หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

หลักการบูรณะพระพุทธรูปปูนปั้น

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ 

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อดีตนายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย


เมื่อช่วงบ่ายๆ ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา รายการวิทยุ อสมท.พิษณุโลก กล่าวถึง การผุฟังจนต้องมีการบูรณะของพระพุทธรูปปูนปั้น 37 องค์ ในระเบียงคตรอบวิหารพระพุทธชินราช ซึ่งทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้ออกข่าวการบูรณะไปแล้วก่อนหน้านี้


เป็นเรื่องดีมากๆ ที่หลายฝ่าย เห็นความสำคัญของการบูรณะพุทธศิลป์อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นพุทธศิลป์ที่ปรากฎในระเบียงคตรอบวิหารพระพุทธชินราชนั้นได้ชื่อว่า เป็นมรดกของชาวพิษณุโลกแท้ๆ ตามหลักฐานทางโบราณคดีและศิลปกรรมที่จัดระบบ typology ให้พุทธศิลป์อันทรงคุณค่านี้อยู่ในสมัยสุโขทัย หมวดที่ 5 สกุลช่างพิษณุโลก (หมวดพระพุทธชินราช) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นใหม่ตามแนวคิดทางศาสนาและการตีความคัมภีร์อรรถกถาและมหาปทานสูตร ที่ได้กล่าวถึงลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการของพระพุทธเจ้า คือ นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน ซึ่งถือเป็น สกุลช่างนี้คงเกิดขึ้นในช่วงพญาลิไท


หนึ่งในลักษณะสำคัญ คือ มีนิ้วเรียวยาว ที่ในเชิงสัญลักษณ์และสุนทรียศาสตร์มองว่าความสมบูรณ์แบบเหนือมนุษย์ (idealized form) คือ การทำให้องค์ประกอบมีความสมดุลและเป็นระเบียบเท่ากันอย่างบริบูรณ์ นิ้วพระหัตถ์ที่ยาวเรียวเท่ากันทั้ง 4 นิ้ว จึงเป็นการสะท้อนลักษณะมหาบุรุษตามคัมภีร์อย่างเป๊ะตรงตามอุดมคติ


ในรายการวิทยุดังกล่าว ผู้ประกาศพยายามให้ข้อมูลครบครอบคลุมแก่ผู้ฟัง แต่อาจเพราะเป็นเรื่องใหม่ที่มีหลายเรื่องผสมผสานกัน ทำให้เรื่องยากๆ ถูกข้ามไป จึงอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมให้เนื้อหาสาระนั้นสมบูรณ์ขึ้นมีละส่วน ทีละส่วน ตามที่ผู้ประกาศพยายามนำเสนอ 3 กรอบใหญ่ คือ โบราณวัตถุและพุทธศิลป์ ความเสียหายของพระพุทธรูป และหลักการ/วิธีการบูรณะ


เริ่มต้นตรงความเสียหายขององค์พระพุทธรูปปูนปั้น ที่มีข้อสังเกตุว่า พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในระเบียงคตทางทิศตะวันตกทั้งหมด เสียหายด้วยอาการพุพอง มีรอยแยกของสี/ทอง ผิวระเบิด แตก และโครงสร้างหลักหัก เช่นเดียวกันกับพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ด้านเหนือจากมุมระเบียงคตถึงประตูเข้าวิหารพระพุทธชินสีห์ และพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ด้านใต้จากมุมระเบียงคตถึงประตูเข้าวิหารพระศรีศาสดา รวมทั้งหมดแล้วที่เห็นว่าจะต้องบูรณะทันที 37 องค์ ส่วนอื่นนอกเหนือจากตำแหน่งและทิศทาง ความเสียหายเกิดขึ้นน้อยมาก


จะเห็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้องค์พระพุทธรูปตั้งเผชิญหน้ากับความชื้น คือ ทิศทางกับระยะทาง ระเบียงคตรอบวิหารพระพุทธชินราชด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำน่านเป็นแนวขนาน ไม่ถึง 100 เมตร ผนังระเบียงคตทำเป็นช่องระบายอากาศแบบถาวรเอาไว้ฉะนั้น ช่วงที่มีอากาศร้อนยามบ่าย ระเบียงคนด้านที่กล่าวถึงจึงได้รับผลกระทบจากความชื้น 3 รูปแบบ คือ ความชื้นจากแม่น้ำน่านแผ่เข้ามา ความชื้นในดินย้อนขึ้นจากดินเข้าไปในองค์พระพุทธรูป และความชื้นในองค์พระพุทธรูปขยายตัวหาช่องออก


สำหรับความชื้นย้อนขึ้นจากดิน (rising damp) ในองค์พระพุทธรูปปูนปั้น ผู้รู้บอกว่านี่เป็นหนึ่งในปัญหาการเสื่อมสภาพที่พบได้บ่อยและรับมือได้ยากที่สุดในงานอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถาน โดยเฉพาะพระพุทธรูปปูนปั้นที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารเก่า หรือองค์พระที่ประทับอยู่ติดกับพื้นดินโดยตรง ซึ่งพระพุทธรูปในระเบียงคนรอบวิหารพระพุทธชินราชนั้น แม้ว่าจะถูกยกขึ้นมาตั้งบนฐานชุกชีหรือแท่นประดิษฐาน แต่ใต้ฐานนี้ไม่ได้ติดตั้งฉนวนกันน้ำเอาไว้ ทำให้น้ำจากดินด้านล่างสามารถย้อนขึ้นมาและเข้าภายในองค์พระพุทธรูปได้


กลไกที่ทำให้เกิด rising damp ในพระพุทธรูป


ความชื้นย้อนขึ้นเกิดจากแรงแคพิลลารี (capillary action) ซึ่งเป็นการที่น้ำใต้ดินถูกดูดซับขึ้นมาตามรูพรุนเล็กๆ ของโครงสร้างปูนและอิฐก่อด้านใน เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ดูดน้ำจากรากขึ้นสู่ลำต้น โดยมีแหล่งความชื้นจากน้ำใต้ดิน ที่น้ำฝนที่ซึมลงดินรอบฐานพระ หรือการไม่มีระบบกันซึมที่ฐาน จากนั้นน้ำจะซึมขึ้นมาผ่านฐานพระพุทธรูป ขึ้นไปต่อไปยังองค์พระที่เป็นเนื้อปูนปั้นและอิฐก่อภายใน


เมื่อน้ำซึมขึ้นมาถึงจุดที่มีการถ่ายเทอากาศ บริเวณผิวชั้นนอกของพระพุทธรูป น้ำจะระเหยออกไป แต่นำพาเกลือที่ละลายอยู่ในดินและปูน เช่น ซัลเฟต ไนเตรต คลอไรด์ ขึ้นมารวมตัวกันที่บริเวณผิวหน้า


ผลกระทบและสัญญาณเตือน


การสะสมของน้ำและเกลือ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างปูนปั้น โดยเกิดผลึกเกลือ (efflorescence) เมื่อเกลือระเหยแห้งที่ผิวหน้า จะเห็นเป็นคราบเกลือสีขาวคล้ายฝ้าหรือเกล็ดหิมะ หากเกลือตกผลึกอยู่ใต้ชั้นผิวปูนปั้น (subflorescence) แรงดันจากการขยายตัวของผลึกเกลือจะดันให้ชั้นปูนปั้นแตกร้าวและหลุดร่อน


ปูนปั้นจะเกิดการเปื่อยร่อน (sanding / powdering) เพราะความชื้นทำให้สารประสานในปูนปั้น เช่น ปูนขาว ยางไม้ หรือน้ำอ้อย เสื่อมสภาพ ปูนจะกลายสภาพเป็นผงละเอียดและหลุดล่อนเมื่อสัมผัส


ผิวพระพุทธรูปที่ลงรักปิดทองเข้าไว้ ก็จะหลุดร่อน เพราะความชื้นดันให้ชั้นสมุก รัก และทองคำเปลว ที่ปิดบนองค์พระพองตัว เป็นรอยปูด และกะเทาะออก ส่วนบริเวณจุดที่มีแสงสว่างและความชื้นสูง จะเกิดคราบสีเขียวหรือดำจากสิ่งมีชีวิต พวกตะไคร่น้ำและรา ซึ่งเป็นตัวย่อยสลายเนื้อปูนเพิ่มเติม


แนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟูบูรณะ


การแก้ไขปัญหานี้ ต้องทำอย่างระมัดระวังตามหลักวิชาการอนุรักษ์โบราณวัตถุ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การจัดการที่ต้นเหตุ การบูรณะโครงสร้างและเนื้อปูน และการเคลือบผิวด้วยวัสดุที่ระบายอากาศได้


ก. การจัดการที่ต้นเหตุ


การตัดวงจรความชื้นเป็นสิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการ โดยขั้นตอนแรกจะต้องปรับระบบระบายน้ำรอบฐาน ด้วยการทำทางระบายน้ำฝนรอบวิหารหรือรอบฐานพระ ไม่ให้น้ำขังหรือซึมลงดินใกล้องค์พระ จากนั้นให้ปรับปรุงการถ่ายเทอากาศ ด้วยการเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศภายในวิหาร เพื่อลดความชื้นสัมพัทธ์ และให้ทำชั้นกันความชื้น (capillary break) ทั้งนี้ ในกรณีการบูรณะใหญ่ อาจมีการแทรกแผ่นกันซึมหรือวัสดุสกัดความชื้นบริเวณฐาน ต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงของโครงสร้าง


ข. การบูรณะและอนุรักษ์เนื้อปูนปั้น


การบูรณะจะต้องทำตามขั้นตอน 3 ขั้นตอน เริ่มจากการกำจัดเกลือ (desalination) ใช้เทคนิค poultice (การใช้เยื่อกระดาษอนุรักษ์ หรือดินเบาผสมน้ำกลั่นพอกไว้ที่ผิวปูน) เพื่อให้เยื่อกระดาษดูดซับเกลือที่ละลายอยู่ออกมาจากเนื้อปูน แล้วค่อยลอกออก ต่อด้วยการเสริมความแข็งแรงเนื้อปูน (consolidation) ฉีดหรือทาสารเสริมความแข็งแรง เช่น Ethyl Silicate หรือ Lime Water เข้าไปในเนื้อปูนที่ยุ่ยเปื่อย เพื่อประสานอนุภาคปูนให้กลับมายึดเกาะกัน โดยหลีกเลี่ยงการใช้ปูนซีเมนต์ ห้ามนำปูนซีเมนต์มาฉาบซ่อมแซมเด็ดขาด เพราะปูนซีเมนต์มีความแน่นสูง อากาศและน้ำระเหยผ่านไม่ได้ จะยิ่งดันให้ความชื้นวิ่งสูงขึ้นไปอีก แถมยังมีค่าเกลือสูงซึ่งจะซ้ำเติมปัญหา


ค. การเคลือบผิวด้วยวัสดุที่ระบายอากาศได้


การใช้สารเคลือบประเภทเคลือบเงา น้ำยาฟิล์มพลาสติก หรือสารกันซึมอะคริลิกทั่วไปถือเป็น ข้อห้ามร้ายแรง เพราะจะไปบล็อกไม่ให้น้ำระเหยออก จนเกิดแรงดันน้ำและผลึกเกลือใต้ผิวปูนปั้นดันให้เนื้อปูนกะเทาะและระเบิดเสียหาย ดังนั้น ขั้นตอนการปกป้องและเสริมความแข็งแรงผิวปูนปั้นในบริเวณที่มีความชื้น จึงต้องใช้วัสดุและสารเคลือบชนิดระบายอากาศได้ (breathable coatings & consolidants) ซึ่งมีหลักการ เทคนิค และขั้นตอนปฏิบัติดังนี้


1. หลักการวัสดุระบายอากาศ (breathability principle)


วัสดุที่ใช้ในขั้นตอนนี้จะต้องมีคุณสมบัติที่เรียกว่า vapor permeable คือ 1) ยอมให้ไอน้ำ (water vapor) ระเหยผ่านออกมาได้ จากเนื้อปูนปั้นด้านในออกสู่ภายนอก 2) ไม่สร้างชั้นฟิล์มทึบ (non-film forming) บนผิวหน้า และ 3) ยอมให้โครงสร้างระดับรูพรุน (pore structure) ของปูนปั้นเดิมยังคงทำงานตามธรรมชาติ


2. ดำเนินงานตามลำดับขั้นตอน (consolidation & coating sequence)


ขั้นตอนแรก การเตรียมผิวหน้าปูนปั้น (surface preparation) เป็นการทำความสะอาด ใช้แปรงขนอ่อนหรือฝุ่นลมแห้งกำจัดฝุ่น คราบฝุ่นเกลือ และเศษปูนที่หลุดล่อนออก และตรวจวัดความชื้นสัมพัทธ์ในเนื้อปูนปั้นด้วยเครื่อง moisture meter โดยผิวปูนต้องแห้งสนิทตามเกณฑ์มาตรฐานก่อนลงสารเคมี โดยขั้นตอนนี้ ต้องทำหลังจากล้างคราบเกลือ (desalination) เสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น


ขั้นตอนที่สอง การเลือกใช้วัสดุเคลือบ/เสริมความแข็งแรง (material selection) ให้เลือกใช้วัสดุอนุรักษ์ตามสภาพปัญหา 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง ethyl silicate (silicic acid ester):นิยมใช้มากที่สุดในงานอนุรักษ์หินและปูนปั้น สารนี้จะแทรกซึมลงไปในรูพรุนและทำปฏิกิริยากับความชื้นในอากาศกลายเป็นแท่งซิลิกา (SiO_2) ยึดเกาะเม็ดทราย/ปูน โดย ไม่อุดรูพรุน ทำให้ไอน้ำระเหยผ่านได้ 100%


กลุ่มที่สอง lime water / nanolimes (น้ำปูนใส / นาโนไลม์): การใช้อนุภาคแคลเซียมไฮดรอกไซด์ขนาดนาโนฉีดอัดเข้าไป เพื่อสร้างสารประสานปูนปั้นใหม่ตามธรรมชาติ โดยไม่ทิ้งคราบฟิล์มสังเคราะห์ และกลุ่มที่สาม potassium silicate / silicate paint (สีและวัสดุเคลือบซิลิเกต): หากต้องมีการลงสีหรือเคลือบป้องกันผิว ต้องใช้สีกลุ่ม mineral/silicate paint เท่านั้น เพราะจะทำปฏิกิริยากับผลึกปูนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันและระบายอากาศได้


ขั้นตอนที่สาม เทคนิคการทา/ฉีดพ่นสาร (application method)


ขั้นตอนนี้เน้นการแทรกซึมลึก ไม่เน้นการฉาบหนาบนผิว เริ่มต้นด้วยการลงสารเสริมความแข็งแรง (consolidant) ใช้เทคนิคการหยด (dripping) ฉีดด้วยกระบอกฉีดเข็มเล็ก (syringe) หรือทาด้วยแปรงขนอ่อนซ้ำๆ (wet-on-wet application) จนกว่าเนื้อปูนปั้นจะอิ่มตัว เพื่อให้สารซึมลงไปลึกที่สุด จากนั้นทำการเคลือบป้องป้องชั้นนอก (breathable water repellent) หากจำเป็นต้องกันน้ำฝนสเปรย์กระทบ ให้ใช้สารกลุ่ม silane / siloxane ซึ่งเป็นสารกันซึมโมเลกุลเล็กที่ไม่สร้างฟิล์ม แต่น้ำหยดจะไม่ซึมเข้า ในขณะที่ไอน้ำข้างในยังคงระเหยออกมาได้


ขั้นตอนที่สี่ การบ่มและบำรุงรักษา (curing & monitoring)


เป็นกระบวนการทำปฏิกิริยาทางเคมี โดยปล่อยให้สารเคมีทำปฏิกิริยาตามธรรมชาติ (ethyl silicate อาจใช้เวลาทำปฏิกิริยาสมบูรณ์ 2-4 สัปดาห์) หลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมจ่อหรือใช้ความร้อนไล่โดยตรง เพราะจะทำให้ปฏิกิริยาเคมีล้มเหลวและเกิดคราบฝ้าขาวบนองค์พระพุทธรูป ขั้นตอนนี้มีคำแนะนำว่า ให้ทำระบบจดบันทึกและตรวจวัดการระเหยของความชื้น (monitoring) เป็นระยะๆ


ข้อควรระวัง


ประการแรก การนำวัสดุเคลือบเงา หรือสารกันซึมกลุ่ม acrylic latex, epoxy หรือ polyurethane สารเหล่านี้จะสร้างฟิล์มพลาสติกเหนียวคลุมผิวปูน เมื่อความชื้นย้อนขึ้นมาจากฐาน น้ำจะไปแออัดอยู่ใต้ชั้นฟิล์มและดันให้ปูนปั้นส่วนหน้าหลุดล่อนออกมาเป็นแผ่นใหญ่


ประการที่สอง การระเหยของเกลือต้องมีทางออก แม้จะทาสารระบายอากาศแล้ว แต่หากไม่ได้ทำกระบวนการกำจัดเกลือออกก่อน เกลือจะยังคงวิ่งมาตกผลึกและสร้างความเสียหายได้ออก


ขอขอบคุณ 


อาจารย์บุญนาค หมีเทศ ร้านเสบียงบุญ พิษณุโลก ต้นทางช่างบูรณะพระพุทธรูปในระเบียงคตรอบวิหารพระพุทธชินราชแบบไทยโบราณ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น