เอา “ภูมิศาสตร์” กลับมาได้รึยัง
Bring Back Geography!
By Jerome E. Dobson, University of Kansas, USA
Illustrations by Jay Merryweather, ESRI
พัฒนา ราชวงศ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แปลและเรียบเรียง
การทดสอบครั้งย่อยๆ หลังจากที่มีการทดสอบย่อยๆ แล้ว แสดงอะไรบางอย่างให้เห็นเกี่ยวกับว่า เด็กๆ สมัยนี้ ไม่รู้ตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ เกี่ยวกับคำเสียดสีที่ว่า สมัยนี้เราละเลยไม่ให้ความใส่ใจต่อวิชาภูมิศาสตร์ (Geographic Ignorance) หรือไม่รู้เรื่องรู้ราวทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographic Illiteracy)
ทุกวันนี้วิชาภูมิศาสตร์อาจถูกอธิบายด้วยสิ่งที่ปรากฏรอบๆ กาย แต่จะต้องมาถามกันชัดๆ อีกทีว่า วิชาภูมิศาสตร์นั้นเกี่ยวถึงเรื่องอะไรกันแน่ บางคนก็บอกว่าภูมิศาสตร์ หมายถึง การรู้ว่าสถานที่ใดตั้งอยู่ที่ไหน ซึ่งอันนั้นนักภูมิศาสตร์เขาจะเรียกว่า ภูมิศาสตร์นามของสถานที่ (Place-Name Geography) มันก็ดูสื่อสารให้เห็นภาพได้ดี แต่ว่านั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เพียงเสี้ยวเดียวที่นักภูมิศาสตร์เขาศึกษาเล่าเรียนกัน
ภูมิศาสตร์เป็นอะไรมากมายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดกัน ภูมิศาสตร์เป็นเรื่องของพื้นที่ ขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของเวลา ภูมิศาสตร์เป็นวิถีของความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีวิธีการและเครื่องมือ มีองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ และมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาการต่อเนื่องยาวนานมาหลายศตวรรษ ภูมิศาสตร์เป็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาชนและสถานที่ และเป็นการรับรู้ถึงปัจจัยเชิงสถานที่ที่จะมีผลต่อสิ่งมีชีวิตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ภูมิศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ดูได้จากคำกล่าวของศาสตราจารย์ เจ โรว์แลนด์ อิลลิกค์ (J. Rowland Illick) ที่ว่า “เพราะเหตุใดประชาชนจึงทำสิ่งเหล่านั้น พวกเขากำลังทำอะไร และทำอะไรกันที่ไหน” ภูมิศาสตร์ถือเป็นมิติหนึ่งของวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่มีรากฐานอยู่บนตรรกะทางพื้นที่ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง การเคลื่อนที่เลื่อนไหล และความสัมพันธ์ทางพื้นที่ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นประเด็นสำคัญของกระบวนการบนพื้นโลกทั้งทางด้านกายภาพและวัฒนธรรม จุดเน้นหลักของภูมิศาสตร์ คือ การวิเคราะห์ทางพื้นที่ (Spatial Analysis) เป็นการวิจัยที่วางอยู่บนฐานของพื้นที่ (Place-Based Research) ทั้งด้านภูมิภาคศึกษา พื้นที่ศึกษา และพาราศึกษา และเป็นบูรณาการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Integration)
แรงอธิษฐานยังคงแรงกล้า เพราะว่า วิชาภูมิศาสตร์ยังคงเป็นวิชาที่มีความสำคัญกับเด็กๆ ถ้าหากโชคดี ก็จะพบว่าบางสิ่งบางอย่างที่คุณได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนประถมศึกษาหรือโรงเรียนมัธยมศึกษา และใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของคุณโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างนี้แล้วคุณคิดว่าวิชาภูมิศาสตร์มีเนื้อหาสาระจริงๆ สำหรับการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ของเด็กๆ หรือเปล่าล่ะ แน่นอนต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ดังกรณีตัวอย่างที่ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะทางภูมิศาสตร์ ที่จะเป็นตัวไปก่อร่างสร้างนโยบายต่างประเทศ ออกแบบและใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมที่เป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง การเคลื่อนย้าย และการเลื่อนไหล
การประดิษฐ์ที่อัจฉริยะมาก
วิชาภูมิศาสตร์ได้รับการจัดตั้งมาตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีก่อน และมีการประยุกต์ให้ก้าวหน้าขึ้นโดยนักปราชญ์สมัยกรีก โรมัน และจีน นั่นเรียกว่าพัฒนาการของภูมิศาสตร์ในยุคโบราณ (Classical Age) เมื่อเข้าสู่สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) วิชาภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะทั้งสองวิชานี้มีหลักการสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่ ก็ได้กลายเป็นวิชาที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก นับได้เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่วิชาภูมิศาสตร์ได้รับความสนใจและให้คุณค่าจากนักปราชญ์ พ่อค้าวาณิชย์ และนักปกครอง ดังข้อเขียนของเซ้นต์ ออกัสตีน (Saint Augustine) ในบทที่ว่าด้วยเมืองของพระเจ้า (The City of God) เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 5 “เหล่านี้เป็นการประดิษฐ์ที่อัจฉริยะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิชาภูมิศาสตร์ เรขาคณิต ดาราศาสตร์ และศาสตร์ต่างๆ”
และแล้วก็ก้าวเข้าสู่ยุคกลาง (Middle Age) เป็นยุคที่มีการเข้ามาแทรกแซงของศาสนจักรอย่างมาก เชื่อหรือไม่ว่า วิชาภูมิศาสตร์ถูกทำให้กลายเป็นแฟนตาซีไปเสียแล้ว แม้ว่ายุคนี้จะกินเวลายาวนานเป็นพันปี แต่ก็ยังดีที่ตัวองค์ความรู้จริงๆ ได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยพระชาวไอริช และมีกาประยุกต์ให้ก้าวหน้าเรื่อยๆ โดยปราชญ์อาหรับและเปอร์เซีย จนกระทั่งมารื้อฟื้นกันใหม่โดยปราชญ์ชาวยุโรปที่เป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ จนทำให้เกิดการสำรวจดินแดนต่างๆ ทั่วโลกในยุคสำรวจ (Exploration Age) ที่อยู่ในช่วง ค.ศ.1450-1948 การค้นหาข้อมูลสารสนเทศและขยายดินแดนไปทางตะวันตก ในช่วง ค.ศ.1600-1900 และยุคของการใช้แนวทางภูมิรัฐศาสตร์ ในช่วง ค.ศ.1915-1947 สำหรับประวัติศาสตร์ของวิชาภูมิศาสตร์ที่เป็นปัจจุบันๆ หน่อยนั้น ก็ดูได้จากรายการข้างล่างต่อไปนี้
o มีข้อเสนอฉบับแรกเกี่ยวกับการเลื่อนของทวีป (Continental Drift) ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1596 โดยนักภูมิศาสตร์ที่ชื่อว่า อับราฮัม ออร์เทลิอุส (Abraham Ortelius) และผู้ที่ทำให้ความรู้นี้แพร่หลายออกไปก็คือ อัลเฟรด เวเจเนอร์ (Alfred Wegener) ที่เป็นนักภูมิอากาศวิทยา (วิชาภูมิอากาศวิทยาเป็นสาขาย่อยที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์)
o อัลเฟรด รัสเซลล์ วอลเลซ (Alfred Russell Wallace) นักชีวภูมิศาสตร์ (Biogeographer) ร่วมค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ ในปี ค.ศ.1859 หากยังยืนยันความเชื่อต่อกฎที่ว่าด้วยการทำมาก่อน (Rules of Precedence) อย่างที่เชื่อกันอยู่ทุกวันนี้ เขาจะกลายเป็นผู้ค้นพบหลักของเรื่องนี้ แต่ว่าชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ที่เป็นเพื่อนรักของเขากลับเขียนเอกสารขึ้นมาเสร็จก่อนหน้าที่วอลเลซจะได้นำไปเสนอต่อที่ประชุมราชสมาคม
o ไอซาห์ โบว์แมน (Isaiah Bowman) นักภูมิศาสตร์ที่ทำงานให้กับประธานาธิบดีวูดโรว วิลสัน (Woodrow Wilson) เป็นผู้เสนอนโยบายโลกาภิวัตของสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้อเมริกากลายเป็นผู้นำของโลกผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้กำลังทหาร นอกจากนี้โบว์แมนยังทำงานให้กับประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ในฐานะสำคัญหนึ่งในหกสถาปนิกออกแบบการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติด้วย
o คาร์ล ซาวเออร์ (Carl Sauer) นักภูมิศาสตร์คนสำคัญที่นำเอาวิธีการสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับอเมริกาโบราณ และการที่ทวีปอเมริกาเป็นศูนย์รวมการหลั่งไหลเข้ามาของประชาชนจำนวนมหาศาล โดยข้อเฉลียวใจของเขาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในทศวรรษ 1930 ต่อมานักภูมิศาสตร์นามว่า บิลล์ เดเวแวน (Bill Denevan) ได้ค้นพบเหตุการณ์สนับสนุนจำนวนมากในปี ค.ศ.1961 นักภูมิศาสตร์ทั้งหลายให้การยอมรับอย่างกว้างขวางต่อข้อค้นพบของเขาในทศวรรษ 1970 และนักเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์ ชาร์ลส์ มันน์ (Charles Mann) นำข้อค้นพบนี้มาประกาศต่อหน้าสาธารณชนจนได้รับการสรรเสริญอย่างมากในปี ค.ศ.2005
o โรเจอร์ ทอมลินสัน (Roger Tomlinson) นักภูมิศาสตร์ที่รู้กันเป็นสากลว่าเป็นบิดาของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาตั้งแต่ตอนต้นของทศวรรษ 1960 ขณะเดียวกันดูแอน มาร์เบิล (Duane Marble) และนักภูมิศาสตร์คนอื่นๆ ก็ทำการสอนและทำงานอย่างหนักโดยใช้หลักการพื้นฐานทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับจอห์น เค ไรท์ (John K. Wright) แห่งสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน (American Geographical Society) ก็ได้ตีพิมพ์แนวคิดที่ทรงอิทธิพลมากเกี่ยวกับการแสดงจุด เส้น และพื้นที่ ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และการบุกเบิกใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อสนับสนุนให้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง
การล้างมลทินภูมิศาสตร์ (The Purge of Geography)
อย่างไรก็ตาม หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานวิชาภูมิศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาก็ถึงคราวต้องจมลง และส่งผลกระทบต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ โดยระหว่างปี ค.ศ.1948-1988 วิชาภูมิศาสตร์ได้ล้มหายไปจากมหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาด มหาวิทยาลัยมิชิแกน มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยเยล และอีกหลายมหาวิทยาลัย โดยไม่มีใครรู้ความจริงเลยว่า ทำไมสาขาวิชาภูมิศาสตร์จึงเป็นที่เพ่งเล็งและถูกกระทำเช่นนี้ หลายสิบปีต่อมา ไม่ปรากฏว่ามีภาควิชาภูมิศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวี (Ivy League) ยกเว้นแต่ที่มหาวิทยาลัยดาร์ทเมาท์ (Dartmouth) เท่านั้นที่มีภาควิชาและเปิดสอนในระดับปริญญาตรี สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของสหรัฐ 20 อันดับ พบว่าทุกวันนี้มีเพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ ส่วนมหาวิทยาลัยชั้นนำ 20 อันดับนั้น มีภาควิชาภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ถึง 15 แห่ง การล้างมลทินนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกันเท่านั้น ในสหราชอาณาจักรเองทุกวันนี้ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ก็ยังคงมีโปรแกรมวิชาการที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับการผลิตดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาสาขาวิชาภูมิศาสตร์ก็กระดี๊กระด๊ากับการผุดขึ้นมาใหม่ของอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ ความสำเร็จอย่างเป็นปรากฏการณ์ของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และความจำเป็นต่อการทำความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับดินแดนและประชาชนในต่างประเทศภายใต้ยุคโลกภิวัติ และยุคที่มีการรวมตัวกันในกรอบของภูมิรัฐศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ได้รับการยอมรับร่วมกับสาขาวิชาอื่นๆ มากขึ้น และบางคนก็ให้การยอมรับต่อจุดเด่นที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ นั่นก็คือ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การวิจัยที่เน้นสถานที่เป็นสำคัญ และการบูรณาการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการโผล่ผุดขึ้นมาที่ว่านี้ในวิชาภูมิศาสตร์มีความหมายเป็นที่ทราบทั่วกันว่า ภาควิชาภูมิศาสตร์ที่มีอยู่กำลังเพิ่มบุคลากรและจัดการเรียนการสอนภายใต้ชื่อปริญญาใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้มี่เฉพาะ 4 สาขาใหม่ในระดับปริญญาตรีที่มีการเพิ่มเข้ามาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังได้เกิดภาควิชาใหม่ขึ้นมาให้เป็นถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการไม่ให้เครดิตกันบ้างเลยเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าการจมสลายสาขาวิชาภูมิศาสตร์จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป และก็จะได้เห็นการปิดตัวเองลงไปอีกแห่งหนึ่งของภาควิชาภูมิศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเซ้าเทิร์น โอเรกอน (Southern Oregon University)
เครื่องห่อหุ้มเป็นเราะกำกับกายของสาขาวิชาจะต้องมีการวิวัฒน์ และสิ่งใดที่คร่ำครึล้าสมัยก็ควรที่จะขจัดมันออกไป อย่างไรก็ตาม หลังจากคำสรรเสริญต่อสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่พร่างพรูออกมาจากปากของท่านเซ้นต์ ออกัสตีน (Saint Augustine) แล้ว คงไม่มีสิ่งรบกวนอะไรที่ยิ่งใหญ่นับจากปี ค.ศ.1948 - ปัจจุบัน ที่จะเป็นเครื่องเตือนให้นึกถึงการตกต่ำของวิชาการในยุคกลาง ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่มีความภาคภูมิใจต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้างกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่ด้อยโชคชะตา ราวๆ ครึ่งทศวรรษที่องค์ความรู้ของวิชาภูมิศาสตร์และกลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายได้ถูกอนุรักษ์และประยุกต์โดยนักวิชการอเมริกันที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง รวมถึงนักวิชาการในประเทศอื่นๆ ด้วย นักภูมิศาสตร์เก็บกรุเหล่านี้ได้อนุรักษ์ม้วนหนังสือโบราณหลายฉบับแบบเดียวกับพระชาวไอริชได้ทำในสมัยกลาง แต่ที่ดีกว่า ก็คือ พวกเขาได้ดำเนินการประยุกต์สาขาวชา และนำเสนอให้วิทยาศาสตร์สังคมได้เกิดความประทับใจในภารกิจของพวกเขา ทุกวันนี้ผลกระทบโดยรวมจากการทำงานของพวกเขาดูยิ่งใหญ่มาก เรียกว่ามากกว่าที่ใครบางคนจะไปคาดคั้นให้ลดจำนวนนักภูมิศาสตร์และจำนวนสถาบันที่สอนวิชาภูมิศาสตร์ลง
ขณะที่การศึกษาทางด้านภูมิศาสตร์ได้ถูกกำจัดออกไปจากหลักสูตรในระดับชั้น K2 ของสหรัฐอเมริกา ในโรงเรียนประถมศึกษาถือเป็นการสูญเสียที่จัดทำรายวิชาจับฉ่ายขึ้นมา คือ วิชาสังคมศึกษา (Social Studied) ที่ละเลยในส่วนที่เป็นเนื้อหาทางด้านภูมิศาสตร์กายภาพและแนวความคิดเชิงพื้นที่ ในแต่ละภาคการศึกษา ผู้เขียนเคยถามนักศึกษาที่เข้าเรียนในช่วงกล่าวนำเข้าสู่บทเรียนในชั้นเรียนขนาดใหญ่ว่า มีใครบ้างเคยเรียนวิชาภูมิศาสตร์มาก่อนที่จะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีนักศึกษาไม่ถึงร้อยละ 10 ที่ยกมือแสดงตน ในระดับชั้นมัธยมศึกษามีการลงทะเบียนเรียนวิชาภูมิศาสตร์มากขึ้น แต่จำนวนก็ยังน้อยอยู่ (21,000 คนในปี ค.ศ.2006) สำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่รู้มาก่อนว่า มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่สามารถเรียนให้จบและรับปริญญาบัตรในสาขาวิชานี้ได้ มีกฎหมายว่าด้วยการไม่ทอดทิ้งให้เด็กอยู่อย่าล้าหลัง (The No Child Left Behind Program) ที่จัดสรรงบประมาณมาให้ปรับปรุงการสอนในทุกสาขาวิชาที่จำเป็น ยกเว้นวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งสภาได้กล่าวถึงวิชาภูมิศาสตร์ว่า เป็นวิชาที่จำเป็น แต่ไม่มีงบประมาณให้เพื่อการนี้แม้แต่ดอลลาร์เดียว
สถานการณ์ของรัฐบาลแบบนี้ สะท้อนให้เห็นแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวงวิชาการ สมัยจักรพรรดิชู (Chou Emperor) ของจีนโบราณ พระองค์ทรงมีคณะนักภูมิศาสตร์ประจำราชสำนัก พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระองค์ก็ทรงมีคณะนักภูมิศาสตร์ประจำพระองค์เช่นกัน สำหรับสภาภาคพื้นทวีป (The Continental Congress) ก็ได้แต่งตั้งนักภูมิศาสตร์เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ ท่านประธานาธิบดีวิลสันเองก็มีโบว์แมนเป็นนักภูมิศาสตร์ประจำตัว เช่นเดียวกับท่านประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่ใช้บริการโบว์แมนเป็นนักภูมิศาสตร์ประจำตัว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดที่มีนักภูมิศาสตร์ทำงานให้แบบตรงๆ อีกเลย ภาวการณ์ขาดแคลนอย่างว่า เป็นปรากฏการณ์เฉพาะของชาวอเมริกัน แต่ว่าในสหราชอาณาจักรนั้น เจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทของราชบัลลังก์อังกฤษ พระองค์ทรงเป็นนักภูมิศาสตร์ ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเซ้นต์ แอนดรู (St Andrews University) เมื่อปี ค.ศ.2005
ช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นสาขาวิชาสำคัญของการวิจัยทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นการวิจัยที่ทำโดยนักภูมิศาสตร์ และยังมีอิทธิพลต่อภาคการเมืองในโลกของความเป็นจริงที่มีขนาดใหญ่มหึมา ครั้นพอถึงช่วงที่สองของศตวรรษเดียวกัน ภูมิรัฐศาสตร์ได้ถูกปรับแปลงเป็นวิชารัฐศาสตร์และกิจการต่างประเทศ (Political Sciences and International Affairs) ปัจจุบันมีวิทยาลัยกิจการต่างประเทศอยู่ในมหาวิทยาลัยอเมริกัน 9 แห่งจากมหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงสุด 15 แห่ง ซึ่งไม่ใช่ภาควิชาภูมิศาสตร์แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ต่อมาบิล วูด (Bill Wood) นักภูมิศาสตร์อเมริกัน ได้จัดทำรายงานจุดนั้น และได้ร่วมแลกเปลี่ยนสั้นๆ กับผู้เขียนก่อนที่จะเสียชีวิต วูดตระหนักดีถึงการขาดแคลนความรู้ทางภูมิศาสตร์ของผู้ที่จบการศึกษาด้านกิจการต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับการที่นักภูมิศาสตร์ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องรัฐศาสตร์นั่นเอง ครั้งหนึ่งวูดเคยแสดงความจำนงจะจ้างงานคนที่มีความรู้ความเข้าใจแบบกว้างๆ ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งวูดก็ไม่สามารถหาคนที่มีคุณสมบัติแบบนั้นเข้ามาทำงานให้ได้
การบ่งชี้อย่างหนึ่งที่เป็นสาระด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเมื่อพิจารณาการเตือนของโบว์แมนเมื่อ ค.ศ.1949 ที่ว่า “เราอาจสูญเสียเสื้อที่เราสวมอยู่ไปในหนองน้ำหรือหุบเขาแห่งดินแดนอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งสองทศวรรษต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกากระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนามอย่างเต็มตัว ตามสัญญายืนยันของจอร์จ เอฟ แคนนาน (George F. Kennan) แต่ว่าข้อคำเตือนของโบว์แมนกลับถูกหลงลืม โดยไม่มีการบรรจุให้เป็นวาระในการถกแถลงกันเลย
ระหว่าง 26 ปีที่ผู้เขียนทำงานอยู่ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ (Oak Ridge National Laboratory) และ 6 ปีที่มหาวิทยาลัยแคนซัส ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในการให้คะแนนระหว่างการประชุมของคนภายในที่จะให้การสนับสนุนในการตัดสินใจต่อผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ และผู้กำหนดยุทธศาสตร์ทางการทหาร ผู้เขียนใช้เวลา 2 ปี เพื่อนั่งคิดให้ลึกๆ เพื่อที่จะเปิดประวัติศาสตร์ให้เกิดการฟื้นฟูสาขาวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมา ปัจจุบันนี้ บุคคลภายในจำนวนมากที่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่ากำลังเกิดความผิดพลาดอย่างมหันต์ต่อความเข้าใจทางด้านภูมิศาสตร์ จากการทำตัวเป็นผู้สุขุมเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ของพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นเพราะมีความรู้น้อยมากในสิ่งที่เรียว่าภูมิศาสตร์ ตามที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาอย่างนั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ให้ชนะแพ้กันไปข้างหนึ่ง อย่างเดียวกับที่ท่านประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันต้องเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่านประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี รูสเวลท์ต้องสู้รบการอริในสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งเมื่อสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะที่ทุกวันนี้มองกันว่า เป็นชัยชนะทางปัญญา (Intelligence Triumphs) ประธานาธิบดีทั้งสองท่านค้นพบทางออกของปัญหาในวันที่ท่านต้องเผชิญ และผู้นำในปัจจุบันเองก็ควรที่จะใช้ภูมิปัญญาในการที่จะต้องตั้งคำถามต่างๆ ว่า สิ่งต่างๆ นั้นเป็นอะไร
คำมั่นสัญญาของท่านประธานาธิบดีวิลสัน คือ การสร้างสารสนเทศที่เป็นความรู้ขึ้นมาให้ได้ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ สงบลง เขาจึงรู้ว่าสหรัฐอเมริกาก้าวเดินอย่างสมดุลไปสู่การเป็นมหาอำนาจของโลก สงครามครั้งใหญ่ต่อด้วยสันติภาพเป็นสิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในเวทีโลก เขาเพลิดเพลินกับบทบาทผู้นำของโลกเป็นอย่างมาก แต่จะมีใครบ้าง ที่คอยเล่นบทสนับสนุนตลอดกาลให้แก่เขา 140 ปีที่สหรัฐอเมริกาปฏิบัติตัวตามแนวผู้นำเดี่ยวนิยม (Isolationism) ไม่มีใครในรัฐบาล ไม่มีเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ในหน่วยงานราชการ หรือหน่วยปัญญาของกองทัพ ที่พร้อมที่จะวิเคราะห์ปัญญาของต่างประเทศ หรือพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับประเทศยุโรปที่ริเริ่มเรื่องพวกนี้มาก่อน ประธานาธิบดีวิลสันเอง เป็นนักวิชาการที่ลุ่มลึกพอ เขามองเห็นปัญหาในเชิงภูมิศาสตร์เหล่านี้ และเขาก็เรียกร้องให้สมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันมาช่วยงานของเขา
ผู้อำนวยการสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน คือ โบว์แมน ได้ทำการไต่สวน ทำการวิเคราะห์อะไรเยอะแยะ เกี่ยวกับปัญญาต่างๆ ในต่างประเทศ โดยมีคณะทำงานนักวิชาการกว่า 150 คนจากสาขาวิชาภูมิศาสตร์และสาขาวิชาอื่นๆ โดยงานของพวกเขาคือ จะต้องเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการสร้างสันติภาพเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Peace) ณ วันที่สงครามสิ้นสุดลง ในส่วนของการไต่สวนนั้น สมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันรับผิดชอบในการจัดทำร่างประเด็นที่สำคัญของประธานาธิบดีวิลสัน 14 ประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งของบรรดาข้อความที่ทำให้รู้สึกดีที่สุดและเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่ถูกเขียนขึ้นมา และเมื่อประธานาธิบดีวิลสันและตัวแทนของอเมริกกันเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ซึ่งโบว์แมนก็เดนทางร่วมคณะไปกับท่านด้วย เมื่อกลับมาโบว์แมนได้ถอนตัวออกมาและปฏิรูประบบงานในสำนักงาน ประธานาธิบดีวิลสันประกาศกฤษฎีกาออกมาว่า นักวิเคราะห์ทุกคนจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรทางปัญญาของกองทัพ และหน่วยงานสถิติส่วนกลาง ทั้งหมดนี้จะต้องรายงานต่อท่านประธานาธิบดีโดยผ่านมาทางโบว์แมน ในเดือนมกราคม ค.ศ.1919 นักภูมิศาสตร์และนักทำแผนที่ของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน นำโดยมาร์ก เจฟเฟอร์สัน (Mark Jefferson) ได้ร่วมกันผลิตแผนที่มากกว่า 300 ฉบับต่อสัปดาห์ โดยใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เก็บรวบรวมมา ครอบคุลมทั้งด้านภาษา ชาติพันธุ์ ทรัพยากร ขอบเขตทางประวัติศาสตร์ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ตัวแทนของอเมริกันจึงกลายเป็นที่หมั่นไส้ของที่ประชุมที่แวร์แซลส์เป็นอย่างยิ่ง
ท่านประธานาธิบดีรูสเวลท์เองก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ชื่นชอบวิชาภูมิศาสตร์ และก็ได้ให้การสนับสนุนสภาของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันมากกว่าหนึ่งทศวรรษระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โบว์แมนซึ่งทำหน้าที่ที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี และเป็น 1 ใน 6 สถาปนิก ผู้ร่วมร่างและก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ และเขายังเป็นผู้โน้มน้าวท่านประธานาธิบดีวินสตัน เชอร์ชิลล์ ให้เห็นความสำคัญของการจัดการองค์กรต่างๆ ให้อยู่ในกรอบโลกาภิวัติหนึ่งเดียว ว่าจะเป็นผลดีกว่าการแบ่งองค์กรออกตามส่วนทั้งสามของภูมิภาคแบบเดิม
ระหว่างสงคราม นักภูมิศาสตร์หนึ่งในสามของนักภูมิศาสตร์ถูกเรียกตัวเข้าไปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อทำงานสนับสนุนสำนักงานวางแผนยุทธศาสตร์ (OSS: Office of Strategic Services) และองค์กรอื่นๆ ที่ทำงานเพื่อรองรับภาวะสงคราม ในการทำหน้าที่เหล่านั้น โบว์แมนมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก
ปัจจุบันนี้ มีการพิจารณาถึงศักยภาพใหม่ของอเมริกันในภาวะที่สงครามพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาว่า บทบาทของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และบทบาทของโบว์แมนที่โดดเด่นมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เป็นการดำเนินการไปเพื่อให้เกิดสันติภาพ มากกว่าเป็นไปเพื่อก่อสงคราม ความรู้สำคัญต่างๆ ที่จะพาให้เรามุ่งสร้างสันติภาพได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่เราได้ทำกันขึ้นมาเพื่อการสงคราม
การตั้งสมญานามภูมิศาสตร์
ถ้าหากว่าในโลกนี้ไม่มีวิชาภูมิศาสตร์ปรากฏอยู่ อาจจะต้องมีการค้นพบวิชาภูมิศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามี 4 กรณีที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากจากการค้นพบที่ไม่ได้ตั้งใจ
o สิบปีของการล้มสาขาวิชาภูมิศาสตร์ลง สภาสูงได้มีมติผ่านมาตรา VI ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ค.ศ.1958 (NDEA: National Defense Education Act) ที่มีผลต่อการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนองค์กรเพื่อสร้างโปรแกรมด้านพื้นที่ศึกษา (Area Studies Programs) ขึ้นในมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเป็นแหล่งอบรมผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอสำหรับการสร้างความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา
o สี่สิบปีของการล้มสาขาวิชาภูมิศาสตร์ลง หน่วยงานของรัฐบาลกลางอย่างน้อย 3 หน่วยงาน ได้ลงนามในเค้าโครงการสร้างวิชาวิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้นมา เรียกว่า “วิทยาศาสตร์ระบบของโลก” (Earth System Science) หลายวันต่อมา หลังจากที่มีรายงานของเบรเธอร์ตัน (Bretherton Report) ปรากฏออกมาในตอนปลายทศวรรษ 1980 ผู้เขียนได้อ่านข้อกำหนดที่กล่าวไว้อย่างสมบูรณ์ ณ ที่ประชุมนานาชาติของนักภูมิศาสตร์ และพวกเขาก็ได้พิจารณากันในที่นั้นว่า วิชาภูมิศาสตร์ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งแล้ว ซึ่งที่ประชุมก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะกันสนั่น
o มหาวิทยาลัยโคลัมเบียล้มล้างภาควิชาภูมิศาสตร์ออกไปจากสาระบบเมื่อปี ค.ศ.1986 และเก้าปีต่อมาก็ได้สร้างสถาบันโลก (Earth Institute) ขึ้นมา เพื่อบูรณาการการสอนเกี่ยวกับโลก สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะเห็นว่าวิชาภูมิศาสตร์ไม่ใช่สาขาวิชาหลักสำหรับที่นี่อีกต่อไปแล้ว
o มหาวิทยาลัยฮาร์วาดไม่เปิดสอนสาขาวิชาภูมิศาสตร์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 และผลลัพธ์หลายอย่างก็ได้แสดงอยู่ในรายงานการทบทวนหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยฉบับปี ค.ศ.2004 รายงานดังกล่าวต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจังเกี่ยวกับเครื่องหมายแสดงมาตรฐานขั้นสูงของวิชาภูมิศาสตร์ ที่จะต้องให้ความรู้แบบกว้างๆ ของศาสตร์ที่หลากหลาย และจะต้องทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเกี่ยวกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของต่างชาติ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงชื่อของสถานที่แห่งนั้นๆ
ทั้งสี่ประเด็นที่กล่าวมาเป็นเสมือนแถลงการณ์สำหรับวิชาภูมิศาสตร์ แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงอย่างตั้งใจที่จะใช้คำต่างๆ ให้เป็นภาษาธรรมดาๆ
เมื่อปี ค.ศ.2005 มหาวิทยาลัยฮาร์วาดประกาศเลยว่า จะมีเรียนการสอนในด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ แต่ไม่ใช่วิชาภูมิศาสตร์ โดยมีการตั้งศูนย์ใหม่ขึ้นมารองรับ คือ ศูนย์สำหรับงานวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Center for Geographic Analysis) ทำหน้าที่เป็นส่วนที่ทำงานตามความต้องการด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่มาจากทุกสาขาวิชา โดยไม่มีโครงสร้างสถาบันทางวิชาการที่เป็นตัวตนที่แน่นอน คล้ายๆ กับการสร้างศูนย์ประดิษฐ์โปรแกรมพิมพ์คำ โดยไม่จำเป็นต้องมีภาควิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะไม่มีหน่วยงานใดเลยที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประยุกต์ใช้งานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1970 นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดทางวิชาการ ยังเป็นตัวหยุดยั้งการพัฒนาการของงานด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ทำให้ถูกหลลงเข้าใจผิดว่าเป็น “คอมพิวเตอรกราฟิก” และทำให้สูญเสียโอกาสใหญ่ๆ ไป
หลายปีมานี้ ผู้เขียนได้เฝ้าเตือนว่า “ด้วยการประยุกต์ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์เองนั้น สามารถกำหนดตำแหน่งของสาขาวิชาให้แสดงบทบาทหลักในประเด็นสำคัญได้ เป็นต้นว่า การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในยุโรปตะวันออก ในทางตรงกันข้าม การประยุกต์อย่างก้าวหน้าในด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวนั้น กลับจะพาให้พวกเราเข้ามุมอับด้วยการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนนักนิเวศวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้นำทางวิชาการสาขาอื่นๆ ในประเด็นเหล่านี้” ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และทิศทางปัจจุบันของมันกำลังมีการปรับปรุงในจุดที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง ด้วยความร่วมมือกันของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และการหลั่งเลือดของพวกเราเองออกมาบ้างในบางครั้ง อย่างนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถสร้างการยอมรับนับถือจากวิทยาศาสตร์อื่นที่ถือตนเหนือกว่า นโยบายศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ ที่วิทยาศาสตร์มีอิทธิพลอย่างยิ่ง นั่นหมายความว่า ทฤษฎีแบบเดิมๆ จำนวนมากที่มีการพัฒนาขึ้นมาเดี่ยวๆ โดยสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการเฉพาะ ที่ไม่ได้ใช้หรือใช้ความรู้ความสัมพันธ์กับวิชาภูมิศาสตร์ ตรรกะทางพื้นที่ หรือบูรณาการกับสิ่งอื่นเพียงเล็กน้อย นั่นจะไม่ใช่สิ่งท้าทายอีกต่อไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ความจริงแล้วผู้บริหารมหาวิทยาลัยฮาร์วาด เปิดประตูให้โอกาสสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้รื้อฟื้นกลับมาอีก แต่กระบวนการต่างๆ กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่แน่นอน จึงเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความสนใจของใครสักคนหนึ่ง ที่เห็นในพลังของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เชื่อในความสามารถของวิชาการในการชี้นำสังคม ที่เป็นผู้เกิดมาทันกาลเวลานี้พอดี ที่จะมาช่วยชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยนั้น มีบทบาทและอิทธิพลอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ วิชาภูมิศาสตร์นั้นถือได้ว่าเป็นพลังแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเป็นเสมือนกับบ้านทางวิชาการตามธรรมชาติของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์อีกด้วย ยืนยันเรื่องได้จากสถาบันสมาชิกของกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านภูมิสารสนเทศศาสตร์ (UCGIS: University Consortium for Geographic Information Science) รวม 80 แห่งนั้น ร้อยละ 85 เป็นผู้นำหรือผู้นำร่วมจากภาควิชาภูมิศาสตร์
พฤติกรรมการแดกดันที่ผิดมารยาทและน่าขัน
มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าขบขันยิ่งจากการแสดงออกในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันนี้ได้เลยกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ นั่นก็คือในปี ค.ศ.1897 สภาผู้แทนราษฎรแห่งมลรัฐอินเดียน่าผ่านเสียงเป็นเอกฉันท์ในการปรับแก้กฎหมายลำดับที่ 246 เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงค่าพาย (π) จากที่มีความหมายทางคณิตศาสตร์ว่ามีค่าเท่ากับ 3.1415 ให้เหลือค่าแค่เท่ากับ 3 เท่านั้น เคราะห์ดีอย่างยิ่งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องม้วยลงก่อนที่จะไปถึงวุฒิสภา ผู้ที่เป็นตัวการที่เข้าไปขวางวันได้อย่างฉับพลัน คือ คลาเรนซ์ เอ วัลโด (Clarence A. Waldo) ศาสตราจารย์สาขาวิชาคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเปอร์ดู (Purdue University) ที่ถือร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าไปในสภานิติบัญญัติพร้อมกับเย้ยหยันในปัญญาของสมาชิกสภาที่ต้องเปลี่ยนค่าทางคณิตศาสตร์โดยไม่ได้คิดถึงความเป็นจริงทางวิชาการแม้แต่น้อย หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเราคงได้รับรู้กันทั่วไปแล้วว่า ค่าพายนั้นมีค่าเท่ากับ 3 ไม่ใช่ 3.1415 อย่างที่วิชาคณิตศาสตร์เคยสอนพวกเรามา
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ นักการเมืองและบัณฑิตทั้งหลาย ล้วนสามารถกล่าวอ้างหรือออกแถลงการณ์ต่างๆ ที่พวกเขาเพลิดเพลินกับการใช้ประโยชน์จากวิชาภูมิศาสตร์ได้ด้วยตัวเองทุกคน แต่ว่านั่นดูค่อนข้างไร้สาระ และพวกเขาไม่ได้เป็นผู้มีความรู้ทางภูมิศาสตร์อย่างพอเพียงที่จะกล่าวอ้างอะไรแบบนั้นได้ทุกๆ เรื่อง แน่นอนว่า ประชาชนมีความเฉลียวฉลาดด้วยฐานความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ โรงเรียน ธุรกิจ และตามบ้านเรือนทั่วไป แต่พวกเขาก็มีจำนวนน้อยนิดเท่านั้นเอง ดูอย่างการกำหนดขนาดของเขตเลือกตั้งก็ได้ ทุกวันนี้นักการเมืองจัดเขตดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม แล้วก็ไม่ค่อยมีสื่อสารมวลชนคนไหนสนใจถามคำถามจากปัญหาที่ว่านี้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างดูไร้ค่าไปเสียทั้งหมด วิชาภูมิศาสตร์ได้ก้าวผิดพลาดไปไกลเกินกว่าที่สาธารณะจะได้หันมาร่วมตระหนัก เห็นได้จากการที่ไม่มีนักการเมืองหรือนักข่าวที่พยายามจะค้นหาข้อความสนทนาทางด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นทางการ อันเป็นสาระสำคัญในการสร้างสันติภาพหรือการก่อสงครามเลยแม้แต่น้อย
ทุกวันนี้ไม่มีความรู้อะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่จะวางอยู่ระหว่างความรู้ความเข้าใจของสาธารณชนในด้านภูมิศาสตร์และความจริงที่นักภูมิศาสตร์ต้องทำจริงๆ นักภูมิศาสตร์ทุกคนยังคงช่วยเตือนความทรงจำของประชาชนที่ทนทุกข์ทรมานจากการเข้าใจผิดอย่างจงใจ บางคนก็สนุกสนานกับมัน บางคนก็แดกดันมันอย่างเสียมิได้ มีตัวอย่างที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนหลงเข้าไปในวงสนทนาของนักการขายในร้านแห่งหนึ่งที่เมืองแคนซัส สตรีผู้มากประสบการณ์คนหนึ่ง ซึ่งบุตรสาวของเธอได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนสอนอยู่ สตรีผู้นี้ถามว่าผู้เขียนสอนอะไร ผู้เขียนตอบว่า “สอนวิชาภูมิศาสตร์” ซึ่งเธอก็พูดว่า “โอ้ วิชานั้นเขาไม่ใช่สอนกันในระดับมหาวิทยาลัยหรอก ไม่ใช่รึ รึว่าใช่” ผู้เขียนตอบกลับไปว่า “แน่นอนครับ เราสอนและให้ปริญญาทั้งศิลปศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต” จากนั้นก็มาถึงจุดที่เลวร้ายและเจ็บแปลบเป็นที่สุดของสถานการณ์ “เอาล่ะ ถามหน่อยนะว่า พวกเขาเรียกมันว่าอะไรกันรึ” เธอถามด้วยคำถามที่ไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกมาได้จากปากคน
เชื่อหรือไม่ว่า คนบางคนคิดว่าวิชาภูมิศาสตร์นั้น เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับรัฐและเมืองหลวงของรัฐที่คุณอาศัยอยู่ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพรมแดน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องทางกายภาพเพียงอย่างเดียว มีบ้างบางคนที่คิดว่าเป็นเรื่องทางสังคมสุดๆ ซึ่งความจริงแล้ว สาระสำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ที่ประกาศไว้เป็นประเด็นทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ราวร้อยละ 47 เป็นภูมิสารสนเทศศาสตร์ ร้อยละ 21 ประเด็นทางกายภาพ ร้อยละ 10 ประเด็นของภูมิภาค ร้อยละ 8 ประเด็นสาระทางด้านระเบียบวิธีการ ร้อยละ 5 และเป็นสิ่งที่ผสมผสานกันของประเด็นทั้งหมดที่กล่าว ร้อยละ 9
การผิดมารยาทของบุคคลส่วนใหญ่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และเราก็ปฏิบัติต่อๆ กันมาด้วยการกันคนเหล่านั้นออกไปเสีย แต่โดยรวมแล้วคนที่เข้าใจผิดเหล่านี้หลายคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม ทั้งๆ ที่เป็นการกำหนดไปด้วยความไม่เข้าใจ จึงเป็นเหตุให้ได้นโยบายที่ไม่ดี ธุรกิจที่เลว และวิทยาศาสตร์ที่เหลว คนบางคนให้ข้อเสนอที่เป็นอันตรายและก่อให้เกิดการต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่างกรณีตัวอย่างของการขืนใจกันที่ฮาร์วาร์ด เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1948 เมื่ออธิการบดี เจมส์ โคแนนท์ (James Conant) ประกาศว่า “ภูมิศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่จะต้องสอนกันในระดับมหาวิทยาลัย” อิทธิพลในเชิงสถาบันของเขาแผ่ซ่านออกมาผ่านคำพูดที่หลุดปากออกมา เป็นไกรปืนที่ถูกลั่นออกไปให้เกิดการสลายในระดับชาติอีกหลายต่อหลายแห่ง
แทนที่ทั้งหลายทั้งปวงจะช่วยกันแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดจากการริเริ่มต้นของโคแนนท์ บางคนกลับยังคงไม่รับรู้ต่อสัญญาณอันตรายอันนั้น ทุกวันนี้ รองอธิการบดีที่รับผิดชอบดูแลวิทยาลัยศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ถึงขนาดกับตั้งคำถามต่อสถานะของวิชาภูมิศาสตร์มนุษย์ว่า เป็นวิชาการประยุกต์ในการวางตำแหน่ง (Advanced Placement Course) วิชาหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ ก็มีจดหมายที่ใช้คำสวยเป็นวาทศิลป์จำนวนมากที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยนักภูมิศาสตร์ ไปถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย และก็มีหลายฉบับที่ถูกคัดเลือกไปตีพิมพ์ในวารสารสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน
สมัครสมานสามัคคี
การฟื้นฟูภูมิศาสตร์กลับคืนมาดูจะเป็นผลประโยชน์อย่างมากสำหรับพวกเราในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เราอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องยืนอยู่บนขาของสาขาวิชาเดิมของเราไม่ว่าเราจะจบปริญญาในสาขาวิชาภูมิศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ไม่มีสาขาวิชาใดที่จะเป็นอยู่ทุกอย่างโดยง่ายดายไปทั้งหมด จนกระทั่งเมื่อสาขาวิชานั้นที่อยู่ในภาวะล่มสลายจะต้องถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง นักปราชญ์ผู้รู้ทุกคนควรจะปรีดาร่าเริงกับการที่วิชาภูมิศาสตร์จะได้ฟื้นกลับมาอีก จะได้กลับมาเยียวยาภาวะล่มสลายที่เคยเกิดขึ้นที่พวกเราต้องอดทนอยู่กันอย่างหดหู่ และนั้นคือความจริงที่ใครก็ตามที่ไม่ชอบสาขาวิชาภูมิศาสตร์จะต้องรับรู้เอาไว้ด้วย
จะปกป้องสาขาวิชาอื่นจาการจู่โจมแบบเดียวกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ถูกกระทำได้อย่างไรดี อาจจะจินตนาการเกินเลยไปถึงการต่อต้านของมวลชนที่ดูดุร้าย และมีกองกำลังขุนนางผู้ทรงปัญญาถือพร้าอาวุธครบมือบุกเข้ามา แต่ว่าเหตุการณ์อย่างนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของเราหรอก หรืออาจจะจิตนาการว่าสาขาวิชาของเราอาจจะต้องล้มลงโดยไม่มีการต่อสู้แต่นักภูมิศาสตร์ทั้งหลายมักจะเลือกยอมรับโชคชะตามองว่าเป็นความสวยงามของชีวิตเสียมากกว่า ตอนต้นปี 2007 ที่ผู้เขียนตีพิมพ์ข้อคำถามที่ค่อยจ้างล้าสมัยว่า “การล่มสลายไปทั้งชาติของสาขาวิชาใดๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรเพราะอะไร” คำตอบที่กลับเข้ามามีเยอะแต่มีนักภูมิศาสตร์ตอบมาเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่กล่าวตำหนิตัวสาขาวิชานั้นๆ ซึ่งทุกเหตุผลผู้ตอบได้เสนอลักษณะของสาขาวิชาอื่นๆ หลายสาขา แต่ไม่มีสาขาวิชาไหนเลยที่ถูกลงโทษแบบที่สาขาวิชาภูมิศาสตร์ถูกระทำ
หากมองว่าผู้เขียนยึดมั่นตัวตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ ผู้เขียนก็ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นพวกคลั่งชาติคลั่งวิชาแต่อย่างใด ผู้เขียนตระหนักดีกว่า สาขาวิชาภูมิศาสตร์ไม่ใช่คำตอบเท่านั้น การปฏิวัติขึ้นมาของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยปราศจากการให้ความรู้จำนวนมาก จากนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาปนิกภูมิสถาปัตย์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกรไฟฟ้า และสาขาอื่นๆ เช่นเดียวกับ ความจริงสำหรับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่มีองค์ความรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ การที่นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมเขามีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับวัฒนธรรม และพวกเขาก็ชอบในสิ่งที่เขารู้เข้าใจได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ฉะนั้นผู้เขียนจึงสนับสนุนทั้งหมดทุกสาขาวิชาได้ดำเนินการต่อไป โดยที่พวกเขาจะไม่ต้องถูกล้มให้ฟุบลงแบบเดียวกับภูมิศาสตร์
จุดของผู้เขียนอย่างแรกก็คือว่า สาขาวิชาภูมิศาสตร์นั้นมีมุมมองและวิธีการที่จำเป็นอย่างน้องก็มีความสำคัญเท่าๆ กับวิชาอื่นๆ แต่ภูมิศาสตร์ถูกล้างผลาญ ถูกต้องสมญานาม และถูกแยกส่วน และส่วนต่างๆ ที่ถูกแยกสลายออกไปไม่มีเลยที่จะได้รับการผนวกเข้ากับภาพรวม โปรแกรมพื้นที่ศึกษา (Area Studies Programs) ดูจะเป็นศูนย์รวมของการทำงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ที่มีความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะพวกเขาไม่ได้คิดให้เป็นปรกติ เกี่ยวกับพื้นที่และหานิยามพื้นที่แบบที่นักภูมิศาสตร์ทำอย่างเป็นปรกติ นั้นจึงเป็นคำตอบว่า เพราะเหตุใด แทนที่เงินทุกๆ ดอลลาร์ของรัฐที่ถมลงไปนับตั้งแต่ปี 1958 กับโปรแกรมพื้นที่ศึกษา แต่โปรแกรมนี้กลับไม่ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เลยแต่อย่างใด ขณะนี้สาขาวิชาภูมิศาสตร์กลับเป็นตัวหลักในการทำสิ่งนั้น
อย่างที่สองคือว่า สาขาวิชาภูมิศาสตร์นั้นได้ถูกละเลยที่จะขยายความรู้ออกไป ขณะที่สาขาวิชาอื่นๆ ไม่เคยต้องเผชิญแบบเดียวกันเลยในสมัยปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเฉพาะมหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวีลีก ที่พยายามจะทำอย่างนั้นกับสาขาวิชาภูมิศาสตร์ โดยไม่กระทำต่อสาขาวิชามานุษยวิทยา ชีววิทยา ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมวิทยา ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถพบเห็นว่ามีการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาเหล่านั้นทั้งหมด และก็ยังมีปริญญาเอกสาขาอื่นๆ อีก แต่ไม่มีสาขาภูมิศาสตร์เลย ยกเว้นก็แต่เพียงที่มหาวิทยาลัยดาร์ทเมาท์ ที่เดียวที่มีระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภูมิศาสตร์
เราสามารถช่วยอะไรกันได้บ้าง
ช่วยกันกล่าวคำนั้น - ทุกวันนี้ มีความไม่เต็มใจอย่างเห็นได้ชัด ในการที่จะกล่าวถึงภูมิศาสตร์หรือคำนามที่เริ่มต้นการสะกดด้วยพยัญชนะ G คำว่า “ศาสตร์ทางพื้นที่” หรือ Spatial หรือ Geospatial ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันมากกว่าคำว่า “ภูมิศาสตร์” หรือคำว่า Geography และ Geographic ดูได้จากเมื่อนักภูมิศาสตร์ค้นพบอะไรใหม่ๆ ด้วยการใช้วิธีการทางภูมิศาสตร์เป็นฐานของการค้นพบอย่างแท้จริง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับถูกระบุว่าเป็นเรื่องราวของศาสตร์เฉพาะที่ใกล้เคียง มากกว่าที่จะเป็นงานทางภูมิศาสตร์ นักภูมิศาสตร์มักไม่เอ่ยนามตัวเองบ่อยๆ แบบเดียวกับที่นักธรณีวิทยาชอบเอ่ย แม้ว่าจะมีบ้างเพียงร้อยละ 10 ของพวกเราที่อ้างว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านกายภาพ ที่อาจจะสับสนปนเปไปกันธรณีวิทยาได้
บอกประชาชนว่า ภูมิศาสตร์คืออะไร - นักภูมิศาสตร์กลุ่มใหญ่กำหนดให้วิชาของพวกเขาวางอยู่บนมุมมองและวิธีการเชิงพื้นที่ (Spatial Perspective and Methods) มากกว่าที่จะเป็นเนื้อหาสาระ ดังนั้นจึงให้บอกทุกคนว่า ภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับพื้นที่ ขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับเวลา คงไม่มีใครจะเสนอแนะอย่างเคร่งเครียดว่า มหาวิทยาลัยหนึ่งๆ ควรจะตั้งอยู่ได้โดยปราศจากภาควิชาประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงจะต้องถามกันให้แน่ใจอีกครั้งว่า เพราะเหตุใดมหาวิทยาลัยจึงควรตั้งอยู่ได้โดยไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์
อธิบายให้ผู้บริหารฟังให้ได้ - หากว่ามหาวิทยาลัยที่คุณรักไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ ลองถามผู้บริหารดูซิว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ ถ้าหากว่ามี แต่ว่าไปรวมอยู่กับสาขาวิชาอื่น ก็ลองถามผู้บริหาร เพื่อให้เขาอธิบายเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างแบบนั้น ขณะเดียวกันเราก็จะต้องส่งการสื่อสารที่ชัดเจนว่า ทุกๆ สาขาวิชาสามารถช่วยอธิบายรายละเอียดต่างๆ ของโลกให้กับทุกคนทราบได้ เราและสาขาวิชาอื่นๆ ที่สามารถช่วยสังคมได้นั้น จะต้องวางแนวทางโดยปราศจากนักการเมืองหรือนักบริหารที่จะมาก่อกวนให้วุ่นวายข้ามสายงาน บุคคลทุกคนทำงานข้ามหน้าข้ามตาดังกล่าวจะต้องถูกตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบ แน่นอนละว่า ส่วนที่หนักที่สุด คือ การจะต้องกำหนดกลุ่มความสนใจที่เร่งด่วนของสาระวิชาของคุณใน ........... แต่ความสามัคคีกันไว้ก็เป็นความหวังที่ดีที่สุดของเราที่จะห้ามหรือหยุดยั้งการล่มสลายของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ และเราจะต้องต่อสู้กับอุปสรรคทุกอย่าง ด้วยการเริ่มต้นกับจุดใดจุดหนึ่งที่สุกงอมที่สุดที่พร้อมจะเกิดขึ้น
ใช้วิธีการล๊อบบี้ให้เกิดระเบียบวาระเชิงนิติบัญญัติอย่างสมเหตุสมผล - การสนับสนุนทุนสำหรับการศึกษา การพัฒนา และการวิจัยทางด้านภูมิศาสตร์ จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า เพราะส่วนหนึ่งต้องนำไปแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และอีกส่วนหนึ่งจะใช้สำหรับให้การศึกษากับสาธารณชนทั่วไป ทุนสนับสนุนเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการเติมเต็ม 6 ประเด็นที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย
1. นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกคน จะต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้หลักการพื้นฐานทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
2. อย่างน้อยที่สุดสิ่งหนึ่ง ก็คือ บุคคลที่พร้อมแก่การเรียนรู้ทุกคน ควรที่ได้รับโอกาสในการทราบว่าในมหาวิทยาลัยนั้น มีการเรียนการสอนในวิชาภูมิศาสตร์ที่เป็นสาขาวิชาที่มั่นคงด้วยการมีอาชีพรองรับอย่างมั่นคงหลังจากที่จบการศึกษาออกไปแล้ว
3. นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทุกคน จะต้องมีการเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ ในหลักสูตรภูมิศาสตร์อย่างเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเด็นเรื่องเฉพาะ ภูมิภาค ระเบียบวิธี และเทคโนโลยีที่อยู่ภายในกลุ่มของเป้าหมายปลายทางของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่พวกเขาหรือเธอเป็นผู้เลือกเอง
4. นักวิชาการจะต้องทำทุกทางเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุด ที่เลือกทางเดินเข้าสู่การได้รับปริญญาตรีและปริญญาที่สูงกว่านั้นในสาขาวิชาภูมิศาสตร์
5. ทุนสนับสนุนการวิจัย จะต้องเอื้อให้เกิดการทำงานวิจัยด้านภูมิศาสตร์เพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการทำงานในภาคสนามทั้งในประเทศและต่างประเทศ ของทั้งอาจารย์และนักศึกษา
6. ทุนสำหรับการพัฒนา จะต้องเอื้อต่อการปรับปรุงและสร้างสรรค์บุคลากรด้านภูมิศาสตร์ทั้งประเทศ โดยให้ครอบคลุมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านประเด็นสำคัญๆ ภูมิภาค ระเบียบวิธี และเทคโนโลยี เพื่อเป็นการยกระดับระบบและโครงสร้างของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมเรียนรู้ตลอดเวลา
วางเป้าหมายให้ใหญ่เข้าไว้ - ด้วยเหตุด้วยผลแล้ว รัฐสภาของสหรัฐอเมริกาจะรีบให้เงินทุนสนับสนุนโปรแกรมการศึกษาที่ล่มลง เพื่อที่จะเร่งรัดให้เกิดความก้าวหน้าของสังคมด้วยวิชานั้นๆ อย่างที่เคยดำเนินการกับวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เมื่อทศวรรษ 1950 แทนที่พลังอำนาจที่มีอยู่อย่างมากในวงการศึกษา วิทยาศาสตร์ และนโยบายศาสตร์ จะได้ทำหน้าที่ต่อต้านอย่างแน่วแน่มั่นคงตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงกำลังคืบเข้ามา แต่จะเพียงพอหรือไม่ จะเกิดขึ้นเร็วพอหรือไม่ นักภูมิศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะมีอิทธิพลมากพอต่อผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่
เอาสาขาวิชาภูมิศาสตร์กลับมา
ความจริงแล้ว ผู้เขียนไม่คิดว่า การล่มสลายของสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งจะต้องถูกละเลยด้วยการไม่มีคำถามตามมา สังคมอาจจะตระหนักดีต่อความเขลาของวิธีการต่างๆ และความพยายามที่จะฟื้นฟูวิชาภูมิศาสตร์กลับคืนมา ด้วยการแก้ไขอะไรๆ ที่ผู้เขียนได้นำเสนอเอาไว้แล้ว ผู้นำของชาติอาจจะตระหนักขึ้นมาทันทีถึงความผิดพลาดที่จะทำให้ปัญญาจากต่างชาติ นโยบายต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ และประเด็นสาระอื่นๆ ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการได้รับข่าวสารของเราผ่านไปยังประชาชนเป้าหมาย ทันที่พวกเขาอยู่ในที่นั้น แต่ละคนจะได้ยินเสียงของเรา การเปิดใจจะทำให้สามารถจับและเข้าใจประเด็นได้
เหตุผลหนึ่งสำหรับการเตือนแบบมองโลกในแง่ดีของผู้เขียน ก็คือ ผู้เขียนมองเห็นว่า ผู้นำแต่ละคนสามารถปรับแปลงความประทับใจส่วนบุคคลอย่างรวดเร็วต่อสาขาวิชาภูมิศาสตร์ได้อย่างไร อะไรก็ตาม ผุ้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงสามครั้งกับพลเอกเดวิด เอช เปเตรอุส (General David H. Petraeus) ผู้บัญชาการกองกำลังอเมริกันในอิรักคนใหม่ และเขานี่เองที่เป็นตัวอย่างของความเป็นผู้นำที่เฉลียวฉลาดเข้าประเด็นได้ดีที่สุด เขาเองได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันกิจการสาธารณะและนานาชาติวูดโรว์ (Woodrow Wilson School of Public and International Affairs) มหาวิทยาลัยปรินส์ตัน ทุกคำที่เขากล่าวออกมาล้วนแสดงความฉลาดหลักแหลมทั้งสิ้น ความรู้สึกที่มีมาแต่กำเนิดของเขาเกี่ยวกับวิชาภูมิศาสตร์ แสดงออกมาได้จากหลักการทหารในสนามของกองกำลังของเขา 14 ประการ ตัวอย่างเช่นหลักการ 9 ที่ว่า “การรับรู้ด้านวัฒนธรรมเป็นกำลังทวีคูณอย่างหนึ่ง” พร้อมกับกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างด้านวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และบางครั้งมีความสำคัญยิ่งเสียกว่าความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของภูมิประเทศเสียอีก” ครั้งแรกที่เราพูดคุยกัน ผู้เขียนสนับสนุนอย่างจริงจังในการส่งนักภูมิศาสตร์ไปทำงานภาคสนามในดินแดนต่างประเทศ เพื่อที่จะได้เข้าถึงประเด็นสำคัญที่จะนำมาวางเป็นนโยบายต่างประเทศภายใต้สถานการณ์วิกฤติเยี่ยงนี้ อย่างที่สมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันเคยทำมาก่อนสมัยที่มีโบว์แมนเป็นนักภูมิศาสตร์ผู้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ปฏิกิริยาตอบสนองทันทีทันใดของท่านนายพล คือ “คุณควรจะส่งบางคนที่เป็นผู้มีความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่ดีเข้าไปด้วย” คำกล่าวทั้งสองนี้บอกนัยยะว่า วิชาภูมิศาสตร์เป็นเรื่องของลักษณะทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ท่านนายพลไม่ใช่คนๆ เดียวในโลกที่เห็นวิชาภูมิศาสตร์เป็นแบบนี้ ต่อมาสภาสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกันได้มีโอกาสพบกับท่านนายพลผู้นี้ ใช้เวลาสนทนากันราว 2 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปจากการเข้าพบครั้งนั้น ท่านนายพลกล่าวว่า เขามีความประทับใจใหม่ต่อวิชาภูมิศาสตร์อยู่อย่างหนึ่ง ในฐานะที่วิชาภูมิศาสตร์เป็นแหล่งสร้างความเข้าใจที่สำคัญ และได้รับข้อเสนอที่จะสร้างความกระจ่างชัดในการใช้คำที่เหมาะเกี่ยวกับหลักการที่ 9 ในอนาคต มหาวิทยาลัยปรินส์ตันไม่ได้สอนบทเรียนนั้น เพราะว่าที่นั่นไม่มีภาควิชาภูมิศาสตร์ แต่ท่านนายพลก็สามารถรับรู้สิ่งนั้นได้ ด้วยข้อความของเราที่สื่อสารกับท่านนายพลเอาไว้ก่อนหน้านี้
แน่นอนว่า มีความท้าทายที่จะต้องประกาศข้อความจากสามัญสำนึกเดียวกันออกไปให้เป็นประเด็นวิกฤติสู่ผู้สร้างประเด็นวินิจฉัย และผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
หมดเวลาเป็น “คุณชายที่แสนดี” กันเสียที (No More Dr. Nice Guy)
นักภูมิศาสตร์เป็นผู้ที่มีมารยาทงดงามทั้งที่ถูกเนรเทศออกไปให้อยู่อย่างห่างไกลแสนไกล และวันนี้คงถึงเวลาแล้วล่ะ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กันเสียที ตอนนี้เป็นห้วงเวลาที่มีโอกาสสูงมาก ในการสลัดคราบไคลของการรับรู้ของสังคมที่มีความเชี่ยวชาญในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วระบบดังกล่าวนั้นถูกโอบล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาภูมิศาสตร์เท่านั้นเอง จึงจะต้องร่วมกันต่อสู้ให้สาขาวิชาภูมิศาสตร์ฟื้นกลับมาให้จงได้ ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเพราะว่า เรากำลังแสวงหาความเท่าเทียมกันกับสาขาวิชาอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกวิชาการ จึงเป็นสิ่งที่แน่นอนเหลือเกินว่า ไม่ใช่ว่าเป็นคนเรื่องมากเกินไปหรอกที่จะถาม และเป็นสิ่งที่ทุกคนในชาติต้องให้ความสนใจ ไม่ใช่เฉพาะแต่พวกเรานักภูมิศาสตร์เท่านั้น
เกี่ยวกับผู้เขียน
เจโรม อี ดอบสัน (Jerome E. Dobson) เป็นประธานสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน (American Geographical Society) และเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคนซัส ลอว์เรนซ์ เขาเขียนบทความลงใน ArcNews Online ในฐานะสมาชิกเครือข่ายนักเขียนของสมาคมภูมิศาสตร์อเมริกัน
แม้ว่า "วิชาภูมิศาสตร์" ไม่ได้มีไว้ขาย แต่ทุกวันนี้ อะไร อะไร ก็ขายได้กันหมด ภูมิศาสตร์ที่เคยมีไว้เป็นเครื่องมือสรวญเสเฮฮา มีไว้ประเทืองปัญญา ที่จะพาสังคมพัฒนาและอยู่รอด หลายส่วนของสังคมเรียนรู้ของคนที่เรียนวิชาภูมิศาสตร์ จึงต้องแสดงคุณค่าแห่งปัญญาที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่า
วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
คุณภาพการศึกษา
หลายปีมานี้ สังคมไทยเราปั่นป่วนมาก และรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ดูได้จากการขับขี่ยวดยานของผู้คน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนแก่ แต่ละคน เอาแต่ตัวเองเข้าว่า ไม่เคยรับรู้และเรียนรู้ที่จะใช้ร่วมกับผู้อื่น
มองเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย ยกเว้นคณะแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช นอกนั้นผลการเรียนไม่น่ารอด อาจารย์บางคนถึงกลับคิดไปไกลเลยว่า "เด็กพวกนี้ ถ้าขืนปล่อยให้จบออกไป จะกลายเป็นอันตรายต่อชาติและสังคม" ก็อาจจะเป็นแบบบนั้นจริงๆ ก็ได้ เพราะรุ่นพี่รุ่นพ่อแม่ของเด็กพวกนี้ ก็กำลังสร้างปัญหาให้สังคมอยู่อย่างที่ว่า
โทษกันไปโทษกันมา ก็เปล่าประโยชน์ อย่างเช่น
ผอ.โรงเรียน เอาแต่ประจบเจ้านาย ไม่ใส่ใจการเรียนการสอนของครู
ครู มัวแต่ทำผลงานเพิ่มวิทยฐานะ จนไม่มีเวลาสอนเด็ก
หลักสูตรมั่วไปมั่วมา เมื่อไหร่จะนิ่ง แล้วจะได้ตั้งหน้าตั้งตาสอนเสียที
พ่อแม่ไม่ได้ช่วยพัฒนาเด็กเลย
มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรอะไรไม่รู้ ขายปริญญากันเกร่อ
ฯลฯ
เลิกโทษกันเถอะครับ มาช่วยกันพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย มาช่วยกัน
วันนี้มีบทความดีๆ ของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวาณิช ใน manager online เขียนดีครับ
การศึกษาที่มีคุณภาพ
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 27 กุมภาพันธ์ 2554 14:38 น.
วันก่อนผมไปดูละครเรื่อง “Annie” แสดงโดยเด็กนักเรียนโรงเรียนสาธิตรังสิตสองภาษา มีความประทับใจมาก เพราะเด็กๆ ที่เล่นละครพูดภาษาอังกฤษนี้เป็นเด็กไทยเกือบหมด จะมีลูกครึ่งก็เพียงไม่กี่คน โรงเรียนสาธิตรังสิตโชคดีที่ได้ครูซึ่งเคยเป็นนักแสดงละครบรอดเวย์มาสอน เด็กๆ รักครูคนนี้มาก ครูก็ฉลาดที่เลือกละครเรื่องนี้มาเล่นเพราะมีผู้แสดงมาก เด็กๆ จำนวนมากได้มีส่วนร่วม
ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีความเชื่อว่าโรงเรียนสองภาษาก็ดีเท่ากับโรงเรียนอินเตอร์ และเด็กยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยด้วย ดังนั้นแม้โรงเรียนในเครือ คือ British International School ที่ภูเก็ตจะเน้นโรงเรียนอินเตอร์ แต่ก็นำเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน วันที่ผมไปร่วมงานฉลองครบรอบ 15 ปี ก็มีเด็กผู้หญิงฝรั่งออกมาขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี น่าประทับใจมาก
การแสดงละครเวที จัดว่าเป็นกิจกรรมสำคัญของการเรียนเด็กๆ ได้เรียนรู้มากมาย หากมีส่วนร่วมจัดแสดงละครที่แต่งบทกันเอง ออกแบบการแต่งกาย จัดฉาก กำกับการแสดงเองก็ยิ่งดี สมัยผมเด็กๆ ทุกปี เราจะมีโอกาสแสดงละครสองครั้ง ในภาคแรก ทุกคณะจะต้องจัดแสดงบนหอประชุม และในภาคที่สอง ก็จะจัดเป็นพิเศษเฉพาะแต่ละคณะไป ในภาคสองนี้ มีการจัดเลี้ยงภายในด้วย โดยนักเรียนแต่ละคนจะช่วยนำอาหารมาจากบ้านคนละอย่างสองอย่าง และมีการจัดงานเลี้ยง แสดงละคร และดนตรี มีการเชิญครู และนักเรียนจากคณะอื่นมาร่วมงานด้วย
การทำเช่นนี้ ทำให้เด็กรู้จักแบ่งงานกันทำ และต้องคิดวางแผน คิดค่าใช้จ่าย จัดโต๊ะ และเตรียมการรับแขก เป็นการสอนการจัดการในตัวเอง โดยไม่ต้องมีการสอนการจัดการอย่างเป็นทางการ
ในโรงเรียนที่มีการทำเช่นนี้ เด็กๆ จะไม่เรียนในห้องแต่อย่างเดียว หากได้ลงมือทำด้วย นอกจากวิชาช่างไม้ งานปั้น การเล่นดนตรี การเล่นกีฬาแล้ว เด็กๆ ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ฟังการสอน และทำการบ้าน การเรียนจึงน่าเบื่อ
หากใครได้ไปดูโรงเรียน “อินเตอร์” หรือโรงเรียนฝรั่งในต่างประเทศแล้ว ก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างโรงเรียนเหล่านี้กับโรงเรียนไทย เด็กในโรงเรียนอินเตอร์จะมีชีวิตชีวา เรียนและเล่นอย่างสนุกสนาน โรงเรียนมีสถานที่ อุปกรณ์ หนังสืออย่างครบครัน ต่างกับโรงเรียนไทยที่ส่วนใหญ่ยังมีความขาดแคลนอยู่
เราพูดถึง “การปฏิรูปการศึกษา” มาเป็นเวลานาน เราบ่นถึงคุณภาพครู เพราะคนที่เรียนอย่างอื่นไม่ได้ แล้วก็มาเรียนครู แม้จะยืดเวลาเรียนออกไปอีกหนึ่งปี ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้ มิหนำซ้ำนักการศึกษาเองยังมีใจคับแคบบังคับไว้อีกว่า ผู้สอนจะต้องจบวิชาครูมาโดยตรง แต่ก่อนครูเลข ครูวิทยาศาสตร์ ครูศิลปะ ไม่จำเป็นต้องจบทางด้านครุศาสตร์มาโดยตรงก็ได้ บางคนจบปริญญาตรีเฉพาะทางมา หากอยากเป็นครูก็ไปเรียนครุศาสตร์เพิ่มเติมอีกเพียงปีเดียว
การศึกษาจะดีขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญๆ 3-4 ประการ คือ ในประการแรกสุด ครูต้องเก่งมีคุณภาพ และรักในอาชีพ โรงเรียนในต่างประเทศที่ดีก็เพราะครู ประการที่สอง หลักสูตรจะต้องดี ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประการที่สาม อุปกรณ์การศึกษา และหนังสือต้องพร้อม และที่สำคัญก็คือ ภาวะผู้นำ และการจัดการโรงเรียนต้องดี เรื่องนี้รวมไปถึงสวัสดิการ เงินเดือนครู การฝึกอบรมครูด้วย
เรามีการปรับปรุงหลักสูตรหลายครั้ง จนพอจะกล่าวได้ว่าเวลานี้ หลักสูตรมีความยืดหยุ่นพอสมควร สามารถนำเรื่องใกล้ตัวของท้องถิ่นเสริมไว้ได้ แต่ที่ยังแข็งตัวขึงตึงอยู่ก็คือ สัดส่วนระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับกิจกรรมที่เด็กสามารถลงมือทำด้วยตนเอง เนื่องจากมีวิชาบรรยายประจำวันมากเกินไป เด็กๆ ก็ไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรม นอกจากนั้นยังมองว่า กิจกรรมที่เด็กทำนั้นเป็น “กิจกรรมนอกหลักสูตร” ซึ่งไม่ควรจะแบ่งแยกอย่างนั้น กิจกรรมเป็นส่วนสำคัญ และเป็นเนื้อเดียวกับหลักสูตร
อีกเรื่องหนึ่งที่เรายังย่อหย่อนอยู่ก็คือ การพัฒนาครู ซึ่งต้องทำตั้งแต่การเรียนการศึกษาหรือครุศาสตร์ ครูจึงจะมีพื้นฐานที่ดี และจะได้พัฒนาต่อไป ในต่างประเทศการพัฒนาครูเป็นเรื่องของสมาคมวิชาชีพ นอกจากนั้นยังมีสมาคมวิทยาศาสตร์ ออกหนังสือที่ครูสามารถเพิ่มพูนความรู้ได้ตลอดเวลา วงการตำรวจก็ดีมีคุณภาพ หนังสือน่าอ่าน
ดังนั้น นอกจากการศึกษาจะเป็นเรื่องของโรงเรียนแล้ว สภาพแวดล้อมของสังคมยังต้องช่วยเกื้อกูลอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมีห้องสมุดประชาชน การมีพิพิธภัณฑ์ สรุปก็คือ จะต้องมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นพร้อมๆ กันไป ไม่ใช่คอยหวังพึ่งแต่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น
มองเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย ยกเว้นคณะแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช นอกนั้นผลการเรียนไม่น่ารอด อาจารย์บางคนถึงกลับคิดไปไกลเลยว่า "เด็กพวกนี้ ถ้าขืนปล่อยให้จบออกไป จะกลายเป็นอันตรายต่อชาติและสังคม" ก็อาจจะเป็นแบบบนั้นจริงๆ ก็ได้ เพราะรุ่นพี่รุ่นพ่อแม่ของเด็กพวกนี้ ก็กำลังสร้างปัญหาให้สังคมอยู่อย่างที่ว่า
โทษกันไปโทษกันมา ก็เปล่าประโยชน์ อย่างเช่น
ผอ.โรงเรียน เอาแต่ประจบเจ้านาย ไม่ใส่ใจการเรียนการสอนของครู
ครู มัวแต่ทำผลงานเพิ่มวิทยฐานะ จนไม่มีเวลาสอนเด็ก
หลักสูตรมั่วไปมั่วมา เมื่อไหร่จะนิ่ง แล้วจะได้ตั้งหน้าตั้งตาสอนเสียที
พ่อแม่ไม่ได้ช่วยพัฒนาเด็กเลย
มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรอะไรไม่รู้ ขายปริญญากันเกร่อ
ฯลฯ
เลิกโทษกันเถอะครับ มาช่วยกันพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย มาช่วยกัน
วันนี้มีบทความดีๆ ของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวาณิช ใน manager online เขียนดีครับ
การศึกษาที่มีคุณภาพ
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 27 กุมภาพันธ์ 2554 14:38 น.
วันก่อนผมไปดูละครเรื่อง “Annie” แสดงโดยเด็กนักเรียนโรงเรียนสาธิตรังสิตสองภาษา มีความประทับใจมาก เพราะเด็กๆ ที่เล่นละครพูดภาษาอังกฤษนี้เป็นเด็กไทยเกือบหมด จะมีลูกครึ่งก็เพียงไม่กี่คน โรงเรียนสาธิตรังสิตโชคดีที่ได้ครูซึ่งเคยเป็นนักแสดงละครบรอดเวย์มาสอน เด็กๆ รักครูคนนี้มาก ครูก็ฉลาดที่เลือกละครเรื่องนี้มาเล่นเพราะมีผู้แสดงมาก เด็กๆ จำนวนมากได้มีส่วนร่วม
ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีความเชื่อว่าโรงเรียนสองภาษาก็ดีเท่ากับโรงเรียนอินเตอร์ และเด็กยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยด้วย ดังนั้นแม้โรงเรียนในเครือ คือ British International School ที่ภูเก็ตจะเน้นโรงเรียนอินเตอร์ แต่ก็นำเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน วันที่ผมไปร่วมงานฉลองครบรอบ 15 ปี ก็มีเด็กผู้หญิงฝรั่งออกมาขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี น่าประทับใจมาก
การแสดงละครเวที จัดว่าเป็นกิจกรรมสำคัญของการเรียนเด็กๆ ได้เรียนรู้มากมาย หากมีส่วนร่วมจัดแสดงละครที่แต่งบทกันเอง ออกแบบการแต่งกาย จัดฉาก กำกับการแสดงเองก็ยิ่งดี สมัยผมเด็กๆ ทุกปี เราจะมีโอกาสแสดงละครสองครั้ง ในภาคแรก ทุกคณะจะต้องจัดแสดงบนหอประชุม และในภาคที่สอง ก็จะจัดเป็นพิเศษเฉพาะแต่ละคณะไป ในภาคสองนี้ มีการจัดเลี้ยงภายในด้วย โดยนักเรียนแต่ละคนจะช่วยนำอาหารมาจากบ้านคนละอย่างสองอย่าง และมีการจัดงานเลี้ยง แสดงละคร และดนตรี มีการเชิญครู และนักเรียนจากคณะอื่นมาร่วมงานด้วย
การทำเช่นนี้ ทำให้เด็กรู้จักแบ่งงานกันทำ และต้องคิดวางแผน คิดค่าใช้จ่าย จัดโต๊ะ และเตรียมการรับแขก เป็นการสอนการจัดการในตัวเอง โดยไม่ต้องมีการสอนการจัดการอย่างเป็นทางการ
ในโรงเรียนที่มีการทำเช่นนี้ เด็กๆ จะไม่เรียนในห้องแต่อย่างเดียว หากได้ลงมือทำด้วย นอกจากวิชาช่างไม้ งานปั้น การเล่นดนตรี การเล่นกีฬาแล้ว เด็กๆ ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ฟังการสอน และทำการบ้าน การเรียนจึงน่าเบื่อ
หากใครได้ไปดูโรงเรียน “อินเตอร์” หรือโรงเรียนฝรั่งในต่างประเทศแล้ว ก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างโรงเรียนเหล่านี้กับโรงเรียนไทย เด็กในโรงเรียนอินเตอร์จะมีชีวิตชีวา เรียนและเล่นอย่างสนุกสนาน โรงเรียนมีสถานที่ อุปกรณ์ หนังสืออย่างครบครัน ต่างกับโรงเรียนไทยที่ส่วนใหญ่ยังมีความขาดแคลนอยู่
เราพูดถึง “การปฏิรูปการศึกษา” มาเป็นเวลานาน เราบ่นถึงคุณภาพครู เพราะคนที่เรียนอย่างอื่นไม่ได้ แล้วก็มาเรียนครู แม้จะยืดเวลาเรียนออกไปอีกหนึ่งปี ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้ มิหนำซ้ำนักการศึกษาเองยังมีใจคับแคบบังคับไว้อีกว่า ผู้สอนจะต้องจบวิชาครูมาโดยตรง แต่ก่อนครูเลข ครูวิทยาศาสตร์ ครูศิลปะ ไม่จำเป็นต้องจบทางด้านครุศาสตร์มาโดยตรงก็ได้ บางคนจบปริญญาตรีเฉพาะทางมา หากอยากเป็นครูก็ไปเรียนครุศาสตร์เพิ่มเติมอีกเพียงปีเดียว
การศึกษาจะดีขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญๆ 3-4 ประการ คือ ในประการแรกสุด ครูต้องเก่งมีคุณภาพ และรักในอาชีพ โรงเรียนในต่างประเทศที่ดีก็เพราะครู ประการที่สอง หลักสูตรจะต้องดี ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประการที่สาม อุปกรณ์การศึกษา และหนังสือต้องพร้อม และที่สำคัญก็คือ ภาวะผู้นำ และการจัดการโรงเรียนต้องดี เรื่องนี้รวมไปถึงสวัสดิการ เงินเดือนครู การฝึกอบรมครูด้วย
เรามีการปรับปรุงหลักสูตรหลายครั้ง จนพอจะกล่าวได้ว่าเวลานี้ หลักสูตรมีความยืดหยุ่นพอสมควร สามารถนำเรื่องใกล้ตัวของท้องถิ่นเสริมไว้ได้ แต่ที่ยังแข็งตัวขึงตึงอยู่ก็คือ สัดส่วนระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับกิจกรรมที่เด็กสามารถลงมือทำด้วยตนเอง เนื่องจากมีวิชาบรรยายประจำวันมากเกินไป เด็กๆ ก็ไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรม นอกจากนั้นยังมองว่า กิจกรรมที่เด็กทำนั้นเป็น “กิจกรรมนอกหลักสูตร” ซึ่งไม่ควรจะแบ่งแยกอย่างนั้น กิจกรรมเป็นส่วนสำคัญ และเป็นเนื้อเดียวกับหลักสูตร
อีกเรื่องหนึ่งที่เรายังย่อหย่อนอยู่ก็คือ การพัฒนาครู ซึ่งต้องทำตั้งแต่การเรียนการศึกษาหรือครุศาสตร์ ครูจึงจะมีพื้นฐานที่ดี และจะได้พัฒนาต่อไป ในต่างประเทศการพัฒนาครูเป็นเรื่องของสมาคมวิชาชีพ นอกจากนั้นยังมีสมาคมวิทยาศาสตร์ ออกหนังสือที่ครูสามารถเพิ่มพูนความรู้ได้ตลอดเวลา วงการตำรวจก็ดีมีคุณภาพ หนังสือน่าอ่าน
ดังนั้น นอกจากการศึกษาจะเป็นเรื่องของโรงเรียนแล้ว สภาพแวดล้อมของสังคมยังต้องช่วยเกื้อกูลอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมีห้องสมุดประชาชน การมีพิพิธภัณฑ์ สรุปก็คือ จะต้องมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นพร้อมๆ กันไป ไม่ใช่คอยหวังพึ่งแต่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ทรราชน้ำมัน
ทรราชน้ำมัน โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร จาก Thaipost.net
แม้กัมพูชาจะมีกรณีพิพาทดินแดนกับไทยมานานแล้ว แต่ต่อมาการรบพุ่งกันอย่างรุนแรงแทบไม่ค่อยเกิด ประชาชนทั้ง 2 ประเทศก็ยังไปมาหาสู่ติดต่ออย่างมีมิตรไมตรี และเครือญาติที่ดีต่อกัน รวมทั้งความสัมพันธ์ระดับกองทัพ แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องการจับกุม 7 คนไทยในเขตแดนไทยแต่ต้องไปติดคุกเขมรส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงกับทำให้ประเทศกัมพูชาและประเทศไทยต้องใช้กำลังทหารรบพุ่งกันอย่างรุนแรงแถบชายแดนใกล้พื้นที่พิพาทเชิงเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ แม้ขณะนี้จะหยุดยิงแต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ ซ้ำร้ายนายกรัฐมนตรีกัมพูชายังกล่าวหาว่าสงครามครั้งนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้ก่อขึ้น นายกรัฐมนตรีไทยจะต้องรับผิดชอบ สงครามระหว่างกัมพูชากับไทยจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ต่อไปนี้จะไม่มีการเจรจาระดับทวิภาคี การเจรจาต่อรองใดๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชาในการสร้างสันติภาพบริเวณชายแดนสองประเทศ จะต้องมีประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง หากแต่แรกผู้นำรัฐบาลไทยช่วยเหลือ 7 คนไทยอย่างจริงจังและจริงใจ ดูแลสิทธิพลเมืองไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนบนกระบวนวิธีการพิจารณาคดีอย่างไร้มาตรฐาน ไร้ความยุติธรรม ถูกมัดมือชก ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติอย่างชัดเจน เรื่องเล็กๆ อย่างการจับกุม 7 คนไทยก็อาจเป็นเพียงคดีธรรมดาไม่ถูกนำไปเป็นเรื่องของการเมือง จนเปิดช่องให้กัมพูชานำการสู้รบปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นไปเล่นเกมการเมืองระหว่างประเทศซึ่งมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนซ่อนกลได้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงกับออกแถลง การณ์กรณีพิจารณาคดีนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ถูกพิพากษาจำคุก 8 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ โดยระบุว่าบุคคลทั้งสองไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม เช่น การไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเอกสารและพยานจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ในการต่อสู้ ทนายความและล่ามไม่สามารถสื่อสารเข้าใจได้ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการที่บุคคลทั้งสองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาดูแลคนไทยที่ยังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีตามพันธกรณีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคี (เดลินิวส์ 4 ก.พ.2554 น.13) จนถึงวันนี้เงื่อนปมความจริงในการจับกุมตัวคนไทย 7 คนก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ได้ยินแต่ผู้นำรัฐบาลไทยพร่ำพูดว่าให้ความช่วยเหลือคนไทย 2 คนอย่างเดิมอยู่บ่อยๆ โดยปล่อยเวลาให้ผ่านไป ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจนในการที่จะช่วยเหลือคนไทยอีก 2 คนนั้น ทางครอบครัว "สมความคิด" ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชนถึงนายกรัฐมนตรีไทย เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงหรือหารือร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และมีผลในทางปฏิบัติ (เดลินิวส์ 5 ก.พ.2554 หน้า 2)
การยอมรับว่า 7 คนไทยถูกจับในแดนเขมร รวมทั้งการอ่อนข้อเรื่อง 7 คนไทยถูกจับติดคุกเขมร โดยไม่ทักท้วงใดๆ ทำให้รัฐบาลกัมพูชาได้ใจเปิดเกมรุกไม่หยุด นอกจากผู้นำรัฐไทยจะไม่ทักท้วงแล้ว กลับหันไปถามภาคประชาชนว่าจะใช้วิธีอะไร (ไทยโพสต์ 3 ก.พ.2554 หน้า 1) แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำถามจากผู้นำสูงสุดของประเทศไทย ผู้ซึ่งมีหน้าที่แต่ไม่ทำหน้าที่ ในทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศมีหลายมาตรการทำได้ในแนวทางสันติภาพ แต่ไม่ทำ วิธีการทางการทูตของไทยล้าหลังหรือไม่ เพลี่ยงพล้ำ เสียเปรียบ เดินตามเกมของกัมพูชาทุกครั้งไป ปล่อยให้ฮุน เซน กร้าว ย่ำยีเหยียบย่ำ ดูถูก เป็นฝ่ายกระทำอยู่ร่ำไป ในสถานการณ์คอขาดบาดตายอย่างนี้ แค่พูดเก่งไม่สามารถตีฝีปากและรับมือกับเกมของผู้นำรัฐบาลกัมพูชาและบรรดารัฐมนตรี รวมทั้งโฆษกของรัฐบาลของเขาได้ ต้องลงมือทำจริงจังเสียทีอย่างเท่าทันเกมรุกของกัมพูชา ผู้นำรัฐบาลไทยต้องไวต่อปัญหา ไม่ใช่มีวุฒิภาวะการเป็นผู้นำแบบเย็นตาโฟรสเด็กๆ อย่างเช่นเรื่อง 7 คนไทยถูกจับมีท่าทีคลุมเครือมาตั้งแต่ต้น พูดกลับไปกลับมา ส่งสัญญาณที่ผิดให้กัมพูชาและประชาคมโลก เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างน่าเสียใจ บานปลายกลายเป็น "สงคราม" ปะทะกันหลายระลอก (4/5/6/7 ก.พ.54) ล้มตายบาดเจ็บหลายสิบ รอบแรกที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงปืนใหญ่ถล่มหมู่บ้านที่ศรีสะเกษ เกิดขึ้นในวันเดียวกัน (4 ก.พ.54) ที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกับของกัมพูชากำลังประชุมกันในประเทศกัมพูชา เรียกว่าไม่ไว้หน้า หยามกันชัดๆ ผู้นำไทยหงอไม่กล้าแสดงท่าทีตอบโต้บ้าง ชั้นเชิงเป็นรองลีลาผู้นำเขมรหลายขุม
รัฐไทยไร้น้ำยาในสายตาเขมร เขาอ่านทางขาด เดินเกมรุกเก็บแต้มได้ตลอด ผู้นำรัฐบาลไทยต้องเตรียมรับพร้อมรุกเอาไว้เลย การทดสอบจะตามมาอีกหลายระลอก การที่ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจสั่งทหารรบ แถมเปิดตัวให้ลูกชายคนโตพลโทฮุน มาเนต ซึ่งจบการศึกษาจากสถาบันทหารเวสต์ปอยต์ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาเข้ามาบัญชาการรบชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยตนเอง ฮุน เซนหวังเอาชนะทางการเมืองไม่ใช่ทางการทหาร เขามีวาระแฝงเร้นที่จะนำปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นสู่เวทีสากล จึงร้องเรียนไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นการยกระดับเจรจาจากทวิภาคีสู่พหุภาคี โดยคาดหวังให้ยูเอ็นและประเทศสมาชิกขาใหญ่เข้ามาดูแลและแก้ปัญหาให้กัมพูชาเรียนรู้การต่อสู้ในลักษณะนี้แล้วจากอดีตที่ชาติมหาอำนาจในยูเอ็นชี้ขาดให้กัมพูชาชนะคดีศาลโลกกรณีตัวปราสาทพระวิหารตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสเขียนให้ อย่างไรก็ดี เมื่อฟ้องไปยังยูเอ็นว่าไทยรุกรานกัมพูชา ทางยูเอ็นมิได้จัดการประชุมให้ตามที่กัมพูชาร้องขอ การดึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเข้าสู่โต๊ะเจรจาพหุภาคี นายกรัฐมนตรีกัมพูชารู้ดีว่ากัมพูชาจะได้เปรียบ เพราะประเทศใหญ่ๆ ที่เข้ามาแก้ปัญหาจะเป็นแบ็กชั้นดีให้กัมพูชา ทั้งนี้เพราะประเทศใหญ่เหล่านี้ล้วนจดจ้องมองหาผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลและผลประโยชน์อื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมัน เขาเห็นจุดอ่อนรัฐบาลไทยไร้เอกภาพ บางส่วนแตกแยกมีเอี่ยวในผลประโยชน์ และของเถื่อนตามแนวชายแดน (บ่อนเถื่อน-น้ำมันเถื่อน-ไม้เถื่อน-มันเถื่อน-แรงงานผิดกฎหมาย) กลายเป็นเรื่องประจำวันธรรมดา หากแต่ผลประโยชน์ธุรกิจน้ำมันมหาศาลต่างหากคือจุดแตกหักที่พวกเสือหิวจะไล่เถือแย่งชิงสัมปทาน เพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่าน้ำมันในโลกค่อนข้างร่อยหรอและจำกัดลงทุกที อาจหมดไปจากโลกในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ทุนนิยมโลกาภิวัตน์จะไล่ล่าทองคำสีดำ (น้ำมัน) จะเขย่ารัฐบาลไทยอย่างถึงรากถึงโคน รัฐบาลต้องแก้เกมด้วยการจัดการคนมีเอี่ยวทุจริตเสียที กล้าปราบคนโกงบ้าง
บัดนี้ประเทศใหญ่ๆ เข้ามามีอิทธิพลเหนือทรัพยากรก๊าซน้ำมัน ให้เงินบริจาคและเงินกู้สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการได้สัมปทานน้ำมันจากรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีนถือกัมพูชาเป็นพวกชัดเจน ยังมีฝรั่งเศส รัสเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เวียดนาม อีกต่างหาก โดยเฉพาะชาวรัสเซียทำธุรกิจหลายแขนงในกัมพูชาปัจจุบัน ช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ และไม่พอใจต่อรัฐไทยรุนแรงกรณีจับกุมตัวคนของเขา (นายวิกเตอร์ บูธ) ส่งไปสหรัฐอเมริกา กัมพูชาใช้เป็นนโยบายโดดเดี่ยวไทย เพื่อทำให้ไทยไร้พลังต่อรองในเวทีสากล จับตาดู "ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย" ให้ดี รัฐบาลไทยควรแก้เกมให้ได้ ควรพูดน้อยแต่ทำให้หนัก ไม่ต้องหวาดวิตกเกินเหตุ
ข้อมูลธนาคารโลกพบว่า พลังงานสำรอง (2 พันล้านบาเรล) และก๊าซธรรมชาติ (10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต) จะทำรายได้ให้กัมพูชาปีละกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี กัมพูชาจะกลายเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันรายใหม่ของโลกในสองทศวรรษนี้ ยิ่งหากได้น้ำมันจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย กัมพูชายิ่งจะรับเละยิ่งรวยไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว ดังนั้นเบื้องลึกของความขัดแย้งไทย-กัมพูชาคือผลประโยชน์จากก๊าซและน้ำมัน นี่คือต้นเหตุแห่งสงคราม
บารัก โอบามา คือผู้บัญญัติศัพท์ "ทรราชน้ำมัน" เขาประกาศจะปลดปล่อยสหรัฐอเมริกาจากทรราชน้ำมันในวันที่เขาได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเข้าชิงชัยประธานาธิบดี เขาสัญญาจะยุติสงครามอิรักนำทหารอเมริกันกลับบ้านถ้าได้เป็นประธานาธิบดี ณ วันนั้น (3 ม.ค.51) ราคาน้ำมันที่นครนิวยอร์กแตะสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาเรล ซึ่งเป็นราคาสูงสุดครั้งที่สอง อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช จูเนียร์ อีกทั้งผู้ร่วมรัฐบาลเขาคืออดีตรองประธานาธิบดีดิก เชนีย์ และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศคอนโดลีซซา ไรซ์ ล้วนแล้วแต่เคยทำงานระดับผู้บริหารหรือบอร์ดบริษัทน้ำมันมาก่อนทั้งนั้น จึงทำนโยบายทับซ้อน การออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐไล่ล่าบ่อน้ำมันอิรัก จับตัวอดีตประธานาธิบดีอิรักคือซัดดัม ฮุสเซน ไปแขวนคอตาย โดยไม่มีโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในอิรักตามที่กล่าวหา หลังก้าวลงจากตำแหน่งบุชยอมรับความจริงเรื่องนี้ในหนังสือของบุชเอง
"ทรราชน้ำมัน" ถูกนำมาเป็นชื่อหนังสือ "The Tyranny of Oil" ของแอนโทเนีย จูฮาสซ์ หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์เจาะลึกเปิดโปงขบวนการเอาเปรียบประชาชนโดย "สามทรราช" ได้แก่ "รัฐ/ข้าราชการ-นักการเมือง-บริษัทน้ำมัน" ขบวนการผูกขาดธุรกิจน้ำมันก่อกรรมทำเข็ญด้วยการตั้งราคาน้ำมันแพงลิ่ว ทำลายชั้นบรรยากาศทำโลกร้อน ต้นเหตุสงครามแย่งชิงบ่อน้ำมันทำลายสันติภาพโลก จูฮาสซ์เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หาญกล้าวิพากษ์อุตสาหกรรมน้ำมันที่ทรงพลังอำนาจสูงสุดของโลกอย่างตรงไปตรงมา กล้าฉีกหน้ากาก "ทรราชน้ำมัน" ไร้พรมแดน เธอชี้ว่าขณะที่ทรัพยากรน้ำมันในโลกถูกถลุงจนร่อยหรอ บรรษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่รุกคืบขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลทั่วโลก ได้แก่ ไทย กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย บราซิล เม็กซิโก ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย แคนาดา ออสเตรเลีย และแถบทะเลแคนเปียน โลกจะปั่นป่วนวุ่นวาย หลายแห่งจะเป็นสมรภูมิสงครามแย่งชิงบ่อน้ำมันอย่างดุเดือด ผู้บริหารประเทศของไทยจึงต้องเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำ สามารถมองไกลให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้
พรมแดนไทย-กัมพูชามีความยาวเกือบ 800 กิโลเมตร ทางบกมีข้อพิพาทระหว่างกันกว่า 10 จุด ทางทะเลกำลังจะกลายเป็นจุดเดือด การยึดแผนที่คนละฉบับจะยังผลได้-ผลเสียอย่างมาก การไม่ยอมกันชนพื้นที่ทับซ้อนแถบอ่าวไทยอาจเป็นชนวนศึกรอบใหม่ในอนาคต ในการปักปันเขตแดนหากกัมพูชาได้พื้นที่บ่อน้ำมันบ่อใหญ่ (ริมตะเข็บชายแดนติดไทย) การขุดเจาะบ่อใหญ่ (กัมพูชา) ตามหลักวิทยาศาสตร์จะดูดน้ำมันจากบ่อเล็ก (ไทย) ที่อยู่ติดกัน เอาไปใช้อย่างสบายๆ อาจถึงกับเกลี้ยงบ่อ ประเทศคงเสียค่าโง่เอาได้จากการขาดความสามัคคีและการฉ้อฉลของบางคนบางกลุ่ม ทำไทยเสียเปรียบ พวกนี้หากินกับทุกรัฐบาล
นโยบายพลังงานของไทยเสียเปรียบต่างชาติมาโดยตลอด เป็นนโยบายที่มีประโยชน์ทับซ้อนกับชนชั้นนำอำนาจรัฐ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับแรกปี 2514 ของไทยที่ร่างโดยนายวอลเตอร์ ลีวาย มันสมองสำคัญของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งตระกูลร็อกกี เฟลเลอร์ และเป็นที่ปรึกษาธนาคารโลกอีกด้วย หนังสือเรื่อง "เมืองไทยมีไว้ขาย" โดยประสงค์ เจริญสิน เรียกกฎหมายน้ำมันฉบับนี้ว่า "ฝรั่งร่างฝรั่งรวย" ไมเคิล แทนเซอร์ นักเศรษฐศาสตร์พลังงานชั้นนำของโลกวิจารณ์ว่ากฎหมายน้ำมันของไทยเป็นกฎหมายที่ล้าหลังมากที่สุดในยุคนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นปฐมบทของการเสียเปรียบต่างชาติด้วยการสยบยอมให้สัมปทานบริษัทต่างชาติยาวนานถึง 52 ปี ประเทศไทยมีน้ำมัน แต่ประชาชนแทบไม่ได้รับประโยชน์เพราะถูกทรราชน้ำมันฉกฉวยปล้นไปหมด
แม้ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมในกฎหมายน้ำมันของไทยอีกหลายฉบับ แต่ก็ยังคงความไม่เป็นธรรม ทำให้ส่วนแบ่งระหว่างต่างชาติกับไทยเสียเปรียบ คนไทยต้องซื้อน้ำมันแพงเกินจริง รัฐไทยที่อ่อนแอชอบเดินตามก้นฝรั่งกำหนดราคาเอาเปรียบประชาชนพร้อมปกปิดข้อมูล แต่รัฐที่เข้มแข็งอย่างประเทศเวเนซุเอลาภายใต้การนำของประธานาธิบดีอูโก ชาเวซ หาญกล้าออกนโยบายให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของตนเข้าไปมีส่วนแบ่งอย่างน้อย 60% กับกิจการน้ำมันของบริษัทต่างชาติในเขตโอรินโนโก ประเทศเวเนซุเอลา ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรน้ำมัน ผู้นำของเขากล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ชาติและประชาชน แต่ผู้นำของเรานอกจากไม่กล้าแล้ว ยังขาดวิสัยทัศน์อีกด้วย
รัฐไทยไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูล ตอกย้ำการเมืองกึ่งเผด็จการให้เห็น ยิ่งไปแก้ไขมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เกี่ยวกับการกำหนดกรอบการทำสัญญากับต่างประเทศ ยิ่งจะทำให้การไปทำสัญญาระหว่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น อาจรวมถึงการทำหนังสือสัญญาและข้อตกลงเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจน้ำมันทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจะสะดวกรอดพ้นการตรวจสอบจากรัฐสภา รอดพ้นจากสายตาประชาชน ทั้งนั้นการปล้นทรัพยากรของชาติจะทำได้ง่ายดาย ฉลุย อย่างเงียบเชียบ
รัฐบาลไทยมักติดนิสัยปากปราศัย น้ำใจเชือดคอ พูดเอาแต่ได้ อะไรไม่ดีก็โทษประชาชน ทั้งๆ ที่สงครามไทย-กัมพูชาในเขตชายแดนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้นำประเทศบริหารนโยบายผิดพลาด ขาดข้อมูลรอบด้าน ไม่ไวต่อปัญหา แถมขาดขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการผ่อนคลายความร้อนแรงของวิกฤติปัญหาลงเพื่อกรุยแนวทาง
นำไปสู่ภาวะ "สันติภาพ" รัฐไทยไร้เอกภาพเพราะลูกน้องบางคนบางพวกไม่โปร่งใสคดโกงแต่ผู้บริหารประเทศกลับเพิกเฉย มองข้ามบ้าง มองไม่เห็นบ้าง ปล่อยให้บุคลากรที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของตนโดยตรงปฏิบัติหน้าที่โดยฉ้อฉล ทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อน ฉ้อราษฎร์บังหลวงต่อไป การปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเกิดขึ้น ผู้บริหารประเทศจะยังคงอ้างว่าตนมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ เพราะความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม (Integrity) หากผู้นำประเทศขาดการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ไม่พยายามป้องกัน ยับยั้งหรือต่อต้านการทุจริต ถือว่าผู้นั้นทำผิดจริยธรรมไร้ภาวะผู้นำ (ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ปาถกฐาพิเศษเรื่อง "จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ" 31 ก.ค.51) มีเสียงร่ำลือหนาหูว่ามีนักการเมืองบิ๊กๆ แอบไปเจรจาหาผลประโยชน์เรื่องก๊าซ-น้ำมันในอ่าวไทย ผู้นำจะรู้อย่างนี้บ้างหรือเปล่า
ผู้นำจะเป็นแค่ในนามไร้อำนาจไร้อิสรภาพไม่ได้ ในหลักการรัฐบาลต้องชี้นำกองทัพ แต่ในทางพฤตินัยกองทัพกลับชี้นำ (ไม่ฟัง) รัฐบาลหรือไม่ รัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือแล้ว รัฐไทยอ่อนแอเป็นรัฐที่ล้มเหลวแล้วมิใช่หรือ โครงสร้างสังคมไทยง่อนแง่น ระบบการเมืองชั่วร้ายผลิตนักการเมืองฉ้อฉลวนเวียนในอ่างอำนาจเลวร้ายตลอดศก เมื่อหมดสภาพแล้วต้องยกเครื่องทั้งระบบหรือไม่
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจน 7 คนไทยต้องทุกข์ทรมานติดคุกเขมรก็ดี โดยที่ไม่ทำให้เขมรเกรงใจตั้งแต่ต้น จึงเกิดการปะทะเป็นสงครามไทย-เขมรจนชาวบ้านและทหารไทยต้องตายและบาดเจ็บ อีกทั้งพี่น้องชาวอีสานต้องอพยพหนีตายเดือดร้อนแสนสาหัสเกือบ 2 หมื่นคนก็ดี ผู้นำต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในมาตรฐานสากล ควรแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการล้มเหลวในทางการบริหารราชการที่เป็นความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่กลับนิ่งเฉยทั้งที่ในความเป็นจริงได้พ่ายแพ้ทางการทูตและทางการเมืองอย่างหมดรูป
ในทางการเมืองชาวญี่ปุ่นยามรถไฟตกราง/เครื่องบินแห่งชาติเกิดอุปัทวเหตุ รัฐมนตรีคมนาคมลาออก แม้แต่ยามเรือขนส่งสินค้า รถยนต์ส่งออกไปเพื่อขายในสหรัฐอเมริกา รถยนต์บนเรือเกิดเป็นสนิมกลางท้องทะเล กัปตันเรือถึงประกาศจะทำ "เซ็บปุกุ" (หรือ "ฮาราคิรี"-การคว้านท้องฆ่าตัวตาย) แต่ลูกเรือต้องช่วยกันยื้อยุดดึงตัวห้ามเอาไว้ "ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องเหนือกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายเสมอ" พูดสวยแต่ไม่กล้าทำ ไม่ใช่ภาวะผู้นำปากพลิ้วเฉไฉรื่นไหลไปเรื่อยไม่ละอายแก่ใจ ขาดหิริโอตตัปปะ สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเอาตัวรอดแบบไทย หากแต่วิสัยของสุภาพบุรุษชายชาติซามูไรญี่ปุ่น อย่างน้อยที่สุดเขาจะกล่าวคำ "ขอโทษ" (ไม่ใช่ "เสียใจ") พร้อมกับเอาศีรษะโขกกับโต๊ะดังโป๊กๆ หลายครั้งเพื่อแสดงสำนึกอย่างลึกซึ้งถึงการบริหารงานผิดพลาด เพราะมีวัฒนธรรมทางสังคมกำกับความดีงามในฐานะ "บุคคลสาธารณะ" ประชาชนในฐานะใดก็ตามที่ต้องการเห็นวิถีที่จะนำไปสู่การยุติการสู้รบไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประเทศทั้งสองควรแสวงหาความจริง ทำความเข้าใจสาเหตุของการเกิดสงครามครั้งนี้ในหลากหลายด้าน (ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติของทั้ง 2 ประเทศ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เป็นต้น) ในหลากหลายมิติ หากพิจารณาสาเหตุของการเกิดสงครามในครั้งนี้ในมิติประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ คนไทยก็คงไม่พ้นที่จะด่าคนไทยด้วยกันเอง ที่ไม่ใช่มีความคิดแบบตนว่าเป็นพวกคลั่งชาติ ชาตินิยมหัวรุนแรง ทั้งๆ ที่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์และการเมืองภายในของกัมพูชาก็มีส่วนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดสงครามครั้งนี้เป็นอย่างมาก ปัจจุบันการรับรู้ของคนไทยสะดวกรวดเร็วในยุคเทคโนโลยีข่าวสาร ไม่อาจปิดบังกันได้ง่าย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจะช่วยให้มนุษย์มองโลกได้กว้างขึ้น ยอมรับซึ่งกันและกันมากขึ้น การอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพและสันติสุขก็มีมากขึ้น
ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ ประชาชนคนไทยควรตั้งสติประคับประคองสังคมไทยสู่สันติภาพ ใช้ปัญญาคัดค้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ประณามความผิดพลาดของรัฐที่ผลักประชาชนและทหารให้เป็น "เบี้ย" ต้องบาดเจ็บล้มตายในสงครามไทย-กัมพูชา ทั้งคนไทยและคนเขมรนับหมื่นนับแสนต้องอพยพหนีตาย ได้รับความเดือดร้อน "ทรราชน้ำมัน" คือตัวการสร้างความวุ่นวาย พวกนี้อยู่ในโครงสร้างอำนาจทั้งภาคการเมือง-ภาครัฐ-ภาคบรรษัทน้ำมัน มาช่วยกันกระชากหน้ากากและช่วยกันทำสังคมให้เป็นธรรมก่อนสังคมจะยุ่งเหยิงไร้ระเบียบมากกว่านี้ โดยเฉพาะจักต้องปฏิรูปใหม่ทำให้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ก๊าซ-น้ำมันส่วนใหญ่สู่มือประชาชนไทยและการพัฒนามากกว่าจะไปสู่มือทรราชน้ำมันและต่างชาติซึ่งเอาเปรียบคนไทยตลอดศก.
แม้กัมพูชาจะมีกรณีพิพาทดินแดนกับไทยมานานแล้ว แต่ต่อมาการรบพุ่งกันอย่างรุนแรงแทบไม่ค่อยเกิด ประชาชนทั้ง 2 ประเทศก็ยังไปมาหาสู่ติดต่ออย่างมีมิตรไมตรี และเครือญาติที่ดีต่อกัน รวมทั้งความสัมพันธ์ระดับกองทัพ แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องการจับกุม 7 คนไทยในเขตแดนไทยแต่ต้องไปติดคุกเขมรส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงกับทำให้ประเทศกัมพูชาและประเทศไทยต้องใช้กำลังทหารรบพุ่งกันอย่างรุนแรงแถบชายแดนใกล้พื้นที่พิพาทเชิงเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ แม้ขณะนี้จะหยุดยิงแต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ ซ้ำร้ายนายกรัฐมนตรีกัมพูชายังกล่าวหาว่าสงครามครั้งนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้ก่อขึ้น นายกรัฐมนตรีไทยจะต้องรับผิดชอบ สงครามระหว่างกัมพูชากับไทยจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ต่อไปนี้จะไม่มีการเจรจาระดับทวิภาคี การเจรจาต่อรองใดๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชาในการสร้างสันติภาพบริเวณชายแดนสองประเทศ จะต้องมีประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง หากแต่แรกผู้นำรัฐบาลไทยช่วยเหลือ 7 คนไทยอย่างจริงจังและจริงใจ ดูแลสิทธิพลเมืองไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนบนกระบวนวิธีการพิจารณาคดีอย่างไร้มาตรฐาน ไร้ความยุติธรรม ถูกมัดมือชก ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติอย่างชัดเจน เรื่องเล็กๆ อย่างการจับกุม 7 คนไทยก็อาจเป็นเพียงคดีธรรมดาไม่ถูกนำไปเป็นเรื่องของการเมือง จนเปิดช่องให้กัมพูชานำการสู้รบปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นไปเล่นเกมการเมืองระหว่างประเทศซึ่งมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนซ่อนกลได้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงกับออกแถลง การณ์กรณีพิจารณาคดีนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ถูกพิพากษาจำคุก 8 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ โดยระบุว่าบุคคลทั้งสองไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม เช่น การไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเอกสารและพยานจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ในการต่อสู้ ทนายความและล่ามไม่สามารถสื่อสารเข้าใจได้ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการที่บุคคลทั้งสองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาดูแลคนไทยที่ยังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีตามพันธกรณีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคี (เดลินิวส์ 4 ก.พ.2554 น.13) จนถึงวันนี้เงื่อนปมความจริงในการจับกุมตัวคนไทย 7 คนก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ได้ยินแต่ผู้นำรัฐบาลไทยพร่ำพูดว่าให้ความช่วยเหลือคนไทย 2 คนอย่างเดิมอยู่บ่อยๆ โดยปล่อยเวลาให้ผ่านไป ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจนในการที่จะช่วยเหลือคนไทยอีก 2 คนนั้น ทางครอบครัว "สมความคิด" ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชนถึงนายกรัฐมนตรีไทย เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงหรือหารือร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และมีผลในทางปฏิบัติ (เดลินิวส์ 5 ก.พ.2554 หน้า 2)
การยอมรับว่า 7 คนไทยถูกจับในแดนเขมร รวมทั้งการอ่อนข้อเรื่อง 7 คนไทยถูกจับติดคุกเขมร โดยไม่ทักท้วงใดๆ ทำให้รัฐบาลกัมพูชาได้ใจเปิดเกมรุกไม่หยุด นอกจากผู้นำรัฐไทยจะไม่ทักท้วงแล้ว กลับหันไปถามภาคประชาชนว่าจะใช้วิธีอะไร (ไทยโพสต์ 3 ก.พ.2554 หน้า 1) แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำถามจากผู้นำสูงสุดของประเทศไทย ผู้ซึ่งมีหน้าที่แต่ไม่ทำหน้าที่ ในทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศมีหลายมาตรการทำได้ในแนวทางสันติภาพ แต่ไม่ทำ วิธีการทางการทูตของไทยล้าหลังหรือไม่ เพลี่ยงพล้ำ เสียเปรียบ เดินตามเกมของกัมพูชาทุกครั้งไป ปล่อยให้ฮุน เซน กร้าว ย่ำยีเหยียบย่ำ ดูถูก เป็นฝ่ายกระทำอยู่ร่ำไป ในสถานการณ์คอขาดบาดตายอย่างนี้ แค่พูดเก่งไม่สามารถตีฝีปากและรับมือกับเกมของผู้นำรัฐบาลกัมพูชาและบรรดารัฐมนตรี รวมทั้งโฆษกของรัฐบาลของเขาได้ ต้องลงมือทำจริงจังเสียทีอย่างเท่าทันเกมรุกของกัมพูชา ผู้นำรัฐบาลไทยต้องไวต่อปัญหา ไม่ใช่มีวุฒิภาวะการเป็นผู้นำแบบเย็นตาโฟรสเด็กๆ อย่างเช่นเรื่อง 7 คนไทยถูกจับมีท่าทีคลุมเครือมาตั้งแต่ต้น พูดกลับไปกลับมา ส่งสัญญาณที่ผิดให้กัมพูชาและประชาคมโลก เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างน่าเสียใจ บานปลายกลายเป็น "สงคราม" ปะทะกันหลายระลอก (4/5/6/7 ก.พ.54) ล้มตายบาดเจ็บหลายสิบ รอบแรกที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงปืนใหญ่ถล่มหมู่บ้านที่ศรีสะเกษ เกิดขึ้นในวันเดียวกัน (4 ก.พ.54) ที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกับของกัมพูชากำลังประชุมกันในประเทศกัมพูชา เรียกว่าไม่ไว้หน้า หยามกันชัดๆ ผู้นำไทยหงอไม่กล้าแสดงท่าทีตอบโต้บ้าง ชั้นเชิงเป็นรองลีลาผู้นำเขมรหลายขุม
รัฐไทยไร้น้ำยาในสายตาเขมร เขาอ่านทางขาด เดินเกมรุกเก็บแต้มได้ตลอด ผู้นำรัฐบาลไทยต้องเตรียมรับพร้อมรุกเอาไว้เลย การทดสอบจะตามมาอีกหลายระลอก การที่ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจสั่งทหารรบ แถมเปิดตัวให้ลูกชายคนโตพลโทฮุน มาเนต ซึ่งจบการศึกษาจากสถาบันทหารเวสต์ปอยต์ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาเข้ามาบัญชาการรบชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยตนเอง ฮุน เซนหวังเอาชนะทางการเมืองไม่ใช่ทางการทหาร เขามีวาระแฝงเร้นที่จะนำปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นสู่เวทีสากล จึงร้องเรียนไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นการยกระดับเจรจาจากทวิภาคีสู่พหุภาคี โดยคาดหวังให้ยูเอ็นและประเทศสมาชิกขาใหญ่เข้ามาดูแลและแก้ปัญหาให้กัมพูชาเรียนรู้การต่อสู้ในลักษณะนี้แล้วจากอดีตที่ชาติมหาอำนาจในยูเอ็นชี้ขาดให้กัมพูชาชนะคดีศาลโลกกรณีตัวปราสาทพระวิหารตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสเขียนให้ อย่างไรก็ดี เมื่อฟ้องไปยังยูเอ็นว่าไทยรุกรานกัมพูชา ทางยูเอ็นมิได้จัดการประชุมให้ตามที่กัมพูชาร้องขอ การดึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเข้าสู่โต๊ะเจรจาพหุภาคี นายกรัฐมนตรีกัมพูชารู้ดีว่ากัมพูชาจะได้เปรียบ เพราะประเทศใหญ่ๆ ที่เข้ามาแก้ปัญหาจะเป็นแบ็กชั้นดีให้กัมพูชา ทั้งนี้เพราะประเทศใหญ่เหล่านี้ล้วนจดจ้องมองหาผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลและผลประโยชน์อื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมัน เขาเห็นจุดอ่อนรัฐบาลไทยไร้เอกภาพ บางส่วนแตกแยกมีเอี่ยวในผลประโยชน์ และของเถื่อนตามแนวชายแดน (บ่อนเถื่อน-น้ำมันเถื่อน-ไม้เถื่อน-มันเถื่อน-แรงงานผิดกฎหมาย) กลายเป็นเรื่องประจำวันธรรมดา หากแต่ผลประโยชน์ธุรกิจน้ำมันมหาศาลต่างหากคือจุดแตกหักที่พวกเสือหิวจะไล่เถือแย่งชิงสัมปทาน เพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่าน้ำมันในโลกค่อนข้างร่อยหรอและจำกัดลงทุกที อาจหมดไปจากโลกในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ทุนนิยมโลกาภิวัตน์จะไล่ล่าทองคำสีดำ (น้ำมัน) จะเขย่ารัฐบาลไทยอย่างถึงรากถึงโคน รัฐบาลต้องแก้เกมด้วยการจัดการคนมีเอี่ยวทุจริตเสียที กล้าปราบคนโกงบ้าง
บัดนี้ประเทศใหญ่ๆ เข้ามามีอิทธิพลเหนือทรัพยากรก๊าซน้ำมัน ให้เงินบริจาคและเงินกู้สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการได้สัมปทานน้ำมันจากรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีนถือกัมพูชาเป็นพวกชัดเจน ยังมีฝรั่งเศส รัสเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เวียดนาม อีกต่างหาก โดยเฉพาะชาวรัสเซียทำธุรกิจหลายแขนงในกัมพูชาปัจจุบัน ช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ และไม่พอใจต่อรัฐไทยรุนแรงกรณีจับกุมตัวคนของเขา (นายวิกเตอร์ บูธ) ส่งไปสหรัฐอเมริกา กัมพูชาใช้เป็นนโยบายโดดเดี่ยวไทย เพื่อทำให้ไทยไร้พลังต่อรองในเวทีสากล จับตาดู "ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย" ให้ดี รัฐบาลไทยควรแก้เกมให้ได้ ควรพูดน้อยแต่ทำให้หนัก ไม่ต้องหวาดวิตกเกินเหตุ
ข้อมูลธนาคารโลกพบว่า พลังงานสำรอง (2 พันล้านบาเรล) และก๊าซธรรมชาติ (10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต) จะทำรายได้ให้กัมพูชาปีละกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี กัมพูชาจะกลายเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันรายใหม่ของโลกในสองทศวรรษนี้ ยิ่งหากได้น้ำมันจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย กัมพูชายิ่งจะรับเละยิ่งรวยไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว ดังนั้นเบื้องลึกของความขัดแย้งไทย-กัมพูชาคือผลประโยชน์จากก๊าซและน้ำมัน นี่คือต้นเหตุแห่งสงคราม
บารัก โอบามา คือผู้บัญญัติศัพท์ "ทรราชน้ำมัน" เขาประกาศจะปลดปล่อยสหรัฐอเมริกาจากทรราชน้ำมันในวันที่เขาได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเข้าชิงชัยประธานาธิบดี เขาสัญญาจะยุติสงครามอิรักนำทหารอเมริกันกลับบ้านถ้าได้เป็นประธานาธิบดี ณ วันนั้น (3 ม.ค.51) ราคาน้ำมันที่นครนิวยอร์กแตะสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาเรล ซึ่งเป็นราคาสูงสุดครั้งที่สอง อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช จูเนียร์ อีกทั้งผู้ร่วมรัฐบาลเขาคืออดีตรองประธานาธิบดีดิก เชนีย์ และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศคอนโดลีซซา ไรซ์ ล้วนแล้วแต่เคยทำงานระดับผู้บริหารหรือบอร์ดบริษัทน้ำมันมาก่อนทั้งนั้น จึงทำนโยบายทับซ้อน การออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐไล่ล่าบ่อน้ำมันอิรัก จับตัวอดีตประธานาธิบดีอิรักคือซัดดัม ฮุสเซน ไปแขวนคอตาย โดยไม่มีโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในอิรักตามที่กล่าวหา หลังก้าวลงจากตำแหน่งบุชยอมรับความจริงเรื่องนี้ในหนังสือของบุชเอง
"ทรราชน้ำมัน" ถูกนำมาเป็นชื่อหนังสือ "The Tyranny of Oil" ของแอนโทเนีย จูฮาสซ์ หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์เจาะลึกเปิดโปงขบวนการเอาเปรียบประชาชนโดย "สามทรราช" ได้แก่ "รัฐ/ข้าราชการ-นักการเมือง-บริษัทน้ำมัน" ขบวนการผูกขาดธุรกิจน้ำมันก่อกรรมทำเข็ญด้วยการตั้งราคาน้ำมันแพงลิ่ว ทำลายชั้นบรรยากาศทำโลกร้อน ต้นเหตุสงครามแย่งชิงบ่อน้ำมันทำลายสันติภาพโลก จูฮาสซ์เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หาญกล้าวิพากษ์อุตสาหกรรมน้ำมันที่ทรงพลังอำนาจสูงสุดของโลกอย่างตรงไปตรงมา กล้าฉีกหน้ากาก "ทรราชน้ำมัน" ไร้พรมแดน เธอชี้ว่าขณะที่ทรัพยากรน้ำมันในโลกถูกถลุงจนร่อยหรอ บรรษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่รุกคืบขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลทั่วโลก ได้แก่ ไทย กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย บราซิล เม็กซิโก ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย แคนาดา ออสเตรเลีย และแถบทะเลแคนเปียน โลกจะปั่นป่วนวุ่นวาย หลายแห่งจะเป็นสมรภูมิสงครามแย่งชิงบ่อน้ำมันอย่างดุเดือด ผู้บริหารประเทศของไทยจึงต้องเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำ สามารถมองไกลให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้
พรมแดนไทย-กัมพูชามีความยาวเกือบ 800 กิโลเมตร ทางบกมีข้อพิพาทระหว่างกันกว่า 10 จุด ทางทะเลกำลังจะกลายเป็นจุดเดือด การยึดแผนที่คนละฉบับจะยังผลได้-ผลเสียอย่างมาก การไม่ยอมกันชนพื้นที่ทับซ้อนแถบอ่าวไทยอาจเป็นชนวนศึกรอบใหม่ในอนาคต ในการปักปันเขตแดนหากกัมพูชาได้พื้นที่บ่อน้ำมันบ่อใหญ่ (ริมตะเข็บชายแดนติดไทย) การขุดเจาะบ่อใหญ่ (กัมพูชา) ตามหลักวิทยาศาสตร์จะดูดน้ำมันจากบ่อเล็ก (ไทย) ที่อยู่ติดกัน เอาไปใช้อย่างสบายๆ อาจถึงกับเกลี้ยงบ่อ ประเทศคงเสียค่าโง่เอาได้จากการขาดความสามัคคีและการฉ้อฉลของบางคนบางกลุ่ม ทำไทยเสียเปรียบ พวกนี้หากินกับทุกรัฐบาล
นโยบายพลังงานของไทยเสียเปรียบต่างชาติมาโดยตลอด เป็นนโยบายที่มีประโยชน์ทับซ้อนกับชนชั้นนำอำนาจรัฐ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับแรกปี 2514 ของไทยที่ร่างโดยนายวอลเตอร์ ลีวาย มันสมองสำคัญของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งตระกูลร็อกกี เฟลเลอร์ และเป็นที่ปรึกษาธนาคารโลกอีกด้วย หนังสือเรื่อง "เมืองไทยมีไว้ขาย" โดยประสงค์ เจริญสิน เรียกกฎหมายน้ำมันฉบับนี้ว่า "ฝรั่งร่างฝรั่งรวย" ไมเคิล แทนเซอร์ นักเศรษฐศาสตร์พลังงานชั้นนำของโลกวิจารณ์ว่ากฎหมายน้ำมันของไทยเป็นกฎหมายที่ล้าหลังมากที่สุดในยุคนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นปฐมบทของการเสียเปรียบต่างชาติด้วยการสยบยอมให้สัมปทานบริษัทต่างชาติยาวนานถึง 52 ปี ประเทศไทยมีน้ำมัน แต่ประชาชนแทบไม่ได้รับประโยชน์เพราะถูกทรราชน้ำมันฉกฉวยปล้นไปหมด
แม้ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมในกฎหมายน้ำมันของไทยอีกหลายฉบับ แต่ก็ยังคงความไม่เป็นธรรม ทำให้ส่วนแบ่งระหว่างต่างชาติกับไทยเสียเปรียบ คนไทยต้องซื้อน้ำมันแพงเกินจริง รัฐไทยที่อ่อนแอชอบเดินตามก้นฝรั่งกำหนดราคาเอาเปรียบประชาชนพร้อมปกปิดข้อมูล แต่รัฐที่เข้มแข็งอย่างประเทศเวเนซุเอลาภายใต้การนำของประธานาธิบดีอูโก ชาเวซ หาญกล้าออกนโยบายให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของตนเข้าไปมีส่วนแบ่งอย่างน้อย 60% กับกิจการน้ำมันของบริษัทต่างชาติในเขตโอรินโนโก ประเทศเวเนซุเอลา ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรน้ำมัน ผู้นำของเขากล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ชาติและประชาชน แต่ผู้นำของเรานอกจากไม่กล้าแล้ว ยังขาดวิสัยทัศน์อีกด้วย
รัฐไทยไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูล ตอกย้ำการเมืองกึ่งเผด็จการให้เห็น ยิ่งไปแก้ไขมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เกี่ยวกับการกำหนดกรอบการทำสัญญากับต่างประเทศ ยิ่งจะทำให้การไปทำสัญญาระหว่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น อาจรวมถึงการทำหนังสือสัญญาและข้อตกลงเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจน้ำมันทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจะสะดวกรอดพ้นการตรวจสอบจากรัฐสภา รอดพ้นจากสายตาประชาชน ทั้งนั้นการปล้นทรัพยากรของชาติจะทำได้ง่ายดาย ฉลุย อย่างเงียบเชียบ
รัฐบาลไทยมักติดนิสัยปากปราศัย น้ำใจเชือดคอ พูดเอาแต่ได้ อะไรไม่ดีก็โทษประชาชน ทั้งๆ ที่สงครามไทย-กัมพูชาในเขตชายแดนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้นำประเทศบริหารนโยบายผิดพลาด ขาดข้อมูลรอบด้าน ไม่ไวต่อปัญหา แถมขาดขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการผ่อนคลายความร้อนแรงของวิกฤติปัญหาลงเพื่อกรุยแนวทาง
นำไปสู่ภาวะ "สันติภาพ" รัฐไทยไร้เอกภาพเพราะลูกน้องบางคนบางพวกไม่โปร่งใสคดโกงแต่ผู้บริหารประเทศกลับเพิกเฉย มองข้ามบ้าง มองไม่เห็นบ้าง ปล่อยให้บุคลากรที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของตนโดยตรงปฏิบัติหน้าที่โดยฉ้อฉล ทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อน ฉ้อราษฎร์บังหลวงต่อไป การปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเกิดขึ้น ผู้บริหารประเทศจะยังคงอ้างว่าตนมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ เพราะความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม (Integrity) หากผู้นำประเทศขาดการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ไม่พยายามป้องกัน ยับยั้งหรือต่อต้านการทุจริต ถือว่าผู้นั้นทำผิดจริยธรรมไร้ภาวะผู้นำ (ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ปาถกฐาพิเศษเรื่อง "จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ" 31 ก.ค.51) มีเสียงร่ำลือหนาหูว่ามีนักการเมืองบิ๊กๆ แอบไปเจรจาหาผลประโยชน์เรื่องก๊าซ-น้ำมันในอ่าวไทย ผู้นำจะรู้อย่างนี้บ้างหรือเปล่า
ผู้นำจะเป็นแค่ในนามไร้อำนาจไร้อิสรภาพไม่ได้ ในหลักการรัฐบาลต้องชี้นำกองทัพ แต่ในทางพฤตินัยกองทัพกลับชี้นำ (ไม่ฟัง) รัฐบาลหรือไม่ รัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือแล้ว รัฐไทยอ่อนแอเป็นรัฐที่ล้มเหลวแล้วมิใช่หรือ โครงสร้างสังคมไทยง่อนแง่น ระบบการเมืองชั่วร้ายผลิตนักการเมืองฉ้อฉลวนเวียนในอ่างอำนาจเลวร้ายตลอดศก เมื่อหมดสภาพแล้วต้องยกเครื่องทั้งระบบหรือไม่
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจน 7 คนไทยต้องทุกข์ทรมานติดคุกเขมรก็ดี โดยที่ไม่ทำให้เขมรเกรงใจตั้งแต่ต้น จึงเกิดการปะทะเป็นสงครามไทย-เขมรจนชาวบ้านและทหารไทยต้องตายและบาดเจ็บ อีกทั้งพี่น้องชาวอีสานต้องอพยพหนีตายเดือดร้อนแสนสาหัสเกือบ 2 หมื่นคนก็ดี ผู้นำต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในมาตรฐานสากล ควรแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการล้มเหลวในทางการบริหารราชการที่เป็นความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่กลับนิ่งเฉยทั้งที่ในความเป็นจริงได้พ่ายแพ้ทางการทูตและทางการเมืองอย่างหมดรูป
ในทางการเมืองชาวญี่ปุ่นยามรถไฟตกราง/เครื่องบินแห่งชาติเกิดอุปัทวเหตุ รัฐมนตรีคมนาคมลาออก แม้แต่ยามเรือขนส่งสินค้า รถยนต์ส่งออกไปเพื่อขายในสหรัฐอเมริกา รถยนต์บนเรือเกิดเป็นสนิมกลางท้องทะเล กัปตันเรือถึงประกาศจะทำ "เซ็บปุกุ" (หรือ "ฮาราคิรี"-การคว้านท้องฆ่าตัวตาย) แต่ลูกเรือต้องช่วยกันยื้อยุดดึงตัวห้ามเอาไว้ "ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องเหนือกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายเสมอ" พูดสวยแต่ไม่กล้าทำ ไม่ใช่ภาวะผู้นำปากพลิ้วเฉไฉรื่นไหลไปเรื่อยไม่ละอายแก่ใจ ขาดหิริโอตตัปปะ สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเอาตัวรอดแบบไทย หากแต่วิสัยของสุภาพบุรุษชายชาติซามูไรญี่ปุ่น อย่างน้อยที่สุดเขาจะกล่าวคำ "ขอโทษ" (ไม่ใช่ "เสียใจ") พร้อมกับเอาศีรษะโขกกับโต๊ะดังโป๊กๆ หลายครั้งเพื่อแสดงสำนึกอย่างลึกซึ้งถึงการบริหารงานผิดพลาด เพราะมีวัฒนธรรมทางสังคมกำกับความดีงามในฐานะ "บุคคลสาธารณะ" ประชาชนในฐานะใดก็ตามที่ต้องการเห็นวิถีที่จะนำไปสู่การยุติการสู้รบไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประเทศทั้งสองควรแสวงหาความจริง ทำความเข้าใจสาเหตุของการเกิดสงครามครั้งนี้ในหลากหลายด้าน (ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติของทั้ง 2 ประเทศ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เป็นต้น) ในหลากหลายมิติ หากพิจารณาสาเหตุของการเกิดสงครามในครั้งนี้ในมิติประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ คนไทยก็คงไม่พ้นที่จะด่าคนไทยด้วยกันเอง ที่ไม่ใช่มีความคิดแบบตนว่าเป็นพวกคลั่งชาติ ชาตินิยมหัวรุนแรง ทั้งๆ ที่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์และการเมืองภายในของกัมพูชาก็มีส่วนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดสงครามครั้งนี้เป็นอย่างมาก ปัจจุบันการรับรู้ของคนไทยสะดวกรวดเร็วในยุคเทคโนโลยีข่าวสาร ไม่อาจปิดบังกันได้ง่าย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจะช่วยให้มนุษย์มองโลกได้กว้างขึ้น ยอมรับซึ่งกันและกันมากขึ้น การอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพและสันติสุขก็มีมากขึ้น
ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ ประชาชนคนไทยควรตั้งสติประคับประคองสังคมไทยสู่สันติภาพ ใช้ปัญญาคัดค้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ประณามความผิดพลาดของรัฐที่ผลักประชาชนและทหารให้เป็น "เบี้ย" ต้องบาดเจ็บล้มตายในสงครามไทย-กัมพูชา ทั้งคนไทยและคนเขมรนับหมื่นนับแสนต้องอพยพหนีตาย ได้รับความเดือดร้อน "ทรราชน้ำมัน" คือตัวการสร้างความวุ่นวาย พวกนี้อยู่ในโครงสร้างอำนาจทั้งภาคการเมือง-ภาครัฐ-ภาคบรรษัทน้ำมัน มาช่วยกันกระชากหน้ากากและช่วยกันทำสังคมให้เป็นธรรมก่อนสังคมจะยุ่งเหยิงไร้ระเบียบมากกว่านี้ โดยเฉพาะจักต้องปฏิรูปใหม่ทำให้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ก๊าซ-น้ำมันส่วนใหญ่สู่มือประชาชนไทยและการพัฒนามากกว่าจะไปสู่มือทรราชน้ำมันและต่างชาติซึ่งเอาเปรียบคนไทยตลอดศก.
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เทศกาลน้ำ : ภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมกัมพูชา
เทศกาลน้ำ : ภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมกัมพูชา”
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล(http://photos-c.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs991.snc4/76442_464302675982_637890982_6163379_4670006_a.jpg)
เมื่อคืนที่เป็นคืนวันลอยกระทงในประเทศไทย ที่ประเทศกัมพูชาก็มีงานเทศกาลน้ำคืนวันเพ็ญคล้ายกัน แต่งานเทศกาลน้ำที่กรุงพนมเปญปีนี้เกิดโศกนาฏกรรมผู้คนเหยียบกันตายถึง 450 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 760 คน ตามตัวเลขแถลงโดยนายไพ สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา หลังเกิดเหตุคืนวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2553
มีเรื่องเชิงภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่เป็นข้อมูลความรู้ 2 เรื่อง ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ คือ
งานเทศกาลน้ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ของชาวกัมพูชา
เหตุเกิดบนสะพานข้ามแม่น้ำบาสัก (Bassac River) ที่เชื่อมฝั่งกรุงพนมเปญ กับ เกาะเพชร (Koh Pich / Diamond Island)
เทศกาลน้ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง : “บอน ออม ตุก” (Bon Om Touk / Bon Om Thook / Bonn Om Teuk / Bon Om Tuk) หรือ “เทศกาลน้ำ” (Water Festival) ของชาวกัมพูชา เป็นงานประเพณีที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีของชาวกัมพูชา ยิ่งใหญ่กว่างานวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่มากมายนัก
“บอน ออม ตุก” เทศกาลแสดงสำนึกในพระคุณของนำ้ ย้อนอดีตไปถึงยุคแรกเริ่มใน สมัยพระนคร (Angkor) ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 เป็นการบูชา เทพยดาแห่งแม่น้ำ เพื่อมิให้เหล่าเทพยดาทรงพิโรธโกรธมวลมนุษย์ เพื่อความความอุดม สมบูรณ์ของชีวิตชาวขอมโบราณที่อาศัยพึ่งพาน้ำจากทะเลสาปและแม่น้ำสายต่างๆเป็นหลัก และนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มก็เชื่ออีกด้วยว่าประเพณีฉลองเทศกาลน้ำในสมัยโบราณเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมและแสดงพลังของกองทัพเรือในการออกศึกสงครามด้วย
เทศกาลน้ำ “บอน ออม ตุก” มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม :
ลอยประทีป (Loy Pratip) หลังจากประเพณีแข่งเรือยาวในตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็มีการแสดงขบวนเรือประดับไฟแสงสีสวยงามในลำน้ำ โดยรัฐบาล ส่วนราชการ และกลุ่มองค์กรต่างๆจะแข่งขันกันส่งเรือเข้าร่วมขบวน
สัมเพียส พระเค (Sampeas Preah Khe) ไหว้พระจันทร์ ในวาระที่ดวงจันทร์วันเพ็ญส่งสัญลักษณ์ว่าถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวและพืชผลการเกษตรแล้ว แสดงความขอบคุณและอธิษฐานให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ต่อไปด้วย
อุก อัมบก (Auk Ambok) เป็นพิธีการเวลาเที่ยงคืนชาวบ้านชาวเมืองจะรวมตัวกัน
เทศกาลน้ำ “บอน ออม ตุก” มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม :
ลอยประทีป (Loy Pratip) หลังจากประเพณีแข่งเรือยาวในตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็มีการแสดงขบวนเรือประดับไฟแสงสีสวยงามในลำน้ำ โดยรัฐบาล ส่วนราชการ และกลุ่มองค์กรต่างๆจะแข่งขันกันส่งเรือเข้าร่วมขบวน
สัมเพียส พระเค (Sampeas Preah Khe) ไหว้พระจันทร์ ในวาระที่ดวงจันทร์วันเพ็ญส่งสัญลักษณ์ว่าถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวและพืชผลการเกษตรแล้ว แสดงความขอบคุณและอธิษฐานให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ต่อไปด้วย
อุก อัมบก (Auk Ambok) เป็นพิธีการเวลาเที่ยงคืนชาวบ้านชาวเมืองจะรวมตัวกันที่วัดเพื่อร่วมกิน “อัมบก” มีลักษณะคล้ายข้าวตอกหรือข้าวเม่าผสมกล้วยและมะพร้าวขูด
เทศกาลนำ้ “บอน ออม ตุก” ฉลองกันตามลำน้ำทั่วประเทศกัมพูชา แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ที่นครหลวงพนมเปญ ในช่วงเทศกาลที่ฉลองกันสามวันสามคืนที่พนมเปญจะมีผู้คนมาเที่ยวงานกันจากทุกสารทิศโดยประมาณถึงล้านคน มีการแข่งเรือยาวประเพณีกันยิ่งใหญ่บนแม่น้ำโตนเลสาป (แม่น้ำทะเลสาบ / Tonle Sap River) และแม่น้ำโขง (Mekong River) สำหรับปี 2553 นี้ข่าวรายงานว่ามีเรือ 400 ลำ กับ 2,500 ฝีพาย มาร่วมแข่งขันกันชิงรางวัลที่เป็นเกียรติสูงสุดของประเพณีแข่งเรือในกัมพูชา เมือถึงเวลาค่ำจะมีเรือตกแต่งประดับประดาสีแสงสวยงามมากมายล่องลำน้ำโชว์ความสวยงามตระการตา นอกจากนั้นแล้วทั่วบริเวณสองฝั่งแม่น้ำก็จะมีงานสนุกสานรื่นเริงมากมายต้อนรับผู้ที่มาเที่ยวกันทุกรูปแบบ เทศกาลน้ำของชาวกัมพูชานี้ จะให้เป็นที่สุดแห่งเทศกาลก็ต้องมาฉลองกันที่พนมเปญ และ ณ บริเวณริมแม่น้ำสามสายรอบๆพนมเปญเท่านั้น เพราะเป็นงานประเพณีฉลองการเปลี่ยนทิศทางของสายน้ำ และเป็นการแสดงความขอบคุณต่อคุณค่าของแม่น้ำด้วย และพนมเปญเป็นที่พบกันของแม่น้ำสามสาย และเป็นจุดที่น้ำในแม่น้ำเปลี่ยนทิศทางไหลในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองนี้
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs978.snc4/77147_464303595982_637890982_6163385_5784609_n.jpg)
(http://)คืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นคืนที่หน้าฝนยุติลง เปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่หน้าแล้ง สายน้ำที่เคยไหลย้อนขึ้นเหนือเข้าสู่ทะเลสาปเขมร (โตนเลสาป/Tonle Sap) จะไหลกลับลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ สภาพภูมิศาสตร์จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมโดยตรงตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1144.snc4/148658_464304650982_637890982_6163392_4202774_n.jpg)
แม่น้ำโตนเลสาป พบ แม่น้ำโขง ที่พนมเปญ เกิดเป็นแม่น้ำบาสัก ส่วนแม่น้ำโขงไหลต่อเข้าเวียดนาม ออกสู่ทะเล
หากดูแผนที่กัมพูชา จะเห็นทะเลสาบเขมรอยู่ตรงกลางประเทศ ตรงปลายล่างทางใต้ของทะเลสาบจะมีแม่น้ำเรียกชื่อว่า “แม่น้ำทะเลสาบ” หรือ “แม่น้ำโตนเลสาป” (Tonle Sap River) ไหลลงมาเชื่อมกับแม่น้ำโขงที่ไหลลงมาจากลาว เข้ากัมพูชาทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสายน้ำยาว 500 กิโลเมตร แม่น้ำโตนเลสาปมาเชื่อมกับแม่น้ำโขง ตรงกรุงพนมเปญพอดี จากนั้นแม่น้ำโขงก็จะไหลต่อออกชายแดน เข้าเวียดนามและออกสู่ทะเลในที่สุด แต่ว่าแม่น้ำโตนเลสาปยังมีส่วนที่ไม่ยอมเชื่อมกับแม่น้ำโขงทั้งหมด โดยกลับแยกตัวออกมาเป็นแม่น้ำสายใหม่ ไหลขนานกันทางตะวันตก หรือทางซ้ายมือบนแผนที่ แม่น้ำที่แยกออกมาอีกสายหนึ่งนี้ เรียกชื่อว่า “แม่น้ำบาสัก” (Bassac River – ออกเสียงตามสะดวกแบบไทยอาจเรียกว่า “แม่น้ำป่าสัก” ก็ได้) แม่น้ำบาสัก แม่น้ำโตนเลสาป และ แม่น้ำโขง จึงมาพบบรรจบกันที่พนมเปญ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1206.snc4/155845_464305425982_637890982_6163398_3663711_n.jpg)
ในฤดูฝน หรือหน้าน้ำ ปริมาณน้ำมากมายมหาศาลจะท่วมท้นล้นแม่น้ำโขง จนดันน้ำเข้าแม่น้ำโตนเลสาบ ไหลเข้าสู่ตัวโตนเลสาป หรือ “ทะเลสาบเขมร”อันยิ่งใหญ่ ให้ยิ่งใหญ่สมชื่อเสียงจริงๆ เพราะน้ำในโตนเลสาปนี้จะเพิ่มปริมาณจากหน้าแล้งขึ้นมาเป็นกว่า 3 เท่า ในหน้าฝน ผิวน้ำโตนเลสาปกว้าง 3,000 ตารางกิโลเมตร เพิ่มเป็น 10,000 ตารางกิโลเมตร สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับโตนเลสาปและชีวิตเศรษฐกิจของผู้คนรอบๆพื้นที่ ปลากว่า 300 ชนิดพันธุ์ในโตนเลสาปเลี้ยงชาวกัมพูชาได้กว่าครึ่งประเทศ นกน้ำอีกกว่า 100 ชนิดกับสัตว์น้ำอื่นในโตนเลสาปเป็นความหลากหลายทางชีวภาพที่ชาวกัมพูชาภาคภูมิใจ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1195.snc4/154789_464306780982_637890982_6163415_7681913_n.jpg)
คืนวันเพ็ญเดือนสิบสองเป็นคืนที่สายน้ำเปลี่ยนทาง จากที่เคยไหลย้อนขึ้นเหนือเข้าโตนเลสาป น้ำลดลงแล้วจึงจะไหลกลับลงใต้ออกสู่ทะเลตามธรรมชาติ จากนี้ไปไม่นาน น้ำในโตนเลสาปจะค่อยๆแห้งลง และลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ในที่สุด ความอุดมสมบูรณ์ในโตนเลสาปจะลดลง ชีวิตชาวกัมพูชาจะลำบากมากขึ้น ดังนั้นเทศกาลงานประเพณีน้ำคืนเพ็ญเดือนสิบสองจึงเป็นประเพณีขอบคุณแม่น้ำโขง แม่น้ำโตนเลสาป แม่น้ำบาสัก และ โตนเลสาป โดยเฉพาะ และเป็นการขอบคุณแม่น้ำ โดยภาพรวม แบบที่ชาวไทยลอยกระทงขอบคุณพระแม่คงคา (โดยใช้คำว่า “คงคา” แทนแม่น้ำทั้งหมดโดยภาพรวมเช่นกัน)
เกาะเพชร กลางแม่น้ำบาสัก ที่ไหลผ่านพนมเปญ
เกาะเพชร - เหตุเกิดบนสะพานข้ามแม่น้ำบาสัก (Bassac River) ที่เชื่อมฝั่งกรุงพนมเปญ กับ เกาะเพชร (Koh Pich / Diamond Island) : โดยปรกติงานเทศกาลน้ำนี้ก็มีผู้คนมากมายนับล้านคนเช่นนี้ทุกปี ไม่เคยมีเหตุภัยรุนแรงจนเบียดเสียดและเหยียบกันจนตายดังปีนี้ ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุเพราะผู้คนบนสะพานข้ามแม่น้ำบาสักตะโกนว่าถูกไฟช๊อต จากนั้นก็เกิดความโกลาหล วิ่งหนี เบียดเสียด เหยียบย่ำกัน จนเกิดโศกนาฏกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นฉวยโอกาสกล่าวเชิงเสียดสีอย่างผิดที่ผิดทางว่า “เป็นการเสียชีวิตหมู่มากมายที่สุดนับจากครั้งที่พวกเขมรแดงฆ่าหมู่ชาวกัมพูชาในทศวรรษที่ 1970”
อันที่จริง หากไม่มีสะพาน ไม่มีเกาะเพชร ก็อาจไม่เกิดความสูญเสียเช่นนี้ก็เป็นได้(http://photos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1161.snc4/150362_464306890982_637890982_6163419_53591_a.jpg)
เกาะเพชร (Koh Pich / Diamond Island) เป็นเกาะเล็กๆ ขนาดพื้นที่ประมาณ 618 ไร่ ติดพนมเปญทางทิศตะวันออก กลางแม่น้ำบาสัก ตรงบริเวณที่แยกออกมาจากแม่น้ำโตนเลสาปและแม่น้ำโขงพอดี คนจากฝั่งพนมเปญ ต้องเดินข้ามสะพาน หากจะไปเที่ยวงานบนเกาะเพชร
เกาะเพชรนี่เองคือชีวิตใหม่ของชาวพนมเปญ เพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกเช่า 99 ปี พัฒนาเป็นเขตเมืองใหม่ มีธุรกิจสมัยใหม่ครบวงจร บริษัท Khmer-Canadian Oversea Cambodia Investment Company ได้ลงนามในสัญญาที่ต้องจ่ายรัฐบาลกัมพูชา $50 ล้าน ในข่วงเวลาเช่า 99 ปี กำลังสร้างเป็นศูนย์แสดงสินค้า สวนสนุก แหล่งพักผ่อน จัดงานดนตรี และสารพัดกิจกรรมทางธุรกิจและความบันเทิงนานาชนิด ตลอดจนสร้างหมู่บ้านที่อยู่อาศัย อาคารชุด ตลาด ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ การสร้างเกาะเพชรให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ใหม่ต้องถมที่เกาะให้สูงกว่าฝั่งพนมเปญถึง 11.75 เมตร แม้ทุกวันนี้งานก่อสร้าง และการขายอาคารสถานที่ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่เกาะเพชรก็มีชีวิตชีวาแล้ว ผู้คนนิยมข้ามฝั่งมาเที่ยว มาจัดงาน จัดเลี้ยง งานแต่งงาน จัดนิทรรศการ แสดงสินค้า พาลูกหลานมาเที่ยวสวนสนุก ฯลฯ กันมากมายทุกวัน ทุกคืน แม้ปีนี้จะโชคร้ายเกิดโศกนาฎกรรมรุนแรง ชีวิตใหม่บนเกาะเพชรจะดำเนินต่อไปเป็นโฉมใหม่ของพนมเปญ และปีหน้า ชาวกัมพูชานับล้านคน ก็จะมาฉลองเทศกาลน้ำที่เกาะเพชรอีก
ทั้งหมดนี้คือภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากแม่น้ำไหลเปลี่ยนทิศทางประจำปี ในราชอาณาจักรกัมพูชา
ขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์
สมเกียรติ อ่อนวิมล
25 พฤศจิกายน 2553
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล(http://photos-c.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs991.snc4/76442_464302675982_637890982_6163379_4670006_a.jpg)
เมื่อคืนที่เป็นคืนวันลอยกระทงในประเทศไทย ที่ประเทศกัมพูชาก็มีงานเทศกาลน้ำคืนวันเพ็ญคล้ายกัน แต่งานเทศกาลน้ำที่กรุงพนมเปญปีนี้เกิดโศกนาฏกรรมผู้คนเหยียบกันตายถึง 450 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 760 คน ตามตัวเลขแถลงโดยนายไพ สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา หลังเกิดเหตุคืนวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2553
มีเรื่องเชิงภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่เป็นข้อมูลความรู้ 2 เรื่อง ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ คือ
งานเทศกาลน้ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ของชาวกัมพูชา
เหตุเกิดบนสะพานข้ามแม่น้ำบาสัก (Bassac River) ที่เชื่อมฝั่งกรุงพนมเปญ กับ เกาะเพชร (Koh Pich / Diamond Island)
เทศกาลน้ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง : “บอน ออม ตุก” (Bon Om Touk / Bon Om Thook / Bonn Om Teuk / Bon Om Tuk) หรือ “เทศกาลน้ำ” (Water Festival) ของชาวกัมพูชา เป็นงานประเพณีที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีของชาวกัมพูชา ยิ่งใหญ่กว่างานวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่มากมายนัก
“บอน ออม ตุก” เทศกาลแสดงสำนึกในพระคุณของนำ้ ย้อนอดีตไปถึงยุคแรกเริ่มใน สมัยพระนคร (Angkor) ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 เป็นการบูชา เทพยดาแห่งแม่น้ำ เพื่อมิให้เหล่าเทพยดาทรงพิโรธโกรธมวลมนุษย์ เพื่อความความอุดม สมบูรณ์ของชีวิตชาวขอมโบราณที่อาศัยพึ่งพาน้ำจากทะเลสาปและแม่น้ำสายต่างๆเป็นหลัก และนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มก็เชื่ออีกด้วยว่าประเพณีฉลองเทศกาลน้ำในสมัยโบราณเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมและแสดงพลังของกองทัพเรือในการออกศึกสงครามด้วย
เทศกาลน้ำ “บอน ออม ตุก” มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม :
ลอยประทีป (Loy Pratip) หลังจากประเพณีแข่งเรือยาวในตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็มีการแสดงขบวนเรือประดับไฟแสงสีสวยงามในลำน้ำ โดยรัฐบาล ส่วนราชการ และกลุ่มองค์กรต่างๆจะแข่งขันกันส่งเรือเข้าร่วมขบวน
สัมเพียส พระเค (Sampeas Preah Khe) ไหว้พระจันทร์ ในวาระที่ดวงจันทร์วันเพ็ญส่งสัญลักษณ์ว่าถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวและพืชผลการเกษตรแล้ว แสดงความขอบคุณและอธิษฐานให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ต่อไปด้วย
อุก อัมบก (Auk Ambok) เป็นพิธีการเวลาเที่ยงคืนชาวบ้านชาวเมืองจะรวมตัวกัน
เทศกาลน้ำ “บอน ออม ตุก” มีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม :
ลอยประทีป (Loy Pratip) หลังจากประเพณีแข่งเรือยาวในตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็มีการแสดงขบวนเรือประดับไฟแสงสีสวยงามในลำน้ำ โดยรัฐบาล ส่วนราชการ และกลุ่มองค์กรต่างๆจะแข่งขันกันส่งเรือเข้าร่วมขบวน
สัมเพียส พระเค (Sampeas Preah Khe) ไหว้พระจันทร์ ในวาระที่ดวงจันทร์วันเพ็ญส่งสัญลักษณ์ว่าถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวและพืชผลการเกษตรแล้ว แสดงความขอบคุณและอธิษฐานให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ต่อไปด้วย
อุก อัมบก (Auk Ambok) เป็นพิธีการเวลาเที่ยงคืนชาวบ้านชาวเมืองจะรวมตัวกันที่วัดเพื่อร่วมกิน “อัมบก” มีลักษณะคล้ายข้าวตอกหรือข้าวเม่าผสมกล้วยและมะพร้าวขูด
เทศกาลนำ้ “บอน ออม ตุก” ฉลองกันตามลำน้ำทั่วประเทศกัมพูชา แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ที่นครหลวงพนมเปญ ในช่วงเทศกาลที่ฉลองกันสามวันสามคืนที่พนมเปญจะมีผู้คนมาเที่ยวงานกันจากทุกสารทิศโดยประมาณถึงล้านคน มีการแข่งเรือยาวประเพณีกันยิ่งใหญ่บนแม่น้ำโตนเลสาป (แม่น้ำทะเลสาบ / Tonle Sap River) และแม่น้ำโขง (Mekong River) สำหรับปี 2553 นี้ข่าวรายงานว่ามีเรือ 400 ลำ กับ 2,500 ฝีพาย มาร่วมแข่งขันกันชิงรางวัลที่เป็นเกียรติสูงสุดของประเพณีแข่งเรือในกัมพูชา เมือถึงเวลาค่ำจะมีเรือตกแต่งประดับประดาสีแสงสวยงามมากมายล่องลำน้ำโชว์ความสวยงามตระการตา นอกจากนั้นแล้วทั่วบริเวณสองฝั่งแม่น้ำก็จะมีงานสนุกสานรื่นเริงมากมายต้อนรับผู้ที่มาเที่ยวกันทุกรูปแบบ เทศกาลน้ำของชาวกัมพูชานี้ จะให้เป็นที่สุดแห่งเทศกาลก็ต้องมาฉลองกันที่พนมเปญ และ ณ บริเวณริมแม่น้ำสามสายรอบๆพนมเปญเท่านั้น เพราะเป็นงานประเพณีฉลองการเปลี่ยนทิศทางของสายน้ำ และเป็นการแสดงความขอบคุณต่อคุณค่าของแม่น้ำด้วย และพนมเปญเป็นที่พบกันของแม่น้ำสามสาย และเป็นจุดที่น้ำในแม่น้ำเปลี่ยนทิศทางไหลในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองนี้
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs978.snc4/77147_464303595982_637890982_6163385_5784609_n.jpg)
(http://)คืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นคืนที่หน้าฝนยุติลง เปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่หน้าแล้ง สายน้ำที่เคยไหลย้อนขึ้นเหนือเข้าสู่ทะเลสาปเขมร (โตนเลสาป/Tonle Sap) จะไหลกลับลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ สภาพภูมิศาสตร์จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมโดยตรงตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1144.snc4/148658_464304650982_637890982_6163392_4202774_n.jpg)
แม่น้ำโตนเลสาป พบ แม่น้ำโขง ที่พนมเปญ เกิดเป็นแม่น้ำบาสัก ส่วนแม่น้ำโขงไหลต่อเข้าเวียดนาม ออกสู่ทะเล
หากดูแผนที่กัมพูชา จะเห็นทะเลสาบเขมรอยู่ตรงกลางประเทศ ตรงปลายล่างทางใต้ของทะเลสาบจะมีแม่น้ำเรียกชื่อว่า “แม่น้ำทะเลสาบ” หรือ “แม่น้ำโตนเลสาป” (Tonle Sap River) ไหลลงมาเชื่อมกับแม่น้ำโขงที่ไหลลงมาจากลาว เข้ากัมพูชาทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสายน้ำยาว 500 กิโลเมตร แม่น้ำโตนเลสาปมาเชื่อมกับแม่น้ำโขง ตรงกรุงพนมเปญพอดี จากนั้นแม่น้ำโขงก็จะไหลต่อออกชายแดน เข้าเวียดนามและออกสู่ทะเลในที่สุด แต่ว่าแม่น้ำโตนเลสาปยังมีส่วนที่ไม่ยอมเชื่อมกับแม่น้ำโขงทั้งหมด โดยกลับแยกตัวออกมาเป็นแม่น้ำสายใหม่ ไหลขนานกันทางตะวันตก หรือทางซ้ายมือบนแผนที่ แม่น้ำที่แยกออกมาอีกสายหนึ่งนี้ เรียกชื่อว่า “แม่น้ำบาสัก” (Bassac River – ออกเสียงตามสะดวกแบบไทยอาจเรียกว่า “แม่น้ำป่าสัก” ก็ได้) แม่น้ำบาสัก แม่น้ำโตนเลสาป และ แม่น้ำโขง จึงมาพบบรรจบกันที่พนมเปญ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1206.snc4/155845_464305425982_637890982_6163398_3663711_n.jpg)
ในฤดูฝน หรือหน้าน้ำ ปริมาณน้ำมากมายมหาศาลจะท่วมท้นล้นแม่น้ำโขง จนดันน้ำเข้าแม่น้ำโตนเลสาบ ไหลเข้าสู่ตัวโตนเลสาป หรือ “ทะเลสาบเขมร”อันยิ่งใหญ่ ให้ยิ่งใหญ่สมชื่อเสียงจริงๆ เพราะน้ำในโตนเลสาปนี้จะเพิ่มปริมาณจากหน้าแล้งขึ้นมาเป็นกว่า 3 เท่า ในหน้าฝน ผิวน้ำโตนเลสาปกว้าง 3,000 ตารางกิโลเมตร เพิ่มเป็น 10,000 ตารางกิโลเมตร สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับโตนเลสาปและชีวิตเศรษฐกิจของผู้คนรอบๆพื้นที่ ปลากว่า 300 ชนิดพันธุ์ในโตนเลสาปเลี้ยงชาวกัมพูชาได้กว่าครึ่งประเทศ นกน้ำอีกกว่า 100 ชนิดกับสัตว์น้ำอื่นในโตนเลสาปเป็นความหลากหลายทางชีวภาพที่ชาวกัมพูชาภาคภูมิใจ
(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1195.snc4/154789_464306780982_637890982_6163415_7681913_n.jpg)
คืนวันเพ็ญเดือนสิบสองเป็นคืนที่สายน้ำเปลี่ยนทาง จากที่เคยไหลย้อนขึ้นเหนือเข้าโตนเลสาป น้ำลดลงแล้วจึงจะไหลกลับลงใต้ออกสู่ทะเลตามธรรมชาติ จากนี้ไปไม่นาน น้ำในโตนเลสาปจะค่อยๆแห้งลง และลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ในที่สุด ความอุดมสมบูรณ์ในโตนเลสาปจะลดลง ชีวิตชาวกัมพูชาจะลำบากมากขึ้น ดังนั้นเทศกาลงานประเพณีน้ำคืนเพ็ญเดือนสิบสองจึงเป็นประเพณีขอบคุณแม่น้ำโขง แม่น้ำโตนเลสาป แม่น้ำบาสัก และ โตนเลสาป โดยเฉพาะ และเป็นการขอบคุณแม่น้ำ โดยภาพรวม แบบที่ชาวไทยลอยกระทงขอบคุณพระแม่คงคา (โดยใช้คำว่า “คงคา” แทนแม่น้ำทั้งหมดโดยภาพรวมเช่นกัน)
เกาะเพชร กลางแม่น้ำบาสัก ที่ไหลผ่านพนมเปญ
เกาะเพชร - เหตุเกิดบนสะพานข้ามแม่น้ำบาสัก (Bassac River) ที่เชื่อมฝั่งกรุงพนมเปญ กับ เกาะเพชร (Koh Pich / Diamond Island) : โดยปรกติงานเทศกาลน้ำนี้ก็มีผู้คนมากมายนับล้านคนเช่นนี้ทุกปี ไม่เคยมีเหตุภัยรุนแรงจนเบียดเสียดและเหยียบกันจนตายดังปีนี้ ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุเพราะผู้คนบนสะพานข้ามแม่น้ำบาสักตะโกนว่าถูกไฟช๊อต จากนั้นก็เกิดความโกลาหล วิ่งหนี เบียดเสียด เหยียบย่ำกัน จนเกิดโศกนาฏกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นฉวยโอกาสกล่าวเชิงเสียดสีอย่างผิดที่ผิดทางว่า “เป็นการเสียชีวิตหมู่มากมายที่สุดนับจากครั้งที่พวกเขมรแดงฆ่าหมู่ชาวกัมพูชาในทศวรรษที่ 1970”
อันที่จริง หากไม่มีสะพาน ไม่มีเกาะเพชร ก็อาจไม่เกิดความสูญเสียเช่นนี้ก็เป็นได้(http://photos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1161.snc4/150362_464306890982_637890982_6163419_53591_a.jpg)
เกาะเพชร (Koh Pich / Diamond Island) เป็นเกาะเล็กๆ ขนาดพื้นที่ประมาณ 618 ไร่ ติดพนมเปญทางทิศตะวันออก กลางแม่น้ำบาสัก ตรงบริเวณที่แยกออกมาจากแม่น้ำโตนเลสาปและแม่น้ำโขงพอดี คนจากฝั่งพนมเปญ ต้องเดินข้ามสะพาน หากจะไปเที่ยวงานบนเกาะเพชร
เกาะเพชรนี่เองคือชีวิตใหม่ของชาวพนมเปญ เพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกเช่า 99 ปี พัฒนาเป็นเขตเมืองใหม่ มีธุรกิจสมัยใหม่ครบวงจร บริษัท Khmer-Canadian Oversea Cambodia Investment Company ได้ลงนามในสัญญาที่ต้องจ่ายรัฐบาลกัมพูชา $50 ล้าน ในข่วงเวลาเช่า 99 ปี กำลังสร้างเป็นศูนย์แสดงสินค้า สวนสนุก แหล่งพักผ่อน จัดงานดนตรี และสารพัดกิจกรรมทางธุรกิจและความบันเทิงนานาชนิด ตลอดจนสร้างหมู่บ้านที่อยู่อาศัย อาคารชุด ตลาด ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ การสร้างเกาะเพชรให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่ใหม่ต้องถมที่เกาะให้สูงกว่าฝั่งพนมเปญถึง 11.75 เมตร แม้ทุกวันนี้งานก่อสร้าง และการขายอาคารสถานที่ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่เกาะเพชรก็มีชีวิตชีวาแล้ว ผู้คนนิยมข้ามฝั่งมาเที่ยว มาจัดงาน จัดเลี้ยง งานแต่งงาน จัดนิทรรศการ แสดงสินค้า พาลูกหลานมาเที่ยวสวนสนุก ฯลฯ กันมากมายทุกวัน ทุกคืน แม้ปีนี้จะโชคร้ายเกิดโศกนาฎกรรมรุนแรง ชีวิตใหม่บนเกาะเพชรจะดำเนินต่อไปเป็นโฉมใหม่ของพนมเปญ และปีหน้า ชาวกัมพูชานับล้านคน ก็จะมาฉลองเทศกาลน้ำที่เกาะเพชรอีก
ทั้งหมดนี้คือภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากแม่น้ำไหลเปลี่ยนทิศทางประจำปี ในราชอาณาจักรกัมพูชา
ขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์
สมเกียรติ อ่อนวิมล
25 พฤศจิกายน 2553
วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
The Big Questions in Geography
คำถามสำคัญที่ใหญ่มากของวิชาภูมิศาสตร์
The Big Questions in Geography
Susan L. Cutter, University of South Carolina
Reginald Golledge, University of California, Santa Barbara
William L. Graf, University of South Carolina
บทนำ
ในพิธีเปิดการประชุมประจำปี 2001 ของสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน (AAG: Association of American Geographers) ในมหานครนิวยอร์ก ที่มี John Noble Wilford หัวหน้าบรรณาธิการรับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์ของนิตยสารข่าวนิวยอร์ก ไทม์ เป็นวิทยากรนำ เขากล่าวด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา ท้าทายต่อวิชาภูมิศาสตร์ด้วยคำพูดที่ชัดเจนว่า คำถามใหญ่มาก (The Big Questions) ของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ของพวกเรา คือ คำถามต่างๆ ที่จะไปจับตรึงความสนใจของสาธารณะ สื่อ และ ผู้กำหนดนโยบาย (Abler, 2001) ซึ่งคำถามดังกล่าว Wilford ได้หมายเหตุให้ได้ขบคิดกันประกอบด้วย นักภูมิศาสตร์พลาดพลั้งในการทำงานวิจัยในประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ ไปรึเปล่า ? เพราะเหตุใดของนักภูมิศาสตร์ที่ทำงานวิจัยในประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ จึงไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ? และสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันจะสามารถแสดงบทบาทอะไรได้บ้าง ในการปรับปรุงการนำเสนอความรู้ทางภูมิศาสตร์เพื่ออธิบายประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ เหล่านั้น ?
ประเด็นปัญหาแรกนั้น นักภูมิศาสตร์หลายคนกำลังทำงานวิจัยในประเด็นบางประเด็นที่สำคัญของสังคมสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การคิดแบบภูมิศาสตร์ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของตรวจสอบภาวะโลกร้อน ผลผลิตที่ได้จากงานวิจัยที่เข้าสู่สายตาของผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนนั้น บ่อยครั้งที่ออกมาอยู่ในรูปของแผนที่และข้อมูลภาพจากดาวเทียม ที่จะช่วยอธิบายผลลัพธ์ทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก วิธีการทางภูมิศาสตร์เป็นหัวใจของการวิเคราะห์ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากเทคโนโลยี ด้วยการเปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์สาธารณะผ่านสื่อที่เป็นแผนที่ นอกจากนี้ภัยพิบัติที่เกิดจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ชายฝั่งทะเล และแม่น้ำล้นตลิ่ง เหล่านี้เป็นต้นเหตุไปสู่การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ที่นำไปสู่การรับรู้ของสาธารณะต่อไป การโจมตีของลัทธิก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจใหม่ที่เกี่ยวกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนองตอบต่อเหตุการณ์ที่เป็นภัยพิบัติและเป็นแนวทางในการเตรียมตัวรับมือ
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งท้าทายในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักภูมิศาสตร์ไม่ได้เข้าไปสัมผัสให้เพียงพอ ที่จะแสดงต่อไปในรายละเอียดของบทความบทนี้ ทั้งนี้เหตุผลหลักอย่างหนึ่งของความไม่สามารถเชื่อมโยงของศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหากับการประยุกต์ใช้ทักษะสำหรับประเด็นสำคัญๆ เหล่านั้น ดูเหมือนได้กลายเป็นประเด็นทางสังคมวิทยาของวิชาภูมิศาสตร์ไปเสียแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันล้วนเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย พวกเขามีวาระและความปรารถนาตามโครงสร้าง คือ ต้องการทำงานวิจัยเน้นเฉพาะเรื่องให้มีความรู้ลึกตามกระบวนทัศน์ต่างๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่ดูเหมือนว่าจะคลุมเครือสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจและสาธารณะ นอกจากนี้ โครงสร้างทางสังคมปัจจุบันยังทำให้นักวิจัยทางภูมิศาสตร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและทำงานวิจัยในประเด็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องการการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว การผลิตงานตีพิมพ์ และการสนับสนุนแรงผลักดันให้เกิดการครอบครอง มากกว่าที่จะให้เกิดการศึกษาวิจัยที่ซับซ้อนกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาขนาดใหญ่ๆ ทั้งหลายที่แก้ได้ไม่ง่ายและไม่เร็ว และที่ไม่จำเป็นงานวิชาการ
มียกเว้นอยู่บ้างเล็กน้อย ที่นักภูมิศาสตร์นอกมหาวิทยาลัยดำเนินการกันอยู่อย่างกระจัดกระจายและทำงานเป็นส่วนตัว หรือทำงานเป็นคณะทำงานสหวิทยาการในองค์กรภาครัฐ ธุรกิจ และองค์กรเอกชนต่างๆ เนื่องจากว่ามีสถาบันการวิจัยทางภูมิศาสตร์จริงๆ ไม่มากนัก จึงเป็นการยากที่จะเน้นให้เห็นถึงพลังทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อคำถามใหญ่ๆ นักภูมิศาสตร์จำนวนมากในกลุ่มนี้จึงกำลังตอบสนองอยู่กับความต้องการแบบฉับพลันและแบบที่เป็นระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นผู้นำในการศึกษาประเด็นปัญหาใหญ่ๆ สำคัญๆ
สำหรับเหตุผลที่นักภูมิศาสตร์หลายคนที่ทำงานวิจัยในประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ แต่ไม่ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่มี 2 ประการ คือ ความไม่พอเหมาะของเบ้าหลอมแบบเดิมของวารสารรายงานการวิจัยที่นักภูมิศาสตร์จะเข้าไปนำเสนอผลงานเพื่อให้ได้รับรางวัลในวิชาชีพของตัวเอง และบ่อยครั้งที่งานที่สัมพันธ์กับนโยบายเกิดขึ้นมานอกเหนือรายละเอียดต่างๆ ที่มีอยู่ในจุดเริ่มต้นของงานวิจัย มีตัวอย่างที่สำคัญอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นจุดที่กล่าวถึงนี้ คือ การทำงานของกรรมการภูมิศาสตร์ (Committee on Geography) ที่ทำงานในคณะกรรมการวิทยาศาสตร์โลกและทรัพยากร (Board on Earth Sciences and Resources) ภายใต้สภาวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (NRC: National Research Council) กรรมการดังกล่าวผลิตผลงานการศึกษาทางภูมิศาสตร์ และจัดพิมพ์รายงานเพื่อเป็นข้อเสนอแนะและแนวทางให้กับรัฐบาลกลางในหลากหลายประเด็นที่เป็นคำถามใหญ่ๆ สำคัญๆ โดยงานวิจัยที่เห็นอยู่ในปัจจุบันที่นำเสนอจากนักภูมิศาสตร์และที่เป็นงานที่เกิดจากมุมมองทางภูมิศาสตร์ รวมถึงงานที่เป็นข้อแนะนำต่อสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS: US Geological Survey) ที่เป็นการปรับโปรแกรมการวิจัยต่อประเด็นทางภูมิศาสตร์ที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่เกี่ยวกับการขยายตัวของเมือง ภัยพิบัติ และการทำแผนที่ สำหรับกรณีอื่นๆนั้น งานศึกษาของคณะกรรมการอย่างหนึ่งทำให้ได้ทิศทางสำหรับรัฐบาลกลางสหรัฐให้กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและองค์กรสาธารณะ ที่จำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับโลกมุสลิม ขณะที่งานวิจัยอื่นๆ กำลังให้ความสนใจในประเด็นของการคมนาคมขนส่งที่สัมพันธ์กับการแออัดของปริมาณการจราจรในเขตเมืองและการพัฒนาดัชนีการมีชีวิตที่ดี รวมถึงยังมีนักภูมิศาสตร์คนอื่นๆ ก็ไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับน้ำ (Water Science and Technology Board) ของสภาวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้แนวความคิดด้านพื้นที่ลุ่มน้ำในการจัดการระบบนิเวศ และบทบาทของเขื่อนในการรักษาความมั่นคงของอุปทานน้ำของสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของนักภูมิศาสตร์ที่เป็นผู้นำการทำงานกลุ่มแบบสหวิทยาการในการสำรวจตรวจสอบการคิดเชิงพื้นที่และการทำแผนที่โลก ทุกกรณีทั้งหมดนี้ นักภูมิศาสตร์ได้แสดงบทบาทในฐานะศูนย์กลาง เพียงแต่ว่าผลผลิตของงานที่ทำกันจะถูกอ้างชื่อว่าเป็นผลงานของหน่วยงาน นักภูมิศาสตร์แต่ละคนที่ทำงานอยู่ในนั้น มีชื่อเป็นเพียงผู้ร่วมทำงานเท่านั้น และหากรายงานฉบับนั้นมีอิทธิพลต่อนโยบาย ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจก็มักจะได้รับเครดิตนั้นไปด้วยเพราะเป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการ โดยไม่ได้ใส่ใจกับผู้สำรวจวิจัยที่เริ่มต้นทำงานกันด้วยอุตสาหะ
สำหรับสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน ที่แสดงบทบาทในการกระตุ้นงานวิจัยที่ทำกันในประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ด้วยการให้ความสำคัญกับการทำงานและการทำให้งานนั้นได้รับการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นนักวิจัยเดี่ยวส่วนบุคคลที่ปรารถนาจะทำงานวิจัยด้วยความรักและชื่นชมของพวกเขาร่วมกับคณะที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน สมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันสามารถมีอิทธิพลต่อการทำงานของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) มูลนิธิแห่งชาติสำหรับสาขามนุษยศาสตร์ (National Endowment for the Humanities) สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) สมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาติ (National Geographic Society) และแหล่งทุนอื่นๆ ที่เป็นช่องทางของความสนใจ และทรัพยากรที่บุคคลหรือคระบุคคลสามารถแสดงความสนใจประเด็นวิจัยที่เป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ ทั้งนี้นักวิจัยทางภูมิศาสตร์ที่เป็นบุคคลมักไม่อยากสำแดงอิทธิพลอะไรออกไปมากนัก ยกเว้นก็แต่เพียงเมื่อพวกเขาต้องให้การสนับสนุนในการทบทวนงานของคณะลูกขุนขององค์กรต่างๆ ที่กล่าวมา แต่ว่าสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันเองก็สามารถแสดงอิทธิพลได้เป็นอย่างดีในวอชิงตัน
บนความพยายามที่จะบ่งชี้ถึงประเด็นต่างๆ ที่จะต้องจัดให้มีคุณภาพระดับปัญหาใหญ่ ซึ่งมีข้อสรุปเป็นแนวความคิดแบบกว้างๆ ที่ผนึกประเด็นต่างๆ เชิงแนวคิดบางอย่างเอาไว้ (อย่างเช่นขนาด) และยังคงมีการชี้เฉพาะลงไปถึงชอบเขตของเนื้อหาที่เป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ ที่จะต้องมายืนยันกันถึงความสำคัญของประเด็นใหญ่ๆ เหล่านั้น ก็เพราะเชื่อว่า ในท้ายที่สุดมันก็จะมีความสัมพันธ์กับประเด็นอื่นๆ ที่ต้องมาดำเนินการร่วมกัน ในบางประเด็นของปัญหาใหญ่นี้อาจจะดูคลุมเครือไปบ้างสำหรับสาธารณะ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องคุ้นเคยกันดีสำหรับนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายที่เริ่มให้ความสนใจกับประเด็นเหล่านี้อยู่ มีความหวังเล็กๆ ที่การรวบรวมประเด็นใหญ่ๆ ว่าจะสามารถบ่งชี้ปัญหาต่างๆ ที่ใหญ่เท่าๆ กันออกมา แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ได้จำแนกมานี้เป็นไปเพื่อคณะนักวิจัยที่ต้องการรับการสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นสำคัญๆ มากกว่าการทำงานวิจัยตามความสนใจในกลุ่มเล็กๆ ของสาขาวิชาที่ใช้งบประมาณไม่มากนักทำงานวิจัยภายในระยะเวลาปีหรือสองปี สำหรับการสื่อสารผลงานวิจัยภูมิศาสตร์ให้สาธารณชนได้เกิดเป็นแนวความคิด ก็ยังเป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่ท้าทายการทำงานของนักภูมิศาสตร์ ซึ่งความท้าทายนี้ ด้วยตัวของมันเองสามารถที่จะกลายไปเป็นประเด็นสำคัญของสาขาวิชาอีกก็ได้ ด้วยข้อเสนอแนะทั้งหมดที่จะกล่าวต่อไปนี้ หวังว่านักภูมิศาสตร์ทุกคนที่ได้อ่านบทความบทนี้ จะได้รับรู้ถึงความสำคัญของชุมชนภูมิศาสตร์ที่จะต้องเข้าไปให้ถึงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้จงได้
ปัญหาสำคัญมากของภูมิศาสตร์
1. อะไรที่ทำให้สถานที่และภูมิทัศน์แต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน
2. ลึกๆ แล้ว มนุษย์มีความปรารถนาที่จะจัดการพื้นที่ด้วยการสร้างสรรค์เขตแดน กำหนดขอบเขตพื้นที่ และสร้างย่านพื้นที่ขึ้นมาใช่หรือไม่
3. เรากำหนดขอบเขตของพื้นที่ได้อย่างไร
4. เพราะเหตุใดประชาชน ทรัพยากร และความคิด จึงต้องมีการเคลื่อนย้าย
5. โลกถูกเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์ได้อย่างไร
6. ระบบเสมือนจริงมีบทบาทอะไรในการเรียนรู้เกี่ยวกับโลก
7. เราจะสามารถวัด “สิ่งที่ไม่สามารถวัดได้” ได้อย่างไร
8. ทักษะทางภูมิศาสตร์มีบทบาทอะไร ในการแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของอารยะธรรมของมนุษย์ และมีบทบาทอะไรในการทำนายอนาคต
9. การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนและความเปราะบางในที่ต่างๆ และช่วงเวลาต่างๆ นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใด
10. อะไรคือธรรมชาติของความคิด การให้เหตุผล และความสามารถทางพื้นที่
The Big Questions in Geography
Susan L. Cutter, University of South Carolina
Reginald Golledge, University of California, Santa Barbara
William L. Graf, University of South Carolina
บทนำ
ในพิธีเปิดการประชุมประจำปี 2001 ของสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน (AAG: Association of American Geographers) ในมหานครนิวยอร์ก ที่มี John Noble Wilford หัวหน้าบรรณาธิการรับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์ของนิตยสารข่าวนิวยอร์ก ไทม์ เป็นวิทยากรนำ เขากล่าวด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา ท้าทายต่อวิชาภูมิศาสตร์ด้วยคำพูดที่ชัดเจนว่า คำถามใหญ่มาก (The Big Questions) ของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ของพวกเรา คือ คำถามต่างๆ ที่จะไปจับตรึงความสนใจของสาธารณะ สื่อ และ ผู้กำหนดนโยบาย (Abler, 2001) ซึ่งคำถามดังกล่าว Wilford ได้หมายเหตุให้ได้ขบคิดกันประกอบด้วย นักภูมิศาสตร์พลาดพลั้งในการทำงานวิจัยในประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ ไปรึเปล่า ? เพราะเหตุใดของนักภูมิศาสตร์ที่ทำงานวิจัยในประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ จึงไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ? และสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันจะสามารถแสดงบทบาทอะไรได้บ้าง ในการปรับปรุงการนำเสนอความรู้ทางภูมิศาสตร์เพื่ออธิบายประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ เหล่านั้น ?
ประเด็นปัญหาแรกนั้น นักภูมิศาสตร์หลายคนกำลังทำงานวิจัยในประเด็นบางประเด็นที่สำคัญของสังคมสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การคิดแบบภูมิศาสตร์ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของตรวจสอบภาวะโลกร้อน ผลผลิตที่ได้จากงานวิจัยที่เข้าสู่สายตาของผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนนั้น บ่อยครั้งที่ออกมาอยู่ในรูปของแผนที่และข้อมูลภาพจากดาวเทียม ที่จะช่วยอธิบายผลลัพธ์ทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก วิธีการทางภูมิศาสตร์เป็นหัวใจของการวิเคราะห์ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากเทคโนโลยี ด้วยการเปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์สาธารณะผ่านสื่อที่เป็นแผนที่ นอกจากนี้ภัยพิบัติที่เกิดจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ชายฝั่งทะเล และแม่น้ำล้นตลิ่ง เหล่านี้เป็นต้นเหตุไปสู่การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ที่นำไปสู่การรับรู้ของสาธารณะต่อไป การโจมตีของลัทธิก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจใหม่ที่เกี่ยวกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนองตอบต่อเหตุการณ์ที่เป็นภัยพิบัติและเป็นแนวทางในการเตรียมตัวรับมือ
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งท้าทายในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักภูมิศาสตร์ไม่ได้เข้าไปสัมผัสให้เพียงพอ ที่จะแสดงต่อไปในรายละเอียดของบทความบทนี้ ทั้งนี้เหตุผลหลักอย่างหนึ่งของความไม่สามารถเชื่อมโยงของศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหากับการประยุกต์ใช้ทักษะสำหรับประเด็นสำคัญๆ เหล่านั้น ดูเหมือนได้กลายเป็นประเด็นทางสังคมวิทยาของวิชาภูมิศาสตร์ไปเสียแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันล้วนเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย พวกเขามีวาระและความปรารถนาตามโครงสร้าง คือ ต้องการทำงานวิจัยเน้นเฉพาะเรื่องให้มีความรู้ลึกตามกระบวนทัศน์ต่างๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่ดูเหมือนว่าจะคลุมเครือสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจและสาธารณะ นอกจากนี้ โครงสร้างทางสังคมปัจจุบันยังทำให้นักวิจัยทางภูมิศาสตร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและทำงานวิจัยในประเด็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องการการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว การผลิตงานตีพิมพ์ และการสนับสนุนแรงผลักดันให้เกิดการครอบครอง มากกว่าที่จะให้เกิดการศึกษาวิจัยที่ซับซ้อนกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาขนาดใหญ่ๆ ทั้งหลายที่แก้ได้ไม่ง่ายและไม่เร็ว และที่ไม่จำเป็นงานวิชาการ
มียกเว้นอยู่บ้างเล็กน้อย ที่นักภูมิศาสตร์นอกมหาวิทยาลัยดำเนินการกันอยู่อย่างกระจัดกระจายและทำงานเป็นส่วนตัว หรือทำงานเป็นคณะทำงานสหวิทยาการในองค์กรภาครัฐ ธุรกิจ และองค์กรเอกชนต่างๆ เนื่องจากว่ามีสถาบันการวิจัยทางภูมิศาสตร์จริงๆ ไม่มากนัก จึงเป็นการยากที่จะเน้นให้เห็นถึงพลังทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อคำถามใหญ่ๆ นักภูมิศาสตร์จำนวนมากในกลุ่มนี้จึงกำลังตอบสนองอยู่กับความต้องการแบบฉับพลันและแบบที่เป็นระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นผู้นำในการศึกษาประเด็นปัญหาใหญ่ๆ สำคัญๆ
สำหรับเหตุผลที่นักภูมิศาสตร์หลายคนที่ทำงานวิจัยในประเด็นใหญ่ๆ สำคัญๆ แต่ไม่ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่มี 2 ประการ คือ ความไม่พอเหมาะของเบ้าหลอมแบบเดิมของวารสารรายงานการวิจัยที่นักภูมิศาสตร์จะเข้าไปนำเสนอผลงานเพื่อให้ได้รับรางวัลในวิชาชีพของตัวเอง และบ่อยครั้งที่งานที่สัมพันธ์กับนโยบายเกิดขึ้นมานอกเหนือรายละเอียดต่างๆ ที่มีอยู่ในจุดเริ่มต้นของงานวิจัย มีตัวอย่างที่สำคัญอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นจุดที่กล่าวถึงนี้ คือ การทำงานของกรรมการภูมิศาสตร์ (Committee on Geography) ที่ทำงานในคณะกรรมการวิทยาศาสตร์โลกและทรัพยากร (Board on Earth Sciences and Resources) ภายใต้สภาวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (NRC: National Research Council) กรรมการดังกล่าวผลิตผลงานการศึกษาทางภูมิศาสตร์ และจัดพิมพ์รายงานเพื่อเป็นข้อเสนอแนะและแนวทางให้กับรัฐบาลกลางในหลากหลายประเด็นที่เป็นคำถามใหญ่ๆ สำคัญๆ โดยงานวิจัยที่เห็นอยู่ในปัจจุบันที่นำเสนอจากนักภูมิศาสตร์และที่เป็นงานที่เกิดจากมุมมองทางภูมิศาสตร์ รวมถึงงานที่เป็นข้อแนะนำต่อสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS: US Geological Survey) ที่เป็นการปรับโปรแกรมการวิจัยต่อประเด็นทางภูมิศาสตร์ที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่เกี่ยวกับการขยายตัวของเมือง ภัยพิบัติ และการทำแผนที่ สำหรับกรณีอื่นๆนั้น งานศึกษาของคณะกรรมการอย่างหนึ่งทำให้ได้ทิศทางสำหรับรัฐบาลกลางสหรัฐให้กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและองค์กรสาธารณะ ที่จำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับโลกมุสลิม ขณะที่งานวิจัยอื่นๆ กำลังให้ความสนใจในประเด็นของการคมนาคมขนส่งที่สัมพันธ์กับการแออัดของปริมาณการจราจรในเขตเมืองและการพัฒนาดัชนีการมีชีวิตที่ดี รวมถึงยังมีนักภูมิศาสตร์คนอื่นๆ ก็ไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับน้ำ (Water Science and Technology Board) ของสภาวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้แนวความคิดด้านพื้นที่ลุ่มน้ำในการจัดการระบบนิเวศ และบทบาทของเขื่อนในการรักษาความมั่นคงของอุปทานน้ำของสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของนักภูมิศาสตร์ที่เป็นผู้นำการทำงานกลุ่มแบบสหวิทยาการในการสำรวจตรวจสอบการคิดเชิงพื้นที่และการทำแผนที่โลก ทุกกรณีทั้งหมดนี้ นักภูมิศาสตร์ได้แสดงบทบาทในฐานะศูนย์กลาง เพียงแต่ว่าผลผลิตของงานที่ทำกันจะถูกอ้างชื่อว่าเป็นผลงานของหน่วยงาน นักภูมิศาสตร์แต่ละคนที่ทำงานอยู่ในนั้น มีชื่อเป็นเพียงผู้ร่วมทำงานเท่านั้น และหากรายงานฉบับนั้นมีอิทธิพลต่อนโยบาย ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจก็มักจะได้รับเครดิตนั้นไปด้วยเพราะเป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการ โดยไม่ได้ใส่ใจกับผู้สำรวจวิจัยที่เริ่มต้นทำงานกันด้วยอุตสาหะ
สำหรับสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน ที่แสดงบทบาทในการกระตุ้นงานวิจัยที่ทำกันในประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ด้วยการให้ความสำคัญกับการทำงานและการทำให้งานนั้นได้รับการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นนักวิจัยเดี่ยวส่วนบุคคลที่ปรารถนาจะทำงานวิจัยด้วยความรักและชื่นชมของพวกเขาร่วมกับคณะที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน สมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันสามารถมีอิทธิพลต่อการทำงานของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) มูลนิธิแห่งชาติสำหรับสาขามนุษยศาสตร์ (National Endowment for the Humanities) สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) สมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาติ (National Geographic Society) และแหล่งทุนอื่นๆ ที่เป็นช่องทางของความสนใจ และทรัพยากรที่บุคคลหรือคระบุคคลสามารถแสดงความสนใจประเด็นวิจัยที่เป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ ทั้งนี้นักวิจัยทางภูมิศาสตร์ที่เป็นบุคคลมักไม่อยากสำแดงอิทธิพลอะไรออกไปมากนัก ยกเว้นก็แต่เพียงเมื่อพวกเขาต้องให้การสนับสนุนในการทบทวนงานของคณะลูกขุนขององค์กรต่างๆ ที่กล่าวมา แต่ว่าสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกันเองก็สามารถแสดงอิทธิพลได้เป็นอย่างดีในวอชิงตัน
บนความพยายามที่จะบ่งชี้ถึงประเด็นต่างๆ ที่จะต้องจัดให้มีคุณภาพระดับปัญหาใหญ่ ซึ่งมีข้อสรุปเป็นแนวความคิดแบบกว้างๆ ที่ผนึกประเด็นต่างๆ เชิงแนวคิดบางอย่างเอาไว้ (อย่างเช่นขนาด) และยังคงมีการชี้เฉพาะลงไปถึงชอบเขตของเนื้อหาที่เป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ ที่จะต้องมายืนยันกันถึงความสำคัญของประเด็นใหญ่ๆ เหล่านั้น ก็เพราะเชื่อว่า ในท้ายที่สุดมันก็จะมีความสัมพันธ์กับประเด็นอื่นๆ ที่ต้องมาดำเนินการร่วมกัน ในบางประเด็นของปัญหาใหญ่นี้อาจจะดูคลุมเครือไปบ้างสำหรับสาธารณะ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องคุ้นเคยกันดีสำหรับนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายที่เริ่มให้ความสนใจกับประเด็นเหล่านี้อยู่ มีความหวังเล็กๆ ที่การรวบรวมประเด็นใหญ่ๆ ว่าจะสามารถบ่งชี้ปัญหาต่างๆ ที่ใหญ่เท่าๆ กันออกมา แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ได้จำแนกมานี้เป็นไปเพื่อคณะนักวิจัยที่ต้องการรับการสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นสำคัญๆ มากกว่าการทำงานวิจัยตามความสนใจในกลุ่มเล็กๆ ของสาขาวิชาที่ใช้งบประมาณไม่มากนักทำงานวิจัยภายในระยะเวลาปีหรือสองปี สำหรับการสื่อสารผลงานวิจัยภูมิศาสตร์ให้สาธารณชนได้เกิดเป็นแนวความคิด ก็ยังเป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่ท้าทายการทำงานของนักภูมิศาสตร์ ซึ่งความท้าทายนี้ ด้วยตัวของมันเองสามารถที่จะกลายไปเป็นประเด็นสำคัญของสาขาวิชาอีกก็ได้ ด้วยข้อเสนอแนะทั้งหมดที่จะกล่าวต่อไปนี้ หวังว่านักภูมิศาสตร์ทุกคนที่ได้อ่านบทความบทนี้ จะได้รับรู้ถึงความสำคัญของชุมชนภูมิศาสตร์ที่จะต้องเข้าไปให้ถึงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้จงได้
ปัญหาสำคัญมากของภูมิศาสตร์
1. อะไรที่ทำให้สถานที่และภูมิทัศน์แต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน
2. ลึกๆ แล้ว มนุษย์มีความปรารถนาที่จะจัดการพื้นที่ด้วยการสร้างสรรค์เขตแดน กำหนดขอบเขตพื้นที่ และสร้างย่านพื้นที่ขึ้นมาใช่หรือไม่
3. เรากำหนดขอบเขตของพื้นที่ได้อย่างไร
4. เพราะเหตุใดประชาชน ทรัพยากร และความคิด จึงต้องมีการเคลื่อนย้าย
5. โลกถูกเปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมของมนุษย์ได้อย่างไร
6. ระบบเสมือนจริงมีบทบาทอะไรในการเรียนรู้เกี่ยวกับโลก
7. เราจะสามารถวัด “สิ่งที่ไม่สามารถวัดได้” ได้อย่างไร
8. ทักษะทางภูมิศาสตร์มีบทบาทอะไร ในการแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของอารยะธรรมของมนุษย์ และมีบทบาทอะไรในการทำนายอนาคต
9. การเปลี่ยนแปลงความยั่งยืนและความเปราะบางในที่ต่างๆ และช่วงเวลาต่างๆ นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใด
10. อะไรคือธรรมชาติของความคิด การให้เหตุผล และความสามารถทางพื้นที่
วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553
มาตรฐานการเรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์
สังคมทุกวันนี้มีประเด็นที่พึงให้ความสำคัญให้มากขึ้น เพื่อที่จะให้เยาวชนได้มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ (The Nature of Geographic Literacy) ให้เป็นความรู้ในลักษณะที่กว้างออกไปและลุ่มลึกมากขึ้น มากกว่าแค่เพียงแต่ตอบคำถามว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ที่ไหน หรือแค่ว่าเกาะบริติช ไอส์แลนด์หรือประเทศนิคารากัวอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก หรือแค่ว่าแม่น้ำไนล์ไหลผ่านประเทศใดบ้าง หรือแค่ว่าเมืองแอตแลนต้าตั้งอยู่ที่ไหน
การมีความรู้แค่ว่าสิ่งใดตั้งอยู่ตรงไหนบ้างนั้น เป็นแค่เพียงขั้นแรกของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ท้ายที่สุดของภูมิศาสตร์ คือ ความใส่ใจที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจว่า เพราะเหตุใดสิ่งต่างๆ จึงตั้งอยู่ในที่ที่มันตั้งอยู่ เพื่อตอบคำถามดังกล่าวนั้น จำเป็นจะต้องใช้ประเด็นสำคัญ กรอบแนวความคิด และทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้สตีเฟน เอส เบิร์ดซาล (1986) กล่าวไว้ในบทความเรื่อง ความไม่ประสาด้านภูมิศาสตร์ของสังคมอเมริกัน (America's Geographic Illiteracy) ไว้ว่า “เราจะต้องมีกรอบแนวความคิดและหลักการสำคัญต่างๆ ทางภูมิศาสตร์ที่ดีและเหมาะสมอย่างเพียงพอ เพื่อที่เราจะได้สร้างและปรับปรุงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่และประชาชนอย่างไม่มีข้อจำกัด” บทความบทนี้เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่การคิด การสืบค้น และการกำหนดเป็นกรอบเนื้อหาสาระ/เทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพสอดรับการเป้าหมายการจัดการศึกษาในแต่ละระดับต่อไป
ประเด็นสำคัญของภูมิศาสตร์
ประเด็นสำคัญของภูมิศาสตร์ ทั้ง 5 ประเด็นเกิดจากความประสงค์ของสมาคมภูมิศาสตร์สหรัฐอเมริกา ในการกำหนดกรอบมุมมองต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งหมด เพื่อที่นักภูมิศาสตร์จะได้ทำการศึกษาและแบ่ง/จำแนกประเภท โดยประเด็นสำคัญเหล่านั้นประกอบด้วย ทำเลที่ตั้ง (Theme I Location) สถานที่ (Theme II Place) ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม (Theme III Human/Environment Interaction) การเคลื่อนที่ (Theme IV Movement) และภูมิภาค (Theme V Region)
ทำเลที่ตั้ง
ทำเลที่ตั้ง แบ่งได้ 2 ส่วน คือ ที่ตั้งเฉพาะ และที่ตั้งทั่วไป ทั้งนี้ที่ตั้งเฉพาะ (Specific Location) เป็นการระบุชี้ชัด ด้วยที่อยู่หรือที่ตั้งที่แน่นอน บางครั้งนักภูมิศาสตร์เรียกที่ตั้งแบบนี้ว่า “ที่ตั้งสมบูรณ์” (Absolute Location) ดังตัวอย่างที่แสดงทำเลที่ตั้งที่มีอยู่จริงทั้งสองนี้
· ที่อยู่บนถนน: เลขที่ 22/43 ถนนพุทธบูชา อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
· ที่อยู่บนแผนที่: 15 องศา 20 ลิปดาเหนือ 102 องศา 12 ลิปดาตะวันออก
ที่ตั้งทั่วไป (General Location) เป็นทำเลที่ตั้งที่บอกกล่าวกันถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่ตั้งอยู่อย่างสัมพันธ์กับอีกบางสิ่งบางอย่าง อย่างนี้นักภูมิศาสตร์หลายคนเรียกว่า “ที่ตั้งสัมพันธ์” (Relative Location) ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้
· อยู่ห่างจากนี้ไปอีก 10 นาทีโดยรถราง
· อยู่ด้านหน้าของธนาคาร
สถานที่
สถานที่ เป็นการอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากสิ่งแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในอีกที่แห่งหนึ่ง โดยความแตกต่างนี้มีทั้งด้านกายภาพและมนุษย์ (Physical and Human Differences)
1. ลักษณะด้านกายภาพ ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ชนิดของดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า ภูมิอากาศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากมองในแง่ของความสัมพันธ์กัน ให้ลองจินตนาการว่า บนพื้นที่ราบ ดินมักมีความอุดมสมบูรณ์ และมีแม่น้ำไหลผ่านเข้ามาหลายสาย ขณะที่บริเวณเชิงเขา มักอุดมไปด้วยป่าไม้ ซึ่งหากประชาชนเข้าไปถากถาง ก็จะทำให้หน้าดินถูกชะล้างให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปได้ง่าย
2. ลักษณะด้านมนุษย์ เป็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ทั้งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และส่วนที่เป็นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่เป็นธรรมชาติอยู่ก่อน เช่น ถนน อาคาร เขื่อน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตและสร้างสรรค์วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของตนขึ้นมาในสถานที่ต่างๆ
ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อมของพวกเขา ซึ่งมีคำตอบมากมายต่อคำถามต่างๆ เหล่านี้ อย่างเช่น กิจกรรมของประชาชนจะส่งผลกระทบอะไรบ้างต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ประชาชนพึ่งพาอยู่จะส่งผลอย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่ประชาชนดำเนินการขึ้นมาเพื่อทำให้มีชีวิตเป็นอยู่ที่ดี/เรียบง่ายขึ้น ความสัมพันธ์ที่ว่านี้มี 3 ส่วน
· ประชาชนทั้งหลายถูกเปลี่ยนแปลง/ควบคุมโดยสิ่งแวดล้อมอย่างไร
· สิ่งแวดล้อมถูกประชาชนเปลี่ยนไปอย่างไร
· ประชาชนพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ประชาชนถูกเปลี่ยนแปลง/ถูกควบคุมโดยสิ่งแวดล้อม เรียกว่า “การปรับตัว” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีของมนุษย์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่มีอากาศหนาว สวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายหนาแน่นเพื่อรักษาความร้อนของร่างกายเอาไว้ หรือการขนส่งสิ่งของของประชาชนในเขตทะเลทรายด้วยอูฐที่มีความอดทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี
ประชาชนเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลง” ที่ประชาชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสม เช่น การวางระบบชลประทานบริเวณลุ่มน้ำไซร์ ดาร์ยา ของคาซัคสถาน และอามู ดาร์ยา ของอูซเบกิสถาน เพื่อเป็นแหล่งปลูกฝ้ายใหญ่ที่สุดของโลก หรือการถางป่าในบอร์เนียว เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ของโลก
ประชาชนพึ่งพิงสิ่งแวดล้อม ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ ประชาชนต้องพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมบางสิ่งบางอย่างเพื่อประโยชน์หรือความอยู่รอดของพวกเขาเอง เช่น การใช้ไม้หรือถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิง การใช้แม่น้ำเพื่อการคมนาคมขนส่งสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ
การเคลื่อนย้าย
การเคลื่อนย้าย หมายถึง การเคลื่อนย้ายประชาชน สิ่งของต่างๆ เช่นสินค้า และรวมถึง การคมนาคมสื่อสาร ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายความรู้ ความรู้สึก และความคิด เราสามารถอธิบายถึงประเภทของการสื่อสารคมนาคมและรูปแบบหลักๆ ของการคมนาคมขนส่งที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งหนึ่งได้ เช่นเดียวกับการอธิบายถึงลักษณะของการขนส่งสินค้าในรูปแบบการนำเข้าและการส่งออก ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาสาระของการเคลื่อนย้าย
ภูมิภาค
ภูมิภาค หมายถึง บริเวณพื้นที่ที่เราสามารถรวมกลุ่มเอาสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะที่มีรูปแบบเดียวกันเข้าด้วยกัน อย่างเช่น ประเทศแต่ละประเทศที่ถูกปกครองโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ มักจะเป็นบริเวณพื้นที่ที่พูดภาษาเดียวกัน หรือนับถือศาสนาเดียวกัน หรือตัวอย่างของบริเวณพื้นที่ที่รองรับการบริการเฉพาะอย่าง เช่นเขตบริการของโรงเรียนมัธยมศึกษา ภูมิภาคแบ่งออกได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ การแบ่งภูมิภาคด้วยลักษณะของรํฐหรือสภาพทางกายภาพ (Government or Physical Characteristics) การแบ่งภูมิภาคตามบทบาทหน้าที่ของภูมิภาค (A Function of Region) และการแบ่งภูมิภาคตามสภาพความต้องการของนักภูมิภาคศึกษา (Loosely Defined)
1. ภูมิภาคที่ถูกแบ่งด้วยลักษณะของรัฐหรือสภาพทางกายภาพ เป็นภูมิภาคที่มีลักษณะแน่นอนตายตัวไม่มีการ เปลี่ยนแปลงมากนัก เช่น ประเทศ หรือทวีป เป็นต้น
2. ภูมิภาคแบ่งตามบทบาทหน้าที่ บริเวณพื้นที่จะถูกกำหนดด้วยการบริการเฉพาะอย่าง เช่น เขตพื้นที่บริการของโรงเรียนจุฬาภรณ์วิทยาลัยที่มีกฎเกณฑ์ในการให้บริการชัดเจน ทั้งนี้หากกฎเกณฑ์เหล่านั้นถูกยกเลิก จะ ทำให้บริเวณพื้นที่ที่เป็นภูมิภาคนี้สูญหายตามไปด้วย
3. ภูมิภาคแบ่งตามความต้องการของนักภูมิภาคศึกษา ซึ่งกรณีนี้มีความหลากหลายอย่างยิ่ง เช่น การแบ่งซีก โลกเหนือ ย่านมิดแลนด์ โลกที่สาม โลกของชาวพุทธ ตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล ฯลฯ
เกณฑ์มาตรฐานของนักภูมิศาสตร์
ปรากฏการณ์ทางกายภาพและมนุษย์มีการกระจายอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ของโลก หนังสือ Geography for Life ของ Geography Education National Implementation Project (1994) บอกให้ทราบว่านักภูมิศาสตร์เป็นบุคคลที่มีการจัดการตนเองในเชิงภูมิศาสตร์โดยมีความสามารถพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1) สามารถแสดงความหมายของการจัดวางสิ่งต่างๆ ลงบนพื้นที่ได้ 2) สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สถานที่ และสิ่งแวดล้อมได้ 3) สามารถใช้ความเชี่ยวชาญทางภูมิศาสตร์ได้ และ 4) สามารถประยุกต์มุมมองด้านพื้นที่และนิเวศวิทยาให้เข้ากับสถานการณ์แห่งชีวิตได้ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาก้าวเข้าสู่ความเป็นนักภูมิศาสตร์ได้ตามพื้นฐานดังกล่าว ผู้จัดการเรียนการสอนและพัฒนาหลักสูตร จึงควรรู้และเข้าใจเกณฑ์มาตรฐานของนักภูมิศาสตร์ทั้ง 6 กลุ่มหลัก จำนวน 18 มาตรฐาน ดังนี้
การมองโลกในเชิงพื้นที่
ภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน สถานที่ และสิ่งแวดล้อม โดยจัดทำแผนที่แสดงข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในรูปข้อมูลเชิงพื้นที่ ดังนั้นบุคคลจึงควรรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
1. รู้และเข้าใจว่าจะใช้แผนที่ รวมทั้งสื่อทางภูมิศาสตร์ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์อย่างไร เพื่อที่จะได้สามารถสืบเสาะ สร้างกระบวนการและทำรายงานข่าวสารข้อมูลเหล่านั้นออกมาในเชิงพื้นที่ ได้
2. รู้และเข้าใจว่าจะใช้แผนที่ในเชิงจิต (Mental Maps) ยอย่างไร เพื่อที่จะจัดการข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับประชาชน สถานที่ และสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่
3. รู้และเข้าใจในการวิเคราะห์การจัดการเชิงพื้นที่ของประชาชน สถานที่ และสิ่งแวดล้อมบนพื้นบนผิวโลก
สถานที่และภูมิภาค
ความมีตัวตนและการมีชีวิตรอดของสิ่งต่างๆ และประชาชนเป็นรากฐานและเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละสถานที่ รวมถึงเป็นการสร้างกลุ่มก้อนของมนุษย์ซึ่งเรียกว่าภูมิภาค ดังนั้นบุคคลจึงควรเรียนรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
4. รู้และเข้าใจลักษณะทางกายภาพ และลักษณะเชิงมนุษย์ของสถานที่นั้นๆ
5. รู้และเข้าใจว่าประชาชนได้สร้างภูมิภาคต่างๆ ขึ้นมาอย่างซับซ้อน
6. รู้และเข้าใจว่าวัฒนธรรมและประสบการณ์มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อสถานที่และภูมิภาค
ระบบทางกายภาพ
กระบวนการทางกายภาพได้ก่อรูปให้เกิดพื้นผิวโลกและได้สร้างให้มีปฏิสัมพันธ์ของพืชและสัตว์ ทั้งนี้เพื่อที่จะสร้างสรรค์ จรรโลง และปรับแปลงระบบนิเวศน์ ดังนั้นบุคคลจึงควรเรียนรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ดังนี้
7. รู้และเข้าใจว่ากระบวนการทางกายภาพนั้นได้ก่อรูปและสร้างรูปแบบพื้นผิวโลก
8. รู้และเข้าใจคุณลักษณะและการกระจายทางพื้นที่ของระบบนิเวศบนพื้นผิวโลก
ระบบมนุษย์
ประชาชนเป็นแกนกลางสำคัญสำหรับภูมิศาสตร์ในกรณีที่กิจกรรมของมนุษย์ช่วยสร้างสรรค์รูปทรงของพื้นผิวโลก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์และโครงสร้างของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวโลก และยังมีการแข่งขันแก่งแย่งของมนุษย์ที่มีส่วนในการควบคุมพื้นผิวโลกด้วย ดังนั้นบุคคลจึงควรเรียนรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
9. รู้และเข้าใจว่าคุณลักษณะ การกระจาย และการเคลื่อนย้ายประชาชน เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งบนพื้นผิวโลก
10. รู้และเข้าใจว่าคุณลักษณะ การกระจาย และความซับซ้อนของวัฒนธรรมบนพื้นผิวโลก เป็นไปด้วยความซับซ้อน
11. รู้และเข้าใจรูปแบบและโครงข่ายความผูกพันพึ่งพิงทางเศรษฐกิจบนพื้นผิวโลก
12. รู้และเข้าใจกระบวนการ รูปแบบ และองค์ประกอบของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
13. รู้และเข้าใจว่าอิทธิพลของความร่วมแรงร่วมใจ และความขัดแย้งระหว่างประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อการแบ่งแยกและควบคุมพื้นผิวโลก
สิ่งแวดล้อมและสังคม
สภาพแวดล้อมทางกายภาพถูกปรับแปลงโดยกิจกรรมของมนุษย์ และยังมีผลสืบเนื่องไปสู่วิถีในการกำหนดคุณค่าแห่งสังคมมนุษย์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งกิจกรรมของมนุษย์ยังคงได้รับอิทธิพลจากลักษณะและกระบวนการทางกายภาพของโลกด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
14. รู้และเข้าใจกิจกรรมของมนุษย์ที่มีผลต่อการปรับแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
15. รู้และเข้าใจว่าระบบทางกายภาพมีผลต่อระบบมนุษย์อย่างไร
16. รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยความหมาย การใช้ การกระจาย และความสำคัญของทรัพยากร
การใช้ประโยชน์ภูมิศาสตร์
ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ช่วยให้ประชาชนพัฒนาความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน สถานที่และสิ่งแวดล้อม ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นการมองโลกที่เป็นอยู่และการมองโลกว่าจะเป็นอย่างไร จึงควรที่จะรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
17. รู้และเข้าใจว่าควรประยุกต์ภูมิศาสตร์ในการตีความถึงความเป็นมาในอดีตได้อย่างไร
18. รู้และเข้าใจว่าควรประยุกต์ภูมิศาสตร์ในการตีความถึงลักษณะปัจจุบัน เพื่อวางแผนสำหรับอนาคตอย่างไร
จึงหมายความว่า “เรียนภูมิศาสตร์เพื่อให้คนที่เป็นคน เพื่อให้รู้ปัจจุบัน เพื่อให้ย้อนอดีตความเป็นมาได้ และเพื่อให้คาดการณ์อนาคตได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดแห่งมวลมนุษย์ชาตินั่นเอง”
ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์
เราสามารถใช้ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์ช่วยให้กระบวนการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) ได้ดีและรอบคอบขึ้น ทั้งในการเลือกย่านพื้นที่ซื้อบ้าน หางานทำ หาร้านจับจ่าย หาแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน หรือแม้กระทั่งเลือกโรงเรียนให้ลูก ซึ่งการตัดสินใจต่างๆ เหล่านี้ต้องอาศัยความสามารถในการเก็บรวบรวม จัดเรียง และใช้สารสนเทศภูมิศาสตร์ นอกจากนี้การตัดสินใจและการประกอบกิจกรรมประจำวัน ทั้งหลายยังเชื่อมโยงกับการคิดเกี่ยวกับประเด็นของสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นระบบด้วย ขณะที่การตัดสินใจของชุมชน มักมีความสัมพันธ์ปัญหามลพิษด้านอากาศ น้ำ และดิน/ที่ดิน หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง เช่น ที่ตั้งของอุตสาหกรรม โรงเรียน และย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งเหล่านี้ต้องการความชำนาญในการใช้สารสนเทศภูมิศาสตร์ทั้งสิ้น สำหรับการตัดสินใจของธุรกิจและของภาครัฐนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกสรรหาทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดสำหรับห้างสรรพสินค้าหรือท่าอากาศยานระดับภูมิภาค การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการค้ากับต่างชาติ ซึ่งต้องการข้อมูลทางภูมิศาสตร์สนับสนุนการตัดสินใจ
ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์จะช่วยให้เราตัดสินใจตามเหตุผลด้านการเมืองได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ต้องมีการประเมินนโยบายด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างชาติ การกำหนดย่านพื้นที่และการใช้ที่ดินระดับท้องถิ่น ซึ่งทักษะต่างๆ ของภูมิศาสตร์จะทำให้สามารถเก็บและวิเคราะห์สารสนเทศ อันจะทำให้ได้บทสรุปและดำเนินกิจกรรมอย่างสมเหตุสมผล อีกทั้งทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์ยังช่วยในการพัฒนาและนำเสนอประเด็นต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือไปสู่เวทีนโยบายสาธารณะต่อไป
ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์มี 5 ประเด็นหลัก ที่ประยุกต์มาจาก Guidelines for Geographic Education: Elementary and Secondary Schools ที่คณะกรรมาธิการจัดการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ เตรียมร่างเพื่อให้สมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน และสภาการศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ไว้เมื่อปี ค.ศ.1984 ประกอบด้วย การถามคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ (Asking Geographic Questions) การเก็บรวบรวมสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Acquiring Geographic Information) การจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Organizing Geographic Information) การวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์ (Analyzing Geographic Information) และการตอบคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ (Answering Geographic Information)
1. การถามคำถามทางด้านภูมิศาสตร์
การค้นหาความรู้ทางภูมิศาสตร์จะประสบผลสำเร็จด้วยดีนั้น ต้องอาศัยความสามารถและความสมัครใจที่จะตั้งคำถามอย่างใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ และหาคำตอบทั้งหลายเกี่ยวกับว่า เพราะเหตุใดสิ่งต่างๆ จึงปรากฏและเป็นอยู่ที่ตรงนั้น นักเรียนนักศึกษาจำเป็นต้องตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว - บางสิ่งบางอย่างปรากฏอยู่ที่ไหนบ้าง (Where is something located?) เพราะเหตุใดมันจึงอยู่ที่นั่น (Why is it there?) บางสิ่งบางอย่างนั้นสัมพันธ์กับอะไรบ้าง (With what is it associated?) อะไรที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากทำเลที่ตั้งและความสัมพันธ์เหล่านั้น (What are the consequences of its location and associations?) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้คล้ายกับที่ไหนบ้าง (What is this place like?)
สำหรับคำถามต่างๆ นักเรียนนักศึกษาจะต้องทดลองหาคำตอบที่เป็นไปได้ เพื่อให้คำตอบทางเลือกเหล่านั้นนำไปพัฒนาเป็นสมมุติฐาน ที่จะเชื่อมโยงกับขั้นตอนของกระบวนการตั้งคำถามและหาคำตอบ โดยสมมติฐานที่ว่านี้จะนำไปสู่การสืบค้นหาสารสนเทศต่อไป
ว่ากันจริงๆ แล้ว วิชาภูมิศาสตร์ถูกแบ่งออกด้วยประเภทของคำถามที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเป็นปัญหาเกี่ยวกับคำถามที่ถามว่า ที่ไหน และเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นที่นั่น (Where and Why There) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องพัฒนาและฝึกทักษะเกี่ยวกับการตั้งคำถามดังกล่าวด้วยตัวของพวกเขา/เธอเอง ซึ่งสามารถฝึกได้ไม่ยาก ด้วยการเริ่มต้นแยกคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ออกจากคำถามที่ไม่ใช่ภูมิศาสตร์ จากนั้นครูผู้สอนก็นำเสนอให้นักเรียนนักศึกษากำหนดประเด็นและฝึกตั้งคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนนักศึกษาระดับชั้นสูงๆ ก็จะต้องจัดให้ฝึกทักษะให้สามารถจำแนกคำถามและวิธีทางด้านภูมิศาสตร์ เพื่อให้เกิดการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ไปช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
2. การเก็บรวบรวมสารสนเทศภูมิศาสตร์
สารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information) เป็นข่าวสารข้อมูลที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง คุณลักษณะทางกายภาพและมนุษย์ของทำเลที่ตั้งเหล่านั้น และกิจกรรมและสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในสถานที่เหล่านั้น เมื่อย้อนกลับไปมองที่การตอบคำถามทางภูมิศาสตร์ นักเรียนนักศึกษาควรจะเริ่มต้นด้วยการเก็บรวบรวมสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากการอ่านและแปลความหมายให้ได้สารสนเทศจากแผนที่ทุกชนิด ทำการรวบรวมและใช้ข้อมูลชั้นต้นและชั้นสองเพื่อเตรียมการบรรยายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมถึงการเก็บข้อมูลจากการสอบถาม การสำรวจภาคสนาม การใช้เอกสารอ้างอิง และการทบทวนงานวิจัยต่างๆ ในห้องสมุด
ทักษะต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ได้มาซึ่งสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ผ่านกระบวนการกำหนดทำเลที่ตั้งและรายละเอียดของปรากฏการณ์ การสังเกตและบันทึกสารสนเทศอย่างมีระบบระเบียบ การอ่านและแปลความหมายแผนที่หรือภาพแสดงพื้นที่และสถานที่ การสัมภาษณ์ และการใช้วิธีการทางสถิติต่างๆ
แหล่งข้อมูลชั้นต้นของสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจภาคสนามของนักเรียนนักศึกษา นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาทางภูมิศาสตร์ โดยการสำรวจภาคสนามเป็นส่วนที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องดำเนินการจริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยด้วยการกระจายแบบสอบถามออกไปในชุมชน มีการบันทึกภาพ บันทึกสิ่งที่สำคัญในพื้นที่ สัมภาษณ์ประชาชน และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง งานสำรวจภาคสนามจะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษาเกิดความอยากรู้อยากเห็น และทำการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จากการสังเกต การตั้งคำถาม การจำแนกประเด็นปัญหา และรับรู้ถึงลักษณะทางกายภาพและกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ นอกจากนี้การสำรวจภาคสนามยังจะช่วยเชื่อมโยงกิจกรรมในโรงเรียนของนักเรียนนักศึกษากับโลกที่พวกเขา/เธออาศัยอยู่ด้วย
3. การจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์
เมื่อสารสนเทศภูมิศาสตร์ถูกเก็บรวบรวมมาแล้ว ก็ควรจะมีการจัดการและนำเสนอออกไปด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้มีการนำเอาไปวิเคราะห์และแปลความหมายในขั้นตอนต่อไป ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นควรจะถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ ความต่างประเภทกันของข้อมูลจะต้องถูกแบ่งแยกออกและจัดกลุ่มให้อยู่ในรูปแบบแผนภาพที่มองเห็นและเข้าใจได้ชัดเจน เช่น รูปภาพ ภาพถ่ายทางอากาศ กราฟ ภาพตัดขวาง กราฟอากาศประจำปี (Climograph) แผนผัง ตาราง แผนที่ผัง (Cartogram) และแผนที่ ทั้งนี้การนำสารสนเทศจากเอกสารหรือจากการสัมภาษณ์มาเขียนนั้น ควรจะจัดการในลักษณะการคัดลอกมาไว้ในเครื่องหมายคำพูดหรือในรูปของตารางแสดงสารสนเทศ
มีวิธีการหลายอย่างมากในการจัดการกับสารสนเทศภูมิศาสตร์ อย่างเช่นแผนที่ที่เป็นเครื่องมือหลักของการศึกษาหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงยังมีวิธีการอื่นๆ ในการแปลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่มองเห็นเป็นภาพได้ (Visual Form) เช่น การใช้กราฟทุกชนิด ตาราง แผ่นแสดงข้อมูล (Spreadsheets) และเส้นแสดงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา (Timeline) โดยวิธีการเหล่านี้จะเป้นประโยชน์อย่างมากเพราะทำให้เห็นภาพสรุปที่ชัดเจน รวมทั้งสามารถแสดงข้อความที่ต้องการอธิบายเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม ในการจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์มให้มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะ การตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบ การให้สี การแสดงภาพ การกำหนดขนาด และการสร้างความชัดเจน ทั้งหลายเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาแผนที่และสื่อแสดงข้อมูลเชิงพื้นที่ชนิดอื่นๆ ให้สามารถสะท้อนข้อมูลออกไปได้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์
วิชาภูมิศาสตร์นั้น ถูกเรียกขานบ่อยครั้งว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยศิลปะการเขียนแผนที่ (The Art of Mappable) ดังนั้นการทำแผนที่ จึงควรจะจัดให้เป็นกิจกรรมปรกติพื้นฐานอย่างหนึ่งของนักเรียนนักศึกษาทุกคน พวกเขา/เธอควรจะอ่านแผนที่ด้วยการตีความสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เก็บบันทึกไว้ในนั้น และทำการวิเคราะห์รูปแบบต่างๆ ของสารสนเทศเหล่านั้น และจัดทำสัญลักษณ์ ในแผนที่เพื่อให้สอดรับกับการจัดการสารสนเทศต่างๆ ซึ่งการทำแผนที่ อาจหมายถึงการใช้ระบบการร่างแผนที่ เพื่อสร้างจุดๆ หนึ่งในการแสดงข้อความหรือบันทึกจากการสำรวจที่ต้องการนำเสนอไว้ในแผนที่ หรืออาจหมายถึงการใช้สัญลักษณ์แสดงข้อมูลในแผนที่เกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของทรัพยากรที่มีอยู่บนโลกหรือแสดงระดับรายได้ของมณฑลต่างๆ ในประเทศหนึ่งๆ หรืออาจหมายถึงการทำแผนที่การกระจายของรังมดในหรือจุดตั้งถังขยะในสนามของโรงเรียน ต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นได้ทั้งนั้น ดังนั้นนักเรียนนักศึกษาจึงจะต้องเกี่ยวพันกับการทำแผนที่ในฐานะที่เป็นกิจกรรมพื้นฐาน พวกเขา/เธอควรที่จะมีทักษะในการแปลความหมายและสร้างสรรค์สัญลักษณ์ในแผนที่ การค้นหาทำเลที่ตั้งบนแผนที่ที่ใช้ระบบอ้างอิงเชิงพื้นที่ที่หลากหลาย การจัดวางแผนที่และการกำหนดทิศทางที่เหมาะสม การใช้ขนาดและมาตราส่วนเพื่อกำหนดระยะทางในแผนที่ และการคิดเชิงแย้งเกี่ยวกับสารสนเทศที่ปรากฎอยู่ในแผนที่
4. การวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์
การวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นการค้นหารูปแบบ ความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นของปรากฏการณ์ต่างๆ เมื่อได้มีการวิเคราะห์และแปลความหมายสารสนเทศแล้ว รูปแบบหรือกระบวนการบางอย่างก็จะผุดขึ้นมาให้เห็น จากนั้นนักเรียนนักศึกษาก็ทำการสังเคราะห์ผลจากการการสังเกตของตัวเองให้เข้ากับระบบการบรรยายของตน ในขั้นตอนนี้อาจจะทำการบันทึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์สอดคล้องกันและลักษณะที่คล้ายกันระหว่างพื้นที่ มีการพิจารณารูปแบบด้วยการเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแผนที่ กราฟ แผนภาพ ตาราง และอื่นๆ ด้วยการใช้สถิติอย่างง่ายๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถระบุถึงแนวโน้ม ความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องของปรากฏการณ์ได้
การวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์เกี่ยวพันกับกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย มีบางครั้งที่เกิดความยุ่งยากที่จะแบ่งแยกกระบวนการที่จะใช้ในการจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์ออกจากขั้นตอนที่ใช้ในการวิเคราะห์ กระบวนการทั้งสองดังกล่าวคงเกิดขึ้นกับหลายๆ กรณี แต่ในบางสถานการณ์ การวิเคราะห์ก็ทำไปด้วยความรู้และความเข้าใจแบบง่ายๆ ซึ่งนักเรียนนักศึกษาควรจะตรวจสอบและพินิจพิเคราะห์แผนที่เพื่อค้นหาและเปรียบเทียบรูปแบบและความสัมพันธ์ทางพื้นที่ ศึกษาตารางและกราฟเพื่อกำหนดแนวโน้มและความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นต่างๆ ตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติเพื่อระบุชี้แนวโน้ม ความต่อเนื่อง สหสัมพันธ์ และความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ศึกษาจากเอกสารตำราเพื่อแปลความหมาย อธิบาย และสังเคราะห์คุณลักษณะของแต่ละสิ่งที่สนใจ ด้วยกระบวนการวิเคราะห์นี้จะทำให้ได้คำตอบสำหรับคำถามมาเป็นลำดับแรก จากนั้นจะนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองและคำอธิบายที่เป็นสากลทางภูมิศาสตร์ (GMG: Geographic Models and Generalizations) ที่กล่าวมาทั้งหมดตรงนี้ คือ ทักษะในการวิเคราะห์ที่นักเรียนนักศึกาทุกคนจำเป็นจะต้องพัฒนาขึ้นมาในตัวเองให้ได้
5. การตอบคำถามทางด้านภูมิศาสตร์
เป้าหมายสูงสุดของการแสวงหารู้ทางภูมิศาสตร์ จะประสบผลสำเร็จไปสู่การพัฒนาคำอธิบายที่เป็นสากลและการสรุปบนฐานข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมมา มีการจัดการและการวิเคราะห์เป็นขั้นตอน ทักษะทั้งหลายที่สัมพันธ์กับการตอบคำถามทางภูมิศาสตร์ด้วยรูปแบบการกล่าวอ้างอิงถึงสารสนเทศในลักษณะภาพ (ทั้งที่เป็นแผนที่ ตาราง และกราฟ) ควบคู่ไปกับการบอกกล่าวด้วยวาจาและข้อเขียนต่างๆ ทักษะเหล่านี้เกี่ยวกับเชื่อมโยงกับความสามารถในการแยกแยะคำอธิบายที่เป็นสากล เพื่อประยุกต์ใช้ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก
การสร้างคำอธิบายที่เป็นสากล ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการแสวงหาความรู้ และยังจะช่วยสร้างความเข้าใจในเชิงสัญลักษณ์ได้มากขึ้นด้วย การพัฒนาเพื่อสร้างคำอธิบายที่เป็นสากลนั้น ต้องการให้นักเรียนนักศึกษาได้ใช้สารสนเทศที่พวกเขา/เธอเก็บรวบรวม จัดการ และวิเคราะห์เพื่อสร้างคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ในรูปแบบทั่วไป และบางครั้งพวกเขา/เธออาจจะใช้เหตุการณ์นั้นๆ ไปช่วยในการตัดสินใจ แก้ปัญหา หรือสร้างข้อยืนยันเกี่ยวกับการตอบปัญหา การกำหนดประเด็น หรือการบ่งชี้ความสำคัญของปัญหาต่างๆ ได้
การสร้างคำอธิบายที่เป็นสากลทางภูมิศาสตร์ สามารถสร้างขึ้นมาด้วยการใช้วิธีการให้เหตุผลเชิงอุปนัยหรืออนุมานก็ได้ โดยวิธีให้เหตุผลเชิงอุปนัย นักเรียนนักศึกษาจะต้องทำการสังเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อตอบคำถามและให้ได้ข้อสรุปเฉพาะเรื่องที่กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนั้น ขณะที่วิธีให้เหตุเชิงอนุมานนั้น พวกเขา/เธอจะต้องระบุชี้ชัดในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับข้อคำถาม สังเกตและประเมินเหตุการณ์ และตัดสินใจหาคำอธิบายที่เป็นสากลที่เหมาะสมด้วยการทดสอบข้อสรุปเหล่านั้นเปรียบเทียบกับโลกที่เป็นจริง ซึ่งนักเรียนนักศึกษาควรที่จะได้รับการฝึกฝนให้มีประสบการณ์ในทั้งสองวิธี
นอกจากนี้นักเรียนนักศึกษายังควรจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาทางภูมิศาสตร์ ในประเด็นนี้ มีทักษะสำคัญอันหนึ่งที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเป็นพลเมืองที่ดี (Good Citizenship) ซึ่งพวกเขา/เธอสามารถพัฒนาความรู้สึกนึกคิดในด้านความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง ด้วยการแผ่ขยายคำตอบที่พวกเขา/เธอได้รับจากการศึกษาค้นคว้าออกไปสู่สังคม เพราะพวกเขา/เธอสามารถนำเสนอสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้หลายๆ วิธี อย่างเช่น การใช้มัลติมีเดียที่เป็นการผสมผสานเอารูปภาพ แผนที่ กราฟ เชื่อมโยงไปพร้อมๆ กับการนำเสนอเรื่องราวหรือถ้อยแถลงที่เข้าใจได้อย่างเป็นสากล นอกจากนี้ สารสนเทศภูมิศาสตร์ยังสามารถถูกนำเสนอได้ด้วยกวีนิพนธ์ ศิลปะตัดต่อ การละเล่น บทความ และเรียงความ โดยสื่อทุกๆ สื่อที่ถูกเลือกใช้ในการนำเสนอสารสนเทศภูมิศาสตร์ ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อให้ได้คำตอบ และการบ่งชี้ประเด็นหรือปัญหาที่จะต้องค้นหาความรู้มาเป็นคำตอบและทำการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกระจ่างชัดมากขึ้น จึงสรุปได้ว่า การเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการตอบคำถามทางภูมิศาสตร์ ถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง
นักเรียนนักศึกษาควรจะต้องเข้าใจว่า ยังคงมีวิธีการที่เป็นทางเลือกอีกหลายๆ วิธี สำหรับการอธิบายและสรุปที่เป็นสากล เพราะมีความรู้ ความจริง และความหมายของสิ่งต่างๆ อยู่หลายประเภทหลายระดับ ครูผู้สอนจึงควรจะกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษาพัฒนาและมีมุมมองหลากหลาย และค้นหาผลลัพธ์ที่หลากหลายหรับปัญหาต่างๆ
จะเห็นได้ว่าทักษะที่ห้านี้ เป็นขั้นตอนท้ายสุดของกระบวนการค้นหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดแค่เพียงแต่การดำเนินการศึกษาตามขั้นตอนนี้เท่านั้น เพราะปัญหาต่างๆ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ข้อสรุปหลายๆ อย่างมีเหตุและปัจจัยอื่นเพิ่มเติมเข้ามา ทำให้คำอธิบายที่เป็นสากลที่เคยอธิบายไว้แต่เดิมไม่ครอบคุลมประเด็นปัญหา มีการทดสอบสมมติฐานใหม่ๆ ด้วยการทบทวนข้อความคำอธิบายที่เคยเป้นสากล คำตอบแต่ละคำตอบ การตัดสินใจแต่ละอย่าง หรือการแก้ปัญหาแต่ละครั้ง เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดประเด็น มุมมอง และปัญหาใหม่ การศึกษาเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์จึงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ทรงพลังและท้าทาย
การพัฒนาทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์
ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องพัฒนาทักษะทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อที่จะทำให้พวกเขา/เธอสามารถทำการสังเกตรูปแบบ ความสัมพันธ์ และระเบียบทางพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเข้าใจ มีทักษะหลายอย่างที่ถูกคาดหวังให้นักเรียนนักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้นำไปสู่การเลือกใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งแผนที่คือเครื่องมือที่จำเป็นของภูมิศาสตร์ เนื่องจากว่าในแผนที่ได้บรรจุเอาสาระต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนพื้นที่ โดยนำแสดงให้ผู้ใช้แผนที่เห็นเป็นภาพที่ง่ายแก่การทำความเข้าใจ กราฟ ภาพร่าง แผนผัง และรูปภาพ ล้วนยังคงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากการวิเคราะห์อัตราการเติบโตของพื้นที่เมือง ที่เราสามารถตรวจสอบได้จากการเปรียบเทียบรูปถ่ายเก่าและใหม่ หรือตัวอย่างของการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากการเปรียบเทียบข้อมูลภาพจากดาวเทียมที่บันทึกในปีที่แตกต่างกัน
เครื่องมือชนิดใหม่ที่มีความสำคัญในการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์ คือ ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Database) หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS: Geographic Information System) ระบบนี้จะทำให้กระบวนการนำเสนอและวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์ง่ายขึ้น อันเป็นการเพิ่มความเร็วในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่นี้ สามารถนำไปพัฒนาในห้องเรียนได้ด้วยการใช้กระดาษและดินสอธรรมดาๆ
มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพหลายอย่างที่นักเรียนนักศึกษาจำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ ซึ่งอยู่ในรูปทักษะทางความคิดเชิงวิกฤติ (Critical Thinking Skills) โดยทักษะที่ว่านี้จะไม่มีการจัดอยู่เป็นหมวดเป็นหมู่ หากแต่จะอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในกระบวนการสร้างความรู้ การอ้างอิง การวิเคราะห์ การยืนยัน การทดสอบสมมติฐาน การสรุปให้เข้าใจอย่างเป็นสากล การทำนาย และการตัดสินใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ทุกระดับ และสามารถสร้างเป็นทักษะพื้นฐานให้นักเรียนนักศึกษามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ในการศึกษาหาความรู้ได้เป็นอย่างดี
ทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สามารถจัดให้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของแต่ชั้นปีการศึกษาได้ ซึ่งครูผู้สอนและผู้พัฒนาหลักสูตรจำเป็นจะต้องพินิจพิจารณาจัดวางให้เหมาะสมและเป็นลำดับขั้นตอน ให้นักเรียนนักศึกษาเรียนรู้และเก็บทักษะไว้กับตัวเอง และเสริมสร้างในส่วนที่เป็นการประยุกต์ให้สามารถเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ประโยชน์ที่เกิดจากการเรียนรู้ภูมิศาสตร์อย่างเป็นระบบ
มีผลลัพธ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ หากว่าเยาวชนของเราได้รับการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พวกเขา/เธอมีมุมมอง มีสารสนเทศ มีแนวความคิด และมีทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ ข้อความต่อไปนี้คือคำตอบ
ประการแรกสุด นักเรียนนักศึกษาจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับที่ตั้งสมบูรณ์และที่ตั้งสัมพันธ์ ว่าเป็นประเด็นสาระที่สำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายลักษณะทางกายภาพและมนุษย์ทุกๆ อย่างที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก ตัวอย่างเช่น การมีความรู้ถึงทำเลที่ตั้งสมบูรณ์ของประเทศอัฟานิสถาน และที่ตั้งสัมพันธ์ของประเทศนี้ที่ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมของรัสเซียอาศัยอยู่ ซึ่งจะช่วยในเกิดความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันของประเทศนี้
ประการที่สอง นักเรียนนักศึกษาจะมีความสามารถในการกำหนดความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ในบริบทที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมนุษย์ รวมถึงการสร้างความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานนี้นั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น นักเรียนจะสามารถระบุชี้ชัดว่าปัจจัยทางธรรมชาติและมนุษย์อะไรบ้างที่ทำให้มหานครนิวยอร์กเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นศูนย์กลางของโลก และสามารถอธิบายได้ว่า มหานครแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป
ประการที่สาม นักเรียนนักศึกษาจะมีความตระหนักรู้ว่า ประชาชนอาศัยอยู่กันอย่างไร ปรับปรุงเพิ่มเติมในพื้นที่นั้นๆ กันอย่างไร และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมนุษย์กันอย่างไร ตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาจะรู้ซึ้งว่าป่าฝนในที่ต่างๆ นั้นถูกใช้สำหรับเป็นแหล่งล่าสัตว์และเก็บของป่า ใช้เพื่อทำการเกษตรไร่เลื่อนลอย ใช้เพื่อกิจการป่าไม้ และใช้เพื่อการเกษตรขนาดใหญ่
ประการที่สี่ นักเรียนนักศึกษาจะได้ทำการไตร่สวนว่า สถานที่ต่างๆ นั้นมีการพึ่งพิงกันและกันอย่างไรบ้าง ตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาจะสามารถตรวจสอบการพึ่งพิงกันของประเทศญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา และเกิดความคิดอะไรบางอย่างที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตปรกติของครอบครัวชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่น
ประการที่ห้า นักเรียนนักศึกษาจะต้องได้เรียนรู้ถึงการใช้แนวความคิดด้านภูมิภาคเพื่อสร้างถ้อยแถลงทั่วไปเกี่ยวกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาจะสามารถบ่งชี้พื้นที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ได้ว่า มีบริเวณใดบ้างที่ประชาชนตัดไม้จากป่าเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการดำรงชีวิต พวกเขาและเธอจะสามารถอธิบายและประเมินสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก รวมถึงสามารถแสดงความสัมพันธ์ของพวกเขาและเธอเองที่มีต่อการตัดไม้ทำลายป่าไม้เหล่านั้น
การมุ่งเข้าไปหาความสำเร็จทั้งหมดตามเป้าหมายที่กล่าวมานี้ นักเรียนนักศึกษาจะต้องมีทักษะและความสามารถในการใช้แผนที่ทั้งหลายเพื่อสร้างและตอบข้อคำถามเกี่ยวกับความสำคัญของประเด็นต่างๆ อย่างเช่น พวกเขาและเธอจะสามารถพินิจพิเคราะห์แผนที่ให้เห็นสารสนเทศเกี่ยวกับประชากร การใช้ประโยชน์ที่ดิน รูปลักษณ์สัณฐานภูมิประเทศ และการเปาะปลูกที่เกิดขึ้นอย่างน่าพิศวงในภูมิภาคที่แห้งแล้งอย่างยิ่งในอัฟริกา
การมีความรู้แค่ว่าสิ่งใดตั้งอยู่ตรงไหนบ้างนั้น เป็นแค่เพียงขั้นแรกของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ท้ายที่สุดของภูมิศาสตร์ คือ ความใส่ใจที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจว่า เพราะเหตุใดสิ่งต่างๆ จึงตั้งอยู่ในที่ที่มันตั้งอยู่ เพื่อตอบคำถามดังกล่าวนั้น จำเป็นจะต้องใช้ประเด็นสำคัญ กรอบแนวความคิด และทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้สตีเฟน เอส เบิร์ดซาล (1986) กล่าวไว้ในบทความเรื่อง ความไม่ประสาด้านภูมิศาสตร์ของสังคมอเมริกัน (America's Geographic Illiteracy) ไว้ว่า “เราจะต้องมีกรอบแนวความคิดและหลักการสำคัญต่างๆ ทางภูมิศาสตร์ที่ดีและเหมาะสมอย่างเพียงพอ เพื่อที่เราจะได้สร้างและปรับปรุงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่และประชาชนอย่างไม่มีข้อจำกัด” บทความบทนี้เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่การคิด การสืบค้น และการกำหนดเป็นกรอบเนื้อหาสาระ/เทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพสอดรับการเป้าหมายการจัดการศึกษาในแต่ละระดับต่อไป
ประเด็นสำคัญของภูมิศาสตร์
ประเด็นสำคัญของภูมิศาสตร์ ทั้ง 5 ประเด็นเกิดจากความประสงค์ของสมาคมภูมิศาสตร์สหรัฐอเมริกา ในการกำหนดกรอบมุมมองต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งหมด เพื่อที่นักภูมิศาสตร์จะได้ทำการศึกษาและแบ่ง/จำแนกประเภท โดยประเด็นสำคัญเหล่านั้นประกอบด้วย ทำเลที่ตั้ง (Theme I Location) สถานที่ (Theme II Place) ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม (Theme III Human/Environment Interaction) การเคลื่อนที่ (Theme IV Movement) และภูมิภาค (Theme V Region)
ทำเลที่ตั้ง
ทำเลที่ตั้ง แบ่งได้ 2 ส่วน คือ ที่ตั้งเฉพาะ และที่ตั้งทั่วไป ทั้งนี้ที่ตั้งเฉพาะ (Specific Location) เป็นการระบุชี้ชัด ด้วยที่อยู่หรือที่ตั้งที่แน่นอน บางครั้งนักภูมิศาสตร์เรียกที่ตั้งแบบนี้ว่า “ที่ตั้งสมบูรณ์” (Absolute Location) ดังตัวอย่างที่แสดงทำเลที่ตั้งที่มีอยู่จริงทั้งสองนี้
· ที่อยู่บนถนน: เลขที่ 22/43 ถนนพุทธบูชา อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
· ที่อยู่บนแผนที่: 15 องศา 20 ลิปดาเหนือ 102 องศา 12 ลิปดาตะวันออก
ที่ตั้งทั่วไป (General Location) เป็นทำเลที่ตั้งที่บอกกล่าวกันถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่ตั้งอยู่อย่างสัมพันธ์กับอีกบางสิ่งบางอย่าง อย่างนี้นักภูมิศาสตร์หลายคนเรียกว่า “ที่ตั้งสัมพันธ์” (Relative Location) ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้
· อยู่ห่างจากนี้ไปอีก 10 นาทีโดยรถราง
· อยู่ด้านหน้าของธนาคาร
สถานที่
สถานที่ เป็นการอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากสิ่งแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในอีกที่แห่งหนึ่ง โดยความแตกต่างนี้มีทั้งด้านกายภาพและมนุษย์ (Physical and Human Differences)
1. ลักษณะด้านกายภาพ ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ชนิดของดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า ภูมิอากาศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากมองในแง่ของความสัมพันธ์กัน ให้ลองจินตนาการว่า บนพื้นที่ราบ ดินมักมีความอุดมสมบูรณ์ และมีแม่น้ำไหลผ่านเข้ามาหลายสาย ขณะที่บริเวณเชิงเขา มักอุดมไปด้วยป่าไม้ ซึ่งหากประชาชนเข้าไปถากถาง ก็จะทำให้หน้าดินถูกชะล้างให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปได้ง่าย
2. ลักษณะด้านมนุษย์ เป็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ทั้งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และส่วนที่เป็นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่เป็นธรรมชาติอยู่ก่อน เช่น ถนน อาคาร เขื่อน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตและสร้างสรรค์วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของตนขึ้นมาในสถานที่ต่างๆ
ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อมของพวกเขา ซึ่งมีคำตอบมากมายต่อคำถามต่างๆ เหล่านี้ อย่างเช่น กิจกรรมของประชาชนจะส่งผลกระทบอะไรบ้างต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ประชาชนพึ่งพาอยู่จะส่งผลอย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่ประชาชนดำเนินการขึ้นมาเพื่อทำให้มีชีวิตเป็นอยู่ที่ดี/เรียบง่ายขึ้น ความสัมพันธ์ที่ว่านี้มี 3 ส่วน
· ประชาชนทั้งหลายถูกเปลี่ยนแปลง/ควบคุมโดยสิ่งแวดล้อมอย่างไร
· สิ่งแวดล้อมถูกประชาชนเปลี่ยนไปอย่างไร
· ประชาชนพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ประชาชนถูกเปลี่ยนแปลง/ถูกควบคุมโดยสิ่งแวดล้อม เรียกว่า “การปรับตัว” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีของมนุษย์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่มีอากาศหนาว สวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายหนาแน่นเพื่อรักษาความร้อนของร่างกายเอาไว้ หรือการขนส่งสิ่งของของประชาชนในเขตทะเลทรายด้วยอูฐที่มีความอดทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี
ประชาชนเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลง” ที่ประชาชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสม เช่น การวางระบบชลประทานบริเวณลุ่มน้ำไซร์ ดาร์ยา ของคาซัคสถาน และอามู ดาร์ยา ของอูซเบกิสถาน เพื่อเป็นแหล่งปลูกฝ้ายใหญ่ที่สุดของโลก หรือการถางป่าในบอร์เนียว เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ของโลก
ประชาชนพึ่งพิงสิ่งแวดล้อม ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ ประชาชนต้องพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมบางสิ่งบางอย่างเพื่อประโยชน์หรือความอยู่รอดของพวกเขาเอง เช่น การใช้ไม้หรือถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิง การใช้แม่น้ำเพื่อการคมนาคมขนส่งสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ
การเคลื่อนย้าย
การเคลื่อนย้าย หมายถึง การเคลื่อนย้ายประชาชน สิ่งของต่างๆ เช่นสินค้า และรวมถึง การคมนาคมสื่อสาร ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายความรู้ ความรู้สึก และความคิด เราสามารถอธิบายถึงประเภทของการสื่อสารคมนาคมและรูปแบบหลักๆ ของการคมนาคมขนส่งที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งหนึ่งได้ เช่นเดียวกับการอธิบายถึงลักษณะของการขนส่งสินค้าในรูปแบบการนำเข้าและการส่งออก ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาสาระของการเคลื่อนย้าย
ภูมิภาค
ภูมิภาค หมายถึง บริเวณพื้นที่ที่เราสามารถรวมกลุ่มเอาสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะที่มีรูปแบบเดียวกันเข้าด้วยกัน อย่างเช่น ประเทศแต่ละประเทศที่ถูกปกครองโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ มักจะเป็นบริเวณพื้นที่ที่พูดภาษาเดียวกัน หรือนับถือศาสนาเดียวกัน หรือตัวอย่างของบริเวณพื้นที่ที่รองรับการบริการเฉพาะอย่าง เช่นเขตบริการของโรงเรียนมัธยมศึกษา ภูมิภาคแบ่งออกได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ การแบ่งภูมิภาคด้วยลักษณะของรํฐหรือสภาพทางกายภาพ (Government or Physical Characteristics) การแบ่งภูมิภาคตามบทบาทหน้าที่ของภูมิภาค (A Function of Region) และการแบ่งภูมิภาคตามสภาพความต้องการของนักภูมิภาคศึกษา (Loosely Defined)
1. ภูมิภาคที่ถูกแบ่งด้วยลักษณะของรัฐหรือสภาพทางกายภาพ เป็นภูมิภาคที่มีลักษณะแน่นอนตายตัวไม่มีการ เปลี่ยนแปลงมากนัก เช่น ประเทศ หรือทวีป เป็นต้น
2. ภูมิภาคแบ่งตามบทบาทหน้าที่ บริเวณพื้นที่จะถูกกำหนดด้วยการบริการเฉพาะอย่าง เช่น เขตพื้นที่บริการของโรงเรียนจุฬาภรณ์วิทยาลัยที่มีกฎเกณฑ์ในการให้บริการชัดเจน ทั้งนี้หากกฎเกณฑ์เหล่านั้นถูกยกเลิก จะ ทำให้บริเวณพื้นที่ที่เป็นภูมิภาคนี้สูญหายตามไปด้วย
3. ภูมิภาคแบ่งตามความต้องการของนักภูมิภาคศึกษา ซึ่งกรณีนี้มีความหลากหลายอย่างยิ่ง เช่น การแบ่งซีก โลกเหนือ ย่านมิดแลนด์ โลกที่สาม โลกของชาวพุทธ ตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล ฯลฯ
เกณฑ์มาตรฐานของนักภูมิศาสตร์
ปรากฏการณ์ทางกายภาพและมนุษย์มีการกระจายอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ของโลก หนังสือ Geography for Life ของ Geography Education National Implementation Project (1994) บอกให้ทราบว่านักภูมิศาสตร์เป็นบุคคลที่มีการจัดการตนเองในเชิงภูมิศาสตร์โดยมีความสามารถพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1) สามารถแสดงความหมายของการจัดวางสิ่งต่างๆ ลงบนพื้นที่ได้ 2) สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สถานที่ และสิ่งแวดล้อมได้ 3) สามารถใช้ความเชี่ยวชาญทางภูมิศาสตร์ได้ และ 4) สามารถประยุกต์มุมมองด้านพื้นที่และนิเวศวิทยาให้เข้ากับสถานการณ์แห่งชีวิตได้ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาก้าวเข้าสู่ความเป็นนักภูมิศาสตร์ได้ตามพื้นฐานดังกล่าว ผู้จัดการเรียนการสอนและพัฒนาหลักสูตร จึงควรรู้และเข้าใจเกณฑ์มาตรฐานของนักภูมิศาสตร์ทั้ง 6 กลุ่มหลัก จำนวน 18 มาตรฐาน ดังนี้
การมองโลกในเชิงพื้นที่
ภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน สถานที่ และสิ่งแวดล้อม โดยจัดทำแผนที่แสดงข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในรูปข้อมูลเชิงพื้นที่ ดังนั้นบุคคลจึงควรรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
1. รู้และเข้าใจว่าจะใช้แผนที่ รวมทั้งสื่อทางภูมิศาสตร์ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์อย่างไร เพื่อที่จะได้สามารถสืบเสาะ สร้างกระบวนการและทำรายงานข่าวสารข้อมูลเหล่านั้นออกมาในเชิงพื้นที่ ได้
2. รู้และเข้าใจว่าจะใช้แผนที่ในเชิงจิต (Mental Maps) ยอย่างไร เพื่อที่จะจัดการข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับประชาชน สถานที่ และสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่
3. รู้และเข้าใจในการวิเคราะห์การจัดการเชิงพื้นที่ของประชาชน สถานที่ และสิ่งแวดล้อมบนพื้นบนผิวโลก
สถานที่และภูมิภาค
ความมีตัวตนและการมีชีวิตรอดของสิ่งต่างๆ และประชาชนเป็นรากฐานและเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละสถานที่ รวมถึงเป็นการสร้างกลุ่มก้อนของมนุษย์ซึ่งเรียกว่าภูมิภาค ดังนั้นบุคคลจึงควรเรียนรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
4. รู้และเข้าใจลักษณะทางกายภาพ และลักษณะเชิงมนุษย์ของสถานที่นั้นๆ
5. รู้และเข้าใจว่าประชาชนได้สร้างภูมิภาคต่างๆ ขึ้นมาอย่างซับซ้อน
6. รู้และเข้าใจว่าวัฒนธรรมและประสบการณ์มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อสถานที่และภูมิภาค
ระบบทางกายภาพ
กระบวนการทางกายภาพได้ก่อรูปให้เกิดพื้นผิวโลกและได้สร้างให้มีปฏิสัมพันธ์ของพืชและสัตว์ ทั้งนี้เพื่อที่จะสร้างสรรค์ จรรโลง และปรับแปลงระบบนิเวศน์ ดังนั้นบุคคลจึงควรเรียนรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ดังนี้
7. รู้และเข้าใจว่ากระบวนการทางกายภาพนั้นได้ก่อรูปและสร้างรูปแบบพื้นผิวโลก
8. รู้และเข้าใจคุณลักษณะและการกระจายทางพื้นที่ของระบบนิเวศบนพื้นผิวโลก
ระบบมนุษย์
ประชาชนเป็นแกนกลางสำคัญสำหรับภูมิศาสตร์ในกรณีที่กิจกรรมของมนุษย์ช่วยสร้างสรรค์รูปทรงของพื้นผิวโลก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์และโครงสร้างของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวโลก และยังมีการแข่งขันแก่งแย่งของมนุษย์ที่มีส่วนในการควบคุมพื้นผิวโลกด้วย ดังนั้นบุคคลจึงควรเรียนรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
9. รู้และเข้าใจว่าคุณลักษณะ การกระจาย และการเคลื่อนย้ายประชาชน เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งบนพื้นผิวโลก
10. รู้และเข้าใจว่าคุณลักษณะ การกระจาย และความซับซ้อนของวัฒนธรรมบนพื้นผิวโลก เป็นไปด้วยความซับซ้อน
11. รู้และเข้าใจรูปแบบและโครงข่ายความผูกพันพึ่งพิงทางเศรษฐกิจบนพื้นผิวโลก
12. รู้และเข้าใจกระบวนการ รูปแบบ และองค์ประกอบของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
13. รู้และเข้าใจว่าอิทธิพลของความร่วมแรงร่วมใจ และความขัดแย้งระหว่างประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อการแบ่งแยกและควบคุมพื้นผิวโลก
สิ่งแวดล้อมและสังคม
สภาพแวดล้อมทางกายภาพถูกปรับแปลงโดยกิจกรรมของมนุษย์ และยังมีผลสืบเนื่องไปสู่วิถีในการกำหนดคุณค่าแห่งสังคมมนุษย์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งกิจกรรมของมนุษย์ยังคงได้รับอิทธิพลจากลักษณะและกระบวนการทางกายภาพของโลกด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
14. รู้และเข้าใจกิจกรรมของมนุษย์ที่มีผลต่อการปรับแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
15. รู้และเข้าใจว่าระบบทางกายภาพมีผลต่อระบบมนุษย์อย่างไร
16. รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยความหมาย การใช้ การกระจาย และความสำคัญของทรัพยากร
การใช้ประโยชน์ภูมิศาสตร์
ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ช่วยให้ประชาชนพัฒนาความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน สถานที่และสิ่งแวดล้อม ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นการมองโลกที่เป็นอยู่และการมองโลกว่าจะเป็นอย่างไร จึงควรที่จะรู้และเข้าใจในเชิงภูมิศาสตร์ ดังนี้
17. รู้และเข้าใจว่าควรประยุกต์ภูมิศาสตร์ในการตีความถึงความเป็นมาในอดีตได้อย่างไร
18. รู้และเข้าใจว่าควรประยุกต์ภูมิศาสตร์ในการตีความถึงลักษณะปัจจุบัน เพื่อวางแผนสำหรับอนาคตอย่างไร
จึงหมายความว่า “เรียนภูมิศาสตร์เพื่อให้คนที่เป็นคน เพื่อให้รู้ปัจจุบัน เพื่อให้ย้อนอดีตความเป็นมาได้ และเพื่อให้คาดการณ์อนาคตได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดแห่งมวลมนุษย์ชาตินั่นเอง”
ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์
เราสามารถใช้ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์ช่วยให้กระบวนการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) ได้ดีและรอบคอบขึ้น ทั้งในการเลือกย่านพื้นที่ซื้อบ้าน หางานทำ หาร้านจับจ่าย หาแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน หรือแม้กระทั่งเลือกโรงเรียนให้ลูก ซึ่งการตัดสินใจต่างๆ เหล่านี้ต้องอาศัยความสามารถในการเก็บรวบรวม จัดเรียง และใช้สารสนเทศภูมิศาสตร์ นอกจากนี้การตัดสินใจและการประกอบกิจกรรมประจำวัน ทั้งหลายยังเชื่อมโยงกับการคิดเกี่ยวกับประเด็นของสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นระบบด้วย ขณะที่การตัดสินใจของชุมชน มักมีความสัมพันธ์ปัญหามลพิษด้านอากาศ น้ำ และดิน/ที่ดิน หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง เช่น ที่ตั้งของอุตสาหกรรม โรงเรียน และย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งเหล่านี้ต้องการความชำนาญในการใช้สารสนเทศภูมิศาสตร์ทั้งสิ้น สำหรับการตัดสินใจของธุรกิจและของภาครัฐนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกสรรหาทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดสำหรับห้างสรรพสินค้าหรือท่าอากาศยานระดับภูมิภาค การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการค้ากับต่างชาติ ซึ่งต้องการข้อมูลทางภูมิศาสตร์สนับสนุนการตัดสินใจ
ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์จะช่วยให้เราตัดสินใจตามเหตุผลด้านการเมืองได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ต้องมีการประเมินนโยบายด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างชาติ การกำหนดย่านพื้นที่และการใช้ที่ดินระดับท้องถิ่น ซึ่งทักษะต่างๆ ของภูมิศาสตร์จะทำให้สามารถเก็บและวิเคราะห์สารสนเทศ อันจะทำให้ได้บทสรุปและดำเนินกิจกรรมอย่างสมเหตุสมผล อีกทั้งทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์ยังช่วยในการพัฒนาและนำเสนอประเด็นต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือไปสู่เวทีนโยบายสาธารณะต่อไป
ทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์มี 5 ประเด็นหลัก ที่ประยุกต์มาจาก Guidelines for Geographic Education: Elementary and Secondary Schools ที่คณะกรรมาธิการจัดการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ เตรียมร่างเพื่อให้สมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน และสภาการศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ไว้เมื่อปี ค.ศ.1984 ประกอบด้วย การถามคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ (Asking Geographic Questions) การเก็บรวบรวมสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Acquiring Geographic Information) การจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Organizing Geographic Information) การวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์ (Analyzing Geographic Information) และการตอบคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ (Answering Geographic Information)
1. การถามคำถามทางด้านภูมิศาสตร์
การค้นหาความรู้ทางภูมิศาสตร์จะประสบผลสำเร็จด้วยดีนั้น ต้องอาศัยความสามารถและความสมัครใจที่จะตั้งคำถามอย่างใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ และหาคำตอบทั้งหลายเกี่ยวกับว่า เพราะเหตุใดสิ่งต่างๆ จึงปรากฏและเป็นอยู่ที่ตรงนั้น นักเรียนนักศึกษาจำเป็นต้องตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว - บางสิ่งบางอย่างปรากฏอยู่ที่ไหนบ้าง (Where is something located?) เพราะเหตุใดมันจึงอยู่ที่นั่น (Why is it there?) บางสิ่งบางอย่างนั้นสัมพันธ์กับอะไรบ้าง (With what is it associated?) อะไรที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากทำเลที่ตั้งและความสัมพันธ์เหล่านั้น (What are the consequences of its location and associations?) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้คล้ายกับที่ไหนบ้าง (What is this place like?)
สำหรับคำถามต่างๆ นักเรียนนักศึกษาจะต้องทดลองหาคำตอบที่เป็นไปได้ เพื่อให้คำตอบทางเลือกเหล่านั้นนำไปพัฒนาเป็นสมมุติฐาน ที่จะเชื่อมโยงกับขั้นตอนของกระบวนการตั้งคำถามและหาคำตอบ โดยสมมติฐานที่ว่านี้จะนำไปสู่การสืบค้นหาสารสนเทศต่อไป
ว่ากันจริงๆ แล้ว วิชาภูมิศาสตร์ถูกแบ่งออกด้วยประเภทของคำถามที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเป็นปัญหาเกี่ยวกับคำถามที่ถามว่า ที่ไหน และเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นที่นั่น (Where and Why There) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องพัฒนาและฝึกทักษะเกี่ยวกับการตั้งคำถามดังกล่าวด้วยตัวของพวกเขา/เธอเอง ซึ่งสามารถฝึกได้ไม่ยาก ด้วยการเริ่มต้นแยกคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ออกจากคำถามที่ไม่ใช่ภูมิศาสตร์ จากนั้นครูผู้สอนก็นำเสนอให้นักเรียนนักศึกษากำหนดประเด็นและฝึกตั้งคำถามทางด้านภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนนักศึกษาระดับชั้นสูงๆ ก็จะต้องจัดให้ฝึกทักษะให้สามารถจำแนกคำถามและวิธีทางด้านภูมิศาสตร์ เพื่อให้เกิดการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ไปช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
2. การเก็บรวบรวมสารสนเทศภูมิศาสตร์
สารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information) เป็นข่าวสารข้อมูลที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทำเลที่ตั้ง คุณลักษณะทางกายภาพและมนุษย์ของทำเลที่ตั้งเหล่านั้น และกิจกรรมและสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในสถานที่เหล่านั้น เมื่อย้อนกลับไปมองที่การตอบคำถามทางภูมิศาสตร์ นักเรียนนักศึกษาควรจะเริ่มต้นด้วยการเก็บรวบรวมสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากการอ่านและแปลความหมายให้ได้สารสนเทศจากแผนที่ทุกชนิด ทำการรวบรวมและใช้ข้อมูลชั้นต้นและชั้นสองเพื่อเตรียมการบรรยายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมถึงการเก็บข้อมูลจากการสอบถาม การสำรวจภาคสนาม การใช้เอกสารอ้างอิง และการทบทวนงานวิจัยต่างๆ ในห้องสมุด
ทักษะต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ได้มาซึ่งสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ผ่านกระบวนการกำหนดทำเลที่ตั้งและรายละเอียดของปรากฏการณ์ การสังเกตและบันทึกสารสนเทศอย่างมีระบบระเบียบ การอ่านและแปลความหมายแผนที่หรือภาพแสดงพื้นที่และสถานที่ การสัมภาษณ์ และการใช้วิธีการทางสถิติต่างๆ
แหล่งข้อมูลชั้นต้นของสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจภาคสนามของนักเรียนนักศึกษา นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาทางภูมิศาสตร์ โดยการสำรวจภาคสนามเป็นส่วนที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องดำเนินการจริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยด้วยการกระจายแบบสอบถามออกไปในชุมชน มีการบันทึกภาพ บันทึกสิ่งที่สำคัญในพื้นที่ สัมภาษณ์ประชาชน และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง งานสำรวจภาคสนามจะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษาเกิดความอยากรู้อยากเห็น และทำการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จากการสังเกต การตั้งคำถาม การจำแนกประเด็นปัญหา และรับรู้ถึงลักษณะทางกายภาพและกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ นอกจากนี้การสำรวจภาคสนามยังจะช่วยเชื่อมโยงกิจกรรมในโรงเรียนของนักเรียนนักศึกษากับโลกที่พวกเขา/เธออาศัยอยู่ด้วย
3. การจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์
เมื่อสารสนเทศภูมิศาสตร์ถูกเก็บรวบรวมมาแล้ว ก็ควรจะมีการจัดการและนำเสนอออกไปด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้มีการนำเอาไปวิเคราะห์และแปลความหมายในขั้นตอนต่อไป ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นควรจะถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ ความต่างประเภทกันของข้อมูลจะต้องถูกแบ่งแยกออกและจัดกลุ่มให้อยู่ในรูปแบบแผนภาพที่มองเห็นและเข้าใจได้ชัดเจน เช่น รูปภาพ ภาพถ่ายทางอากาศ กราฟ ภาพตัดขวาง กราฟอากาศประจำปี (Climograph) แผนผัง ตาราง แผนที่ผัง (Cartogram) และแผนที่ ทั้งนี้การนำสารสนเทศจากเอกสารหรือจากการสัมภาษณ์มาเขียนนั้น ควรจะจัดการในลักษณะการคัดลอกมาไว้ในเครื่องหมายคำพูดหรือในรูปของตารางแสดงสารสนเทศ
มีวิธีการหลายอย่างมากในการจัดการกับสารสนเทศภูมิศาสตร์ อย่างเช่นแผนที่ที่เป็นเครื่องมือหลักของการศึกษาหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงยังมีวิธีการอื่นๆ ในการแปลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่มองเห็นเป็นภาพได้ (Visual Form) เช่น การใช้กราฟทุกชนิด ตาราง แผ่นแสดงข้อมูล (Spreadsheets) และเส้นแสดงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา (Timeline) โดยวิธีการเหล่านี้จะเป้นประโยชน์อย่างมากเพราะทำให้เห็นภาพสรุปที่ชัดเจน รวมทั้งสามารถแสดงข้อความที่ต้องการอธิบายเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม ในการจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์มให้มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะ การตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบ การให้สี การแสดงภาพ การกำหนดขนาด และการสร้างความชัดเจน ทั้งหลายเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาแผนที่และสื่อแสดงข้อมูลเชิงพื้นที่ชนิดอื่นๆ ให้สามารถสะท้อนข้อมูลออกไปได้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์
วิชาภูมิศาสตร์นั้น ถูกเรียกขานบ่อยครั้งว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยศิลปะการเขียนแผนที่ (The Art of Mappable) ดังนั้นการทำแผนที่ จึงควรจะจัดให้เป็นกิจกรรมปรกติพื้นฐานอย่างหนึ่งของนักเรียนนักศึกษาทุกคน พวกเขา/เธอควรจะอ่านแผนที่ด้วยการตีความสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เก็บบันทึกไว้ในนั้น และทำการวิเคราะห์รูปแบบต่างๆ ของสารสนเทศเหล่านั้น และจัดทำสัญลักษณ์ ในแผนที่เพื่อให้สอดรับกับการจัดการสารสนเทศต่างๆ ซึ่งการทำแผนที่ อาจหมายถึงการใช้ระบบการร่างแผนที่ เพื่อสร้างจุดๆ หนึ่งในการแสดงข้อความหรือบันทึกจากการสำรวจที่ต้องการนำเสนอไว้ในแผนที่ หรืออาจหมายถึงการใช้สัญลักษณ์แสดงข้อมูลในแผนที่เกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของทรัพยากรที่มีอยู่บนโลกหรือแสดงระดับรายได้ของมณฑลต่างๆ ในประเทศหนึ่งๆ หรืออาจหมายถึงการทำแผนที่การกระจายของรังมดในหรือจุดตั้งถังขยะในสนามของโรงเรียน ต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นได้ทั้งนั้น ดังนั้นนักเรียนนักศึกษาจึงจะต้องเกี่ยวพันกับการทำแผนที่ในฐานะที่เป็นกิจกรรมพื้นฐาน พวกเขา/เธอควรที่จะมีทักษะในการแปลความหมายและสร้างสรรค์สัญลักษณ์ในแผนที่ การค้นหาทำเลที่ตั้งบนแผนที่ที่ใช้ระบบอ้างอิงเชิงพื้นที่ที่หลากหลาย การจัดวางแผนที่และการกำหนดทิศทางที่เหมาะสม การใช้ขนาดและมาตราส่วนเพื่อกำหนดระยะทางในแผนที่ และการคิดเชิงแย้งเกี่ยวกับสารสนเทศที่ปรากฎอยู่ในแผนที่
4. การวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์
การวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นการค้นหารูปแบบ ความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นของปรากฏการณ์ต่างๆ เมื่อได้มีการวิเคราะห์และแปลความหมายสารสนเทศแล้ว รูปแบบหรือกระบวนการบางอย่างก็จะผุดขึ้นมาให้เห็น จากนั้นนักเรียนนักศึกษาก็ทำการสังเคราะห์ผลจากการการสังเกตของตัวเองให้เข้ากับระบบการบรรยายของตน ในขั้นตอนนี้อาจจะทำการบันทึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์สอดคล้องกันและลักษณะที่คล้ายกันระหว่างพื้นที่ มีการพิจารณารูปแบบด้วยการเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแผนที่ กราฟ แผนภาพ ตาราง และอื่นๆ ด้วยการใช้สถิติอย่างง่ายๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถระบุถึงแนวโน้ม ความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องของปรากฏการณ์ได้
การวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์เกี่ยวพันกับกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย มีบางครั้งที่เกิดความยุ่งยากที่จะแบ่งแยกกระบวนการที่จะใช้ในการจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์ออกจากขั้นตอนที่ใช้ในการวิเคราะห์ กระบวนการทั้งสองดังกล่าวคงเกิดขึ้นกับหลายๆ กรณี แต่ในบางสถานการณ์ การวิเคราะห์ก็ทำไปด้วยความรู้และความเข้าใจแบบง่ายๆ ซึ่งนักเรียนนักศึกษาควรจะตรวจสอบและพินิจพิเคราะห์แผนที่เพื่อค้นหาและเปรียบเทียบรูปแบบและความสัมพันธ์ทางพื้นที่ ศึกษาตารางและกราฟเพื่อกำหนดแนวโน้มและความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นต่างๆ ตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติเพื่อระบุชี้แนวโน้ม ความต่อเนื่อง สหสัมพันธ์ และความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ศึกษาจากเอกสารตำราเพื่อแปลความหมาย อธิบาย และสังเคราะห์คุณลักษณะของแต่ละสิ่งที่สนใจ ด้วยกระบวนการวิเคราะห์นี้จะทำให้ได้คำตอบสำหรับคำถามมาเป็นลำดับแรก จากนั้นจะนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองและคำอธิบายที่เป็นสากลทางภูมิศาสตร์ (GMG: Geographic Models and Generalizations) ที่กล่าวมาทั้งหมดตรงนี้ คือ ทักษะในการวิเคราะห์ที่นักเรียนนักศึกาทุกคนจำเป็นจะต้องพัฒนาขึ้นมาในตัวเองให้ได้
5. การตอบคำถามทางด้านภูมิศาสตร์
เป้าหมายสูงสุดของการแสวงหารู้ทางภูมิศาสตร์ จะประสบผลสำเร็จไปสู่การพัฒนาคำอธิบายที่เป็นสากลและการสรุปบนฐานข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมมา มีการจัดการและการวิเคราะห์เป็นขั้นตอน ทักษะทั้งหลายที่สัมพันธ์กับการตอบคำถามทางภูมิศาสตร์ด้วยรูปแบบการกล่าวอ้างอิงถึงสารสนเทศในลักษณะภาพ (ทั้งที่เป็นแผนที่ ตาราง และกราฟ) ควบคู่ไปกับการบอกกล่าวด้วยวาจาและข้อเขียนต่างๆ ทักษะเหล่านี้เกี่ยวกับเชื่อมโยงกับความสามารถในการแยกแยะคำอธิบายที่เป็นสากล เพื่อประยุกต์ใช้ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก
การสร้างคำอธิบายที่เป็นสากล ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการแสวงหาความรู้ และยังจะช่วยสร้างความเข้าใจในเชิงสัญลักษณ์ได้มากขึ้นด้วย การพัฒนาเพื่อสร้างคำอธิบายที่เป็นสากลนั้น ต้องการให้นักเรียนนักศึกษาได้ใช้สารสนเทศที่พวกเขา/เธอเก็บรวบรวม จัดการ และวิเคราะห์เพื่อสร้างคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ในรูปแบบทั่วไป และบางครั้งพวกเขา/เธออาจจะใช้เหตุการณ์นั้นๆ ไปช่วยในการตัดสินใจ แก้ปัญหา หรือสร้างข้อยืนยันเกี่ยวกับการตอบปัญหา การกำหนดประเด็น หรือการบ่งชี้ความสำคัญของปัญหาต่างๆ ได้
การสร้างคำอธิบายที่เป็นสากลทางภูมิศาสตร์ สามารถสร้างขึ้นมาด้วยการใช้วิธีการให้เหตุผลเชิงอุปนัยหรืออนุมานก็ได้ โดยวิธีให้เหตุผลเชิงอุปนัย นักเรียนนักศึกษาจะต้องทำการสังเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อตอบคำถามและให้ได้ข้อสรุปเฉพาะเรื่องที่กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนั้น ขณะที่วิธีให้เหตุเชิงอนุมานนั้น พวกเขา/เธอจะต้องระบุชี้ชัดในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับข้อคำถาม สังเกตและประเมินเหตุการณ์ และตัดสินใจหาคำอธิบายที่เป็นสากลที่เหมาะสมด้วยการทดสอบข้อสรุปเหล่านั้นเปรียบเทียบกับโลกที่เป็นจริง ซึ่งนักเรียนนักศึกษาควรที่จะได้รับการฝึกฝนให้มีประสบการณ์ในทั้งสองวิธี
นอกจากนี้นักเรียนนักศึกษายังควรจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาทางภูมิศาสตร์ ในประเด็นนี้ มีทักษะสำคัญอันหนึ่งที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเป็นพลเมืองที่ดี (Good Citizenship) ซึ่งพวกเขา/เธอสามารถพัฒนาความรู้สึกนึกคิดในด้านความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง ด้วยการแผ่ขยายคำตอบที่พวกเขา/เธอได้รับจากการศึกษาค้นคว้าออกไปสู่สังคม เพราะพวกเขา/เธอสามารถนำเสนอสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้หลายๆ วิธี อย่างเช่น การใช้มัลติมีเดียที่เป็นการผสมผสานเอารูปภาพ แผนที่ กราฟ เชื่อมโยงไปพร้อมๆ กับการนำเสนอเรื่องราวหรือถ้อยแถลงที่เข้าใจได้อย่างเป็นสากล นอกจากนี้ สารสนเทศภูมิศาสตร์ยังสามารถถูกนำเสนอได้ด้วยกวีนิพนธ์ ศิลปะตัดต่อ การละเล่น บทความ และเรียงความ โดยสื่อทุกๆ สื่อที่ถูกเลือกใช้ในการนำเสนอสารสนเทศภูมิศาสตร์ ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อให้ได้คำตอบ และการบ่งชี้ประเด็นหรือปัญหาที่จะต้องค้นหาความรู้มาเป็นคำตอบและทำการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกระจ่างชัดมากขึ้น จึงสรุปได้ว่า การเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการตอบคำถามทางภูมิศาสตร์ ถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง
นักเรียนนักศึกษาควรจะต้องเข้าใจว่า ยังคงมีวิธีการที่เป็นทางเลือกอีกหลายๆ วิธี สำหรับการอธิบายและสรุปที่เป็นสากล เพราะมีความรู้ ความจริง และความหมายของสิ่งต่างๆ อยู่หลายประเภทหลายระดับ ครูผู้สอนจึงควรจะกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษาพัฒนาและมีมุมมองหลากหลาย และค้นหาผลลัพธ์ที่หลากหลายหรับปัญหาต่างๆ
จะเห็นได้ว่าทักษะที่ห้านี้ เป็นขั้นตอนท้ายสุดของกระบวนการค้นหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดแค่เพียงแต่การดำเนินการศึกษาตามขั้นตอนนี้เท่านั้น เพราะปัญหาต่างๆ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ข้อสรุปหลายๆ อย่างมีเหตุและปัจจัยอื่นเพิ่มเติมเข้ามา ทำให้คำอธิบายที่เป็นสากลที่เคยอธิบายไว้แต่เดิมไม่ครอบคุลมประเด็นปัญหา มีการทดสอบสมมติฐานใหม่ๆ ด้วยการทบทวนข้อความคำอธิบายที่เคยเป้นสากล คำตอบแต่ละคำตอบ การตัดสินใจแต่ละอย่าง หรือการแก้ปัญหาแต่ละครั้ง เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดประเด็น มุมมอง และปัญหาใหม่ การศึกษาเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์จึงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ทรงพลังและท้าทาย
การพัฒนาทักษะสำคัญของภูมิศาสตร์
ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องพัฒนาทักษะทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อที่จะทำให้พวกเขา/เธอสามารถทำการสังเกตรูปแบบ ความสัมพันธ์ และระเบียบทางพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเข้าใจ มีทักษะหลายอย่างที่ถูกคาดหวังให้นักเรียนนักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้นำไปสู่การเลือกใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งแผนที่คือเครื่องมือที่จำเป็นของภูมิศาสตร์ เนื่องจากว่าในแผนที่ได้บรรจุเอาสาระต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนพื้นที่ โดยนำแสดงให้ผู้ใช้แผนที่เห็นเป็นภาพที่ง่ายแก่การทำความเข้าใจ กราฟ ภาพร่าง แผนผัง และรูปภาพ ล้วนยังคงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากการวิเคราะห์อัตราการเติบโตของพื้นที่เมือง ที่เราสามารถตรวจสอบได้จากการเปรียบเทียบรูปถ่ายเก่าและใหม่ หรือตัวอย่างของการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากการเปรียบเทียบข้อมูลภาพจากดาวเทียมที่บันทึกในปีที่แตกต่างกัน
เครื่องมือชนิดใหม่ที่มีความสำคัญในการวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์ คือ ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Database) หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS: Geographic Information System) ระบบนี้จะทำให้กระบวนการนำเสนอและวิเคราะห์สารสนเทศภูมิศาสตร์ง่ายขึ้น อันเป็นการเพิ่มความเร็วในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่นี้ สามารถนำไปพัฒนาในห้องเรียนได้ด้วยการใช้กระดาษและดินสอธรรมดาๆ
มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพหลายอย่างที่นักเรียนนักศึกษาจำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ ซึ่งอยู่ในรูปทักษะทางความคิดเชิงวิกฤติ (Critical Thinking Skills) โดยทักษะที่ว่านี้จะไม่มีการจัดอยู่เป็นหมวดเป็นหมู่ หากแต่จะอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในกระบวนการสร้างความรู้ การอ้างอิง การวิเคราะห์ การยืนยัน การทดสอบสมมติฐาน การสรุปให้เข้าใจอย่างเป็นสากล การทำนาย และการตัดสินใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ทุกระดับ และสามารถสร้างเป็นทักษะพื้นฐานให้นักเรียนนักศึกษามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ในการศึกษาหาความรู้ได้เป็นอย่างดี
ทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สามารถจัดให้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของแต่ชั้นปีการศึกษาได้ ซึ่งครูผู้สอนและผู้พัฒนาหลักสูตรจำเป็นจะต้องพินิจพิจารณาจัดวางให้เหมาะสมและเป็นลำดับขั้นตอน ให้นักเรียนนักศึกษาเรียนรู้และเก็บทักษะไว้กับตัวเอง และเสริมสร้างในส่วนที่เป็นการประยุกต์ให้สามารถเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ประโยชน์ที่เกิดจากการเรียนรู้ภูมิศาสตร์อย่างเป็นระบบ
มีผลลัพธ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ หากว่าเยาวชนของเราได้รับการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พวกเขา/เธอมีมุมมอง มีสารสนเทศ มีแนวความคิด และมีทักษะสำคัญทางภูมิศาสตร์ ข้อความต่อไปนี้คือคำตอบ
ประการแรกสุด นักเรียนนักศึกษาจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับที่ตั้งสมบูรณ์และที่ตั้งสัมพันธ์ ว่าเป็นประเด็นสาระที่สำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายลักษณะทางกายภาพและมนุษย์ทุกๆ อย่างที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก ตัวอย่างเช่น การมีความรู้ถึงทำเลที่ตั้งสมบูรณ์ของประเทศอัฟานิสถาน และที่ตั้งสัมพันธ์ของประเทศนี้ที่ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมของรัสเซียอาศัยอยู่ ซึ่งจะช่วยในเกิดความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันของประเทศนี้
ประการที่สอง นักเรียนนักศึกษาจะมีความสามารถในการกำหนดความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ในบริบทที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมนุษย์ รวมถึงการสร้างความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานนี้นั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น นักเรียนจะสามารถระบุชี้ชัดว่าปัจจัยทางธรรมชาติและมนุษย์อะไรบ้างที่ทำให้มหานครนิวยอร์กเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นศูนย์กลางของโลก และสามารถอธิบายได้ว่า มหานครแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป
ประการที่สาม นักเรียนนักศึกษาจะมีความตระหนักรู้ว่า ประชาชนอาศัยอยู่กันอย่างไร ปรับปรุงเพิ่มเติมในพื้นที่นั้นๆ กันอย่างไร และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมนุษย์กันอย่างไร ตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาจะรู้ซึ้งว่าป่าฝนในที่ต่างๆ นั้นถูกใช้สำหรับเป็นแหล่งล่าสัตว์และเก็บของป่า ใช้เพื่อทำการเกษตรไร่เลื่อนลอย ใช้เพื่อกิจการป่าไม้ และใช้เพื่อการเกษตรขนาดใหญ่
ประการที่สี่ นักเรียนนักศึกษาจะได้ทำการไตร่สวนว่า สถานที่ต่างๆ นั้นมีการพึ่งพิงกันและกันอย่างไรบ้าง ตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาจะสามารถตรวจสอบการพึ่งพิงกันของประเทศญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา และเกิดความคิดอะไรบางอย่างที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตปรกติของครอบครัวชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่น
ประการที่ห้า นักเรียนนักศึกษาจะต้องได้เรียนรู้ถึงการใช้แนวความคิดด้านภูมิภาคเพื่อสร้างถ้อยแถลงทั่วไปเกี่ยวกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาจะสามารถบ่งชี้พื้นที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ได้ว่า มีบริเวณใดบ้างที่ประชาชนตัดไม้จากป่าเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการดำรงชีวิต พวกเขาและเธอจะสามารถอธิบายและประเมินสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก รวมถึงสามารถแสดงความสัมพันธ์ของพวกเขาและเธอเองที่มีต่อการตัดไม้ทำลายป่าไม้เหล่านั้น
การมุ่งเข้าไปหาความสำเร็จทั้งหมดตามเป้าหมายที่กล่าวมานี้ นักเรียนนักศึกษาจะต้องมีทักษะและความสามารถในการใช้แผนที่ทั้งหลายเพื่อสร้างและตอบข้อคำถามเกี่ยวกับความสำคัญของประเด็นต่างๆ อย่างเช่น พวกเขาและเธอจะสามารถพินิจพิเคราะห์แผนที่ให้เห็นสารสนเทศเกี่ยวกับประชากร การใช้ประโยชน์ที่ดิน รูปลักษณ์สัณฐานภูมิประเทศ และการเปาะปลูกที่เกิดขึ้นอย่างน่าพิศวงในภูมิภาคที่แห้งแล้งอย่างยิ่งในอัฟริกา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)