาหารที่มีสารอาหารจริง (โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ขัดสี) เพื่อให้พลังงานแก่เซลประสาท
- การเคลื่อนไหวร่างกายและการออกไปเจอธรรมชาติ เพื่อลดความเครียดสะสม
สรุปแล้วการการันตีสมองสู่อนาคตไม่ใช่การพยายามทำตัวให้ฉลาดหรือคิดเร็วแข่งกับเอไอ แต่คือการกลับมาเข้าใจและดูแลระบบประสาทของตัวเองให้มั่นคงท่ามกลางโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยข้อมูลท่วมท้น
อย่างไรก็ดี มีสองเรื่องสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น อยากจะขยายความเพิ่มเติม คือ ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อน และความสามารถในการทนต่อความไม่แน่นอนในยุคที่โลกเปลี่ยนไวมาก โดย Hannah Critchlow ได้อธิบายแนวคิดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพักผ่อนเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก โดยเธอชี้ให้เห็นว่า สมองของเราไม่ได้ปิดสวิตช์ขณะที่เรากำลังนอนเล่น นั่งเหม่อ หรือนอนหลับอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
ในทางตรงกันข้าม การพักผ่อนคือสภาวะทองคำที่สมองเปิดระบบประมวลผลขั้นสูงเพื่อสร้างไอเดียใหม่ๆ โดยมีกลไกทางประสาทวิทยาที่สลับซับซ้อนรองรับอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้
1. การทำงานของ DMN: Default Mode Network
เวลาที่เราจดจ่ออยู่กับงาน เช่น นั่งหน้าจอ พิมพ์รายงาน คำนวณเลข สมองส่วน Executive Network จะทำงานเพื่อโฟกัสกับเรื่องตรงหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มปล่อยใจลอย นั่งเหม่อ มองฟ้า หรือไปเดินเล่น สมองจะสลับมาเปิดใช้งานเครือข่ายที่เรียกว่า DMN ทันที
DMN ทำหน้าที่เหมือนคนจัดระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลลับหลังเรา โดยมันจะขุดเอาความทรงจำ ประสบการณ์เก่าๆ ความรู้ที่เพิ่งเรียนมาใหม่ และความฟุ้งซ่านต่างๆ มาเขย่ารวมกัน ทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้ามศาสตร์ข้ามสายงาน ซึ่งมักจะผุดขึ้นมาเป็นไอเดียแปลกใหม่แบบที่เราคิดไม่ถึงตอนที่พยายามนั่งเค้นสมอง
2. สมองซ่อมแซมและเคลียร์สารพิษระหว่างนอนหลับ
Hannah Critchlow อธิบายว่าในช่วงที่เรานอนหลับ โดยเฉพาะช่วงลึก หรือ Deep Sleep ระบบน้ำเลี้ยงสมอง (Glymphatic System) จะทำความสะอาดและชะล้างสารพิษที่เป็นขยะจากกระบวนการคิดในตอนกลางวันออกไป
เมื่อสมองสะอาดขึ้น ในช่วงที่เราฝัน (REM Sleep) สมองจะเริ่มทำการเชื่อมโยงความจำระยะยาว (Memory Consolidation) มันจะมองหาความสัมพันธ์แบบหลวมๆ ระหว่างสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ การนอนหลับจึงไม่ใช่แค่การชาร์จแบตเตอรี่ แต่คือกระบวนการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ชั้นดี
3. การลดความเครียดเพื่อเปิดรับการเปลี่ยนแปลง
เมื่อเราพักผ่อน ระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) จะลดลง ความเครียดเรื้อรังมักจะทำให้สมองคิดอะไรเป็นเส้นตรงและยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เพราะสมองโหมดเอาตัวรอดไม่ชอบความเสี่ยง แต่พอเราผ่อนคลาย สมองจะมีความยืดหยุ่นทางประสาท (Neuroplasticity) สูงขึ้น พร้อมที่จะคิดนอกกรอบและมองเห็นทางแก้ปัญหาในมุมมองใหม่
วิธีการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้จริง
ถ้าอยากให้สมองหลั่งไหลไอเดียสร้างสรรค์ตามแบบฉบับของ Hannah Critchlow เราต้องหัดพักผ่อนอย่างชาญฉลาด (Strategic Rest) ไม่ใช่แค่การไถโซเชียลมีเดีย เพราะการไถฟีด สมองยังต้องประมวลผลข้อมูลอยู่ตลอดเวลา
เปลี่ยนอิริยาบถไปทำกิจกรรมที่ใช้แรงแต่ไม่ต้องใช้สมอง เช่น การเดินเล่นในสวน อาบน้ำอุ่นๆ ล้างจาน หรือถูบ้าน กิจกรรมเหล่านี้ปล่อยให้จิตใต้สำนึกทำงานไปเรื่อยๆ เป็นเหตุผลว่าทำไมเรามักคิดไอเดียดีๆ ออกในห้องน้ำ
สร้างเวลาว่างที่ไม่มีจุดประสงค์ (White Space) ล็อกเวลาในปฏิทินสัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องวางแผนว่าจะทำอะไร ปล่อยให้ตัวเองได้นั่งเฉยๆ ดูนกดูไม้ หรือปล่อยใจลอยอย่างอิสระ
ให้ความสำคัญกับการนอนหลับ โดยพยายามมองว่าการนอน 7-8 ชั่วโมง คือ ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ไม่ใช่การแสดงความขี้เกียจออกมา
สรุปสั้นๆ ในมุมมองของ Hannah Critchlow "ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการเค้นสมองทำงานหนักขึ้น แต่เกิดจากการรู้ว่าตอนไหนควรปล่อยให้สมองได้เว้นวรรคเพื่อเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น