หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

ประชาธิปไตย 4

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


มาเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข กันชัดๆ ผ่านบทความวิเคราะห์การเมือง เรื่อง “จะแก้'พระราชอำนาจ'หรือไม่” ของผักกาดหอม โดยอ้างอิงความรู้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในคอลัมน์อ่านเอาเรื่อง ไทยโพสต์ออนไลน์ วันที่ 23 มกราคม 2569


ผักกาดหอมเริ่มต้นด้วยการเขียนข้อความว่า “มาขยายความกันหน่อย...” แล้วก็กล่าวถึงสิ่งสำคัญมาก ดังต่อไปนี้ว่า


หลังจากอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกมากระตุกสติคนที่อยากฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ทิ้งแล้วยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และข้อกังวลเรื่องหมวด ๑ หมวด ๒ ใครที่คิดว่าตัวเองคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว ขอให้กลับไปคิดใหม่


"...ที่รัฐบาลตั้งคำถามไปเป็นคำถามในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะเขียนล็อกแค่หมวด  หมวด  ไม่พอ จะดูแค่นั้นไม่ได้


เพราะเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไปดูอีกหลายส่วนในรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่างเช่นหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจทั้งนั้น เพราะเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน  รวมไปถึงพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนด 

พระราชอำนาจให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับสนธิสัญญา อำนาจยุบสภาก็อยู่ในหมวดว่าด้วยสภาฯ เพราะนายกฯ ยุบสภาเองไม่ได้


รวมถึงต้องไปดูเกี่ยวกับบทห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าแค่ไหนเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติแล้ว ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยถือว่าตกไปเลย เป็นการยับยั้งโดยเด็ดขาด เป็นอย่างนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๔๙๒ จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน


ฉะนั้นถ้าใครไปเขียนให้เมื่อทรงใช้พระราชอำนาจแล้วให้สภาสามารถยืนยันได้ มันก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศไทย เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงมีร่วมกับประชาชน


ดังนั้นถ้าอยากแน่ใจเกี่ยวกับเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้คนที่คิดจะแก้ไขออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าจะแก้จุดใดบ้าง..."


สรุปในภาพรวม คำว่า "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" มิได้เจาะจงเฉพาะการแก้ไขในหมวด ๑ และหมวด ๒ เท่านั้น เพราะพระราชอำนาจปรากฏอยู่ในหลายหมวด หลายมาตรา ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน


การแก้ไขพระราชอำนาจ โดยเฉพาะการแก้ไขเพื่อลดพระราชอำนาจ ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่ออาจารย์บวรศักดิ์เตือนแบบนี้ พรรคการเมืองควรจะรับฟัง


ไปดูว่าพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีอะไรบ้าง ข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบันพระปกเกล้า มีดังนี้


๑.พระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมาในเรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎร ได้บัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ให้เป็นผู้มีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๐๓ บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป”


หลักการยุบสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการคานอำนาจกับสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง


ในขณะที่ฝ่ายบริหารจัดตั้งขึ้นโดยความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร การยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยฝ่ายบริหารจึงดูไม่มีน้ำหนัก ดังนั้น ธรรมเนียมประเพณีการปฏิบัติของประเทศไทยในรัฐธรรมนูญจึงมอบให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้พิจารณาความจำเป็นในการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเหมาะสม


๒.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ


๑) พระราชอำนาจในการแต่งตั้งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ

ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภาให้มีประธานสภาฯ คนหนึ่งและรองประธานสภาฯ คนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้นๆ ตามมติของสภา


๒) พระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน


๓) พระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”

ภายหลังจากการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์ยังมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร


๔) พระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้พิพากษาและตุลาการ”

นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่การตัดสินคดีความต่างๆ นับแต่เดิมมาเป็นการตัดสินในนามพระมหากษัตริย์เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ราษฎร ดังนั้น เมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง และให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตำแหน่ง แต่ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ


๕) พระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” ตามคำแนะนำของวุฒิสภา ดังนี้


แต่งตั้ง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” จำนวน ๗ คน

แต่งตั้ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” จำนวน ๓ คน

แต่งตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” จำนวน ๙ คน

แต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” จำนวน ๗ คน


รวมถึงพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน” ตามคำแนะนําของวุฒิสภา โดยได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

แต่งตั้ง “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” จำนวน ๗ คน


๓.พระราชอำนาจในฐานะประมุขแห่งรัฐ


พระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยในฐานะประมุขแห่งรัฐ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาและการมีประเพณีในการปกครองที่ยาวนานของรัฐนั้น ตลอดจนเป็นการแยกพระมหากษัตริย์ออกจากการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดและรวมศูนย์อำนาจไว้มากเกินไป


ดังนั้น การมีพระมหากษัตริย์จึงช่วยรักษาดุลยภาพให้เกิดขึ้นทั้งภายในสังคมและในทางการเมือง สะท้อนให้เห็นลักษณะการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ที่เรียกว่า “ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” โดยพระราชอำนาจที่สำคัญปรากฏในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๑๗๕-๑๘๐ ดังนี้


๑.พระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

๒.พระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึก

๓.พระราชอำนาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

๔.พระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

๕.พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ

๖.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง


ตอนท้ายบทความ ผักกาดหอม บอกว่า “ครับ .. พรรคการเมืองที่อยากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรประกาศให้ชัดว่า พระราชอำนาจทั้งหมดที่ปรากฏนี้ จะยังมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่


ถ้ายืนยันว่ายังมีอยู่ ก็มีคำถามตามมาว่า ทำไมไม่แก้รายมาตรา ซึ่งสามารถระบุถึงมาตราที่มีปัญหาได้มากกว่าจะฉีกทิ้งทั้งฉบับ


โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง รวมไปถึงมาตราที่เกี่ยวกับการตรวจสอบหลักนักการเมืองมีอำนาจ เพราะต้องการสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ” 


พร้อมนี้ ผักกาดหอมยังย้ำอีกว่า “ถ้ายังไม่ชัด ก็ขอแรงประชาชน ‘โหวตคว่ำ’ ๘ กุมภาพันธ์ กาช่อง ไม่เห็นชอบ ในบัตรสีเหลือง"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น