Swing Techniques
พัฒนา ราชวงศ์ ทีมผู้ฝึกสอนกีฬาซอฟท์บอล
ชมรมซอฟท์บอลและเบสบอล มหาวิทยาลัยนเรศวร
ลูกบอลที่พิทเชอร์พิทช์เข้ามาหาแบตเตอร์ มีหลากหลายรูปแบบ แต่ละรูแบบมีความเร็วและทิศทางการเคลื่อนที่แตกต่างกันออกไป แบตเตอร์จะต้องต้องมีเทคนิคการสวิงที่ดี ถูกต้อง และเหมาะสม จึงจะสามารถสร้าง contact ที่ดีระหว่างไม้ตีกับลูกบอลได้
สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นเทคนิคการสวิงลูกบอลต่างๆ เหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นลูก fastball, curve, screw, rising, drop หรือ change up ลองอ่านดู แล้วฝึกให้คล่องเพื่อรับมือกับพิทเชอร์เก่งๆ
Fast Ball Swing
การตีลูก Fastball (ลูกเร็ว) ในเบสบอลหรือซอฟท์บอลต้องอาศัยเทคนิคที่เน้นความเร็วในการตัดสินใจ (reaction time) และการเคลื่อนไหวที่สั้นและมีประสิทธิภาพสูงสุด (compact swing) เนื่องจากคุณมีเวลาน้อยมากในการตอบสนอง หลักการสำคัญของเทคนิคการสวิงสำหรับลูกเร็ว มีดังนี้
1. การกำหนดเวลา (timing) และการมองเห็น (vision)
• โหลดเร็ว (load early): เนื่องจากลูกเร็วมาถึงเร็ว คุณต้องเริ่ม load (การรวบรวมน้ำหนักและการแยกส่วนของร่างกาย) ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจต้องโหลดตั้งแต่ตอนที่ลูกออกจากมือผู้ขว้าง หรือทันทีที่เห็นทิศทางลูก
• ก้าวสั้น (short stride): หลีกเลี่ยงการก้าวที่ยาวหรือสูงเกินไป (high leg kick) ให้ใช้การก้าวสั้นๆ (short stride) หรือเพียงแค่ยกเท้าหน้าเล็กน้อย (heel lift) เพื่อให้เท้าหน้าลงถึงพื้น (toe touch) อย่างรวดเร็วและมั่นคง
• จับลูกให้ได้ด้วยตา (track the ball): โฟกัสไปที่ลูกบอลตลอดทาง จนกระทั่งถึงจุดปะทะ การมองเห็นเป็นตัวกระตุ้นการสวิง (swing trigger)
2. การเคลื่อนไหวที่สั้นและมีประสิทธิภาพ (compact & short-to-long) ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการตีลูกเร็ว
• "hands inside the ball": รักษาให้มืออยู่ใกล้ลำตัวและนำหน้าไม้ตี (bat barrel) ในช่วงเริ่มต้นการสวิง การเคลื่อนไหวนี้จะทำให้ไม้ตีใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดและตรงที่สุดไปยังลูกบอล
• "short-to-long": วงสวิงควรเริ่มด้วยการเคลื่อนไหวที่ สั้น (short) จากร่างกาย และจบด้วยการเหยียดแขน ยาว (long) (extension) ผ่านจุดปะทะ เพื่อสร้าง whip effect และ exit velocity
• connection (การเชื่อมต่อ): เน้นที่การนำข้อศอกด้านหลัง (rear elbow) ลงมาเชื่อมกับสะโพกหลัง (back hip) ในช่วงเริ่มต้นการสวิง การเคลื่อนไหวนี้จะช่วยเปิดสะโพกและดึงไม้ตีเข้าสู่โซนการตีในเวลาที่รวดเร็วที่สุด
3. การใช้พลังจากลำตัว (kinetic chain)
• เริ่มด้วยสะโพก (hips first): แม้จะเป็นลูกเร็ว แต่พลังหลักยังคงมาจากสะโพก ต้องมั่นใจว่าสะโพกเป็นส่วนแรกที่ "เปิด" หรือ "ระเบิด" ออกไป นำหน้ามือและไม้ตี
• power V (shoulder tilt): รักษาการเอียงของหัวไหล่ (shoulder tilt) และรักษาตำแหน่ง power V เพื่อให้ไม้ตีเข้าสู่ระนาบที่เฉียงขึ้นเล็กน้อย (slightly upward) เพื่อให้เกิด launch angle ที่ดีที่สุด (10° ถึง 25° สำหรับไลน์ไดรฟ์)
• palm up, palm down: มั่นใจว่า ณ จุดปะทะ มืออยู่ในตำแหน่ง หงายฝ่ามือ/คว่ำฝ่ามือ เพื่อส่งพลังงานทั้งหมดเข้าสู่ลูกบอล
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
• "long swing" (วงสวิงยาว): การเหวี่ยงมือออกไปจากตัวเร็วเกินไปหรือการสร้างวงสวิงที่กว้างจะทำให้ไม้ตีเข้าสู่โซนการตีช้าเกินไปและพลาดลูกเร็ว
• "squishing the bug": หลีกเลี่ยงการบี้เท้าหลัง ซึ่งจะทำให้เกิดการหมุนอยู่กับที่และสูญเสียโมเมนตัมไปด้านหน้า (forward momentum)
• lunging (การโถมตัว): หลีกเลี่ยงการโถมตัวไปด้านหน้ามากเกินไปก่อนการสวิง ซึ่งจะทำให้ศีรษะเคลื่อนที่และเสียสมดุลในการมองลูก
โดยรวมแล้ว fastball swing technique คือ การย่อขั้นตอนการเตรียมตัวให้สั้นลง แต่ยังคงหลักการการถ่ายโอนพลังงานที่ถูกต้องเพื่อให้ไม้ตีมาถึงลูกอย่างรวดเร็วและทรงพลังครับ
Curve Ball Swing
เทคนิคการสวิงเพื่อตีลูก curveball นั้น แตกต่างอย่างมากจากการตีลูก Fastball เนื่องจาก curveball มีความเร็วที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด และมีวิถีการเคลื่อนที่ที่โค้งลงอย่างรุนแรง
หัวใจสำคัญของการตี curveball คือ ความอดทน (patience) และ การโจมตีตามระนาบลูก (matching the plane)
ลักษณะการเคลื่อนที่ของ curveball
• วิถีโค้ง (Arcing Path): ลูกจะถูกขว้างให้พุ่งขึ้นเล็กน้อยจากจุดปล่อย ก่อนจะโค้งลงอย่างรุนแรงเข้าหาพื้นบริเวณหน้าบ้าน (Plate)
• ความเร็วต่ำ (Lower Velocity): มักจะช้ากว่า Fastball ประมาณ 10-15 ไมล์ต่อชั่วโมง
• การหักเลี้ยว (Break): ลูกจะหักออกจากมือผู้ขว้าง (สำหรับผู้ตีที่ตีเข้าทาง) เช่น RHP ขว้างให้ RHH ลูกจะหักออกจากขอบบ้าน
curveball swing technique
เทคนิคที่ดีที่สุดในการตี curveball เน้นไปที่การรอจังหวะและการปรับวงสวิงให้เข้ากับวิถีโค้งของลูก
1. การกำหนดเวลา (timing) และความอดทน
• รอ... รอ... รอ (wait, wait, wait): นี่คือกฎข้อแรกและสำคัญที่สุดในการตี curveball เนื่องจากลูกเดินทางช้ากว่ามาก การใช้จังหวะสวิงเดียวกับ fastball จะทำให้คุณสวิงเร็วเกินไป (way out in front)
• การแก้ไข: ฝึกฝนการ "โหลดช้า" (load late) หรือ "รอการปล่อย" (hold the release) ของการสวิงให้มากขึ้น
• ปล่อยให้ลูกเดินทางมาลึก (let the ball travel deep): ต้องยอมให้ลูกเข้ามาในโซนการตีให้ลึกกว่าปกติ เพื่อรอให้ลูกโค้งลงมาอยู่ในวิถีที่สามารถปะทะได้
2. การปรับระนาบการสวิง (matching the plane)
• ตีเสยขึ้น (hit up on the ball): เนื่องจาก curveball โค้งลงมา การสวิงที่ถูกต้องจึงต้องมีวิถีที่ เข้าสู่ลูกจากด้านล่างเล็กน้อย (slightly upward attack angle) เพื่อให้ไม้ตีปะทะกับลูกได้อย่างสม่ำเสมอ (square the ball up)
• การทำเช่นนี้เป็นการ "จับคู่ระนาบ" (match the plane) ของไม้ตีกับวิถีโค้งของลูก ซึ่งจะช่วยให้คุณมีโอกาสปะทะลูกใน sweet spot ได้นานขึ้น
• รักษา power V (shoulder tilt): การเอียงไหล่ (shoulder tilt) และรักษาตำแหน่ง power V ให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันช่วยให้ไม้ตีเข้าสู่ระนาบที่เฉียงขึ้นได้ง่ายขึ้น
3. การควบคุมจุดปะทะ (contact point)
• ตีที่จุดศูนย์กลาง (middle of the plate): เป้าหมายคือการปะทะลูก curveball ในบริเวณตรงกลางบ้าน (หรือลึกกว่าเล็กน้อย)
• ป้องกันการสวิงหลุด (don't chase): เนื่องจากลูกจะโค้งลงสู่พื้น การควบคุมตัวเองไม่ให้สวิงต่ำเกินไปจนไล่ตามลูกที่อยู่นอกโซนการตี (Chasing the Breaking Ball) เป็นเรื่องที่ท้าทาย
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
• สวิงเร็วเกินไป (pulling off): การรีบสวิงจะทำให้คุณพลาดลูกที่จุดปะทะที่ถูกต้อง และมักจะตีลูกโด่ง (pop up) หรือพลาดไปเลย
• chopping down: หลีกเลี่ยงการสับไม้ตีลงอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ไม้ตีพลาดวิถีโค้งของลูกและตีลูกลงพื้นอย่างอ่อนแรง (weak ground ball)
โดยสรุปแล้ว การตี curveball ต้องใช้ ความอดทน ในการปล่อยให้ลูกเดินทางมาหาคุณ และการใช้ launch angle ที่เป็นบวกเล็กน้อย (upward attack angle) เพื่อให้ไม้ตีเข้าสู่ระนาบโค้งของลูกอย่างสมบูรณ์
Screw Ball Swing
screwball เป็นลูก breaking ball ที่เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับ curveball หรือ slider ทำให้ผู้ตีตีได้ยาก เพราะวิถีลูกจะแตกต่างจากที่คุ้นเคย
การปรับเทคนิควงสวิงเพื่อตีลูก screwball ต้องเน้นไปที่การตอบสนองต่อวิถีลูกที่ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนี้
การเคลื่อนที่ของ screwball ที่แบตเตอร์ต้องเข้าใจ
• ทิศทางการหักเลี้ยว: หากเป็นลูกที่พิทช์โดยพิทเชอร์ถนัดมือขวา (RHP) ลูกจะหักเข้าในของแบตเตอร์ถนัดมือขวา (RHH) และหักออกจากตัวแมือบตเตอร์ที่ถนัดมือซ้าย (LHH) แต่ว่าถ้าหากเป็นลูกที่พิทช์โดยพิทเชอร์ถนัดมือซ้าย (LHP) ลูกจะหักเข้าในแบตเตอร์ถนัดมือซ้าย (LHH) และหักออกจากตัวแบตเตอร์ถนัดมือขวา (RHH)
• ผลกระทบ: ลูกจะหลอกสายตาของผู้ตีที่คาดหวังว่าลูกจะหักออกจากตัว ที่มีลักษณะเหมือนลูก curve ball ทั่วไป แต่ screwball กลับหักเข้ามาหา หรือหักหนีออกไปมากกว่าที่คาด
เทคนิคของวงสวิง Screwball
เนื่องจาก screwball มักถูกออกแบบมาเพื่อหลอกให้แบตเตอร์สวิงผิดจังหวะ หรือสวิงพลาดจุด sweet spot เทคนิคที่ใช้จึงต้องมีความอดทนและการปรับวิถีไม้ตีอย่างรวดเร็ว
1. การตัดสินใจที่ช้าลง (wait longer)
• รอและดู: screwball มักจะมีความเร็วช้ากว่าลูก Fastball เล็กน้อย สิ่งสำคัญคือต้องรอจนกว่าลูกจะออกจากมือผู้ขว้างและเริ่มเห็นการเคลื่อนที่ของลูกก่อนจะเริ่มสวิง
• โฟกัสที่จุดปะทะ: เนื่องจากลูกจะหักเลี้ยวเข้ามาหาหรือหนีออกอย่างไม่คาดคิด แบตเตอร์ต้องโฟกัสที่บริเวณหน้าเพลต แทนที่จะเป็นจุดปล่อยลูก เพราะต้องตี ณ จุดที่ลูกกำลังหักเลี้ยว
2. การสวิงที่รักษาพื้นที่ (stay closed / hands inside)
• ต้านทานการเปิดตัว: เมื่อลูก screwball หักเข้ามาหาตัว (สำหรับผู้ตีที่ตีเข้าทาง) แมักบตเตอร์มักจะตอบสนองด้วยการรีบเปิดลำตัวและหัวไหล่ (shoulders open too soon) ซึ่งจะทำให้ไม้ตีเข้าสู่โซนการตีจากด้านนอก (casting)
• รักษา "hands inside the ball": ต้องเน้นการรักษาให้มืออยู่ด้านใน (stay closed) และนำหน้าไม้ตี (bat lag) เพื่อให้สามารถดึงไม้ตีเข้าสู่ลูกบอลที่กำลังหักเข้ามาได้ง่ายขึ้น
3. การโจมตีตามทิศทางการหักเลี้ยว (adjusting the Attack)
• ลูกที่หักเข้ามา (breaking in): หากลูกหักเข้ามาหาตัว (เช่น RHP ขว้างให้ RHH) แบตเตอร์ควรพยายาม ตีลูกให้ลึก (let the ball travel deep) เข้ามาในโซนการตีเล็กน้อย เพื่อให้สามารถตวัดไม้ตีจากด้านในเข้าหาลูกบอลได้
• เป้าหมาย: ตีให้ลูกพุ่งไปทางด้านตรงข้าม (opposite field) หรือตรงกลางสนาม เพื่อป้องกันการตีฟาล์วเร็วเกินไป
• ลูกที่หักหนีออกไป (breaking away): หากลูกหักหนีออกจากตัว (เช่น RHP ขว้างให้ LHH) แบตเตอร์ต้องตัดสินใจสวิงให้เร็วขึ้นเล็กน้อย และโจมตีลูกที่อยู่ ด้านหน้าของบ้าน (front of the plate) เพื่อให้ไม้ตีไปถึงลูกก่อนที่มันจะหลุดออกนอกขอบบ้าน
สรุป: เทคนิคการตีลูก screwball ต้องใช้ การรอจังหวะ และ การควบคุมลำตัว ไม่ให้เปิดเร็วเกินไป เพื่อให้มือสามารถปรับตำแหน่งและรักษา bat lag ไว้ได้จนกระทั่งลูกมาถึงจุดปะทะที่เหมาะสม แม้ว่าวิถีของลูกจะหลอกตาก็ตาม
Raising Ball Swing
ตีลูกซอฟต์บอลโดยรักษาน้ำหนักของแบตเตอร์ไว้ด้านหลัง โจมตีใต้ลูกบอลเล็กน้อย (หรืออยู่เหนือลูกบอล) เน้นไปที่เส้นทางการสวิงที่เรียบกว่าหรือสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้อยู่ในโซนได้นานขึ้น และขับเคลื่อนไม้ตีผ่านไปด้วยกำลังสะโพก/ขาหลัง เป้าหมายคือการเอา bat barrel ไปไว้ด้านหลังลูกบอลตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อตีอย่างแรง
mental approach: มองให้เห็นว่าบอลพุ่งขึ้น สมองต้องปรับให้เข้าสู่โหมดที่มุ่ง "จะตีลูกที่อยู่เหนือบอลลูกนี้ขึ้นไปอีกนิด" (เล็งสูงขึ้น/กดหัวไม้) แล้วพยายามรั้งหัวไม้ไว้ข้างหลังให้นานที่สุด แล้วค่อยเฉือนมันลงมาที่จุดปะทะ
swing path: หลีกเลี่ยงการแกว่งลง ให้ใช้เส้นทางสวิงที่เรียบกว่าหรือสูงขึ้นเล็กน้อยแทนเพื่อให้อยู่บนระนาบโดยให้ลูกพุ่งขึ้นได้นานขึ้น
body position: ถอยเท้าหลังแล้วปล่อยร่างกายส่วนบน/สะโพกไปข้างหน้าเพื่อสร้างพลังโดยให้ศีรษะอยู่นิ่งๆ
bat barrel: มุ่งเน้นไปที่การทำให้ลำกล้องของไม้ตีอยู่ลึกและอยู่ด้านหลังลูกบอลในช่วงต้นของโซน
contact point: ตีลูกบอลในขณะที่ยังคงลอยขึ้นหรือถึงจุดสูงสุด ไม่ใช่หลังจากที่เริ่มตก
ต้องเข้าใจนะว่า raising ball เป็นลูก vertical backspin ที่มีความเร็วสูง ต้านทานแรงโน้มถ่วง ทำให้มันหลุดจากการยึดของแรงโน้มถ่วงพุ่งสูงขึ้นไป ลูกพิทช์แบบนี้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง "การกระโดด" หรือ "การเพิ่มขึ้นที่แท้จริง" (โดยทั่วไปเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่จาก 6 น. ขึ้นไปสู่ทิศทาง 12 น. บนหน้าปัดนาฬิกา) และมักใช้เป็นจังหวะการเปลี่ยนจังหวะวงสวิงของแบตเตอร์ให้เป็น strikeout
Drop Ball Swing
drop ball เป็นลูกพิทช์ที่มีลักษณะคล้ายกับ curveball แต่เน้นการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง (vertical movement) มากกว่า drop ball คือ ลูกที่ถูกพิทช์มาโดยมีทิศทางเหมือน fastball แต่มีสปินหมุนไปด้านบน ที่เรียกว่า top spin อย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกต้านทานอากาศและดิ่งลงอย่างรวดเร็ว บริเวณหน้าโฮมเพลต
เป้าหมายของพิทเชอร์ คือ ต้องการทำให้แบตเตอร์สวิงพลาดลูก (swing and miss) หรือสวิงเหนือลูก (swing over the top) จนตีลูกลงสู่พื้นสนามอย่างอ่อนแรง (weak ground ball)
เทคนิคการสวิงสำหรับ Drop Ball
เทคนิคในการตี drop ball เน้นไปที่การต้านทานการสวิงลงมาด้านบนของลูก และการปรับระนาบการสวิงให้ตรงกับวิถีลูกที่ดิ่งลงมา
1. การกำหนดเวลา (timing) และการรอ
• รอให้ลูกเข้าสู่โซน: เช่นเดียวกับ breaking ball ชนิดอื่น ๆ คุณต้อง รอ ให้ลูก drop ball เคลื่อนที่เข้ามาลึกในโซนการตี เพื่อให้คุณมีโอกาสตีลูกในขณะที่มันยังไม่ดิ่งลงต่ำเกินไป
• สวิงเร็ว/สั้น: เมื่อตัดสินใจสวิงแล้ว ต้องใช้เทคนิค short-to-long (สั้นไปยาว) และ hands inside the ball เหมือนการตี fastball เพื่อให้ไม้ตีเข้าถึงลูกที่อยู่ด้านในได้อย่างรวดเร็ว
2. การโจมตี "ด้านล่าง" ของลูก (hit the bottom half)
• ต้านทานการสับไม้ (resist the chop): ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการ สวิงตามวิถีลูกที่ดิ่งลง ซึ่งจะทำให้เกิด "chopping motion" และตีพลาด หรือตีลูกลงพื้นทันที
• การโจมตีใต้ลูก: คุณต้องตั้งใจให้ไม้ตีเข้าปะทะ ครึ่งล่าง (bottom half) ของลูกบอล
• เป้าหมาย: สร้าง back spin (สปินหมุนกลับ) ให้กับลูกตี เพื่อเปลี่ยนวิถีลูกที่ดิ่งลง ให้กลายเป็นลูก line drive หรือ fly ball ที่มีพลัง
• ใช้ launch angle ที่เป็นบวกเล็กน้อย: ต้องรักษา shoulder tilt (power V) และ attack angle ของไม้ตีให้ เฉียงขึ้นเล็กน้อย (slightly upward) เพื่อให้ไม้ตีเข้าสู่ใต้ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การควบคุมจุดปะทะและทิศทาง
• ตีลูกให้ออกมาด้านนอก (stay up the middle/opposite field): สำหรับลูกที่ดิ่งลงมา หากคุณพยายามดึงลูก หรือตีลูกไปด้านซ้าย (สำหรับผู้ตีมือขวา) มักจะทำให้คุณสวิงเร็วเกินไปและตีพลาดได้ง่าย
• การตั้งใจตีไปทาง กลางสนาม (up the middle) หรือ ด้านตรงข้าม (opposite field) จะช่วยให้คุณ "รอ" ลูกได้นานขึ้นและปะทะลูกในตำแหน่งที่ลึกกว่า ซึ่งทำให้คุณมีเวลาปรับแก้ระนาบการสวิงได้ดีขึ้น
สรุป: เทคนิคการตี drop ball คือการ รอจังหวะ จนกว่าลูกจะเข้ามาในโซน และใช้การสวิงที่เน้นการ โจมตีจากด้านล่าง (hit under the ball) ด้วย attack angle ที่เป็นบวกเล็กน้อย เพื่อเปลี่ยน Topspin ของลูกขว้าง ให้กลายเป็น back spin ของลูกตีที่ทรงพลัง
Change Speed Ball Swing
ลูก changeup เป็นลูกขว้างประเภท off-speed pitch (ลูกความเร็วต่ำ) ที่สำคัญที่สุดในการรบกวนจังหวะการตีของผู้เล่น (timing) เพราะมันถูกขว้างมาให้ดูเหมือนลูก fastball ทุกประการ แต่มีความเร็วที่ลดลงอย่างมาก
เทคนิคการสวิงเพื่อตีลูก changeup จึงเน้นไปที่การ ปรับจังหวะเวลา (adjusting timing) โดยที่ยังคงรักษา กลไกการสวิงที่ถูกต้อง (good mechanics) ไว้
เทคนิคการสวิงสำหรับลูก changeup
เนื่องจาก changeup มาถึงช้ากว่าที่คาดหวัง การสวิงจึงต้องช้าลงตามไปด้วย โดยใช้เทคนิคดังนี้
1. การควบคุมจังหวะเวลา (timing control) คือ หัวใจสำคัญ
• โหลดช้า/รอมากขึ้น (load late or wait back): ผู้ตีต้อง อดทน ไม่เริ่มการสวิงเร็วเกินไป การสวิงควรเริ่มเมื่อลูกเดินทางมาใกล้ถึงบ้านแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับความเร็วที่ช้าลง
• ใช้ขาหลังเป็นสมอ (anchor the back foot/squeeze the knees): สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามให้น้ำหนักตัวถ่ายเทไปข้างหน้าสู่ขาหน้าเร็วเกินไป (forward weight drift) การทำเช่นนี้จะทำให้คุณ "ตอกเสาเข็ม" (post up) หรือใช้กล้ามเนื้อขาหลังเพื่อยับยั้งการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อคุณเห็นว่าลูกเป็น changeup
• เทคนิค anchor: บางโค้ชสอนให้ใช้ขาหลังเป็นเหมือนสมอเรือ หรือ "บีบเข่าเข้าหากัน" เล็กน้อยเมื่อรู้ว่าเป็น changeup เพื่อหยุดโมเมนตัมไปด้านหน้า
2. รักษาการเคลื่อนไหวของร่างกายให้สั้น (stay compact)
• hands inside the ball: ต้องมั่นใจว่ามือยังคงนำไม้ตีเข้าสู่ลูกบอลในเส้นทางที่สั้นที่สุด เพื่อให้มีเวลาในการปะทะลูกลึกเข้ามาในโซนการตี
• การปะทะลูกให้ลึก (let the ball travel deep): เนื่องจากคุณกำลัง "รอ" ลูกอยู่ ลูก changeup ที่ดีจะมาถึงจุดปะทะที่ ลึกกว่า ลูก fastball เล็กน้อย (closer to the catcher) คุณต้องยอมให้ลูกเข้ามาในโซนการตีนี้ เพื่อให้สามารถใช้พลังจากลำตัวได้อย่างเต็มที่
3. การโจมตีไปทางกลาง/ตรงข้าม (attack middle/opposite field)
• ต้านทานการดึงลูก (resist pulling): หากสวิงเร็วเกินไปบนลูก changeup ที่ช้า ลูกตีมักจะกลายเป็นลูกเลียดพื้นอย่างอ่อนแรง (weak ground ball) ไปทางด้านดึงลูก (pull side)
• เป้าหมายการตี: ให้เน้นการตีลูกไปทาง กลางสนาม (up the middle) หรือ ด้านตรงข้าม (opposite field) สิ่งนี้จะบังคับให้แบตเตอร์ต้อง "รอ" ลูกได้นานขึ้นและทำให้เกิดการถ่ายโอนพลังงานที่สะอาดกว่า
สรุป: เทคนิคการตี changeup คือ การปรับให้วงสวิงของคุณ ช้าลง เพื่อให้สอดคล้องกับความเร็วที่ลดลง โดยใช้ การควบคุมการถ่ายเทน้ำหนัก และความอดทนในการรอ เพื่อปะทะลูกที่เดินทางลึกเข้ามาในโซนการตี
หมายเหตุ
"Bat Lag" ในวงสวิงเบสบอลเป็นแนวคิดที่สำคัญในกลศาสตร์การตี (hitting mechanics) ซึ่งหมายถึง การหน่วงของหน้าไม้ตี (barrel spot) ให้ตามหลังมือของแบตเตอร์ในช่วงที่กำลังเริ่มสวิงลง (down swing) เข้าหาลูกบอล
คำจำกัดความ: Bat Lag คือ มุมที่เกิดขึ้นระหว่างแขนนำ (lead arm) กับกระบอกไม้ตี ในขณะที่มือของผู้ตีเริ่มเคลื่อนเข้าหาลูกบอล (point of contact) โดยมีลักษณะสำคัญว่า ในตำแหน่ง Bat Lag ที่ถูกต้อง กระบอกไม้ตีจะอยู่ด้านหลังมือของผู้ตี ทำให้เกิดการสะสมพลังงานจลน์ (kinetic energy) และพลังงานยืดหยุ่น (elastic energy) ในข้อมือและแขน
การสร้าง Bat Lag ที่ดีจะช่วยให้ผู้ตีสามารถสร้างความเร็วไม้ตี (bat speed) สูงสุด: เมื่อถึงจุดที่ใกล้จะปะทะลูกบอล ผู้ตีจะ "ปลดปล่อย" (release) พลังงานที่สะสมไว้ ทำให้กระบอกไม้ตีพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว (whip) เพื่อปะทะลูก ที่สำคัญยังช่วยรักษาทิศทางการสวิง: ช่วยให้มือของผู้ตีเคลื่อนที่ "อยู่ด้านในของลูกบอล" (keep the hands inside the ball) ได้นานขึ้น ทำให้มีโอกาสตีลูกได้แรงและแม่นยำ
ข้อแตกต่างที่สำคัญ: Bat Lag vs. Bat Drag
คำว่า Bat Lag (ดี) มักถูกสับสนกับคำว่า Bat Drag (ไม่ดี) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โดยสรุปแล้ว bat lag คือ ท่าทางที่เหมาะสมและจำเป็น ที่ช่วยให้ผู้ตีสะสมพลังงานก่อนจะถ่ายโอนไปยังลูกบอลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เกิดวงสวิงที่ทรงพลังและแม่นยำ
คุณสมบัติ | Bat Lag (การหน่วงไม้ตี) | Bat Drag (การลากไม้ตี) |
ผลลัพธ์ | ดี (เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นของการสวิงที่มีพลัง) | ไม่ดี (เป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงและพบบ่อย) |
กลไก | กระบอกไม้ตีตามหลังมือ อย่างเป็นธรรมชาติมือเป็นผู้นำและหมุนรอบลำตัวก่อน | ศอกหลัง (rear elbow) เคลื่อนนำไปข้างหน้าเร็วเกินไป (มักจะต่ำกว่าศอกหน้า) |
ตำแหน่งมือ | มือหมุนอยู่ ข้างหน้า ไหล่ด้านหลัง | สร้าง exit velocity สูง ทำให้ลูกพุ่งเป็นเส้นตรงหรือลูกโด่งที่มีระยะทางไกล |
ผลต่อลูกตี | สร้าง exit velocity สูง ทำให้ลูกพุ่งเป็นเส้นตรงหรือลูกโด่งที่มีระยะทางไกล | ทำให้สวิงช้าลง (barrel gets heavy) ตีลูกเข้าในเร็วเกินไป หรือตีลูกลงพื้นเป็น ground ball |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น