หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

everydayness IX

ว่าด้วยเรื่องสำคัญ ‘สมาร์ทโฟนตก’

พัฒนา ราชวงศ์ อาศรมภูมิวิทยาศาสตร์ 

สาขาวิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


กว่า 20 ปีที่ผ่านมานี้ คำว่า TGAL: think global, act local ที่เคยถูกใช้เป็นคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 1999 มาแล้ว มีความสำคัญกับชีวิตผมไม่น้อย คำที่มีความหมายลึกซึ้งคำนี้ ถูกสร้างขึ้นมาโดย Patrick Geddes นักชีววิทยาและนักผังเมืองชาวสกอตแลนด์ ที่เขียนลงไปในหนังสือชื่อ Cities in Evolution (1915) แม้จะไม่ได้ใช้ประโยคนี้เป๊ะๆ แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานว่า "การจะพัฒนาเมืองให้ดีได้ เราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของเมืองนั้นกับโลกทั้งใบเสียก่อน" เขาเชื่อในการสำรวจทำความเข้าใจรายละเอียดต่างๆ ของท้องถิ่น (local) เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจภาพรวม (global) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวิชาผังเมืองสมัยใหม่


ทีนี้เมื่อต้องนำเอาหลักการของ TGAL มาใช้ ก็ย่อมจะต้องนิยามให้ตรงกับเจตนาเริ่มต้นและตีความให้สอดคล้องกับบริบทที่จะนำไปใช้ เริ่มต้นผมจึงนิยามคำๆ นี้เป็นภาษาไทยหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งมาวันนี้ ผมนิยามกระชับๆ เอาไว้ว่า “มองภาพกว้าง สร้างจากจุดเล็กๆ” หมายความว่า “เวลาจะทำสิ่งใด ที่ก่อเกิดประโยชน์อันจำเป็นแก่ตัวเอง อย่าได้แค่เพียงมองประโยชน์ส่วนตัว ให้คิดให้รอบคอบถึงผลพวงที่จะกระทบกระเทือนสิ่งต่างๆ เป็นองค์รวม เมื่อคิดดีแล้ว จงทำอย่างมีความรับผิดชอบตามหน้าที่ของตน”


บนหลักคิดสำคัญอันนี้ ทำให้ผมมองหาอะไรเล็กๆ ที่ “เป็น อยู่ คือ” กับชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัย digitalization มาหา concerns มาหา supply chain มาหา problematique และมาหา cognitive solutions เป็นอะไรเล็กๆ ที่หากไม่ act local กันจริงจังแล้ว ความเสียหายจะขยายไปสู่ระดับที่คนทั้งโลกอาจต้องช่วยกัน think global ได้


บนหลักการ TGAL อย่างที่ว่า มันทำให้มีข้อสงสัยกับแคมเปญสินค้าที่ทุกคนใช้ แต่น้อยคนจะ question ลองเหลือบตาขึ้นไปดูภาพข้างบนนี้สักนิด แล้วสร้าง question เล็กๆ ในสมองขึ้นมาว่า gorilla มาเกี่ยวข้องอะไร ? กับ glass ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน

ตามข้อมูลจากธุรกิจผู้ผลิตกระจก อย่างเช่น Corning ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้คนจะทำสมาร์ทโฟนหล่นลงสู่พื้นประมาณ 7 ครั้งต่อปี แต่ว่าตัวเลขนี้อาจแตกต่างขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ และวิธีพกพาสมาร์ทโฟน


1. ความถี่กับลักษณะประชากรศาสตร์


แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 7 ครั้งต่อปี แต่นิสัยของแต่ละคนก็สร้างความแตกต่างอย่างมาก


สำหรับคนซุ่มซ่าม ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย (clumsy minority): จากการสำรวจบนแพลตฟอร์มเช่น Reddit และฟอรัมเทคโนโลยีหลายแพลตฟอร์ม แสดงให้เห็นว่า ขณะที่บางคนใช้เวลาหลายปีโดยไม่เคยทำสมาร์ทโฟนตกหล่นเลยสักครั้งเดียว แต่ก็มีบางคนที่ออกมายอมรับว่าทำสมาร์ทโฟนตก 1-3 ครั้งทุกวัน


หากแบ่งตามกลุ่มอายุ: ผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว อายุ 18-24 ปี มีแนวโน้มที่จะทำสมาร์ทโฟนหล่นพื้นมากกว่าผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่านี้ ประมาณ 16% ซึ่งมักเกิดจากไลฟ์สไตล์ที่กระตือรือร้นและความถี่ในการใช้งานที่สูงขึ้น


และเมื่อแบ่งตามเพศ: ก็จะพบว่า ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะทำสมาร์ทโฟนตกพื้นมากกว่าผู้หญิงถึง 57% โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเข้าห้องน้ำ


2. สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้โทรศัพท์มือถือตก


การวิจัยอุบัติเหตุทางสมาร์ทโฟนแสดงให้เห็นว่า การตกลงสู่พื้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวของเจ้าของที่ใช้ชีวิตตามปกติ


| สาเหตุการตก | ร้อยละของการตกแบบนั้น |

| ตกจากกระเป๋าถือ | 49% |

| ตกจากมือ | 34% |

| ตกจากตักเวลายืนขึ้นจากท่านั่ง | 15% |

| ตกจากขอบโต๊ะ | 23% |


ตัวเลขที่แสดงข้างบนนี้ มีความสำคัญพอที่จะสร้างความตระหนักในการใช้สมาร์ทโฟนด้วยความระมัดระวัง


มาดูกันทีละอย่าง


เริ่มจากสมาร์ทโฟนตกจากกระเป๋าถือ ที่มักมีสาเหตุหลักมาจากลักษณะของกระเป๋าและการจัดวางสิ่งของภายในกระเป๋า ซึ่งแตกต่างจากการหลุดมือโดยตรงที่จะได้กล่าวต่อไป โดยเหตุที่ทำให้สมาร์ทโฟนตกจากกระเป๋าถือเกิดตัวกระเป๋าเอง และเกิดจากพฤติกรรมการจัดการสิ่งของต่างๆ ในกระเป๋า


ปัจจัยจากตัวกระเป๋าที่ออกแบบมา อย่างเช่นกระเป๋าไม่มีซิปหรือตัวล็อก - กระเป๋าทรง Tote หรือกระเป๋าถือแบบเปิดกว้างที่ไม่มีซิปปิดด้านบน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ของเลื่อนหลุดเมื่อเราก้มตัว วางกระเป๋าเอียง หรือสะพายไหล่แล้วกระเป๋าแกว่ง


กระเป๋าที่มีช่องใส่สมาร์ทโฟนตื้นเกินไป - กระเป๋าบางรุ่นมีช่องเสียบสมาร์ทโฟนด้านในที่ออกแบบมานานแล้ว ซึ่งไม่รองรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่และยาวขึ้น ทำให้เครื่องโผล่ออกมาและหล่นได้ง่าย


รวมถึงกระเป๋าที่มีซับในที่ลื่น โดยวัสดุซับในกระเป๋าที่เป็นผ้าไหมหรือไนลอนที่มีความลื่นสูง เมื่อรวมกับตัวเครื่องสมาร์ทโฟนที่ลื่นอยู่แล้ว จะทำให้เกิดแรงเสียดทานต่ำ สมาร์ทโฟนจึงสไลด์ออกได้ง่าย


การจัดวางและพฤติกรรมการใช้งานกระเป๋าที่แน่นเกินไป เมื่อใส่ของจนเต็ม แรงดันจากสิ่งของอื่นๆ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอาง ร่ม กระเป๋าสตางค์ ทั้งหลายเหล่านั้นจะเบียดให้สมาร์ทโฟนที่อยู่ด้านบนสุดกระเด็นหลุดออกมาได้ง่าย รวมถึงพฤติกรรมการควานหาของในเวลาเร่งรีบ การควานหากุญแจหรือกระเป๋าสตางค์ นิ้วมืออาจไปเกี่ยวเอาสมาร์ทโฟนติดขึ้นมา หรือทำให้สมาร์ทโฟนเปลี่ยนตำแหน่งไปอยู่ที่ขอบกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว และการเผลอวางกระเป๋าไว้ในที่เอียงบนเบาะรถหรือเก้าอี้ที่ไม่ราบเรียบ เมื่อรถเบรกหรือกระเป๋าพลิก สมาร์ทโฟนซึ่งมักเป็นของที่มีน้ำหนักและอยู่วงนอกจะหล่นออกมาก่อนเพื่อน


สำหรับการที่สมาร์ทโฟนตกหรือหล่นจากมือมักไม่ได้เกิดจากความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยร่วมหลายด้าน ทั้งทางกายภาพของตัวเครื่อง พฤติกรรมผู้ใช้ และสภาพแวดล้อม สมาร์ทโฟนสมัยนิยมักทำจากกระจกหรือโลหะขัดเงา ซึ่งมีความสวยงามแต่ขาดแรงเสียดทาน ทำให้หลุดมือได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อมือแห้ง


หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของสมาร์ทโฟนทำให้การถือด้วยมือเดียวทำได้ยากขึ้น การพยายามเอื้อมนิ้วไปกดจุดต่างๆ ของหน้าจออาจทำให้สมดุลการถือเสียไป


นอกจากนี้ การถือโทรศัพท์ท่าเดิมนานๆ อาจทำให้เกิดอาการเกร็งหรือล้าของนิ้วก้อย จนทำให้การยึดเกาะอ่อนลง รวมถึงการเสียสมาธิเพราะใช้งานขณะรีบเร่ง เดินขึ้นลงบันได หรือเดินในที่เบียดเสียด เพิ่มโอกาสที่จะถูกชนจนทำหลุดมือได้


ส่วนสมาร์ทโฟนที่ชอบตกหล่นจากหน้าขาหรือตกจากตัก เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ ได้แก่ “ตอนนั่ง” ที่คนเรามักจะวางสมาร์ทโฟนไว้บนหน้าขาขณะนั่งเล่น พักผ่อน นั่งทำงาน หรือนั่งในรถ และ “ตอนลืมตัว” เมื่อเราจะลุกขึ้นยืน หรือขยับตัวกะทันหัน โดยที่ลืมไปว่ามีสมาร์ทโฟนวางอยู่บนตัก ทั้งสองอย่างนี้ก่อให้เกิดผลที่ตามมา คือ สมาร์ทโฟนก็จะลื่นไถลจากหน้าขาลงสู่พื้นโดยตรง ซึ่งมักจะเป็นมุมที่ทำให้เครื่องกระแทกพื้นแข็งๆ ได้ง่าย


อีกอย่างหนึ่งที่แสดงเป็นตัวเลขสถิติข้างบน คือ สมาร์ทโฟนตกจากขอบโต๊ะ ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะ อันแรกตกเองแบบที่เจ้าของไม่ได้ทำ กับอีกอันเกิดจากเจ้าของพลั้งเผลอเป็นผู้กระทำ


การที่สมาร์ทโฟนแอบตกจากขอบโต๊ะเอง ทั้งที่วางไว้เฉยๆ ไม่ได้มีใครไปปัด มักเกิดจากปัจจัยทางฟิสิกส์ที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยสรุปได้เป็น 3 สาเหตุ คือ 1) การสั่นสะเทือน (vibration) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อมีการแจ้งเตือน สายเรียกเข้า หรือแม้แต่การทำงานของแอปในพื้นหลังที่ทำให้เกิดการสั่น 2) micro-walking การสั่นสะเทือนจะสร้างแรงยกตัวเล็กน้อยระหว่างตัวเครื่องกับพื้นโต๊ะ ทำให้แรงเสียดทานลดลงชั่วขณะ โทรศัพท์จึงค่อยๆ เดินหรือขยับทีละนิดจนตกขอบโต๊ะได้ และ 3) พื้นผิวที่ลื่น หากทั้งโต๊ะและตัวเครื่อง (หรือเคส) มีความลื่นสูง แม้การสั่นเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้เครื่องเคลื่อนที่ได้ไกล


ดีไซน์ของตัวเครื่องสมาร์ทโฟน อย่างเช่นกล้องหลังที่นูน (camera bump) ที่สมาร์ทโฟนสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีโมดูลกล้องที่หนา ทำให้เวลาวางบนโต๊ะเครื่องจะกระดกหรือเอียงเล็กน้อย ไม่ได้ราบไปกับพื้นผิว แรงกดจึงไปตกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงไม่กี่จุด ทำให้สมดุลเสียได้ง่ายเมื่อมีการสั่นหรือถูกกระทบ รวมถึงการใช้วัสดุกระจกขัดเงาทั้งหน้าและหลังที่มีความลื่นสูงมาก (low friction) หากโต๊ะมีความเอียงแม้เพียง 1-2 องศา ที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เครื่องสามารถค่อยๆ สไลด์ลงตามแรงโน้มถ่วงได้เอง


สภาพแวดล้อมที่มองไม่เห็น อย่างเช่นโต๊ะไม่ราบเรียบจริง โต๊ะทำงานหรือโต๊ะอาหารจำนวนมากไม่ได้ขนานกับพื้นโลก 100% การเอียงเพียงเล็กน้อยประกอบกับพื้นผิวที่ลื่น (เช่น โต๊ะกระจก หรือโต๊ะไม้ขัดเงา) จะทำหน้าที่เหมือน สไลเดอร์ให้กับสมาร์ทโฟน และกระแสลมหรือสายชาร์จ ที่บางครั้งสายชาร์จที่ตึงเกินไป หรือมีน้ำหนักห้อยลงจากโต๊ะ จะเกิดแรงดึง (Tension) ค่อยๆ ฉุดให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปหาขอบโต๊ะทีละน้อย


3. มีอะไรเกิดขึ้นต่อ หลังจากสมาร์ทโฟนตก


หลังจากสมาร์ทโฟนตกแล้ว มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวเรื่องเกิดขึ้นหลายอย่าง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความเป็นไปก่อนที่สมาร์ทโฟนจะตกตามกฎสิบสัปดาห์ หน้าจอแตก และการมีผู้คนจำนวนหนึ่งยอมใช้ชีวิตอยู่กับความเสียหาย


ประการแรก กฎสิบสัปดาห์ หรือ the ten week rule เป็นหลักการที่จะเห็นได้ว่าทำให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาที่ห่างกันระหว่างการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ เรื่อยไปจนถึงการเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุครั้งแรก (ตกหรือหล่น) คือ เวลาเพียง 10 สัปดาห์เท่านั้น  


the ten week rule ในบริบทของการตกหรือหล่นของสมาร์ทโฟน มักถูกพูดถึงใน 2 แง่มุมหลัก ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการทำเครื่องหล่น


1. กฎสิบสัปดาห์แห่งความคุ้มเคย (honeymoon period) ทฤษฎีนี้ระบุว่า "ความระมัดระวังต่อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากผ่านไป 10 สัปดาห์" โดยช่วง 1-4 สัปดาห์แรก ผู้ใช้จะทะนุถนอมสมาร์ทโฟนมาก วางบนที่นุ่ม เช็ดรอยนิ้วมือตลอด และถือด้วยสองมืออย่างมั่นคง


ต่อมาในช่วงสัปดาห์ที่ 5-9 ผู้ใช้จะเริ่มเกิดความคุ้นชิน เริ่มวางสมาร์ทโฟนในที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น ขอบอ่างล้างหน้า หรือถือมือเดียวขณะวิ่ง จนกระทั่งถึงสัปดาห์ที่ 10 เป็นต้นไป ความรู้สึกเห่อของใหม่ (honeymoon phase) สิ้นสุดลง ผู้ใช้จะเริ่มใช้งานด้วยความประมาทโดยไม่รู้ตัว (subconscious negligence) เช่น การโยนสมาร์ทโฟนลงบนโซฟา หรือเก็บในกระเป๋าปนกับกุญแจ ซึ่งเป็นช่วงที่สถิติการส่งซ่อมหน้าจอแตกพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ


2. กฎการฝึกฝนกล้ามเนื้อ (muscle memory & habit formation) ในทางจิตวิทยาพฤติกรรม 10 สัปดาห์ หรือประมาณ 66 วัน คือ ระยะเวลาเฉลี่ยที่สมองสร้าง "muscle memory" หรือความเคยชินอัตโนมัติในการหยิบจับสิ่งของ


หากเราเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่มีขนาดหรือน้ำหนักต่างจากเดิม สมองจะใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์ในการปรับจูนแรงบีบของมือ และก่อนจะครบ 10 สัปดาห์ สมาร์ทโฟนของเรา อาจจะยังใช้แรงบีบแบบเดิมที่เคยใช้กับเครื่องเก่า ซึ่งอาจจะเบากว่าหรือเล็กกว่า ทำให้เครื่องใหม่ที่มีสัดส่วนต่างไปสไลด์หลุดจากมือได้ง่ายขึ้นในช่วงรอยต่อนี้


วิธีรับมือกับ the ten week rule หากเพิ่งซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มาไม่นาน หรือกำลังจะผ่านช่วง 10 สัปดาห์แรกไป ควรติดอุปกรณ์เสริมช่วยจับ เช่น PopSockets หรือแหวนคล้องนิ้ว เพื่อป้องกันในช่วงที่ความระมัดระวังตามธรรมชาติลดลง หรือไม่ก็ตั้งกฎส่วนตัว เช่น "ห้ามวางโทรศัพท์บนโต๊ะที่มีเครื่องดื่ม" หรือ "ห้ามหยิบมือถือขณะขึ้นลงบันได" เพื่อสร้างนิสัยความปลอดภัยที่ยั่งยืนเกินกว่า 10 สัปดาห์ นอกจากนี้ก็ควรเช็กสภาพเคส เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 เคสบางชนิดอาจเริ่มมีความมันจากคราบเหงื่อสะสม ทำให้ลื่นกว่าเดิม ควรเช็ดทำความสะอาดเพื่อให้แรงเสียดทานกลับมาดีเหมือนเดิม


ประการที่สอง มีตัวเลขสมาร์ทโฟนตกลงมาแล้ว “หน้าจอแตก” 5,761 เครื่องต่อชั่วโมง มาจากรายงานการสำรวจของ SquareTrade บริษัทประกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเครือ Allstate ซึ่งระบุว่าเป็นสถิติเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น นั่นทำให้เห็นเป็นภาพรวมรายปี ที่หากคำนวณจากตัวเลขนี้ ในหนึ่งปีจะมีสมาร์ทโฟนหน้าจอแตกในสหรัฐฯ สูงถึง  50 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นเกือบ 2 เครื่องในทุกๆ วินาที


โดยมีผลกระทบและพฤติกรรมหลังหน้าจอแตก ด้วยค่าซ่อมที่สูงเกินคาด ผู้ใช้ส่วนใหญ่ ประมาณ 70% มักประเมินค่าซ่อมหน้าจอต่ำไป โดยคิดว่าไม่เกิน 5,000 บาท แต่ในความเป็นจริง สมาร์ทโฟนรุ่นท้อปอาจมีค่าซ่อมสูงกว่านั้นมาก นั่นเองจึงมีผู้ใช้บางส่วน ประมาณ 38% เลือกที่จะทนใช้งานทั้งที่หน้าจอแตก และอีก 65% ระบุว่าพวกเขาเลื่อนการซ่อมออกไปเพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และตัวเลขจากการสำรวจระบุว่า ผู้ใช้ประมาณ 59% เลือกที่จะอัปเกรดเป็นเครื่องใหม่ไปเลย แทนการจ่ายเงินซ่อมหน้าจอที่พัง


และประการที่สาม การยอมใช้ชีวิตอยู่กับความเสียหาย: ประมาณ 38% ของผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนที่หน้าจอแตก เลือกที่จะไม่ซ่อม ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นเพราะค่าซ่อมที่สูง เป็นผลการสำรวจจากหลายสำนักในช่วงปี 2024-2025 โดยเฉพาะข้อมูลจาก YouGov และ Allstate Protection Plans (SquareTrade)


ตัวเลขดังกล่าวนี้ปรากฏในการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ในกลุ่ม Gen Z และ Millennials อายุ 18-34 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ครองสถิติทนใช้จอแตกสูงที่สุด


• พฤติกรรมตามช่วงวัย - จากการสำรวจของ YouGov (ปี 2024) พบว่าคนวัย 18-34 ปี ประมาณ 38% เลือกที่จะใช้งานต่อไปจนกว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไปที่อยู่ที่ประมาณ 34%


• ทางเลือกเมื่อจอแตก - ในขณะที่ 38% เลือกไม่ซ่อม อีกส่วนหนึ่งเลือกที่จะซื้อเครื่องใหม่ทันที (8%) หรือพยายามซ่อมเอง (7%) ส่วนที่เหลือจึงจะส่งศูนย์หรือร้านซ่อมมืออาชีพ


ต่อคำถามที่ว่า แล้วทำไมคนถึงเลือกที่จะไม่ซ่อม? อันนี้มีเหตุผลหลัก 3-4 ประการที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจใช้งานสมาร์ทโฟนหน้าจอแตกต่อไป คือ


1) ค่าซ่อมสูงเกินคาด (high repair costs) ผลสำรวจระบุว่ากว่า 61% ของคนที่ไม่ซ่อม เพราะ "ค่าซ่อมแพงเกินไป" ปัจจุบันหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะจอ OLED หรือจอโค้ง มีราคาสูงถึง 30-50% ของราคาเครื่องใหม่ ทำให้หลายคนมองว่าไม่คุ้ม


2) ยังใช้งานได้ (functional enough) หากหน้าจอยังตอบสนองต่อการสัมผัส (Touchscreen) ได้ปกติ และรอยแตกไม่บังส่วนสำคัญของเนื้อหา ผู้ใช้มักจะเลือกประหยัดเงินและทนใช้ไปก่อน


3) ความกังวลเรื่องคุณภาพ (quality concerns) ประมาณ 32-44% กังวลว่าการซ่อมจากร้านนอกอาจได้อะไหล่ไม่ดี หรือทำให้เครื่องเสียความสามารถในการกันน้ำ


4) รอเปลี่ยนเครื่องใหม่ (upgrade cycle) หลายคนเลือกที่จะทนใช้เพื่อรอให้ครบสัญญาค่ายมือถือ หรือรอรุ่นใหม่ออกแล้วค่อยเปลี่ยนเครื่องแทนการเสียเงินซ่อมเครื่องเก่า


มีผู้รู้หลายสำนักแนะเคล็ดลับในการป้องกันสมาร์ทโฟนตก/หล่นลงสู่พื้นหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแค่ใส่ใจเพิ่มขึ้นเท่านั้น ลองดู อย่างแรกเลยให้ใช้นิ้วก้อยช่วย: หลายๆ คนใช้นิ้วก้อยเป็นชั้นวางที่ด้านล่างของสมาร์ทโฟนเพื่อให้จับได้มั่นคงยิ่งขึ้น  


อย่างที่สองให้ใช้สองมือส่งข้อความ: ตามสถิติ การใช้สองมือในการเรียกดูหรือส่งข้อความ ช่วยขจัดความเสี่ยงของการลื่นโดยไม่ตั้งใจเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้มือเดียว


ที่สำคัญควรเช็กกระเป๋าก่อนลุก: ก่อนจะลุกจากเก้าอี้หรือลงจากรถ จะมีสัญชาตญาณในการตบกระเป๋าหรือมองหาเครื่องก่อนเสมอ


รวมถึงการมีที่เก็บสมาร์ทโฟนประจำ: จะไม่วางมือถือสะเปะสะปะ หรือวางหมิ่นเหม่ไว้ที่ขอบโต๊ะ


4. มองภาพกว้าง สร้างจากจุดเล็กๆ


ทีนี้ที่สาธยายมายาวเหยียด ด้วยเจตนาที่ต้องการให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีคิดที่จะต้อง think global คือ คิดให้รอบคอบ มองภาพกว้างให้ครบครอบ มองให้เห็นว่า ชีวิตประจำวันเล็กๆ ที่สามารถ act local ได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อ human และ more than human ซึ่งไม่แน่ว่าผลกระทบบางอย่างอาจย้อนกลับที่ตัวเราเองก็ได้ ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า


ต่อเรื่องนี้ ขอเล่าเรื่องเชื่อมโยงระหว่าง digitialized common life ของพวกเรา กับ more than human ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยมองหา มองดู และมองเห็น คือ coltan ที่เป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับการผลิตหน้าจอสมาร์ทโฟน ทีวีพลาสมา แล็ปท็อป กล้องดิจิตัล ดาวเทียม และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย โคลัมไบต์และแทนทาไลต์ มีจุดมุ่งหมายหลักในการทำเหมืองแร่ในแอฟริกา ซึ่งคิดเป็น 80% ของ coltan ทั้งหมดที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในโลก



















การทำเหมืองโคลัมไบท์และแทนทาไลต์ เพื่อให้ได้แร่ coltan ในดินแดนห่างไกลแสนบริสุทธ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้เกิดการทำลายล้างประชากรกอริลล่า หนึ่งในห้า ของลิงขนาดใหญ่ที่ชาญฉลาด ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองที่กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ระดับวิกฤติ


วิธีการสกัดเป็นวิธีการพื้นฐานและส่งเสริมการสำรวจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ผู้คนในชนบท เชลยศึก ผู้ลี้ภัยสงคราม และเด็กๆ มักวาดรูปโคลัมไบท์และแทนทาไลต์ และมีทหารคอยคุ้มกันอยู่เสมอ ผลลัพธ์ที่ได้ ได้แก่ เด็กต้องออกจากโรงเรียน การเสียชีวิตจากการพังของอุโมงค์ โรคภัยเนื่องจากขาดน้ำสะอาด สุขอนามัยและอาหาร การต่อสู้ของกลุ่มติดอาวุธในเหมือง การเสียชีวิตของเด็ก คาดว่า coltan แต่ละกิโลกรัมส่งผลให้เด็กสองคนเสียชีวิต การเปลี่ยนแปลงของป่าและพื้นที่เพาะปลูก การบังคับไล่รื้อ การข่มขืนผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ฯลฯ


การสกัด coltan ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้ 80% ของประชากรช้าง และ 90% ของกอริลล่า ถูกฆ่าทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเกือบจะสูญพันธุ์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนข้ามชาติส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อ coltan ของคองโก และมีส่วนสนับสนุนจุนเจือรัฐบาลที่ทุจริตและสงครามในการสกัดแร่


coltan เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ระบบทุนนิยมข้ามศักดิ์ศรีของมนุษย์และสัตว์ป่า เพื่อผลกำไรและการเข้าร่วมกับความต้องการที่ไม่จำเป็น และแสดงให้เห็นว่าองค์กรอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ไม่มีสำนึกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เคารพต่อชีวิตของผู้อื่น


แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะคว่ำบาตรบริษัทที่ซื้อ coltan  ทั้งหมด แต่ก็คุ้มค่าที่จะลองซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาให้น้อยลง เพื่อประโยชน์ของสัตว์ที่เป็นมนุษย์และที่ไม่ใช่มนุษย์ที่ถูกใช้ประโยชน์และสังหารในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก


สมาร์ทโฟนเป็นของจำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่า generation ไหน “ใช้อย่างมีสติ เปลี่ยนเครื่องใหม่ ทนอยู่กะมัน” อันไหนทำได้ง่าย ปลอดภัย ไม่ทำลายโลก และไม่แพง ช่วยกัน act local ด้วยความรับผิดชอบแบบ think global

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น