รัฐแสงเทียน - คำอธิบายระบบแบบมณฑล
พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผมมีความสนใจเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ที่มีประเทศไทยของเราเป็น actor หนึ่งที่เป็นทั้งผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำ นักประวัติศาสตร์ไทยคนสำคัญท่านหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ยกเอา "ระบบรัฐแบบมณฑล" (Mandala State) มาเป็นแกนกลางการอธิบายโครงสร้างอำนาจและการเมืองการปกครองของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งน่าสนใจมาก
เพียงแต่ว่าระบบรัฐแบบมณฑลที่ทำให้รัฐทั้งหมดทั้งมวลอยู่กันได้ด้วยความสัมพันธ์ที่มีรัฐใดรัฐหนึ่งที่มีผู้นำที่เข้มแข็งกว่า ทั้งคอยกำกับควบคุมการแลกเปลี่ยนทรัพยากร และปกป้องคุ้มครองรัฐที่มีมีผู้นำที่อ่อนแอกว่า ต้องตกอยู่ในกลอำนาจที่แยบยลของตะวันตก จนรัฐทั้งหมดกลายเป็นโคโลเนียลของตะวันตก เหลือก็แต่รัฐสยามเท่านั้นที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นตะวันตก ด้วยการมีสตีพระราชปรีชาญาณของเจ้าที่เป็นประมุขของรัฐ
เกี่ยวกับเรื่องรัฐแบบมณฑล เห็นเพจ Apichart Kampuchat เขียนอธิบายเอาไว้แบบเข้าใจง่ายๆ จึงขออนุญาตคัดลอกมาไว้ให้อ่านกันตรงนี้
รัฐแบบมณฑล (Mandala State) หรือที่มักเรียกกันว่า "รัฐแสงเทียน" คือ แบบจำลองทางรัฐศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ Oliver W. Wolters ใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างอำนาจของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น อยุธยา อังกอร์ ศรีวิชัย มัชปาหิต ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจาก "รัฐชาติ" (Nation-State) ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ความหมายของ "รัฐแสงเทียน"
การเปรียบเปรยว่าเป็น "แสงเทียน" ช่วยให้เห็นภาพการกระจายอำนาจได้ชัดเจน ดังนี้
อำนาจที่แผ่ออกเป็นวงกลม เหมือนเราจุดเทียนในที่มืด แสงสว่างจะเข้มที่สุดที่จุดศูนย์กลาง (ตัวเทียน/ราชธานี) และจะค่อยๆ จางลงเมื่อห่างออกไป
ไม่มีเส้นเขตแดนที่ชัดเจน: ในสมัยโบราณไม่ได้มีเส้นพรมแดนขีดไว้บนแผนที่ แต่อำนาจจะสิ้นสุดลงตรงที่ "แสงเทียน" ส่องไปไม่ถึง หรือไปทับซ้อนกับแสงจากเทียนเล่มอื่น
ดินแดนตรงกลาง (Buffer Zone) หรือ พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจของทั้งสองฝั่ง ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง หรืออาจเป็นรัฐที่ส่งบรรณาการให้ทั้งสองฝ่ายเพื่อความอยู่รอด เรียกว่า รัฐสองฝ่ายฟ้า
ลักษณะสำคัญของระบบมณฑลเน้น "ตัวบุคคล" มากกว่า "สถาบัน" อำนาจรัฐผูกติดอยู่กับบารมีและความสามารถเฉพาะตัวของกษัตริย์ (Man of Prowess) หากกษัตริย์อ่อนแอ รัฐบริวารก็อาจแยกตัวหรือไปพึ่งพิงอำนาจอื่น
ความสัมพันธ์แบบราชาธิราช (Overlordship) รัฐศูนย์กลางไม่ได้เข้าไปปกครองรัฐบริวารโดยตรง แต่ใช้วิธีแสดงความเป็นเจ้านายผ่านการรับบรรณาการ เช่น ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และความช่วยเหลือทางทหารยามสงคราม
การซ้อนทับของอำนาจ: เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งอาจยอมรับอำนาจจากเมืองใหญ่มากกว่าหนึ่งแห่งพร้อมกัน เพื่อสร้างสมดุลอำนาจและป้องกันการรุกราน
เปรียบเทียบระหว่างรัฐแสงเทียนกับรัฐชาติสมัยใหม่ในปัจจุบัน
รัฐแสงเทียน เขตแดนคลุมเครือ เปลี่ยนแปลงตามบารมีผู้นำ
รัฐชาติปัจจุบัน เขตแดนชัดเจน ขีดเส้นตายตัวในแผนที่
รัฐแสงเทียนอำนาจ กระจายตัว (Decentralized)
รัฐชาติปัจจุบันอำนาจ รวมศูนย์ (Centralized)
รัฐแสงเทียน ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำต่อผู้นำ
รัฐชาติปัจจุบัน ความสัมพันธ์เป็นทางการระหว่างรัฐต่อรัฐ
รัฐแสงเทียน ศูนย์กลางเน้นบารมีและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
รัฐชาติปัจจุบัน ศูนย์กลางเน้นกฎหมายและระบบราชการ
ภาพแผนที่ประกอบบทความนี้ วงกลมรอบๆ เมืองอย่าง Bagan, Ayutthaya, Angkor, Srivijaya และ Majapahit นั่นแหละ คือ การแสดงให้เห็นถึง "รัศมีแสงเทียน" หรือเขตอิทธิพลของแต่ละมณฑลที่อาจมีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่
แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อน มีแค่เมือง แต่ไม่มีอาณาเขตที่ชัดเจน จึงนำมาเทียบกับแบบปัจจุบันไม่ได้
ในสมัยโบราณ "คน" สำคัญกว่า "ที่ดิน" เพราะพื้นที่รกร้างมีเยอะแต่ประชากรมีน้อย อำนาจจึงวัดกันที่ว่ากษัตริย์องค์ไหนจะมีบารมีดึงดูดผู้คนจากเมืองต่าง ๆ ให้มาอยู่ในรัศมีแสงเทียนของตนได้มากกว่ากัน
การที่ระบบ "รัฐแสงเทียน" หรือมณฑล เสื่อมสลายลงและกลายเป็นระบบเขตแดนแบบตะวันตก มีสาเหตุหลักมาจาก การเข้ามาของเจ้าอาณานิคม และเทคโนโลยีในพุทธศตวรรษที่ 24-25 ดังนี้
1. การเผชิญหน้ากับ "แผนที่" และ "เส้นพรมแดน"
เมื่อชาติตะวันตก (อังกฤษ และฝรั่งเศส) เข้ามาขยายอิทธิพล พวกเขาต้องการความชัดเจนว่า "ตรงไหนคือที่ของเขา และตรงไหนคือที่ของเรา" เพื่อประโยชน์ในการทำสนธิสัญญาและสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ชาวตะวันตกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องอำนาจจากเดิมที่เป็น "จุดศูนย์กลาง" (เมือง) ให้กลายเป็น "พื้นที่" ที่มี "เส้นขอบ" ชัดเจน
ชาวตะวันตกจึงมีการทำแผนที่สมัยใหม่ การสำรวจทางภูมิศาสตร์และการใช้แผนที่มาตราส่วนทำให้อำนาจที่เคย "ฟุ้งกระจาย" แบบแสงเทียน ถูกบีบให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีอธิปไตยตายตัว
2. ปัญหา "รัฐสองฝ่ายฟ้า" (Double Allegiance)
ในระบบแสงเทียน เมืองหน้าด่านหรือเมืองขนาดเล็กมักส่งบรรณาการให้เจ้าเมืองใหญ่ 2 ฝั่งเพื่อความอยู่รอด
ตัวอย่างเช่น รัฐมลายูบางแห่งส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้ทั้งสยามและอังกฤษ หรือกัมพูชาส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้กับทั้งสยามและเวียตนาม
ชาติตะวันตกมองว่าระบบนี้ "ยอมรับไม่ได้" เพราะในกฎหมายสากล รัฐหนึ่งต้องเป็นของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จึงเกิดการบีบบังคับให้รัฐศูนย์กลางต้องสละสิทธิในเมืองบริวาร หรือขีดเส้นแบ่งเขตกันให้ขาด
3. การเปลี่ยนจาก "บารมี" เป็น "ระบบราชการ"
กษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น รัชกาลที่ 5 ของไทย ทรงตระหนักว่าหากไม่เปลี่ยนระบบ "รัฐแสงเทียน" ให้กลายเป็น "รัฐชาติ" จะถูกตะวันตกยึดครองได้ง่าย
การรวมศูนย์อำนาจจึงเปลี่ยนจากการให้เมืองบริวารปกครองตนเองและส่งบรรณาการ มาเป็นการส่งข้าหลวงจากส่วนกลางไปปกครองแทน
เพจ Apichart Kampuchat เขียนสรุปเรื่องราวนี้เอาไว้ว่า “รัชกาลที่ 5 ของไทย การสร้างเอกภาพ สร้างระบบภาษี กฎหมาย และกองทัพเดียวทั่วประเทศ เพื่อยืนยันกับชาวโลกว่า ทุกตารางนิ้วภายในพรมแดนนี้มีอำนาจเดียวที่ปกครอง"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น