หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

everydayness XIII

ตำรวจตั้งด่าน เปลี่ยนมามองมุมบวกกันบ้างดีไหม

ตำรวจตั้งด่าน เป็นอะไรที่ขัดใจประชาชนยิ่ง ทั้งคนที่มีความผิดบางอย่างอยู่ขณะนั้น และคนที่ไม่มีอะไรตรงไหนผิดกฎหมายเลยสักนิดเดียว ดาบประทีป นายตำรวจทางหลวง รูปหล่อตัวใหญ่ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง ที่เคยเป็นข่าวช่วยประชาชนตกน้ำขณะปฏิบัติงาน เขาให้ความรู้ว่า เจตนาอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆ ของด่านทุกด่าน คือ การลดอุบัติเหตุและลดอาชญากรรม เพราะผู้ขับขี่จะต้องชะลอความเร็วทุกครั้งเมื่อเจอด่าน เป็นการผ่อนคลายความล้าเกร็งของร่างกาย

การเผชิญหน้ากับตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงด่านตรวจ หลายคนค่อนขอด หลายคนดูหมิ่น หลายคนหงุดหงิด กับบทสนทนาเชิงคำถามของตำรวจชั้นประทวน แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่า คำถามว่าจะไปไหนครับ มันเป็นเพียงแค่หน้าฉากที่ดูเป็นมิตรมากๆ แต่ก็อดขุ่นใจไม่ได้ เรียกให้จอดเป็นการขัดจังหวะแล้ว ยังจะมาจู้จี้อะไรกะกรูอีกว่ะ หลังฉากตำรวจเขาสำรวจอัปกิริยาของผู้ขับและผู้โดยสารทุกคน

เวลาสองทุ่มของวันอาทิตย์เดือนตุลาคมปี 2544 ผมจอดรถติดไฟแดงตรง 4 แยกร้องกวาง เห็นตำรวจนายหนึ่งยืนตรงประตูด้านคนขับของรถเก๋งคันที่อยู่ข้างหน้า เห็นเขาขอให้ลดกระจกลง แล้วก็ชะโงกหน้าเข้าไปในรถ เดาว่าส่ายหน้ากวาดสายตาสำรวจทั่วทั้งคัน ครั้นเมื่อดึงตัวกลับมายืนท่าเดิม ผมเห็นมีอะไรแปลกๆ ตรงปากของเขา

แล้วเขาก็เดินมาที่รถผม

ปากของเขากำลังเคี้ยวอะไรตุ้ยๆ ทั้งๆ ที่ก่อนจะชะโงกเข้าไปในรถคันนั้น ไม่ได้มีอาการเช่นนั้น แค่นั้นยังไม่พอ ในมือของเขายังถือไม้เสียบลูกชิ้น ที่ยังมีลูกชิ้นปิ้งเรียงตัวอยู่ครบทุกลูก

เดาเอานะ เดาเอา

ในรถคันหน้าผม คงมีคนขับพร้อมผู้โดยสารที่นั่งคู่กัน ทั้งสองคนคงคลายหิวด้วยลูกชิ้นปิ้งราดน้ำจิ้มอยู่ในถุงพลาสติกขณะรถติดไฟแดง พอดีตำรวจของตรวจก็เลยแสดงความจริงใจให้ตรวจโดยดี ตำรวจเจ้ากรรมดันอยากตรวจให้ละะอียดๆ จึงยื่นหน้าเข้าไปในรถเขา ด้วยภาษาท่าทางแบบคนแพร่ที่ใจดีทั้งสองฝ่าย เขาก็เลยป้อนลูกชิ้นซ่ะเลย เวลามันก็ 2 ทุ่มแล้ว เลยอ้าปากงับก่อนที่จะดึงหน้าออกมา ยังไม่พอ คนขับคนนั้น ยังส่งลูกชิ้นไม้ใหม่ทั้งไม้ให้อีกหนึ่งไม้

พอตำรวจนายนั้นเดินมาถึงผม ผมเปิดกระจกรออยู่แล้ว เขาไม่ได้ถามอะไรผม แต่กลับรายงานผม เหมือนว่าเป็นเจ้านาย ทั้งๆ ที่ปากยังเคี้ยวลูกชิ้นอยู่ “ช่วงนี้ยามันเยอะครับ ต้องตรวจกันละเอียดหน่อย” ผมไม่ได้ว่าอะไร ปิดกระจกแล้วก็ขับรถเลี้ยวขวา อารมณ์ดีตลอดทาง กลับถึงพิษณุโลกเกือบเที่ยงคืน

มีอีกเรื่อง เกิดขึ้นตอนหน้าร้อนปี 2552 ประมาณนั้น ปรกติผมไม่ใช่คนขับรถเร็ว อย่างมากสุดก็แค่ 120 แต่ว่าส่วนใหญ่วิ่งไกลๆ จะวางเท้าแตะคันเร่งนิ่งไว้ที่ 110 ด้วยความเร็วขนาดนี้ วิ่งเลนซ้ายมันจะมีปัญหากับรถช้า พวกวิ่ง 60 70 80 และ 90 รวมถึงบรรดารถบรรทุกหนักทั้งหลาย ซึ่งจังหวะที่จะต้องหักขวาออกมาแซง เกิดความเสี่ยงที่จะถูกรถเร็วเลนขวาทำร้ายเอา

ฮอนด้าซีวิค วิ่งบนเลนขวาด้วยบนความเร็วเกือบๆ 120 บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 แถวๆ ชัยนาท บ่ายๆ วันนั้น ถูกตำรวจทางหลวงเรียกให้จอดข้างทาง “รถพี่ขับช้าแล้วแช่เลนขวา แบบนี้มันผิดกฎหมายจราจร มาตรา 33 ต้องเสียค่าปรับ 5 ร้อยบาท” ตำรวจหนุ่มที่เดินมาถึงรถของผมที่เปิดกระจกรออยู่แล้ว บอกถึงเหตุที่ต้องเรียกรถให้หยุด แล้วยังบอกต่ออีกว่า “มีรถคันที่ผ่านไปข้างหน้าเมื่อครู่เขาแจ้งมา”

นั่นมันทำให้ผมเป็นงง! ครับ ท่านผู้ชม เพราะตามการรับรู้ของผมนั้น ถนนทั่วไปของเมืองไทย มันขับรถได้ด้วยความเร็ว 90-120 เกินนั้นไม่ได้ ยกเว้นในมอเตอร์เวย์ที่วิ่งได้มากกว่า 120 แล้วรถผมวันนั้นก็ปริ่มๆ 120 แล้ว อย่างงี้หากมีรถคันไหนที่วิ่งแซงผมไปได้ ก็แสดงว่าเขาใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายอนุญาต คือ เกิน 120 บนทางหลวงแผ่นดิน ผมไม่ได้เถียงอะไรเรื่องนี้กะตำรวจ เพราะถือหลักว่า ต่อล้อต่อเถียงคนที่อยู่เหนือเรา มีแต่ตายกับตาย

แต่ด้วยความเชื่อมั่นในข้อมูลที่มีอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหยิบข้อกฎหมายตาม “พรบ.จราจรทางบก 2522 หมวด 1 การใช้ทางเดินรถ” ที่เพิ่งผ่านตามาไม่นาน “น้อง! พี่ว่าข้อหาที่น้องว่ามา มันไม่น่าใช่มาตรา 33 นะ มันน่าจะเป็นมาตรา 35 มากกว่าไหม“ ดูความไม่ยอมลงของผู้ถูกชี้ข้อกล่าวหาอย่างผมซิเอา

ทีนี้ก็เป็นเรื่อง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ น้องตำรวจคนนั้นพยายามอธิบายกฎหมายเพื่อให้ผมกระจ่าง เขาบอกว่ามาตรา 33  ระบุว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้าย และต้องไม่ล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถ เว้นแต่กรณีที่ (1) ด้านซ้ายของทางเดินรถ มีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร (2) ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว หรือ (3) ทางเดินรถนั้น กว้างไม่ถึงหกเมตร ให้เดินทางขวาหรือล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถได้ ส่วนมาตรา 35 กำหนดไว้ว่า รถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่สามารถทำได้

สีหน้าตำรวจหนุ่มน้อยดูมั่นใจดูพราวด์มากที่ได้อธิบายกฎหมายให้ประชาชนฟังชัดๆ ซึ่งผมเองก็เข้าใจ แล้วก็ยังคงยืนยัน (อยู่ในใจ) ว่า หากผมมีความผิด มันผิดตามมาตรา 35 ไม่ใช่มาตรา 33 แล้วก็ไม่ได้สาวความยืดยาวกะเขา ทำให้น้องตำรวจคนนั้นผายมือให้รถผมเดินทางต่อได้ โดยไม่ได้ให้ใบสั่งปรับแต่อย่างใด “เข้าใจนะครับพี่ ไปได้ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ”

แล้วเรื่องราวของตำรวจตั้งด่านก็ต่อเนื่องมาถึงอังคารที่ 8 ตุลาคม 2567 ด่านตำรวจก่อนเที่ยงบนทางหลวงหมายเลข 117 ขาออกเมืองพิษณุโลก รถค่อนข้างว่าง ไม่มีอะไรผิดสังเกตุ ผมขับรถเคลื่อนเข้าไปใกล้ๆ ดาบคนโก้ พี่ท่านทำท่าทางให้ลดกระจกลงตามรูปแบบปฏิบัติของด่าน เห็นเขาดูแผ่นป้ายทะเบียนแล้วก็เดินมาตรงหน้าต่างข้างคนขับ

“โอ้โหพี่ รถพี่สุดยอดเลย” คำพูดแรกที่ทักทายทำเอาคนกำลังจะถูกตรวจสอบอย่างเรา งง! เลยซิครับนาย ไม่รู้จะมาไม้ไหน แต่ก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไร ด้วยไม่มีอะไรบกพร่อง รถก็ล้างแล้ว ทะเบียนก็ต่อแล้ว ผมเผ้าก็ตัดแล้ว เสื้อผ้าก็รีดเรียบร้อย

“ทะเบียนรถพี่นี่มันเลขดีมากๆ เลยนะครับ” อ้าว! เรียกให้เราหยุดเพื่อชมเลขทะเบียนรถนี่น่ะนะ แล้วเขาก็พูดต่อไปเลยว่า “เลขทะเบียนรถพี่ เลขเดียวกะเลขโทรศัพท์ของผมเลย” แต่ว่าไหงลงท้ายว่าที่ว่าเลขดีนั้น ที่แท้มันหมายเลขโทรศัพท์ของตัวเองต่างหาก “เชิญครับพี่”


สัปดาห์นี้ได้ ผบ.ตร. คนใหม่คนที่ 15 สังคมชื่นชมทั้งกรรมการ กตร. และพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ชื่นชมตัวผู้ได้รับการแต่งตั้ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ดูแล้วโหงเฮ้งเรียบง่าย มองแล้วสบายตา ไม่มีอะไรหวานหรือเอียนเกินไปแบบที่ผ่านมา น่าจะช่วยให้สังคมไทยสงบสุขจากความปลอดภัยจากการค้ายาเสพติดและมิจฉาชีพ พนันออนไนไลน์ ได้มากขึ้น ขอพี่น้องชาวไทยทำใจสบายๆ มองตำรวจแบบพี่แบบน้องอย่างสามเรื่องที่ผมนำมาเล่ากันข้างบนนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น