ทักษะปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพ
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การประเมินทักษะปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพ (vocational skills assessment) คือกระบวนการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลนั้นมีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติที่ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ
โดยทั่วไป ประเมิน 3 ส่วนหลักที่ครอบคลุมการทำงานจริง คือ ความรู้ (cognitive skills) มักใช้แบบทดสอบปรนัยหรืออัตนัย เพื่อวัดความเข้าใจในทฤษฎี กฎระเบียบ และความปลอดภัย ทักษะ (psychomotor skills) ประเมินจากการสาธิตการปฏิบัติงานตามโจทย์ที่กำหนด ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และคุณลักษณะ (affective skills) เป็นการประเมินเจตคติ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย และจริยธรรมวิชาชีพ
ประเมิน cognitive skills
การประเมิน Cognitive Skills (ทักษะด้านพุทธิพิสัยหรือทักษะทางสติปัญญา) ในมาตรฐานวิชาชีพ มุ่งเน้นไปที่กระบวนการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในระดับมืออาชีพ เพื่อให้การประเมินครอบคลุม เรามักอ้างอิงตาม Bloom’s Taxonomy (Revised) ซึ่งแบ่งระดับการคิดจากขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง ดังนี้
ระดับการประเมินทักษะทางสติปัญญา (Bloom's Taxonomy)
1. Remembering (ความจำ): ระบุชื่อ เรียกคืนข้อมูล หรือจำหลักการพื้นฐานได้ (เช่น จำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพได้)
2. Understanding (ความเข้าใจ): อธิบายแนวคิด สรุปความ หรือแปลความหมายจากข้อมูลได้
3. Applying (การประยุกต์ใช้): นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงหรือแก้ปัญหาเบื้องต้นได้
4. Analyzing (การวิเคราะห์): แยกแยะข้อมูล หาความสัมพันธ์ และระบุสาเหตุของปัญหาได้ (เช่น การวิเคราะห์หาสาเหตุของเครื่องจักรขัดข้อง)
5. Evaluating (การประเมินค่า): ตัดสินใจ เลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุด หรือวิพากษ์ผลลัพธ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด
6. Creating (การสร้างสรรค์): ออกแบบ วางแผน หรือสร้างกระบวนการทำงานใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
วิธีการประเมินที่เหมาะสมกับมาตรฐานวิชาชีพ
การวัดทักษะทางสติปัญญาในบริบทวิชาชีพ ไม่ควรหยุดอยู่แค่การทำข้อสอบช้อยส์ (Multiple Choice) แต่ควรใช้เครื่องมือที่วัด "กระบวนการคิด" ได้จริง:
• Case-Based Assessment: ให้สถานการณ์จำลองแล้วให้ผู้รับการประเมินวิเคราะห์และเสนอแนวทางแก้ไข
• Situational Judgement Test (SJT): ข้อสอบที่ถามว่า "ในสถานการณ์นี้ คุณจะเลือกทำอะไรเป็นอันดับแรก" เพื่อวัดวุฒิภาวะและการตัดสินใจ
• Portfolio Review: ตรวจชิ้นงานเพื่อดูตรรกะเบื้องหลังการออกแบบหรือการวางแผน
• Oral Examination (สอบสัมภาษณ์/สอบปากเปล่า): เพื่อเจาะลึกถึงเหตุผล (The "Why") ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้นๆ
เน้นไปที่การวัดระดับความรู้ และความสามารถในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา โดยทั่วไปแล้ว การประเมิน cognitive skills ในมาตรฐานวิชาชีพใช้เครื่องมือต่อไปนี้
• แบบทดสอบปรนัย (multiple choice) เพื่อวัดความจำและความเข้าใจในมาตรฐานขั้นตอนการทำงาน (SOP: standard operating procedure)
• แบบทดสอบอัตนัย/สถานการณ์จำลอง (case study) ให้ผู้ประเมินอ่านสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหน้างาน แล้วเขียนอธิบาย ‘วิธีการตัดสินใจแก้ปัญหา’ เพื่อวัดทักษะการคิดวิเคราะห์
• การสัมภาษณ์เชิงสมรรถนะ (competency-based interview) ผู้ประเมินจะถามคำถามเกี่ยวกับ ‘ทำไม’ ถึงต้องทำแบบนั้น เพื่อวัดความเข้าใจในหลักการ (underpinning knowledge)
• การทดสอบปากเปล่า (oral test) มักใช้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการประเมินอธิบายทฤษฎีขณะกำลังลงมือทำ
ส่วนใหญ่แบบประเมินมาตรฐานวิชาชีพจะอ้างอิงลำดับขั้นทางปัญญา
ขั้นของปัญหา | สิ่งที่แบบประเมินต้องการเห็น |
จำได้ (remember) | บอกชื่อเครื่องมือ หรือขั้นตอนมาตรฐานได้ถูกต้อง |
เข้าใจ (understand) | อธิบายเหตุผลของแต่ละขั้นตอนได้ |
ประยุกต์ใช้ (apply) | เลือกใช้ความรู้มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในงานได้ |
วิเคราะห์ (analyze) | แยกแยะสาเหตุของความผิดพลาดในงานได้ |
knowledge level | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
basic knowledge | * | * | * | * | ||||
theoretical + technical | * | * | * | |||||
critical thinking | * | * | * |
หมายเหตุ
1234: เข้าใจข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ และทฤษฎีพื้นฐานของงาน
456: เข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ
679: สามารถคิดวิเคราะห? สังเคราะห?แนวคิดใหม่ และประเมินผลงาน
การเชื่อมโยงกับ ‘ความต้องการด้านความรู้’ (underpinning knowledge)
มาตรฐานอาชีพ (occupational standard) ของ TPQI ระบุไว้ชัดเจนว่า ในแต่ละหน่วยสมรรถนะ (unit of competence) ผู้สมัครต้องมีความรู้เรื่องอะไรบ้าง เช่น ความรู้เรื่องกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความรู้เรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และความรู้เรื่องการบำรุงรักษาอุปกรณ์
ประเมิน psychomoter skills
การประเมิน Psychomotor Skills (ทักษะด้านพิสัยปฏิบัติ) ในมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่แค่การดูว่า "ทำได้" หรือไม่ แต่เป็นการวัดความถูกต้อง ความชำนาญ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงานจริงครับ
เพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานและเป็นธรรม มักจะใช้เกณฑ์ตามทฤษฎีของ Dave's Taxonomy หรือ Simpson’s Taxonomy ในการแบ่งระดับความสามารถ ดังนี้
5 ระดับการประเมินทักษะ (Dave's Taxonomy)
1. Imitation (การทำตาม): สังเกตและพยายามทำเลียนแบบ (เช่น การดูครูฝึกสาธิตแล้วลองทำตาม)
2. Manipulation (การทำตามคำสั่ง): สามารถปฏิบัติงานได้ตามคู่มือหรือคำสั่ง โดยไม่ต้องดูตัวอย่าง
3. Precision (การทำอย่างถูกต้อง): ปฏิบัติงานได้อย่างแม่นยำ ผิดพลาดน้อย และมีความมั่นใจ
4. Articulation (การทำอย่างต่อเนื่อง): ผสมผสานหลายทักษะเข้าด้วยกัน ทำงานได้ราบรื่นและรวดเร็ว
5. Naturalization (การทำอย่างเป็นธรรมชาติ): ทักษะกลายเป็นสัญชาตญาณ ทำงานได้โดยอัตโนมัติด้วยคุณภาพระดับสูงสุด
เครื่องมือและวิธีการประเมินที่นิยมใช้ เพื่อให้ผลการประเมินสะท้อนมาตรฐานวิชาชีพอย่างแท้จริง ควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับหน้างาน:
• Checklist (รายการตรวจสอบ): ใช้ประเมินว่า "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" ในขั้นตอนที่สำคัญ (Critical Steps)
• Rating Scale (มาตรประมาณค่า): ใช้ประเมิน "คุณภาพ" หรือ "ความประณีต" ของผลงาน (เช่น 1-5 คะแนน)
• Performance Test (การทดสอบภาคปฏิบัติ): จำลองสถานการณ์จริง (Simulation) หรือประเมินหน้างานจริง (On-the-job Assessment)
• Rubrics (เกณฑ์การให้คะแนน): กำหนดคำอธิบายระดับคุณภาพที่ชัดเจน เพื่อลดความลำเอียงของผู้ประเมิน
เกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ (Rubric)
หัวข้อการประเมิน | ระดับการปรับปรุง (1) | ระดับดี (3) | ระดับยอดเยี่ยม (5) |
ความถูกต้องของขั้นตอน | ข้ามขั้นตอนสำคัญบ่อยครั้ง | ทำตามขั้นตอนได้ครบถ้วน | ปฏิบัติได้ถูกต้องและคล่องแคล่ว |
การใช้เครื่องมือ | ใช้เครื่องมือผิดประเภท/ไม่ปลอดภัย | ใช้เครื่องมือได้ถูกต้องตามคู่มือ | ใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญและบำรุงรักษาได้ |
เวลาที่ใช้ | เกินเวลาที่กำหนดมาก | อยู่ในเกณฑ์เวลาที่กำหนด | ทำงานเสร็จก่อนเวลาด้วยคุณภาพสูง |
ความปลอดภัย(safety) | มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย | ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย | เป็นแบบอย่างด้านความปลอดภัย |
หรืออาจใช้ Rubric Score ของสิ่งที่ต้องประเมิน
หัวข้อประเมิน | รายละเอียดที่พิจารณา |
การเตรียมการ | การเลือกใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ให้เหมาะสมกับงาน |
ขั้นตอนการทำงาน | ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Workflow) ว่าถูกต้องและคล่องแคล่วหรือไม่ |
คุณภาพงาน | ความประณีต ความแม่นยำ และการใช้งานได้จริงของผลงาน |
ความปลอดภัย (Safety) | การสวมชุด PPE การใช้เครื่องมืออย่างปลอดภัย และการจัดระเบียบพื้นที่ |
การรักษาเวลา | สามารถทำงานให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด |
วิธีการประเมินทักษะที่นิยมใช้
1. work sample - ให้ลงมือทำชิ้นงานจริง เช่น ช่างเชื่อมต้องเชื่อมชิ้นงานตามมาตรฐานสมาคมการเชื่อมแห่งสหรัฐอเมริก (AWS: American Welding Society)
2. simulation - การจำลองสถานการณ์ เช่น พยาบาลประเมินสถานการณ์ฉุกเฉินกับหุ่นจำลอง
3. portfolio - การตรวจแฟ้มสะสมผลงานจากการปฏิบัติงานจริงในอดีต
4. observation - การสังเกตการณ์ขณะปฏิบัติงานในสถานที่จริง (on-the-job assessment)
ประเมิน affective skills
การประเมิน affective dkills (ทักษะด้านเจตคติหรือคุณลักษณะทางจิตใจ) ในมาตรฐานอาชีพนั้นมีความสำคัญไม่แพ้ทักษะทางเทคนิค (hard skills) เพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพ ความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
การประเมินด้านนี้มักจะอ้างอิงตามทฤษฎีของ Krathwohl’s Taxonomy ซึ่งแบ่งระดับการเรียนรู้ทางด้านจิตพิสัยไว้ 5 ระดับ ดังนี้
1. ระดับของการประเมิน (levels of affective domain) โดยการประเมินมาตรฐานอาชีพจะดูว่าบุคคลนั้นอยู่ในระดับใดจาก 5 ขั้นนี้
• การรับรู้ (receiving): ความเต็มใจที่จะรับฟังข้อมูล หรือตระหนักถึงกฎระเบียบในที่ทำงาน
• การตอบสนอง (responding): การมีส่วนร่วม ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือร่วมอภิปรายในทีม
• การสร้างคุณค่า (valuing): การเห็นคุณค่าของงานที่ทำ มีความเชื่อมั่นในจริยธรรมวิชาชีพ
• การจัดระบบ (organizing): การจัดลำดับความสำคัญ จัดการความขัดแย้งระหว่างค่านิยมส่วนตัวกับงาน
• การสร้างลักษณะนิสัย (characterizing): การแสดงออกจนกลายเป็นบุคลิกภาพถาวร เช่น ความซื่อสัตย์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาคุม
2. วิธีการประเมินในมาตรฐานอาชีพ เนื่องจากเจตคติเป็นสิ่งที่วัดยาก เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหมือนการต่อวงจรไฟฟ้าหรือการพิมพ์งาน เราจึงนิยมใช้เครื่องมือเหล่านี้
เครื่องมือประเมิน | ลักษณะการใช้งาน |
Behavioral Observation | ผู้ประเมินสังเกตพฤติกรรมขณะปฏิบัติงานจริง (ใช้ Checklist/Rating Scale) |
Situational Judgment Test (SJT) | การทดสอบโดยให้สถานการณ์สมมติ แล้วดูวิธีการตัดสินใจแก้ปัญหา |
360-Degree Feedback | การประเมินรอบทิศทางจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง |
Reflective Journal | ให้ผู้รับการประเมินเขียนบันทึกสะท้อนคิดเกี่ยวกับทัศนคติในงาน |
3. ตัวชี้วัดที่พบบ่อย (common indicators)
ในการกำหนดมาตรฐานอาชีพ มักจะวัด affective skills ผ่านตัวแปรเหล่านี้:
• service mind: ความเต็มใจในการให้บริการ
• integrity: ความซื่อสัตย์และจริยธรรมในวิชาชีพ
• adaptability: ความยืดหยุ่นและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
• collaboration: การทำงานเป็นทีมและการเคารพความแตกต่าง
ข้อควรระวัง: การประเมินด้านนี้มีโอกาสเกิดอคติ (bias) ได้ง่ายครับ ผู้ประเมินจึงควรมีเกณฑ์การให้คะแนน (rubrics) ที่ชัดเจน เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกให้กลายเป็นตัวเลขที่จับต้องได้มากที่สุด
เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) แบบกลางๆ ที่นิยมใช้ในมาตรฐานอาชีพ โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ เพื่อให้นำไปปรับใช้ได้ง่าย เราจะใช้ตัวอย่างทักษะสำคัญคือ "ความรับผิดชอบและการยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ"
เกณฑ์การประเมินเจตคติ (affectiv rubric)
ระดับคะแนน | ระดับความสามารถ | คำอธิบายพฤติกรรมที่แสดงออก |
4 | ดีเยี่ยม(Exemplary) | ปฏิบัติตามกฎระเบียบและจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัดด้วยตนเอง เป็นแบบอย่างที่ดี และสามารถแนะนำหรือเตือนสติผู้อื่นได้เมื่อเห็นการทำผิด |
3 | ดี (Proficient) | ปฏิบัติตามมาตรฐานอาชีพได้ครบถ้วน มีความรับผิดชอบสูง ทำงานเสร็จตามกำหนดโดยไม่ต้องมีการกระตุ้นซ้ำๆ |
2 | พอใช้(Developing) | ปฏิบัติตามกฎได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ยัง ต้องการการกำกับดูแล หรือการเตือนเป็นระยะในบางสถานการณ์ที่ซับซ้อน |
1 | ต้องปรับปรุง(Emerging) | มักละเลยกฎระเบียบ หรือ แสดงทัศนคติเชิงลบ ต่อมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของงาน |
เวลาเราเขียนหน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence) มักจะแทรก Affective Skills ไว้ในส่วนที่เรียกว่า "ทักษะที่พึงประสงค์" (Attributes) โดยระบุในรูปแบบพฤติกรรมบ่งชี้ เช่น:
1. ความตรงต่อเวลา: เข้าปฏิบัติงานก่อนเวลา 15 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์
2. ความซื่อสัตย์: รายงานข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตทันทีโดยไม่ปกปิดข้อมูล
3. การควบคุมอารมณ์: สามารถรับมือกับลูกค้าที่ตำหนิด้วยความสุภาพและใจเย็น
ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการประเมิน เพื่อให้การประเมิน "เป็นธรรม" และ "แม่นยำ" ที่สุด
• ใช้การสังเกตหลายครั้ง: อย่าตัดสินจากเหตุการณ์เดียว (Snapshot) แต่ให้ดูความสม่ำเสมอ
• บันทึกหลักฐาน (Evidence): หากจะให้คะแนน 1 หรือ 4 ควรมีหมายเหตุระบุพฤติกรรมเฉพาะที่ผู้ประเมินพบเห็นจริง
• Self-Assessment: ลองให้ผู้รับการประเมินประเมินตนเองก่อน แล้วนำมาเทียบกับที่ผู้ประเมินเห็น เพื่อใช้ในการ "สะท้อนคิด" (Reflection)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น