หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

Science of Softball

บันทึกซอฟท์บอลนเรศวร 2012 ที่หาดใหญ่








ตอนที่ 1 ผสมสีสันต์ ผสานพลัง

The Colour United “ผสมสีสันท์ ผสานพลัง” สโลแกนประจำการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 39 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ดูเหมาะเจาะกับการเข้าร่วมการแข่งขันของทีมซอฟท์บอลหญิงแห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มีโรงเรียนอนุบาลวิชร เมืองพิจิตร เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่

สองนักซอฟท์บอลหญิงรุ่นพี่ของชมรม คือ (1) ต่าย รุ่งฤดี กับ (2) เจิน กรัญญา ผสมกับสามนักซอฟท์บอลหญิงมากประสบการณ์ของกำแพงเพชร คือ (3) กรีน (4) น้ำฝน และ (5) แนน ผสานพลังกับน้องใหม่ไฟแรงขยันซ้อมมากๆ คือ (6) เมย์ ประธานชมรมคนใหม่ (7) มีน และ (8) เปียร์ ผนวกกับทัพหนุนมือใหม่อีกสองคน คือ  (9) เนสต์ กับ (10) หมิว 

แม้ว่าก่อนเดินทางและช่วงแข่งขันสองแมทช์แรกทุกอย่างไม่มีอะไรลงตัวสักอย่าง ประกอบกับต้องเจอกับทีมที่มีประสบการณ์มากกว่า ทำให้ผลการแข่งขันออกมาไม่ดีเอาเสียเลย คนดูและทีมอื่นๆ มองทีมซอฟท์บอลหญิงของมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นเพียงแค่ทีมที่ขอเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อเป็นเกียรติเท่านั้น

แต่ว่า “การผสมสีสันท์ ผสานพลัง” ของทีมซอฟท์บอลมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็เกิดความลงตัวกันขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 นั่นเอง เพราะมีการจัดทัพนักกีฬากันใหม่ ปรับตำแหน่งการยืนในเกมส์รับทุกตำแหน่ง ปรับท่าในการยืนพร้อมเล่น ปรับมุมและจังหวะการวิ่งเข้าหาลูก ทำความเข้าใจการคอฟเวอร์เบสของบ้านสองกะช้อร์ต และปรับความเร็วของการเคลื่อนที่ของเอ้าท์ฟิวลด์

จังหวะการลงไม้ให้สอดรับกับไทมิ่งที่ลูกบอลเข้ามาหาโฮมเพลต เป็นอีกอย่างที่สำคัญมาก โดยมีคุณเพชร (น้องราม) กะคุณปัตย์ (น้องเกษตร) เข้ามาช่วยเน้นลูกนั้นลูกนี้อย่างแข็งขัน

ในสนามซ้อมวันนั้น ทุกคนยังค่อนข้างเงียบ ไม่มีเสียคุย ไม่มีเสียบอกเตือนกัน ทั้งครูพัฒน์ เพชร และปัตย์ ต่างช่วยกันวิ่ง ช่วยกันตะโกน ช่วยกันเตือนอยู่อย่างไม่รู้เหนื่อย แต่ก็ยังไม่ได้ผลที่จะทำให้มีความเป็นทีมที่ดี ทีมที่พร้อมเล่น ทีมที่พร้อมจะชนะคู่แข่งขัน 

ตอนที่ 2 ขอใช้เสียงเป็นพลัง

เวลา 11.00 น. ได้เวลาที่ทีมชายต้องลงแข่งขันแมทช์สุดท้ายกับทีมบูรพาแล้ว ซึ่งพวกเรานัดหมายกันว่า ต้องไปให้กำลังใจทีมชายของเรา แต่ครูพัฒน์เขาตัดสินใจ ไม่ไปแล้ว เลือกไปข้างหน้าดีกว่า ก้าวไปข้างหน้าเพื่อชัยชนะดีกว่า เมื่อทีมนเรศวรยังไม่มีเสียงเลย แล้วทีมนเรศวรจะไปชนะใครเขาได้อย่างไร

มา . . . มาเปล่งเสียงให้ดังๆ พร้อมๆ กัน มาเลย มาเลย เริ่มจาก “ฝน พิทเชอร์” ทุกคนตะโกนพร้อมๆ กัน “ฝน พิทเชอร์ ๆ ๆ ๆ”

“เจิน แคทเชอร์” พร้อมกัน ดังๆ “เขิน แคทเชอร์ ๆ ๆ ๆ” ดังๆ อีก “เจิน แคทเชอร์ 

ต่อไป

“กรีน เบสหนึ่ง” ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “กรีน เบสหนึ่ง กรีน เบสหนึ่ง กรีน เบสหนึ่ง”

“เมย์ เบสสอง” ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “เมย์ เบสสองๆ ๆ ๆ”

“ต่าย เบสสาม” ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “ต่าย เบสสามๆ ๆ ๆ”

“แนน ช้อร์ตสตอป” ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “แนน ช้อร์ตสตอปๆ ๆ ๆ”

“เปียร์ เลฟฟิวลด์” ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “เปียร์ เลฟฟิวลด์ๆ ๆ ๆ

“มีน เซนเตอร์” ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “มีน เซนเตอร์ๆ ๆ ๆ”

“หมิว ไรท์ฟิวลด์” ทุกคนร่วมกันตะโกนออกมาดังมาก “หมิว เซนเตอร์ๆ ๆ ๆ”

อีกคน ยังเหลืออีกคนหนึ่งในทีมเรา จะตะโกนกันว่างัยดี เอางี้แล้วกัน ครูพัฒน์บอกว่าให้เนสต์ตะโกนว่า 

“เนส เจ็บขา” ก็แล้วกัน เจ้าเนสต์ทำหน้างงๆ พร้อมกับหันมาถามว่า “ครูพัฒน์ เนส เจ็บขา หรือคะ” ครูพัฒน์ตอบยิ้มๆ (สงสัยอารมณ์ดีเพราะๆ เด็กเข้มแข็งขึ้นมาอย่างมากหลังจากการได้ร่วมตะโกนกันพร้อมเพรียง “เนสต์ ผมจะรู้ไหมเนี่ยว่า หนูเจ็บขาหรือไม่เจ็บ” ทุกคนในทีมฮา

เอ้าเนสต์ ตะโกน “เนสต์ เจ็บขา” ทุกคนพร้อมกัน “เนส เจ็บขาๆ ๆ ๆ”

เอาละ นั่นเป็นเพียงบทที่ 1 ของการให้เสียง เพื่อบอกตัวเองให้รู้ว่าเล่นตำแหน่งอะไร จะต้องคอฟเวอร์พื้นที่ตรงไหนแค่ไหน การตะโกนที่ผ่านมาเป็นสิ่งย้ำเตือน ซึ่งการให้เสียงบทที่ 1 นี้ ไม่ได้นำเอาไปใช้ในสนามเวลาแข่งจริง

มาถึงการให้เสียบทที่ 2 เป็นการบอกตำแหน่งผู้เล่นฝ่ายรุกบนบ้าน บอกจำนวนผู้เล่นฝ่ายรุกที่ถูกทำให้ออกไปจากการเล่น พร้อมๆ ไปกับการขานลำดับการตีของคู่ต่อสู้ที่เข้ามาสู่แบตเตอร์บอกซ์ และส่งข้อมูลจำนวนบอลดีบอลเสียให้เพื่อนร่วมทีมได้รับรู้ เอ้า ! ทุกคนช่วยกัน เริ่มต้นจากเจิน ตะโกนออกไปบอกต่ายที่เบสสาม 

“สองมีคน วันดาวน์ สไตรค์วันแล้ว ต่ายพร้อมนะ” 

เมื่อต่ายรับข้อความที่เบสสามแล้ว ก็ส่งเสียงออกไปผ่านแนนที่ช้อร์ต ฝนที่วงกลมพิชเชอร์ ไปถึงเมย์ กรีน เปียร์ มีน และหมิว ทุกคนตะโกนพร้อมกัน “สองมีคน วันดาวน์ สไตรค์วันแล้ว”

พวกเราเล่นเกมส์ตะโกนกันพักใหญ่ในร่มเต้นต์ แล้วครูพัฒน์ก็ให้ทุกคนออกไปยืนตำแหน่งจริงในสนาม แล้วก็เริ่มบทตะโกนบทที่สองนี้หลายเที่ยว หลายสถานการณ์ จนกระทั่งคอแหบและร้อน จึงได้เข้าร่มมาพักกินน้ำ แล้วครูพัฒน์ก็บอกว่า การให้เสียงในช่วงนี้ จะเป็นการปรับตำแหน่งการยืนตำแหน่งเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบของพวกเราไปด้วยในตัว

การให้เสียงบทที่ 3 อันนี้ครูพัฒน์บอกว่า พวกเราไม่มีความเป็นทีมเดียวกัน เวลาพิทเชอร์พิทช์เข้าสไตรค์แล้ว ไม่มีใครในทีมเลยที่แสดงอาการออกมาทางเสียง เพื่อเป็นการทำลายขวัญแบตเตอร์ เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้เป็นต้นไป ให้ทุกคนตะโกนด้วยอาการดีใจทุกสไตรค์ที่น้ำฝนพิทช์ออกไป

ตอนที่ 3 พวกเรามีเป้าหมายเดียวกัน

พวกเราทั้ง 12 คน อันประกอบด้วยนักกีฬา 10 คน โค้ช/ผู้จัดการทีมอีก 2 คน พร้อมกันละทิ้งเกมส์อันอดสูในรอบแรกเสียตั้งแต่บ่ายวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 และร่วมแรกร่วมใจกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับทีมของเรา

เย็นนั้น กรีนกับฝน ถูกมอบหมายให้ไปปลอบขวัญน้องเมย์ ที่จิตหลุดกระเจิดกระเจิงหลังแมทช์แข่งกับเชียงใหม่ แต่พวกเธอทั้ง 10 ไม่ใช่แค่ไปปลุกปลอบกันเท่านั้น ยังรวมพลังกันตีลูกขนไก่ เรียกความมั่นใจจนเหงื่อท่วมตัว

หลังการฝึกซ้อมช่วงเที่ยงของวันที่ 3 พฤษภาคม ครูพัฒน์ให้ทุกคนยืนขึ้น แล้วสอบถามทีละคนถึงเป้าหมายของการเดินทางมาหาดใหญ่เที่ยวนี้ 

ไม่มีใครตอบอะไรให้ครูพัฒน์ ครูพัฒน์จึงถามพวกเราใหม่ว่า ก่อนออกมาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ไปไหว้สมเด็จ แล้วขอพรอะไรจากพระองค์ท่านบ้าง ซึ่งทำคนก็ตอบว่าขอให้เดินทางปลอดภัย ขอให้ชนะการแข่งขัน อะไรๆ แบบนั้น ซึ่งครูพัฒน์ก็เลยบอกว่า พวกเราดีแต่ไปขอพระองค์ท่าน ไม่เคยเลยที่จะตั้งจิตให้มั่น แล้วให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าพระพักตร์ว่า จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เต็มความสามารถ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จในสิ่งที่เราให้คำมั่นว่าจะทำอย่างเต็มความสามารถ

ฉะนั้นว่า พวกเราทำคนต้องตั้งมั่นใจจิตใจร่วมกันว่า เราจะเค้นพลังและความสามารถของเราที่มีอยู่ เพื่อแข่งขันกับคู่ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เอาชนะทีละแมทช์ ทีละแมทช์ ทีละแมทช์ เริ่มจาก ม.ทักษิณเป็นด่านแรก ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 (ถ้าแพ้ทุกอย่าง จบลงตรงนั้น)

ต่อด้วยการเอาชนะทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้ในเช้าวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2555 เพื่อที่จะเข้าไปแข่งชิงอันดับสามกับทีมผู้ชนะระหว่างเชียงใหม่กับสงขลานครินทร์ ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ซึ่งจินตนาการของพวกเราตอนนั้น ก้าวไปไกลถึงการเอาชนะคู่แข่งได้ทั้งเช้าและบ่าย นั่นหมายความว่า ได้อันดับที่สาม และก้าวเข้าไปตัดเชือกเพื่อเข้าชิงชนะเลิศ ไปไกลขนาดนั้นเลยทีเดียว

จินตนาการแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับทีมนักกีฬา เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนเกมส์ เพื่อเป็นเป้าหมายของการเข้าร่วมการแข่งขันทุกครั้ง แล้วจินตนาการและคำมั่นสัญญาของพวกเขา 12 คน ก็ถูกเปล่งวาจาออกไปดังๆ ณ สนามซ้อมให้ได้ยินไกลจนถึงพิษณุโลกในตอนนั้นว่า “ชัยชนะที่พวกเราจะได้มาแต่ละแมทช์จากนี้ไป เราจะแสดงพลังถวายแด่สมเด็จพระนเรศวรด้วยการวิ่งรอบสระน้ำหอพระเทพฯ จำนวน 5 รอบ แมทช์ละ 5 รอบไปเรื่อยๆ”

ตอนที่ 4 เกมส์ละเอียดอีกที

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เวลา 09.00 น. เกมส์ที่ 1 ไม่มีอะไรมาก การเอาชนะมหาวิทยาลัยทักษิณไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำอย่างที่ตั้งใจและปณิธานไว้ว่า จะใช้พลังที่มีอยู่ให้เต็มที่นั่น ดูจะเป็นการยากกว่า ผลการแข่งขันทีมเราชนะขาด พร้อมๆ กับมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขอีกหลายจุด

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เวลา 11.00 น. เกมส์ที่ 2 เราสามารถจัดการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อย่างเสร็จสมบูรณณ์ แม้ว่าจะต้องเลยเถิดไปถึงช่วงไทน์เบรก สองอินนิ่งแรกพวกเราตามเขาอยู่ 0: 1 พออินนิ่งที่สามเราขยับรันรวมนำเขาไปเป็น 2: 1 เรียกว่าบีบหัวใจคนดู แต่รูปเกมส์เป็นของเราทั้งหมด 

เกมส์นี้มีความบาดเจ็บเริ่มต้นจากพิทเชอร์จุฬาเจ็บกล้ามเนื้อ ทำให้พิทช์ไม่ค่อยเข้า ต้องเข้ามาปฐมพยาบาล แล้วผู้ตัดสินก็ใช้กติกาอย่างไม่มีการผ่อนปรน ตัวพิทเชอร์บาดเจ็บ หลังพยาบาลอาจจะต้องผ่อนปรนให้วอร์มก่อนสักเล็กน้อย แต่กลับให้พิทช์เลย ผลลัพธ์ก็คือ ลูกพิทช์ลูกนั้นพุ่งเข้าชนข้อมือขวาของน้ำฝน ต้องไปปฐมพยาบาลอยู่นาน นี่ละกระมังที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของจุฬา แต่โชคดีที่น้ำฝนข่มความเจ็บเอาไว้ได้ จากนั้น คนอื่นๆ ของเราก็โดนกันถ้วนทั่ว ยกเว้นกรีนคนเดียวที่รอด หนักที่สุดก็เข้ากกหูของเปียร์ โชคดดีที่ติดเฮลเมต

อินนิ่งที่ 5 จุฬาตามขึ้นมาเป็น 2: 2 จึงทำให้ต้องเลนไทน์เบรก ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่จะทำให้น้องเมย์ น้องมีน น้องเปียร์ เนสต์ และหมิว ไม่ได้เฮ เพราะแนนต้องไปยืนที่เบสสอง คนตีคือ น้ำฝน ต่อด้วยกรีน เมย์ มีน เปียร์ หมิว เจิน ต่าย แล้วก็กลับมาที่แนน จากไทน์เบรกเราได้มา 8 รัน ส่วนจุฬาทำได้แค่ 3 รัน ทุกอย่างก็เฮฮา

ตอนนี้เราทำได้เท่ากับที่องครักษ์ ซึ่งตอนนั้นเราชนะเชียงใหม่ ชนะจุฬา ชนะขอนแก่น เข้าเป็นอันดับที่ 4 คราวนี้ที่หาดใหญ่ เราทำได้อีกครั้ง แต่ยังไม่จบ 

ตอนบ่ายเรายังมีเกมส์คาใจกับเชียงใหม่ต่ออีก

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เนื่องจากฝนตก เวลาจึงยืดออกไปจากเดิม 15.00 น. เป็น 16.00 น. เกมส์ที่ 3 หลังจากที่กินข้าวหมูแดง ไข่ต้ม และหมูทอด ก็พักผ่อนหลบฝนอยู่ที่สโมสรพลทหารของค่ายเสนาณรงค์ พอเกษตรจัดการรามเสียยับ พวกเราวอร์มอัพกันนิดหน่อย พวกเราตีก่อน ทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลัวเราไม่น้อย แล้วพวกเราก็ไม่ทำให้ความกลัวของดขาเปล่าประโยชน์ 2 อินนิ่งแรกนำไปก่อน 4: 0 และ 2: 0 เล่นเอาเชียงใหม่ป่วนไปหมด ทั้งนอกและในสนาม เกมส์ละเอียดของเราทำงานได้ดี ทั้งการให้เสียง การอ่านไซน์ เกมส์รับอุดศูนย์ ตีออกไป ขโมยบ้าน และบันต์ อินนิ่ง 3 เราไม่ได้รันเพิ่มทั้งๆ ที่ทุกคนตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า “เอารันเพิ่ม เพิ่มความกดดันให้เขา” เขาตามมา 0: 4 และตามมาอีก 0: 2 ห้าอินนิ่งแต้มเท่ากันที่ 6: 6 จากนั้นความอ่อนล้าก็มาเยือนเรา เกมส์ละเอียดของเราทำไม่ได้ มีแต่เออรัก เออเร่อร์ ในที่สุดเราก็แพ้เชียงใหม่อีกครั้ง จบเกมส์นี้เชียงใหม่เครียด ไม่มีใครขอใครถ่ายรูปหลังเกมส์อย่างเคย ส่วนพวกเราสบายๆ เต็มที่แล้ว 

ตอนที่ 5 คุณคือคนที่ทำให้ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวรขจรไกล

ขณะประชุมทีมในเต้นต์ด้วยบรรยากาศที่ทุกคนเสียใจกับผลการแข่งขัน ที่ต้องพ่ายแพ้แก่ทีมเชียงใหม่ไปอีกครั้ง แม้ว่าจะทำรันนำไปก่อนใน 2 อินนิ่งแรก 6 ต่อ 0 อาจารย์กำธร งูทิพย์ กรรมการผู้ตัดสินหันหน้าเข้ามาหาพวกเรา พร้อมกับปรบตัวแล้วตะโกนเข้ามาว่า “เก่งมากครับ ขอชื่นชม และปรบมือให้ ทีมนเรศวรนะครับ” เห็นครูพัฒน์ที่กำลังประชุมทีมพวกเราอยู่หันไปมองนิดหนึ่ง ยิ้มให้อาจารย์กำธร แล้วก็กลับมาประชุมทีมพวกเราต่อ

“ผมดีใจที่ทุกคนทำเต็มที่ ผมภูมิใจกับพวกเราทุกคน ที่ได้เค้นพลังของเราเท่าที่มีอยู่ออกมาสู้กับพวกเขา พวกเราทำหน้าที่ของเราได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อายใคร เห็นไหม เมื่อกี้นี้นั่นแหละคือ คำชมของคนที่เขาดูและเห็นเราเล่นเกมส์ของเรา ขอให้ทุกคนปรบมือให้กับตัวเองดังๆ”

“ต่าย คุณเป็นหัวหน้าทีมที่ดีมาก สามารถพาน้องๆ มาได้จนถึงรอบนี้ ด้วยความเสียสละ ทั้งๆ ที่จบปีสี่แล้ว จะต้องออกไปหางานทำ แต่ก็มีใจมากับทีม มากับน้องๆ ขอให้พวกเราปรบมือแสดงความขอบคุณพี่เขาด้วย”

“ฝน คุณเป็นพิทเชอร์ที่ดี แล้วก็มีสถิติดีขึ้น ดีขึ้น สำหรับทัวร์นาเม้นท์นี้ ฝนสามารถควบคุมเกมส์ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ทำอะไรต่อมิอะไรได้ตามที่โค้ชสั่ง ฝน คุณเยี่ยมมาก และคุณคือไม้ตีที่ดีที่สุดของทีมเราในทัวร์นาเม้นต์นี้ ทุกคนปรบมือให้พิทเชอร์ในดวงใจของพวกเรา”

“เจิน ทัวร์นาเม้นท์นี้ คุณคือคนเก่งที่สุดในทีมเรา ทั้งเกมส์รับและเกมส์รุก คุณทำได้เยี่ยมยอดไปเลย ถ้าไม่มีเจินทีมนเรศวร คงมาได้ไม่ถึงตำแหน่งที่ 4 นี้ ขอให้ทุกคนปรบมือขอบคุณพี่เจินด้วย”

“เมย์ ร้องไห้ได้ร้องไห้ไป แม้ว่าน้ำตาจะเป็นเครื่องมือของคนอ่อนแอ แต่ถ้าใช้มันในจังหวะเวลาที่เหมาะ มันก็มีประโยชน์ เสียใจที่รับหลุด ก็เสียใจไป แต่ก็มีหลายลุกไม่ใช่รึที่เมย์รับมันไว้ได้ เสียใจที่ตีไม่ได้ ก็เสียใจไป แต่ก็เห็นมีสองสามลูกไม่ใช่รึ ที่เมย์ตีมันออกไปได้ . . . พิทเชอร์คู่แข่งของเรา เขาร้องไห้ออกมาในสนามทั้งๆ ที่ยังเล่นเกมส์อยู่ มันเลยทำให้ทีมของเขาแพ้เรางัย . . . เมย์เก่งมาก ที่เก็บมันเอาไว้ แล้วออกมาปล่อยให้มันไหลเมื่อเกมส์จบแล้ว จบอย่างผู้ชนะงัย เมย์”

“กรีน คุณคือกำลังสำคัญของทีมเรา ทีมเรามีคุณเล่นเบสหนึ่ง ทำให้ทีมเราแข็งแกร่งไม่น้อยไปกกว่าทีมใด แต่ว่าทีมเราหวังกับการตีของกรีนมาก แต่ทัวร์นาเม้นต์นี้ กรีนทำเกมส์ตีของตัวเองได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของศักยภาพการตีของกรีน”

“แนน ตำแหน่งเดิมของแนน เล่นข้างนอก การถูกปรับให้มาเล่นที่ช้อร์ต มันต้องใช้สปีดการรับและการขว้างให้เร็วขึ้น แนนยังเล่นบอกสอง ไม่ได้เล่นบอลหนึ่ง หมายความว่า ไม่ได้ก้าวเข้ามารับลูก แต่รอให้บอลไปหา แล้วจึงเล่น นั่นมันทำให้เราเช็คหนึ่งไม่ทันเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าทีมเราที่ได้แนนยืนชอร์ต ก็ทำให้ทีมอื่นเกรงขามทีมเราไม่น้อยเลย”

“เปียร์ การยืนตำแหน่งและความนิ่งของเราดีมาก จังหวะชาร์ตเข้าไปเอาลูกข้างหน้า คุณก็ทำได้ดี เสียแต่ว่าตอนเข้าไปตี เปียร์ต้องพร้อมและเอาใจเข้ามาตีให้มากกว่านี้”

“มีน ออกตัวช้า จึงไปไม่ทันลูก ให้ปรับตัวใหม่ ด้วยการมองบอลกระทบไม้ตี แล้วเราจะเห็นว่า ทิศทางที่เราจะเคลื่อนไปรับลูกนั้น ควรจะไปทางไหนตั้งแต่บอลออกมาจากไม้แล้ว ไม่ใช่รอจนบอลออกมาเลยอินฟิวลด์ไปแล้ว จึงค่อยออกตัว กลับไปพิษณุโลก เราไปซ้อมกันใหม่เน๊าะ เอาให้เก่งจนไม่มีใครอยากตีมาทางเซนเตอร์เลยเน๊าะ”

“หมิว ทำได้ดีมาก ร่างกายไม่ใช่นักกีฬาเลย แต่เล่นได้ขนาดนี้ ก็ต้องยอมรับล่ะ ว่าวันนี้ หมิวคือนักกีฬาซอฟท์บอลของมหาวิทยาลัยนเรศวรคนหนึ่ง ที่ไม่ยอมให้ลูกผ่านหน้าไปได้ง่ายๆ”

“เนสต์ ตัวสำรองคนเดียวของทีมเรา มีโอกาสลงเล่นหลายครั้ง และเป็นกำลังใจที่สำคัญร่วมกับครูพัฒน์และโค้ชเป็ดในเต้นต์ เราสามคนตะโกนทุกอย่างที่เราเห็น เราต้องการให้ปรับตำแหน่งการยืน และความพร้อมในสนาม ทุกคนปรบมือขอบคุณเนสต์พร้อมๆ กัน”

โค้ชเป็ดเล่าว่า ผู้จัดการทีมจุฬาเข้ามาแสดงความยินดี พร้อมกับกล่าวถามด้วยความประหลาดใจว่า “อาจารย์ทำได้งัย มีอยู่แค่ 3 ตัว ทำเกมส์ที่สวยงาม และชนะจุฬาได้อย่างไร” โค้ชเป็ดบอกครูพัฒน์ (แต่ไม่ได้บอกเขา) ว่า “ทำได้อยู่แล้ว เด็กของผมทุกคน ทำทุกอย่างที่ผมสั่งได้ ก็เท่านั้น ทีมผมจึงเป็นผู้ชนะ และเกือบจะเอาชนะเชียงใหม่ได้ด้วยอีกต่างๆ” นั่น คุยเสียเลย

อันที่จริง พวกเขาคงประมาทเรา พร้อมกับประเมินเราผิด เห็นว่าเรามีแค่ 3 พวกเราต่างหากที่เห็นว่าคุณมีแค่ 3 ส่วนพวกเรามี 5 เราคุยกันตั้งแต่ก่อนแข่งแล้ว ว่าเรามี 5 และมีอีก 4 ที่พร้อมจะช่วย 5 คนเล่น ครั้นพอเล่นไป เล่นไป พวกเรากลับตัวโตขึ้น แล้วมีครบ 9 ในขณะที่คุณยังคงมีอยู่แค่ 3 แล้วก็มีเหลือแต่ 2 เพราะพิทเชอร์ถอดใจไปก่อนที่จะเล่นไทน์เบรกเสียอีก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น