หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Aesthetic Representation

 แบบตัวอักษรบนแผนที่

 

การเลือกประเภทแบบตัวอักษรที่เหมาะสมบนแผนที่ ซึ่งห่างไกลจากการตัดสินใจออกแบบโดยพลการ เป็นส่วนสำคัญในการกำหนดเนื้อหาและโทนของแผนที่ แบบตัวอักษรแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดข้อความที่สื่อสารออกไปในเชิงโวหารของแผนที่ สิ่งสำคัญไม่เพียงแต่จะต้องเข้าใจวิธีประเมินแบบตัวอักษรแต่ละแบบที่แสดงบุคลิกภาพของมันออกมาเท่านั้น หากแต่ยังจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ด้วยว่าแบบตัวอักษรใดที่ผู้ใช้แผนที่สามารถอ่านได้ชัดเจนมากขึ้นหรือน้อยลงในแต่ละจุดที่ต้องเขียนตัวอักษรลงไปในแผนที่ นอกเหนือจากการเลือกแบบตัวอักษรแล้ว ชื่อแผนที่ที่ดีมีประสิทธิภาพจะต้องถูกจัดลำดับชั้นของการมองเห็นให้มีความเด่นชัด และทำให้ผู้ใช้แผนที่สามารถเชื่อมโยงชื่อแผนที่เข้ากับคุณลักษณะของแผนที่ได้อย่างง่ายดาย นักทำแผนที่ต้องเข้าใจและปรับปรุงตัวแปรต่างๆ เกี่ยวกับแบบตัวอักษรที่ใช้เพื่อสนับสนุนทั้งการจัดลำดับและการเชื่อมโยงคุณลักษณะต่างๆ ของแบบตัวอักษรที่จะต้องบรรจงเขียนลงไปในแผนที่




ภาพที่ 1 กลุ่มของแบบอักษรที่มีลักษณะคล้ายกันซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างตัวอักษรและต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์








ภาพที่
2 รูปแบบของตัวอักษร




ภาพที่ 3 กายวิภาคของตัวอักษรแต่ละแบบ


 

บทนำ

 

บนแผนที่ แบบตัวอักษรที่ปรากฏบนแผนเป็นผลจากการออกแบบตัวอักษรที่แท้จริง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (ยกเว้นโดยการเปลี่ยนแบบอักษรทั้งหมด) ตัวอักษรบนแผนที่เป็นชุดข้อความที่วางบนแผนที่ และนักทำแผนที่สามารถควบคุมการวางและรูปลักษณ์ของตัวอักษรบนแผนที่ได้เกือบทุกด้าน เมื่อออกแบบแผนที่ การเลือกแบบอักษรอาจดูเหมือนเป็นการกระทำตามอำเภอใจหรือแบบอัตนัย และอาจดูเหมือนง่ายที่จะยอมรับการตั้งค่าแบบอักษรและเริ่มต้นนำตัวอักษรติดบนแผนที่ อย่างไรก็ตาม แบบอักษรและการออกแบบตัวอักษรบนแผนที่ที่อ่านไม่ออกหรือไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้แผนที่นั้นอ่านเข้าใจได้ยาก ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสำหรับผู้อ่าน หรือทำให้เกิดการตีความแผนที่ผิด สิ่งเหล่านี้อาจก่อกิ่งก้านสาขาให้เกิดที่ร้ายแรงขึ้นมาได้ แบบอักษรของเราจึงควรทำให้สามารถอ่านได้อย่างชัดเจน และช่วยสนับสนุนสไตล์โดยรวมของแผนที่ รวมถึงทำหน้าที่สื่อสารเป้าหมายด้วยการหลีกเลี่ยงความคลุมเครือทางสายตาออกไป

 

แนวความคิดเกี่ยวกับการเลือกใช้ชุดแบบอักษร

 

แบบอักษรบนแผนที่ (typeface) จะถูกตั้งค่าด้วยชุดแบบอักษรเสมอ โดยมีชุดแบบอักษรบนแผนที่เริ่มต้นกำหนดเอาไว้แล้ว หากไม่ต้องการใช้แบบนั้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม มีชุดแบบอักษรบนแผนที่หลายพันแบบให้เลือกใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของการออกแบบ เริ่มตั้งแต่แบบเรียบๆ ง่ายๆ ไปจนถึงแบบที่มีการประดับประดาให้สวยงามตามสไตล์ของนักออกแบบแต่ละคน โดยทั่วไปแล้วชุดแบบอักษรบนแผนที่จะมีอยู่สองประเภทหลักๆ คือ ชุดแบบอักษรที่ใช้แสดงข้อความ (text faces) และชุดแบบอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นมา (display faces) ซึ่งโดยทั่วไปชุดแบบอักษรที่ใช้แสดงข้อความมีการออกแบบที่เรียบง่ายกว่า เหมาะสำหรับการพิมพ์เป็นหนังสือ เขียนบล๊อกข้อความ และเขียนชื่อแผนที่ ส่วนชุดแบบอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นมามีตั้งแต่สคริปต์ที่เขียนด้วยสไตล์ลายมือ ไปจนถึงการออกแบบที่มีความเป็นธีมมากหรือตัวอักษรที่มีลักษณะสวยงามหรูหรา โดยทั่วไปแล้วชุดแบบอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นมาไม่เหมาะสำหรับการใช้งานด้านการทำแผนที่

 

ความชัดเจนและการเข้าถึงภาพ

 

เมื่อต้องเลือกแบบอักษรสำหรับแผนที่ ความชัดเจนหรือความสามารถของผู้อ่านในการแยกแยะอักขระออกจากกัน ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก นักออกแบบแผนที่จะต้องประเมินทั้งขนาดพอยต์ของข้อความติดบนแผนที่ และการออกแบบองค์ประกอบของรูปแบบตัวอักษรภายในแบบอักษรแต่ละแบบ (ดูภาพที่ 6.1) แม้แต่ในพอยต์ของข้อความที่มีขนาดเล็ก แบบอักษรที่มีความสูงมากขึ้นก็จะช่วยให้สามารถอ่านได้อย่างชัดเจน และมีองค์ประกอบของรูปแบบตัวอักษรที่แยกออกจากแบบตัวอักษรอื่นๆ ได้ชัดเจนขึ้น ในทางกลับกัน แบบอักษรที่ไม่มีขีดเล็กๆ ที่ปลายตัวอักษร หรือ sans serif บางประเภท อาจทำให้ผู้อ่านแผนที่อ่านไม่ออก ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม เนื่องจากสร้างความสับสนระหว่างตัว I พิมพ์ใหญ่ กับ ตัว L พิมพ์เล็ก และบางครั้งอาจสับสนกับเลข 1 ด้วย (ดูภาพที่ 6.4)

 

ข้อความขนาดเล็กๆ จะอ่านยากมากสำหรับผู้อ่านแผนที่ที่มีอายุมาก หรือมีความบกพร่องทางการมองเห็น  การออกแบบตัวอักษรบนแผนที่สำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงและระยะห่างระหว่างการดูตำแหน่งและวิธีที่แผนที่จะแสดง ไม่ว่าจะในรูปแบบการพิมพ์หรือบนหน้าจอมอนิเตอร์ แสงแดดที่สว่างมากทำให้ข้อความที่มีคอนทราสต์ต่ำ อ่านยากบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ แผนที่ที่แสดงไว้บนผนังด้วยการฉายออกจากโปรเจกเตอร์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลจะต้องมีข้อความที่ใหญ่กว่าและง่ายกว่าแผนที่ที่พิมพ์ออฟเซ็ตที่มีความละเอียดสูง แม้ว่าจะสามารถข้อความต่างๆ บนแผนที่ได้ แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผู้ฟังการบรรยายประกอบการแสดงแผนที่สามารถอ่านได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมตัวแปรภายนอกทั้งหมดที่ควบคุมความชัดเจนได้ แต่สามารถดำเนินการเพื่อลดการอ่านไม่ออกได้ด้วยการออกแบบที่ดี



ภาพที่
4 ปัญหาเกี่ยวกับความชัดเจนที่แยกแยะยากอันเกิดจากแบบอักษร serif and sans serif กับตัวอักษร I และ L

 




นักออกแบบแผนที่ทั้งหลายคงเคยเห็นรูปกล่อง () เครื่องหมายคำถามกลับหัว (¿) หรือสตริงอักขระที่ไม่คาดคิด (åŒ) ปรากฏในข้อความในระบบดิจิทัลมาบ้างแล้ว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการอ่านที่แตกต่างกันออกไป นี่คือตัวอย่างของอักขระทดแทนที่แทนที่ด้วยแอปพลิเคชันของซอฟต์แวร์ เมื่อซอฟท์แวร์มันไม่รู้จักแบบอักษรหรือเครื่องหมายทางอักษรบางตัว (เช่น เครื่องหมายภาษาพิเศษ) และมันก็จะแสดงรูปร่างต่างๆ ออกมาอาจทำให้ข้อความที่ต้องการแสดงเข้าใจยาก

 

สัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมายดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการเลือกแบบอักษรที่มีชุดแบบตัวอักษรที่เหมาะสมสำหรับแสดงให้เห็นทั้งหมดบนแผนที่ แบบอักษรที่ใช้แสดงข้อความของสังคมตะวันตกส่วนใหญ่ครอบคลุมชุดแบบอักษรของ Windows-1252 อย่างน้อย 256 แบบ ซึ่งเป็นชุดมาตรฐานที่ประกอบด้วยตัวอักษรละติน (A-Z ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก และแบบสัญลักษณ์พิเศษบางตัว) ตัวเลข และเครื่องหมายวรรคตอนพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ภาษาที่ใช้ตัวอักษรหรืออักษรภาพที่ไม่ใช่ภาษาตะวันตก เช่น อารบิก เชโรกี ซีริลลิก ฮิบรู และภาษาเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ และอื่นๆ เหล่านี้อาจจำเป็นต้องมีแบบอักษรเพิ่มเติมหรือแตกต่างกัน

 

ความหมายและการสร้างแบรนด์

 

หลักฐานเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่าชุดแบบอักษรมีบุคลิกที่แตกต่างกัน (Brumberger, 2003; Lewis & Walker, 1989) หรือที่เรียกว่า ความหมายที่แสดงออกมา (semantic effects) (Childers & Jass, 2002) นี่คือความประทับใจที่ผู้ชมมีต่อแบบอักษรนี้ ตัวอย่างเช่น แบบอักษร Lobster บ่งบอกถึงความแปลกประหลาดหรือความไม่เป็นทางการ ในทางตรงกันข้าม แบบอักษร Open Sans อาจดูเรียบเฉยและตรงไปตรงมา

 

ในการทำแผนที่ แม้ว่าความหมายที่แสดงออกมาของแบบอักษรอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้ในทันที แต่มักจะส่งผลต่อวิธีการอ่านและทำความเข้าใจข้อความ (Larson, Hazlett, Chaparro & Picard, 2007) และสามารถมีอิทธิพลต่อความประทับใจของผู้ดูแผนที่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเลือกแบบอักษรเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างแบรนด์ และแบบอักษรสามารถสร้างแบรนด์ให้กับแผนที่ได้โดยไม่รู้ตัวในแบบที่ผู้ออกแบบไม่ได้ตั้งใจ (Woodward, 1982) ตัวอย่างเช่น แผนที่แสดงแนวเส้นและพื้นที่ทรัพย์สินที่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ไม่ควรมีป้ายกำกับที่ใช้แบบอักษรที่ลักษณะแสดงความเป็นมิตรมากเกินไป เช่น แบบอักษร Cabin หรือแบบอักษร Orbitron

 

ท้ายที่สุด นักออกแบบอาจคิดว่าแบบอักษรที่เป็นกลางนั้นมีอยู่จริงโดยปราศจากการเชื่อมโยงความหมายที่เป็นไปได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการออกแบบเป็นการกระทำโดยมนุษย์ที่ทำงานในสถานที่และเวลาใดสถานที่หนึ่ง จึงไม่มีความเป็นกลางหรือเป็นการให้คุณค่าแบบอิสระ แบบอักษรทั้งหลายล้วนแล้วแต่ได้รับการออกแบบมาให้เป็นผลิตภัณฑ์ และได้รับการออกแบบตามอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Kinross, 2002) แม้ว่าจะดูเป็นกลางก็ตาม แบบอักษรที่ออกแบบในช่วงกลางทศวรรษ 1900 เช่น Univers ที่ตอนนั้นตั้งใจให้มีความเป็นกลาง แต่ปัจจุบันแบบอักษรดังกล่าวกลับกลายเป็นการสื่อถึงปรัชญาการออกแบบของสวิสในช่วงกลางศตวรรษ ที่เน้นไปที่ตารางกริดและการเรียงลำดับ

 

สุนทรียะระดับจุลภาค

 

มีคำถามสำคัญอยู่ประการหนึ่งว่า นักทำแผนที่จะประเมินผลเชิงความหมายและความเหมาะสมได้อย่างไร?’ ขั้นตอนแรกเกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจประเภทแบบตัวอักษรพื้นฐาน ตลอดจนวัตถุประสงค์และเจตจำนงค์ของแผนที่ที่ได้รับการออกแบบ ตัวอย่างเช่น แบบอักษรเวนิส (venetian typefaces) ที่น่าเลื่อมใสในอดีต ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับที่ใช้ในงานพิมพ์เมื่อศตวรรษที่ 15 (ดูภาพที่ 1) อาจไม่เหมาะสมสำหรับแผนที่อ้างอิงในบทความที่เขียนเป็นข่าว ทำนองเดียวกัน แบบอักษร sans serif ร่วมสมัย จะดูไม่อยู่ในตำแหน่งบนแผนที่ที่สร้างขึ้นในสไตล์ของแผนที่ในศตวรรษที่ 18 ที่มักมีงานแกะสลักอย่างวิจิตรงดงามปรากฎอยู่

 

ลักษณะปรากฎของแบบตัวอักษรอาจมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเภท จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการออกแบบตัวอักษร (ดูภาพที่ 1) รายละเอียดเหล่านี้เรียกว่า สุนทรียะระดับจุลภาค หรือ microaesthetics ที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบรูปแบบตัวอักษรแต่ละตัว (Kunz, 2000) ซึ่งภาพที่ 5 เป็นการแสดงรายการต่างๆ ขององค์ประกอบทางสายตาของรูปแบบตัวอักษรที่สำคัญ รูปแบบทั่วไปขององค์ประกอบเหล่านั้น และความหมายที่แสดงออกมา (Henderson, Giese & Cote, 2004; Mackiewicz, 2005; Perfect & Rookledge, 1983) ตัวอย่างเช่น หางโค้งของตัว J ตัวพิมพ์ใหญ่ อาจมีลูกบอลอยู่ที่ปลายหรือเรียวไปที่จุดหนึ่ง และหาง J แบบเรียว จะสัมพันธ์กับความหมายที่แสดงออกมาอย่างหนึ่งมากกว่าอีกความหมายหนึ่ง

 

แบบตัวอักษรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความงามแบบที่เรียกว่าสุนทรียะระดับจุลภาคที่แทบจะไร้ขีดจำกัด จะมีก็เพียงแค่จินตนาการของนักออกแบบเท่านั้นที่เป็นขีดจำกัด การทำความเข้าใจวิธีการระบุสุนทรียะระดับจุลภาคและเปรียบเทียบระหว่างแบบตัวอักษรต่างๆ สามารถช่วยให้นักทำแผนที่เลือกแบบตัวอักษรที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีที่ถูกหรือผิดในการตัดสินสุนทรียะระดับจุลภาค และไม่มีอำนาจใดตัดสินว่าสุนทรียะระดับจุลภาคชนิดใดมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบทางความหมาย เมื่อออกแบบข้อความที่แสดงในแผนที่แล้ว มักจะมีประโยชน์ในการตรวจสอบแบบตัวอักษรหลายตัวหรือกลุ่มข้อความโดยรวม นอกเหนือจากแบบตัวอักษรและองค์ประกอบของแบบตัวอักษรแต่ละตัว






ภาพที่
5 แบบตัวอักษรสุนทรียะระดับจุลภาค

 

การจับคู่แบบตัวอักษร

 

สำหรับแผนที่ที่ต้องใช้แบบตัวอักษรหลายๆ แบบมาติดเพื่อบอกเรื่องราวและคุณลักษณะบางอย่างบนแผนที่ การใช้แบบตัวอักษรมากกว่าหนึ่งแบบอาจมีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแบบตัวอักษรที่ถูกนำมาจับคู่กันมักจะขัดแย้งกัน การเลือกแบบตัวอักษรที่ไม่เบี่ยงเบนไปจากจุดประสงค์ของแผนที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ ความกลมกลืนของการมองเห็นสามารถปรับปรุงได้หากแบบตัวอักษรสองแบบหรือมากกว่าสองแบบที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีความแตกต่างกันจากการมองเห็น หมายความว่า พวกมันมีโครงสร้างของแบบตัวอักษรที่คล้ายกัน และมีความหมายที่แสดงออกมาที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้อยู่ในประเภทเดียวกัน ดังปรากฎในภาพที่ 6.1

 

ตามแนวทางทั่วไป ให้จับคู่แบบตัวอักษร sans serif กับแบบตัวอักษร  serif เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วแบบตัวอักษร  serif จะใช้บนแผนที่แสดงลักษณะทางอุทกวิทยา และแบบตัวอักษร sans serif ใช้สำหรับแสดงลักษณะทางวัฒนธรรมหรือลักษณะของมนุษย์ นักออกแบบแผนที่ควรเลือกใช้แบบตัวอักษที่มีความสูงของตัวอักษรและความสูงส่วนที่เป็นหมวกของตัวอักษรใกล้เคียงกัน นอกจากนั้น ให้พยายามจับคู่แบบตัวอักษรที่มียุคสสมัยของการออกแบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น แบบอักษรร่วมสมัยที่ได้รับการออกแบบทั้งคู่ในทศวรรษปัจจุบันมักจะดูน่ามองเมื่อใช้ร่วมกัน มากกว่าที่จะใช้ร่วมกับแบบตัวอักษรประหลาดๆ อย่าง neo-grotesque ที่ออกแบบไว้ในทศวรรษ 1850 และแบบตัวอักษร garalde ที่ออกแบบไว้ในทศวรรษ 1650 (ดูภาพที่ 6.1)

 

ต้นทุนและลิขสิทธิ์

 

ความสามารถของนักทำแผนที่ในการเลือกแบบตัวอักษรจะแตกต่างกันไปตามผู้จัดพิมพ์แผนที่ บ่อยครั้งที่บริษัทหรือเอเจนซี่กำหนดรูปแบบการติดแบบตัวอักษรให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่มองเห็นได้ขององค์กรที่เป็นเจ้าของ และไม่อนุญาตให้มีการเบี่ยงเบนใดๆ ในกรณีอื่นๆ ผู้ออกแบบแผนที่อาจถูกจำกัดให้เลือกเฉพาะแบบตัวอักษรที่รวมอยู่ในระบบปฏิบัติการที่กำหนด หรืออาจมีอิสระในการใช้แบบตัวอักษรใดๆ ที่สามารถซื้อหรือดาวน์โหลดได้

 

การละเมิดลิขสิทธิ์แบบอักษรถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ และกีดกันรายได้ของนักออกแบบแบบตัวอักษรสำหรับงานสร้างสรรค์ของพวกเขา หากไม่สามารถซื้อแบบตัวอักษรได้ ให้พิจารณาใช้และอ้างอิงแบบตัวอักษรจากโอเพ่นซอร์สที่นักออกแบบหรือบริษัทที่ได้รับการยอมรับ มีแบบตัวอักษรให้เลือกใช้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายที่เหมาะสำหรับการใช้งานทำแผนที่ระดับมืออาชีพ แหล่งข้อมูลยอดนิยม คือ google fonts และแบบตัวอักษรที่มีในนั้นสามารถใช้เป็นแบบตัวอักษรจากเวบหรือติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ได้ ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบเมื่อเลือกแบบตัวอักษรที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านั้น เนื่องจากบางครั้งการออกแบบแบบตัวอักษรไม่ดีหรือมีชุดอักษรจำกัด แนวทางปฏิบัติที่ดีในการเลือกแบบตัวอักษรที่มีแบบตัวอักษรโรมัน ตัวเอียงหรือเฉียง ตัวหนา และตัวเอียงตัวหนา แบบตัวอักษรที่มีน้ำหนักหลายแบบ (เบา กลาง หนัก) หรือแบบ serif และ sans serif จะทำให้นักออกแบบมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

 

แบบตัวอักษรบนแผนที่อินเทอร์เฟซ

 

แผนที่ดิจิทัลไม่ค่อยมีรูปแบบเดียวและมักมีหรือนำเสนอให้มีส่วนต่างๆ ต่อประสานกัน ทั้งนี้ อินเทอร์เฟซหรือผู้ดูเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่โดยพื้นฐานอยู่แล้ว เนื่องจากมีเครื่องมือในการนำทางและโต้ตอบกับแผนที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็วตามต้องการ แนวคิดเกี่ยวกับความหมายที่แสดงออกมาจากแบบตัวอักษรที่นำมาใช้เพื่อการออกแบบแผนที่ จะช่วยให้แผนที่สามารถขยายความหมายให้กว้างขึ้นจากแผนที่ทั่วไปไปยังแผนที่อินเทอร์เฟซได้ดียิ่งขึ้น และนักออกแบบแผนที่ควรให้ความสนใจกับการออกแบบและแบบตัวอักษรบนแผนที่อินเทอร์เฟซ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่สอดคล้องกันและน่าพึงพอใจ

 

เมื่อต้องสร้างอินเทอร์เฟซสำหรับแผนที่ ให้นักออกแบบแผนที่พิจารณาใช้แบบตัวอักษรที่ตรงกับแบบตัวอักษรของแผนที่ หากเป็นไปไม่ได้ ให้ใช้แบบตัวอักษรที่อ่านได้ง่าย ที่ความละเอียดต่ำ เช่น 72 ppi ซึ่งเป็นมาตรฐานความละเอียดการแสดงผลแบบเก่าสำหรับจอมอนิเตอร์ นอกจากนี้ ผู้ใช้แผนที่ออนไลน์จะมีระบบปฏิบัติการและเบราว์เซอร์ที่หลากหลาย สำหรับข้อความที่จะแสดงผลโดยเบราว์เซอร์ ให้มุ่งเป้าไปที่แบบตัวอักษรที่ปลอดภัยบนเวบ แบบตัวอักษรเหล่านี้เป็นแบบตัวอักษรที่เบราว์เซอร์หลักทั้งหมดรองรับหรือมีเวอร์ชันทดแทนได้ง่าย ได้แก่ Arial/Helvetica, Times New Roman/Times, Courier New/Courier, Verdana และ Georgia

 

หากคุณมีสิทธิ์เข้าถึงบริการอย่างอื่น เช่น Typekit ซึ่งให้บริการแบบตัวอักษรที่สามารถเลือกได้ นั่นจะทำให้มีตัวเลือกเพิ่มเติมได้อีกเยอะ แต่อย่าลืมคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแบบตัวอักษรบนอินเทอร์เฟซและแบบตัวอักษรบนแผนที่ปรกติด้วย ว่ามันควรสนับสนุนซึ่งกันและกันและรักษาแบรนด์ของทั้งแผนที่และหน่วยงานหรือบริษัทที่สร้างแผนที่นั้นๆ

 

แนวคิดการใช้แบบตัวอักษรแสดงลักษณะในแผนที่

 

คำแสดงคุณลักษณะด้วยแบบตัวอักษรในภูมิสารสนเทศจะถูกสร้างขึ้นจากฟิลด์หรือแอตทริบิวต์ในตารางแอตทริบิวต์ของคุณลักษณะ คุณอาจต้องแก้ไขฟิลด์เพื่อให้แน่ใจว่าสะกดป้ายกำกับถูกต้อง ย่อถูกต้อง หรือเลือกใช้ตัวพิมพ์เล็กและใหญ่ถูกต้อง (ดูภาพที่ 6.6) โดยปกติแล้ว การสะกดคำอย่างเป็นทางการสำหรับลักษณะทางภูมิศาสตร์จะพบได้บนเว็บไซต์หรือ geoportal ขององค์กรทำแผนที่ในประเทศของนักออกแบบแผนที่เองอยู่แล้ว ส่วนในสหรัฐอเมริกา จะมีคณะกรรมการเกี่ยวกับชื่อทางภูมิศาสตร์ หรือ board on geographic names เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชื่อคุณลักษณะต่างๆ

 

ตัวแปรทางด้านการมองเห็น

 

ในบริบทของแบบตัวอักษร ตัวแปรทางด้านการมองเห็น (visual variables) มีความแตกต่างจากสุนทรียะระดับจุลภาค เนื่องจากสุนทรียะระดับจุลภาคไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักออกแบบแผนที่สามารถเลือกแบบตัวอักษรอื่นได้ แต่ไม่สามารถลบหรือปรับองค์ประกอบรูปแบบตัวอักษรได้ คุณสมบัติของแบบตัวอักษรแสดงลักษณะสำคัญในแผนที่เป็นตัวแปรทางการมองเห็น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ติดตัวอักษรกำกับรายละเอียดในแผนที่ได้อย่างสวยงามและชัดเจน ซึ่งภาพที่ 6.6 ข้างล่างนี้เป็นการแสดงตัวแปรทางด้านการมองเห็นบางส่วน




ภาพที่
6 ตัวแปรเกี่ยวกับการมองเห็นตัวอักษร

 

ความชัดเจน

 

นอกจากความชัดเจนของแบบตัวอักษรแล้ว ความชัดเจนของข้อความแสดงในแผนที่ยังเป็นอีกแง่มุมที่สำคัญของการออกแบบแผนที่ เมื่อมองด้วยตัวมันเอง ตัวอักษรของแต่ละแบบตัวอักษรอาจแยกแยะได้เป็นแต่ละแบบ แต่ยังคงต้องให้ผู้อ่านสามารถอ่านได้ชัดเจนเมื่อวางไว้บนอยู่ในส่วนต่างๆ ที่เป็นรายละเอียดของการทำแผนที่ เช่น เส้นชั้นความสูงและโครงข่ายถนน ภาพนูนแสดงความสูงต่ำของภูมิประเทศ ข้อมูลสิ่งปกคลุมดิน/การใช้ที่ดิน และภาพปรากฎอื่นๆ

 

วิธีหนึ่งในการเพิ่มความชัดเจนของแบบตัวอักษร  คือ การใช้รัศมีเงา (halos) เป็นเส้นขอบหนาอยู่ด้านหลังข้อความที่แสดงเอาไว้ในแผนที่ ทำหน้าที่เป็นสิ่งป้องกันการรบกวนทางสายตาระหว่างพื้นหลังแผนที่และข้อความที่ต้องการแสดงคุณลักษณะ ดูได้จากชื่อถนน ‘Lake Street’ ในภาพที่ 7 ประกอบ อย่างไรก็ตาม ควรใช้ความระมัดระวังในการใช้และปรับขนาดของรัศมีเงา เพราะว่าเมื่อรัศมีเงานี้มีขนาดใหญ่เกินไปก็จะมีลักษณะหยดสีคล้ายภาพการ์ตูน (cartoon-like blobs) อีกทางเลือกหนึ่งคือ การใช้มาสก์ (masks) หรือการตัดรายละเอียดของแผนที่ส่วนที่ไม่ต้องการออกไป เพื่อช่วยแยกคุณลักษณะแผนที่ที่อยู่รอบๆ ตัวอักษรแสดงคุณลักษณะ ซึ่งดูได้จากตัวอย่างข้อความ ‘400’ ในภาพที่ 7 ทั้งนี้ ถือว่าเป็นการใช้มาสก์ที่มีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้อความแสดงคุณลักษณะที่วางอยู่เหนือคุณลักษณะในแผนที่ที่เป็นแนวเส้น

 

ภาพที่ 7 การใช้รัศมีเงาเพ่อเน้นความโดดเด่นของตัวอักษร

 

ลำดับความสำคัญและความสัมพันธ์

 

เช่นเดียวกับคุณลักษณะของการทำแผนที่ การจัดลำดับตัวอักษรแสดงคุณลักษณะในแผนที่ จะช่วยเพิ่มความชัดเจน และทำให้การตีความง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านแผนที่ ลำดับตัวอักษรที่ชัดเจนช่วยสร้างความสำคัญเชิงสัมพันธ์ของคุณลักษณะและพื้นที่ของแผนที่ได้เป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คุณลักษณะของการทำแผนที่ที่สำคัญควรมีตัวอักษรที่แสดงกำกับเอาไว้ให้โดดเด่น เพราะมันจะทำให้ผู้อ่านแผนที่สามารถมองเห็นคุณลักษณะเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ตัวอักษรที่แสดงกำกับสามารถปรับสมดุลอย่างละเอียดในลำดับได้โดยการรวมคุณสมบัติของตัวอักษรแสดงกำกับต่างๆ ตัวอย่างเช่น ตัวอักษรแสดงกำกับสำหรับพื้นที่กว้างๆ สามารถตั้งค่าเป็นพ้อยต์ขนาดใหญ่เพื่อระบุพื้นที่ที่ครอบคลุม แต่ต้องมีสีค่อยๆ จางหายไปในพื้นหลัง (ต่ำกว่าในลำดับของภาพ) โดยมีคอนทราสต์ลดลง

 

ลำดับความสำคัญของข้อความกำกับในแผนที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยการปรับตัวแปรทางด้านการมองเห็นเหล่านี้ ดังแสดงในภาพที่ 6

 

·       ขนาดพอยต์ (point size) โดยทั่วไปตัวอักษรแสดงกำกับที่มีขนาดใหญ่กว่าจะถูกมองว่ามีความสำคัญในลำดับที่มากกว่าตัวอักษรแสดงกำกับที่มีขนาดเล็กกว่า

·       การติดตาม/การเว้นระยะห่าง/การแสดงนำหน้า (tracking/spacing/leading) ตัวอักษรแสดงกำกับที่มีการตั้งค่าการติดตาม ระยะห่าง หรือการนำหน้า ที่กว้างขึ้นหรือหลวมๆ กว่า จะครอบคลุมพื้นที่มากกว่าตัวอักษรแสดงกำกับที่มีการตั้งค่าเล็กกว่าหรือแคบกว่า พื้นที่ขยายที่อยู่ภายใต้ตัวอักษรจะช่วยให้มองเห็นได้กว้างขึ้น แต่สามารถลดระดับลงได้อย่างง่ายดายโดยการปรับเปลี่ยนระดับคอนทราสต์

·       น้ำหนัก (weight) ค่าน้ำหนักของตัวอักษรแสดงกำกับที่มากกว่าจะอยู่ในลำดับที่สามารถมองเห็นได้มากกว่าและชัดเจนกว่าตัวอักษรที่มีน้ำหนักเบากว่า

·       การบีบอัด (compression) ข้อความที่ขยายออกจะดูมีความโดดเด่นกว่าข้อความที่ถูกย่อส่วนให้เล็กลง

·       กรณี (case) ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดจะมีลำดับมองเห็นที่สูงกว่า แต่การใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ขนาดเล็กอย่างรอบคอบสามารถช่วยผลักดันตัวอักษรแสดงกำกับที่โดดเด่นเกินไปเมื่อต้องอยู่บนพื้นหลังที่เป็นภาพแผนที่

·       ค่าความเข้มข้น/ความคมชัด (value/contrast) ความแตกต่างระหว่างตัวอักษรแสดงกำกับและพื้นหลังแผนที่ที่น้อยลง จะทำให้ตัวอักษรแสดงกำกับดูโดดเด่นน้อยลง ซึ่งทำให้ตัวอักษรแสดงกำกับอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า ขณะที่คอนทราสต์มีการเปลี่ยนแปลงโดยการปรับเปลี่ยนค่าความเข้มข้นของข้อความ

 

นอกจากนี้แล้ว การสร้างลำดับของตัวอักษรแสดงกำกับแผนที่ยังช่วยสร้างการเชื่อมโยงให้ภาพมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของตัวอักษาแสดงกำกับและคุณลักษณะต่างๆ ในแผนที่ ตัวอย่างเช่น หากตัวอักษรแสดงกำกับทั้งหมดบนแผนที่ปรากฏเป็นแบบตัวอักษร ขนาด และสีเดียวกัน ผู้อ่านแผนที่อาจประสบปัญหาในการเชื่อมโยงตัวอักษรแสดงกำกับกับคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกัน วิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการแนะนำแบบตัวอักษรแสดงกำกับในแผนที่ที่มีความหมายชัดเจน คือ การใช้แบบอักษรที่จับคู่กันได้สองแบบ เช่น serif และ sans serif เพื่อแยกแยะหมวดหมู่คุณลักษณะที่แตกต่างกัน ลำดับของตัวอักษรแสดงกำกับภายในหมวดหมู่คุณลักษณะสามารถสร้างขึ้นได้ตามรายการที่กล่าวเอาไว้แล้วด้านบน

 

ตัวแปรทางด้านการมองเห็นอื่นๆ จะช่วยสร้างการเชื่อมโยงระหว่างคุณลักษณะตัวอักษรแสดงกำกับได้มากกว่าการสร้างลำดับความสำคัญ นักทำแผนที่มักใช้เฉดสีเดียวกันหรือสีที่คล้ายกันสำหรับตัวอักษรแสดงกำกับและคุณลักษณะต่างๆ และเปลี่ยนค่าของสีหรือเพิ่มรัศมีเงา/มาสก์ตามความจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถอ่านตัวอักษรแสดงกำกับได้อย่างชัดเจน พื้นที่รูปปิดของป่าไม้ (forest polygon) ที่มีสัญลักษณ์เป็นสีเขียวอ่อนหรือโปร่งใสบางส่วนอาจมีตัวอักษรแสดงกำกับเป็นสีเขียวเข้มหรือเฉดสีอื่นที่มีรัศมีเงาสีเขียวอ่อน ลักษณะท่าทางของตัวอักษรมักถูกนำมใช้เพื่อแยกแยะคุณลักษณะที่แตกต่างกันจริงๆ อย่างเช่นที่ใช้ตัวอักษรเอียง/เฉียงเฉพาะสำหรับคุณลักษณะทางอุทกศาสตร์ การเชื่อมโยงคุณลักษณะของตัวอักษรแสดงกำกับสามารถปรับปรุงสำหรับส่วนที่เป็นลักษณะเชิงพื้นที่ต่างๆ ได้ด้วยการปรับการติดตามแบบอักษร (tracking) และการสร้างส่วนนำของตัวอักษร (leading) จะทำให้แน่ใจได้ว่าตัวอักษรแสดงกำกับจะกระจายไปทั่วคุณลักษณะอย่างเห็นได้ชัด สำหรับพื้นที่ที่มีขนาดเล็กกว่าหรือสำหรับลักษณะเฉพาะจุด การกระชับส่วนนำของตัวอักษรแสดงกำกับแบบหลายบรรทัดให้แน่นขึ้น สามารถลดความคลุมเครือได้ เนื่องจากเส้นที่อยู่ห่างกันเกินไปอาจถูกอ่านเป็นตัวอักษรแสดงกำกับสองตัวอักษรที่แยกออกจากกัน

 

ความหนาแน่น

 

ความหนาแน่นของตัวอักษรแสดงกำกับที่เหมาะสมจะพิจารณาจากวัตถุประสงค์ คุณสมบัติของผู้อ่านแผนที่ และรูปแบบของแผนที่ แผนที่อ้างอิงขนาดโปสเตอร์ที่พิมพ์ออกมา ควรมีความหนาแน่นของตัวอักษรสูงกว่าแผนที่ที่ใช้สำหรับการนำทางในการขับขี่ที่แสดงบนจอมอนิเตอร์ของสมาร์ทโฟน โดยทั่วไปแล้ว ความหนาแน่นของตัวอักษรแสดงกำกับต่ำ จะช่วยให้คุณลักษณะแผนที่โดดเด่น และผลักดันคุณลักษณะที่มีตัวอักษรแสดงกำกับไปที่ด้านบนของลำดับภาพ ขณะที่ความหนาแน่นของตัวอักษรแสดงกำกับที่สูงจะเปลี่ยนโฟกัสภาพจากแผนที่ไปยังตัวอักษรแสดงกำกับ และอาจทำให้การค้นหาด้วยภาพทำได้ยาก แต่ก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพียงแต่ว่าจะต้องใช้ความระมัดระวังเมื่อใช้ตัวอักษรแสดงกำกับหลายอัน เพื่อตั้งค่าลำดับของตัวอักษรแสดงกำกับและรับประกันความชัดเจน

 

หากพบว่าตัวอักษรแสดงกำกับแผนที่มีความหนาแน่นเกินไป ให้ลองใช้วิธีการต่างๆ เหล่านี้ดู

 

·       จัดลำดับความสำคัญของตัวอักษรแสดงกำกับด้วยการตั้งค่าลำดับของตัวอักษรแสดงกำกับตามคุณลักษณะคุณลักษณะ ตัวอย่างเช่น เมืองที่มีจำนวนประชากรค่อนข้างสูงกว่า สามารถตั้งค่าให้มีลำดับความสำคัญของตัวอักษรแสดงกำกับที่สูงกว่าได้ ดังนั้น ตัวอักษรแสดงกำกับสำหรับเมืองเล็กจะไม่ถูกวางหากไม่พอดีกับแผนที่

·       ลบกลุ่มตัวอักษรแสดงกำกับทั้งหมดออก หากผู้ใช้แผนที่สามารถซูมไปยังขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ตัวอักษรแสดงกำกับปรากฏได้มากขึ้น ให้พิจารณาและตัดตัวอักษรแสดงกำกับสำหรับคุณลักษณะเฉพาะในขนาดที่เล็กกว่าทิ้งไปเสีย

·       ลบกลุ่มคุณลักษณะทั้งหมดออก ตัวอย่างเช่น แผนที่ขนาดมาตราส่วน 1: 500,000 อาจไม่จำเป็นต้องแสดงพื้นที่หรือตัวอักษรแสดงกำกับชื่อทะเลสาบที่มีขนาดเล็กมาก

·       ลดขนาดของจุดลง แต่หลีกเลี่ยงการลดขนาดเกินขีดจำกัดความสามารถในการอ่านแผนที่ที่ผู้อ่านแต่ละคนจะสามารถทำได้

 

การวางตำแหน่ง

 

การวางตัวอักษรแสดงกำกับเป็นสิ่งสำคัญขั้นสุดท้ายของการพิมพ์แผนที่ เนื่องจากการวางตำแหน่งที่ดีจะช่วยลดความคลุมเครือ จึงขอแนะนำให้นักออกแบบแผนที่เริ่มต้นด้วยการติดตัวอักษรแสดงกำกับอัตโนมัติและปรับการตั้งค่าตำแหน่งให้ดีก่อนที่จะเปลี่ยนตัวอักษรแสดงกำกับให้เป็นคำอธิบายประกอบแผนที่ และให้แก้ไขตัวอักษรแสดงกำกับแต่ละรายการด้วยตนเอง สำหรับแผนที่ขนาดใหญ่ที่มีการครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง การใส่คำอธิบายประกอบแผนที่อาจไม่สามารถทำได้เลย จึงจะต้องระบุว่าข้อผิดพลาดหรือความไม่สอดคล้องกันมากน้อยเพียงใดที่ยอมรับได้ และปรับสมดุลกับความพยายามที่จำเป็นในการเปลี่ยนตัวอักษรแสดงกำกับด้วยตนเอง

 

หากต้องการออกแบบแผนที่ที่มีขนาดมาตราส่วนหลายๆ ขนาด โปรดทราบเอาไว้ด้วยว่า การตั้งค่าตัวอักษรแสดงกำกับเอาไว้เป็นค่าคงที่อาจปรับแปลงระหว่างขนาดแต่ละขนาดได้ไม่ดีนัก การใช้การตั้งค่าตัวอักษรแสดงกำกับในแผนที่มาตราส่วนขนาดใหญ่ภายในแผนที่มาตราส่วนขนาดเล็กจะส่งผลให้มีรายละเอียดของตัวอักษรแสดงกำกับหลายๆ อย่าง หนาแน่นมากเกินไป หรือไม่ก็ครอบคลุมพื้นที่มากเกินไป อีกทั้งยังอาจจำเป็นต้องปรับลำดับของภาพเนื่องจากคุณลักษณะต่างๆ ได้รับการสรุปตามขนาด

 

เพื่อหลีกเลี่ยงการวางตำแหน่งและการแก้ไขตัวอักษรแสดงกำกับด้วยตนเองที่ต้องใช้ความพยายามสูง คำแนะนำที่จะกล่าวต่อไปนี้จึงเหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมการติดตัวอักษรแสดงกำกับแบบอัตโนมัติ ดังที่พบในโปรแกรมสำเร็จรูปภูมิสารสนเทศจำนวนมาก และมีคำแนะนำสำหรับกรณีทั่วๆ ไปบางประการมีดังนี้

 

·       เก็บตัวอักษรแสดงกำกับให้ใกล้กับคุณลักษณะต่างๆ มากที่สุด โดยไม่ทับซ้อนกันหรือบดบังคุณลักษณะอื่นๆ

·       หากมีการรบกวนการมองเห็นระหว่างตัวอักษรแสดงกำกับและคุณลักษณะที่อยู่ด้านล่าง ให้ใช้รัศมีเงาหรือแมสก์

·       เมื่อต้องออกแบบและทำแผนที่ภูมิภาคชายฝั่ง ควรติดตัวอักษรแสดงกำกับเมืองตามแนวชายฝั่งไว้ในมหาสมุทร

·       หากจำเป็นต้องปรับตัวอักษรแสดงกำกับจุดหรือเส้นด้วยตนเอง อย่าลืมรักษาระยะห่างระหว่างสถานที่แต่ละแห่งและตัวอักษรแสดงกำกับให้สม่ำเสมอ

·       ทำซ้ำป้ายกำกับตามลักษณะเส้นยาวหรือภายในพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแผนที่ดิจิทัลที่สามารถแพนออกและซูมเข้าได้ ซึ่งคุณลักษณะส่วนใหญ่สามารถอยู่นอกพื้นที่แสดงภาพได้ อย่าบังคับให้ผู้อ่านค้นหาตัวอักษรแสดงกำกับ

·       ใช้เส้นนำสายตาเท่าที่จำเป็น เพราะจำนวนเส้นที่มีมากเกินไปจะทำให้แผนที่เกะกะ

 

ข้อแนะนำสำหรับการออกแบบตัวอักษรแสดงกำกับคุณลักษณะที่เป็นจุดในแผนที่

 

·       ตัวอักษรแสดงกำกับหรือสัญลักษณ์ที่ออกแบบใหม่ เพื่อไม่ให้สัญลักษณ์คุณลักษณะปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของข้อความ ตัวอย่างเช่น สัญลักษณ์จุดกลมมักจะปรากฏเป็นตัวอักษร "o" และเป็นส่วนหนึ่งของตัวอักษรแสดงกำกับ

·       หลีกเลี่ยงการวางตัวอักษรแสดงกำกับระหว่างจุดสนใจโดยตรง หากจำเป็นต้องทำ ให้ติดตัวอักษรแสดงกำกับจุดน้อยลงและติดตัวอักษรให้อยู่ในโซนทิศทางที่สอดคล้องกัน เช่น ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้

 

ข้อแนะนำสำหรับการออกแบบตัวอักษรแสดงกำกับคุณลักษณะที่เป็นเส้นในแผนที่

 

·       ควรหลีกเลี่ยงการวางตัวอักษรแสดงกำกับกลับหัวตามแนวเส้น

·       ลองขยายตัวอักษรแสดงกำกับตามบรรทัดเพื่อระบุความยาวของจุดสนใจ อย่างไรก็ตาม โปรดระวังการขยายตัวอักษรแสดงกำกับให้ยาวเกินไปตามจุดต่างๆ ของบรรทัด เนื่องจากการเว้นวรรคระหว่างคำหรืออักษรมากเกินไปอาจทำให้ผู้ชมติดตามตัวอักษรแสดงกำกับทั้งหมดได้ยาก

·       ใช้ตัวอักษรแสดงกำกับหลายบรรทัดสำหรับคุณลักษณะของเส้นเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น แม้ว่าเส้นตารางบนถนนมักจะเป็นข้อยกเว้น

·       หากเป็นไปได้ ให้ควบคุมระดับความโค้งของฉลาก ตัวอักษรแสดงกำกับที่มีเส้นฐานโค้งซึ่งเป็นไปตามรูปร่างของคุณลักษณะต่างๆ มีประโยชน์อย่างยิ่งและน่าพึงพอใจสำหรับลักษณะของลำธารและแม่น้ำ แต่ความโค้งมากเกินไปหรือเส้นโค้งที่แหลมมากเกินไปอาจทำให้ตัวอักษรทับซ้อนกันได้

 

ข้อแนะนำสำหรับการออกแบบตัวอักษรแสดงกำกับคุณลักษณะที่เป็นพื้นที่ในแผนที่

 

·       พิจารณาเพิ่มการติดตามตัวอักษรแสดงกำกับและแอตทริบิวต์ชั้นนำเพื่อระบุขอบเขตของคุณลักษณะ หากตัวอักษรแสดงกำกับคุณลักษณะโดดเด่นเกินไป สามารถปรับลดขนาดลงได้เสมอ เพื่อให้ปรากฏต่ำลงในลำดับที่สามารถมองเห็นได้ของระบบการติดตัวอักษรแสดงกำกับคุณลักษณะของเรา

·       ตัวอักษรแสดงกำกับที่วางบนพื้นที่โค้งหรือเอียง อาจอ่านยาก จึงควรให้ใช้เส้นโค้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากจำเป็น

 

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้อาจต้องการศึกษาค้นคว้าจากตำราการทำแผนที่หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็นตำราเรื่อง designing better maps ของโบรเวอร์ (Brewer, 2016) หรือตำราเรื่อง Thematic cartography and geographic visualization ของสโลคัม แมคมาสเตอร์ เคสสเลอร์ และโฮวาร์ด (Slocum, McMaster, Kessler, & Howard, 2009) เพื่อดูคำแนะนำและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดวางตัวอักษรแสดงกำกับในแผนที่เอาไว้ค่อนข้างละเอียด

 

References

 

Brewer, C. A. (2016). Designing better maps (2nd ed.). Redlands, CA: ESRI Press.

Brumberger, E. (2003). The rhetoric of typography: the persona of typeface and text. Applied Research50(2), 206-223.

Casti, E. (2005). Towards a theory of interpretation: Cartographic semiosis. Cartographica40(3), 1-16.

Childers, T. L., & Jass, J. (2002). All dressed up with something to say: effects of typeface semantic associations on brand perceptions and consumer memory. Journal of Consumer Psychology12(2), 93-106. DOI: 10.1207/S15327663JCP1202_03(link is external)

Henderson, P. W., Giese, J. L., & Cote, J. A. (2004). Impression management using typeface design. Journal of Marketing68(4), 60-72.

Kinross, R. (2002). Universal faces, ideal characters. In Unjustified Texts (pp. 233-245). Hyphen Press. 

Kunz, W. (2000). Typography: Macro and microaesthetics. Sulgen, Switzerland: Arthur Niggli.

Larson, K., Hazlett, R. L., Chaparro, S., & Picard, R. W. (2007). Measuring the aesthetics of reading. In People and Computers XX—Engage: Proceedings of Human-Computer Interactions 2006 (pp. 41-56). Springer London. DOI: 10.1007/978-1-84628-664-3_4(link is external)

Lewis, C., & Walker, P. (1989). Typographic influences on reading. British Journal of Psychology80 (Pt 2), 241-257. DOI: 10.1111/j.2044-8295.1989.tb02317.x(link is external)

Mackiewicz, J. O. (2005). How to use five letterforms to gauge a typeface’s personality: a research-driven method. Journal of Technical Writing and Communication35(3), 291-315.

Muehlenhaus, I. (2012). If looks could kill: The impact of different rhetorical styles on persuasive geocommunication. The Cartographic Journal49(4), 361-375. DOI: 10.1179/1743277412Y.0000000032(link is external)

Perfect, C., & Rookledge, G. (1983). Rookledge’s international type-finder. London, UK: Sarema Press.

Slocum, T., McMaster, R., Kessler, F., & Howard, H. (2009). Thematic cartography and geographic visualization (3rd ed.). Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.

Wood, D. (2010). Rethinking the power of maps. New York, NY: The Guilford Press.

Woodward, D. (1982). Map design and the national consciousness: typography and the look of topographic maps. In Technical Papers of the 42nd Annual Meeting of the American Congress on Surveying and Mapping (pp. 339-347). Denver, CO: American Congress on Surveying and Mapping.

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น